โภชนาการในสตรีวัยหมดระดู (Nutrition in menopause)

นพ. พัฒนพล ต้องใจ
 อาจารย์ที่ปรึกษา ศ.พญ. สายพิณ พงษธา


วัยหมดระดูเป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านทางชีวภาพตามธรรมชาติของสตรี ซึ่งวัยหมดระดูตามธรรมชาติ(Natural menopause) วินิจฉัยเมื่อมีการขาดระดูติดต่อกันอย่างน้อย 1 ปี หลังจากมีระดูครั้งสุดท้าย มักเกิดในช่วงอายุ 45-55 ปี หรือ median age 51.3 ปี (1) และวัยหมดระดูจากการผ่าตัด (Surgical menopause) คือ การที่หมดระดูอย่างถาวรเนื่องจากการผ่าตัดเอารังไข่ทั้งสองข้างออกก่อนจะหมดระดูตามธรรมชาติ ปัจจุบันจำนวนสตรีวัยหมดระดูทั่วโลกกำลังเพิ่มขึ้น โดยมีการคาดการณ์ว่าจะมีถึง 1.2 พันล้านคนทั่วโลกภายในปี 2030 (2) การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนส่งผลทั้งต่อร่างกายและจิตใจของสตรีวัยหมดระดู ทั้งยังเพิ่มอุบัติการณ์ของโรคอ้วน มวลกล้ามเนื้อลดลง การสูญเสียมวลกระดูก ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด โภชนาการจึงมีบทบาทสำคัญในการประคับประคองอาการ ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และคงคุณภาพชีวิตให้ดีในระยะยาว

ระบบการเผาผลาญที่เปลี่ยนแปลงไปในวัยหมดระดู

  • การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของร่างกาย ( Body Composition)

ระดับฮอร์โมน estrogen ที่ลดลงในสตรีวัยหมดระดู ส่งผลให้มวลกล้ามเนื้อลดลง (lean body mass) และสัดส่วนไขมันเพิ่มขึ้น (fat mass) จากการศึกษาของ The Study of Women’s Health Across the Nation ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า มวลกล้ามเนื้อในสตรีวัยหมดระดูลดลงเฉลี่ยร้อยละ 0.5 ต่อปี (ลดลงเฉลี่ย 0.2 กิโลกรัมต่อปี) และสัดส่วนไขมันเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.7 ต่อปี (เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.45 กิโลกรัมต่อปี) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้น (3)

  • ภาวะดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance)

ระดับ estrogen ที่ลดลง ยังส่งผลให้การหลั่งอินซูลินจาก pancreatic beta cells ลดลง เพิ่มภาวะดื้ออินซูลิน ( Insulin Resistance) และทำให้กล้ามเนื้อนำน้ำตาลไปใช้ลดลง ร่วมกับมีการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนคอร์ติซอลอย่างช้า ๆ ตามช่วงวัย เกิดการกระตุ้นการสร้างกลูโคสจากตับเพิ่มขึ้น (Gluconeogenesis) ทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 อีกทั้งยังส่งผลให้การเผาผลาญพลังงานในร่างกายลดลง มีการกระจายตัวของไขมันเพิ่มขึ้น มีการสะสมของ visceral fat มากขึ้น ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เกิดเป็นภาวะอ้วนลงพุงตามมา นอกจากนี้ยังส่งผลต่อระดับไขมันในเลือด โดยพบว่าการสะสมไขมันที่เพิ่มขึ้น กระตุ้น endocrine tissue ให้มีการหลั่ง adipocytokines และ pro-inflammatory เช่น TNFα, IL-6, leptin, adiponectin ทำให้ระดับ triglyceride และ LDL cholesterol ในกระแสเลือดเพิ่มขึ้นเช่นกัน (4) โดยปัจจัยดังกล่าวเหล่านี้ทั้งไขมันในเลือดสูง เบาหวาน เป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคตได้ (1)

  • การเปลี่ยนแปลงของมวลกระดูกในวัยหมดระดู

การเปลี่ยนแปลงของมวลกระดูกในวัยหมดระดู จากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลง พบว่าทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อภาวะสุขภาพในระยะยาว พบได้บ่อยในสตรีวัยหมดระดูที่มีระดับวิตามิน D ในเลือดต่ำร่วมด้วย มวลกระดูกจะเริ่มลดลงตั้งแต่ก่อนเข้าสู่วัยหมดระดู 1-3 ปี และคงอยู่ประมาณ 5-10 ปี โดยอัตราการสูญเสียมวลกระดูกเฉลี่ยร้อยละ 2 ต่อปี หรือโดยเฉลี่ยแล้วมวลกระดูกจะลดลงทั้งหมดประมาณร้อยละ 10-12 โดยเฉพาะในส่วนของกระดูกสันหลังและกระดูกสะโพก ส่งผลให้เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักได้ง่ายขึ้น (2)

สารอาหาร

สำหรับสารอาหารที่ร่างกายต้องการ สามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ ได้แก่ (5)

สารอาหารหลัก (Macronutrients) คือสารอาหารที่ร่างกายต้องการในปริมาณมากมีบทบาทสำคัญในการให้พลังงาน การผลิตฮอร์โมน และการควบคุมระบบเผาผลาญ (Metabolism) ในร่างกาย ซึ่งสารอาหารหลัก ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน

สารอาหารรอง หรือสารอาหารจุลภาค ( Micronutrients) คือ วิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อยแต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานของร่างกายทุกระบบ ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ จึงต้องได้รับจากการรับประทาน

สารอาหารหลัก (Macronutrients)

ปริมาณพลังงาน (แคลอรี่) ที่หญิงวัยหมดระดูต้องการในแต่ละวันจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ ส่วนสูง น้ำหนัก ระดับกิจกรรมทางกาย (มีการเคลื่อนไหวมากน้อยแค่ไหน) และอัตราการเผาผลาญพื้นฐานของร่างกาย (Basal Metabolic Rate; BMR) โดยทั่วไปแล้ว เนื่องจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงในช่วงวัยหมดระดู อัตราการเผาผลาญ (Metabolic Rate) มักจะลดลง ทำให้ร่างกายต้องการพลังงานน้อยลงกว่าช่วงวัยที่อายุน้อยกว่า (2) โดยปริมาณพลังที่ใช้ต่อวัน (Total Daily Energy Expenditure; TDEE) สามารถ คำนวณ ได้จากพลังงานที่ร่างกายต้องการขณะพัก (BMR) แล้วคูณด้วย ค่าระดับกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีขั้นตอนการคำนวณดังนี้

  1. คำนวณหาค่า BMR (Basal Metabolic Rate): เป็นพลังงานขั้นต่ำที่ร่างกายต้องการขณะพัก โดยใช้สูตรสำหรับผู้หญิง

BMR = 665 + (9.6 x น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม) + (1.8 x ส่วนสูงเป็นเซนติเมตร) – (4.7 x อายุ)

  1. คำนวณหาค่า TDEE (Total Daily Energy Expenditure): นำค่า BMR ที่ได้มาคูณกับค่าระดับกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

• กิจกรรมน้อยมาก/ไม่ออกกำลังกายเลย: TDDE = BMR ×1.2

• ออกกำลังกายเบา ๆ (1-3 วัน/สัปดาห์): TDDE = BMR ×1.375

• ออกกำลังกายปานกลาง (3-5 วัน/สัปดาห์): TDDE = BMR ×1.55

• ออกกำลังกายหนัก (6-7 วัน/สัปดาห์): TDDE = BMR ×1.725

• ออกกำลังกายหนักมาก (วันละ 2 ครั้งขึ้นไป): TDDE = BMR ×1.9

แนวทางความต้องการพลังงานต่อวันอ้างอิงโภชนาการในผู้สูงอายุ กรมควบคุมโรค (6)

ระดับกิจกรรม พลังงานที่ต้องการต่อวัน (กิโลแคลลอรี่)

กิจกรรมเบามาก/แทบไม่ออกกำลังกาย 1,400

กิจกรรมเบา/ออกกำลังกาย 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ 1,600

กิจกรรมปานกลางออกกำลังกาย 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ 1,800

สัดส่วนที่เหมาะสมในการรับประทานอาหารในกลุ่มของสารอาหารหลัก คือ การรับประทานโปรตีน ร้อยละ 20 – 30 คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 45 – 50 และไขมันร้อยละ 25 – 35 ทั้งนี้คิดตามพลังงานที่ต้องการในแต่ละวัน ขึ้นกับรายบุคคล อย่างไรก็ตามการได้รับพลังงานที่น้อยกว่า 1,200 กิโลแคลลอรี่ต่อวันมีความสัมพันธ์กับการเกิดการขาดสารอาหารประเภทวิตามินและแร่ธาตุร่วมด้วย

โปรตีน (Protein) เป็นสารโมเลกุลใหญ่ ประกอบด้วยกรดอะมิโนที่เชื่อมต่อกันด้วยพันธะเปปไทด์ โดยโปรตีน 1 กรัมให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่ (5) มีส่วนในการรักษาระดับหรือเพิ่มน้ำหนักตัวที่ไม่ใช่ไขมันและเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ โดยปริมาณที่ควรได้รับต่อวันในกลุ่มหญิงวัยหมดระดูคือ 0.8 กรัม/น้ำหนักตัว/วัน สำหรับบุคคลทั่วไป และ 1-1.2 กรัม/น้ำหนักตัว/วัน (ร้อยละ 20 ของพลังงานที่ควรได้รับต่อวัน) สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำหรือน้ำหนักตัวเริ่มลดลง ซึ่งปริมาณดังกล่าวเพียงพอต่อการรักษาสภาพกล้ามเนื้อให้คงที่ (2)

สำหรับแหล่งอาหารโปรตีนที่แนะนำได้แก่ ไก่ ไก่งวง เนื้อไม่ติดมัน ปลาที่มีไขมันสูง เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 (EPA และ DHA) ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก โดยเฉพาะการช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด (เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล) ปลาเนื้อขาว ไข่ ถั่วและเมล็ดพืช เต้าหู้ ถั่วเหลือง เนยถั่ว เป็นต้น

คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrates) เป็นสารอาหารหลักที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย โดยคาร์โบไฮเดรต 1 กรัมให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่ เช่นเดียวกับโปรตีน โดยช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในกระแสเลือด กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน เพื่อนำน้ำตาลไปใช้ในเนื้อเยื่อต่าง ๆ รวมถึงนำน้ำตาลกลูโคสไปเก็บในรูปแบบพลังงานสำรอง (5) สัดส่วนที่ควรได้รับคือร้อยละ 45-50 ของพลังงานที่ต้องการต่อวัน หรือแนะนำให้ควรได้รับคาร์โบไฮเดตรอย่างน้อย 120 กรัมต่อวัน อาหารคาร์โบไฮเดรตที่แนะนำคือในกลุ่มของอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ (low glycemic index food) และอาหารที่มีกากใยสูงซึ่งจะสามารถลดโอกาสการเกิดโรคอ้วน ภาวะดื้ออินซูลิน โรคเบาหวาน ซึ่งส่งผลให้ลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคต (2)

ค่าดัชนีน้ำตาล Glycemic index (GI) ใช้วัดสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เป็นค่าที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลในเลือด เมื่ออาหารผ่านการย่อยและดูดซึมเข้ากระแสเลือดหลังรับประทานอาหาร จัดอันดับตั้งแต่ 0-100 อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลในเลือดอย่างช้า ๆ อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลที่สูงจะเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดอย่างรวดเร็ว ซึ่งค่าดัชนีน้ำตาลแบ่งระดับเป็น low GI (ค่า GI ≤ 55), medium GI (ค่า GI อยู่ในช่วง 56 – 69) และ high GI (ค่า GI ≥ 70 ) (7) โดยสตรีในวัยหมดระดู แนะนำให้รับประทานอาหารหรือผลไม้ที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ

ตารางที่ 1 แสดงตัวอย่างอาหารและผลไม้ ตามค่าดัชนีน้ำตาล (8)

ค่าดัชนีน้ำตาล (GI) GI ต่ำ GI ปานกลาง GI สูง
อาหาร สปาเก็ตตี้ วุ้นเส้น นมสดรสจืด นมถั่วเหลืองชนิดน้ำตาลต่ำ โยเกิร์ตไม่เติมน้ำตาล ถั่ว ขาวกล้อง ขนมปังจากแป้งไม่ขัดสี ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ บะหมี่ แพนเค้ก คอร์นเฟลก โจ๊ก

ข้าวเหนียว โดนัท

เฟรนช์ฟรายส์

ผลไม้ แอปเปิ้ล ฝรั่ง ชมพู่ ส้ม แก้วมังกร องุ่น ละมุด

กล้วยน้ำว้าสุก

มะละกอ ข้าวโพด กีวี สับปะรด ทุเรียน แตงโม ลำไย ผลไม้แห้ง มันฝรั่ง อินทผลัม

ไขมัน (Fat) เป็นสารอาหารที่ให้พลังงานสูงสุด โดยไขมัน 1 กรัมจะให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี่ ซึ่งไขมันมีความจำเป็นหลายอย่าง ทั้งเป็นสารตั้งต้นในการสร้างฮอร์โมนเพศ เก็บพลังงานในรูปแบบไขมัน รักษาอุณหภูมิของร่ากาย และช่วยในการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันได้แก่วิตามิน A, D, E และวิตามิน K (5) สัดส่วนที่แนะนำคือร้อยละ 25 – 30 ของพลังงานที่ต้องการในแต่ละวัน ความเสี่ยงในการเกิดภาวะอ้วนลงพุงของหญิงวัยหมดระดู จะเพิ่มขึ้น 5 เท่า ไขมันในเลือดแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากอิทธิพลของเอสโตรเจนที่ลดลง โอกาสเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดจึงเพิ่มขึ้นด้วย การจำกัดอาหารไขมันจึงสามารถช่วยลดโอกาสการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ถึงร้อยละ 14- 28 (2)

คุณภาพของไขมันที่รับประทานมีความสำคัญมากกว่าปริมาณที่รับประทาน โดยแนะนำให้รับประทานไขมันประเภทที่เป็นกรดไขมันอิ่มตัว (Saturate Fatty Acid; SFAs) ไม่เกินร้อยละ 10 และในสัดส่วนที่เหลือให้เลือกรับประทานเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated Fatty Acids; PUFAs ) ยกตัวอย่างเช่น โอเมก้า-3 ทั้งตัวของ eicosapentaenoic acid (EPA) และ docosahexaenoic acid (DHA) นอกจากนี้ยังแนะนำให้รับประทานร่วมกับผักและผลไม้อย่างน้อย 400 กรัมต่อวัน (2)

American Heart Association (AHA) ปี 2021 แนะนำให้มีการใช้น้ำมันพืช (Liquid vegetable oils) เช่นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันคาโนลา น้ำมันดอกทานตะวัน แทนการใช้น้ำมันจากพืชในเขตร้อน เช่นน้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม, น้ำมันจากสัตว์ และน้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน(partially hydrogenated fats) คือ น้ำมันพืชที่ถูกเติมไฮโดรเจนเข้าไปบางส่วนเพื่อเปลี่ยนจากของเหลวให้เป็นของกึ่งแข็ง ทำให้มีอายุการเก็บรักษานานขึ้น ทนความร้อนสูง และมีรสชาติคงที่ พบได้ในมาการีน เนยขาว ครีมเทียม และเบเกอรี่ต่างๆ แต่กระบวนการนี้ทำให้เกิด ไขมันทรานส์ (Trans Fat) ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพ

การปฏิบัติตัวและอาหารที่ควรรับประทานเพื่อช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ในวัยหมดระดู คือ

1. ควบคุมน้ำหนักตัว โดยคำนวณจากปริมาณพลังงานที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน

2. บริโภคเกลือไม่เกิน 5 กรัมต่อวันหรือ 1 ช้อนชาต่อวัน เลือกใช้เครื่องเทศจากผักแทน

3. รับประทานผักผลไม้ 5 ส่วนต่อวัน (500 กรัมต่อวัน โดยแบ่งเป็นผัก 300-400 กรัม ผลไม้ 100-200กรัม )

สารอาหารรอง หรือสารอาหารจุลภาค ( Micronutrients)

น้ำดื่ม การดื่มน้ำให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในช่วงวัยหมดระดู ซึ่งการดื่มน้ำให้เพียงพอจะช่วยในการทำงานของระบบเผาผลาญและการทำงานของระบบโลหิตให้มีประสิทธิภาพ มีบทบาทสำคัญในการควบคุมสมดุลความร้อน กระบวนการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย (detoxification) ช่วยให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้อย่างเหมาะสม เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่เยื่อบุเซลล์ต่างๆ และช่วยในการขนส่งสารอาหารและออกซิเจนเข้าสู่ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น โดยในช่วงวัยหมดระดู การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนส่งผลต่อระบบการกระหายน้ำ ทำให้ความอยากดื่มน้ำในหญิงวัยหมดระดูลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามปริมาณน้ำดื่มที่แนะนำต่อวัน คือ 33 มิลลิลิตร/กิโลกรัม/วัน (2)

วิตามินดี (Vitamin D) มีบทบาทสำคัญในการช่วยดูดซึมแคลเซียมและฟอตเฟสในลำไส้เล็ก ส่งเสริมการสร้างกระดูก และควบคุมฮอร์โมนพาราไทรอยด์ และรักษาสมดุลของระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในกระแสเลือด โดยปกติร่างกายสามารถสังเคราะห์วิตามินดี ขึ้นได้เองจากรังสี UVB แต่หากได้รับปริมาณรังสี UVB ไม่เพียงพอ ร่างกายจะไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินดีในผิวหนังได้เพียงพอ เมื่อระดับวิตามินดีลดลง ทำให้การดูดซึมแคลเซียมลดลงส่งผลให้เกิด secondary hyperparathyroidism จึงมีการสลายกระดูกเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดกระดูกพรุนตามมา (9) การศึกษาทางคลินิกพิสูจน์แล้วว่าการรักษาโรคกระดูกพรุนจะได้ผลดีก็ต่อเมื่อได้รับวิตามินดีเสริมอย่างเพียงพอ (มากกว่า 1,000 IU/day) หากไม่ได้รับวิตามินดีเสริม ประสิทธิภาพของการรักษาโรคกระดูกพรุนอาจลดลงได้ถึงร้อยละ 30 สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับแสงแดดเป็นประจำ แนะนำให้เสริมวิตามินดีตลอดทั้งปี (2)

การวินิจฉัยภาวะขาดวิตามินดี สามารถเจาะเลือดเพื่อดูระดับ 25(OH)D concentration โดยค่าปกติคือ ≥ 30 ng/ml ความต้องการวิตามินดีคือ 800-2000 IU/day (20-50 μg/day) โดยจะได้ประโยชน์ในการป้องกันกระดูกหักเมื่อให้ร่วมกับแคลเซียม (1,000-1,200 mg/day) (10)

ตัวอย่างอาหารที่มีวิตามินดีได้แก่ ปลาเรนโบว์ ปลาแซลมอน ปลาทูน่ากระป๋อง ปลาซาดีนกระป๋อง นมถั่วเหลือง น้ำส้มคั้น เป็นต้น

ตารางที่ 2 แสดงตัวอย่างอาหารที่มีวิตามินดี และปริมาณวิตามินดี (11)

อาหาร ปริมาณวิตามินดี

(IU/100 มิลลิกรัม)

ปลาแซลมอนป่า

ปลาแซลมอนเลี้ยง

ปลาซาร์ดีนกระป๋อง

ปลาทูน่ากระป๋อง

เห็ดชิตาเกะสด

เห็ดชิตาเกะตากแห้ง

ไข่แดง

600-1,000

100-250

300-600

236

100

1,600

20 ต่อไข่แดง

แคลเซียม (Calcium) มีบทบาทในการทำงานในระบบกระดูกกล้ามเนื้อ และยังเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่กระดูก หากขาดแคลเซียมอาจส่งผลให้เกิดกระดูกบาง กระดูกพรุน และเกิดกระดูกหักได้ง่ายตามมา โดยทั่วไปในกลุ่มอายุที่เข้าสู่ช่วงวัยสูงอายุ แนะนำให้รับประทานแคลเซียมปริมาณ 1,000 -1,300 มิลลิกรัม/วัน (12)

ตัวอย่างแหล่งอาหารแคลเซียมได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากนม โยเกิร์ต เต้าหู้ ปลาซาดีนกระป๋อง อัลมอล เป็นต้น

ตารางที่ 3 แสดงตัวอย่างอาหารและปริมาณแคลเซียม (13)

อาหาร ปริมาณแคลเซียม

(มิลลิกรัม/100กรัม)

กุ้งแห้ง

ปลาสลิดทอด

ปลาเล็กปลาน้อย

ใบยอ

ยอดใบมะขาม

งาดำ

เห็ด

ถั่ว

2,305

1,912

860

469

995

1,452

541

965

วิตามินซี (Vitamin C) มีความจำเป็นต่อการสร้างกระดูก เนื่องจากมีบทบาทในการสร้างคอลลาเจน การดูดซึมวิตามินซีอยู่ที่ประมาณร้อยละ 80 สำหรับปริมาณที่แนะนำต่อวัน(RDA) คือ 100 มิลลิกรัม/วัน ซึ่งสามารถรับได้จากอาหาร โดยแหล่งที่สำคัญของวิตามินซีคือ ผักผลไม้สด โดยฉพาะผักผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวเช่น ส้ม มะนาว กลุ่มเบอร์รี่ ผักต่าง ๆ เช่นผักใบเขียว คะน้า บรอกโครี่ ผักตระกูลกะหล่ำ เป็นต้น(2)

 

ตารางที่ 4 แสดงตัวอย่างผัก ผลไม้และปริมาณวิตามินซี (14)

ผักและผลไม้ ปริมาณวิตามินซี

(มิลลิกรัม/100กรัม)

พริกหวาน

บรอกโคลี

ผักคะน้า

ผักปวยเล้ง

ใบมะรุม

ส้ม

มะขามป้อม

สตรอเบอร์รี่

ฝรั่ง

ลิ้นจี่

80.4

89.2

147

120

141

53.2

276

58.8

160

71.5

วิตามินบี (Vitamin B) มีบทบาทสำคัญในช่วงวัยหมดระดู ช่วยในกระบวนการเผาผลาญคาร์โบไฮเดตรและการทำงานของระบบประสาท การได้รับวิตามินบีอย่างเพียงพอช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ร้อยละ 19-24 ลดความเสี่ยงของการเกิดกระดูกพรุน และช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อม (2)

บทบาทของไมโครไบโอม (Microbiome) ในวัยหมดระดู ระยะก่อนหมดระดู (Perimenopause) และวัยหมดระดู มักมีภาวะเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ (Dysbiosis) และปัญหาระบบทางเดินอาหารต่างๆ (2) มีความสัมพันธ์แบบสองทางระหว่างฮอร์โมนและจุลินทรีย์ กล่าวคือ ระดับเอสโตรเจนสามารถส่งผลกระทบต่อจุลินทรีย์ในลำไส้ และในทางกลับกัน จุลินทรีย์ในลำไส้ก็ส่งผลต่อระดับเอสโตรเจนในเลือดเช่นกัน โดยกลไกการทำงานคือมีกลุ่มจุลินทรีย์เฉพาะในลำไส้ที่เรียกว่า เอสตราโบโลม (Estrabolome) ทำหน้าที่หลั่งเอนไซม์ เบตา-กลูโคโรนิเดส (beta-glucoronidase) ซึ่งจะทำหน้าที่เปลี่ยนเอสโตรเจนและไฟโตเอสโตรเจนให้อยู่ในรูปที่ออกฤทธิ์ได้ (Active forms) ซึ่งสามารถถูกดูดซึมกลับที่ลำไส้และเข้าสู่กระแสเลือดได้ หากเกิดภาวะเสียสมดุลของจุลินทรีย์ (Dysbiosis) ปริมาณเอสตราโบโลมจะลดลง ส่งผลให้ร่างกายสูญเสียเอสโตรเจนที่ควรจะนำกลับมาใช้ได้

นอกจากนี้การเสริมโปรไบโอติก (Probiotics) ในสตรีวัยหมดระดู ยังมีประโยชน์ในการลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยผ่านกลไกดังนี้:

1. รักษาความสมบูรณ์ของผนังลำไส้ (Intestinal barrier) ช่วยลดการหลุดรอดของแบคทีเรียผ่านผนังลำไส้เข้าสู่ร่างกาย จึงช่วยลดการอักเสบทั่วร่างกาย (Systemic inflammation)

2. การสร้างกรดไขมันสายสั้น (Short-Chain Fatty Acids) การหมักย่อยคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนโดยจุลินทรีย์บางสายพันธุ์ จะผลิตกรดไขมันสายสั้น (เช่น Acetate, Propionate และ Butyrate) ซึ่งส่งผลดีต่อกระบวนการเผาผลาญหลายด้าน

งานวิจัยล่าสุดยืนยันว่า การเสริมโปรไบโอติกช่วยลดปัจจัยเสี่ยงทางเมตาบอลิกและหัวใจในสตรีหลังหมดระดู ดังนั้น การรักษาสุขภาพของไมโครไบโอมให้ดีผ่านการรับประทานอาหารที่สมดุลและเหมาะสมกับความต้องการของสตรีวัยนี้ จึงอาจช่วยป้องกันภาวะเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ได้ (15)

สารไฟโตเอสโตรเจน คือ สารธรรมชาติที่ได้มาจากพืชเช่น ถั่วเหลือง มีโครงสร้างและการออกฤทธิ์คล้ายคลึง estradiol จึงมีฤทธิ์ของ Estradiol เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จึงช่วยรักษาอาการร้อนวูบวาบในวัยหมดระดูได้ โดยพบว่าประเทศที่มีวัฒนธรรมการบริโภคถั่วเหลืองเป็นประจำเจออาการร้อนวูบวาบได้น้อยกว่า โดยมีคำแนะนำให้รับประทาน ไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลือง 20 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อช่วยลดอาการร้อนวูบวาบในวัยสตรีวัยหมดระดู ซึ่งเทียบเท่ากับ นมถั่วเหลืองประมาณ 400 มิลลิลิตรต่อวัน หรือ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองอื่นๆ (เช่น เต้าหู้, เทมเป้ หรือถั่วหมัก) ประมาณ 80 กรัมต่อวัน ข้อควรระวังคือ ประสิทธิภาพของยาต้านฮอร์โมนเอสโตรเจน (เช่น Tamoxifen) อาจลดลงจากการบริโภคถั่วเหลืองเป็นประจำ แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการศึกษาระดับประชากรในเอเชีย (ซึ่งศึกษาเรื่องไอโซฟลาโวน) ระบุว่า การบริโภคโปรตีนถั่วเหลือง 10–15 กรัม (เทียบเท่านมถั่วเหลือง 250 มล.) ควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารที่สมดุลและวิถีชีวิตที่ดีถือว่ามีความปลอดภัย (2)

ผลกระทบของการนอนหลับและโภชนาการในวัยหมดระดู (2)

ปัญหาการนอนหลับพบได้บ่อยในสตรีวัยนี้ โดยมีอัตราความชุกอยู่ที่ระหว่างร้อยละ 40 ถึง 56 ในสตรีบางราย ปัญหาการนอนหลับอาจรุนแรงจนนำไปสู่ความเหนื่อยล้าเรื้อรัง ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต และอาจส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต การนอนหลับที่ผิดปกติไปจากคำแนะนำมาตรฐาน (7-8 ชั่วโมงต่อวัน) สัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดที่สูงขึ้น โดยผู้ที่นอนน้อยกว่า 5 ชั่วโมงต่อวันมีความเสี่ยงสูงสุด ส่วนผู้ที่นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงก็มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดและการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเช่นกัน วงจรการหลับตื่น (Circadian Rhythm) มีบทบาทสำคัญในการควบคุมกระบวนการเผาผลาญ

ซึ่งการอดนอนจะส่งผลโดยตรงต่อปริมาณพลังงานที่ได้รับ การดูดซึมกลูโคส และภาวะดื้อต่อเลปติน (ฮอร์โมนอิ่ม) ความแปรปรวนของการนอน อาจทำให้ระบบย่อยอาหารแย่ลง และสัมพันธ์กับการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ (เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ) รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะน้ำหนักเกิน

สารอาหารที่มีผลต่อการนอนหลับ ได้แก่อาหารที่มีส่วนประกอบของ เมลาโทนิน (Melatonin) และ ทริปโตเฟน (Tryptophan) (เป็นสารตั้งต้นของเมลาโทนิน) ส่งผลดีต่อการนอนหลับ วิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นในกระบวนการสังเคราะห์เมลาโทนินต้องอาศัยปัจจัยร่วม (Cofactors) ได้แก่ กรดโฟลิก, วิตามิน บี6, วิตามินบี 12, แมกนีเซียม และสังกะสี การได้รับสารอาหารเหล่านี้อย่างเพียงพอจึงจำเป็นต่อการนอนหลับที่ดี

แหล่งอาหารสำคัญของเมลาโทนินพบในแหล่งอาหารจากสัตว์ พบมากในไข่และปลา ส่วนพืชตระกูลถั่วมีมากที่สุดในกลุ่มพืช สำหรับผลไม้ เชอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี และเปลือกองุ่น มีปริมาณสูงสุด

ทริปโตเฟน พบได้ในปลาทะเล (เช่น ปลาค็อด), สัตว์ทะเลเปลือกแข็ง, สาหร่าย (สไปรูลิน่า), ไข่ (โดยเฉพาะไข่ขาว), ถั่วเหลือง, งา, เมล็ดฟักทอง, ชีส และยีสต์

พฤติกรรมการรับประทานต่อสุขอนามัยการนอน การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลาจะรบกวนจังหวะชีวภาพ (Biorhythm) ทำให้วงจรการนอนเลื่อนออกไปและคุณภาพการนอนแย่ลง สำหรับมื้อเย็น เวลาและคุณภาพของอาหารส่งผลต่อการนอนมากที่สุด แนะนำว่าไม่ควรนอนหลังรับประทานอาหารทันที ควรเว้นระยะเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ไม่แนะนำให้ดื่มน้ำปริมาณมากก่อนนอน แต่ควรเฉลี่ยการดื่มน้ำให้พอดีตลอดทั้งวัน นอกจากนี้ การดูแลสุขอนามัยการนอนที่ดี (Sleep hygiene) และการสังเกตตนเองเป็นสิ่งสำคัญ การใช้นาฬิกาอัจฉริยะ (Smartwatches) สามารถช่วยติดตามความผิดปกติของการนอนและประเมินประสิทธิผลของการปรับพฤติกรรมและการรักษาได้

สรุปภาวะโภชนาการในวัยหมดระดู ถือว่ามีบทบาทสำคัญในการป้องกันภาวะต่าง ๆ ที่เกิดหลังจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน ควรทานอาหารให้สมดุล หลากหลาย มีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวต่อไป

เอกสารอ้างอิง

  1. Jeong HG, Park H. Metabolic Disorders in Menopause. Metabolites. 2022;12(10).
  2. Erdelyi A, Palfi E, Tuu L, Nas K, Szucs Z, Torok M, et al. The Importance of Nutrition in Menopause and Perimenopause-A Review. Nutrients. 2023;16(1).
  3. Silva TR, Oppermann K, Reis FM, Spritzer PM. Nutrition in Menopausal Women: A Narrative Review. Nutrients. 2021;13(7).
  4. Genazzani A. PT, Semprini E.,Aio C.,Foschi M.,Ambrosetti F. Metabolic syndrome, insulin resistance and menopause: the changes in body structure and the therapeutic approach. GREM Gynecological and Reproductive Endocrinology & Metabolism (2024). 2023;Volume 4 – 2/2023:086-091:086–91.
  5. Santiago Espinosa-Salas MG-A. Nutrition: Macronutrient Intake, Imbalances, and Interventions StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing: NCBI Bookshelf. A service of the National Library of Medicine, National Institutes of Health; 2025 Jan– [updated August 8, 2023.
  6. กรมอนามัย ส. โภชนาการสำหรับทุกช่วงวัย. บริษัท เอ ครีม สตูดิโอ: สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณะสุข.
  7. รัชนี คงคาฉุยฉาย, ประไพศรี ศิริจักรวาล, อุรุวรรณ แย้มบริสุทธิ์. คู่มือการจัดการอาหารเบาหวานด้วยดัชนีน้ำตาลและมวลน้ำตาล. กรุงเทพ: บริษัท พรทรัพย์การพิมพ์ จำกัด; 2018. 96 p.
  8. วรรณชนก บุญชู สจ, วสุนธรี เสรีสุชาติ อิ่ม อร่อย ได้สุขภาพ สไตล์เบาหวาน : สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน ที่ยังไม่มีภาวะของโรคแทรกซ้อน / สำนักโภชนาการ กรมอนามัย2561.
  9. Mei Z, Hu H, Zou Y, Li D. The role of vitamin D in menopausal women’s health. Front Physiol. 2023;14:1211896.
  10. Anagnostis P, Livadas S, Goulis DG, Bretz S, Ceausu I, Durmusoglu F, et al. EMAS position statement: Vitamin D and menopausal health. Maturitas. 2023;169:2–9.
  11. Foundation IO. Vitamin D 2025 [Available from: https://www.osteoporosis.foundation/patients/prevention/vitamin-d.
  12. Cano A, Chedraui P, Goulis DG, Lopes P, Mishra G, Mueck A, et al. Calcium in the prevention of postmenopausal osteoporosis: EMAS clinical guide. Maturitas. 2018;107:7–12.
  13. ลิ้มมหาคุณ ส. แคลเซียม กินอย่างไร…ให้ได้ประโยชน์ ทำไมต้องทานแคลเซียม: กลุ่มงานสื่อสารองค์กรงานประชาสัมพันธ์คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่; [Available from: https://www.med.cmu.ac.th/web/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1/13029/.
  14. กระทรวงสาธารณสุข กก. 10 ผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงที่สุด 2561 [Available from: https://multimedia.anamai.moph.go.th/help-knowledgs/benefits-of-fruits-and-vegetables/.
  15. Barrea L, Verde L, Auriemma RS, Vetrani C, Cataldi M, Frias-Toral E, et al. Probiotics and Prebiotics: Any Role in Menopause-Related Diseases? Curr Nutr Rep. 2023;12(1):83–97.

 

Read More

Approach to adnexal mass

พญ. พิชญา ตู้บรรเทิง
อาจารย์ที่ปรึกษา รศ.นพ.กิตติภัต เจริญขวัญ


บทนำ

“ก้อนที่ปีกมดลูก” หรือ Adnexal masses เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในเวชปฏิบัตินรีเวช ทั้งในสตรีวัยเจริญพันธุ์และวัยหมดระดู ความท้าทายสำคัญของภาวะนี้อยู่ที่การแยกแยะระหว่างก้อนที่มีลักษณะไม่ร้ายแรง(benign) กับก้อนที่มีแนวโน้มเป็นมะเร็ง (malignant) รวมถึงการคัดกรองและวินิจฉัยภาวะฉุกเฉินทางนรีเวช เช่น ภาวะรังไข่บิดขั้ว (ovarian torsion), การตั้งครรภ์นอกมดลูก (ectopic pregnancy), หรือถุงน้ำรังไข่แตก (ruptured ovarian cyst) ซึ่งต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและอันตรายต่อชีวิตผู้ป่วย

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมและสรุปองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยและการดูแลผู้ป่วยที่มีก้อนในบริเวณปีกมดลูก ตั้งแต่แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดก้อน การประเมินทางคลินิก การใช้ภาพถ่ายทางการแพทย์ ตลอดจนการประยุกต์ใช้ tumor markers และเครื่องมือประเมินความเสี่ยงต่าง ๆ เช่น Risk of Malignancy Index (RMI), IOTA Simple Rules, O-RADS, และ ROMA test เพื่อช่วยในการตัดสินใจทางคลินิกอย่างเป็นระบบและมีหลักฐานรองรับ นอกจากนี้ บทความยังกล่าวถึงแนวทางการจัดการตามสถานการณ์เฉพาะในผู้ป่วยวัยรุ่น, หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีลักษณะทางสรีรวิทยาและความเสี่ยงที่แตกต่างกัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้แพทย์สามารถเลือกแนวทางการวินิจฉัยและรักษาได้อย่างเหมาะสม ปลอดภัย และสอดคล้องกับแนวทางสากล

สาเหตุของก้อนอุ้งเชิงกราน (Etiology of pelvic masses) (1-3)

สาเหตุทางนรีเวช

  • Gynecologic origin: Ovary, Fallopian tube and Uterus
  • Non-gynecologic origin: Gastrointestinal system, Urinary system, Others and metastasis
Benign Malignancy
Ovary Follicular ovarian cyst

Corpus luteum cyst

Luteoma of pregnancy

Theca-lutein cyst

Polycystic ovaries

Endometrioma

Tubo-ovarian abscess

Mature teratomas(dermoids)

Serous cystadenoma

Mucinous cystadenoma

Epithelial carcinoma (85-90 % of ovarian cancer)

– Serous tumors (75-80 % of Epithelial ovarian tumor)

– Mucinous tumors (5 % of Epithelial ovarian tumor)

– Endometrioid tumors (10 % of Epithelial ovarian tumor)

– Clear-cell tumors (5 % of Epithelial ovarian tumor)

– Transitional cell (Brenner) tumors

– Mixed epithelial tumors

– Undifferentiated

– Unclassified tumors

Germ cell tumor

– Dysgerminoma (most common germ cell malignancy )

– Immature teratoma (2nd most common germ cell malignancy)

– Endodermal sinus tumor/Yolk sac tumor (3rd most common germ cell malignancy)

– Monodermal teratoma

– Mixed germ-cell tumors

: Depending based on cell types can be benign or malignant

– Embryonal carcinoma (Extremely rare)

– Choriocarcinoma (Extremely rare)

– Polyembryoma (Extremely rare)

Sex-cord or stromal tumor

– Granulosa-stromal cell tumors

– Sertoli-stromal cell tumors

– Gynandroblastoma

– Sex-cord tumor with annular tubules

– Unclassified sex-cord tumors

– Steroid cell tumors

Metastatic cancer
Tube Hydrosalpinx

Paratubal cysts

Ectopic pregnancy

Fallopian tube carcinoma
Uterus Leiomyomas

(Pedunculated or Cervix)

Müllerian anomalies

Uterine sarcoma
Non-gynecologic origin Diverticular abscess

Appendiceal abscess

Mucocele

Ureteral diverticulum

Pelvic kidney

Bladder diverticulum

Gastrointestinal cancers

Renal cell carcinoma (RCC)

Retroperitoneal sarcomas

Metastatic to ovary: Gastrointestinal tract (Krukenberg), Breast, Endometrium, Lymphoma

ดัดแปลงจาก (1) (2) (3)

ความสำคัญและอุบัติการณ์ของมะเร็งรังไข่

อุบัติการณ์ในการพบมะเร็งรังไข่อยู่ที่ 9-17 รายต่อ 100,000 คน จากรายงานพบว่าความเสี่ยงตลอดช่วงชีวิตของสตรีในการได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งรังไข่อยู่ที่ประมาณ 1.3% ในขณะที่ความเสี่ยงตลอดช่วงชีวิตในการเสียชีวิตจากมะเร็งรังไข่อยู่ที่ประมาณ 0.9% (4) มะเร็งรังไข่จัดเป็นสาเหตุการตายลำดับที่ 5 ของผู้หญิง โดยมะเร็งชนิดนี้มีอัตราการเสียชีวิตต่อจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัย (fatality-­ to-­ case ratio) สูงที่สุดในบรรดามะเร็งทางนรีเวชทั้งหมด สืบเนื่องจากการวินิจฉัยที่ล่าช้าา, การกลับมาเป็นซ้ำ และการดื้อยา (5)

ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งรังไข่ (1)

  1. อายุ

อายุถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญและเป็นอิสระมากที่สุดต่อการเกิดมะเร็งรังไข่ โดยพบว่าอัตราการเกิดโรคจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนหลังจากเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน โดยอายุเฉลี่ยของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งรังไข่อยู่ที่ประมาณ 63 ปี (1)

หากตรวจพบก้อนที่บริเวณปีกมดลูก (adnexal mass) ทั้งในสตรีวัยก่อนมีประจำเดือนและวัยหมดประจำเดือน ควรพิจารณาถึงความผิดปกติและตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม (2)โดยในสตรีวัยก่อนมีประจำเดือน มักสงสัยเนื้องอกในกลุ่ม germ cell tumor มากกว่ามะเร็งชนิดอื่น ส่วนในสตรีวัยหมดประจำเดือน อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ อย่างไรก็ตาม การพบเนื้องอกรังไข่ในสตรีวัยหมดประจำเดือนไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมะเร็งรังไข่เสมอไป ความเป็นจริงแล้ว เนื้องอกส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้มักเป็นชนิดไม่ร้ายแรง เช่น cystadenoma (1)

สาเหตุของ Pelvic mass ที่พบได้มาก ในแต่ละช่วงอายุ

Infancy Prepubertal Adolescent Reproductive Perimenopausal Postmenopausal
Functional cyst Functional cyst Functional cyst Functional cyst Uterine fibroids Ovarian tumor
Germ cell tumor Germ cell tumor Pregnancy Pregnancy Epithelial ovarian tumor Functional cyst
Germ cell tumor Uterine fibroids Functional cyst Non-gynecologic tumor
Obstructing vaginal or uterine anomalies Epithelial ovarian tumor Metastases
Epithelial ovarian tumor

อ้างอิงจาก (6)

  1. ประวัติครอบครัว (1)

ในหญิงอายุ 35 ปีที่มีประวัติครอบครัวเป็น ovarian cancer 1 คน ความเสี่ยงเพิ่มจาก 1.6 % เป็น 5 % อย่างไรก็ตามในบางกลุ่มอาจมีสาเหตุมาจากภาวะ Hereditary breast and ovarian cancer syndrome (HBOC) ซึ่งเป็นกลุ่มอาการมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม โดยมีการกลายพันธุ์ของยีนที่สำคัญ ได้แก่

  • การกลายพันธุ์ของ BRCA1 เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ 41–46 % ภายในอายุ 70 ปี
  • การกลายพันธุ์ของ BRCA2 เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ 10–27 % ภายในอายุ 70 ปี
  • การกลายพันธุ์ของ mismatch repair (MMR) gene หลายๆตัว ใน Lynch syndrome (HNPCC) เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ 5–10% ภายในอายุ 70 ปี

โดยประวัติครอบครัวที่บ่งบอกว่าสตรีที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งรังไข่ ได้แก่ การมีญาติสายตรง (เช่น แม่ พ่อ พี่น้องชาย/หญิง บุตรชาย หรือบุตรสาว) ที่เป็นมะเร็ง ภายในครอบครัวที่มีลักษณะดังต่อไปนี้: (7)

  • มีบุคคลอย่างน้อย 2 คนที่เป็นมะเร็งรังไข่ และทั้งสองเป็นญาติสายตรงของกันและกัน
  • มีบุคคลหนึ่งที่เป็นมะเร็งรังไข่ในช่วงอายุใดก็ได้ และอีกคนหนึ่งที่เป็นมะเร็งเต้านมก่อนอายุ 50 ปี โดยทั้งสองเป็นญาติสายตรงของกันและกัน
  • มีญาติหนึ่งคนเป็นมะเร็งรังไข่ในช่วงอายุใดก็ได้ และมีอีก 2 คนที่เป็นมะเร็งเต้านมก่อนอายุ 60 ปี โดยทั้งหมดมีความสัมพันธ์เป็นญาติสายตรงต่อกัน
  • มีสมาชิกในครอบครัว 3 คนหรือมากกว่านั้นที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมี 2 คนที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และ อีก 1 คนที่เป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร รังไข่ เยื่อบุโพรงมดลูก ทางเดินปัสสาวะ หรือ ลำไส้เล็ก ภายในสองชั่วอายุคน โดยมะเร็งอย่างน้อยหนึ่งรายต้องได้รับการวินิจฉัยก่อนอายุ 50 ปี และญาติที่ได้รับผลกระทบควรเป็นญาติสายตรงของกันและกัน
  • มีบุคคลหนึ่งที่เป็นทั้งมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่พร้อมกัน
  1. ปัจจัยที่ทำให้มีการตกไข่มากขึ้น เนื่องจากการตกไข่สร้าง minor trauma ใน epithelium ซึ่งนำไปสู่ malignant transformation โดยพบว่าความเสี่ยงในการเกิด Epithelial ovarian cancer เพิ่มขึ้น 2 – 7 % ต่อทุกปีที่มีการตกไข่ โดยภาวะเหล่านี้ (8) ได้แก่
  • late menopause > 52 ปี
  • early menarche < 12 ปี
  • ไม่มีบุตร (nulliparity)
  • ภาวะมีบุตรยากปฐมภูมิ
  1. ปัจจัยอื่นๆ เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (โดยพบว่าสัมพันธ์กับกลุ่ม Endometrioid และ Clear cell ovarian cancer), เชื้อชาติผิวขาว,การสัมผัสแร่ใยหิน และการได้รับรังสี (8)

ปัจจัยป้องกัน (8)

  1. ภาวะที่ทำให้การตกไข่ลดลง ได้แก่ การใช้ยาคุม, การตั้งครรภ์ และการให้นมบุตร
  2. การผ่าตัดมดลูกและปีกมดลูก: สอดคล้องไปกับทฤษฎีที่ว่าที่ต้นกำเนิดของมะเร็งรังไข่อาจมาจากส่วนอื่น หรือการผ่าตัดได้ลดการส่งต่อของ carcinogen และความอักเสบจากอวัยวะข้างเคียงมายังรังไข่ (9) อันได้แก่การผ่าตัด Bilateral salpingo-oophorectomy, Salpingectomy, Tubal ligation และ Hysterectomy

การประเมินก้อนปีกมดลูก (General evaluation of adnexal masses)

การซักประวัติและประเมินปัจจัยเสี่ยง (1) (10)

อาการแสดงนำ ของผู้ป่วยที่มี adnexal mass พบได้ตั้งแต่ ไม่แสดงอาการเลย หรืออาจมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างต่อไปนี้

  • ปวดหรือแน่นบริเวณอุ้งเชิงกราน: เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด
  • ปวดหรือแน่นท้องทั่ว ๆ
  • Gastrointestinal discomfort เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก หรือท้องอืด
  • ปัสสาวะลำบากหรือปัสสาวะบ่อย
  • ปวดประจำเดือน  
  • เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
  • มีไข้
  • เลือดออกผิดปกติจากมดลูก

ประวัติที่สำคัญ

  • ประวัติการมีประจำเดือน: รวมถึงวันที่มีประจำเดือนครั้งสุดท้าย, การมีอาการปวดประจำเดือน และอายุที่เริ่มมีและหมดประจำเดือน
  • ลักษณะของอาการปวด (ถ้ามี)
  • การมีไข้ (มีหรือไม่มี)
  • ประวัติทางเพศสัมพันธ์: จำนวนคู่นอน, การคุมกำเนิด, ความเจ็บปวดระหว่างมีเพศสัมพันธ์
  • การมีบุตรยาก (มีหรือไม่มี)
  • ปัจจัยเสี่ยงหรืออาการของมะเร็งรังไข่
  • ประวัติการเป็นโรคประจำตัวและประวัติการผ่าตัดที่ผ่านมา

อาการที่พบ

ในบางกรณีก็เป็นโรคที่มีความฉุกเฉินหรือรุนแรง จึงจำเป็นต้องวินิจฉัยแยกโรคให้ชัดเจนก่อนภาวะอื่น ตัวอย่างเช่น

โรค อาการที่พบได้ การตรวจร่างกายที่อาจพบได้
Ectopic pregnancy ปวดท้องหรือปวดเชิงกราน, มีเลือดออกทางช่องคลอด Adnexal mass/tenderness, hypotension, tachycardia
Ovarian torsion ปวดเฉียบพลันอย่างรุนแรงและปวดข้างเดียวของช่องท้อง ร่วมกับคลื่นไส้และอาเจียน Abdominal/adnexal tenderness
Ruptured ovarian cyst with hemodynamic unstable ปวดทั่วๆไปทั้งท้อง Generalized abdominal tenderness hypotension, tachycardia
Ovarian cancer อาการแน่นท้องหรือรู้สึกกดดันในช่องท้อง, ปวดท้องหรือปวดเชิงกราน, ปวดหลัง, ท้องอืด, ท้องผูก น้ำหนักลด, อ่อนเพลีย, ท้องโตขึ้น รวมถึงอาการทางระบบปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะบ่อยหรือกลั้นปัสสาวะไม่ได้ Abdominal/adnexal mass, ascites, lymphadenopathy, nodularity of uterosacral ligaments, pleural effusion

ตัวอย่างในอาการที่สัมพันธ์กับโรคอื่นๆ

  • Pelvic inflammatory disease, Tubo-ovarian abscess: ปวดเชิงกรานที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ร่วมกับมีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีตกขาวผิดปกติ
  • Endometrioma: อาการปวดรุนแรงขึ้นช่วงมีประจำเดือน หรือปวดหลังมีเพศสัมพันธ์
  • Leiomyoma/ Leiomyosarcoma: ประจำเดือนมาปริมาณมาก อาจร่วมกับปวดประจำเดือน
  • Polycystic ovary syndrome: ประจำเดือนมาน้อย, ขาดประจำเดือน หรือมาไม่สม่ำเสมอ ร่วมกับอ้วนและมีขนดกผิดปกติ
  • Mittelschmerz (อาการปวดจากการตกไข่): ปวดช่วงกลางรอบเดือน
  • Hemorrhagic or bleeding ovarian cyst: ปวดทันทีในช่วงกลางถึงครึ่งหลังของการมีรอบเดือน
  • Ruptured follicular or corpus luteum cyst: ปวดหลังมีเพศสัมพันธ์ทันที
  • Sex cord-stromal tumors: เลือดออกก่อนวัยมีประจำเดือน หรือหลังวัยหมดประจำเดือน อาจบ่งบอกความสัมพันธ์กับก้อนที่มีการสร้างฮอร์โมน estrogen

การตรวจร่างกาย

  • สัญญาณชีพ
  • ลักษณะทั่วไป
  • ฟังปอด: เพื่อตรวจหาน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด
  • การตรวจหน้าท้อง: เพื่อประเมินลักษณะของเนื้องอก, ความเจ็บปวด, น้ำในช่องท้อง , คลำหาภาวะตับและม้ามโต
  • การคลำต่อมน้ำเหลือง: cervical, supraclavicular, axillary และ groin lymph nodes
  • การตรวจภายใน (ควรทำหลังปัสสาวะ) ซึ่งรวมตั้งแต่
    • การดูลักษณะภายของ perineum
    • Speculum examination: เพื่อดู cervix and vagina
    • Bimanual palpation: เพื่อประเมินเนื้องอกในแง่ขนาดก้อน, ความเจ็บปวด, ตำแหน่ง, consistency และการเคลื่อนที่ของมดลูกและปีกมดลูกทั้งสองข้าง
    • Rectovaginal examination: เพื่อดูความเจ็บปวดหรือ nodularity ของ uterosacral ligament

Bimanual palpation

Rectovaginal examination

โดยลักษณะเนื้องอกของ Benign และ Malignancy แตกต่างกันดังนี้ (2)

Benign Malignancy
  • Smooth walled
  • Cystic
  • Mobile
  • Unilateral
  • Smaller than 8 cm
  • Irregular walled
  • Solid/ semisolid
  • Fixed
  • Bilateral
  • Nodules in the cul-de-sac.
  • Ascites ( in malignant neoplasms)

นอกจากนี้ลักษณะ Consistency ยังอาจช่วยวินิจฉัยโรคได้ดังนี้

Organ Cystic Solid
Ovary Functional cyst

Neoplastic cyst

Benign

Malignant

Endometriosis

Neoplasm

Benign

Malignant

Fallopian tube Tubo-ovarian abscess

Hydrosalpinx

Paraovarian cyst

Tubo-ovarian abscess

Ectopic pregnancy

Neoplasm

Uterus Intrauterine pregnancy in a bicornuate uterus Pedunculated or interligamentous myoma
Bowel Sigmoid or cecum distended with gas or feces Diverticulitis

Ileitis

Appendicitis

Colonic cancer

Abdominal wall hematoma

or abscess

Retroperitoneal neoplasm

Miscellaneous Distended bladder

Pelvic kidney

Urachal cyst

Abdominal wall hematoma or abscess

Retroperitoneal neoplasm

ตารางอ้างอิงจาก (2)

การตรวจภาพ (Imaging) (1)

  • Transvaginal ultrasound: วิธีที่แนะนำเป็นหลักในการประเมินความเสี่ยงในการเป็นเนื้อร้าย ใช้ประเมินขนาด ลักษณะภายใน (cystic/solid/mixed) ผนังกั้น (septation) เนื้องอกยื่น (papillary projestion) การมีน้ำในอุ้งเชิงกราน (ascites)
  • Transabdominal ultrasound: เหมาะกับคนที่มี distorted pelvic structure หรือก้อนที่มีขนาดใหญ่เหนืออุ้งเชิงกราน หรือใช้ประเมินในกลุ่มคนที่ทำ Transvaginal ultrasound ไม่ได้ เช่น ในเด็กและในคนที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์
  • CT, MRI และ PET: ไม่ใช้ในการประเมินครั้งแรก ใช้เมื่อสงสัยมะเร็งหรือหาตำแหน่งแพร่กระจาย โดยมักใช้ CT ในการประเมิน metastasis, lymph node enlargement ส่วน MRI มีประโยชน์ในกรณีที่แยกต้นกำเนิดก้อนระหว่างรังไข่กับมดลูกได้ยาก

โดยมี Classification system ดังนี้

      1. IOTA simple rules (International Ovarian Tumor Analysis group) (11)

การแปลผล

  • Benign: ถ้ามี B feature อย่างน้อย 1 ข้อ โดยไม่มี M feature
  • Malignant: ถ้ามี M feature อย่างน้อย 1 ข้อ โดยไม่มี B feature
  • Inconclusive: ถ้ามีทั้ง 2 แบบ หรือไม่เข้าเกณฑ์ใดเลย ต้องส่งต่อผู้เชี่ยวชาญ
B features M features
B1 Unilocular cyst M1 Irregular solid tumor
B2 Presence of solid components, maximal diameter < 7 mm M2 Presence of ascites
B3 Presence of acoustic shadows M3 At least four papillary structures
B4 Smooth mutilocular tumor, maximal diameter < 100 mm M4 Irregular multilocular solid tumor , maximal diameter > 100 mm
B5 No blood flow M5 Very strong blood flow

รูปและตารางอ้างอิงจาก (12)

      1. O-RADS (13)

เป็นระบบการรายงานและการจัดระบบข้อมูลสำหรับก้อนเนื้อในรังไข่และปีกมดลูก ทั้งนี้จาก Meta -analysis ไม่พบว่ามีความความแตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติทั้งในแง่ sensitivity และ specificity เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง O-RADS กับ IOTA Simple Rules: sensitivity 96% ต่อ 93% ส่วน specificity 76% ต่อ 82% ตามลำดับ (14)

  • Normal ovary (O-RADS 1)
  • Almost certainly benign (O-RADS 2; <1 percent risk of malignancy)
  • Low risk of malignancy (O-RADS 3; 1 to <10 percent risk of malignancy)
  • Intermediate risk of malignancy (O-RADS 4; 10 to <50 percent risk of malignancy )
  • High risk of malignancy (O-RADS 5; ≥50 percent risk of malignancy)

รูปอ้างอิงจาก (13)

โดยมี 4 Step ที่สำคัญในการช่วยวินิจฉัย (15)

Question 1: มีลักษณะเป็น Simple cyst หรือไม่?

Simple cyst ประกอบไปด้วย 5 ลักษณะ (7) : 1) Round or oval shape 2) Thin or imperceptible wall 3) Posterior acoustic enhancement 4) Anechoic fluid 5) Absence of septations or nodules

โดยเฉพาะเมื่อมีขนาดเล็ก มักเป็น Physiologic cyst ไม่มีความจำเป็นต้อง ffollow up

  • Premenopausal:  < 5cm = follicle หรือ corpus luteum cyst
  • Postmenopausal: < 3 cm = within normal limits

Differential diagnosis อื่นๆที่ทำให้เกิด Simple cyst ได้แก่

  • Cystadenoma: benign neoplasm ต้นกำเนิดจาก ovary ( บางครั้งมาจาก fallopian tube หรือ paratubal cyst ) ควรหาสาเหตุและ follow up หากขนาด >5 cm ใน premenopausal patients หรือ >3 cm ใน postmenopausal patients

  • Paraovarian or paratubal cysts: เป็น Simple cyst ที่อยู่ติดกับ ovary ซึ่งอาจเป็น remnants ของ duct หรือ tube ต่างๆ

ต้นกำเนิดของ paratubal cyst

รูปอ้างอิงจาก (16)

Question 2: มี physiologic process ใดที่อาจทำให้ไม่เหมือน​ Simple cyst ได้บ้าง?

  • Corpus luteum: บางครั้งจะมีขอบหนา, มี circumferential color Doppler flow

  • Two simple cysts: อาจอยู่ชิดกันจนเห็นเป็น Pseudoseptation

  • Hemorrhagic cyst: Unilocular cyst ที่มีเส้นตรงหรือโค้งเล็กน้อยด้านในเรียงตัวแบบ reticular pattern, ไม่มี internal vascularity

Question 3: ผลการตรวจพบสอดคล้องกับลักษณะเฉพาะตัวโรคได้บ้าง?

  • Endometrioma: Unilocular หรือ Multilocular cyst ≤3 locules with homogeneous low to medium-level echoes in a cystic mass (ground-glass appearance),โดยไม่มี solid component และ internal vascularity

  • Mature teratomas: Complex unilocular หรือ Multilocular ≤3 locules with hyperechoic nodule within the mass component with multiple small homogeneous interfaces, โดยไม่มี internal vascularity

  • Hydrosalpinx: Tubular fluid collection with low-level echoes และอาจมี incomplete หรือ partial septations

  • Pedunculated leiomyoma: heterogeneous, hypoechoic, solid masses ซึ่งอยู่ข้าง Ovary

ในกรณีที่ Identify ovary ไม่เห็น อาจแยกออกจากกันยากและต้องอาศัย MRI

  • Peritoneal inclusion cyst: loculated fluid collections ที่อาจมาในลักษณะ septated cystic masses อยู่ข้างๆหรือกดเบียด ovary มักพบในคนที่มีประวัติผ่าตัดมาก่อน

–

  • ORADS 4 และ ORADS 5: มีลักษณะที่เป็น Malignancy characteristic มากขึ้น เช่น irregular walled, multiloculated cyst, solid components, papillary projections, thick separation, high internal blood flow และ ascites

Question 4: มีวิธีการใดที่ช่วยในการวินิจฉัยได้อีกบ้าง?

Mass ที่ยังไม่ถูก classified มักอยู่ในกลุ่ม O-RADS 3 ซึ่งอาจต้องอาศัยวิธีอื่นๆ ในการช่วยวินิจฉัย ดังเช่น ติดตามด้วย ultrasound โดยผู้เชี่ยวชาญ, อาศัย imaging modality อื่น เช่น MRI หรือใช้ tests อื่นๆร่วมประเมินด้วย เช่น Tumor marker

Lab investigation

Urine pregnancy test: วินิจฉัยแยกโรคภาวะทางสูติ

หากผลตรวจการตั้งครรภ์เป็น บวก (positive) ให้ทำ Transvaginal ultrasound (10) เพื่อยืนยัน การตั้งครรภ์ในมดลูก หรือนอกมดลูก

  • หากไม่พบการตั้งครรภ์ในมดลูกควรตรวจระดับ β-hCG
  • β-hCG > 2,000 mIU/mL ควรสงสัยภาวะการตั้งครรภ์นอกมดลูก
    ทั้งนี้ cut point ที่มีความเป็นไปได้ว่าเป็นการตั้งครรภ์นอกมดลูกจริง อยู่ที่ 3,510 เนื่องจากเป็นระดับที่พบว่าหากมีการตั้งครรภ์ในมดลูกมีความเป็นไปได้ที่จะตรวจพบถุงการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูกได้ถึง 99% (17)
  • β-hCG < 2,000 mIU/mL อาจเป็น การตั้งครรภ์นอกมดลูกระยะแรก (early ectopic pregnancy) หรือ
    ก้อนในรังไข่/ท่อนำไข่ ที่เกิดขึ้นร่วมกับการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูกระยะแรก

Complete blood count

    • หากเม็ดเลือดขาวสูงร่วมกับ PMN predominate บ่งบอกภาวการณ์ติดเชื้อ ซึ่งพบได้ใน pelvic inflammatory disease, tubo-ovarian abscess หรือ pelvic abscess จาก colonic or appendiceal source โดยให้ส่งตรวจเพิ่มเติมตามอาการที่สงสัย เช่น Gonorrhea,Chlamydia test, Urinary analysis หรือ Stool exam (1)
    • หากเม็ดเลือดแดงต่ำลงหรือเกิดภาวะซีด ควรประเมินว่ามีสาเหตุใดที่ทำให้เกิด เช่น โรคทางเลือด หรือมีภาวะที่ทำให้เกิดการสูญเสียเลือดเช่น ประวัติประจำเดือนมามาก หรือ ectopic pregnancy ทั้งนี้ในผู้ป่วยสูงอายุ ภาวะที่ต้องคำนึงถึงด้วยคือกลุ่มโรค colon cancer หรือ anemia of chronic disease (18)

Tumor markers

CA125

ระดับของ CA 125 จะสูงในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งรังไข่ชนิด non-mucinous epithelial cancer ถึง 80%  โดย มีเพียง 50% ของมะเร็งรังไข่ระยะที่ 1 เท่านั้นที่มีระดับ CA 125 สูง) (1) อย่างไรก็ตาม เป็น CA 125 antigenic determinant ที่สามารถพบได้ทั้งในภาวะที่เป็นมะเร็งและไม่ใช่มะเร็ง ระดับของ CA 125 จึงไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจคัดกรอง ในกรณีที่ยังไม่พบก้อนเนื้อ และไม่ควรใช้เป็นประจำในการประเมินหาสาเหตุของก้อนบริเวณปีกมดลูกในผู้ป่วยก่อนวัยหมดประจำเดือน

โดยภาวะอื่นที่พบระดับ​ CA 125 สูง ได้แก่

Benign gynecologic causes Benign non-gynecologic causes Malignancies
Endometriosis, especially endometriomas

Large uterine fibroids

Menstruation

Ovarian fibroma

Pelvic inflammatory disease

Previous hysterectomy

Pregnancy

Caffeine use

Liver cirrhosis +/- ascites

Lung disease

Obesity

Tuberculosis

Breast cancer

Endometrial cancer

Lung cancer

Pancreatic cancer

Peritoneal implants of nonovarian cancers

อ้างอิงจาก (10)

ในทางกลับกัน ระดับของ CA 125 ควรได้รับการตรวจในผู้ป่วยวัยหมดประจำเดือน ที่มีก้อนในบริเวณปีกมดลูก เพื่อช่วยในการวางแผนการรักษา หากค่าที่ได้มากกว่า 35 U/mL ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติมหรือควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ (1)

HE4

เป็น tumor marker ตัวใหม่ มักใช้ในการวินิจฉัยการกลับมาเป็นซ้ำของ epithelial ovarian cancer ที่รับการรักษาไปแล้ว โดยในงานวิจัยพบว่า HE4 กับ CA 125 มี sensitivity พอกันอยู่ที่ประมาณ 94% (2) แต่ HE4 มี specificity ต่อ malignant pathology มากกว่า CA 125

β-hCG, AFP, LDH

สำหรับกลุ่มที่สงสัย Germ cell tumor เช่น มีอาการปวดท้องหรือคลำก้อนได้ในวัยรุ่นและหญิงสาว

Inhibin A, Inhibin B

สำหรับกลุ่มที่ Granulosa cell tumor เช่น การตรวจพบ solid pelvic mass ร่วมกับมีอาการและอาการแสดงของภาวะฮอร์โมนเพศ estrogen หรือ androgen เกิน เช่น Irregular or postmenopausal bleeding, เข้าสู่วัยหนุ่มสาวก่อนวัย (precocious puberty), มีขนดก (hirsutism)หรือ มีลักษณะความเป็นชายเพิ่มขึ้น (virilization)

ตารางเปรียบเทียบ Tumor marker ที่พบได้ใน Germ cell tumor และ Sex cord stroma tumor (19)

CEA

มักสัมพันธ์กับมะเร็งของระบบทางเดินอาหาร เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ ตับอ่อน และกระเพาะอาหาร
อย่างไรก็ตาม ระดับสารนี้อาจพบว่าสูงขึ้นได้ใน mucinous ovarian tumors ซึ่งอาจเป็นได้ทั้ง Primary mucinous ovarian neoplasms และ Metastatic mucinous tumors from GI tract หรือที่รู้จักกันในชื่อ Krukenberg tumor

โดยพบว่าหาก CEA > 5-10 mg/mL ในผู้ป่วยที่ค่า CA 125 ปกติ มักสัมพันธ์กับมะเร็งที่มีต้นกำเนิดมาจากระบบทางเดินอาหารร

ในขณะที่สัดส่วน CA 125/CEA ก็ถูกพบว่ามีความสัมพันธ์กับต้นกำเนิดเช่นกัน โดยหาก > 25 มีความสัมพันธ์กับต้นกำเนิดมาจากรังไข่ และหาก < 25 สัมพันธ์กับการที่ต้นกำเนิดมาจากทางเดินอาหาร (20)

CA19-9

มีความสัมพันธ์กับมะเร็ง mucinous  tumors ซึ่งอาจเป็นได้ทั้ง Primary mucinous ovarian neoplasms หรือ Pancreatic/biliary origin โดยใช้ประเมินร่วมกับ​ CEA (20)

สรุปเป็นแผนภาพได้ดังนี้

Tumor CA-125 CEA CA 19-9
Serous ovarian carcinoma ↑↑ ปกติ ปกติ
Mucinous ovarian tumor ↑ ↑ ↑
Metastatic GI tumor ปกติ /↑ ↑↑ ↑
Benign ovarian tumor สูงเล็กน้อย/↑ ปกติ ปกติ

Risk scoring system

หลักเกณฑ์ในการประเมินความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งรังไข่ มีดังนี้

  1. Risk of Malignancy Index (RMI) (1)

เป็น multimodal test รวม Ultrasound, Clinical information และ Serum marker

สูตรคำนวณ: RMI=U×M×CA125 โดยถ้า RMI > 200 (Senisitivity 78%, Specificity 87%)

แสดงว่า สงสัยมะเร็งสูง ควรส่งต่อไปนรีแพทย์มะเร็งทันที

Criteria Scoring system
Ultrasound feature

  • ก้อนเป็นของแข็ง (solid areas)
  • ก้อนหลายช่อง (multilocular cyst)
  • มีปุ่มยื่น (papillary projections)
  • มีน้ำในท้อง (ascites)
  • มีการแพร่กระจาย (metastases)
U

0 = ไม่มีลักษณะผิดปกติ

1 = มีลักษณะผิดปกติ 1 ข้อ

3 = มีลักษณะผิดปกติ ≥ 2 ข้อ

Menopausal status

  • หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือน (premenopausal)
  • หญิงวัยหมดประจำเดือน (postmenopausal)
M

1

3

CA 125 CA125 ค่าที่ตรวจในเลือด (U/mL)
  1. การใช้ Serum biomarker อื่นๆ

ไม่ได้แนะนำให้เป็น initial evaluation ของ adnexal mass แต่มีประโยชน์ในการช่วยตัดสินใจว่ากรณีไหนที่ควรส่งปรึกษา gynecologic oncologist หรือช่วยประกอบการตัดสินใจในการผ่าตัดในผู้หญิงอายุมากกว่า 18 ปีที่พบ adnexal mass เพราะมี sensitivity และ specificity ที่ดีกว่าการใช้ CA125 เพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ U.S. Food and Drug Administration ได้อนุมัติ 2 serum tumor marker panel อันได้แก่

2.1 ROMA test (Risk of Ovarian Malignancy Algorithm)

ใช้การรวมค่า CA-125, HE4 และ สถานะวัยหมดประจำเดือน โดยมีสูตรคำนวณต่างกันระหว่าง ก่อนและหลังหมดประจำเดือน ผลลัพธ์จะออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยง สูตรคำนวณ

Premenopausal Predictive Index (PI)= – 12.0 + 2.38 × LN[HE4] + 0.0626 × LN[CA 125]
Postmenopausal Predictive Index (PI) = – 8.09 + 1.04 × LN[HE4] + 0.732 × LN[CA 125]
ROMA exp(PI)/[1 + exp(PI)] x10
Abbreviations: exp, exponential; LN, natural logarithm; Pl, predictive index; ROMA, Risk of Ovarian Malignancy algorithm

ซึ่งถ้าเกินเกณฑ์ cutoff แสดงว่าสงสัยมะเร็งสูง ทั้งนี้ cut off อาจมีความแตกต่างตามแต่ละงานวิจัย (1)

    • Premenopausal ≥ 0.74 to 1.31 (ACOG แนะนำที่ 1.31)
    • Postmenopausal ≥ 1.44 to 2.77 (ACOG แนะนำที่ 2.77)

โดยพบว่ามี sensitivity 85% specificity 82 % (21)

2.2 MIA (multivariate index assay)

ใช้ 5 serum biomarkers ที่เกี่ยวข้องกับ ovarian cancer: CA 125 II, transferrin, transthyretin [prealbumin], apolipoprotein A-1, and β 2-microglobulin มาแปลผลเป็น malignancy risk score of 0–10 ซึ่งถ้าเกินเกณฑ์ cutoff แสดงว่าสงสัยมะเร็งสูง

    • Premenopausal ≥ 5.0
    • Postmenopausal ≥ 4.4

ผู้ป่วยแบบใดที่ควรส่งพบนรีแพทย์มะเร็ง (gynecologic oncologist) (1, 10)

  • Elevated CA 125 level
    • ใน Postmenopausal: >35 U per mL
    • ใน Premenopausal: significantly elevated ( no definite cutpoint)
  • Ultrasound สงสัย malignancy
  • พบ Ascites
  • A nodular or fixed pelvic mass
  • มี abdominal หรือ distant metastasis
  • Elevated score เมื่อใช้ risk assessment test:
    • Risk of malignancy index (RMI): > 200
    • ROMA: ใน Premenopausal ≥ 1.31/ ใน Postmenopausal ≥ 2.77
    • Multivariate index assay(MIA): ใน Premenopausal ≥ 5.0/ ใน Postmenopausal ≥ 4.4
    • IOTA: Malignant หรือใน Inconclusive
    • O-RADS: O-RADS risk 4-5

อาจพิจารณาส่งพบ Gynecologist หรือ Gynecologic oncologist

  • ขนาด ≥ 6 cm / < 6 cm ที่ serial ultrasound ทุก 4-12 สัปดาห์ แต่ยังคง persist หลัง 12 สัปดาห์ (10)
  • Family history of ovarian cancer or BRCA mutation หรือ Ashkenazi Jewish heritage (10)

แนวทางการจัดการ (Management approaches)

1. การผ่าตัด (1, 2) ข้อบ่งชี้

  • Symptomatic mass (emergency condition)
    • Twisted ovarian cyst
    • Ruptured ovarian cyst with hemodynamic unstable
  • Suspected malignancy โดยให้พิจารณาจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งจากผู้ป่วย,ลักษณะ imaging, serum marker และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนการทำการผ่าตัด ยกตัวอย่างเช่น
    • High-risk mass จาก imaging (O-RADS 5)
    • Metastatic finding (ascites, peritoneal mass, enlarged lymph nodes)
    • Intermediate-risk mass จาก imaging (O-RADS 4) ร่วมกับ tumor marker ที่สูง
    • สงสัย germ cell หรือ sex cord-stromal tumor
    • Postmenopausal patients with CA 125 level >35 units/mL, mass ≥10 cm หรือ intermediate-risk mass จาก imaging (O-RADS 4) ร่วมกับมี ovarian cancer symptoms
  • Endometrioma หากมีข้อบ่งชี้เหล่านี้ (1, 22)
    • Symptomatic
      • Pain
      • Infertility: อย่างไรก็ตาม ESHRE ไม่แนะนำการทำ routine surgery ก่อนการทำ ART เพื่อเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ อ้างอิงจาก 2 meta-analyses ที่ไม่พบประโยชน์ที่ชัดจากการ routine surgery ใน iinfertility และยังพบว่าการผ่าตัดลด ovarian reserve ได้อีกด้วย
    • สงสัย malignancyหรือตรวจติดตามไปแล้วขนาดเพิ่มมากขึ้น
    • ก้อนมีขนาดใหญ่: ไม่มี cut-off size ที่เป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนสำหรับการผ่าตัดใน guideline แต่พบว่า Cystectomy superior กว่า drainage และ coagulation ใน ovarian endometrioma ≥3cm ในแง่การลดความเจ็บปวดและการกลับมาเป็นซ้ำของก้อน (22)
  • Mature teratoma หากมีข้อบ่งชี้เหล่านี้ (1, 23)
    • Symptomatic:
      • Pain: มักมาจาก torsionโดยก้อนส่วนมากที่เกิดมีขนาด > 5-6 cms
      • Mass effect
    • สงสัย malignancyหรือตรวจติดตามไปแล้วขนาดเพิ่มมากขึ้น
    • ก้อนมีขนาดใหญ่: ไม่มี cut-off size ที่เป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนสำหรับการผ่าตัดใน guideline แต่ก้อนขนาด >5–6 cm สามารถพิจารณาการผ่าตัดได้ โดยให้ประเมินร่วมกับปัจจัยอื่น

ทั้งนี้การผ่าตัดมีการเข้าช่องท้อง 2 วิธี

1) การผ่าตัดส่องกล้อง (laparoscopy)

2) ผ่าตัดเปิดหน้าท้อง (laparotomy)

โดยปัจจุบันแนะนำหัตถการที่ Minimal invasive ดังนั้นจึงสนับสนุนให้มีการทำ laparoscopy โดยเฉพาะในกรณีที่ประเมินแล้วคิดว่าก้อนมีความ benign โดยพบว่าอัตราการเกิด Rupture พอกันกับการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง แต่ข้อดีคือ เวลาในการผ่าตัดเร็วกว่า,ภาวะแทรกซ้อนก่อนและหลังผ่าตัดน้อยกว่า, การพักฟื้นในโรงพยาบาลสั้นกว่าและปวดแผลน้อยกว่า (1)

อีกประเด็นสำคัญที่ควรคำนึงเสมอในการผ่าตัด คือ “ความต้องการด้านภาวะเจริญพันธุ์ (fertility need)” โดยควรพิจารณาเลือกวิธีการผ่าตัดที่สามารถ เก็บรักษารังไข่ไว้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะในสตรีวัยเจริญพันธุ์

ดั่งในกรณี Twisted ovarian cyst แนวทางของ ACOG แนะนำให้เปลี่ยนการรักษาจากการทำ salpingo-oophorectomy มาเป็นการทำ detorsion ร่วมกับ cystectomy แทน โดยมีข้อมูลสนับสนุนจากงานวิจัยใน Journal of the American Association of Gynecologic Laparoscopists ซึ่งพบว่า การทำ laparoscopic detorsion ในผู้ป่วยที่มี twisted ischemic adnexa เป็นหัตถการที่ปลอดภัย ไม่พบภาวะ systemic thromboembolism หลังการผ่าตัด นอกจากนี้ จากการติดตามผลหลังการทำยังพบว่า รังไข่สามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติในอัตราที่สูง  > 90% จึงแนะนำให้ detorsion เป็นแนวทางการรักษาหลักสำหรับผู้ป่วยที่ยังมีความประสงค์ในการมีบุตรก่อนการตัดรังไข่ทิ้ง (1, 24)

  1. Expectant (1, 7, 25, 26)

ในกรณีที่ไม่เข้า criteria surgery ข้างต้น ยกตัวอย่างเช่น

  • Asymptomatic mass ที่มี morphology ใน ultrasound บ่งบอก ลักษณะ benign และค่าการตรวจ CA 125 อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • Simple cyst ขนาด < 5 เซนติเมตร ทั้งใน premenopausal และ postmenopausal patient แต่ใน postmenopausal patient ต้องมี CA 125 < 35 U per mL ด้วย
  • Simple cyst ขนาด 5-10 เซนติเมตร ใน premenopausal patient ที่ไม่มีอาการ,มี benign imaging และขนาดไม่โตขึ้นหลังติดตาม
  • Endometrioma หรือ Mature ovarian teratomas ที่ไม่มีอาการ/ ขนาด ≤ 4 เซนติเมตร และขนาดไม่โตขึ้น
  • มีเหตุผลชัดเจนที่ควรหลีกเลี่ยงการผ่าตัด เช่น ผู้ป่วยมีอายุสูงมาก หรือมีโรคร่วมหลายอย่าง

Surveilance frequency

ยังคงไม่มี Guideline ที่แน่ชัดถึงช่วงเวลาที่แน่ชัดสำหรับระยะเวลาในการติดตาม(1) โดยการติดตามอาศัย ultrasound เป็นหลักโดยอาจร่วมกับ serum tumor markers ในบางกรณีโดยความถี่ในการตรวจติดตามขึ้นกับความสงสัยในการเป็นมะเร็ง

ใน Premenopausal patient

  • แนะนำ ultrasound ทุก 4-12 weeks แต่แนะนำให้ติดตามในช่วงเวลาที่ต่างกันของรอบเดือน (2) (10)
  • ส่วน CA 125 level ไม่ได้แนะนำให้ตรวจติดตามในทุกรอบ แนะนำให้ดูตามค่าตั้งต้น เช่น หาก CA 125 <35 units/mL: ไม่มีความจำเป็นต้องตรวจติดตามต่อ แต่หาก CA 125 ≥35 to ≤200 units/mL: แนะนำให้ repeat test ร่วมกับ ultrasound จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง pattern อย่างไรก็ตามหากติดตามไป แล้วพบว่า CA 125 level ยังคงต่ำหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย สามารถหยุดการติดตาม CA125 ได้ (26)
  • สำหรับก้อนที่ low risk for malignancy อ้างอิงจาก RCOG (25)
    • Simple ovarian cysts < 5 cm: ไม่จำเป็นต้องติดตาม ( หายไปเองได้ใน 3 menstrual cycles )
    • Simple ovarian cysts 5-7 cm:  ติดตาม ultrasound ที่ 1 ปี

ใน Postmenopausal patient

  • แนะนำ Repeat ultrasound ทุก 4-12 weeks (10) ร่วมกับ CA 125 level โดยหากติดตามแล้วมีความ stable ก็สามารถขยายระเวลาการติดตามให้ห่างขึ้นได้ เช่น จาก 6 weeks เป็น 12 weeks จากนั้นเป็น 3-6 months เป็นเวลา 1 year (26)
  • สำหรับก้อนที่ low risk for malignancy อ้างอิงจาก RCOG (7)
    • Asymptomatic, simple, unilateral, unilocular ovarian cysts,ขนาด < 5 cm และค่า CA 125 ปกติ < 35 : ให้ repeat evaluation ทั้ง TVS และ CA125 ใน 4–6 เดือนและสามารถหยุดติดตามได้หลังการติดตาม 1 year หาก cyst ขนาดเท่าเดิมหรือลดลงร่วมกับ CA125 ปกติ

Observation time

ยัง Controversial โดยผู้เชี่ยวชาญบางคนให้คำแนะนำว่าหาก stable masses ให้ observe เป็นระยะเวลา 1 ปีสำหรับ masses without solid component และ 2 ปีสำหรับ masses with solid components (1) โดยทั้งนี้ระยะการติดตามไม่ควรน้อยไปกว่า 7 เดือน อ้างอิงจาก ajog ที่พบว่าจากการติดตามใน epithelial cancers และ borderline tumors มีการโตขึ้นในระยะเวลา 7 เดือนทั้งหมด (2)

แนวทางพิเศษในกลุ่มผู้ป่วยเฉพาะ (Special Considerations)

วัยเด็ก (childhood) / วัยรุ่น (Adolescents)

ก้อนส่วนใหญ่เป็น Benign ซึ่งมักเป็น Functional cyst พบได้มากที่สุด ส่วน Benign neoplasm ที่พบมากสุดคือ Dermoid cyst ในขณะที่ Malignant neoplasm พบสัดส่วนการเจอต่อ ovarian tumor ใน prepubertal สูงกว่า postpubertal females​ (1)โดยกลุ่มที่พบมากสุด คือกลุ่ม  Germ cell tumor ซึ่งมี Immature teratoma มากเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็น 10% – 20% รองลงมาคือ Dysgerminoma ซึ่งคิดเป็น 5 – 10% ของมะเร็งที่พบในผู้หญิงอายุ ​< 20 years (3)

การวินิจฉัย

  • ให้เลือก TAS ก่อน TVS โดยเฉพาะในคนที่ยังอายุน้อยหรือไม่เคยผ่านการมีเพศสัมพันธ์
  • Tumor marker ให้ส่ง AFP, β-hCG, LDH หากสงสัย germ cell tumor ส่วน CA-125 ก็พบการสูงขึ้นได้ในกลุ่มมะเร็งเช่นกัน แต่ก็อาจพบในภาวะอื่นๆได้ด้วย เช่น noncommunicating uterine horns, ovarian fibromas และ torsed adnexa จึงต้องระมัดระวังในการแปลผล

การรักษา

  • Expectant เป็นหลักถ้าทำได้เพราะก้อนโดยส่วนใหญ่เป็น Benign และหายไปเองได้
  • Surgery ให้ทำในกรณีที่จำเป็น เช่น ในกรณีที่สงสัยมะเร็ง, มี complication ที่รักษาด้วยการ conservative ไม่ได้ (เช่น Torsion) หรือ อาการปวดท้องที่ R/O surgical condition ไม่ได้ โดยหากต้องผ่าตัดให้เลือกผ่าตัดแบบส่องกล้องถ้าเป็นไปได้

ทั้งนี้ในกลุ่ม Benign ให้พิจารณาการเก็บรักษารังไข่และท่อนำไข่ เพื่ออนาคตการเจริญพันธุ์เป็นหลัก โดยพิจารณาการผ่าตัดตามความเสี่ยงซึ่งมีหลากหลายรูปแบบตั้งแต่ Cystectomy, Unilateral oophorectomy ไปจนถึง Staging laparotomy อย่างไรก็ตามการที่รังไข่หายไป 1ข้าง ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อ ประจำเดือนและอัตราการตั้งครรภ์ในอนาคต

หญิงตั้งครรภ์ (Pregnancy)

อุบัติการณ์ 2-20 ใน 1000 การตั้งครรภ์ เทียบประมาณ 2 ถึง 20 เท่า ของประชากรที่อายุเท่ากัน เป็นผลจาการ ultrasound ระหว่างฝากครรภ์ที่ทำให้พบได้มากขึ้น Adnexal mass ที่พบเพิ่มความเสี่ยงต่อการตั้วครรภ์ในแง่ labor obstruction, risk of torsion (ซึ่งอาจนำไปสู่ miscarriage หรือ preterm delivery) และ malignancy ซึ่งส่วนใหญ่ก้อนเป็นชนิดไม่ร้ายแรง (27)

Differential diagnosis เหมือนในหญิงวัยเจริญพันธุ์ เพิ่มเติมคือภาวะที่พบได้ในหญิงตั้งครรภ์ เช่น

Hyperreactio luteinalis: เกิดจาก physiologic process ที่ β-hCG hyperstimulation มากไปจนทำให้ theca lutein cyst โตมากขึ้น โดยเฉพาะหลังไตรมาสแรก และจะพบได้บ่อยขึ้นในภาวะที่มีการเพิ่มของเนื้อรก เช่น gestational trophoblastic disease, twins, fetal hydrops (28) โดย character ของ ultrasound คือ enlarged ovaries with many peripheral thin-walled cyst และภาวะนี้สามารถหายไปได้เองหลังการตั้งครรภ์

รูปอ้างอิงจาก (27)

Luteoma: เป็น benign proliferations ของ luteinized cells มีลักษณะเป็น Bilateral solid ovarian tumor มักพบในช่วงหลังของการตั้งครรภ์ โดยอาจพบร่วมกับการมีขนเยอะมากขึ้น(hirsutism) หรือมีลักษณะความเป็นชายมากขึ้น (virilization) เช่น เสียงห้าว กล้ามเนื้อใหญ่ขึ้น Clitoromegaly โดยกว่า 40-60% ของทารกผู้หญิงอาจพบการเปลี่ยนแปลงที่มีความ virilization มากขึ้นด้วย (15) การวินิจฉัยอาศัย character ของ ultrasound: heterogenous, irregular solid masses ร่วมกับ CA 125 และ Total testosterone ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตามตัวก้อนและระดับ androgen ที่สูง สามารถหายได้เองหลังตั้งครรภ์ราว 2-3 เดือน

รูปอ้างอิงจาก (29)

Heterotopic pregnancies: เป็นการตั้งครรภ์​ที่มีทั้งนอกมดลูกและการตั้งครรภ์ปกติในโพรงมดลูกเกิดขึ้นพร้อมกัน เป็นอุบัติการณ์ที่พบได้น้อย ประมาณ 1 ใน 30,000 ต่อการตั้งครรภ์ (27)

รูปอ้างอิงจาก (30)

Incidence ของ adnexal mass ที่อาศัย Surgical management ในหญิงตั้งครรภ์ (27) ได้แก่ Mature teratoma(32%), Endometrioma(15%), Functional cyst (12%), Serous cystadenoma (11%) และ Mucinous cystadenoma (8%)

ส่วน Malignant นั้นพบประมาณ 2% (27): 51% เป็น epithelial tumors (Serous > Mucinous > Endometrioid > Clear cell), 39% เป็น germ cell tumors และ 9% เป็น pseudomyxoma peritonei

การวินิจฉัย

Imaging

  • ใช้ Ultrasound เป็นหลักในการ evaluation :ครอบคลุมทั้งในแง่ accuracy, safety, and availability
  • MRI เป็น 2nd imaging modality เหมาะแก่การประเมิน Large masses, Gastrointestinal-related processes เช่น appendicitis and Crohn disease, Tuboovarian abscesses, Hemorrhagic broid degeneration, Ovarian torsion และประเมิน cancer staging
  • CT สามารถใช้เป็น 3rd imaging modality แต่ไม่แนะนำ เนื่องจากทารกต้องเสี่ยงในการรับรังสี 2.5 to 50.0 mGy สำหรับ CT pelvimetry และมีความเสี่ยงที่จะเกิด fetal thyroid suppression

Tumor marker

  • CA-125: มีความน่าเชื่อถือต่ำลงในช่วงตั้งครรภ์ เนื่องจาก CA 125 จะสูงในช่วงที่ตั้งครรภ์ด้วย โดยเฉพาะในไตรมาสแรก
  • CEA, inhibin B, antimüllerian hormone, and lactate dehydrogenase (LDH) ยังคงมีระดับปกติในช่วงตั้งครรภ์
  • บางภาวะของการตั้งครรภ์ส่งผลต่อ tumor marker เช่น
    • LDH สูงได้ในภาวะ preeclampsia
    • Alpha-fetoprotein สูงได้ในภาวะ neural tube defects, multiple fetal gestation, gastroschisis, cystic hygroma และอื่นๆอีกมากมาย (31) ( แต่อย่างไรก็ตาม หาก > 10,000 ng/mL ควรสงสัย germ cell tumor )

การรักษา

  • Expectant เป็นหลัก โดยก้อนสามารถยุบได้เองถึง 70 %
  • Surgical intervention ซึ่งจะทำในช่วงหลังไตรมาสแรก โดยทำก็ต่อเมื่อ
    • มีอาการ
    • Risk of torsion: > 10 cm
    • สงสัยมะเร็ง

อย่างไรก็ตามพบว่า Elective surgery ปลอดภัยกว่า emergent surgery ทั้งในแง่ risk fetal loss น้อยกว่า 1% : 5% และ risk preterm birth น้อยกว่า 4% : 12% โดย Golden period ในการทำอยู่ในช่วง อายุครรภ์ 16 – 20 สัปดาห์ เพราะ พ้นไตรมาสแรกจึงลด risk of miscariage ได้ดีกว่า และยังเป็นช่วงที่ visualization ในการผ่าตัดดีกว่าในช่วงหลังที่มดลูกโตมากขึ้น

รูปจาก (27)

การให้ Chemotherapy ในหญิงตั้งครรภ์ มีข้อปฏิบัติดั้งนี้ (27)

  • ห้ามให้ใน 1st trimester เพราะเสี่ยง teratogenicity และ spontaneous abortion
  • drug dose ในคนท้องใช้น้ำหนักปัจจุบัน และใช้ dose per weight or body area เช่นเดียวกับคนปกติ และควรมี 3-week window ระหว่างการให้ chemotherapy รอบสุดท้ายและการคลอด เพื่อเว้นช่วงให้เกิด bone marrow recovery ทั้งในแม่และเด็ก
  • งดการให้นมบุตรระหว่างการให้ Chemotherapy

เอกสารอ้างอิง

  1. Practice bulletin No. 174: Evaluation and management of adnexal masses. Obstet Gynecol. 2016;128(5): e210–e26.
  2. Christina Washington M, Camille Catherine Gunderson, MD, Robert S. Mannel, MD. adnexal mass. In: William T. Creasman RSM, David G. Mutch, and Krishnansu Tewari. Philip J. DiSaia, editor. DiSaia and Creasman Clinical Gynecologic Oncology. 10 ed. India: Elsevier; 2023. p. 230–49.
  3. Malte Renz TAL, Michael Friedlander, Jonathan S., Berek. Ovarian, fallopian tube, and peritoneal cancer. In: Berek JS, editor. Berek & Novak’s gynecology. 17 ed. Mexico: Wolters Kluwer.; 2026.
  4. Renz M, Friedlander M, Berek JS. Cancer of the ovary, fallopian tube, and peritoneum: 2025 update. Int J Gynecol Obstet. 2025;171 Suppl 1(Suppl 1):6–35.
  5. Hong K, Liu Y, Yin H, Huang K, Pu XL, Zhu ZX. Identifying factors contributing to delayed diagnosis of ovarian cancer: A comprehensive analysis. Int J Womens Health. 2024;16:1463–73.
  6. Florence DiBiase KS, Paula J. Adams Hillard. Adult gynecology. In: JS B, editor. Berek & Novak’s gynecology. Mexico: Wolters Kluwer; 2026.
  7. Dr MK Mehasseb MRCOG DNSF, and Dr F Bryden FRCR. The Management of ovarian cysts in postmenopausal women. RCOG Green-top guideline no 34. 2016:1–31.
  8. Epithelial carcinoma of the ovary, fallopian tube, and peritoneum: Incidence and risk factors [Internet]. 2025 [cited 01 October 2025]. Available from: https://www.uptodate.com/contents/epithelial-carcinoma-of-the-ovary-fallopian-tube-and-peritoneum-incidence-and-risk-factors?search=risk%20factor%20of%20ovarian%20cancer&source=search_result&selectedTitle=1~150&usage_type=default&display_rank=1.
  9. Gaitskell K, Coffey K, Green J, Pirie K, Reeves GK, Ahmed AA, et al. Tubal ligation and incidence of 26 site-specific cancers in the million women study. Br J Cancer. 2016;114(9):1033–7.
  10. Biggs WS, Marks ST. Diagnosis and management of adnexal masses. Am Fam Physician. 2016;93(8):676–81.
  11. Kulkarni AM, Mehravaran S, Lee SY. IOTA Simple rules: review of 10 points for evaluation of adnexal masses. Radiographics. 2022;42(1):E29–e30.
  12. Plus I. Educational materials 2000 [Available from: https://iotaplus.org/en/education/educational-materials.
  13. Strachowski LM, Jha P, Phillips CH, Blanchette Porter MM, Froyman W, Glanc P, et al. O-RADS US v2022: An update from the American college of radiology’s ovarian-adnexal reporting and data system US committee. Radiology. 2023;308(3):e230685.
  14. Zhang Q, Dai X, Li W. Systematic review and meta-analysis of O-RADS ultrasound and O-RADS MRI for risk assessment of ovarian and adnexal lesions. AJR Am J Roentgenol. 2023;221(1):21–33.
  15. Adnexal mass: Ultrasound categorization [Internet]. 2025. Available from: https://www.uptodate.com/contents/adnexal-mass-ultrasound-categorization?search=Adnexal%20mass%3A%20Ultrasound%20categorization%20&source=search_result&selectedTitle=1~150&usage_type=default&display_rank=1.
  16. Adnexal mass: Differential diagnosis [Internet]. 2025. Available from: https://www.uptodate.com/contents/adnexal-mass-differential-diagnosis?sectionName=Serous%20or%20mucinous%20cystadenoma&search=Adnexal%20mass%3A%20Ultrasound%20categorization%20&topicRef=3208&anchor=H466945734&source=see_link#H466945734.
  17. Cunningham FG, Leveno, K. J., Dashe, J. S., Hoffman, B. L., Spong, C. Y., & Casey, B. M. Ectopic pregnancy. Williams obstetrics 26 ed: McGraw Hill; 2022. p. 222.
  18. Givens V, Mitchell GE, Harraway-Smith C, Reddy A, Maness DL. Diagnosis and management of adnexal masses. Am Fam Physician. 2009;80(8):815–20.
  19. Sex cord-stromal tumors of the ovary: Epidemiology, clinical features, and diagnosis in adults [Internet]. 2025. Available from: https://www.uptodate.com/contents/sex-cord-stromal-tumors-of-the-ovary-epidemiology-clinical-features-and-diagnosis-in-adults?search=Sex%20cord-stromal%20tumors%20of%20the%20ovary%3A%20Epidemiology%2C%20clinical%20features%2C%20and%20diagnosis%20in%20adults&source=search_result&selectedTitle=1~150&usage_type=default&display_rank=1.
  20. Andrew John Li M. Adnexal mass: Role of serum biomarkers in diagnosing epithelial carcinoma of the ovary, fallopian tube, or peritoneum. 2025.
  21. Bryce C. Risk of ovarian malignancy algorithm (ROMA) for Assessing Likelihood of ovarian cancer. Am Fam Physician. 2023;107(3):303–4.
  22. Becker CM, Bokor A, Heikinheimo O, Horne A, Jansen F, Kiesel L, et al. ESHRE guideline: endometriosis. Hum Reprod Open. 2022;2022(2):hoac009.
  23. Sinha A, Ewies AA. Ovarian mature cystic teratoma: Challenges of surgical management. Obstet Gynecol Int. 2016; 2016:2390178.
  24. Cohen SB, Oelsner G, Seidman DS, Admon D, Mashiach S, Goldenberg M. Laparoscopic detorsion allows sparing of the twisted ischemic adnexa. J Am Assoc Gynecol Laparosc. 1999;6(2):139–43.
  25. Philip D. Kaloo KAL, Shaheen Khazali, David Hoy and Sadoon S. Management of suspected ovarian masses in premenopausal women. Green–top guideline No 62 RCOG/BSGE joint guideline. 2011:1–14.
  26. Approach to the patient with an adnexal mass [Internet]. 2025. Available from: https://www.uptodate.com/contents/approach-to-the-patient-with-an-adnexal-mass?search=surveilance%20in%20adnexal%20mass&source=search_result&selectedTitle=1~150&usage_type=default&display_rank=1#H1217854416.
  27. Cathcart AM, Nezhat FR, Emerson J, Pejovic T, Nezhat CH, Nezhat CR. Adnexal masses during pregnancy: diagnosis, treatment, and prognosis. Am J Obstet Gynecol. 2023;228(6):601–12.
  28. Cunningham FG, Leveno, K. J., Dashe, J. S., Hoffman, B. L., Spong, C. Y., & Casey, B. M. Neoplastic Disorders. Williams obstetrics. 26th ed: McGraw Hill; 2022. p. 1170–1.
  29. Mishra V, Rane P, Chhetry M, Shah K. Luteoma in pregnancy: a rare cause of threatened preterm labour! International Journal of reproduction, contraception, Obstetrics and Gynecology. 2023;12:2275–80.
  30. k m. Heterotopic pregnancy Case study 2013 [
  31. Cunningham FG, Leveno, K. J., Dashe, J. S., Hoffman, B. L., Spong, C. Y., & Casey, B. M. Prenatal diagnosis. Williams obstetrics 26 ed: McGraw Hill; 2022. p. 338.

 

Read More

หมู่เลือดอาร์เอชลบในหญิงตั้งครรภ์ : Rh negative in pregnancy

จัดทำโดย: พญ.ปิยากร พานิชยธรรม
อาจารย์ที่ปรึกษา: รศ.พญ. สุชยา ลือวรรณ


บทนำ

ระบบหมู่เลือดของมนุษย์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในทางการแพทย์ ทั้งในด้านการรักษาผู้ป่วย การให้เลือด และการดูแลหญิงตั้งครรภ์ ปัจจุบันมีการจำแนกระบบหมู่เลือดของมนุษย์ออกเป็นหลายระบบ อย่างไรก็ตามระบบหมู่เลือดที่มีความสำคัญทางคลินิกสูงสุด ได้แก่ ระบบ ABO และระบบ Rh เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยในการให้และรับเลือด รวมถึงการตั้งครรภ์ การคลอด และสุขภาพของทารกในครรภ์และทารกแรกเกิด

ระบบหมู่เลือด ABO โดยทั่วไปไม่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงระหว่างการตั้งครรภ์ ทั้งนี้เนื่องจากแอนติบอดีของมารดาส่วนใหญ่ไม่สามารถผ่านรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเม็ดเลือดแดงของทารกในครรภ์มีการแสดงแอนติเจนของระบบ ABO ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตามในบางกรณีอาจพบภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเล็กน้อยในทารกแรกเกิด แต่โดยมากไม่รุนแรงและสามารถดูแลรักษาได้ง่าย ในทางตรงกันข้าม ระบบหมู่เลือด Rh มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางสูติศาสตร์ เนื่องจากสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงระหว่างการตั้งครรภ์ได้ โดยเฉพาะมารดาที่มีหมู่เลือด Rh ลบ และทารกในครรภ์มีหมู่เลือด Rh บวก และยิ่งในกรณีที่มารดาเคยได้รับการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้สร้างแอนติบอดีต่อแอนติเจน Rh มาก่อน ภาวะดังกล่าวอาจนำไปสู่โรคเม็ดเลือดแดงแตกของทารกในครรภ์และทารกแรกเกิด (Hemolytic disease of the fetus and newborn, HDFN) ซึ่งมีความรุนแรงตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนถึงเป็นอันตรายต่อชีวิต [1]

ความชุกของหมู่เลือด Rh ลบ มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนตามเชื้อชาติ โดยพบได้มากในประชากรทางยุโรป เช่น ร้อยละ 17 ในสหราชอาณาจักร และร้อยละ 15 ในสหรัฐอเมริกา [2] ในขณะที่ประชากรในทวีปเอเชียมีอัตราการพบต่ำมาก โดยในประเทศไทยพบเพียงประมาณร้อยละ 0.3 ของประชากรทั้งหมด [3] แม้จะเป็นหมู่เลือดที่พบได้ไม่บ่อย แต่เมื่อร่างกายเกิดการกระตุ้นของระบบภูมิคุ้มกันให้สร้างแอนติบอดีแล้วผลกระทบที่ตามมาอาจรุนแรง และส่งผลต่อการตั้งครรภ์ครั้งต่อๆ ไปอย่างมีนัยสำคัญ ภาวะที่ร่างกายสร้างแอนติบอดีดังกล่าวเรียกว่า การเกิดแอลโลอิมมูไนเซชันของเม็ดเลือดแดง (RBC alloimmunization)

การเกิดแอลโลอิมมูไนเซชันของเม็ดเลือดแดง

การเกิดแอลโลอิมมูไนเซชันของเม็ดเลือดแดงระหว่างการตั้งครรภ์ (รูปที่ 1) เป็นกระบวนการทางภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น เมื่อมารดามีหมู่เลือด Rh ลบ ซึ่งจะไม่มีแอนติเจนบนเม็ดเลือดแดง ได้รับสัมผัสกับเลือดของทารกในครรภ์ที่เป็นหมู่เลือด Rh บวก ซึ่งมีแอนติเจนบนเม็ดเลือดแดง โดยแอนติเจนบนเม็ดเลือดแดงของทารกนี้เองที่ร่างกายของมารดาถือว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมต่อระบบภูมิคุ้มกันของมารดา โดยการปะปนของเลือดทารกกับมารดามักเกิดจากการรั่วไหลของเลือดจากทารกเข้าสู่กระแสเลือดของมารดาผ่านทางรก (Fetomaternal hemorrhage) ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดการตั้งครรภ์ แต่พบได้บ่อยในไตรมาสที่สามและระหว่างการคลอด นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากเหตุการณ์อื่น ๆ เช่น การแท้ง การยุติการตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์นอกมดลูก ภาวะเลือดออกก่อนคลอด หรือจากการทำหัตถการทางสูติกรรม เช่น การเจาะน้ำคร่ำ การเจาะชิ้นเนื้อรก และการผ่าตัดทารกในครรภ์ [9]

รูปที่ 1 แสดงการเกิดแอลโลอิมมูไนเซชันของเม็ดเลือดแดงระหว่างการตั้งครรภ์
ที่มา: Britannica Editors. “Rh blood group system”. Encyclopedia Britannica, 18 Dec. 2025

แม้ปริมาณเลือดของทารกที่เข้าสู่กระแสเลือดของมารดาจะมีเพียงเล็กน้อย โดยอาจน้อยถึง 0.1 มิลลิลิตร ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดแอลโลอิมมูไนเซชันของเม็ดเลือดแดงได้ [6] หลังการสัมผัสแอนติเจน ระบบภูมิคุ้มกันของมารดาจะเริ่มตอบสนอง โดยเริ่มจากการสร้างแอนติบอดีชนิด IgM ซึ่งไม่สามารถผ่านรกได้ และต่อมาจะมีการเปลี่ยนชนิดเป็น IgG ซึ่งสามารถผ่านรกเข้าสู่ทารกในครรภ์ได้ และจะตรวจพบภูมิคุ้มกันได้ใช้เวลาประมาณ 5-15 สัปดาห์ โดยทั่วไปการตั้งครรภ์ครั้งแรกมักไม่ก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงต่อทารก เนื่องจากเป็นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันครั้งแรก (primary immune response) ที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ และการสร้างแอนติบอดี IgG ยังมีปริมาณไม่มากเพียงพอ อย่างไรก็ตามในการตั้งครรภ์ครั้งถัดไป หากทารกยังคงมีหมู่เลือด Rh บวก ระบบภูมิคุ้มกันของมารดาจะตอบสนองอย่างรวดเร็ว (secondary immune response) โดยสร้างแอนติบอดี IgG ในปริมาณมาก ซึ่งสามารถผ่านรกและเข้าสู่กระแสเลือดของทารกได้ แอนติบอดีเหล่านี้จะจับกับแอนติเจนบนผิวเม็ดเลือดแดงของทารก ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงของทารกถูกทำลาย และเกิดการสลายเม็ดเลือดแดงนอกหลอดเลือดในที่สุด [4], [5]

นอกจากการตั้งครรภ์แล้ว ผู้ป่วยที่ได้รับเลือดซ้ำๆ เช่น ผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย หรือผู้ป่วยที่ต้องได้รับการเติมเลือดเป็นประจำ ก็มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดแอลโลอิมมูไนเซชันของเม็ดเลือดแดงเช่นเดียวกัน เนื่องจากอาจได้รับสัมผัสกับแอนติเจนหลากหลายชนิดจากผู้บริจาค [5], [6] ดังนั้นการตรวจคัดกรองทางห้องปฏิบัติการว่าร่างกายของคนที่มีหมู่เลือด Rh ลบ มีการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้สร้างแอนติบอดีแล้วหรือไม่ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันและวางแผนการรักษาต่อไป

ชนิดของแอนติบอดีต่อเม็ดเลือดแดง

ระบบหมู่เลือด Rh ประกอบด้วยแอนติเจนบนผิวเม็ดเลือดแดงมากกว่า 50 ชนิด อย่างไรก็ตาม แอนติเจนที่มีความสำคัญทางคลินิกสูงสุด ได้แก่ RhD และ Kell เนื่องจากมีศักยภาพสูงในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและก่อให้เกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกของทารกในครรภ์ได้ แอนติเจน RhD เป็นแอนติเจนที่พบได้บ่อยที่สุดในประชาชนทั่วไป และปัจจุบันหมู่เลือด RhD มีวิธีการป้องกันการสร้างแอนติบอดีได้ ด้วยการให้แอนติดีอิมมูโนโกลบูลิน (anti-D immunoglobulin) แต่สำหรับแอนติเจน Kell ยังไม่มีวิธีการใดที่ใช้ป้องกันการเกิดแอนติบอดีได้ ดังนั้นหมู่เลือด RhD จึงได้รับความสำคัญทางคลินิกมากกว่า และถูกใช้เป็นเกณฑ์ในการจำแนกหมู่เลือด Rh บวก และ Rh ลบ [6]

ในมารดาที่มีหมู่เลือด Rh ลบ มีความเสี่ยงสูงต่อการสร้างแอนติบอดีต่อ RhD เมื่อได้สัมผัสกับเม็ดเลือดแดงที่มีแอนติเจน RhD ของทารกซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกในทารกได้ ตั้งแต่ระดับปานกลางจนถึงรุนแรง โดยระดับไตเตอร์วิกฤต (critical titer) ที่มากกว่า 1:32 ถือว่าเป็นระดับที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ในขณะที่แอนติเจน Kell แม้จะพบได้น้อยกว่าแอนติเจน RhD แต่มีความรุนแรงต่อการเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกในทารกได้สูงกว่า ดังนั้นแอนติบอดีชนิด anti-Kell ที่มีค่าไตเตอร์ระดับวิกฤตมากกว่า 1:4 ก็ถือว่ามีความเสี่ยงสูงแล้วต้องเฝ้าระวังแล้ว (ตารางที่ 1)

ตารางที่ 1 แสดงชนิดของแอนติบอดีและความเสี่ยงต่อภาวะเม็ดเลือดแดงแตกของทารกในครรภ์
ที่มา: Valentini, B., Ramirez Zegarra, R., Ghi, T. and Dall’Asta, A. (2025), Red blood cell alloimmunization and pregnancy: Diagnosis and management. Pregnancy, 1: e70085.

การตรวจหมู่เลือด ABO/RhD และการคัดกรองแอนติบอดี

การตรวจหมู่เลือด ABO และ RhD เป็นการตรวจพื้นฐานที่ต้องทำในการฝากครรภ์ครั้งแรก เพื่อระบุความเสี่ยงของการเกิดแอลโลอิมมูไนเซชันของเม็ดเลือดแดง ในกรณีที่ผลเลือดมารดาเป็น Rh ลบ และบิดาเป็น Rh บวก แนะนำให้ตรวจคัดกรองแอนติบอดีของมารดาด้วยวิธี indirect antiglobulin test (IAT) ก่อนเพื่อค้นหาว่าในร่างกายมารดามีการสร้างแอนติบอดีที่ต่อต้านแอนติเจนบนเม็ดเลือดแดงแล้วหรือไม่ หากยังไม่มีการสร้างแอนติบอดีควรได้รับการตรวจหาแอนติบอดีซ้ำในช่วงอายุครรภ์ 24–28 สัปดาห์ และเมื่อมีเหตุการณ์ที่สงสัยว่าจะทำให้เกิดการสัมผัสระหว่างเลือดของทารกกับมารดา หากตรวจพบแอนติบอดีจะถือว่าเกิดภาวะแอลโลอิมมูไนเซชันของเม็ดเลือดแดงแล้ว และการให้แอนติดีอิมมูโนโกลบูลินก็จะไม่มีประโยชน์ โดยทั่วไปถ้ามีการเกิดแอลโลอิมมูไนเซชันของเม็ดเลือดแดงแล้ว (รูปที่ 2) แนะนำให้ตรวจระดับไตเตอร์ของแอนติบอดีซ้ำทุก 2-4 สัปดาห์ แม้ว่าการพบแอนติบอดีต่อเม็ดเลือดแดงจะบ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกของทารก แต่ไม่ได้หมายความว่า ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกของทารกจะต้องเกิดขึ้นเสมอไป การประเมินความเสี่ยงของภาวะเม็ดเลือดแดงแตกของทารก ขึ้นอยู่กับหมู่เลือดของทารกในครรภ์ รวมถึงระดับไตเตอร์ของแอนติบอดีของมารดา (ตารางที่ 1) ทั้งนี้อาจต้องพิจารณาถึงผลบวกลวงในผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับแอนติดีอิมมูโนโกลบูลินเพื่อป้องกัน (anti-D immunoprophylaxis) ภายในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย [4], [5], [6]

การประเมินสถานะ RhD ของทารกในครรภ์ก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะในมารดาที่มีหมู่เลือด Rh ลบ เพราะถ้าหากทราบว่าบิดามีหมู่เลือดเป็น Rh บวกแบบ homozygous ทารกทุกคนจะมีหมู่เลือดเป็น Rh บวกแน่นอน แต่ถ้าบิดามีหมู่เลือดเป็น Rh บวกแบบ heterozygous โอกาสที่ทารกจะมีหมู่เลือด Rh บวก ร้อยละ 50 และ หมู่เลือด Rh ลบ อีกร้อยละ 50 ดังนั้นในกรณีหลังอาจพิจารณาตรวจหาสถานะ RhD ของทารกในครรภ์ได้ [6] ซึ่งในปัจจุบันสามารถตรวจหาสถานะ RhD ของทารกในครรภ์ได้จากดีเอนเออิสระของทารกในพลาสมาของมารดา (cell-free DNA) โดยใช้การตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์ (non-invasive prenatal testing, NIPT) ซึ่งมีความแม่นยำสูง โดยมีความไวและความจำเพาะมากกว่าร้อยละ 99 [7] การตรวจดังกล่าวสามารถช่วยลดการให้แอนติดีอิมมูโนโกลบูลินที่ไม่จำเป็น และช่วยลดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ได้ หากทราบว่าทารกในครรภ์มีหมู่เลือด Rh ลบ อย่างไรก็ตามยังคงมีความเสี่ยงเล็กน้อยสำหรับผลลบลวงซึ่งน้อยกว่าร้อยละ 1 ที่อาจทำให้พลาดการให้แอนติดีอิมมูโนโกลบูลินได้

รูปที่ 2 แสดงการตรวจคัดกรอง และการดูแลการเกิดแอลโลอิมมูไนเซชันของเม็ดเลือดแดงระหว่างการตั้งครรภ์
ที่มา: Valentini, B., Ramirez Zegarra, R., Ghi, T. and Dall’Asta, A. (2025), Red blood cell alloimmunization and pregnancy: Diagnosis and management. Pregnancy, 1: e70085.

การให้แอนติดีอิมมูโนโกลบูลินในการตั้งครรภ์

แอนติดีอิมมูโนโกลบูลินเป็นแอนติบอดีที่ได้จากพลาสมาของผู้บริจาค ซึ่งทำหน้าที่จับกับแอนติเจน RhD บนเม็ดเลือดแดงของทารกที่เข้าสู่กระแสเลือดของมารดา ป้องกันไม่ให้ระบบภูมิคุ้มกันของมารดาสร้างแอนติบอดีเอง โดยจากงานวิจัยใน Cochrane Library และ NICE แสดงให้เห็นว่าการให้แอนติดีอิมมูโนโกลบูลินสามารถลดการเกิดแอลโลอิมมูไนเซชันของเม็ดเลือดแดงได้ถึงร้อยละ 70-80 [19] แนวทางสากลจึงแนะนำให้ให้แอนติดีอิมมูโนโกลบูลินขนาด 50 ไมโครกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ช่วงไตรมาสแรก และขนาด 300 ไมโครกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อในช่วงไตมาสที่สองและสาม แก่สตรีหมู่เลือด Rh ลบ ที่ตั้งครรภ์ทารกหมู่เลือด Rh บวก หรือทารกที่ยังไม่ทราบสถานะ Rh ในช่วงอายุครรภ์ 28-34 สัปดาห์ หลังจากยืนยันแล้วว่ายังไม่มีการสร้างแอนติบอดีของมารดา และให้แอนติดีอิมมูโนโกลบูลินขนาด 300 ไมโครกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อซ้ำภายใน 72 ชั่วโมงหลังคลอด หากได้รับการยืนยันว่าทารกเป็นหมู่เลือด Rh บวก [9] อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีการป้องกันสำหรับการเกิดแอลโลอิมมูไนเซชันของเม็ดเลือดแดงที่ไม่ใช่หมู่เลือก RhD

สถานการณ์ที่ควรพิจารณาให้แอนติดีอิมมูโนโกลบูลิน

การทำแท้ง หรือการสูญเสียการตั้งครรภ์ระยะแรก

การให้แอนติดีอิมมูโนโกลบูลินเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแอลโลอิมมูไนเซชันของเม็ดเลือดแดงเป็นแนวปฏิบัติที่ใช้มาอย่างยาวนานในสตรีตั้งครรภ์ที่มี Rh ลบ อย่างไรก็ตามหลักฐานที่สนับสนุนประโยชน์ของการให้แอนติดีอิมมูโนโกลบูลินในกรณีการทำแท้ง หรือการสูญเสียการตั้งครรภ์ที่อายุน้อยกว่า 12 สัปดาห์ยังมีจำกัด งานวิจัยล่าสุดตีพิมพ์บน JAMA ปี 2023 [11] พบว่าปริมาณเม็ดเลือดแดงของทารกที่ถ่ายเทเข้าสู่กระแสเลือดของมารดาหลังการทำแท้ง หรือการสูญเสียการตั้งครรภ์ที่อายุน้อยกว่า 12 สัปดาห์อยู่ในระดับต่ำมาก และต่ำกว่าค่าที่คาดว่าระบบภูมิคุ้มกันจะถูกกระตุ้นให้เกิดแอลโลอิมมูไนเซชันของเม็ดเลือดแดงอย่างชัดเจน ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงของการเกิดแอลโลอิมมูไนเซชันของเม็ดเลือดแดงในกรณีดังกล่าวมีน้อยมาก จากหลักฐานที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นแนวทางปฏิบัติทางคลินิกที่ปรับปรุงใหม่ของ ACOG ปี 2024 [10] จึงไม่ได้แนะนำให้ตรวจหมู่เลือด Rh และให้แอนติดีอิมมูโนโกลบูลินเป็นประจำในผู้ป่วยที่อายุครรภ์น้อยกว่า 12 สัปดาห์อีกต่อไป โดยสามารถพิจารณาเป็นรายบุคคลผ่านกระบวนการตัดสินใจร่วมกัน ในขณะที่ยังคงแนะนำการตรวจ Rh และการให้แอนติดีอิมมูโนโกลบูลินในผู้ป่วยที่อายุครรภ์ตั้งแต่ 12 สัปดาห์ขึ้นไปอยู่

ส่วนในกรณีที่เป็นการตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก (Molar pregnancy) ซึ่งมีทั้งแบบสมบูรณ์ (Complete molar pregnancy) และ แบบบางส่วน (Partial molar pregnancy) โดยการตั้งครรภ์ไข่ปลาอุกชนิดสมบูรณ์ จะไม่มีการสร้างอวัยวะของทารก จึงไม่ควรมีการะปะปนของเลือดทารกกับมารดา และไม่มีการเกิดแอลโลอิมมูไนเซชันของเม็ดเลือดแดง แต่หากเป็นการตั้งครรภ์ไข่ปลาอุกชนิดบางส่วน จะยังมีการสร้างชิ้นส่วนของทารกได้ ดังนั้นจึงสามารถเกิดแอลโลอิมมูไนเซชันของเม็ดเลือดแดงได้ และเนื่องจากทั้งสองชนิดแยกกันได้ยาก จึงมักแนะนำให้ให้แอนติดีอิมมูโนโกลบูลินไปเลยในกรณีที่คนไข้มีหมู่เลือด Rh ลบ [9], [19]

การตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic Pregnancy)

การตั้งครรภ์นอกมดลูกมีโอกาสที่ท่อนำไข่จะแตกได้ และพบอุบัติการณ์การเกิดแอลโลอิมมูไนเซชันของเม็ดเลือดแดงจากท่อนำไข่ที่แตกสูงขึ้นถึงประมาณร้อยละ 24 ดังนั้นในหญิงตั้งครรภ์ที่มีหมู่เลือด Rh ลบ จึงแนะนำในการให้แอนติดีอิมมูโนโกลบูลินในผู้ป่วยกลุ่มนี้เลย [9]

การทำหัตถการรุกล้ำ (Invasive procedure)

ประเทศส่วนใหญ่แนะนำให้ให้แอนติดีอิมมูโนโกลบูลินในหญิงตั้งครรภ์ Rh ลบ หลังการทำหัตถการรุกล้ำ เช่น การตัดชิ้นเนื้อรก หรือการเจาะน้ำคร่ำ แม้ว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนจะยังมีจำกัด แต่ในทางตรงกันข้ามก็มีบางประเทศที่ไม่ให้แอนติดีอิมมูโนโกลบูลินเป็นกิจวัตรในสถานการณ์นี้ เช่น ประเทศเดนมาร์ก เนื่องจากไม่พบความแตกต่างของอัตราการเกิดแอลโลอิมมูไนเซชันของเม็ดเลือดแดงที่อายุครรภ์ก่อน 29 สัปดาห์ ระหว่างกลุ่มที่ได้รับการทำหัตถการรุกล้ำกับกลุ่มที่ไม่ได้รับการทำหัตถการ [12]

ภาวะเลือดออกและการบาดเจ็บช่องท้องระหว่างตั้งครรภ์

การบาดเจ็บบริเวณช่องท้องอาจทำให้เกิดการถ่ายเทเลือดจากทารกสู่มารดา ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อ การเกิดแอลโลอิมมูไนเซชันของเม็ดเลือดแดง แม้จะไม่ทราบความเสี่ยงที่แน่ชัดแต่โดยทั่วไปแนะนำให้ให้ แอนติดีอิมมูโนโกลบูลินเพื่อป้องกัน โดยในแนวทางเดียวกันนี้สามารถใช้กับกรณีเลือดออกก่อนคลอดในไตรมาสที่สองและสามได้เช่นกัน [9]

การหมุนทารกจากท่าก้น (External cephalic version)

การหมุนทารกจากท่าก้นให้เป็นท่าศีรษะ มีความเสี่ยงที่เลือดทารกจะเข้าสู่มารดาได้ประมาณร้อยละ 2-6 จึงแนะนำให้ให้แอนติดีอิมมูโนโกลบูลิน แต่ก็มีการศึกษาในประเทศแคนนาดาพบว่าการให้แอนติดีอิมมูโนโกลบูลินที่เป็นมาตรฐานในช่วงอายุครรภ์ไตรมาสสามอยู่แล้ว เพียงพอในการป้องกันการเกิดแอลโลอิมมูไนเซชันได้ [9]

ผลกระทบต่อทารกจากการเกิดแอลโลอิมมูไนเซชันของเม็ดเลือดแดง

ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกของทารกในครรภ์และทารกแรกเกิด (Hemolytic disease of the fetus and newborn, HDFN)

ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกของทารกในครรภ์และทารกแรกเกิด เกิดจากแอนติบอดี IgG ของมารดาที่ผ่านรกเข้ามาจับกับเม็ดเลือดแดงของทารก และไปทำลายเม็ดเลือดแดง ส่งผลให้เกิดการสลายเม็ดเลือดแดงจากกลไกทางภูมิคุ้มกัน ความรุนแรงขึ้นอยู่กับชนิดและระดับของแอนติบอดี หากไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะบวมน้ำและการเสียชีวิตในครรภ์ได้ [13]

ทารกบวมน้ำ (Hydrops fetalis)

ทารกบวมน้ำเป็นภาวะคุกคามชีวิต โดยทารกจะมีลักษณะชั้นใต้ผิวหนังหนา ส่วนมากมากกว่า 5 มิลลิเมตร ร่วมกับมีการสะสมของของเหลวผิดปกติในช่องต่างๆ ของร่างกายทารกอย่างน้อยสองตำแหน่ง ได้แก่ ช่องท้อง เยื่อหุ้มหัวใจ และเยื่อหุ้มปอด นอกจากนี้ยังมีลักษณะที่อาจพบร่วมได้ เช่น รกหนาตัว น้ำคร่ำเยอะผิดปกติ และตับม้ามโต โดยสาเหตุเกิดจากภาวะซีดรุนแรง หัวใจล้มเหลวชนิดบีบตัวสูง และการทำงานของตับที่ผิดปกติ [13]

การดูแลรักษา

ภาวะการเกิดแอลโลอิมมูไนเซชันของเม็ดเลือดแดงในหญิงตั้งครรภ์เป็นภาวะที่มีความสำคัญทางคลินิก เนื่องจากอาจนำไปสู่การเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกในทารกดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่งมีความรุนแรงแตกต่างกันไปตามประวัติการตั้งครรภ์และระดับการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของมารดา ในกรณีที่เกิดแอลโลอิมมูไนเซชันเป็นครั้งแรกทารกในครรภ์มักจะไม่เกิดภาวะซีดรุนแรง หรืออาจเกิดขึ้นช้าในช่วงปลายไตรมาสที่สองหรือสามของการตั้งครรภ์ ในทางตรงกันข้ามการตั้งครรภ์ที่มารดาเคยมีประวัติทารกได้รับผลกระทบจากเม็ดเลือดแดงแตกมาก่อน จะมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะทารกซีดรุนแรงตั้งแต่อายุครรภ์น้อย การระบุผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและการติดตามอย่างใกล้ชิดจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อที่จะสามารถให้การรักษาภาวะทารกซีดได้อย่างทันท่วงที และลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะทารกบวมน้ำ และทารกเสียชีวิตในครรภ์

รูปที่ 3 แสดงการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีประวัติการเกิดแอลโลอิมมูไนเซชันในการตั้งครรภ์ครั้งก่อน
ที่มา: Valentini, B., Ramirez Zegarra, R., Ghi, T. and Dall’Asta, A. (2025), Red blood cell alloimmunization and pregnancy: Diagnosis and management. Pregnancy, 1: e70085.

การดูแลก่อนคลอดและการประเมินความเสี่ยง

การดูแลก่อนคลอดในหญิงตั้งครรภ์ที่มีการเกิดแอลโลอิมมูไนเซชันของเม็ดเลือดแดงไปแล้ว (รูปที่ 3) ประกอบด้วยการติดตามระดับแอนติบอดีของมารดา (Anti-D antibody titer) ร่วมกับการตรวจอัลตราซาวนด์ดอปเลอร์ เพื่อคัดกรองทารกในครรภ์ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะซีดเมื่อมีหลักฐานสนับสนุนว่าทารกในครรภ์มีภาวะซีดจริง การเติมเลือดให้ทารกระหว่างตั้งครรภ์ (intrauterine transfusion, IUT) ถือเป็นการรักษาหลัก อย่างไรก็ตามการเติมเลือดให้ทารกระหว่างตั้งครรภ์ เป็นหัตถการที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของทารก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำในอายุครรภ์น้อยกว่า 18-20 สัปดาห์ ดังนั้น เป้าหมายสำคัญของการดูแลก่อนคลอดคือการชะลอการเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกอย่างรุนแรง และเพื่อเลื่อนความจำเป็นในการเติมเลือดให้ทารกระหว่างตั้งครรภ์ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ [4]

ระดับไตเตอร์วิกฤต (Critical antibody titer)

ในการเกิดแอลโลอิมมูไนเซชันของเม็ดเลือดแดงเป็นครั้งแรก แนะนำให้ติดตามระดับแอนติบอดีของมารดา (Anti-D antibody titer) ทุก 4 สัปดาห์จนถึงอายุครรภ์ 24 สัปดาห์ และทุก 2 สัปดาห์หลังจากนั้นจนถึงคลอด หรือจนกว่าจะถึงระดับไตเตอร์วิกฤต ในกรณีที่ระดับไตเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหรืออยู่ในช่วงก้ำกึ่ง อาจจำเป็นต้องเพิ่มความถี่ของการติดตามเป็นทุกสัปดาห์ โดยระดับไตเตอร์วิกฤตหมายถึงระดับแอนติบอดีที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซีดระดับปานกลางถึงรุนแรงในทารกในครรภ์ [14]

ในทางตรงกันข้ามสำหรับการตั้งครรภ์ที่มารดาเคยมีประวัติเม็ดเลือดแดงแตกของทารกมาก่อน ระดับไตเตอร์ไม่สามารถใช้ทำนายความรุนแรงของโรคได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากค่าระดับไตเตอร์ไม่ได้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับภาวะซีดของทารก อย่างไรก็ตามการวัดระดับไตเตอร์เริ่มต้นยังคงมีประโยชน์ เนื่องจากระดับไตเตอร์ที่สูงมากๆ อาจบ่งบอกถึงความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงของทารกแตกซ้ำได้ และอาจใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาสำหรับการรักษาเพื่อปรับภูมิคุ้มกันตั้งแต่ระยะแรก เช่น การให้ภูมิคุ้มกันอิมมูโนโกลบูลลินทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Immunoglobulin, IVIG) [18]

รูปที่ 4 แสดงตำแหน่งการวัดค่าความเร็วสูงสุดช่วงซิสโตลิกของหัวใจบีบตัวของทารก (middle cerebral artery peak systolic velocity, MCA-PSV)
ที่มา: Kenneth J. Moise, JR., MD. Hemolytic Disease of the Fetus and Newborn. In: Creasy RK. Creasy and Resnik’s Maternal-Fetal Medicine Principles and Practice, 9th Edition: Elsevier Health sciences; 2023. p. 634-649.

การประเมินภาวะซีดด้วยตรวจอัลตราซาวนด์ดอปเลอร์หลอดเลือดแดงมิดเดิลซีรีบรัล

การตรวจอัลตราซาวนด์ดอปเลอร์หลอดเลือดแดงมิดเดิลซีรีบรัล (middle cerebral artery peak systolic velocity, MCA-PSV) (รูปที่ 4) ถือเป็นมาตรฐานในการติดตามทารกในครรภ์ที่มีการเกิดแอลโลอิมมูไนเซชันของเม็ดเลือดแดง และมีระดับแอนติบอดีสูง เพื่อคัดกรองภาวะซีดของทารกที่อาจได้รับประโยชน์จากการเติมเลือดระหว่างตั้งครรภ์ โดยในภาวะซีด ความหนืดของเลือดจะลดลง ร่วมกับหัวใจจะเพิ่มการบีบตัวเพื่อคงการนำออกซิเจนไปยังสมอง ส่งผลให้ค่า MCA-PSV เพิ่มสูงขึ้น มีหลักฐานจากการศึกษาพบว่า MCA-PSV มากกว่าเท่ากับ 1.5 เท่าของค่ามัธยฐาน (multiple of the median, MoM) [15], [18] มีความไวและความจำเพาะในการตรวจหาภาวะซีดระดับปานกลางถึงรุนแรงในทารกที่ยังไม่เคยได้รับการเติมเลือดมาก่อน ดังนั้นในการเกิดการเกิดแอลโลอิมมูไนเซชันครั้งแรกจึงแนะนำให้เริ่มติดตามด้วยการตรวจอัลตราซาวนด์ดอปเลอร์เมื่อระดับไตเตอร์ถึงค่าวิกฤต ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงตั้งแต่ระยะแรก เช่น เคยมีประวัติเม็ดเลือดแดงแตกของทารกมาก่อน ควรเริ่มติดตามทุกสัปดาห์ตั้งแต่อายุครรภ์ 15–16 สัปดาห์

เมื่อค่า MCA-PSV มากกว่าเท่ากับ 1.5 MoM หรือมีสัญญาณอื่นที่บ่งชี้ถึงภาวะซีด ให้พิจารณาทำการเจาะเลือดสายสะดือ (cordocentesis) เพื่อยืนยันการวินิจฉัย เนื่องจาก MCA-PSV มีอัตราการเกิดผลบวกลวงได้ และข้อบ่งชี้ของการเติมเลือดให้ทารกระหว่างตั้งครรภ์ ได้แก่ ระดับฮีโมโกลบินต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตามอายุครรภ์มากกว่า 2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หรือฮีมาโตคริตต่ำกว่า 30% [16]

การเติมเลือดให้ทารกในครรภ์ (Intrauterine transfusion)

ประมาณร้อยละ 13 ของการตั้งครรภ์ที่มีการเกิดแอลโลอิมมูไนเซชันจำเป็นต้องได้รับการเติมเลือดให้ทารกในครรภ์ ซึ่งมักทำผ่านหลอดเลือดดำสะดือ โดยตำแหน่งเกาะรกเป็นตำแหน่งที่ใช้บ่อยที่สุด โดยทั่วไปการเติมเลือดให้ทารกระหว่างตั้งครรภ์ มักทำในช่วงอายุครรภ์ 18-35 สัปดาห์ เนื่องจากช่องก่อน 18 สัปดาห์มีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตของทารก และช่วงหลัง 35 สัปดาห์มักจะพิจารณาให้คลอดก่อนและให้การรักษาหลังคลอดแทน ปริมาณเลือดที่ให้พิจารณาจากหลายปัจจัย โดยมีเป้าหมายให้ฮีมาโตคริตหลังการเติมเลือดประมาณร้อยละ 40-45 การเติมเลือดให้ทารกระหว่างการตั้งครรภ์ซ้ำ พิจารณาจากอัตราการลดลงของฮีโมโกลบินหรือการประเมินทางคลินิก โดยการเติมเลือดให้ทารกระหว่างตั้งครรภ์ยังคงเป็นการรักษาหลักในครรภ์ และช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้มากกว่าร้อยละ 95 แม้จะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของทารกประมาณร้อยละ 1-2 ต่อหัตถการ [17]

การให้สารภูมิคุ้มกันอิมมูโนโกลบูลินทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Immunoglobulin, IVIG) แก่มารดา

การให้ภูมิคุ้มกันอิมมูโนโกลบูลินทางหลอดเลือดดำ (IVIG) ขนาดยาที่ใช้บ่อยคือ 1 g/kg ต่อสัปดาห์ มีบทบาทในการลดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของมารดา โดยแอนติบอดี IgG ของมารดาที่ผ่านรกไปหาทารกลดลงและลดการทำลายเม็ดเลือดแดงของทารก สามารถพิจารณาใช้ได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 10-14 สัปดาห์ในรายที่มีความเสี่ยงสูง (รูปที่ 3) แม้ว่าการให้ภูมิคุ้มกันอิมมูโนโกลบูลินทางหลอดเลือดดำจะช่วยชะลอความจำเป็นในการเติมเลือดให้ทารกระหว่างการตั้งครรภ์ออกไปได้ประมาณ 15-22 วัน แต่สุดท้ายแล้วทารกส่วนใหญ่ยังคงต้องได้รับการเติมเลือดในครรภ์อยู่ดี [18], [20]

กำหนดคลอดเมื่อมีการเกิดแอลโลอิมมูไนเซชันของเม็ดเลือดแดง

การกำหนดเวลาคลอดในหญิงตั้งครรภ์ที่มีการเกิดแอลโลอิมมูไนเซซันของเม็ดเลือดแดงไปแล้ว ต้องพิจารณาสมดุลระหว่างความเสี่ยงจากภาวะทารกซีดรุนแรงกับภาวะแทรกซ้อนจากการคลอดก่อนกำหนด โดยทั่วไปหากโรคมีความรุนแรงน้อย สามารถชักนำคลอดที่อายุครรภ์ 37-38 สัปดาห์ได้ หรือเร็วกว่านั้นเมื่อยืนยันความสมบูรณ์ของปอดทารกแล้ว ในรายที่มีภาวะซีดรุนแรงและจำเป็นต้องเติมเลือดในครรภ์หลายครั้ง มักวางแผนให้การเติมเลือดครั้งสุดท้ายที่อายุครรภ์ประมาณ 30-32 สัปดาห์ ร่วมกับการให้คอร์ติโคสเตียรอยด์ และกำหนดคลอดที่ 32-34 สัปดาห์ ทั้งนี้การตัดสินใจควรประเมินเป็นรายบุคคลตามความรุนแรงของโรคและศักยภาพการดูแลทารกแรกเกิด [6]

บทสรุป

จะเห็นได้ว่าภาวะ Rh ลบ ในหญิงตั้งครรภ์มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากสามารถเกิดแอลโลอิมมูไนเซชันของเม็ดเลือดแดง และนำไปสู่ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกของทารกได้ เมื่อมารดามีหมู่เลือด Rh ลบ ตั้งครรภ์ทารกหมู่เลือด Rh บวก ร่วมกับมีเม็ดเลือดแดงของทารกเข้าสู่กระแสเลือดมารดา ร่างกายของมารดาจะสร้างแอนติบอดี IgG ที่ผ่านรกไปทำลายเม็ดเลือดแดงของทารก ก่อให้เกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกของทารก หรือ ทารกบวมน้ำได้ในที่สุด ดังนั้นการคัดกรองหมู่เลือดและแอนติบอดีตั้งแต่การฝากครรภ์ระยะแรก รวมถึงการให้แอนติดีอิมมูโนโกลบูลินทั้งระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด สามารถลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าหากร่างกายมารดาเกิดการสร้างภูมิต้านทานแล้วจำเป็นต้องติดตามด้วยการประเมินระดับแอนติบอดีและตรวจอัลตราซาวนด์ดอปเลอร์ เพื่อเฝ้าระวังภาวะซีดของทารก โดยสรุปแล้วภาวะนี้สามารถป้องกันและลดความรุนแรงได้ด้วยการดูแลตามแนวทางอย่างเหมาะสม

เอกสารอ้างอิง

  1. Johncy Porathoor Jose, RN. Blood Type Incompatibility and Hemolytic Disease of the Newborn. WOMEN’S & CHILDREN’S HEALTH. 2025 Jan
  2. Aliyo A, Ashenafi G, Abduselam M. Rhesus Negativity Prevalence and Neonatal Outcomes among Pregnant Women Delivered at Bule Hora University Teaching Hospital, West Guji Zone, South Ethiopia. Clin Med Insights Pediatr. 2023 Jan
  3. Fongsarun, J. Blood Groups in Thai Blood Donors. Journal of Hematology and Transfusion Medicine. 2018 Dec
  4. Valentini, B., Ramirez Zegarra, R., Ghi, T. and Dall’Asta, A. (2025), Red blood cell alloimmunization and pregnancy: Diagnosis and management. Pregnancy, 1: e70085.
  5. Adani SN, Mohd Ashari NS, Johan MF, Edinur HA, Mohd Noor NH, Hassan MN. Red Blood Cell Alloimmunization in Pregnancy: A Review of the Pathophysiology, Prevalence, and Risk Factors. Cureus. 2024 May.
  6. ACOG Practice Bulletin No. 192: Management of Alloimmunization During Pregnancy. Obstetrics & Gynecology 131(3):p e82-e90, March 2018.
  7. Mustafa HJ, Najjariasl P, Aghajani F, Sambatur EV, Khalil A, Moise KJ Jr, Shamshirsaz AA. Diagnostic accuracy of cell-free DNA for the determination of fetal red blood cell antigen genotype: a systematic review and meta-analysis. Am J Obstet Gynecol. 2025 Nov.
  8. Britannica Editors. “Rh blood group system”. Encyclopedia Britannica, 18 Dec. 2025
  9. Visser GHA, Thommesen T, Di Renzo GC, Nassar AH, Spitalnik SL; FIGO Committee for Safe Motherhood, Newborn Health. FIGO/ICM guidelines for preventing Rhesus disease: A call to action. Int J Gynaecol Obstet. 2021 Feb;152(2):144-147.
  10. ACOG Clinical Practice Update: Rh D Immune Globulin Administration After Abortion or Pregnancy Loss at Less Than 12 Weeks of Gestation. Obstetrics & Gynecology 144(6):p e140-e143, December 2024.
  11. Horvath S, Huang Z, Koelper NC, et al. Induced Abortion and the Risk of Rh Sensitization. JAMA. 2023
  12. Kristensen SS, Nørgaard LN, Tabor A, Sundberg K, Dziegiel MH, Hedegaard M, Ekelund CK. Do chorionic villus samplings (CVS) or amniocenteses (AC) induce RhD immunisation? An evaluation of a large Danish cohort with no routine administration of anti-D after invasive prenatal testing. BJOG. 2019 Nov;126(12):1476-1480.
  13. Kenneth J. Moise, JR., MD. Hemolytic Disease of the Fetus and Newborn. In: Creasy RK. Creasy and Resnik’s Maternal-Fetal Medicine Principles and Practice, 9th Edition: Elsevier Health sciences; 2023. p. 634-649.
  14. Singh, B., R. Chaudhary, and R. Katharia. 2023. “Reassessment of Critical Anti-D Antibody Titer in RhD Alloimmunized Antenatal Women.” Laboratory Medicine 54: 429–33.
  15. Martinez-Portilla, R. J., J. Lopez-Felix, A. Hawkins-Villareal, J. R. Villafan-Bernal, F. Paz y Miño, F. Figueras, and A. Borrell. 2019. “Performance of Fetal Middle Cerebral Artery Peak Systolic Velocity for Prediction of Anemia in Untransfused and Transfused Fetuses: Systematic Review and Meta-Analysis.” Ultrasound in Obstetrics & Gynecology 54: 722–31.
  16. Dumitru, A., N. Gica, R. Botezatu, and G. Peltecu. 2021. “Prognosis and Management in Subsequent Rh Alloimmunized Pregnancies.” Maedica 16: 681–4.
  17. Zwiers, C., I. T. M. Lindenburg, F. J. Klumper, M. de Haas, D. Oepkes, and I. L. Van Kamp. 2017. “Complications of Intrauterine Intravascular Blood Transfusion: Lessons Learned After 1678 Procedures.” Ultrasound in Obstetrics & Gynecology 50: 180–6.
  18. Mustafa HJ, Sambatur EV, Pagani G, D’Antonio F, Maisonneuve E, Maurice P, Zwiers C, Verweij JEJT, Flood A, Shamshirsaz AA, Jouannic JM, Khalil A. Intravenous immunoglobulin for the treatment of severe maternal alloimmunization: individual patient data meta-analysis. Am J Obstet Gynecol. 2024 Oct;231(4):417-429.e21.
  19. RANZCOG Clinical Guideline for Abortion Care in Australia and Aotearoa New Zealand. The interim update of the statement provides guidance on the use of Anti-D in the event of an abortion, and has been approved by the Women’s Health Committee, RANZCOG Council and Board, November 2023
  20. Mayer, B., L. Hinkson, W. Hillebrand, W. Henrich, and A. Salama. 2018. “Efficacy of Antenatal Intravenous Immunoglobulin Treatment in Pregnancies at High Risk Due to Alloimmunization to Red Blood Cells.” Transfusion Medicine and Hemotherapy 45: 429–36.

 

Read More

เนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง : Borderline Ovarian Tumors

จัดทำโดย: พญ. ปิยากร พานิชยธรรม
อาจารย์ที่ปรึกษา: นพ. เศรษฐวัฒก์ เศรษฐเสถียร


บทนำ

เนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง (Borderline Ovarian Tumors) เป็นกลุ่มของเนื้องอกเยื่อบุผิวรังไข่ (Epithelial ovarian tumor) มีอัตราการเกิดประมาณ 1.8-4.8 ต่อ 100,00 คนต่อปี หรือ 15%-20% ของเนื้องอกรังไข่ชนิดเยื่อบุผิวทั้งหมด โดยเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งนี้มีลักษณะทางพยาธิวิทยาก้ำกึ่งระหว่างเนื้องอกธรรมดา (Benign ovarian tumor) กับมะเร็งรังไข่ (Ovarian cancer) และมีการลุกลามไปเป็นมะเร็งอยู่ในระดับต่ำ (Low malignant potential) ซึ่งต่างจากมะเร็งรังไข่ทั่วไป ทั้งในแง่ของลักษณะทางคลินิก พยากรณ์โรค และกลุ่มอายุของผู้ป่วย โดยมากพบในผู้หญิงอายุน้อย ส่วนใหญ่ได้รับการวินิจฉัยช่วงอายุ 30-50 ปี ในขณะที่มะเร็งรังไข่จะพบในกลุ่มคนอายุมากกว่า ช่วงประมาณ 50-70 ปี [1] นอกจากนี้ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง เช่น การได้รับยากระตุ้นไข่ ผู้หญิงที่ยังไม่มีบุตร ประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งรังไข่ หรือการสูบบุหรี่ ส่วนปัจจัยที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเนื้องอกรังไข่ เช่น ยาคุมกำเนิด การตั้งครรภ์ และการให้นมบุตร ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับมะเร็งรังไข่ แต่ความสัมพันธ์กับการกลายพันธุ์ของยีน BCRA นั้นยังพบได้น้อยมาก และเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งมักจะได้รับการวินิจฉัยในระยะเริ่มต้นของโรค (FIGO stage I) ส่งผลให้พยากรณ์โรคโดยรวมดีมาก อย่างไรก็ตามในบางกรณีอาจมีการกลับเป็นซ้ำได้ในระยะยาว ซึ่งจำเป็นต้องมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง [2], [3], [15]

เนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด serous (Serous borderline ovarian tumor) เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด mucinous (Mucinous borderline ovarian tumor) ซึ่งเป็น 2 กลุ่มหลักที่พบได้บ่อย และสุดท้ายคือ กลุ่มอื่นๆที่พบได้น้อย (Uncommon borderline ovarian tumors)

เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด serous (Serous borderline ovarian tumor)

เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด serous เป็นกลุ่มเนื้องอกรังไข่ที่พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง ประมาณ 10% ของเนื่องงอกรังไข่ชนิด serous ทั้งหมดเป็นเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง และ 50% เกิดขึ้นก่อนอายุ 40 ปี มีลักษณะสำคัญ ได้แก่ การเจริญเติบโตของเซลล์เยื่อบุแบบผิดปกติ (Epithelial hyperplasia) การเปลี่ยนแปลงของนิวเคลียสในระดับเล็กน้อย (mild nuclear atypia and mild increased mitotic activity) เซลล์อยู่กันเป็นกลุ่ม (detached cell clusters) และต้องไม่มีการบุกรุกสโตรมา (no stromal invasion) [1]

โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักตามการจำแนกขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แก่

  1. Typical serous borderline tumors ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้ประมาณ 90% (รูปที่ 1)
  2. Borderline tumors with micropapillary features ซึ่งพบประมาณ 5–10% (รูปที่ 2)

เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด serous พบได้ทั้งสองข้างของรังไข่ประมาณ 30-50% และควรระวังว่าประมาณ 40% ของเนื่องงอกกึ่งมะเร็งชนิด serous สามารถกระจายอยู่นอกรังไข่ได้ (implants) ซึ่งพบได้ตามเยื่อบุช่องท้อง อุ้งเชิงกราน และต่อมน้ำเหลือง ส่วนการกระจายออกนอกช่องท้องนั้นยังพบได้น้อย และมีรูปแบบการลุกลามที่แตกต่างกัน โดยเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด serous กลุ่ม typical serous มักไม่ค่อยมีการกระจายที่ลุกลาม มีโอกาสรอดชีวิตสูง ส่วนชนิด micropapillary มีความเกี่ยวข้องกับโรคที่มีการลุกลาม (microinvasion) คือมีการลุกลามเนื้อเยื่อไม่เกิน 10 มิลลิเมตร สัมพันธ์กับการเป็นซ้ำและการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง ทำให้โอกาสรอดชีวิตน้อยลง [1], [2], [15]

รูปที่ 1: เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง serous ชนิด typical serous
Jonathan SB, Diana PE, Teri AL, Michael F. Epithelial ovarian cancer. In: Jonathan SB, editor. Berek and Novak’s Gynecology, 16th Edition: Philadelphia: Wolters Kluwer; 2020. p. 2549.

รูปที่ 2: เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง serous ที่มีลักษณะ micropapillary
Jonathan SB, Diana PE, Teri AL, Michael F. Epithelial ovarian cancer. In: Jonathan SB, editor. Berek and Novak’s Gynecology, 16th Edition: Philadelphia: Wolters Kluwer; 2020. p. 2551.

เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด mucinous (Mucinous borderline ovarian tumor)

เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด mucinous เป็นกลุ่มเนื้องอกรังไข่ที่บรรจุสารคล้ายเมือก (mucin) ซึ่งมักมาจากกระเพาะอาหาร ลำไส้ หรือปากมดลูก พบได้รองลงมาจากเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด serous การวินิจฉัยเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด mucinous จำเป็นต้องตรวจชิ้นเนื้ออย่างละเอียดและครบถ้วน เพราะเนื้องอกกึ่งมะเร็งชนิด mucinous หนึ่งก้อนอาจมีทั้งบริเวณที่เป็นเนื้องอกธรรมดา ก้ำกึ่ง และมะเร็งผสมกันได้ [1]

โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักตามลักษณะเนื้อเยื่อและชนิดของเซลล์

  1. ชนิดทางเดินอาหาร (Gastrointestinal หรือ Intestinal type) ซึ่งพบได้ประมาณ 85% (รูปที่ 3)
  2. ชนิดที่คล้ายเยื่อบุปากมดลูก (Endocervical-like type หรือ Seromucinous) ที่พบประมาณ 15% (รูปที่ 4)

รูปที่ 3: เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง Mucinous ชนิดทางเดินอาหาร
Hart, W. Borderline epithelial tumors of the ovary. Mod Pathol 18 (Suppl 2), S33–S50 (2005).

รูปที่ 4: เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง Mucinous ชนิดเยื่อบุปากมดลูก
Nagamine, M., & Mikami, Y. (2020). Ovarian Seromucinous Tumors: Pathogenesis, Morphologic Spectrum, and Clinical Issues. Diagnostics, 10(2), 77.

เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด mucinous ส่วนมากพบข้างเดียวของรังไข่ และรอยโรคมักจะอยู่แค่ภายในรังไข่ 95-98% กลุ่ม gastrointestinal มักไม่มีการลุกลามของเนื้องอกสู่เยื่อบุช่องท้อง (peritoneal implants) จึงไม่พบระยะลุกลาม (advanced stage) ของโรค ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของชนิดนี้ หากตรวจพบระยะลุกลาม ควรตรวจสอบอวัยวะอื่น เช่น ไส้ติ่งและลำไส้ เพื่อแยกมะเร็งที่อาจเริ่มต้นจากที่อื่น แล้วแพร่กระจายมายังรังไข่ ในขณะที่กลุ่ม endocervical-like หรือ seromucinous มีลักษณะทางเนื้อเยื่อและพฤติกรรมใกล้เคียงกับเนื้องอกกึ่งมะเร็งชนิด serous และสามารถพบการลุกลามแบบมีการแทรกซึมได้ [2]

นอกจากเนื้องอกที่มีต้นกำเนิดในรังไข่ สามารถพบมะเร็งชนิด mucinous ที่แพร่กระจายจากอวัยวะอื่นมายังรังไข่ได้ เช่น ทางเดินอาหาร (ลำไส้, ตับอ่อน, ถุงน้ำดี) หรือปากมดลูก ซึ่งมักมีขนาดเล็ก และพบทั้งสองข้างของรังไข่ ต่างจากมะเร็ง mucinous ของรังไข่ ที่ต้นกำเนิดมักมีขนาดใหญ่และอยู่เพียงข้างเดียว ในกรณีที่พบภาวะมีเมือกสะสมในช่องท้อง (pseudomyxoma peritonei) ซึ่งเคยเชื่อว่าเกิดจากเนื้องอกกึ่งมะเร็งของรังไข่ แต่ปัจจุบันพบว่าเป็นผลจากมะเร็ง mucinous low-grade ของไส้ติ่งที่แตกและลุกลามเข้าสู่ช่องท้องเป็นส่วนใหญ่ และกรณีที่เกิดจากเนื้องอกในรังไข่เอง เช่น dermoid หรือ mature cystic teratoma นั้นพบได้น้อยมาก [1], [2]

เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งกลุ่มที่พบได้น้อย (Uncommon borderline ovarian tumors)

นอกเหนือจากเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด serous และเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด mucinous ที่คิดเป็นกว่า 90% ของเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งทั้งหมด ยังมีเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งกลุ่มอื่นๆที่พบได้ไม่บ่อยอยู่ประมาณ 3%–4% ของเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งทั้งหมด โดยชนิดเหล่านี้ ได้แก่

  • เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง Endometrioid (Endometrioid borderline tumors) (รูปที่ 5)
    ประกอบด้วยต่อมหรือถุงน้ำที่มีลักษณะผิดปกติหรือมีเซลล์ที่แสดงความผิดปกติทางพยาธิวิทยาแบบมะเร็งชนิด endometrioid แต่ยังไม่มีการบุกรุกเข้าสู่สโตรมา พบในเนื้อเยื่อรังไข่ที่มีพังผืดหนาแน่น โดยมักเกิดจากเยื่อบุผิวรังไข่โดยตรงหรือมีความสัมพันธ์กับเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) และมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นมะเร็ง endometrioid ระดับต่ำได้

รูปที่ 5: เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง Endometrioid
Ricotta, G., Maulard, A., Candiani, M. et al. Endometrioid Borderline Ovarian Tumor: Clinical Characteristics, Prognosis, and Managements. Ann Surg Oncol 29, 5894–5903 (2022).

  • เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง Clear cell (Clear-cell borderline tumors) (รูปที่ 6)
    มักพบในคนวัยหมดประจำเดือน มีลักษณะเป็นต่อมหรือถุงน้ำที่บุด้วยเซลล์ใส (clear cells) หรือเซลล์แบบ hobnail cells ที่ผิดปกติ หรือลักษณะมะเร็งชัดเจน แต่ไม่มีการบุกรุกเข้าสู่สโตรมา ลักษณะนี้อาจพบได้น้อยเนื่องจากเนื้องอกต้นกำเนิดของมะเร็งชนิด clear-cell มักจะมีลักษณะเป็น endometriosis ที่มี atypia มากกว่าที่จะเป็นเนื้องอก clear-cell borderline

รูปที่ 6: เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง Clear cell
Ricotta, G., Maulard, A., Candiani, M. et al. Clear Cell Borderline Ovarian Tumor: Clinical Characteristics, Prognosis, and Management. Ann Surg Oncol 29, 1165–1170 (2022).

  • เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง Brenner (Transitional/Brenner borderline tumors) (รูปที่ 7)
    แสดงลักษณะของเนื้อเยื่อที่ผิดปกติหรือมีเซลล์มะเร็งชนิด transitional epithelium (Brenner tumor) แต่ไม่มีการบุกรุกเข้าไปในเนื้อเยื่อรอบๆ

รูปที่ 7: เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง Brenner
D’Angelo E, Prat J. Brenner Tumors of the Ovary. In: Raspollini MR, Lopez-Beltran A, eds. Gynecologic and Urologic Pathology: Similarities, Differences and Challenges. Cambridge University Press; 2019:247-253.

  • เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิดผสม (Mixed epithelial borderline tumors)
    เป็นเนื้องอกที่มีการผสมผสานของเซลล์ประเภทต่างๆ อย่างน้อยสองชนิดจากห้าประเภทหลัก ได้แก่ serous, mucinous, endometrioid, clear cell และ transitional cell โดยมากกว่า 50% ของกรณีที่พบ mixed epithelial borderline tumors มีความสัมพันธ์กับ endometriosis

การวินิจฉัย

เนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งมีลักษณะอาการทางคลินิกร่วมกับเนื้องอกชนิดธรรมดา (benign) และชนิดมะเร็ง (malignant) ของรังไข่ ผู้ป่วยประมาณ 30% ไม่มีอาการ ในขณะที่ 50–60% มีอาการที่ไม่จำเพาะ เช่น ปวดท้อง ท้องโต ท้องอืด เบื่ออาหาร และเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดได้ ทำให้การวินิจฉัยแยกโรคโดยอาศัยเพียงอาการทางคลินิกนั้นทำได้ยาก [6]

การตรวจร่ายกาย เริ่มตั้งแต่การคลำต่อมน้ำเหลืองบริเวณเหนือกระดูกไหปลาร้า รักแร้ และขาหนีบ การตรวจเต้านม ตรวจทรวงอก ตรวจหน้าท้องคลำขนาดของตับ และที่สำคัญการตรวจภายใน รวมทั้งการตรวจทวารหนักด้วย หากคลำพบก้อนแข็ง ขรุขระ ขยับได้ยาก ยิ่งทำให้ต้องสงสัยก้อนเนื้อไปทางกลุ่มมะเร็งเพิ่มขึ้น

การตรวจอัลตราซาวนด์ (ultrasound) โดยเฉพาะการใช้ร่วมกันระหว่างอัลตราซาวนด์ทางหน้าท้อง และทางช่องคลอด เป็นเครื่องมือหลักในการประเมินก้อนในอุ้งเชิงกราน โดยควรดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญ และควรเสริมด้วยดอพเลอร์สี (Color Doppler ultrasound) เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการแยกแยะลักษณะของเนื้องอก มีการศึกษาเรื่องการวินิจฉัยเนื้องอกกึ่งมะเร็งของ Borrelli et al. 2017 พบว่าการตรวจด้วยอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดมีความไว 77 % และความจำเพาะ 83% ส่วนการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) มีความไว 85% และความจำเพาะ 74% [7] หากตรวจด้วยอัลตราซาวนด์แล้วยังไม่สามารถระบุลักษณะของก้อนเนื้องอกได้แน่ชัด แนะนำพิจารณาการทำ MRI บริเวณอุ้งเชิงกรานร่วมด้วยได้ (รูปที่ 8)

รูปที่ 8: แสดงขั้นตอนการส่งตรวจเพื่อวินิจฉัยของเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง 2020
Guidelines of the French National College of Obstetricians and Gynecologists (CNGOF)

ลักษณะที่พบในภาพอัลตราซาวด์ที่ทำให้สงสัยเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง

  • ผนังภายในหนาหรือมีลักษณะไม่สม่ำเสมอ (thick or irregular septations)
  • มีส่วนที่เป็นเนื้อแน่น (solid components)
  • มีการยื่นของเนื้อเยื่อแบบปุ่มนูน (papillary projections)
  • อาจพบลักษณะเป็นถุงน้ำเล็กๆ หลายใบภายในปุ่มนูน (microcystic pattern) (รูปที่ 9)

รูปที่ 9: ภาพ (a, b) แสดงลักษณะของถุงน้ำขนาดเล็กจำนวนมาก (microcysts) ขนาดประมาณ 1–2 มม. ภาพ (c) แสดงภาพเนื้อเยื่อทางพยาธิวิทยาที่สอดคล้องกัน ซึ่งยืนยันโครงสร้างแบบ microcystic
Timor-Tritsch, I.E., Foley, C.E., Brandon, C., Yoon, E., Ciaffarrano, J., Monteagudo, A., Mittal, K. and Boyd, L. (2019), New sonographic marker of borderline ovarian tumor: microcystic pattern of papillae and solid components. Ultrasound Obstet Gynecol, 54: 395-402

จากการศึกษาวิจัยของ Timor et al. 2019 พบว่า microcystic pattern เป็นลักษณะจำเพาะที่พบได้แพร่หลายในเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง และไม่พบในเนื้องอกรังไข่ธรรมดาชนิด cystadenoma หรือมะเร็งรังไข่ชนิดเยื่อบุผิว ส่วนลักษณะอื่นๆ เช่นการมีผนังกั้นภายใน มีส่วนที่เป็นเนื้อแน่น และการมีเนื้อเยื่อแบบปุ่มนูนยังสามารถช่วยสนับสนุนเรื่องของเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งได้ [4]

การวัดระดับสารชีวภาพ CA-125 ไม่ใช่วิธีที่เชื่อถือได้ในผู้ป่วยเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง เนื่องจากกว่า 50% ของผู้ป่วยจะมีระดับ CA-125 ปกติ (<35 U/mL) ซึ่งอาจทำให้เกิดการวินิจฉัยที่ผิดพลาด หากพึ่งพาเพียงค่า CA-125 อย่างเดียว เช่นเดียวกับการใช้ Risk of Malignancy Index (RMI) ซึ่งแสดงผลต่ำในการจำแนกเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง โดยเฉพาะในผู้หญิงอายุน้อย และในก้อนเนื้อที่มีลักษณะซับซ้อน[5] สำหรับก้อนเนื้องอกรังไข่ที่ไม่ชัดเจนในภาพถ่าย แนะนำตรวจด้วย HE4 ร่วมกับ CA-125 มาใช้คำนวณคะแนน Risk of Ovarian Malignancy Algorithm (ROMA) เพื่อช่วยในการบอกโอกาสความเสี่ยงสูงหรือความเสี่ยงต่ำต่อการเป็นเนื้องอกมะเร็ง และถ้าหากสงสัยเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด mucinous ในภาพถ่าย อาจพิจารณาตรวจ CA19-9 ได้ [16]

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีลักษณะทางภาพถ่ายใด หรือระดับสารชีวภาพใดที่สามารถแยกเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง ออกจากมะเร็งรังไข่ได้อย่างชัดเจน จุดประสงค์หลักของการตรวจภาพถ่ายและระดับสารชีวภาพ จึงมุ่งเน้นไปที่การระบุผู้ป่วยที่อาจมีเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง หรือมะเร็ง เพื่อส่งต่อให้กับสูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง (gynecologic oncologist) เพื่อวินิจฉัยระยะของโรคได้อย่างแม่นยำ และวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งจะส่งผลต่อพยากรณ์โรคของผู้ป่วยในทางที่ดีขึ้น การวินิจฉัยที่แน่นอนยังคงต้องอาศัยการตรวจทางพยาธิวิทยาจากตัวอย่างชิ้นเนื้อที่ได้จากการผ่าตัดเท่านั้น [16]

Risk of Ovarian Malignancy Algorithm (ROMA)
Menopausal status Predictive Index (PI) High Predicted Probability (PP)
Premenopausal PI = -12.0 + (2.38 × ln(HE4)) + (0.0626 × ln(CA125)) ≥ 11.4%
Postmenopausal PI = -8.09 + (1.04 × ln(HE4)) + (0.732 × ln(CA125)) ≥ 29.9%

การรักษา

เนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งมักได้รับการวินิจฉัยในสตรีวัยเจริญพันธุ์ การวางแผนรักษาสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงต้องคำนึงถึงการอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์ (Conservative surgery) การรักษาภาวะมีบุตรยาก และการหลีกเลี่ยงการขาดฮอร์โมนก่อนวัยอันควรเป็นสำคัญ

การผ่าตัดแบบอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์ (Conservative surgery)

การผ่าตัดแบบอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์ เป็นการเก็บรักษามดลูกและรังไข่ไว้บางส่วน เหมาะสำหรับผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 40 ปี ยังต้องการมีบุตร พร้อมที่จะตรวจติดตามอย่างต่อเนื่อง และต้องไม่มีเนื้องอกที่ลุกลามแบบฝึงลึก (invasive implants) พบว่าการผ่าตัดดังกล่าวมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามอัตราการกลับเป็นซ้ำ 10-20% สูงกว่าแบบตัดออกทั้งหมดซึ่งมีอัตราการกลับเป็นซ้ำประมาณ 5% แต่ส่วนใหญ่เป็นการกลับเป็นซ้ำของเนื้องอกแบบก้ำกึ่งมะเร็งที่ไม่ลุกลาม และสามารถรักษาได้ สำหรับระยะต้นอัตราการแพร่กระจายนอกรังไข่ยังน้อยประมาณ 2% เมื่อเทียบกับระยะลุกลามประมาณ 20% [2], [3]

การผ่าตัดออกเฉพาะถุงน้ำรังไข่ (cystectomy) มีความเสี่ยงต่อการกลับเป็นซ้ำสูงถึง 31% จึงควรจำกัดในกรณีที่มีรังไข่ข้างเดียวหรือมีเนื้องอกทั้งสองข้าง โดยเฉพาะในผู้ป่วยอายุน้อยมากที่ยังต้องการรักษาเนื้อรังไข่ให้มากที่สุด [9]

การผ่าตัดเพื่อกำหนดระยะของโรค (Surgical staging)

เหมาะสำหรับสตรีวัยหมดประจำเดือนหรือผู้ที่ไม่ต้องการมีบุตรเพิ่มเติม เพื่อการวินิจฉัยและการจัดระยะโรคอย่างถูกต้อง ควรทำการสำรวจช่องท้องทั้งหมด รวมถึงการล้างช่องท้อง เก็บชิ้นเนื้อจากเยื่อบุช่องท้อง (Omentum) ตัดรอยโรคที่เห็นได้ชัด ตัดมดลูกและรังไข่ทั้งสองข้าง ส่วนการตัดต่อมน้ำเหลืองไม่จำเป็นเนื่องจากไม่มีผลต่ออัตราการกลับเป็นซ้ำหรือการรอดชีวิต ส่วนการตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจระหว่างผ่าตัด (Frozen section) มีโอกาสวินิจฉัยผิดได้สูง เนื่องจากเนื้องอกจำนวนหนึ่งซึ่งวินิจฉัยว่าเป็นชนิดก้ำกึ่งจากการส่งตรวจระหว่างผ่าตัด (frozen section) อาจกลายเป็นมะเร็ง เมื่อพิจารณาชิ้นเนื้อถาวรอย่างละเอียด ดังนั้นจึงควรเก็บตัวอย่างเนื้องอกให้เพียงพอ โดยเฉพาะในรายที่สงสัยเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด mucinous

การแบ่งระยะของโรค

รูปที่ 10 การแบ่งระยะของเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง ใช้ FIGO (International Federation of Gynecology and Obstetrics) system 2021 เช่นเดียวกับการแบ่งระยะของมะเร็งรังไข่ มะเร็งท่อนำไข่ และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก [14]

ดังที่เคยกล่าวไว้ข้างต้นว่า เนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งส่วนมากได้รับการวินิจฉัยในระยะเริ่มต้นของโรค (FIGO stage I) ส่งผลให้พยากรณ์ของโรคดี โดยพบว่าอัตราการรอดชีวิตใน 5 ปี ของผู้ป่วยที่วินิจฉัยในระยะที่ I อยู่ที่ 97–99% และอัตราการรอดชีวิตในช่วง 10 ปี ลดลงเหลือ 70–95% เนื่องจากมีการกลับเป็นซ้ำที่เกิดขึ้นช้า สำหรับผู้ป่วยในระยะ II และ III มีอัตราการรอดชีวิตใน 5 ปีอยู่ที่ 65–87% [3]

การผ่าตัดเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งในระยะเริ่มต้น (early stage disease)

สำหรับเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด serous และ mucinous เบื้องต้นต้องดูก่อนว่าผู้ป่วยยังต้องการมีบุตรหรือไม่ หากไม่ต้องการมีบุตรแล้ว หรือเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้ว แนะนำให้ตัดรังไข่และท่อนำไข่ทั้งสองข้าง (bilateral salpingo-oophorectomy) หากยังต้องการมีบุตรในชนิด serous สามารถทำการผ่าตัดออกเฉพาะถุงน้ำรังไข่ได้ (cystectomy) ส่วนชนิด mucinous แนะนำให้ตัดรังไข่และท่อนำไข่ออกเลย (unilateral salpingo-oophorectomy) (รูปที่ 11)

สำหรับเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด endometrioid ควรพิจารณาว่าผู้ป่วยต้องการมีบุตรหรือไม่ก่อนเหมือนกัน หากไม่ต้องการมีบุตรแล้ว หรือเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้ว แนะนำให้ตัดมดลูก (total hysterectomy) รังไข่และท่อนำไข่ทั้งสองข้าง (bilateral salpingo-oophorectomy) หากยังต้องการมีบุตรอยู่ สามารถพิจารณาเก็บมดลูกไว้ก่อนได้ แนะนำตรวจเยื่อบุโพรงมดลูกไม่ว่าจะเป็นการเก็บชิ้นเนื้อหรือภาพถ่ายเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีรอยโรคใดในเยื่อบุโพรงมดลูก และลอกเนื้องอกรังไข่ (cystectomy) หรือตัดรังไข่ได้เลย (รูปที่ 12)

แสดงการการรักษาเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งในระยะเริ่มต้นชนิด serous และ mucinous รูปที่ 11 และ ชนิด endometrioid รูปที่ 12

การผ่าตัดซ้ำเพื่อกำหนดระยะโรคใหม่ (Restaging surgery)

ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง มักไม่มีการกำหนดระยะของโรคอย่างครบถ้วนในการผ่าตัดครั้งแรก เนื่องจากอาจไม่ได้สงสัยว่าเป็นเนื้องอกชนิดก้ำกึ่งหรือเนื้อร้ายมาก่อน ซึ่งการพิจารณาผ่าตัดซ้ำเพื่อทำการกำหนดระยะอีกครั้ง (restaging) ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ชนิดทางพยาธิวิทยา (histology subtype) ผลการสำรวจภายในช่องท้องในการผ่าตัดครั้งแรก และความเป็นไปได้ของการหลงเหลือของเนื้องอกในช่องท้อง

โดยกลุ่มคนที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการผ่าตัดกำหนดระยะโรคอีกครั้ง (restaging) คือคนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นระยะเริ่มต้น (stage I) กรณีมีเนื้องอกชนิด serous แบบ micropapillary หรือเมื่อการตรวจช่องท้องครั้งแรกไม่สมบูรณ์ ส่วนเนื้องอกกึ่งมะเร็งชนิด mucinous ถ้าไม่ได้ตรวจไส้ติ่ง หรือผ่าตัดเฉพาะถุงน้ำรังไข่ (cystectomy) ในครั้งแรกก็ควรได้รับการทำผ่าตัดซ้ำเพื่อกำหนดระยะโรคใหม่เช่นกัน ขั้นตอนการผ่าตัดซ้ำควรเก็บน้ำล้างช่องท้อง (peritoneal washing) ตัดเยื่อบุช่องท้อง (omentectomy) สำรวจและสุ่มตัดเนื้อเยื่อในช่องท้อง ตรวจไส้ติ่ง และตัดไส้ติ่งถ้ามีลักษณะผิดปกติ สำหรับเนื้องอกกึ่งมะเร็งชนิด mucinous ที่เคยผ่าตัดเฉพาะถุงน้ำรังไข่ (cystectomy) ควรตัดรังไข่และท่อนำไข่ (salpingo-oophorectomy) ไปเลยในการผ่าตัดซ้ำ [16] (รูปที่ 13) มีการศึกษาพบว่ากลุ่มคนที่ได้รับการผ่าตัดกำหนดระยะโรคใหม่อีกครั้ง (restaging) พบการพัฒนาระยะของโรคมากขึ้น (upstage) แต่อย่างไรก็ตามข้อบ่งชี้ในการกำหนดระยะของโรคอีกครั้ง ยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ เนื่องจากไม่มีความแตกต่างในอัตราการกลับเป็นซ้ำระหว่างกลุ่มที่ได้รับ และไม่ได้รับการจัดระยะโรคใหม่ [10]

รูปที่ 13 แสดงการพิจารณาเพื่อผ่าตัดซ้ำ (restaging surgery) 2020 Guidelines of the French National College of Obstetricians and Gynecologists (CNGOF)

การผ่าตัดเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งในระยะลุกลาม (Advanced stage disease)

ผู้ป่วยที่มีเนื้องอกกึ่งมะเร็งในระยะลุกลาม (FIGO stage ≥ II) แนะนำให้ได้รับการผ่าตัดกำหนดระยะโรคโดยสมบูรณ์ (complete surgical staging) สำหรับผู้ป่วยที่ยังต้องการมีบุตรอยู่สามารถพิจารณาการผ่าตัดแบบอนุรักษ์วัยเจริญพันธุ์ได้ แต่ไม่ค่อยแนะนำเนื่องจากโอกาสการกลับเป็นซ้ำสูง เป้าหมายของการรักษาคือ เพื่อไม่ให้เหลือเนื้องอกใดๆในช่องท้อง อย่างไรก็ตามยังไม่ได้แนะนำเรื่องการตัดต่อมน้ำเหลืองในทุกระยะ [16], [17]

ความจำเป็นของการตัดเยื่อบุช่องท้อง (Omentectomy) มดลูก (Hysterectomy) และไส้ติ่ง (Appendectomy)

ยังคงมีการถกเถียงกันเกี่ยวกับความจำเป็นของการผ่าตัดเยื่อบุช่องท้อง มดลูก และไส้ติ่ง พบว่าเนื้องอกที่เป็นข้างเดียวมีเพียง 15% เท่านั้นที่จะมีการลุกลามออกนอกรังไข่ หากไม่มีรอยโรคในเยื่อบุช่องท้องหรือลักษณะเนื้องอกที่ยื่นเป็นปุ่มนูนออกมา (micropapillary) จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำการผ่าตัดกำหนดระยะโดยสมบูรณ์ (complete surgical staging) แต่สำหรับเนื้องอกที่เป็นทั้งสองข้างมีถึง 56% ที่มีการลุกลามออกนอกรังไข่ และมักมีการลุกลามแบบฝังลึก (invasive implants) จึงแนะนำให้ทำการผ่าตัดกำหนดระยะโรคโดยสมบูรณ์ (complete surgical staging) พร้อมกับการเก็บตัวอย่างจากรอยโรคให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้

โดยเยื่อบุช่องท้องเป็นตำแหน่งที่พบบ่อยของการแพร่กระจายแบบลุกลาม จึงควรเก็บตัวอย่างให้ได้จำนวนมากพอ เพื่อให้พยาธิแพทย์สามารถแยกแยะระหว่างการลุกลามและไม่ลุกลามได้อย่างชัดเจน ส่วนการตัดมดลูกสามารถหลีกเลี่ยงได้หากไม่มีรอยโรคบนเยื่อผิวชั้นนอกของมดลูก (serosa) และการตัดไส้ติ่งอาจมีประโยชน์ในกรณีที่เป็นเนื้องอกชนิด mucinous ที่สงสัยภาวะเมือกสะสมในช่องท้อง (pseudomyxoma peritonei) หรือไส้ติ่งมีลักษณะผิดปกติ

การรักษากรณีโรคกลับเป็นซ้ำ

หากโรคกลับเป็นซ้ำเฉพาะในรังไข่ที่ยังเหลืออยู่ ในรูปแบบเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งหลังการผ่าตัดแบบอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์ สามารถพิจารณาทำการผ่าตัดแบบอนุรักษ์ซ้ำได้ เช่น การผ่าตัดเฉพาะถุงน้ำรังไข่ (cystectomy) เพื่อรักษาภาวะเจริญพันธุ์ หากไม่ต้องการเก็บรักษาภาวะเจริญพันธุ์ ควรทำการตัดรังไข่และท่อนำไข่ทั้งสองข้าง (bilateral salpingo-oophorectomy) พร้อมพิจารณาตัดมดลูก (รูปที่ 14)

รูปที่ 14 แสดงการรักษาเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งที่กลับเป็นซ้ำ 2020 Guidelines of the French National College of Obstetricians and Gynecologists (CNGOF)

หากโรคกลับเป็นซ้ำลุกลามนอกรังไข่ในรูปแบบเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง หรือมะเร็งควรให้การรักษาด้วยการผ่าตัดออกหมด (cytoreductive surgery) เหมือนกับการรักษามะเร็งรังไข่ การตัดเนื้องอกให้หมดเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพยากรณ์โรค โดยผู้ป่วยที่ได้รับการตัดเนื้องอกออกหมดมีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าผู้ที่ตัดออกไม่หมดมาก อย่างไรก็ตามโรคที่กลับเป็นซ้ำในรูปแบบเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง หรือมะเร็งชนิดที่มีการแบ่งตัวช้า มีอัตราตอบสนองต่อเคมีบำบัดแบบ platinum-taxane ต่ำ ซึ่งจากรายงานพบว่ามีผู้ตอบสนองต่อเคมีบำบัดเพียง 15% เท่านั้น [12]

วิธีการผ่าตัดแบบส่องกล้อง (Laparoscopy) หรือ ผ่าตัดเปิดหน้าท้อง (Laparotomy)

การผ่าตัดผ่านกล้อง (laparoscopy) นิยมใช้ในรายที่รักษาแบบอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์ แต่มีความเสี่ยงต่อการแตกของถุงน้ำรังไข่ และการกำหนดระยะของโรคจะไม่สมบูรณ์เท่ากับการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง (laparotomy) [8] อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากบางการศึกษาพบว่าไม่มีความแตกต่างในด้านอัตราการรอดชีวิตหรือการกลับเป็นซ้ำอย่างมีนัยสำคัญ การผ่าตัดผ่านกล้องยังส่งผลให้เกิดพังผืดน้อยและมีโอกาสตั้งครรภ์สูงกว่า จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในผู้ป่วยที่ต้องการอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์ไว้ [9]

การตั้งครรภ์และเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง

โดยทั่วไปการอัลตราซาวนด์อุ้งเชิงกรานเป็นการตรวจด่านแรกเพื่อตรวจหาก้อนในรังไข่ระหว่างตั้งครรภ์ ถ้าหากก้อนเนื้องอกไม่สามารถจำแนกได้ชัดเจนจากการอัลตราซาวนด์ ร่วมกับการใช้คะแนน ADNEX MR/O-RADS ในการสรุปว่าเป็นเนื้องอกชนิดมะเร็งหรือไม่ แนะนำทำ MRI อุ้งเชิงกรานหลังสัปดาห์ที่ 12 ของการตั้งครรภ์ ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่แนะนำให้ทำการผ่าตัดเฉพาะถุงน้ำรังไข่ (cystectomy) หรือ ตัดรังไข่และก้อนเนื้องอก (adnexectomy) ระหว่างตั้งครรภ์ หากจำเป็นต้องผ่าตัด แนะนำใช้การผ่าตัดส่องกล้อง (laparoscopic) และควรคำนึงถึงขนาดก้อน อายุครรภ์ร่วมด้วย [16]

การรักษาเสริม (Adjuvant Treatment)

จนถึงปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการให้เคมีบำบัดช่วยลดอัตราการกลับเป็นซ้ำ หรือเพิ่มอัตราการรอดชีวิตในผู้ป่วยเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งได้ โดยผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัดหรือรังสีรักษาหลังผ่าตัดกลับมีโรคคงอยู่หรือกลับเป็นซ้ำสูงถึง 40% ซึ่งอาจเกิดจากอัตราการแบ่งตัวของเซลล์ในเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งที่ต่ำ นอกจากนี้แม้กว่า 90% ของเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง serous จะแสดงผลบวกต่อ estrogen receptor แต่รายงานการตอบสนองต่อฮอร์โมนบำบัด เช่น tamoxifen leuprolide หรือ anastrazole มีเพียงบางกรณีเท่านั้น ดังนั้นไม่ได้แนะนำให้ใช้เคมีบำบัดหรือฮอร์โมนบำบัดในทุกระยะ [2], [3]

การรักษาภาวะมีบุตรยาก

ผู้ป่วยเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งที่ได้รับการผ่าตัดแบบอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์ มีโอกาสตั้งครรภ์โดยธรรมชาติประมาณ 50% แม้จะไม่มีผลกระทบต่ออัตราการรอดชีวิต แต่ภาวะมีบุตรยากพบได้บ่อยในกลุ่มนี้ โดยมีผู้ป่วยที่มีประวัติภาวะมีบุตรยากมากถึง 35% ก่อนรับการรักษา และการผ่าตัดยังอาจก่อให้เกิดภาวะมีบุตรยากหลังผ่าตัดได้เนื่องจากพังผืดหรือเนื้อรังไข่เหลือน้อย โดยเฉพาะในผู้หญิงที่อายุมากกว่า 40 ปี ซึ่งพบอัตราการตั้งครรภ์ต่ำมากในกลุ่มนี้

การทำเด็กหลอดแก้ว (In Vitro Fertilization, IVF) เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ได้ แต่มีงานวิจัยที่ชี้ว่าการกระตุ้นไข่เพื่อการทำ IVF อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง และมะเร็งรังไข่ในระยะยาวได้มากกว่า 2 เท่าของคนที่ไม่ได้รับการกระตุ้นไข่ ดังนั้นผู้ป่วยที่เคยเป็นเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งควรได้รับคำแนะนำอย่างละเอียด และได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดหากต้องเข้ารับการรักษาด้วย IVF ในกรณีที่เนื้องอกลุกลามมากจนไม่สามารถรักษาแบบอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์ได้ [11]

การรักษาภาวะขาดฮอร์โมน

ผู้ป่วยเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งส่วนใหญ่ยังเป็นวัยเจริญพันธุ์ หรือวัยก่อนหมดประจำเดือน ส่วนมากรักษาโดยการผ่าตัดแบบอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์ได้ แต่บางกรณีที่ไม่สามารถเก็บรักษารังไข่ทั้งสองข้างได้ ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ขาดฮอร์โมนก่อนวัยอันควร มีการศึกษาพบว่าการให้ฮอร์โมนทดแทน (HRT) เพื่อป้องกันโรคหัวใจ กระดูกพรุน และช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตนั้นมีประโยชน์และปลอดภัย สำหรับผู้ป่วยเนื้องอกกึ่งมะเร็งชนิด mucinous และ serous ที่ไม่ได้มีลักษณะ micropapillary แนะนำให้ฮอร์โมนทดแทน (HRT) ในคนที่อายุน้อยกว่า 45 ปี หรือ คนที่อายุมากกว่า 45 ปีและมีอาการวัยทองได้ ส่วนชนิด serous ที่มีมีลักษณะ micropapillary หรือมีปัจจัยที่ทำให้พยากรณ์โรคแย่ ยังไม่ได้มีคำแนะนำชัดเจนในเรื่องการให้ฮอร์โมนทดแทน (HRT) และหากประเมินแล้วไม่เหมาะสมต่อการให้ฮอร์โมนทดแทน (HRT) แนะนำใช้ฮอร์โมนเฉพาะที่ในช่องคลอดแทนได้ หรือใช้ยากลุ่มอื่นๆ ที่ช่วยบรรเทาอาการวัยทองได้ เช่น gabapentin, selective serotonine receptor inhibitors (SSRIs) [16]

การติดตามผลการรักษา

การติดตามผลอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการตรวจพบการกลับเป็นซ้ำในรูปแบบเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง หรือมะเร็งชนิดลุกลามตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ซึ่งต้องทำการติดตามนานกว่าผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ชนิดอื่น ๆ เนื่องจากมีรายงานการกลับเป็นซ้ำและเสียชีวิตหลังการรักษาเกิน 10–15 ปี ในกรณีที่เกิดการกลับเป็นซ้ำช้าจนเกินไป อาจแยกไม่ออกระหว่างการกลับเป็นซ้ำของเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งเดิม กับเนื้องอกชนิดใหม่ที่เกิดขึ้น แต่การแยกความแตกต่างนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแนวทางการรักษา โดยผู้ป่วยเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งมีอัตราการกลับเป็นซ้ำโดยรวมประมาณ 11%

สำหรับการเปลี่ยนแปลงเป็นมะเร็งชนิดลุกลาม (malignant transformation) ซึ่งมักพบในระยะติดตามผลที่ยาวนานกว่า 5 ปี อัตราเกิดมะเร็งลุกลาม อยู่ที่ประมาณ 2%–4% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมะเร็งชนิด low-grade carcinoma [13]

วิธีการติดตาม

ระยะเวลาการติดตาม

– การตรวจร่างกายและตรวจภายในทางนรีเวชอย่างละเอียด

– การตรวจด้วยอัลตราซาวด์ (ทั้ง transvaginal และ transabdominal) ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการตรวจพบความผิดปกติภายในรังไข่และการลุกลามนอกรังไข่ โดยเฉพาะในผู้ที่รักษาแบบอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์

– การตรวจเลือดวัดระดับ CA-125 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ใช้ติดตามในผู้ป่วยที่แสดงระดับสูงในระหว่างวินิจฉัยครั้งแรก แต่เนื่องจากเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง mucinous มักไม่แสดงผล CA-125 สูง บางงานวิจัยจึงแนะนำให้ใช้ CA19-9 แทนในกรณีนี้

– ใน 2 ปีแรก ควรติดตามทุก 3 เดือน

– 3–5 ปีต่อมาติดตามทุก 6 เดือน

– ติดตามทุกปีหลังจากนั้นต่อเนื่องไป

บทสรุป

เนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งเป็นกลุ่มของเนื้องอกเยื่อบุผิวรังไข่ที่มีลักษณะผิดปกติมากกว่าเนื้องอกชนิดธรรมดา (benign) แต่ยังไม่มีการลุกลามแบบมะเร็ง (invasive carcinoma) โดยเฉพาะไม่มี stromal invasion ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของเนื้องอกชนิดนี้ การวินิจฉัยอาศัยการซักประวัติ แต่เนื่องด้วยไม่มีอาการที่เฉพาะเจาะจง จึงต้องอาศัยการตรวจร่ายกาย และการทำอัลตราซาวด์ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการช่วยวินิจฉัย อย่างไรก็ตามการยืนยันว่าเป็นเนื้องอกชนิดกึ่งมะเร็งนี้ ต้องได้ผลชิ้นเนื้อที่ยืนยันจากการส่งตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา ส่วนการรักษาโดยมากผู้ป่วยที่เป็นเนื้องอกชนิดกึ่งมะเร็งมักจะเป็นกลุ่มที่มีอายุน้อย อาจพิจารณารักษาด้วยการผ่าตัดแบบอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์ก่อนหากทำได้ แต่มีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้หากคนไข้อายุมากแล้ว และไม่ต้องการมีบุตรแล้ว แนะนำให้ตัดมดลูก รังไข่ร่วมกับท่อนำไข่ทั้งสองข้าง และก้อนเนื้องอกออกทั้งหมด รวมทั้งทำการประเมินระยะของโรคอย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งมีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้ช้า จึงต้องมีการติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง

เอกสารอ้างอิง

  1. Jonathan SB, Diana PE, Teri AL, Michael F. Epithelial ovarian cancer. In: Jonathan SB, editor. Berek and Novak’s Gynecology, 16th Edition: Philadelphia: Wolters Kluwer; 2020. p. 2545-2558.
  2. Fischerova D, Zikan M, Dundr P, Cibula D. Diagnosis, treatment, and follow-up of borderline ovarian tumors. Oncologist. 2012;17(12):1515-33.
  3. Abascal-Saiz A, Sotillo-Mallo L, de Santiago J, Zapardiel I. Management of borderline ovarian tumours: a comprehensive review of the literature. Ecancermedicalscience. 2014 Feb 17.
  4. Timor-Tritsch, I.E., Foley, C.E., Brandon, C., Yoon, E., Ciaffarrano, J., Monteagudo, A., Mittal, K. and Boyd, L. (2019), New sonographic marker of borderline ovarian tumor: microcystic pattern of papillae and solid components. Ultrasound Obstet Gynecol, 54: 395-402
  5. Van Gorp T, Veldman J, Van Calster B et al. Subjective assessment by ultrasound is superior to the risk of malignancy index (RMI) or the risk of ovarian malignancy algorithm (ROMA) in discriminating benign from malignant adnexal masses. Eur J Cancer 2012;48:1649 – 1656.
  6. Sun, Y., Xu, J., & Jia, X. (2020). The Diagnosis, Treatment, Prognosis and Molecular Pathology of Borderline Ovarian Tumors: Current Status and Perspectives. Cancer Management and Research, 12, 3651–3659.
  7. Borrelli GM, de Mattos LA, Andres MP, Goncalves MO, Kho RM, Abrao MS. Role of imaging tools for the diagnosis of borderline ovarian tumors: a systematic review and meta-analysis. J Minim Invasive Gynecol. 2017;24(3):353–363.
  8. Fauvet R, Boccara J, Dufournet C, Poncelet C, Daraï E. Laparoscopic management of borderline ovarian tumors: results of a French multicenter study. Ann Oncol. 2005 Mar:403-10.
  9. Romagnolo C, Gadducci A, Sartori E, Zola P, Maggino T. Management of borderline ovarian tumors: results of an Italian multicenter study. Gynecol Oncol. 2006 May;101(2):255-60.
  10. Fauvet R, Boccara J, Dufournet C, David-Montefiore E, Poncelet C, Daraï E. Restaging surgery for women with borderline ovarian tumors: results of a French multicenter study. Cancer. 2004 Mar 15;100(6):1145-51.
  11. van Leeuwen FE, Klip H, Mooij TM, van de Swaluw AM, Lambalk CB, Kortman M, Laven JS, Jansen CA, Helmerhorst FM, Cohlen BJ, Willemsen WN, Smeenk JM, Simons AH, van der Veen F, Evers JL, van Dop PA, Macklon NS, Burger CW. Risk of borderline and invasive ovarian tumours after ovarian stimulation for in vitro fertilization in a large Dutch cohort. Hum Reprod. 2011 Dec:3456-65.
  12. Crispens MA, Bodurka D, Deavers M et al. Response and survival in patients with progressive or recurrent serous ovarian tumors of low malignant potential. Obstet Gynecol 2002;99:3–10.
  13. Zanetta G, Rota S, Lissoni A et al. Ultrasound, physical examination, and CA 125 measurement for the detection of recurrence after conservative surgery for early borderline ovarian tumors. Gynecol Oncol 2001; 81:63– 66.
  14. Berek JS, Renz M, Kehoe S, Kumar L, Friedlander M. Cancer of the ovary, fallopian tube, and peritoneum: 2021 update. Int J Gynecol Obstet. 2021; 155(Suppl. 1): 61–85.
  15. Charakorn, C. Management of Borderline Ovarian Tumors. Thai J Obstet Gynaecol 2018, 26, 70-74.
  16. Canlorbe G, Lecointre L, Chauvet P, Azaïs H, Fauvet R, Uzan C. Tumeurs frontières de l’ovaire. Recommandations pour la pratique clinique du CNGOF – Prise en charge thérapeutique des stades précoces [Borderline Ovarian Tumours: CNGOF Guidelines for Clinical Practice – Therapeutic Management of Early Stages]. Gynecol Obstet Fertil Senol. 2020 Mar;48(3):287-303. French.
  17. Colombo, N.Baert. ESMO–ESGO consensus conference recommendations on ovarian cancer: pathology and molecular biology, early and advanced stages, borderline tumours and recurrent disease. Annals of Oncology, Volume 30, Issue 5, 672 – 705

 

Read More

Adnexal masses in pregnancy

จัดทำโดย พญ.กิตติภัฎ ตุ้ยเต็มวงค์
อาจารย์ที่ปรึกษา รศ.พญ.จารุวรรณ แซ่เต็ง


อุบัติการณ์[1]

สตรีตั้งครรภ์สามารถพบก้อนบริเวณปีกมดลูก (adnexal mass) ได้ประมาณร้อยละ 0.05-2.4 และร้อยละ 1-6 ของก้อนดังกล่าวสัมพันธ์กับมะเร็ง โดยอายุเฉลี่ยที่พบคือ 32.6 ปี (อยู่ในช่วง 23-46 ปี) และส่วนใหญ่มักพบในระยะแรก ร้อยละ 59 จากสถิติพบว่ามะเร็ง รังไข่ถือเป็นมะเร็งอันดับที่ห้าที่ถูกวินิจฉัยในช่วงตั้งครรภ์ รองลงมาจากมะเร็งเต้านม มะเร็งไทรอยด์ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Hodgkin เป็นต้น

ตารางที่ 1 แสดงอุบัติการณ์ของก้อนบริเวณปีกมดลูกที่พบในสตรีตั้งครรภ์[2]

ชนิดของก้อนบริเวณปีกมดลูก[1-4]

1. ก้อนบริเวณปีกมดลูกที่สัมพันธ์กับการตั้งครรภ์ (pregnancy-related maternal adnexal masses)

– Functional ovarian cysts (follicular cyst หรือ corpus luteum) ซึ่งเป็นภาวะปกติที่พบได้บ่อย ร้อยละ 70 ของ functional cysts มักพบในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ และยุบไปได้เองเมื่อเข้าสู่ช่วงไตรมาสที่สอง ส่วนใหญ่มีขนาดน้อยกว่า 5 เซนติเมตร[5]

– Hyperreactio luteinalis เป็นภาวะที่พบถุงน้ำจาก follicle หลายใบที่มีการ luteinization (luteinized follicular cysts) มักสัมพันธ์กับภาวะที่มี hCG สูง เช่น โรคเนื้องอกของเนื้อเยื่อรกในครรภ์ ครรภ์แฝด และทารกบวมน้ำ ภาพจากอัลตราซาวนด์มีลักษณะเป็น bilateral multilocular ovarian enlargement มักพบในช่วงไตรมาสที่สามของการตั้งครรภ์และยุบไปได้เองหลังคลอด

– Pregnancy luteomas เกิดจากการเพิ่มจำนวนของเซลล์ที่มีการ luteinization ในรังไข่ ภาพจากอัลตราซาวนด์จะเป็นลักษณะ solid, vascularized bilateral ovarian masses เนื่องจากลักษณะที่เป็น solid mass ทำให้บางครั้งอาจสับสนกับมะเร็งรังไข่ที่เป็น solid mass ได้ มักพบในช่วงหลังของการตั้งครรภ์และยุบไปได้เองหลังคลอด ร้อยละ 25 ของ luteomas มักสัมพันธ์กับการเกิดลักษณะความเป็นเพศชาย (virilization) เช่น พบภาวะขนดกในสตรีตั้งครรภ์ได้ และหากมารดามีอาการดังกล่าว อาจพบลักษณะความเป็นเพศชายในทารกเพศหญิงได้ถึงร้อยละ 60-70 ทั้งนี้โอกาสเกิดซ้ำในการตั้งครรภ์ครั้งถัดไปพบได้ค่อนข้างน้อย

– Extrauterine heterotopic pregnancy หมายถึง การตั้งครรภ์ภายในโพรงมดลูก (intrauterine pregnancy) และภายนอกโพรงมดลูก (extrauterine/ectopic pregnancy) ในคราวเดียวกัน โดยตำแหน่งของการตั้งครรภ์นอกมดลูกอาจพบได้ที่ท่อนำไข่ รังไข่ ปากมดลูก หรือภายในช่องท้องก็ได้ พบได้ประมาณ 1 ต่อ 30,000 การตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติ[2] และร้อยละ 0.1 ในสตรีที่ตั้งครรภ์จากกระบวนการเด็กหลอดแก้ว (in vitro fertilization)[6]

– Ovarian Hyperstimulation Syndrome (OHSS) พบเป็นลักษณะของถุงน้ำจาก follicle ของรังไข่หลายใบร่วมกับการซึมผ่านของผนังหลอดเลือดฝอยที่เพิ่มขึ้น (increased capillary permeability) และอาจนำไปสู่การเกิดน้ำในช่องท้อง น้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดหรือช่องเยื่อหุ้มหัวใจ ร่วมกับการบาดเจ็บไตเฉียบพลัน และพบภาวะเลือดแข็งตัวง่าย โดยส่วนใหญ่มักเป็นภาวะแทรกซ้อนจากการกระตุ้นการตกไข่ด้วยกระบวนการเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ในการรักษาภาวะมีบุตรยาก

2. ก้อนบริเวณปีกมดลูกที่ไม่จำเพาะต่อการตั้งครรภ์ (non-pregnancy-specific maternal adnexal masses)

2.1. Benign gynecological masses

– Mature cystic teratoma (dermoid cyst)[7] ถือเป็น benign germ cell tumor ชนิดหนึ่ง ภาพจากอัลตราซาวนด์มักเป็นลักษณะ unilocular cyst ที่มี mixed echogenicity content และมี acoustic shadow ร่วมด้วย โดยภาวะแทรกซ้อนที่พบ ได้แก่ ก้อนบิดขั้ว ก้อนแตก หรือกีดขวางช่องทางการคลอด เป็นต้น

– Ovarian cystadenomas เกิดมาจาก surface epithelium ซึ่งชนิดที่พบบ่อยในสตรีตั้งครรภ์ได้แก่ serous และ mucinous cystadenoma[2]

– Serous cystadenomas มักเป็นถุงน้ำผนังเรียบ มีของเหลวใสอยู่ภายใน ร้อยละ 15 มักพบที่รังไข่ทั้งสองข้าง ขนาดก้อนเฉลี่ยประมาณ 5-8 เซนติเมตร[8] ภาพจากอัลตราซาวนด์มักเป็นลักษณะ unilocular cyst, anechoic content, smooth internal walls[9]

– Mucinous cystadenomas มักมีขนาดใหญ่ ผนังค่อนข้างบาง มักพบข้างเดียว ของเหลวภายในมีลักษณะเป็น mucin[9]

– Endometrioma[10,11] มักมีขนาดไม่เกิน 10 เซนติเมตร ลักษณะอัลตราซาวนด์ที่พบได้บ่อยคือ unilocular cyst with ground glass echogenicity นอกจากนี้ในสตรีตั้งครรภ์อาจพบ decidualized endometrioma ได้ ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของ endometrioma เดิมภายใต้อิทธิพลของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ทำให้ endometrial stromal cells มีการขยายขนาดเพิ่มขึ้น ทำให้เกิด highly vascularized papillary projections และมีพื้นผิวค่อนข้างเรียบ ทำให้มีลักษณะคล้ายเนื้องอกชนิด borderline หรือ early-stage invasive malignancy ได้ ซึ่งมักมี highly vascularized papillary projections เช่นกัน แต่พื้นผิวมักไม่เรียบหรือมีความไม่สม่ำเสมอมากกว่า โดย papillary projections ใน decidualized endometriomas ส่วนใหญ่ ร้อยละ 85–90 จะยุบลงได้เองในช่วงหลังคลอด

– Tubal lesions[12] ได้แก่

– Hydrosalpinx ลักษณะเป็น elongated shape ที่มี incomplete septa และของเหลวภายในมีลักษณะเป็น anechoic content

– Acute salpingitis อาจพบข้างเดียวหรือสองข้าง เป็นก้อนยาวอยู่ข้างรังไข่และอาจมีเลือดมาเลี้ยงปริมาณมาก

– Pyosalpinx ลักษณะเป็น unilocular formation ที่มี incomplete septa และผนังหนา ของเหลวภายในมีลักษณะ anechoic หรือ low-level content อาจเห็นลักษณะ cogwheel sign ในภาพตัดขวางได้ ซึ่งเกิดจากกระบวนการอักเสบและ septum ที่บวมขึ้น

– Tubo-ovarian abscess ลักษณะเป็น unilocular หรือ multilocular ลักษณะ echogenicity ของของเหลวภายในค่อนข้างหลากหลาย

– Peritoneal pseudocysts (inclusion cysts)[13] เกิดจากการสะสมของของเหลวในช่องท้อง (peritoneal fluid) ที่ถูกขังอยู่ภายในพังผืด มักพบในผู้ที่เคยมีประวัติผ่าตัดช่องท้อง เคยติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน หรือเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่มาก่อน โดยลักษณะภาพทางอัลตราซาวนด์ที่พบคือ unilocular หรือ multilocular cysts ที่มี septa บางและเคลื่อนไหวได้ โดยลักษณะของถุงน้ำนั้นจะแนบไปตามผนังอุ้งเชิงกรานหรืออวัยวะข้างเคียงโดยรอบ ของเหลวภายในก้อนจะมีลักษณะเป็น anechoic หรือ low-level echogenicity

– Para-ovarian/ para-tubal cysts[4,14] อาจเกิดจากการโป่งพองของส่วน paramesonephric ducts ที่หลงเหลืออยู่ หรืออาจเป็น mesothelial inclusion cysts โดยถุงน้ำจาก paramesonephric ducts ที่พบบ่อยที่สุดคือ hydatid of Morgagni ซึ่งมักเป็นถุงน้ำมีขั้วและห้อยจาก fimbria ภาพอัลตราซาวนด์มักมีลักษณะเป็น thin-walled unilocular anechoic masses ขนาดมักน้อยกว่า 5 เซนติเมตร อยู่ชิดรังไข่แต่สามารถแยกออกจากรังไข่ได้ชัดเจน ร้อยละ 30 อาจพบลักษณะ papillary projections ร่วมด้วยได้ โดยเมื่อกดหรือดันบริเวณปีกมดลูกด้วยหัวตรวจทางช่องคลอด (split sign) สามารถสังเกตการเคลื่อนไหวของถุงน้ำไปในทิศทางตรงข้ามกับรังไข่ได้

– Uterine fibroids (leiomyoma)[15] เป็นก้อนชนิด solid ในอุ้งเชิงกรานที่พบได้บ่อยในสตรีตั้งครรภ์ ลักษณะภาพอัลตราซาวนด์ที่พบคือ hypoechoic solid masses with posterior acoustic shadowing โดยหากเป็น pedunculated subserous myoma (FIGO type 7) อาจสับสนกับก้อนบริเวณรังไข่ได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่สามารถเห็น vascular pedicle ที่มีต้นกำเนิดจากมดลูกได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ในสตรีตั้งครรภ์อาจพบลักษณะ red degeneration ของ myoma ซึ่งเกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงก้อนไม่เพียงพอจนเกิดภาวะขาดเลือดและมีเลือดออกหรือมีเลือดคั่งภายในก้อน (hemorrhagic infarction) ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องเฉียบพลันและกดเจ็บบริเวณมดลูกได้

2.2. Malignant gynecological masses[1,16]

– มะเร็งรังไข่ที่ได้รับการวินิจฉัยในระหว่างตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่มักอยู่ในระยะเริ่มต้น และมีพยากรณ์โรคที่ค่อนข้างดี ลักษณะอัลตราซาวนด์โดยทั่วไปคล้ายกับสตรีที่ไม่ตั้งครรภ์

– Epithelial ovarian tumors ร้อยละ 50 ของ epithelial ovarian tumors ที่พบคือกลุ่ม borderline ovarian tumors และอีกร้อยละ 50 เป็นกลุ่ม invasive

– Borderline ovarian tumors (BOT) ชนิดที่พบบ่อย ได้แก่ serous และ mucinous โดย serous BOT มักมีลักษณะเป็น cystic mass ที่มี papillary projections ซึ่งอาจพบการไหลเวียนเลือดเพิ่มขึ้นภายใน pedicle ส่วน mucinous BOT มักมีลักษณะเป็น muiticystic mass ที่มี septa อยู่ภายใน

– Epithelial ovarian cancer มักพบลักษณะเป็น irregular solid nodules, thickened and irregular septa หรือพบเป็น solid-cystic masses นอกจากนี้อาจพบน้ำในช่องท้อง รอยโรคฝังตัวที่เยื่อบุช่องท้อง หรือต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานโตได้อีกด้วย

– Germ cell tumors เป็นมะเร็งรังไข่ชนิดที่พบบ่อยที่สุดในสตรีตั้งครรภ์ ร้อยละ 75 เป็นกลุ่ม dysgerminoma มักพบในช่วงอายุ 20-30 ปี ส่วนใหญ่ของมะเร็งชนิด germ cell มักเป็นข้างเดียว ยกเว้น dysgerminoma ที่อาจพบสองข้างได้ ร้อยละ 10-15

– Sex-cord stromal tumors ร้อยละ 50 เป็นกลุ่ม granulosa cell tumors ร้อยละ 33 เป็นชนิด Sertoli-Leydig cell tumors ส่วนใหญ่มักเป็นข้างเดียว และร้อยละ 10-15 สามารถผลิตฮอร์โมนแอนโดรเจนได้ ส่งผลให้มารดามีลักษณะ virilization ถึงแม้ว่า sex-cord stromal tumors บางชนิดก็สามารถผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ แต่อาการอาจถูกบดบังด้วยการที่ร่างกายมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สูงอยู่แล้วจากการตั้งครรภ์

– Metastatic ovarian tumors[17] พบได้ค่อนข้างน้อย ซึ่งแพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่น อาทิเช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งลำไส้ เป็นต้น โดยก้อนมักมีลักษณะเป็น solid mass และมักเป็นสองข้าง

อาการแสดง[1]

– ในอดีตก่อนมีการใช้อัลตราซาวนด์อย่างแพร่หลาย สตรีตั้งครรภ์จำนวนมากไม่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีก้อนบริเวณปีกมดลูกมาก่อน มักตรวจพบระหว่างการผ่าตัดคลอด หรือภายหลังคลอดเมื่อเริ่มมีอาการ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันก้อนบริเวณปีกมดลูกส่วนใหญ่ตรวจพบโดยบังเอิญจากอัลตราซาวนด์ในช่วงไตรมาสแรก โดยที่ผู้ป่วยไม่มีอาการแสดงมาก่อน

– อาการแสดงอื่นที่อาจพบได้ ได้แก่

– อาการที่ไม่จำเพาะเจาะจง เช่น ปวดท้อง ปวดหลัง ท้องผูก ท้องโตขึ้น หรือมีอาการแสดงของระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ในสตรีตั้งครรภ์ทั่วไป จึงอาจทำให้การวินิจฉัยล่าช้าได้

– คลำได้ก้อนจากการตรวจหน้าท้องหรือตรวจภายใน หรือบางรายอาจตรวจภายในพบ adnexal mass, posterior cul-de-sac mass หรือ nodularity เป็นต้น

– ปวดท้องเฉียบพลัน จากการที่ตัวก้อนเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น มีการบิดขั้ว รั่ว หรือแตก เป็นต้น

– ตรวจพบผลเลือดผิดปกติจากการตรวจคัดกรองความผิดปกติของทารกในครรภ์เบื้องต้น เช่น ในรายที่เป็นมะเร็งรังไข่ชนิด germ cell อาจสัมพันธ์กับค่า AFP ที่สูง

การวินิจฉัย[1,18]

การวินิจฉัยโรคที่แท้จริง (definite diagnosis) คือ การตัดตัวก้อนบริเวณปีกมดลูกมาส่งตรวจทางพยาธิวิทยา โดยการอ่านผลทางพยาธิวิทยานั้น พยาธิแพทย์ต้องแปลผลด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากภาพทางพยาธิวิทยาของ low malignant potential จากรังไข่ในสตรีที่ตั้งครรภ์ อาจมีความคล้ายคลึงกับมะเร็งรังไข่ได้ อย่างไรก็ตาม ก้อนบริเวณปีกมดลูกบางชนิด เช่น corpus luteum, endometrioma, mature teratoma มีลักษณะภาพทางอัลตราซาวนด์ที่ค่อนข้างจำเพาะ ทำให้เราสามารถทราบวินิจฉัยเบื้องต้นได้จากอัลตราซาวนด์ แม้ไม่ได้ทำการผ่าตัด

1. การส่งตรวจทางรังสีวิทยา[18]

การตรวจวินิจฉัยโรคด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงบริเวณอุ้งเชิงกราน (Pelvic ultrasound)

– แนะนำเป็นวิธีแรก เนื่องจากมีความแม่นยำค่อนข้างสูง ราคาถูก และสามารถเข้าถึงได้ง่าย

– ลักษณะภาพทางอัลตราซาวนด์ที่สันนิษฐานว่าเป็น malignancy ได้แก่ ขนาดก้อนใหญ่กว่า 10 เซนติเมตร, ก้อนโตเร็วมากกว่า 0.35 เซนติเมตรต่อสัปดาห์, พบก้อนที่รังไข่ทั้งสองข้าง, พบ solid areas, multiloculated masses, gross internal septa, papillary projections, increased vasculature, พบ free abdominal-pelvic fluid หรือ ascites[19,20]

– ปัจจุบันมีการพัฒนา ultrasound scoring systems หลายรูปแบบ เพื่อช่วยประเมินลักษณะก้อนในอุ้งเชิงกราน โดยเดิมใช้เป็นหลักในสตรีที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ เช่น Sassone score, Lerner score, IOTA Simple Rules และ IOTA ADNEX model อย่างไรก็ตาม ในสตรีตั้งครรภ์ยังไม่มีข้อสรุปหรือคำแนะนำที่ชัดเจนว่าระบบใดมีความแม่นยำที่สุด เนื่องจากข้อมูลการศึกษายังมีจำกัดในประชากรกลุ่มนี้[2]

การตรวจวินิจฉัยโรคด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าบริเวณอุ้งเชิงกราน (MRI)

– พิจารณาทำในกรณีที่ทำอัลตราซาวนด์แล้วยังไม่ทราบผลวินิจฉัยที่แน่ชัด อาจพิจารณาส่งตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ปราศจาก Gadoliniumเพิ่มเติม (MRI without Gadolinium) เนื่องจากหากใช้ Gadolinium ซึ่งถือเป็นสารเคมีที่ละลายน้ำ สามารถผ่านรกและเข้าสู่น้ำคร่ำได้[21] จึงแนะนำให้ตรวจแบบ diffusion weighted imaging แทน

– ข้อดีของการทำ MRI คือ ช่วยประเมินลักษณะเนื้อเยื่อของก้อนได้ละเอียดขึ้น โดยเฉพาะในรายที่ต้องการแยกความแตกต่างระหว่างเนื้องอกมดลูก (pedunculated หรือ degenerative myoma) และเนื้องอกรังไข่ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการวางแผนการดูแล เช่น การพิจารณาติดตามอาการและเลื่อนการรักษาไปหลังคลอดในรายที่สันนิษฐานว่าไม่ใช่เนื้อมะเร็ง

การตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan)

– ควรหลีกเลี่ยงการทำ CT scan ในสตรีตั้งครรภ์ แม้ว่าปริมาณรังสีที่ฉายบริเวณอุ้งเชิงกรานจะอยู่ที่ 0.035 Gy ซึ่งน้อยกว่าปริมาณที่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ (น้อยกว่า 0.05 Gy) แม้ว่าจะไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้ง การพัฒนาของอวัยวะที่ผิดปกติแต่กำเนิด ทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้า และการตายของทารกในครรภ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตามมีบางการศึกษาพบว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในวัยเด็ก อีกทั้งการได้รับสารทึบรังสีจากการทำ CT scan จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการที่ต่อมไทรอยด์ของทารกในครรภ์ถูกกดการทำงานชั่วคราว

– การทำ fluorodeoxyglucose (FDG) PET/CT อาจมีประโยชน์สำหรับการประเมินการแพร่กระจายของตัวโรคไปบริเวณต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะข้างเคียง แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่ได้แนะนำให้ตรวจเป็นมาตรฐานในสตรีตั้งครรภ์ เนื่องจากการทำ diffusion-weighted imaging MRI มีประสิทธิภาพเทียบเท่าและมีความปลอดภัยที่สูงกว่า แต่หากมีความจำเป็นต้องทำ FDG PET/CT แนะนำให้ใช้ปริมาณรังสีในขนาดที่ต่ำลงและเพิ่มระยะเวลาการถ่ายภาพให้นานขึ้น นอกจากนี้ควรแนะนำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากขึ้น และปัสสาวะบ่อยขึ้น หรือพิจารณาใส่สายสวนปัสสาวะคาไว้ในบางกรณี เพื่อลดการได้รับรังสีของทารกในครรภ์[22]

การถ่ายภาพเอกซเรย์ปอดก่อนผ่าตัด (CXR)[23]

– ไม่แนะนำให้ตรวจ CXR ก่อนผ่าตัดในผู้ป่วยทุกราย ควรพิจารณาทำเฉพาะรายที่มีข้อบ่งชี้ เช่น สงสัยพยาธิสภาพที่ปอดหรือมีโรคระบบทางเดินหายใจอยู่เดิม ระหว่างการตรวจควรใช้ abdominal shield เพื่อช่วยลดการได้รับรังสีของทารกในครรภ์ ทั้งนี้ปริมาณรังสีจาก CXR โดยทั่วไปอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับเกณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์

2. Tumor markers[1,18]

– แม้ว่าการตรวจ serum tumor markers มักถูกนำมาใช้ประกอบการประเมินผู้ป่วยที่มีก้อนรังไข่เพื่อวางแผนการผ่าตัดในสตรีทั่วไป แต่ในสตรีตั้งครรภ์ไม่ได้แนะนำให้ตรวจเป็นมาตรฐาน เนื่องจาก oncofetal antigens เช่น AFP, hCG, CEA, CA-125 มีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการพัฒนาของทารกในครรภ์ ทำให้ค่าที่ตรวจพบอาจสูงกว่าปกติหรือแปรผันตามอายุครรภ์ อีกทั้งอาจเปลี่ยนแปลงได้จากภาวะแทรกซ้อนทางสูติกรรมหรือความผิดปกติของทารก เช่น preeclampsia, Down syndrome, neural tube defect ส่งผลให้การแปลผลมีข้อจำกัด[24]

– CA-125 ถูกผลิตได้จากเนื้อเยื่อหลายชนิดรวมถึงเยื่อบุโพรงมดลูก และมักสูงในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์และระยะหลังคลอด[24] โดยอาจยังมีประโยชน์ในช่วงอายุครรภ์ 15 สัปดาห์จนกระทั่งคลอด เนื่องจากระยะนี้หากพบ CA-125 สูงมักไม่ได้เป็นผลมาจากการตั้งครรภ์ หากค่า CA-125 อยู่ในช่วง 1,000-10,000 U/mL จะนึกถึง epithelial ovarian cancer แต่หากค่าอยู่ในช่วง 75-150 U/mL อาจเป็นผลมาจากการตั้งครรภ์ หรือเป็นเนื้องอกรังไข่กลุ่มที่ไม่ได้ผลิต CA-125

– Alpha-fetoprotein (AFP) มีค่าสูงขึ้นช่วงอายุครรภ์ 14-32 สัปดาห์ เนื่องจาก AFP ถูกผลิตจากถุงไข่แดง ตับ และระบบทางเดินอาหารของทารกในครรภ์ โดย AFP ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งในการคัดกรองภาวะดาวน์ซินโดรม และทารกที่มีความผิดปกติของท่อประสาท หากพบค่า AFP มีค่าสูงมากผิดปกติโดยไม่มีหลักฐานสนับสนุนความผิดปกติของทารก มักสัมพันธ์กับ germ cell tumors เช่น endodermal sinus tumor, embryonal carcinoma และ mixed tumor เป็นต้น[25]

– Lactate dehydrogenase (LDH) หากพบว่ามีค่าสูงมักสัมพันธ์กับ dysgerminoma ส่วนในสตรีตั้งครรภ์ทั่วไปจะมีค่า LDH อยู่ในเกณฑ์ปกติ อาจพบค่าสูงได้ในรายที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษ

– Inhibin B และ anti-Müllerian hormone (AMH) ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นจากการตั้งครรภ์ หากพบว่ามีค่าสูงมักสัมพันธ์กับ granulosa cell tumor

– Beta-human chorionic gonadotropin (B-hCG) หากพบว่ามีค่าสูงมักสัมพันธ์กับ choriocarcinoma แต่ในสตรีตั้งครรภ์ก็สามารถพบ hCG มีค่าสูงขึ้นได้ตลอดการตั้งครรภ์เช่นกัน

– Human epididymis protein 4 (HE4) ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นจากการตั้งครรภ์ ดังนั้นจึงถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการติดตามการตอบสนองต่อการรักษา หรือการกลับมาเป็นซ้ำของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งรังไข่

แนวทางการดูแลรักษา[26]

การเลือกแนวทางการรักษาก้อนบริเวณปีกมดลูกระหว่างตั้งครรภ์เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาประโยชน์และความเสี่ยงต่อมารดาและทารกในครรภ์อย่างรอบคอบ เนื่องจากหลักฐานเชิงประจักษ์ยังจำกัดและส่วนใหญ่เป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง จึงควรตัดสินใจโดยทีม สหสาขาวิชาชีพ การผ่าตัดระหว่างตั้งครรภ์มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นทั้งระหว่างและหลังผ่าตัด ดังนั้นหากประเมินตัวก้อนแล้วพบว่าความเป็นไปได้ของมะเร็งต่ำ อาจพิจารณาเลื่อนการผ่าตัด เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น อย่างไรก็ตามการเฝ้าสังเกตต้องคำนึงถึงโอกาสเป็นมะเร็งและภาวะแทรกซ้อนจากตัวก้อนที่อาจต้องผ่าตัดฉุกเฉิน เช่น การบิดขั้ว การแตก หรือการกีดขวางการคลอดร่วมด้วย

แผนภาพที่ 1 แสดงแนวทางการรักษาก้อนบริเวณปีกมดลูกที่พบในสตรีตั้งครรภ์[2]

1. การรักษาแบบอนุรักษ์[26]

– พิจารณาทำในรายที่ก้อนขนาดไม่ใหญ่ และลักษณะที่พบจากอัลตราซาวนด์ไม่พบลักษณะสงสัยมะเร็ง โดยสามารถติดตามอัลตราซาวนด์เป็นระยะได้ โดยก้อนส่วนใหญ่มีแนวโน้มยุบได้เองในช่วงปลายการตั้งครรภ์หรือช่วงหลังคลอด

– หากตรวจพบก้อนในไตรมาสแรก ควรประเมินซ้ำในช่วงอายุครรภ์ 18–22 สัปดาห์ หากตรวจพบก้อนในไตรมาสที่สอง ควรติดตามประเมินซ้ำที่อายุครรภ์ 32–36 สัปดาห์ และหากพบในไตรมาสสุดท้าย สามารถพิจารณาจัดการในระหว่างการผ่าตัดคลอด (หากมีข้อบ่งชี้ต้องผ่าตัดคลอด) หรือดำเนินการหลังคลอด 6 สัปดาห์

2. การรักษาโดยการผ่าตัด[2]

พิจารณาทำในรายที่

– มีอาการแสดงของภาวะแทรกซ้อนจากตัวก้อน เช่น ก้อนบิดขั้ว หรือแตกรั่ว

– รายที่ไม่มีอาการแสดง แต่ยังคงตรวจพบตัวก้อนอยู่แม้เข้าสู่ช่วงไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์ โดยก้อนมีขนาดมากกว่า 10 เซนติเมตร หรือในรายที่สันนิษฐานว่าเป็นก้อนเนื้อร้ายจากลักษณะที่พบจากอัลตราซาวนด์ ได้แก่ solid content, papillary area หรือ septate เป็นต้น[27]

ระยะเวลาที่เหมาะสำหรับการผ่าตัด[1]

– ระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการผ่าตัด คือ ช่วงไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์ (ช่วงอายุครรภ์ 14-20 สัปดาห์)[4]

เนื่องจาก – ในช่วงอายุครรภ์นี้ functional cysts ส่วนใหญ่จะสามารถยุบไปได้เอง

– ระยะที่ตัวอ่อนสร้างอวัยวะ (organogenesis) เสร็จสิ้นแล้ว ทำให้ความเสี่ยงที่ยาหรือสารที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัดหรือการดมยาสลบจะก่อความพิการแต่กำเนิดจากยา (drug-induced teratogenesis) ลดลง

– แหล่งสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพื่อพยุงการตั้งครรภ์ จะเปลี่ยนจาก corpus luteum ไปเป็นรก ดังนั้นการผ่าตัดที่กระทบต่อรังไข่ (รวมถึง oophorectomy) มีโอกาสส่งผลต่อการแท้งน้อยลง เมื่อเทียบกับระยะแรกของการตั้งครรภ์

– ช่วงอายุครรภ์นี้จะพ้นช่วงที่มีความเสี่ยงแท้งเองตามธรรมชาติสูง ซึ่งมักสัมพันธ์กับความผิดปกติของโครโมโซมหรือการพัฒนาของทารกในระยะแรกของการตั้งครรภ์

– ในกรณีที่ตรวจพบก้อนในไตรมาสที่สามและประเมินแล้วว่าก้อนมีความเสี่ยงต่อมะเร็งต่ำ โดยทั่วไปอาจพิจารณาเลื่อนการผ่าตัดไปหลังคลอด หรือรอจนทารกมีความสมบูรณ์เพียงพอ (fetal maturity) เนื่องจากการผ่าตัดในช่วงอายุครรภ์มากมีโอกาสกระตุ้นให้เกิดการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดได้ นอกจากนี้เมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้น มดลูกและทารกมีขนาดใหญ่ขึ้น ส่งผลให้การเข้าถึงและทัศนวิสัยของบริเวณผ่าตัดลดลง ทำให้ทำหัตถการได้ยากขึ้น และอาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด

– จำเป็นต้องผ่าตัดแบบวางแผน (elective surgery) เนื่องจากการศึกษาแบบ meta-analysis พบว่ามีความปลอดภัยมากกว่าการผ่าตัดฉุกเฉิน โดยพบว่าการผ่าตัดฉุกเฉินเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งบุตรที่สูงกว่า (5% เทียบกับ 1%) และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดที่มากกว่า (12% เทียบกับ 4%)[28]

ช่องทางการผ่าตัด (Route of surgery)[18]

การตัดสินใจเลือกช่องทางการผ่าตัด ขึ้นกับหลายปัจจัย ได้แก่ ขนาดของตัวก้อน ลักษณะของตัวก้อน การแพร่กระจายของตัวโรค อายุครรภ์ ความต้องการของผู้ป่วย และประสบการณ์ของแพทย์ผู้ผ่าตัด เป็นต้น

1. การผ่าตัดส่องกล้อง (Laparoscopic surgery) พิจารณาทำในรายที่สันนิษฐานว่าตัวก้อนบริเวณปีกมดลูกไม่ใช่มะเร็ง (benign)

– ข้อดี : เสียเลือดน้อยกว่า ขณะผ่าตัดมีการขยับมดลูกน้อยกว่า อาการปวดหลังผ่าตัดน้อยกว่า ฟื้นตัวได้เร็ว ลดความเสี่ยงการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลสั้นกว่า และความเสี่ยงการเกิดแผลติดเชื้อต่ำกว่า

– ข้อเสีย : ขณะผ่าตัดมีการใส่แก๊สเข้าไปในช่องท้อง ส่งผลให้ความดันในช่องท้องสูงขึ้น ทำให้การไหลเวียนของเลือดบริเวณรกลดลง และอาจส่งผลให้ทารกมีภาวะเลือดเป็นกรดได้ (fetal acidosis) นอกจากนี้ในรายที่มีการใช้ Veress needle หรือขณะใส่ trocar มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บต่อมดลูก เกิดมดลูกทะลุ ส่งผลให้มีภาวะน้ำเดินก่อนกำหนด หรือคลอดก่อนกำหนดได้

2. การผ่าตัดเปิดทางหน้าท้อง (Laparotomy) พิจารณาทำในรายที่สันนิษฐานว่าตัวก้อนบริเวณปีกมดลูกคล้ายมะเร็ง (malignancy)

– ข้อดี : มีทัศนวิสัยของบริเวณผ่าตัดที่กว้างกว่า สามารถประเมินต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานจากการคลำได้ และไม่มีการใช้แก๊สขณะผ่าตัด

– ข้อเสีย : มีโอกาสเสียเลือดมากกว่า มีอาการปวดหลังผ่าตัดที่มากกว่า ฟื้นตัวนาน และมีระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลที่ยาวนานกว่า

ข้อพิจารณาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผ่าตัด[1]

1. การลงแผลผ่าตัด

– แนะนำให้ลงแผลเป็น vertical midline skin incision เนื่องจากให้ทัศนวิสัยกว้าง เข้าถึงอุ้งเชิงกรานและช่องท้องส่วนบนได้ดี และช่วยลดความจำเป็นในการขยับหรือโยกมดลูกระหว่างผ่าตัด

2. กรณีก้อนมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งสูง (malignancy)

– พิจารณาผ่าตัดปีกมดลูกข้างที่มีรอยโรคออก และทำการเก็บน้ำภายในช่องท้องเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา (peritoneal washing)

– พิจารณา biopsy รังไข่ฝั่งตรงข้ามกับที่มีรอยโรค เฉพาะในกรณีที่สันนิษฐานว่ามีรอยโรคที่ผิดปกติ

3. กรณีก้อนมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งต่ำ (benign)

– ในรายที่คาดว่าเป็น benign ovarian cysts เช่น corpus luteum, dermoid cyst, serous หรือ mucinous cystadenoma อาจพิจารณาทำเป็น ovarian cystectomy ก่อน แต่หากภายในก้อนมีส่วนประกอบเป็นของแข็ง ผิวก้อนมีลักษณะขรุขระ หรือตรวจพบน้ำในช่องท้อง สันนิษฐานว่าเป็น malignancy สามารถพิจารณาตัดปีกมดลูกข้างนั้น เพื่อส่ง frozen section ได้

4. กรณีที่ผ่าตัดเอา corpus luteum ออก[4]

– ก่อนอายุครรภ์ 10 สัปดาห์ จำเป็นต้องมีการให้โปรเจสเตอโรนเสริม เนื่องจาก corpus luteum มีหน้าที่หลักในการผลิตฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ช่วงพยุงการตั้งครรภ์ให้ดำเนินต่อไปได้ โดยขนาดของโปรเจสเตอโรนที่แนะนำ ได้แก่

1. micronized progesterone ขนาด 200 หรือ 300 มิลลิกรัม รับประทานวันละครั้ง โดยให้เสริมจนถึงอายุครรภ์ 10 สัปดาห์

2. 8% progesterone vaginal gel (Crinone) 1 applicator ทาช่องคลอดวันละครั้ง ร่วมกับการรับประทาน micronized progesterone ขนาด 100 หรือ 200 มิลลิกรัม รับประทานวันละครั้ง โดยให้เสริมจนถึงอายุครรภ์ 10 สัปดาห์

3. 17-hydroxyprogesterone caproate ขนาด 150 มิลลิกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ โดยหากตัด corpus luteum ออกในช่วงอายุครรภ์ 8-10 สัปดาห์ ให้ฉีดเพียงหนึ่งครั้งทันทีหลังผ่าตัด แต่หากตัด corpus luteum ในช่วงอายุครรภ์ 6–8 สัปดาห์ ให้ฉีดทันทีหลังผ่าตัด และให้เพิ่มเติมอีก 2 ครั้ง ที่ 1 และ 2 สัปดาห์หลังการให้ครั้งแรก

– หลังอายุครรภ์ 10 สัปดาห์ โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องให้โปรเจสเตอโรนเสริม เนื่องจากบทบาทการสร้างโปรเจสเตอโรนจาก corpus luteum ลดลง และรกกลายเป็นแหล่งผลิตหลัก

5. กรณีผ่าตัดคลอด

– หากสงสัยว่าก้อนบริเวณปีกมดลูกเป็นเนื้อร้ายระหว่างผ่าตัดคลอด ให้พิจาณาตัดตัวก้อนออก แล้วส่งตรวจ frozen section

– กรณีที่บังเอิญพบก้อนระหว่างผ่าตัดคลอด และผล frozen section ยืนยันว่าเป็นมะเร็ง ควรพิจารณาทำ salpingo-oophorectomy ข้างที่เป็นรอยโรค และส่งต่อ/ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งนรีเวช เพื่อวางแผนการรักษาต่อเนื่องหลังคลอด รวมถึงการพิจารณา staging เพิ่มเติมตามข้อบ่งชี้

– กรณีที่ทราบว่ามีก้อนบริเวณปีกมดลูกมาก่อนตั้งแต่ในระยะฝากครรภ์ สตรีตั้งครรภ์ควรได้รับการพูดคุยถึงแผนการรักษาล่วงหน้า หากตัวก้อนมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งสูง ขณะผ่าตัดคลอดควรลงแผล midline incision และควรมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งนรีเวชร่วมประเมินขณะผ่าตัดคลอด หากทำการผ่าตัดคลอดเรียบร้อย ควรตัดตัวก้อนออก แล้วส่งตรวจ frozen section หากผลเป็นมะเร็ง ให้พิจารณาทำ complete surgical staging ต่อ

ตารางที่ 2 แสดงแนวทางปฏิบัติที่แนะนำสำหรับการผ่าตัดส่องกล้องในสตรีตั้งครรภ์[2]

ประเด็นพิจารณา แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ องค์กรที่แนะนำ*
การเตรียมการ

ก่อนผ่าตัด

การผ่าตัดที่ไม่เร่งด่วน (non-urgent surgery) ควรเลื่อนออกไปในระยะหลังคลอด ACOG, BSGE
การตั้งครรภ์ไม่ควรเป็นเหตุให้เลื่อนการผ่าตัดฉุกเฉิน
ควรทำการผ่าตัดในสถานพยาบาลที่มีความพร้อมทั้งด้านสูติกรรม ทารกแรกเกิด และกุมารเวชกรรม
สามารถทำการผ่าตัดผ่านกล้องได้อย่างปลอดภัยในทุกไตรมาสของการตั้งครรภ์ SAGES
ควรให้วิสัญญีแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านสูติกรรมเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยทำการทบทวนและประเมินก่อนผ่าตัดเกี่ยวกับลักษณะเฉพาะที่สัมพันธ์กับการตั้งครรภ์และโรคร่วมของผู้ป่วย BSGE
หากขาดผู้เชี่ยวชาญในการผ่าตัดส่องกล้องในสตรีตั้งครรภ์ การผ่าตัดแบบเปิดทางหน้าท้อง ถือว่ายอมรับได้
การระงับความรู้สึก ไม่พบหลักฐานชัดเจนว่ายาที่ใช้ดมยาสลบมาตรฐานในขนาดมาตรฐานก่อให้เกิดความพิการแต่กำเนิด ACOG, BSGE
เมื่อใช้ในขนาดมาตรฐาน การได้รับยาสลบของมารดาไม่มีผลต่อการพัฒนาสมองของทารกในครรภ์ ACOG
การจัดท่าผู้ป่วย หลังพ้นไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ แนะนำให้จัดท่าผู้ป่วยเป็นท่านอนตะแคงซ้าย (left lateral decubitus) หรือท่านอนตะแคงซ้ายบางส่วน (partial left lateral decubitus) SAGES
การกำหนด

ตำแหน่งพอร์ต 

การเข้าถึงช่องท้องในระยะแรก สามารถทำได้อย่างปลอดภัยด้วยวิธีเปิดแบบ Hasson (open technique), การใช้ Veress needle, หรือเทคนิค optical trocar แต่ต้องคำนึงถึงระดับยอดมดลูกร่วมด้วย SAGES
ควรประเมินขนาดมดลูกด้วยการคลำหรืออัลตราซาวนด์ BSGE
ข้อดีของการเปิดช่องท้องแบบ Hasson (open technique) ช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บต่อมดลูก หรือการแตก/รั่วของถุงน้ำรังไข่
ตำแหน่ง primary port ได้แก่ umbilical, supra‑umbilical หรือ Palmer’s point ควรเลือกตามขนาดมดลูก ตำแหน่งของพยาธิสภาพ และประสบการณ์ของผู้ผ่าตัด
การวาง secondary port ด้านเดียวกับรอยโรค อาจช่วยหลีกเลี่ยงความจำเป็นในการสอด/ใช้อุปกรณ์ผ่าตัดข้ามมดลูกที่ตั้งครรภ์ได้
ความดันลม

ในช่องท้อง

ความดันของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เหมาะสม (CO₂ insufflation) ควรอยู่ในช่วง 10–15 มิลลิเมตรปรอท อย่างไรก็ตามควรมีการปรับตามสรีรวิทยาของผู้ป่วย SAGES
ความดันเริ่มต้นสำหรับช่วงใส่พอร์ต ควรอยู่ในช่วง 20–25 มิลลิเมตรปรอท แต่ความดันระหว่างผ่าตัด ไม่ควรเกิน 12 มิลลิเมตรปรอท BSGE
การสร้าง pneumoperitoneum และการปรับเปลี่ยนท่าของมารดา ควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป
การติดตาม CO₂ ระหว่างผ่าตัด ควรตรวจติดตามค่า CO₂ ระหว่างผ่าตัดด้วยเครื่อง capnography SAGES
ควรใช้เครื่อง capnography และควรหลีกเลี่ยงภาวะ CO₂ ในเลือดของมารดาต่ำหรือสูงเกินไป BSGE
การเลือกกล้องสำหรับผ่าตัด สามารถเลือกใช้ laparoscope ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 มิลลิเมตร และ 10 มิลลิเมตรได้อย่างเหมาะสม โดยการใช้กล้องมุมมอง 30 องศา อาจเป็นประโยชน์ในการผ่าตัดมากขึ้น BSGE
แหล่งจ่ายพลังงาน การใช้แหล่งจ่ายพลังงานชนิด ultrasonic, bipolar และ monopolar สำหรับการผ่าตัดส่องกล้องในสตรีตั้งครรภ์ถือว่ามีความปลอดภัย BSGE
การติดตามอัตราการเต้นหัวใจทารก การติดตามอัตราการเต้นหัวใจทารกอาจช่วยในการจัดท่ามารดาและการดูแลระบบหัวใจและการหายใจ และอาจมีผลต่อการตัดสินใจให้คลอดของทารกในครรภ์ ACOG
สำหรับทารกที่ถึงเกณฑ์อยู่รอดได้ (viable fetus) ควรทำการติดตามอัตราการเต้นหัวใจทารกพร้อมกับการติดตามการหดรัดตัวของมดลูก ก่อนและหลังผ่าตัด
สำหรับทารกที่ยังไม่ถึงเกณฑ์อยู่รอดได้ (previable fetus) การตรวจพบอัตราการเต้นหัวใจทารกด้วย Doppler ก่อนและหลังผ่าตัดถือว่าเพียงพอ
อาจพิจารณาติดตามอัตราการเต้นหัวใจทารกระหว่างผ่าตัดเมื่อทารกถึงเกณฑ์อยู่รอดได้ และอาจมีการพิจารณาการผ่าตัดคลอดฉุกเฉิน
แนะนำให้ติดตามอัตราการเต้นหัวใจทารกก่อนและหลังผ่าตัดเมื่ออายุครรภ์เกินเกณฑ์อยู่รอดได้ อย่างไรก็ตามไม่แนะนำการติดตามอัตราการเต้นหัวใจทารกระหว่างผ่าตัด BSGE, SAGES
ยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก ก่อนทำการผ่าตัด ไม่แนะนำการให้ยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูกเพื่อป้องกันการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด (routine prophylactic use) BSGE, SAGES
การให้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ก่อนคลอด ควรพิจารณาให้ corticosteroid ในผู้ป่วยที่มีทารกอยู่ในช่วงอายุครรภ์ที่คลอดก่อนกำหนดแต่มีโอกาสรอดได้ (viable premature gestational ages) ACOG, BSGE
Anti‑D immunoglobulin ก่อนการผ่าตัด ไม่จำเป็นต้องให้ anti‑D immunoglobulin เพื่อการป้องกัน BSGE
ยาปฏิชีวนะ ไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ ยกเว้นในกรณีที่สันนิษฐานว่ามีการติดเชื้อ BSGE
การป้องกันลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำ ควรคัดกรองความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันบริเวณหลอดเลือดดำ และให้การป้องกันในระหว่างผ่าตัดที่เหมาะสม ACOG
ควรพิจารณาการป้องกันด้วยยา โดยใช้ low‑molecular‑weight heparin BSGE
แนะนำให้ใช้ sequential compression devices ระหว่างและหลังผ่าตัด และส่งเสริมให้ลุกเดินจากเตียงโดยเร็วหลังผ่าตัด SAGES

*ACOG[29] (American College of Obstetricians and Gynecologists), BSGE[30] (British Society for Gynaecological Endoscopy), SAGES[31] (Society of American Gastrointestinal and Endoscopic Surgeons)

แนวทางการรักษาในกรณีที่เป็นมะเร็งรังไข่[23,26]

1. Borderline ovarian tumors (BOT)

– การทำ cystectomy หรือ adnexectomy ระหว่างตั้งครรภ์ ยังไม่มีข้อมูลชัดเจน

– แนะนำให้พิจารณาทำ complete surgical staging หลังคลอด ตามความเหมาะสม

2. Epithelial ovarian cancer (EOC)

2.1. Early stage (FIGO I–II)

– แนะนำให้ทำ surgical staging ระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งรวมถึง unilateral adnexectomy, infracolic omentectomy, appendectomy, peritoneal cytology, peritoneal biopsies และ lymph node dissection

– อย่างไรก็ตาม การทำ surgical staging อาจมีข้อจำกัดเมื่อมดลูกโต ทำให้ประเมิน pelvic peritoneum และ pouch of Douglas ได้ไม่ครบถ้วน หากประเมินไม่ครบ ควรวางแผน restaging อีกครั้งหลังคลอด

– Low risk (stage IA-IB, grade 1-2) รักษาโดยการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว

– High risk (stage IC-IIA, grade 3 endometrioid, high grade serous, carcinosarcoma) ควรได้รับ adjuvant chemotherapy หลังผ่าตัด เพื่อช่วยลดการกลับเป็นซ้ำและเพิ่มอัตรารอดชีวิตที่ห้าปี

2.2. Advanced stage (FIGO III–IV)

– หากวินิจฉัยในช่วงครึ่งแรกของการตั้งครรภ์ ควรพิจารณายุติการตั้งครรภ์ ตามด้วยการรักษาตามแนวทางมาตรฐาน

– หากผู้ป่วยประสงค์จะตั้งครรภ์ต่อ หรือถูกวินิจฉัยในช่วงครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ ให้ทำ biopsy หรือ adnexectomy เพื่อยืนยันพยาธิสภาพ ตามด้วยการให้ platinum-based chemotherapy ในไตรมาสที่สองและสาม เพื่อลด disease burden และวางแผนทำ cytoreductive surgery หลังคลอด เพื่อผ่าตัดลดรอยโรคให้เหลือน้อยที่สุด

3. Germ cell ovarian cancer

– หลังผ่าตัด แนะนำให้ยาเคมีบำบัดเกือบทุกราย ยกเว้น dysgerminoma stage IA และ immature teratoma stage I, grade I

4. Sex cord-stromal tumors

– Stage I low risk รักษาด้วยการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว

– Stage I high risk (เช่น ก้อนแตก, stage IC, poorly differentiated tumor, ขนาดมากกว่า 10-15 เซนติเมตร) และ stage II-IV ควรได้รับ platinum-based chemotherapy ต่อ

แผนภาพที่ 2 แสดงแนวทางการรักษา epithelial ovarian cancers ในสตรีตั้งครรภ์[23]

แผนภาพที่ 3 แสดงแนวทางการรักษา non-epithelial ovarian cancers ในสตรีตั้งครรภ์[23]

การตัดสินใจที่จะตั้งครรภ์ต่อหรือยุติการตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละบุคคล โดยการตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ตั้งแต่ช่วงแรกไม่ได้ส่งผลให้ผลลัพธ์ของการรักษามะเร็งรังไข่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สตรีตั้งครรภ์อาจจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยอื่นร่วม อาทิเช่น ความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์หรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการรักษาระหว่างการตั้งครรภ์ พยากรณ์โรคของผู้ป่วย หรือผลของการรักษาต่อการตั้งครรภ์ในครั้งถัดไป เป็นต้น

Systemic treatment[18,23]

1. Chemotherapy ความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ (teratogenicity) ขึ้นกับชนิดของยาเคมีบำบัดและช่วงอายุครรภ์ที่ได้รับยาเป็นหลัก

ช่วงอายุครรภ์ที่ได้รับยาเคมีบำบัด

– ช่วง 8-14 วันหลังปฏิสนธิ (conception) จะเป็นช่วง all or nothing period คือ ยาอาจไปขัดขวางกระบวนการฝังตัวของตัวอ่อน (implantation) และนำไปสู่การแท้งได้ หรือกระบวนการฝังตัวของตัวอ่อนสามารถเกิดขึ้นได้ปกติ โดยที่ยาไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของตัวอ่อน เนื่องจากตัวอ่อนมี totipotent cells ซึ่งมีส่วนช่วยในการซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ที่ถูกทำลาย

– ช่วงอายุครรภ์ 3-8 สัปดาห์ จะเป็นช่วงที่สำคัญที่สุด เนื่องจากเป็นช่วงที่อวัยวะของตัวอ่อนมีการพัฒนา (organogenesis) โดยเฉพาะช่วง 3-5 สัปดาห์แรก จะเป็นช่วงที่เนื้อเยื่อมีการเปลี่ยนแปลงเร็วที่สุด ทำให้การได้รับยาเคมีบำบัดในช่วงนี้มีความเสี่ยงสูงต่อความพิการแต่กำเนิดและผลรุนแรงที่ไม่สามารถย้อนกลับได้

– หลังพ้นช่วง organogenesis การให้ยาเคมีบำบัดถือว่าปลอดภัยมากขึ้นสำหรับทารกในครรภ์ โดยยาเคมีบำบัดหลายชนิด เช่น taxanes, platinum agents, anthracyclines, etoposide และ bleomycin สามารถใช้ได้ในช่วงไตรมาสที่สองและสาม ดังนั้นจึงแนะนำให้เริ่มยาเคมีบำบัดหลังจากพ้นช่วงอายุครรภ์ 14 สัปดาห์[32]

– ไม่แนะนำให้ให้ยาเคมีบำบัดหลังอายุครรภ์ 35 สัปดาห์ หรือควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 3 สัปดาห์ก่อนคลอด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการที่ยาเคมีบำบัดไปยับยั้งการทำงานของไขกระดูก เช่น เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หรือภาวะตกเลือดในระยะคลอด ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อมารดาและทารกได้[33]

ชนิดของยาเคมีบำบัด

– กลุ่ม EOC ยาเคมีบำบัดที่แนะนำได้แก่ paclitaxel และ carboplatin

– Paclitaxel ส่วนใหญ่ไม่พบผลร้ายแรงต่อทารกในครรภ์ มีบางรายงานพบทารกที่มีภาวะ pyloric stenosis และพบการยับยั้งการทำงานของไขกระดูกในช่วงวัยเด็ก

– Carboplatin จากการศึกษาพบว่าไม่พบความผิดปกติทางโครงสร้างร้ายแรงในทารกที่ได้รับยาในช่วงไตรมาสที่สองและสาม

– กลุ่ม Non-EOC ยาเคมีบำบัดที่แนะนำได้แก่ bleomycin etoposide และ cisplatin (BEP regimen)

– Bleomycin พบว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะทารกในครรภ์โตช้า ในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อ COVID-19 มีการยกเลิกการใช้ยา bleomycin เนื่องจากส่งผลให้เกิด pulmonary fibrosis และเปลี่ยนไปใช้ etoposide และ cisplatin แทน (EP regimen)[34]

– Etoposide แม้ว่ามีผลต่อการทำงานไขกระดูก แต่จากการศึกษาพบว่ามีความปลอดภัยและสามารถใช้ร่วมกับ cisplatin ในสตรีตั้งครรภ์ได้

– Cisplatin มีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อระบบการได้ยินของทารกในครรภ์ โดยความเสี่ยงดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามขนาดยาที่ได้รับ

– ผู้เชี่ยวชาญบางรายแนะนำให้ใช้ paclitaxel และ carboplatin แทน BEP regimen เนื่องจากมีการศึกษาแล้วว่าสูตรดังกล่าวไม่ได้ด้อยกว่า BEP regimen ทั้งในแง่ของอัตราการกลับมาเป็นซ้ำและอัตราการรอดชีวิต[35]

– ขนาดยาเคมีบำบัดที่แนะนำสามารถใช้เป็นขนาดเดียวกับผู้ที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ได้ โดยพิจาณาตาม actual body weight คำนวณเป็น dose/m2 หรือ dose/kg2

2. Anti-VEGF และ antiangiogenic drugs ห้ามใช้ในสตรีตั้งครรภ์ทุกราย

– หากให้ยาภายในสัปดาห์แรกหลังปฏิสนธิ อาจทำให้เกิด all or none effect ได้ คือ การตั้งครรภ์นั้นอาจจะสิ้นสุดลง หรืออาจดำเนินต่อไปโดยไม่ส่งผลเสียใดเลย และหากได้รับยาในช่วงไตรมาสแรก จะเพิ่มความเสี่ยงของการแท้ง การพัฒนาของโครงสร้างที่ผิดปกติ และมีการสร้างหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะของทารกในครรภ์ที่ผิดปกติไป นอกจากนี้หากได้รับยาหลังไตรมาสที่สองจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้า ความดันโลหิตสูง และเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษได้

3. Targeted therapy ควรหลีกเลี่ยงในสตรีตั้งครรภ์และสตรีให้นมบุตรทุกราย

4. Biological agents ที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด[4]

– Granulocyte colony-stimulating factors เช่น filgrastim (Neupogen) และ pegfilgrastim (Neulasta) พบว่ามีความปลอดภัยหากใช้ในสตรีตั้งครรภ์[36]

– Erythropoietin alfa (Procrit) จากการศึกษาแบบ case report พบว่ามีความปลอดภัยหากใช้ในสตรีตั้งครรภ์

– Thrombopoietin-receptor agonists เช่น romiplostim และ eltrombopag พบว่ามีความปลอดภัยหากใช้ในสตรีตั้งครรภ์

ตารางที่ 3 แสดงแนวทางการดูแลรักษาผู้ที่เป็นมะเร็งระหว่างตั้งครรภ์ ตาม SMFM guideline 2026[36]

ประเด็นพิจารณา แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ ระดับความน่าเชื่อถือ*
การส่งตรวจทาง

รังสีวิทยา

แนะนำให้ตรวจอัลตราซาวนด์และ MRI แบบไม่ฉีดสารทึบรังสี เป็นวิธีแรกในการประเมินสตรีตั้งครรภ์ที่สงสัยมะเร็ง 2B
การทำ CT scan (ทั้งฉีดหรือไม่ฉีดสารทึบรังสี), MRI with gadolinium และ 18F‑FDG‑PET/CT ไม่ควรทำในหญิงตั้งครรภ์ เว้นแต่มีข้อบ่งชี้ทางคลินิก 1C
การป้องกันภาวะ

ลิ่มเลือดอุดตัน

แนะนำให้เริ่ม thromboprophylaxis ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งทางโลหิตวิทยาหรือมะเร็งนรีเวชระหว่างตั้งครรภ์ทุกราย และพิจารณาในมะเร็งชนิดอื่นตามปัจจัยเสี่ยงรายบุคคล 1C
การผ่าตัดรักษามะเร็งระหว่างตั้งครรภ์ แนะนำว่าไม่ควรชะลอหรือหลีกเลี่ยงการผ่าตัดที่จำเป็นต่อการรักษามะเร็งในสตรีตั้งครรภ์ ไม่ว่าอยู่ในช่วงอายุครรภ์ใดก็ตาม 1C
การให้ยาเคมีบำบัด โดยทั่วไปแนะนำให้เริ่มยาเคมีบำบัดหลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ หากผู้ป่วยต้องการตั้งครรภ์ต่อ และการชะลอการรักษาจนพ้น 12 สัปดาห์ไม่ได้ส่งผลให้พยากรณ์โรคของมารดาแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการเริ่มรักษาทันทีหลังวินิจฉัย 1C
หากเป็นไปได้แนะนำให้หลีกเลี่ยงการคลอดก่อนกำหนดที่เกิดจากข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ (iatrogenic preterm delivery) เพื่อให้ผลลัพธ์ด้านพัฒนาการทางระบบประสาทระยะยาวของเด็กที่ได้รับยาเคมีบำบัดในครรภ์ดีขึ้น 2C
โดยทั่วไปแนะนำให้หยุดเคมีบำบัดที่อายุครรภ์ 34 สัปดาห์ เพื่อให้มีเวลา 3–4 สัปดาห์สำหรับการฟื้นตัวจากภาวะกดไขกระดูกก่อนคลอดเองหรือคลอดแบบวางแผน ยกเว้น weekly paclitaxel ซึ่งสามารถให้ได้ถึง 35–36 สัปดาห์ เนื่องจากต้องการเวลาฟื้นตัวก่อนคลอดเพียง 1–2 สัปดาห์ 1C
การรักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด แนะนำให้ methylprednisolone ชนิดฉีด 6.25 มิลลิกรัม (เทียบเท่า dexamethasone 10 มิลลิกรัม) หรือ prednisolone ชนิดรับประทาน 30 มิลลิกรัม (เทียบเท่า dexamethasone 6 มิลลิกรัม) เป็นทางเลือกแรกสำหรับการรักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนจากยาเคมีบำบัด เมื่อมีข้อบ่งชี้ต้องใช้ corticosteroids 1B
การตรวจ cell‑free DNA แนะนำให้พิจารณามะเร็งเป็นหนึ่งในโรคที่ต้องนึกถึงในสตรีตั้งครรภ์ที่ผลคัดกรอง cell‑free DNA พบความผิดปกติของโครโมโซมหลายตำแหน่ง หรือพบภาวะ monosomy ของโครโมโซมร่างกายหนึ่งแท่ง (single autosomal monosomy) หากผลดังกล่าวไม่สอดคล้องกับความผิดปกติของทารกที่ตรวจพบ 1C
การติดตามการเจริญเติบโตของทารก แนะนำให้ติดตามการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ด้วยการอัลตราซาวนด์ ทุก 3–4 สัปดาห์ ในสตรีตั้งครรภ์ที่ได้รับการวินิจฉัยมะเร็ง โดยไม่ขึ้นกับชนิดของการรักษา 1C
การเฝ้าระวังทารกก่อนคลอด แนะนำให้เริ่มการเฝ้าระวังทารกก่อนคลอดตั้งแต่อายุครรภ์ 32 สัปดาห์ ในครรภ์ที่มีการวินิจฉัยมะเร็ง ไม่ว่าจะได้รับการรักษาใดก็ตาม เว้นแต่มีข้อบ่งชี้ให้เริ่มเร็วกว่านั้นจากเหตุผลทางฝั่งมารดาหรือทารก 1C
กำหนดคลอด โดยทั่วไปแนะนำให้หลีกเลี่ยงการวางแผนคลอดก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ ในสตรีตั้งครรภ์ที่เป็นมะเร็ง เว้นแต่มีข้อบ่งชี้ทางสูติกรรม 1C
วิธีการคลอด แนะนำให้กำหนดวิธีคลอดตามข้อบ่งชี้ทางสูติกรรมตามปกติ 1C
การส่งตรวจรก แนะนำให้ส่งตรวจพยาธิวิทยาของรกในผู้ป่วยมะเร็งทุกรายที่ตั้งครรภ์ โดยไม่ขึ้นกับชนิดของมะเร็งหรือแนวทางการรักษาที่ได้รับ 1C

*1B : Strong recommendation, moderate-quality evidence, 1C : Strong recommendation, low-quality evidence, 2B : Weak recommendation, moderate-quality evidence, 2C : Weak recommendation, low-quality evidence

พยากรณ์โรค[1]

ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อพยากรณ์ของโรค ได้แก่ พยาธิสภาพของตัวก้อนและระยะของตัวโรค ส่วนใหญ่มักพบในระยะแรก พยากรณ์โรคค่อนข้างดี อัตราการรอดชีวิตที่ห้าปีอยู่ที่ร้อยละ 72-91[37] แต่หากตรวจพบน้ำในช่องท้อง จะบ่งบอกถึงมะเร็งระยะลุกลาม และมีพยากรณ์โรคที่ค่อนข้างแย่

สรุป

ก้อนบริเวณปีกมดลูก (adnexal masses) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยระหว่างตั้งครรภ์ โดยส่วนใหญ่เป็นก้อนที่ไม่ใช่เนื้อร้ายหรืออาจเป็นถุงน้ำจากการทำงานของรังไข่ซึ่งอาจยุบหายได้เอง อย่างไรก็ตามยังคงมีโอกาสพบก้อนมะเร็งได้ จึงจำเป็นต้องมีการประเมินอย่างถูกต้อง เพื่อนำไปสู่การวางแผนการดูแลรักษาที่เหมาะสม โดยอัลตราซาวนด์ถือเป็นการตรวจหลักในการจำแนกลักษณะก้อนและประเมินความเสี่ยง และอาจพิจารณาทำ MRI แบบไม่ฉีดสารทึบรังสีในกรณีที่ผลไม่ชัดเจน โดยเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนจากก้อนเฉียบพลันสามารถผ่าตัดได้ตามข้อบ่งชี้ในทุกไตรมาส แต่หากเป็นการผ่าตัดที่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือช่วงไตรมาสที่สอง ทั้งนี้การผ่าตัดส่องกล้องโดยทั่วไปมีความปลอดภัยและเอื้อต่อการฟื้นตัวมากกว่าการผ่าตัดเปิดทางหน้าท้อง อย่างไรก็ตามในรายที่สงสัยมะเร็งควรพิจารณาการผ่าตัดเปิดทางหน้าท้องและการประเมินระยะโรคให้เหมาะสม ร่วมกับการดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพในสถานพยาบาลที่มีความพร้อม เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อมารดาและทารกในครรภ์

เอกสารอ้างอิง

  1. Runowicz CD, Brewer M. Adnexal mass: evaluation and management in pregnancy. In: UpToDate [Internet]. Waltham (MA): UpToDate, Inc.; 2025 Mar 14 [cited 2026 Apr 1].
  2. Cathcart AM, Nezhat FR, Emerson J, et al. Adnexal masses during pregnancy: diagnosis, treatment, and prognosis. Am J Obstet Gynecol. 2023;228:601-612.
  3. Djokovic D, Pinto P, Reis I. Maternal adnexal masses in pregnancy. Best Pract Res Clin Obstet Gynaecol. 2025;102:102643.
  4. Cunningham FG, Leveno KJ, Dashe JS, et al. Neoplastic disorders. In: Williams obstetrics. 26th ed. New York: McGraw Hill; 2022. p.1162-1171.
  5. Hoover K, Jenkins TR. Evaluation and management of adnexal mass in pregnancy. Am J Obstet Gynecol. 2011;205(2):97-102.
  6. Elsayed S, Farah N, Anglim M. Heterotopic pregnancy: case series and review of diagnosis and management. Case Rep Obstet Gynecol. 2023;2023:2124191.
  7. Heremans R, et al. Imaging in gynecological disease (24): clinical and ultrasound characteristics of ovarian mature cystic teratomas. Ultrasound Obstet Gynecol. 2022;60(4):549-558.
  8. Limaiem F. Synchronous occurrence of hepatic mucinous cystic neoplasm and serous ovarian cystadenoma. Clin Case Rep. 2023;11(8):e7760.
  9. Baser E, et al. Adnexal masses encountered during cesarean delivery. Int J Gynaecol Obstet. 2013;123(2):124-126.
  10. Landolfo C, et al. Benign descriptors and ADNEX in two-step strategy to estimate risk of malignancy in ovarian tumors: retrospective validation in IOTA5 multicenter cohort. Ultrasound Obstet Gynecol. 2023;61(2):231-242.
  11. Mascilini F, et al. Imaging in gynecological disease. 10: clinical and ultrasound characteristics of decidualized endometriomas surgically removed during pregnancy. Ultrasound Obstet Gynecol. 2014;44(3):354-360.
  12. Sayasneh A, et al. The characteristic ultrasound features of specific types of ovarian pathology (review). Int J Oncol. 2015;46(2):445-458.
  13. Hoffer FA, et al. Peritoneal inclusion cysts: ovarian fluid in peritoneal adhesions. Radiology. 1988;169(1):189-191.
  14. Barloon TJ, et al. Paraovarian and paratubal cysts: preoperative diagnosis using transabdominal and transvaginal sonography. J Clin Ultrasound. 1996;24(3):117-122.
  15. Hakoun AM, et al. Adnexal masses in pregnancy: an updated review. Avicenna J Med. 2017;7(4):153-157.
  16. Causa Andrieu PI, Wahab SA, Nougaret S, et al. Ovarian cancer during pregnancy. Abdom Radiol (NY). 2023;48(5):1694-1708.
  17. Yacobozzi M, Nguyen D, Rakita D. Adnexal masses in pregnancy. Semin Ultrasound CT MR. 2012;33(1):55-64.
  18. Michalczyk K, Cymbaluk-Płoska A. Approaches to the diagnosis and management of ovarian cancer in pregnancy. Cancer Manag Res. 2021;13:2329-2339.
  19. Minig L, Otaño L, Diaz-Padilla I, et al. Therapeutic management of epithelial ovarian cancer during pregnancy. Clin Transl Oncol. 2013;15(4):259-264.
  20. Yen CF, Lin SL, Murk W, et al. Risk analysis of torsion and malignancy for adnexal masses during pregnancy. Fertil Steril. 2009;91(5):1895-1902.
  21. Kanal E, Barkovich AJ, Bell C, et al. ACR guidance document on MR safe practices: 2013. J Magn Reson Imaging. 2013;37(3):501-530.
  22. Vandecaveye V, Amant F, Lecouvet F, et al. Imaging modalities in pregnant cancer patients. Int J Gynecol Cancer. 2021;31(3):423-431.
  23. Amant F, Berveiller P, Boere IA, et al. Gynecologic cancers in pregnancy: guidelines based on a third international consensus meeting. Ann Oncol. 2019;30:1601-1612.
  24. Sarandakou A, Protonotariou E, Rizos D. Tumor markers in biological fluids associated with pregnancy. Crit Rev Clin Lab Sci. 2007;44:151.
  25. Frederiksen MC, Casanova L, Schink JC. An elevated maternal serum alpha-fetoprotein leading to the diagnosis of an immature teratoma. Int J Gynaecol Obstet. 1991;35:343.
  26. Martone S, Troìa L, Luisi S. Adnexal masses during pregnancy: management for a better approach. Gynecol Surg. 2021;18:3.
  27. Montes De Oca MK, Dotters-Katz SK, Kuller JA, Previs RA. Adnexal masses in pregnancy. Obstet Gynecol Surv. 2021;76:437-450.
  28. Cusimano MC, Liu J, Azizi P, et al. Adverse fetal outcomes and maternal mortality following non-obstetric abdominopelvic surgery in pregnancy: a systematic review and meta-analysis. Ann Surg. 2021. Epub ahead of print.
  29. American College of Obstetricians and Gynecologists’ Committee on Obstetric Practice. ACOG Committee Opinion No. 775: nonobstetric surgery during pregnancy. Obstet Gynecol. 2019;133:e285-e286.
  30. Ball E, Waters N, Cooper N, et al. Evidence-based guideline on laparoscopy in pregnancy: commissioned by the British Society for Gynaecological Endoscopy (BSGE) endorsed by the Royal College of Obstetricians & Gynaecologists (RCOG). Facts Views Vis Obgyn. 2019;11:5-25.
  31. Pearl JP, Price RR, Tonkin AE, Richardson WS, Stefanidis D. SAGES guidelines for the use of laparoscopy during pregnancy. Surg Endosc. 2017;31:3767-3782.
  32. Schaefer C. Arzneimitteltherapiesicherheit in der Schwangerschaft – eine besondere Herausforderung [Drug safety in pregnancy-a particular challenge]. Bundesgesundheitsblatt Gesundheitsforschung Gesundheitsschutz. 2018;61(9):1129-1138.
  33. Amant F, Loibl S, Neven P, et al. Breast cancer in pregnancy. Lancet. 2012;379(9815):570-579.
  34. Slimano F, Baudouin A, Zerbit J, et al. Cancer, immune suppression and coronavirus disease-19 (COVID-19): need to manage drug safety (French Society for Oncology Pharmacy [SFPO] guidelines). Cancer Treat Rev. 2020;88:102063.
  35. Shah R, Xia C, Krailo M, et al. Is carboplatin-based chemotherapy as effective as cisplatin-based chemotherapy in the treatment of advanced-stage dysgerminoma in children, adolescents and young adults? Gynecol Oncol. 2018;150(2):253-260.
  36. Gulersen M, Bonanno C, Brandt JS, et al; Society for Maternal-Fetal Medicine (SMFM) Publications Committee. Society for Maternal-Fetal Medicine Consult Series #76: cancer in pregnancy. Pregnancy (Wiley). 2026;2:e70221.
  37. Cairncross ZF, Shack L, Nelson G, et al. Long-term mortality in individuals diagnosed with cancer during pregnancy or postpartum. JAMA Oncol. 2023;9:791.

 

Read More

การใช้ยาฮอร์โมนรักษาวัยทองในผู้ป่วยมะเร็ง

พญ.จริยา วุฒิปรีดี
ผศ. นพ. ฉลอง ชีวเกรียงไกร


บทนำ

วัยหมดประจำเดือนในสตรี หมายถึงช่วงการเปลี่ยนผ่านจากระยะก่อนหมดประจำเดือนที่รังไข่ยังทำงานได้ตามปกติ ไปสู่ระยะหลังหมดประจำเดือนซึ่งมีการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงหรือบกพร่อง ทั้งนี้ช่วงเวลาการเริ่มต้นและระยะเวลาของวัยหมดประจำเดือนแตกต่างกันไปในสตรีแต่ละราย1 โดยเฉลี่ยเกิดขึ้นเมื่ออายุประมาณ 51 ปี1 อย่างไรก็ตามพบว่าประมาณร้อยละ 40 ของสตรีที่เป็นมะเร็งทางนรีเวชอยู่ในช่วงก่อนหมดประจำเดือนหรือระยะใกล้หมดประจำเดือนในขณะได้รับการวินิจฉัยโรค2

การรักษาแบบผสมผสานหลายรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการผ่าตัด เคมีบำบัด หรือการฉายรังสี มักส่งผลให้เกิดภาวะหมดประจำเดือนที่ถูกกระตุ้นจากการรักษา (induced menopause)2 โดยภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยอันควรเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคกระดูกพรุน นอกจากนี้อาการของวัยหมดประจำเดือน เช่น อาการร้อนวูบวาบ การถดถอยของสมรรถภาพทางสติปัญญา และความผิดปกติด้านเพศสัมพันธ์ ยังสามารถลดคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ3

การรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการบรรเทาอาการของวัยหมดประจำเดือน2, 3 ดังนั้น บุคลากรทางการแพทย์จึงจำเป็นต้องพิจารณาชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงและประโยชน์ของการใช้ฮอร์โมนทดแทนในผู้ป่วยกลุ่มนี้อย่างรอบคอบ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนหลักฐานทางวิชาการเกี่ยวกับการใช้ฮอร์โมนในการรักษาอาการของภาวะวัยทองในผู้ป่วยมะเร็งทางนรีเวช โดยจำแนกตามชนิดของมะเร็ง

มะเร็งปากมดลูก (cervical cancer)

จำนวนผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ต่อปีทั่วโลกมีประมาณ 661,000 ราย4 และมะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับที่สามในสตรีอายุต่ำกว่า 50 ปีทั่วโลก5 อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ป่วยดังกล่าวมีแนวโน้มลดลงในอนาคตอันใกล้ อันเป็นผลมาจากประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมา (human papillomavirus; HPV) ทั้งนี้ การรักษามะเร็งปากมดลูกมักส่งผลให้เกิดภาวะหมดประจำเดือนจากการรักษาทางการแพทย์ เช่น การผ่าตัดมดลูกร่วมกับการตัดรังไข่และท่อนำไข่ออกทั้งสองข้าง หรือการฉายรังสีบริเวณอุ้งเชิงกราน ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย ส่งผลให้ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกจำนวนมากมีความจำเป็นต้องได้รับการพิจารณาการรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทน (HRT)3

ในปัจจุบัน ทั้งมะเร็งปากมดลูกชนิด squamous cell carcinoma และ adenocarcinoma ยังคงถูกจัดว่าเป็นมะเร็งที่ไม่ขึ้นกับฮอร์โมน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะพบการแสดงออกของตัวรับเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนในผู้ป่วยประมาณร้อยละ 39 และ 33 ตามลำดับ แต่หลักฐานในปัจจุบันไม่แสดงความสัมพันธ์กับอัตราการกลับเป็นซ้ำของโรคหรืออัตราการรอดชีวิตโดยรวม2, 6 แม้ว่าจะจัดเป็นมะเร็งที่ไม่ขึ้นกับฮอร์โมน แต่ความปลอดภัยของการใช้ HRT ในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกยังคงเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงในวรรณกรรมทางการแพทย์

การศึกษาแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม (RCT) เพียงฉบับเดียวที่ประเมินผลของการใช้ฮอร์โมนทดแทนในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก คือการศึกษาของ Ploch ในปี ค.ศ. 1987 ซึ่งติดตามผู้ป่วยระยะ I–II จำนวน 120 รายเป็นเวลา 5 ปี และแบ่งออกเป็นกลุ่มที่ได้รับฮอร์โมนสูตรต่าง ๆ และกลุ่มควบคุม โดยพบว่า HRT สามารถบรรเทาอาการวัยทองและภาวะแทรกซ้อนหลังการฉายรังสีได้โดยไม่ส่งผลเสียต่อผลลัพธ์ทางมะเร็งวิทยา เนื่องจากอัตราการกลับเป็นซ้ำของโรคในกลุ่มที่ได้รับฮอร์โมนและกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (20% เทียบกับ 32%, p ≤ 0.05) อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ไม่ได้ระบุชนิดทางพยาธิวิทยา และไม่สามารถแยกผลลัพธ์ระหว่าง squamous cell carcinoma และ adenocarcinoma ได้อย่างชัดเจน7

ต่อมามีการศึกษาแบบ multicenter case-control ของ Lacey และคณะ8ซึ่งรวมผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกชนิด adenocarcinoma จำนวน 124 ราย ชนิด squamous cell carcinoma จำนวน 139 ราย และกลุ่มควบคุมสุขภาพดี 307 ราย พบว่า การใช้ฮอร์โมนทดแทนมีแนวโน้มสัมพันธ์กับการเกิด AC (OR = 2.1; 95% CI 0.95–4.6) แต่ไม่สัมพันธ์กับ SCC (OR = 0.85; 95% CI 0.34–2.1) โดยความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และไม่พบความสัมพันธ์กับระยะเวลาการใช้หรืออายุที่เริ่มใช้ HRT ทั้งนี้ มีเพียงการใช้เอสโตรเจนเดี่ยวเท่านั้นที่แสดงแนวโน้มเพิ่มความเสี่ยงต่อ AC (OR = 2.7) ซึ่งแสดงได้ว่าหลักฐานเกี่ยวกับบทบาทของ HRT ต่อความเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูกยังคงมีความไม่แน่ชัด

ในทำนองเดียวกันมีการศึกษาแบบ observational cohort จากประเทศฟินแลนด์ซึ่งรวมสตรีอายุ 50 ปีที่ใช้ฮอร์โมนทดแทนอย่างน้อย 6 เดือน จำนวน 243,857 ราย พบว่า การใช้ HRT น้อยกว่า 5 ปีไม่สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปากมดลูก ขณะที่การใช้มากกว่า 5 ปีสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของ squamous cell carcinoma (SIR = 0.34; 95% CI 0.16–0.65) และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของ adenocarcinoma (SIR = 1.83; 95% CI 1.24–2.59) ซึ่งผู้วิจัยอธิบายว่าอาจเกิดจากความไวต่อฮอร์โมนของเยื่อบุปากมดลูกด้านในที่มีลักษณะคล้ายเยื่อบุโพรงมดลูก และผลลัพธ์ที่ยังไม่ชัดเจนนี้ได้ส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการใช้ HRT ในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก โดยเฉพาะในผู้ป่วยชนิด adenocarcinoma9

อย่างไรก็ตาม หลักฐานล่าสุดจากการศึกษาแบบ retrospective ในปี ค.ศ. 202110 ซึ่งรวมผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกชนิด adenocarcinoma ระยะ 1B–2B อายุต่ำกว่า 50 ปี จำนวน 58 ราย และแบ่งเป็นกลุ่มที่เก็บรังไข่ไว้ กลุ่มที่เกิดภาวะหมดประจำเดือนจากการรักษาและได้รับ HRT และกลุ่มที่เกิดภาวะหมดประจำเดือนจากการรักษาแต่ไม่ได้รับ HRT พบว่า แม้จะมีจำนวนตัวอย่างค่อนข้างน้อย แต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในอัตราการรอดชีวิตโดยรวม อัตราการรอดชีวิตเฉพาะโรค หรืออัตราการรอดชีวิตโดยไม่เกิดการลุกลามของโรคระหว่างทั้งสามกลุ่ม ซึ่งสนับสนุนว่าการใช้ HRT ไม่ส่งผลเสียต่อผลลัพธ์การรักษาในผู้ป่วย adenocarcinoma

จากหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่พบว่าการใช้ฮอร์โมนทดแทนเพิ่มความเสี่ยงต่อการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งปากมดลูก แม้ว่าบางการศึกษาจะรายงานความสัมพันธ์ระหว่าง HRT กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของ adenocarcinoma อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะสรุปความสัมพันธ์เชิงสาเหตุได้อย่างชัดเจน

แนวทางเวชปฏิบัติของ European Menopause and Andropause Society ร่วมกับ International Gynecologic Cancer Society และ European Society of Gynecological Oncology จึงระบุว่า HRT ไม่ถือเป็นข้อห้ามในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก และสามารถพิจารณาให้การรักษาตามแนวทางของภาวะหมดประจำเดือนตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าผู้ป่วยที่เกิดภาวะหมดประจำเดือนจากการรักษายังได้รับ HRT ในสัดส่วนที่ต่ำกว่าที่ควร และมักได้รับการรักษาในระยะเวลาที่สั้นกว่าที่แนะนำ ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกวัยหนุ่มสาวให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น11, 12 ดังนั้น ในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก HRT สามารถพิจารณาให้ได้อย่างปลอดภัย เนื่องจากโรคไม่ได้เป็น hormone-dependent tumor โดยควรพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะในผู้ป่วยชนิด adenocarcinoma

มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial cancer)

มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial cancer; EC) เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับที่หกในสตรีทั่วโลก มีรายงานผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 420,000 ราย5 ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักได้รับการวินิจฉัยในระยะเริ่มต้น โดยประมาณ 80% อยู่ในระยะที่ I และมีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี มากกว่า 95% มะเร็งชนิด endometrioid มีความสัมพันธ์กับภาวะได้รับเอสโตรเจนเกิน (hyperestrogenism) โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ การไม่เคยมีบุตร วัยหมดประจำเดือนช้า ภาวะอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และการได้รับเอสโตรเจนโดยไม่มีโปรเจสโตเจนมาหักล้างอย่างเหมาะสม ในขณะที่มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกชนิดที่ไม่ขึ้นกับเอสโตรเจน (estrogen-independent EC) มักสัมพันธ์กับประวัติการได้รับรังสีรักษาบริเวณอุ้งเชิงกรานมาก่อน หรือการใช้ tamoxifen ในอดีต13 การรักษามะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกขึ้นอยู่กับปัจจัยพยากรณ์โรคหลายประการ โดยแนวทาง ESGO/ESTRO/ESP ได้มีการปรับปรุงการจัดกลุ่มพยากรณ์โรค โดยรวมการจำแนกทางโมเลกุลเข้าไปด้วย ได้แก่ POLEmut

,MMRd ,NSMP (no specific molecular profile) ,p53mut อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะนำ molecular classification มาใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาความปลอดภัยของ HRT ในทางคลินิก

การรักษาหลักคือการผ่าตัดเพื่อให้ได้การตัดก้อนมะเร็งออกอย่างสมบูรณ์ (cytoreductive intent) โดยปัจจุบันการผ่าตัดแบบแผลเล็ก (minimally invasive surgery) ถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด มาตรฐานการผ่าตัดคือการตัดมดลูกและปีกมดลูกทั้งสองข้าง (simple hysterectomy with bilateral adnexectomy) ร่วมกับการประเมินต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานและพาราเอออร์ติก ซึ่งอาจทำโดยการตัดต่อมน้ำเหลือง หรือการตรวจ sentinel lymph node ได้เข้ามาแทนที่การตัดต่อมน้ำเหลืองแบบกว้างในโรคระยะเริ่มต้น13 ในผู้ป่วยก่อนวัยหมดประจำเดือน อาจพิจารณาเก็บรังไข่ไว้ได้ในบางราย โดยเฉพาะผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 45 ปี ที่เป็น endometrioid ชนิดเกรดต่ำ มีการลุกลามเข้า myometrium น้อยกว่า 50% และไม่มีหลักฐานของโรคนอกมดลูก อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ตัดท่อนำไข่ (salpingectomy) ร่วมด้วย14

มีการศึกษาแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมก่อนหน้า (GOG137) พบว่าการให้เอสโตรเจนทดแทน (estrogen replacement therapy; ERT) หลังการผ่าตัดในผู้ป่วยมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะที่ I–II ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการกลับเป็นซ้ำของโรค โดยพบอัตราการกลับเป็นซ้ำ 2.3% ในกลุ่มที่ได้รับ ERT เทียบกับ 1.9% ในกลุ่มยาหลอก15 อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ถูกยุติก่อนกำหนดเนื่องจากรับสมัครผู้ป่วยได้ช้า ทำให้จำนวนตัวอย่างไม่เพียงพอ นอกจากนี้มีการศึกษาหลายฉบับในปัจจุบันยังไม่พบการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงต่อการกลับเป็นซ้ำในผู้ป่วยมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะต้นที่มีความเสี่ยงต่ำและได้รับฮอร์โมนทดแทน16, 17 ในทางตรงกันข้าม ยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนการใช้ฮอร์โมนทดแทนในผู้ป่วยมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะลุกลาม (stage III–IV) ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ใช้เอสโตรเจนทดแทนในผู้ป่วยกลุ่มนี้ โดยควรเลือกการรักษาที่ไม่ใช้ฮอร์โมนสำหรับอาการ vasomotor symptoms และการป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก2

นอกจากนี้การศึกษาที่ประเมินการจำแนกมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกตามลักษณะทางโมเลกุล18พบว่าเนื้องอกในกลุ่ม NSMP มักมีการแสดงออกของตัวรับเอสโตรเจน และการมี estrogen receptor เป็นบวกสัมพันธ์กับพยากรณ์โรคที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยของการใช้ฮอร์โมนทดแทนตาม molecular subtype ยังมีจำกัด

มะเร็งซาร์โคมาของมดลูก (uterine sarcomas) ซึ่งรวมถึง leiomyosarcoma, low-grade endometrial stromal sarcoma, high-grade endometrial stromal sarcoma และ undifferentiated uterine sarcoma มีคำแนะนำของ EMAS 202011 พบว่าอาจเป็นเนื้องอกที่ขึ้นกับฮอร์โมน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง low-grade endometrial stromal sarcoma มักตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาต้านฮอร์โมนเอสโตรเจน แม้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยของการใช้ hormone replacement therapy (HRT) ในผู้ป่วยมะเร็งซาร์โคมาของมดลูกจะมีจำกัด แต่ควรเลือกการรักษาที่ไม่ใช้ฮอร์โมนในผู้ป่วยกลุ่มนี้ โดยเฉพาะในกรณีของ low-grade endometrial stromal sarcoma ซึ่งการใช้ HRT อาจถือเป็นข้อห้าม.

โดยข้อสรุปที่สามารถนำมาใช้ในทางปฏิบัติ ได้แก่13

  • สามารถพิจารณาให้ HRT เพื่อรักษาอาการวัยหมดประจำเดือนที่รบกวนคุณภาพชีวิต ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะเริ่มต้น ชนิดเกรดต่ำ หลังได้รับการผ่าตัดรักษาแล้ว
  • ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอสำหรับการแนะนำการใช้ HRT ในผู้ป่วยที่เคยรักษามะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะลุกลาม ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ใช้ HRT ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งชนิดเกรดสูง หรือระยะลุกลาม
  • จากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัดเกี่ยวกับชนิดของฮอร์โมน วิธีการให้ หรือระยะเวลาที่เหมาะสมของการรักษา และควรพิจารณาเป็นรายบุคคล

มะเร็งรังไข่ (Ovarian cancer)

จำนวนผู้ป่วยมะเร็งรังไข่มีน้อยกว่ามะเร็งปากมดลูกหรือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก โดยมีจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 324,000 รายในแต่ละปี5

การจำแนกมะเร็งรังไข่แบ่งออกเป็นชนิด epithelial และ nonepithelial มากกว่า 90% ของมะเร็งรังไข่จัดอยู่ในกลุ่ม epithelial ovarian cancer (EOC) และในปัจจุบันจำแนกได้เป็น 5 ชนิดหลัก ได้แก่19

  • high-grade serous ovarian carcinoma (HGSOC) (70%)
  • low-grade serous ovarian carcinoma (LGSOC) (<5%)
  • mucinous (3%)
  • endometrioid (10%)
  • clear-cell carcinoma (CCC) (10%)

nonepithelial ovarian carcinoma (NEOC) คิดเป็นประมาณ 10% ของมะเร็งรังไข่ทั้งหมด ชนิดที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มนี้คือ

  • germ cell tumors (GCT)
  • sex cord-stromal cell tumors (SCST)

การรักษามะเร็งรังไข่โดยทั่วไปจำเป็นต้องตัดรังไข่ทั้งสองข้าง อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยอายุน้อยที่มีโรคอยู่ข้างเดียวและมีพยาธิสภาพชนิดความรุนแรงต่ำอาจพิจารณาเก็บรังไข่ไว้ได้ในบางราย ซึ่งมีการศึกษาค่อนข้างมากเกี่ยวกับ HRT ในผู้ป่วยมะเร็งรังไข่

จากหลักฐานทางคลินิกเกี่ยวกับการใช้ menopausal hormone therapy (MHT) ในผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ พบว่าการใช้ฮอร์โมนทดแทนสามารถพิจารณาได้ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่ม epithelial ovarian cancer ซึ่งโดยทั่วไปไม่จัดเป็นเนื้องอกที่ขึ้นกับฮอร์โมน โดย systematic review ของ Cochrane โดย Saeaib และคณะ20 ซึ่งศึกษาในผู้ป่วย epithelial ovarian cancer หลังการผ่าตัด พบว่า การใช้ menopausal hormone therapy ไม่ได้เพิ่มอัตราการกลับเป็นซ้ำของโรค และอาจสัมพันธ์กับอัตราการรอดชีวิตที่ดีขึ้น สอดคล้องกับ แนวทางเวชปฏิบัติสากลล่าสุดได้ปรับเปลี่ยนแนวคิดไปสู่การใช้ฮอร์โมนทดแทนแบบ individualized มากขึ้น โดยแนวทางจาก British Gynaecological Cancer Society (BGCS) และ British Menopause Society (BMS) ปี ค.ศ. 2024 ระบุว่า การใช้ menopausal hormone therapy (MHT) โดยทั่วไป ไม่ได้เป็นข้อห้าม ในผู้ป่วย epithelial ovarian cancer โดยเฉพาะในชนิดที่ไม่ขึ้นกับฮอร์โมน และควรพิจารณาเป็นรายบุคคล21

มีการทบทวนวรรณกรรมก่อนหน้าโดย Ibeanu และคณะ 22 รายงานว่า การใช้ hormone replacement therapy หลังการรักษามะเร็งรังไข่ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำของโรค และสามารถใช้ได้ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแล้ว โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เกิดภาวะหมดประจำเดือนก่อนวัยจากการผ่าตัด

ต่อมามีการทบทวนวรรณกรรมเพิ่มเติมโดย Deli และคณะ23 ซึ่งเสนอว่าการพิจารณาใช้ MHT ควรคำนึงถึงชนิดทางพยาธิวิทยาของเนื้องอก โดยสามารถใช้ได้ใน epithelial ovarian cancer ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะ high-grade serous carcinoma และ mucinous subtype ซึ่งไม่ได้มีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในเนื้องอกที่อาจมีความไวต่อฮอร์โมน เช่น endometrioid carcinoma, granulosa cell tumor และ low-grade serous carcinoma เนื่องจากมีรายงานว่ากลุ่มดังกล่าวอาจมีการแสดงออกของ hormone receptor มากกว่า

อย่างไรก็ตามมีการศึกษาแบบ prospective ของ Gershenson และคณะซึ่งประเมินการรักษาด้วย hormonal maintenance therapy เช่น aromatase inhibitor ในผู้ป่วยที่เป็น low-grade serous carcinoma ของรังไข่24 พบว่าดีขึ้นเมื่อได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมน ช่วยเพิ่มเวลาไม่เกิดโรคลุกลาม(progression-free survival) เมื่อเทียบกับการสังเกตการณ์อย่างเดียว

ดังนั้นตามคำแถลงขององค์กรวิชาการนานาชาติ EMAS 202011 สำหรับมะเร็งรังไข่ชนิด epithelial ส่วนใหญ่สามารถพิจารณาใช้ HRT ได้ โดยเฉพาะ high-grade serous carcinoma อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วย low-grade serous carcinoma เนื่องจากเป็นเนื้องอกที่ไวต่อฮอร์โมน และมีข้อมูลสนับสนุนการใช้ aromatase inhibitors ในการรักษา โดยเฉพาะในระยะ maintenance ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ใช้ HRT ในผู้ป่วยระยะลุกลามหรือกลับเป็นซ้ำ21 ขณะที่ granulosa cell tumor ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากเป็นเนื้องอกที่มีการสร้างเอสโตรเจน ทั้งนี้การใช้ HRT ควรพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยคำนึงถึงชนิดทางพยาธิวิทยา ระยะของโรค และความไวต่อฮอร์โมนของเนื้องอก

สำหรับ Borderline ovarian tumors มีพยากรณ์โรคที่ดี และมีลักษณะทางชีววิทยาแตกต่างจาก invasive carcinoma แนวทางจาก French National College of Obstetricians and Gynecologists (CNGOF) ปี 202125 ระบุว่า

  • ใน mucinous BOT สามารถพิจารณาให้ HRT ได้ โดยเฉพาะในสตรีอายุน้อยกว่า 45 ปี เนื่องจากไม่พบความไวต่อฮอร์โมนอย่างชัดเจน และ HRT มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและกระดูก
  • ใน serous BOT ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะในรายที่มีปัจจัยเสี่ยงทางพยาธิวิทยา เช่น micropapillary pattern หรือ peritoneal implants เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับ low-grade serous carcinoma ซึ่งเป็นเนื้องอกที่ไวต่อฮอร์โมน ซึ่งสัมพันธ์กับการทบทวนวรรณกรรมของAngioli และคณะ26แนะนำให้หลีกเลี่ยง HRT

ดังนั้น การพิจารณาใช้ HRT หลัง BOT ควรประเมินชนิดของเนื้องอกและปัจจัยเสี่ยงทางพยาธิวิทยาเป็นรายบุคคล

การประยุกต์ใช้ทางคลินิกตามชนิดทางพยาธิวิทยา (Clinical interpretation by histologic subtype)

  • High-grade serous carcinoma: สามารถพิจารณาใช้ HRT ได้ โดยไม่พบว่าทำให้ผลลัพธ์ทางมะเร็งแย่ลง
  • Endometrioid carcinoma: อาจพิจารณาใช้ในระยะเริ่มต้น แต่ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในระยะลุกลาม
  • Clear cell และ mucinous carcinoma: สามารถพิจารณาใช้ได้ เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าขึ้นกับฮอร์โมน
  • Low-grade serous carcinoma: ไม่แนะนำให้ใช้ในระยะลุกลามหรือกลับเป็นซ้ำ เนื่องจากเป็นเนื้องอกที่ไวต่อฮอร์โมน
  • Granulosa cell tumor: ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากเป็นเนื้องอกที่สร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน
  • Germ cell tumor: สามารถให้ HRT ได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เกิด premature ovarian insufficiency21

โดยสรุปข้อพิจารณาทั่วไปเพื่อช่วยในการตัดสินใจทางคลินิกได้ดังนี้

  • สามารถเริ่มให้ HRT ได้หลังจากสิ้นสุดการรักษามะเร็งแล้ว
  • ควรให้ HRT ในสตรีวัยหมดประจำเดือนเฉพาะในรายที่มีอาการของภาวะหมดประจำเดือนอย่างรุนแรง และไม่สามารถบรรเทาได้ด้วยวิธีที่ไม่ใช้ฮอร์โมน
  • อาจพิจารณาให้ HRT ในผู้ป่วย epithelial ovarian cancer ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะ high-grade serous carcinoma โดยควรพิจารณาเป็นรายบุคคลตามชนิดทางพยาธิวิทยา ระยะของโรค และความไวต่อฮอร์โมนของเนื้องอก

ตัวเลือกในการใช้ฮอร์โมนทดแทน (Hormone Replacement Therapy; HRT) ในผู้ป่วยที่มีประวัติมะเร็งนรีเวช

พิจารณาโดยอิงตามแนวทางเวชปฏิบัติจาก British Gynaecological Cancer Society (BGCS) และ British Menopause Society (BMS) ปี ค.ศ. 2024 ซึ่งได้จัดระดับความน่าเชื่อถือของคำแนะนำออกเป็นเกรด A-D ตามคุณภาพของหลักฐานทางวิชาการ โดยรายละเอียดของตัวเลือกการรักษามีดังต่อไปนี้21

  • การให้ estradiol ทางผิวหนัง (transdermal) ไม่น่าจะเพิ่มความเสี่ยงของภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (VTE) หรือโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ใช้ฮอร์โมน และมีความเสี่ยงต่ำกว่าการให้แบบรับประทาน ดังนั้นควรพิจารณาเป็นทางเลือกแรกในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว (เกรด เอ)
  • การให้ estradiol แบบรับประทาน (oral) มีประสิทธิภาพและปลอดภัยในผู้ป่วยส่วนใหญ่ เว้นแต่มีข้อกังวลเรื่องการดูดซึมในทางเดินอาหาร การเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (เกรด เอ)
  • ควรใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถบรรเทาอาการได้ (เกรด บี)
  • ไม่ควรตรวจระดับ estrogen ในเลือดเป็น routine เพื่อปรับขนาดยา เว้นแต่ใช้ในกรณีประเมินการดูดซึมของยา (เกรด ซี)
  • ในผู้ป่วยที่ยังมีมดลูกและอยู่ในภาวะหมดประจำเดือนควรให้ฮอร์โมนทดแทนชนิดผสมแบบให้ต่อเนื่อง หากมีข้อบ่งชี้ในการใช้ (เกรด เอ)
  • ขนาดของโปรเจนโตรเจน ควรสัมพันธ์กับขนาดของเอสโตรเจน โดยในผู้ป่วยที่ต้องใช้เอสโตรเจนขนาดสูง ควรพิจารณาเพิ่มขนาดโปรเจสโตรเจนเพื่อให้การป้องกันเยื่อบุโพรงมดลูกเพียงพอ (เกรด ดี)
  • ไม่แนะนำการใช้ฮอร์โมนที่ไม่ได้ผลิตเป็นยามาตรฐาน เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ได้ผ่านกระบวนการควบคุมมาตรฐานเช่นเดียวกับยาที่สั่งโดยแพทย์ และอาจมีปัญหาเรื่องความบริสุทธิ์ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ(เกรด ดี)
  • เนื่องจากมีความเสี่ยงที่เอาโตรเจนเดี่ยวอาจกระตุ้นรอยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ที่สงบอยู่ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นมะเร็ง ดังนั้นในผู้ป่วยที่มีประวัติเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ควรให้ ฮอร์โมนทดแทนชนิดผสมแบบให้ต่อเนื่อง แม้หลังการผ่าตัดมดลูกแล้ว (เกรด ดี)

ในผู้ป่วยที่มีประวัติมะเร็งนรีเวชการเลือกใช้ HRT ขึ้นอยู่กับ:

  • ปัจจัยของเนื้องอก (tumour factors)
  • การรักษาที่ได้รับ
  • ชนิดของฮอร์โมนที่ใช้

โดยต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์และความเสี่ยงในแต่ละราย นอกจากนี้ควรพิจารณาปัจจัยของผู้ป่วยร่วมด้วย ได้แก่:

  • ประวัติ VTE
  • โรคหลอดเลือดสมอง (CVA)
  • กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (MI)
  • ความผิดปกติของตับ
  • ภาวะดูดซึมผิดปกติ
  • ดัชนีมวลกาย (BMI) สูง

คำแนะนำในการเริ่มฮอร์โมนทดแทนและระยะเวลาในการใช้21

  • ถ้าการรักษามะเร็งทำให้เกิดภาวะหมดประจำเดือนจากการผ่าตัดและเนื้องอกไม่ไวต่อฮอร์โมนควรพูดคุยเรื่องการใช้ฮอร์โมนทดแทนตั้งแต่ก่อนผ่าตัด หากผู้ป่วยต้องการใช้และไม่มีข้อห้ามสามารถเริ่มยาได้เมื่อร่างกายพร้อม (เกรด ดี)
  • หากการให้ ฮอร์โมนทดแทนยังมีความซับซ้อนหรือยังไม่แน่ชัด ควรรอให้ทราบผลพยาธิวิทยา ระยะโรค แผนการรักษาที่ชัดก่อนก่อนเริ่ม (เกรด ดี)
  • ในมะเร็งที่อาจไวต่อฮอร์โมนต้องรอผลพยาธิวิทยาสุดท้ายก่อนและในผู้ป่วยที่ใกล้วัยหมดประจำเดือนอาจชะลอการให้ฮอร์โมนทดแทน (เกรด ดี)
  • ผู้ป่วยที่กำลังได้ เคมีบำบัดหรือรังสีรักษาสามารถเริ่มฮอร์โมนทดแทนได้ หากไม่มีข้อห้าม (เกรด ดี)
  • การกินยาอย่างสม่ำเสมอสำคัญ เพื่อลดผลเสียระยะยาวจากการขาดฮอร์โมนก่อนวัย (เกรด ดี)
  • หากเริ่มให้ฮอร์โมนทดแทนแล้วให้ใช้ต่อไปตราบเท่าที่ประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง (เกรด เอ)
  • ในผู้ป่วยอายุน้อยให้ฮอร์โมนทดแทนเป็นการทดแทนฮอร์โมนตามธรรมชาติดังนั้นควรให้ต่ออย่างน้อยจนถึงวัยหมดประจำเดือน (เกรด เอ)
  • หากต้องใช้เอสโตรเจนทางช่องคลอดสามารถเริ่มได้เมื่อแผลผ่าตัดหายดีและสามารถใช้ต่อได้โดยไม่มีข้อจำกัดระยะเวลา (เกรด บี)

เอกสารอ้างอิง

  1. Sourouni M, Kiesel L. Hormone Replacement Therapy After Gynaecological Malignancies: a Review Article. Geburtshilfe Frauenheilkd. 2021;81(5):549-54.
  2. Sinno AK, Pinkerton J, Febbraro T, Jones N, Khanna N, Temkin S, et al. Hormone therapy (HT) in women with gynecologic cancers and in women at high risk for developing a gynecologic cancer: A Society of Gynecologic Oncology (SGO) clinical practice statement: This practice statement has been endorsed by The North American Menopause Society. Gynecol Oncol. 2020;157(2):303-6.
  3. Yoshihama T, Yokota M, Aoki D, Yamagami W. Hormone replacement therapy in female-specific cancer survivors: considerations beyond cancer cure. Jpn J Clin Oncol. 2025;55(9):1000-4.
  4. Bray F, Laversanne M, Sung H, Ferlay J, Siegel RL, Soerjomataram I, et al. Global cancer statistics 2022: GLOBOCAN estimates of incidence and mortality worldwide for 36 cancers in 185 countries. CA Cancer J Clin. 2024;74(3):229-63.
  5. International Agency for research on Cancer (World Health Organization) [7 Feb 2026]. Available from: https://www-dep.iarc.fr/en.
  6. Bodner K, Laubichler P, Kimberger O, Czerwenka K, Zeillinger R, Bodner-Adler B. Oestrogen and progesterone receptor expression in patients with adenocarcinoma of the uterine cervix and correlation with various clinicopathological parameters. Anticancer Res. 2010;30(4):1341-5.
  7. Ploch E. Hormonal replacement therapy in patients after cervical cancer treatment. Gynecol Oncol. 1987;26(2):169-77.
  8. Lacey JV, Jr., Brinton LA, Barnes WA, Gravitt PE, Greenberg MD, Hadjimichael OC, et al. Use of hormone replacement therapy and adenocarcinomas and squamous cell carcinomas of the uterine cervix. Gynecol Oncol. 2000;77(1):149-54.
  9. Jaakkola S, Pukkala E, H KL, Ylikorkala O. Postmenopausal estradiol-progestagen therapy and risk for uterine cervical cancer. Int J Cancer. 2012;131(4):E537-43.
  10. Richardson A, Watson L, Persic M, Phillips A. Safety of hormone replacement therapy in women with a history of cervical adenocarcinoma. Post Reprod Health. 2021;27(3):167-73.
  11. Rees M, Angioli R, Coleman RL, Glasspool R, Plotti F, Simoncini T, et al. European Menopause and Andropause Society (EMAS) and International Gynecologic Cancer Society (IGCS) position statement on managing the menopause after gynecological cancer: focus on menopausal symptoms and osteoporosis. Maturitas. 2020;134:56-61.
  12. Cibula D, Pötter R, Planchamp F, Avall-Lundqvist E, Fischerova D, Haie Meder C, et al. The European Society of Gynaecological Oncology/European Society for Radiotherapy and Oncology/European Society of Pathology guidelines for the management of patients with cervical cancer. Radiotherapy and Oncology. 2018;127(3):404-16.
  13. Villa P, Bounous VE, Amar ID, Bernardini F, Giorgi M, Attianese D, et al. Hormone Replacement Therapy in Post-Menopause Hormone-Dependent Gynecological Cancer Patients: A Narrative Review. J Clin Med. 2024;13(5).
  14. the E-E-EECCWG, Colombo N, Creutzberg C, Amant F, Bosse T, González-Martín A, et al. ESMO-ESGO-ESTRO Consensus Conference on Endometrial Cancer: diagnosis, treatment and follow-up<sup>&#x2020;</sup>. Annals of Oncology. 2016;27(1):16-41.
  15. Barakat RR, Bundy BN, Spirtos NM, Bell J, Mannel RS. Randomized double-blind trial of estrogen replacement therapy versus placebo in stage I or II endometrial cancer: a Gynecologic Oncology Group Study. J Clin Oncol. 2006;24(4):587-92.
  16. Londero AP, Parisi N, Tassi A, Bertozzi S, Cagnacci A. Hormone Replacement Therapy in Endometrial Cancer Survivors: A Meta-Analysis. Journal of Clinical Medicine. 2021;10(14):3165.
  17. Di Donato V, Palaia I, D’Aniello D, Musacchio L, Santangelo G, Di Mauro F, et al. Does Hormone Replacement Therapy Impact the Prognosis in Endometrial Cancer Survivors? A Systematic Review. Oncology. 2020;98(4):195-201.
  18. Vermij L, Jobsen JJ, León-Castillo A, Brinkhuis M, Roothaan S, Powell ME, et al. Prognostic refinement of NSMP high-risk endometrial cancers using oestrogen receptor immunohistochemistry. British Journal of Cancer. 2023;128(7):1360-8.
  19. Prat J, D’Angelo E, Espinosa I. Ovarian carcinomas: at least five different diseases with distinct histological features and molecular genetics. Human Pathology. 2018;80:11-27.
  20. Saeaib N, Peeyananjarassri K, Liabsuetrakul T, Buhachat R, Myriokefalitaki E. Hormone replacement therapy after surgery for epithelial ovarian cancer. Cochrane Database of Systematic Reviews. 2020(1).
  21. Taylor A, Clement K, Hillard T, Sassarini J, Ratnavelu N, Baker-Rand H, et al. British Gynaecological Cancer Society and British Menopause Society guidelines: Management of menopausal symptoms following treatment of gynaecological cancer. Post Reprod Health. 2024;30(4):256-79.
  22. Ibeanu O, Modesitt SC, Ducie J, von Gruenigen V, Agueh M, Fader AN. Hormone replacement therapy in gynecologic cancer survivors: why not? Gynecol Oncol. 2011;122(2):447-54.
  23. Deli T, Orosz M, Jakab A. Hormone Replacement Therapy in Cancer Survivors – Review of the Literature. Pathol Oncol Res. 2020;26(1):63-78.
  24. Gershenson DM, Bodurka DC, Coleman RL, Lu KH, Malpica A, Sun CC. Hormonal Maintenance Therapy for Women With Low-Grade Serous Cancer of the Ovary or Peritoneum. J Clin Oncol. 2017;35(10):1103-11.
  25. Bourdel N, Huchon C, Abdel Wahab C, Azaïs H, Bendifallah S, Bolze PA, et al. Borderline ovarian tumors: Guidelines from the French national college of obstetricians and gynecologists (CNGOF). Eur J Obstet Gynecol Reprod Biol. 2021;256:492-501.
  26. Angioli R, Luvero D, Armento G, Capriglione S, Plotti F, Scaletta G, et al. Hormone replacement therapy in cancer survivors: Utopia? Critical Reviews in Oncology/Hematology. 2018;124:51-60.

 

Read More

ภาวะตกเลือดหลังคลอด (Postpartum hemorrhage)

นพ.ธีรภูมิ ชูดำ
รศ.พญ.เกษมศรี ศรีสุพรรณดิฐ


ภาวะตกเลือดหลังคลอด หรือ Postpartum hemorrhage เป็นหนึ่งในภาวะฉุกเฉินทางสูติศาสตร์ เป็น 1 ใน 5 สาเหตุของการเสียชีวิตของมารดาทั่วโลก(1) โดยสัมพันธ์กับการเสียชีวิตของมารดาหลังคลอดถึง 80% ในประเทศกลุ่ม Low และ middle income (2) ส่วนในประเทศไทยในปี 2567และ 2568 พบการเสียชีวิตของมารดาที่เกิดจากภาวะตกเลือดหลังคลอด 15.9 % , 7.5 % ตามลำดับ(3) จึงเป็นภาวะที่ควรป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น หรือหากเกิดขึ้นแล้วก็ควรให้การรักษาอย่างรวดเร็ว เพื่อลดโอกาสการเสียชีวิตของมารดา

ความหมาย และ การวินิจฉัย (Definition & Diagnosis)

  1. Primary or early postpartum hemorrhage

การตกเลือดที่เกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด

  1. Secondary or delayed postpartum hemorrhage

การตกเลือดหลังจาก 24 ชั่วโมง จนถึง 12 สัปดาห์หลังคลอด

ในอดีตมีการวินิจฉัยภาวะตกเลือดหลังคลอดหลายแบบดังตารางนี้

แนวทางเวชปฏิบัติ (Guideline) การวินิจฉัย (Diagnostic criteria)
WHO 2012 Blood loss ≥ 500 ml

(All route of delivery)

FIGO2012 Vaginal delivery: Blood loss ≥ 500 ml

Cesarean delivery: Blood loss ≥ 1,000 ml

ACOG 2017 Blood loss ≥ 1,000 ml

(All route of delivery)

or

Blood loss sign of hypovolemia

RTCOG 2020 Blood loss ≥ 1,000 ml

(All route of delivery)

or

Blood loss sign of hypovolemia

ตารางที่1: แสดงการวินิจฉัยภาวะตกเลือดหลังคลอด อ้างอิงตามแนวทางปฏิบัติต่างๆ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากภาวะตกเลือดหลังคลอด เป็นภาวะที่ควรได้รับการวินิจฉัยโดยเร็ว จึงได้มีการศึกษา เรื่อง ความแม่นยำในการวินิจฉัย(Accuracy) ของการวินิจฉัยแต่ละแบบไว้ โดยพบว่า

หากวินิจฉัยที่ Blood loss ≥ 500 ml จะมี sensitivity 75.7% และ specificity 81.4% ในการศึกษาดังกล่าวได้ลองหา Criteria diagnosis ที่เพิ่ม sensitivity ให้สูงขึ้น (เพื่อให้วินิจฉัยได้เร็วขึ้น) โดยที่ยังคงระดับของ specificity ให้อยู่ในระดับที่ดี (≥50%) พบว่า

Blood loss ≥ 300 ml + One of the following criteria

  1. Pulse rate > 100 bpm
  2. Shock index (PR/Systolic BP) > 1
  3. Systolic BP < 100 mmHg
  4. Diastolic BP < 60 mmHg

หรือ Blood loss ≥ 500 ml

Criteria diagnosis นี้ มี Sensitivity 86.9%-87.9% และมี Specificity 66.6-76.1%(4) ซึ่งมี Sensitivity สูงกว่าการตัด Blood loss ที่ 500 ml

ดั้งนั้น ทาง WHO, FIGO, ICM guideline 2025 และ RTCOG 2025 จึงนำ criteria diagnosis นี้มาใช้ในการวินิจฉัยภาวะตกเลือดหลังคลอด

สาเหตุของการตกเลือดหลังคลอด (Etiology)

สาเหตุของการตกเลือดหลังคลอดสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 สาเหตุหลักๆ ได้แก่

  1. Tone: มดลูกหดรัดตัวไม่ดี (Uterine atony) เป็นสาเหตุหลักของภาววะตกเลือดหลังคลอด
  2. Tissue: เศษรกค้าง
  3. Trauma: ช่องทางการคลอดฉีกขาด (แผลฝีเย็บ, ช่องคลอด, ปากมดลูก, แผลผ่าคลอด)
  4. Thrombin: เลือดไม่แข็งตัว
สาเหตุ ปัญหาหลัก ปัจจัยเสี่ยงหรืออาการแสดง
Tone

มดลูกหดรัดตัวไม่ดี

มดลูกขยายมากเกินไป

(Uterine over distension)

– น้ำคร่ำมาก

– ครรภ์แฝด ทารกตัวโต

การติดเชื้อในโพรงมดลูก

(Intrauterine infection)

– ถุงน้ำคร่ำแตกนาน และมีไข้
กายวิภาค

(Structural cause)

– เนื้องอกมดลูก รกเกาะต่ำ

– มดลูกผิดปกติแต่กำเนิด

การทำงานของมดลูกผิดปกติ

(Functional cause)

– คลอดเร็ว/ช้า

– กระเพาะปัสสาวะเต็ม

มดลูกคลายตัว

(Uterine relaxation)

– ได้ยา เช่น ยาดมสลบ terbutaline, nifedipine, MgSO4
มดลูกปลิ้น

(Uterine inversion)

– Controlled cord traction

– รกเกาะที่ยอดมดลูก

Tissue

เศษรกค้าง

รกค้าง(Retained placenta) – Succenturiate placenta
รกเกาะลึก

(Placenta accreta spectrum)

– เคยผ่าตัดที่มดลูก/ เคยขูดมดลูก

– รกคลอดช้า

Trauma

ช่องทางคลอดฉีกขาด

ปากมดลูก ช่องคลอด หรือแผลฝีเย็บฉีกขาด

(Cervical/ Vaginal/Episiotomy tear)

– คลอดเร็ว

– ทำสูติศาสตร์หัตถการ

แผลผ่าตัดทำคลอดฉีกขาด

(Cesarean section wound laceration)

– ทารกท่าผิดปกติ

– ส่วนนำลึกลงไปในอุ้งเชิงกราน

มดลูกแตก(Uterine rupture) เคยผ่าตัดที่ตัวมดลูกมาก่อน
Thrombin

เลือดไม่แข็งตัว

มีโรคเลือดอยู่เดิม

– Hemophilia

– Idiopathic thrombocytopenic purpura

– von Willebrand’s disease

– ประวัติครอบครัว

– จุดจ้ำเลือด, จุดเลือดออก

โรคที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์

– Gestational thrombocytopenia

– Preeclampsia with thrombocytopenia, HELLP

– จุดจ้ำเลือด, จุดเลือดออก

– ความดันโลหิตสูง

Disseminated intravascular coagulation

– Severe infection

– ทารกตายในครรภ์

– Placenta abruption

– Amniotic fluid embolism

-ไข้, เม็ดเลือดขาวสูง

-ทารกเสียชีวิต

-เลือดออกทางช่องคลอด

-หมดสติอย่างรวดเร็ว

Therapeutic anticoagulant – ประวัติโรคลิ่มเลือดอุดตันและการใช้ยา

ตารางที่2: แสดงสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงในการเกิดภาวะตกเลือดหลังคลอด
(ดัดแปลงจาก เเนวทางเวชปฏิบัติของราชวิทยาลัยสูตินรีเเพทย์เเห่งประเทศไทย เรื่อง การป้องกันเเละรักษาภาวะตกเลือดหลังคลอด 2568)(5)

การป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอด(Prevention of postpartum hemorrhage)

  1. ช่วงก่อนคลอด (Antepartum)

ประเมินความเสี่ยงของการเกิดภาวะตกเลือดหลังคลอด ตั้งแต่ช่วงฝากครรภ์ (รายละเอียดปัจจัยเสี่ยงต่างๆตามตารางที่ 2) และแนะนำให้ตรวจ Complete blood count (CBC) ในหญิงตั้งครรภ์ทุกราย โดยให้ทานยาที่มีธาตุเหล็ก 30-60 mg ร่วมกับ folic acid 0.4 mg ต่อวัน สามารถพิจารณาให้ธาตุเหล็กทางหลอดเลือดดำในกรณีที่รับประทานยาไม่ด้ หรือทนผลข้างเคียงจากการทานยาไม่ได้ และ หากมีภาวะเลือดจาง ให้หาสาเหตุเพิ่มเติมเสมอ

  1. ช่วงเจ็บครรภ์คลอด และระยะคลอด

ไม่แนะนำให้ตัดฝีเย็บเป็นกิจวัตรในทุกราย ให้พิจารณาทำในกรณีที่จำเป็นต้องตัดจริงๆเท่านั้น และแนะนำให้ใช้วิธีต่างๆในการช่วยลดการบาดเจ็บบริเวณแผลฝีเย็บ เช่น การนวดบริเวณฝีเย็บ(Perineal massage) โดยการใช้นิ้วมือ 2 นิ้ว ในการกดบริเวณปากช่องคลอดลงด้านล่างตรงๆนาน 2 นาที แล้วย้ายไปกดบริเวณด้านข้างของปากช่องคลอดนาน 2-3 นาที(6) , การประคบอุ่น(Warm compression) สามารถช่วยลดการเกิด 3rd และ 4th degree tear ได้ และการป้องกันแผลฝีเย็บด้วยมือ

  1. ช่วงหลังคลอด

เป็นช่วงที่สำคัญที่สุดในการเกิดภาวะตกเลือดหลังคลอด แพทย์ควรเฝ้าระวังภาวะมดลูกไม่แข็งตัวอย่างใกล้ชิด โดยแนะนำให้ประเมินการแข็งตัวของมดลูกโดยการคลำผ่านหน้าท้องทันทีหลังคลอด และควรให้ Uterotonic drug ทันทีหลังคลอด(ภายใน 1 นาที หลังคลอด) โดยแนะนำให้เลือกใช้ Uterotonic drugs ตัวใดตัวหนึ่ง ดังนี้

  1. Oxytocin แนะนำให้เลือกใช้เป็นตัวแรก
  2. Carbetocin
  3. Misoprostol

โดย ขนาดและวิธีใช้ รวมถึงผลข้างเคียง สรุปไว้ในตารางที่ 3

ยา วิธีการใช้ การออกฤทธิ์ ข้อห้ามใช้ ผลข้างเคียง
Oxytocin 10 U IM/ IV slowly push – IM: เริ่มออกฤทธิ์ 3-7 นาที นาน 1 ชั่วโมง

– IV: ออกฤทธิ์ทันที ความเข้มสูงสุด 30 นาที

แพ้ยา – คลื่นไส้ อาเจียน

– ถ้าให้นานจะมีภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ

– ความดันโลหิตต่ำ

Carbetocin 100 µg IM/ IV push more than 1 minute – IM: มดลูกหดตัวนาน 11 นาที แล้วหดเป็นจังหวะๆ นาน 120 นาที

– IV: มดลูกหดตัวใน 2 นาที นาน 6 นาที แล้วหดเป็นจังหวะๆ นาน 60 นาที

– ค่าครึ่งชีวิต 40 นาที

แพ้ยา – คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ร้อนวูบวาบ ปวดศีรษะ ความดันโลหิตต่ำ คัน
Misoprostol 400-600 µg oral – ดูดซึมภายใน 9-15 นาทีหลังรับประทาน

– ค่าครึ่งชีวิต 20-40 นาที

แพ้ยา คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หนาวสั่น ไข้ ปวดศีรษะ

ตารางที่3 แสดงขนาดและวิธีใช้ รวมถึงผลข้างเคียง ของ Uterotonic drug ที่ใช้ในการป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอด (ที่มา:แนวทางเวชปฏิบัติของราชวิทยาลัยสูตินรีเเพทย์เเห่งประเทศไทย เรื่อง การป้องกันเเละรักษาภาวะตกเลือดหลังคลอด.2568 OB 68-041 )(5)

ในอดีตเคยมีคำแนะนำในการใช้ยาอื่นๆในการป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอด เช่น Methylergonovine, Fixed dose combination of Oxytocin and Ergometrine, Injectable prostaglandin ปัจจุบันนี้ ไม่แนะนำให้ใช้แล้ว เนื่องจากมีผลข้างเคียงเยอะ

นอกจากนี้ยังแนะนำให้ทำคลอดรกด้วยการทำ Controlled cord traction (เมื่อมีผู้ที่ได้รับการอบรม) ไม่ว่าจะเป็นการคลอดทางช่องคลอดหรือการผ่าตัดคลอด และแนะนำให้ใส่ถุงตวงเลือดเพื่อวัดปริมาตรเลือดอย่างแม่นยำหลังคลอด

การรักษาภาวะตกเลือดหลังคลอด (Management for postpartum hemorrhage)

เมื่อวินิจฉัยภาวะตกเลือดหลังคลอด ควรมีการเรียก Rapid response team มาช่วยการรักษา

  1. ประเมิณ Primary survey ผู้ป่วย ดูทางเดินหายใจ การหายใจ สัญญญาณชีพ
  2. ให้ oxygen ทาง face mask 10-15 ลิตร ต่อนาที
  3. ให้ความอบอุ่น
  4. ใส่สายสวนปัสสาวะ และติดตามปริมาณปัสสาวะ
  5. เปิด IV 2 เส้น เข็มเบอร์ 16-18 ให้สารน้ำ 2-3 ลิตร ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
  6. บันทึกสัญญาณชีพทุก 15 นาที
  7. ให้เลือดหรือส่วนประกอบของเลือดตามข้อบ่งชี้

First response treatment

ให้การรักษาโดยใช้ MOTIVE bundle ได้แก่

  1. Massage of uterus

นวดคลึงมดลูกผ่านทางหน้าท้อง จนกว่าเลือดจะหยุดไหล หรือมดลูกแข็งตัวนาน 1 นาที ไม่แนะนำให้ทำการนวดคลึงมดลูกเพื่อการป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอด หากได้รับ Prophylactic uterotonic drug แล้ว

  1. Oxytocic drug

ให้ Oxytocin ในการรักษาภาะตกเลือดหลังคลอด โดยหากยังมีเลือดออกหลังได้ Oxytocin แนะนำให้ใช้ Second line drug ได้แก่ Intravenous ergometrine, Sublingual misoprostol, fixed dose oxytocin and ergometrine โดยมีวิธีการใช้ ดังตารางที่ 4

ยา ขนาดยาและวิธีการใช้
Oxytocin Initial treatment:

10 Unit IM / IV bolus push in 1-2 minute / IV drip in 5-10 minute

Maintenance treatment

10-20 unit in crystalloid 1 liter drip at least 4 hr or until bleeding stop

Methylergometrine 0.2 mg IM/IV slowly push every 2-4 hr (not more than 5 doses)

**Contraindicated in patient with hypertension**

Misoprostol WHO 2025: 800 µg sublingual(7)

RTCOG 2025: 600-1000 µg oral/ sublingual/ rectal supposity

ตารางที่ 4: แสดงยาและขนาดยา ที่ใช้ในการรักษาภาวะตกเลือดหลังคลอด

(ดัดแปลงจาก แนวทางเวชปฏิบัติของราชวิทยาลัยสูตินรีเเพทย์เเห่งประเทศไทย เรื่อง การป้องกันเเละรักษาภาวะตกเลือดหลังคลอด.2568 OB 68-041 )(5)

  1. Tranexamic acid

คือ antifibrinolytic drug แนะนำให้ให้ในผู้ป่วยที่วินิจฉัย PPH ทุกคน โดยมีการศึกษาว่าหากให้ intravenous tranexamic acid ภายใน 3 ชั่วโมงหลังคลอด สามารถช่วยลด Mortality rate จาก PPH ลงได้(8)

ขนาดยา: 1 กรัมให้ทางหลอดเลือดดำ ไม่เร็วกว่า 10 นาที สามารถให้ซ้ำได้ถัดจากครั้งแรก 30 นาที หากมีเลือดออกอยู่ หรือ มีเลือดออกใหม่ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากได้ยาครั้งแรก

  1. IV fluid

เปิดเส้น 2 เส้น โดยใช้เข็มเบอร์ใหญ่ (No. 16-18) ให้สารน้ำ Warm isotonic crystalloid เช่น Ringer’s lactate หรือ Normal saline โดย ผ่านเส้นเลือดดำ 2-3 ลิตร เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ อย่างไรก็ตาม ควรเฝ้าระวังภาวะ Volume overload ในผู้ป่วยที่เป็น Pre eclampsia หรือ โรคหัวใจ

ให้เลือดหรือส่วนประกอบของเลือดตามข้อบ่งชี้ ดังนี้

    1. Pack red cell

ให้เลือดเมื่อ Hemoglobin < 8 g/dL โดยหากไม่มีเลือดที่ Cross match กับผู้ป่วย ให้ใช้ Uncross match group specific หรือ เลือด group O Rh negative แทนได้

    1. Fresh frozen plasma

ให้ FFP 1 Unit ต่อ Pack red cell 4-6 unit หรือในกรณี PT/PTT > 1.5 เท่าของ upper normal limit โดยให้ 12-15 ml/kg

    1. Platelet concentration

ให้ platelet 5-10 ml/Kg เมื่อ platelet < 75,000 /microliter

    1. Cryoprecipitate

ให้เมื่อ Fibrinogen < 200 mg/dl หรือสงสัยภาวะ Disseminated intravascular coagulation (DIC)

โดยแนะนำให้ PRC : FFP : Platelet ในอัตราส่วน 4:4:1 หรือ 6:4:1

Massive transfusion protocol

มีข้อบ่งชี้คือ

  1. ให้ Pack red cell ≥ 10 Units ภายใน 24 ชั่วโมง
  2. ให้ Pack red cell 4 Units ภายใน 1 ชั่วโมง
  3. ให้เลือดมากกว่า 50 % ของปริมาณเลือดทั้งหมดในร่างกาย ภายใน 3 ชั่วโมง
  4. ให้เลือดทดแทนเท่ากับปริมาณเลือดทั้งหมดของร่างกาย

แนะนำให้ PRC : FFP : Platelet ในอัตราส่วน 1:1:1

  1. Examination and escalation

ตรวจหาสาเหตุอื่นๆที่ทำให้เกิดภาวะตกเลือดหลังคลอด ตรวจเช็คช่องทางการคลอด ตรวจดูลักษณะของรกว่าครบหรือไม่ ,ล้วง Clot จากมดลูก , สวนปัสสาวะออกให้หมด

หากทำ First response ทั้งหมดแล้ว อาการไม่ดีขึ้น ให้ยกระดับการรักษาตามแนวทางการรักษา Refractory postpartum hemorrhage หรือส่งตัวผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพมากกว่าเพื่อทำการรักษาต่อ

การรักษาภาวะรกค้าง

ไม่มีภาวะตกเลือดหลังคลอด

หากรกไม่คลอดภายใน 15 นาที ให้สวนปัสสาวะออกให้หมด และทำ Controlled cord traction แต่หากรกไม่คลอดใน 30 นาที ให้เตรียมทำการล้วงรก

มีภาวะตกเลือดหลังคลอด

แนะนำให้ Uterotonic drug เพื่อการรักษาภาวะรกค้างหลังคลอด

ในกรณีที่มีการล้วงรก แนะนำให้ Antibiotic ทุกราย โดยให้เป็น

  1. Ampicillin 2 gram หรือ Cefazolin 1 gram ร่วมกับ Metronidazole 500 mg ทางหลอดเลือดดำ
  2. Amoxycillin 1 gram ร่วมกับ Clavulanic acid 200 mg ทางหลอดเลือดดำ

Refractory postpartum hemorrhage

คือภาวะตกเลือดหลังคลอดที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วย First response treatment ซึ่งสามารถพบได้ 10-20 % ในผู้ป่วยที่มีภาวะตกเลือดหลังคลอด สาเหตุหลักๆ 30-50% มักเกิดจากมดลูกหดรัดตัวไม่ดี (Uterine atony) ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติมเพื่อหยุดเลือด

  1. การรักษาโดยการไม่ใช้การผ่าตัด หรือการรักษาชั่วคราว (Nonsurgical management)

เป็นการรักษาเพื่อลดการเสียเลือด เพื่อส่งต่อผู้ป่วย หรือ รอเพื่อให้การรักษาขั้นสุดท้าย

    1. Bimanual Uterine compression

เป็นการรักษาที่ ง่าย รวดเร็ว และใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด ทำได้โดยการใช้มือข้างหนึ่งกดบริเวณด้านหลังของมดลูกผ่านทางหน้าท้อง แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่ง ทำมือเป็นกำปั้นใส่เข้าไปในช่องคลอด เพื่อกดบริเวณด้านหน้าของมดลูก หลังจากนั้นกดมือทั้งสองข้างดเข้าหากัน พับมดลูกให้อยู่ระหว่างมือทั้ง 2 ข้าง ดังภาพที่ 1 อย่างไรก็ตามควรสื่อสารให้มารดาเข้าใจ และให้ยาบรรเทาปวดก่อนจะทำหัตถการ

ภาพที่1 : แสดงวิธีการทำ Bimanual uterine compression
ที่มา: Cunningham, F. G., Leveno, K. J., Bloom, S. L., Dashe, J. S., Hoffman, B. L., Casey, B.M., & Spong, C. Y. (Eds.). (2022). Williams Obstetrics, 26th edition. McGraw Hill.(9)

    1. External aortic compression

ใช้ในการลดเลือดไปเลี้ยงที่มดลูก โดยการกดท้อง บริเวณเหนือสะดือเล็กน้อย เยื้องมาทางซ้ายจากแนวกลาง ใช้มืออีกข้างคลำบริเวณ Femoral artery หากทำได้ดี จะคลำ pulse บริเวณfemoral artery ได้เบาลงหรือคลำไม่ได้ ร่วมกับประเมิณปริมาณเลือดที่ออกจากช่องคลอด (ภาพที่ 2)

ภาพที่2 : แสดงวิธีการทำ External aortic compression

ที่มา: Lalonde, André. (2012). Prevention and treatment of postpartum hemorrhage in low-resource settings. International journal of gynaecology and obstetrics: the official organ of the International Federation of Gynaecology and Obstetrics. 117. 108-18. 10.1016(10)

    1. Non pneumatic anti-shock garment

เป็นการใช้อุปกรณ์ Non pneumatic ant-shock garment ในการเพิ่ม Pre load ให้เลือดกลับเข้าหัวใจมากขึ้น เพื่อช่วยเพิ่ม blood pressure (ภาพที่ 3)

ภาพที่3 : Non pneumatic ant-shock garment
ที่มา: El Ayadi, A.M. et al. (2013) ‘Combined analysis of the non-pneumatic anti-shock garment on mortality from hypovolemic shock secondary to obstetric hemorrhage’, BMC Pregnancy and Childbirth, 13(1). doi:10.1186/1471-2393-13-208.(11)

    1. Uterine balloon/ condom tamponade

เป็นวิธีที่แนะนำในการรักษาภาวะตกเลือดหลังคลอดที่เกิดจากมดลูกหดรัดตัวไม่ดี โดยมีหลายวิธี เช่น Bakri tamponade balloon, Sengstaken-Blakemore tube , Condom balloon, etc. ซึ่งในที่นี้จะขอพูดถึง 2 วิธีคือ Bakri balloon และ Condom balloon

Bakri tamponade balloon

เป็นอุปกรณ์ที่ใส่เข้าไปในมดลูกแล้วขยาย Balloon เพื่อหยุดเลือดภายในโพรงมดลูก มีวิธีใส่ดังนี้

  1. ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางใส่เข้าไปในช่องคลอด วางนิ้วไว้บริเวณปากมดลูก
  2. ใส่ Bakri balloon ตามเข้าไปโดยใส่เข้าไปในโพรงมดลูก (ใช้ Ultrasound ช่วยยืนยันตำแหน่ง)
  3. ใส่ Warm normal saline 500 ml ใน Inflation port
  4. ใส่ Gauze เข้าไป packบริเวณ Upper vagina
  5. ใส่ Balloon ไว้นาน 12-24 ชั่วโมง
  6. ติดตามปริมาณเลือดออกโดยการดูเลือดที่ออกมาจาก Draining port และจากปากช่องคลอด

ภาพที่4: Bakri tamponade balloon
ที่มา: Arakaki, Tatsuya & Matsuoka,et.al. (2021). The routine use of prophylactic Bakri balloon tamponade contributes to blood loss control in major placenta previa. International Journal of Gynecology & Obstetrics. 154. 10.1002/ijgo.13589.(12)

Condom balloon

ใช้หลักการเดียวกันกับ Bakri balloon สามารถนำมาใช้ได้ในโรงพยาบาล ที่ไม่มี Bakri balloon สามารถทำได้ด้วยวิธีดังนี้

1. เตรียม Condom 2 อันซ้อนกัน แล้วใส่ปลาย Foley catheter เข้าไปใน Condom จนสุด

2. ถอยปลาย foley catheter ออกมาจาก Condom tip ประมาณ 1-2 cm

3. ยึด Condom กับ Foley catheter โดยการผูกด้วย Silk no. 0 หรือ 1 ห่างจากปลาย 5-7 cm

4. ผูก Secure รอบที่ 2 ห่างจากปมแรก 1-2 cm

5. ทดสอบโดยการใส่ Normal saline 50 ml ลงไปทาง Foley catheter

6. ดูว่ามีการรั่วซึมหรือปมไหมเลื่อนหลุดหรือไม่

7. หากใช้ได้ดี ดูด NSS ออกให้หมดแล้วจึงนำไปใช้

8. ใส่ Condom balloon เข้าไปในโพลงมดลูก

9. ใส่ Normal saline 500-700 ml เพื่อขยาย balloon

10. ดูว่ามีเลือดออกมาจากช่องคลอดหรือไม่ หากไม่มี ให้พับปลาย Foley catheter แล้ว clamp ไว้

11. ใส่ Gauze หรือ Tampon ที่ชุบด้วย Povidone iodine เข้าไป pack ในช่องคลอด

12. ใส่ Baloon ไว้ 12-24 ชั่วโมง

ภาพที่5: Condom balloon
ที่มา: Mishra, N., Agrawal, S., Gulabani, K. et al. Use of an Innovative Condom Balloon Tamponade in Postpartum Haemorrhage: A Report. J Obstet Gynecol India 66, 63–67 (2016). https://doi.org/10.1007/s13224-015-0818-2(13)

หลังจากการใส่ Balloon tamponade ให้ oxytocin 20-40 unit ใน Normal saline 1000 ml เป็นระยะเวลา 12-24 ชั่วโมง และให้ Broad spectrum antibiotcs

หากหลังใส่ 12-24 ชั่วโมง อาการผู้ป่วยดีขึ้น เลือดออกลดลง สัญญาณชีพปกติ ให้Deflate balloon แล้วสังเกตุอาการ 30 นาที หากไม่มีเลือดออกช่องคลอด Clamp oxytocin แล้ว observe ต่ออีก 30 นาที หาก Stable ดี ให้ off balloon และ gauze packing ออกได้ ให้ Antibiotic ต่ออีก 3 วัน

Uterine artery embolization

สามารถพิจารณาทำได้ใสสถานพยาบาลที่มีศักยภาพ อุปกรณ์ บุคลากร (Interventional radiologist) ที่เหมาะสม สามารถช่วยลดปริมาณเลือดที่ออกได้ และช่วยให้สามารถรักษาภาวะเจริญพันธุ์ของผู้ป่วยได้ แต่ไม่ควร delay การทำ definite treatment

  1. การรักษาขั้นสุดท้าย (Definitive treatment)

เป็นการรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งควรพิจารณาทำเมื่อให้การรักษาด้วย First response treatment แล้วไม่ดีขึ้น โดยมีวิธีดังนี้

  1. Uterine compression suture

มีหลายวิธีซึ่งสามารใช้หยุดเลือดได้ค่อนข้างดี ในที่นี้จะขอยกมา 3 วิธี

    1. B-lynch suture

ช่วยลดอัตราการตัดมดลูกได้ถึง 80 % โดยการผ่าตัดเปิดช่องท้อง เปิด incision บริเวณ lower segment ของมดลูก ใช้ Monocyrl เบอร์ 1 เข็มกลมยาว 70 cm เย็บผนังด้านหน้าของมดลูก 3 cm ต่ำกว่าแผล ทะลุเข้าไปในโพรงมดลูก ออกที่ 3cm เหนือจากแผล และ 4 cm จากด้านข้างของมดลูก อ้อมไหมไปทางด้านหลังในระดับเดียวกับแผลผ่าตัด ตักเข็มทะลุโพรงมดลูก จากนั้น ตักทะลุออกจากโพรงมดลูกด้านหลังในแนวขวาง ห่างจากรูเข็มเดิมประมาณ 4-5 cm แล้วอ้อมไหมผ่านยอดมดลูกกลับมาที่ข้างหน้า เย็บผนังด้านหน้าข้างซาย ในตำแหน่งเดียวกันกับด้านขวา ให้ผู้ช่วยช่วยกดบีบมดลูกในแนว Vertical ให้มากที่สุด แล้วผูกปลายไหมให้แน่น ตรวจดูช่องคลอดว่าไม่มีเลือดออก จึงเย็บปิดแผลที่ตัวมดลูก(5)

ภาพที่ 6: แสดงวิธีการทำ B-Lynch suture
ที่มา: Balogun-Lynch C, Javaid TA. B-Lynch Compression Suture as an Alternative to Paripartum Hysterectomy.Approaches to Hysterectomy. InTech; 2015. (14)

    1. Hayman suture

ดัดแปลงจาก B-lynch suture แต่มีข้อดีคือไม่ต้องเปิดแผลเข้าโพรงมดลูก โดยให้ผู้ช่วยยกมดลูกขึ้นมาบริเวณข้างนอกมดลูก เปิด peritoneum ที่คลุม Urinary bladder ลงข้างล่าง แล้วใช้ไหม Vicryl หรือ Monocryl เบอร์ 1 หรือ 2 เข็มกลมหรือเข็มตรงแบบยาว อย่างน้อย 70 cm เย็บเข้าไปจากผนังมดลูกข้างหน้าให้ทะลุไปทางด้านหลัง โดยเริ่มจากส่วนที่เหนือ reflection ของ Urinary bladder แล้วอ้อมไปผูกปมที่ยอดมดลูกให้แน่น (ให้ผู้ช่วยใช้มือบีบรัดมดลูกในแนวตั้งให้มากที่สุดก่อนจะผูกปม) โดยส่วนใหญ่มักจะผูก 2 มัด ดังภาพที่ 7

ภาพที่7: แสดงวิธีการทำ Hayman suture
ที่มา: Balogun-Lynch C, Javaid TA. B-Lynch Compression Suture as an Alternative to Paripartum Hysterectomy.Approaches to Hysterectomy. InTech; 2015.(14)

    1. Cho suture

เป็นการเย็บมดลูกเป็นลักษณะสี่เหลี่ยม 4 จุด ข้อดีคือทำให้โพรงมดลูกทั้งหมดถูกเย็บชิดกัน โดยปักเข็มทะลุจาก Anterior wall ไปจนถึง Posterior wall โดยปักเป็น 4 เหลี่ยม จำนวน 4-5 อัน เพื่อปิดช่องว่างภายในมดลูกให้หมด ซึ่งวิธีนี้จะแน่นกว่า B-lynch suture อย่างไรก็ตาม วิธีนี้มีโอกาสทำให้เกิด pyometra หรือ Asherman syndrome ได้(15)

ภาพที่8: แสดงวิธีการทำ Cho suture
ที่มา: Balogun-Lynch C, Javaid TA. B-Lynch Compression Suture as an Alternative to Paripartum Hysterectomy.Approaches to Hysterectomy. InTech; 2015.(14)

Uterine artery/Utero-ovarian vessel ligation

คือการเย็บผูกเส้นเลือด Uterine artery โดยแนะนำให้ทำทั้ง Low ligation และ high ligation โดยการยกมดลูกขึ้นมาให้เห็น Uterine vessel ที่ทอดอยู่ข้างๆมดลูกบริเวณ Lower segment ใช้ Vicryl เบอร์ 1 ปักเข็มที่กล้ามเนือมดลูกด้านในต่อเส้นเลือด Uterine vessel ประมาณ 2-3 cm เย็บจากด้านหน้าทะลุไปด้านหลังของมดลูกอ้อมเส้นเลือด ผ่าน Broad ligament แล้วผูกให้แน่น โดยการผูกในตำแหน่งนี้เรียกว่า Low ligation หรือ Uterine artery ligation ส่วนการทำ High ligation หรือ Utero-ovarian vessel ligation ให้ปักเข็มบริเวณใกล้ท่อนำไข่ ชิดยิดมกลูก เข้ากล้ามเนื้อมดลูกประมาณ 2-3 cm แล้วผูกให้แน่น(5)

ภาพที่ 9: แสดงวิธีการทำ Low/ High ligation
ที่มา: Gabbe SG, Niebyl JR, Simpson JL. Obstetrics: normal and problem pregnancies. 4th edition. New York: Churchill Livingstone; 2002. p. 470(16)

Internal iliac artery ligation

ปัจจุบันไม่นิยมทำ เนื่องจากทำยาก และมีโอกาสสำเร็จ 39-100%(17) เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของ Internal iliac vein

Subtotal/Total hysterectomy

ทำในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ต้องการมีบุตรแล้ว หรือเลือดออกแล้วไม่หยุดด้วยวิธี Conservative ที่กล่าวมาข้างต้น

Abdominal packing

ในบางกรณีแม้จะตัดมดลูกไปแล้ว ก็ยังอาจจะมีเลือดออกจาก Raw surface ได้ โดยเฉพาะในรายที่มี DIC ซึ่งสามารถให้การรักษาด้วยการ Pack gauze ในช่องท้อง แล้วค่อยนำออกในภานหลัง เมื่อผลเลือดปกติดีแล้ว มีหลายวิธีเช่น Pack and go back(18) หรือ Umbrella packing(19)

Recovery

ผู้ป่วยควรได้รับ Iron supplement ให้เร็วที่สุดหลังคลอด เป็นเวลา 6-12 อาทิตย์ โดยในผู้ป่วยที่มีภาวะ Anemia ร่วมด้วย ควรได้รับ iron supplement จนกว่าระดับของ hemoglobin จะกลับสู่ระดับปกติ แนะนำให้เป็น Elemental iron 120 mg/day และ Folic acid 400 micrograms/ day(20)

ในกรณีของ Intravenous iron supplement สามารถใช้ได้ในผู้ป่วยที่เป็น Iron deficiency ที่ไม่สามรถรับประทาน Oral iron supplementได้ หรือผู้ป่วยที่มี Severe iron deficiency (Hb < 8 g/dl) ที่มีอาการ Anemic symptom อย่างไรก็ตาม Intravenous iron supplement บางชนิดเช่น iron dextran อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิด anaphylacxis ได้

Health system intervention

แนะนำให้มีการจัดทำ PPH protocol ในแต่ละโรงพยาบาล ตามบริบทของโรงพยาบาลนั้นๆ โดยควรทำให้เข้าใจง่าย แบ่งงานหน้าที่ชัดเจน และนำไปใช้งานได้ง่าย มีหน้าที่ของบุคลากรแต่ละคนอย่างชัดเจน มีการวาง timeline ของการให้ intervention ต่างๆ , ข้อบ่งชี้ของการยกระดับการรักษา และเส้นทางการส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลที่มีความพร้อมมากกว่า โดยควรมีการฝึกการใช้ PPH protocol เป็นประจำ เพื่อให้คุ้นชินกับการใช้งาน และสามารถนำไปใช้ในสถานการณ์จริงได้อย่างมั่นใจ

เอกสารอ้างอิง

  1. Huang CR, Xue B, Gao Y, Yue SW, Redding SR, Wang R, et al. Incidence and risk factors for postpartum hemorrhage after vaginal delivery: A systematic review and meta-analysis. J Obstet Gynaecol Res. 2023;49(7):1663-76.
  2. Cresswell JA, Alexander M, Chong MYC, Link HM, Pejchinovska M, Gazeley U, et al. Global and regional causes of maternal deaths 2009&#x2013;20: a WHO systematic analysis. The Lancet Global Health. 2025;13(4):e626-e34.
  3. อัตราส่วนการตายมารดา: กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข; [Available from: https://dashboard.anamai.moph.go.th/dashboard/mmr/index?year=2025.
  4. Gallos I, Williams CR, Price MJ, Tobias A, Devall A, Allotey J, et al. Prognostic accuracy of clinical markers of postpartum bleeding in predicting maternal mortality or severe morbidity: a WHO individual participant data meta-analysis. The Lancet. 2025;406(10514):1969-82.
  5. เเนวทางเวชปฏิบัติของราชวิทยาลัยสูตินรีเเพทย์เเห่งประเทศไทย เรื่อง การป้องกันเเละรักษาภาวะตกเลือดหลังคลอด.OB 68-041.
  6. Reducing your risk of perineal tears [Available from: https://www.rcog.org.uk/for-the-public/perineal-tears-and-episiotomies-in-childbirth/reducing-your-risk-of-perineal-tears/.
  7. Consolidation guidelines for the prevention, diagnosis and treatment of postpartum haemorrhage. Geneva: World Health Organization. 2025.
  8. Shakur H, Elbourne D, Gülmezoglu M, Alfirevic Z, Ronsmans C, Allen E, et al. The WOMAN Trial (World Maternal Antifibrinolytic Trial): tranexamic acid for the treatment of postpartum haemorrhage: an international randomised, double blind placebo controlled trial. Trials. 2010;11:40.
  9. Cunningham FG, Leveno, K. J., Bloom, S. L., Dashe, J. S., Hoffman, B. L., Casey, B.M., & Spong, C. Y. (Eds.). . Williams Obstetrics. 26th edition ed2022.
  10. Lalonde A. Prevention and treatment of postpartum hemorrhage in low-resource settings. Int J Gynaecol Obstet. 2012;117(2):108-18.
  11. El Ayadi AM, Butrick E, Geissler J, Miller S. Combined analysis of the non-pneumatic anti-shock garment on mortality from hypovolemic shock secondary to obstetric hemorrhage. BMC Pregnancy Childbirth. 2013;13:208.
  12. Arakaki T, Matsuoka R, Takita H, Oba T, Nakamura M, Sekizawa A. The routine use of prophylactic Bakri balloon tamponade contributes to blood loss control in major placenta previa. Int J Gynaecol Obstet. 2021;154(3):508-14.
  13. Mishra N, Agrawal S, Gulabani K, Shrivastava C. Use of an Innovative Condom Balloon Tamponade in Postpartum Haemorrhage: A Report. J Obstet Gynaecol India. 2016;66(1):63-7.
  14. Balogun-Lynch C, Javaid TA. B-Lynch Compression Suture as an Alternative to Paripartum Hysterectomy. In: Amarin ZO, editor. Approaches to Hysterectomy. London: IntechOpen; 2015.
  15. Cho JH, Jun HS, Lee CN. Hemostatic suturing technique for uterine bleeding during cesarean delivery. Obstet Gynecol. 2000;96(1):129-31.
  16. Gabbe SG NJ, Simpson JL. Obstetrics: normal and problem pregnancies. 4th edition ed. New York: Churchill Livingstone2002. p. 470.
  17. Doumouchtsis SK, Papageorghiou AT, Arulkumaran S. Systematic review of conservative management of postpartum hemorrhage: what to do when medical treatment fails. Obstet Gynecol Surv. 2007;62(8):540-7.
  18. Finan MA, Fiorica JV, Hoffman MS, Barton DP, Gleeson N, Roberts WS, et al. Massive pelvic hemorrhage during gynecologic cancer surgery: “pack and go back”. Gynecol Oncol. 1996;62(3):390-5.
  19. Dildy GA, 3rd. Postpartum hemorrhage: new management options. Clin Obstet Gynecol. 2002;45(2):330-44.
  20. Iron deficiency anaemia assessment, prevention, and control: a guide for programme managers Geneva: World Health Organization; 2001 [Available from: https://www.who.int/publications/m/item/iron-children-6to23–archieved-iron-deficiency-anaemia-assessment-prevention-and-control.
Read More

Premature ovarian insufficiency (ภาวะรังไข่หยุดทำงาน)

นพ.ธีรภูมิ ชูดำ
ผศ.พญ. วรชร ลัทธิวงศกร


โดยทั่วไปผู้หญิงแต่ละเชื้อชาติจะมีอายุเฉลี่ยในการหมดประจำเดือนต่างกันไป ในกลุ่มคนเอเชีย จะอยู่ที่อายุ 48.75 ปี (48-49 ปี)(1) ซึ่งหากหมดประจำเดือนในช่วงอายุ 40-44 ปี จะเรียกว่าเป็นกลุ่ม Early menopause แต่หากหมดประจำเดือนก่อนหน้านั้น จะถูกเรียกว่า Premature ovarian insufficiency

Premature ovarian insufficiency (POI) หรือชื่อเดิมคือ primary ovarian failure คือภาวะที่รังไข่หยุดทำงานก่อนอายุ 40 ปี สามารถแบ่งได้เป็น Non iatrogenic และ Iatrogenic ซึ่งเกิดจากการผ่าตัดรังไข่ หรือการได้รับ Chemotherapy หรือการฉายรังสี ในกลุ่ม Non iatrogenic มีความชุก 3.5 %(2) เพิ่มขึ้นจากอดีตที่มีความชุกของโรคอยู่ที่ 1% ในขณะที่กลุ่ม Iatrogenic มีความชุกอยู่ที่ 2.1-82.2%(3) ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิด POI

ปัจจัยเสี่ยง (Risk factor)

  1. Genetic

Chromosome abnormality บางอย่าง หรือ ความผิดปกติทาง genetic บางชนิดเพิ่มความเสี่ยงของการเป็น POI ได้

  1. Ethnicity

พบว่าความชุกในการวินิจฉัย POI ของประชากรเชื้อชาติ Hispanic, African, America หรือ Caucasian มีมากกว่า ประชากรเชื้อชาติ Asian

  1. Early life factor

ประวัติก่อนคลอดบางอย่างเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นPOI เช่นมารดาที่สูบบุหรี่ขณะตั้งครรภ์เพิ่มความเสี่ยงที่บุตรจะเป็น POI 24 % , การเป็น Twin เพิ่มความเสี่ยงในการเป็น Early menopause ของบุตร นอกจากนี้ยังพบว่าการได้ทานนมแม่น้อยเป็นระยะเวลาน้อยกว่า 1 เดือน หรือ สถานภาพทางสังคมที่ต่ำ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงของการเป็น Early menopause ได้

  1. BMI

ในคนที่มี BMI < 18.5 เพิ่มความเสี่ยงในการเป็น Early menopause

  1. Smoking

การสูบบุหรี่จะไปรบกวนการสร้างและการเจริญเติบโตของ follicle ในรังไข่ ซึ่งสัมพันธ์กับการเกิด Early menopause ได้ โดยขึ้นอยู่กับปริมาณที่สูบและระยะเวลาที่สูบ

  1. Alcohol drinking

การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณ 1 drink ต่ออาทิตย์ จะทำให้การหมดประจำเดือนช้าลง เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์

  1. Co-existing medical condition

ในผู้ป่วยที่เป็น PCOS มีความเสี่ยงในการเป็น POI มากกว่าคนที่ไม่เป็น หรือในกลุ่มโรคอื่นๆ เช่น Galactosemia, Addison disease ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเป็น POI ได้เช่นเดียวกัน

  1. Infection

การติดเชื้อคางทูม อาจทำให้เกิดภาวะ Mumps oophoritis ซึ่งก่อให้เกิดภาะ POI พบได้ 3-7% ในผู้ป่วยที่ได้วินิจฉัย POI

  1. Chemical exposure

การได้รับสารบางชนิดเช่น Organochloride, Phthalates หรือ Polychlorinated biphenyl จะเพิ่มความเสี่ยงของการเป็น Early menopause ได้(4)

อาการแสดง (Clinical presentation)

  1. Irregular menstruation

สามารถพบได้ทั้ง Primary และ Secondary amenorrhea โดยในช่วงแรกจะพบอาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอก่อน แล้วจึงกลายเป็นประจำเดือนไม่มา ซึ่งมักจะเกิดขึ้นภายใน 1 ปีหลังจากที่มี onset ของการมีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ(5)

  1. Estrogen withdrawal symptom

เนื่องจากรังไข่หยุดทำงาน จึงมีการสร้าง Hormone estrogen ที่ลดลง จนทำให้เกิดอาการเหมือนกับคนที่เข้าสู่ภาวะวัยทอง จากการเกิด Estrogen withdrawal จึงมักจะพบอาการเช่น อารมณ์แปรปรวน, ร้อนวูบวาบ, นอนไม่หลับ, อ่อนเพลีย, ช่องคลอดแห้ง, ปัสสาวะบ่อย, ปัญหาระหว่างการมีเพศสัมพันธ์,ฯลฯ (6) โดยอาการเหล่านี้ มักเป็นๆหายๆ และมีความรุนแรงที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน

อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้อาจไม่พบในผู้ป่วยที่เป็นหญิงอายุน้อยที่มีภาวะ Primary amenorrhea เนื่องจากผู้ป่วยไม่เคยมีระดับของ Estrogenที่สูง ทำให้ไม่มีอาการของ Estrogen withdrawal(7)

การวินิจฉัย (Diagnosis)

ผู้หญิง อายุ < 40 ปี ที่มีภาวะดังนี้

  1. Amenorrhea หรือ Irregular menstrual cycle อย่างน้อย 4 เดือน
  2. ระดับของ Gonadotropin ในเลือดสูงขึ้น –> FSH level > 25 IU/L

(สามารถตรวจซ้ำในช่วง 4-6 อาทิตย์ได้ หากผลออกมาคลุมเครือ)

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะวินิจฉัย Primary ovarian insufficiency ควรแยกสาเหตุอื่นๆเช่น การตั้งครรภ์, ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ, ความผิดปกติของฮอร์โมนไทรอยด์, ฮอร์โมนโพรแลคตินในเลือดสูง เป็นต้น รวมถึงควรหยุดใช้ยาคุมกำเนิด หรือการใช้ยาฮอร์โมนก่อนที่จะวินิจฉัย POI

ในส่วนของฮอร์โมนอื่นๆ เช่น Estradiol level (< 50 pg/ml) แสดงถึงภาวะ Hypoestrogenism (8) อย่างไรก็ตาม Estrogen level ที่ต่ำอย่างเดียว ไม่ได้ใช้ในการวินิจฉัย POI แต่สามารถใช้ในการสนับสนุนการวินิจฉัยเมื่อมีผล FSH ที่สูงร่วมด้วยได้ หรือ Anti mullerian hormone ที่แสดงถึง Ovarian reserve ก็สามารถใช้ในการสนับสนุนการวินิจฉัยได้ หากผล FSH ออกมาไม่สามารถสรุปได้ (แต่ไม่ควรใช้เป็นPrimary test ในการวินิจฉัย)(9)

ในส่วนของผู้ป่วยที่มีประวัติผ่าตัด Bilateral salpingo-oophorectomy ก่อนอายุ 40 ปี สามารถให้การวินิจฉัยเป็น Iatrogenic POI ได้เลย โดยไม่ต้องตรวจเพิ่มเติม

สาเหตุ (Etiology)

สาเหตุของการเกิด POI มีได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

Chromosome abnormality

  1. Aneuploidy เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมในด้านของจำนวน
    1. Turner syndrome (45,X0 or 45X/46XX)

สามารถพบได้หลาย karyotype เช่น 45,X0 หรือ 45X/46XX mosaicism ก็ได้ โดยการขาดหายของ โครโมโซม X จะทำให้เร่งการสูญเสีย Primordial oocyte ให้ไวขึ้น ส่งผลให้เกิด POI ได้ ผู้ป่วยมักมีลักษณะของ Turner stigmata เช่น Short statue, Lymphedema, Webbed neck, Wide space nipple, cubitus valgus, cardiac anomalies(10)

    1. Triple X syndrome (47,XXX)

สามารถทำให้เกิด POI ได้ด้วยการลดปริมาณของ Ovarian reserve อาจพบลักษณะ Tall statue, Epicanthal fold, Clinodactyly, Hypotonia in infancy และ constipation ได้ในผู้ป่วยกลุ่มนี้(11)

    1. Y chromosome

อาจพบได้ในผู้ป่วยบางราย หรือสามารถพบร่วมกับ Turner syndrome ได้ 10-12 % โดยการที่มี Y chromosome จะเพิ่มความเสี่ยงของการเป็น Gonadoblastoma และ Dysgerminomaได้ในอนาคต(12)

  1. Structural X chromosome abnormality
    1. FMR1 Premutation

เป็น Most common single genetic gene disorder (13) เกิดจากการการ Mutation ใน FMR1 gene บน Xq27.3 ซึ่งจะมีการซ้ำของลำดับเบส CGG ในยีนดังกล่าว ในคนปกติจะมีลำดับเบส CGG ซ้ำกัน < 45 ชุด, หากมีมากกว่า 200 ชุด จะเรียกว่า Full mutation และวินิจฉัยเป็น Fragile X syndrome อย่างไรก็ตาม หากมีการซ้ำกัน 55-200 ชุด จะเรียกว่าเป็น Premutation ซึ่งจะสัมพันธ์กับ POI โดยจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็น 20 % และนอกจากนี้ การมี FMR 1 premutation สามารถเปลี่ยนเป็น Full mutation ได้ เมื่อส่งต่อไปยังรุ่นถัดไป(13)

    1. Other genetic cause

มีความผิดปกติของ gene บางชนิดที่ทำให้เกิดความผิดปกติของการทำงานของรังไข่ เช่น มีผลต่อ DNA repair, การเจริญเติบโตของ Follicle, การทำงานของ Mitochondria (Perrault syndrome, Galactosemia ) เป็นต้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้น้อย เมื่อเทียบกับสาเหตุอื่นๆข้างต้นที่กล่าวไว้ก่อนหน้า (14, 15)

การตรวจทางพันธุกรรมเพื่อหาสาเหตุของ POI (Genetic testing in POI)

ควรได้รับการตรวจทุกรายที่เป็น Non iatrogenic POI เพื่อหาสาเหตุ และเพื่อให้คำแนะนำเรื่องพยากรณ์โรค, หาอาการร่วมอื่นๆ เช่น Cardiac defect ในTurner syndrome รวมถึงการให้คำปรึกษาในด้านพันธุกรรมให้กับผู้ป่วย

  1. Karyotyping

เป็น Gold standard ในการดูความผิดปกติในเชิงจำนวนของโครโมโซม สามารถใช้ในการวินิจฉัยย Turner syndrome, Triple X syndrome, Y chromosome และ Mosaicism ได้

  1. FMR1 gene testing

เป็น Molecular genetic testing ใช้การดูจำนวนการซ้ำของชุดเบส CGG ใน FMR1 gene ควรตรวจในผู้ป่วยที่เป็น Non iatrogenic POI ทุกราย เนื่องจากหากเป็น FMR1 premutation จะต้องทำการตรวจคัดกรองคนในครอบครัว รวมถึงต้องมีการให้คำปรึกษาทางด้านพันธุกรรมกับผู้ป่วยด้วย (สามารถเปลี่ยนเป็น full mutation ในรุ่นถัดๆไปได้)

  1. Monogenic study

ในกรณีที่ Karyotyping และ FMR1 gene testing ปกติ สามารถพิจารณาตรวจ Next gen sequencing หรือ Whole genome sequencing เพื่อหาความผิดปกติใน Specific gene ใน POI panel ได้ แต่ไม่แนะนำให้ทำในทุกรายเนื่องจากไม่ได้ทำได้ในทุกโรงพยาบาล และโอกาสที่จะเจอความผิดปกติค่อนข้างน้อย

Autoimmune cause

  1. Autoimmune adrenal insufficiency (Addison disease)

จากการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยที่เป็น Addison disease 6-20% เป็น POI คาดว่าสาเหตุเกิดจากการ Cross reaction ของ antibodies ระหว่างเซลล์ที่ผลิต Steroid ในรังไข่และต่อมหมวกไต ทำให้เกิด POI ได้ โดยเกี่ยวข้องกับ 21OH Antibody(16)

  1. Autoimmune thyroid hormone disorder

พบได้ในผู้ป่วยที่เป็น POI 20% จากการศึกษาพบThyroid peroxidase autoantibodies (TPO ABs) สูงขึ้นในผู้ป่วยที่เป็น POI ซึ่งยังไม่ทราบกลไกการเกิดที่ชัดเจน(17) อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ส่งตรวจ TPO Abs เพื่อ screening เนื่องจากมีความชุกของการพบ TPO Abs positive สูง ในกลุ่มประชากรทั่วไป(18) จึงแนะนำให้ Screening ด้วย TSH แทน

  1. Type I diabetes

ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลความแตกต่างระหว่างอายุที่เกิด menopause ในผู้ป่วย DM type I และ กลุ่มประชากรปกติ ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ Screening ในทุกราย(19)

  1. Other autoimmune disease

ในกลุ่มโรค autoimmune อื่นๆเช่น SLE, Rheumatoid arthritis, immune thrombocytopenia purpura, AIHA, Pernicious anemia, Vitiligo, Alopecia areata, IBD, primary

biliary cirrhosis, glomerulonephritis, multiple sclerosis, myasthenia gravis แนะนำให้ตรวจหากมีประวัติหรือการตรวจร่างกายที่เข้าได้กับโรคดังกล่าว หากไม่มี ไม่แนะนำให้ตรวจเป็น Routine

Management

เนื่องจากการเกิด Estrogen withdrawal ทำให้เกิดปัญหาในหลายๆระบบของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการเจริญพันธุ์, ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก , ระบบหัวใจและหลอดเลือด, สภาวะทางจิตใจ, การมีเพศสัมพันธุ์ และระบบประสาท

  1. การเจริญพันธุ์ (Fertility)

จากการเกิด ovarian depletion ทำให้ลดโอกาสการเกิดการตั้งครรภ์ได้ด้วยวิธีธรรมชาติ จากการศึกษาพบว่าโอกาสการตั้งครรภ์โดยธรรมชาติอยู่ที่ 2.2-14.2 %(20) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ถึงแม้รังไข่จะหยุดทำงานไป ก็ยังมีบางช่วงที่กลับมาทำงาน ทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้เองเป็นบางครั้ง ดังนั้นจึงยังแนะนำการคุมกำเนิด ในผู้ป่วย POI ที่ไม่ต้องการบุตร

อย่างไรก็ตามในกรณีที่ต้องการมีบุตร ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาที่สามารถกระตุ้นการทำงานของรังไข่, การตกไข่ และเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์โดยธรรมชาติได้(21) วิธีการที่ดีที่สุดในการตั้งครรภ์ปัจจุบันคือ Oocyte donation วิธีนี้เพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ได้ถึง 70-80%(20)

ในส่วนของการทำ Fertility preservation แนะนำในกลุ่ม Iatrogenic POI โดยเริ่มทำก่อนการผ่าตัดรังไข่ หรือในกลุ่มหญิ่งที่มีความเสี่ยงต่อการเกิด POI เช่น มีประวัติครอบครัวเป็น POI, Fragile X syndrome, Turner syndrome หรือ ผู้ป่วยมะเร็งต่างๆ(22)

  1. ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก (Musculoskeletal system)

การเกิด Estrogen withdrawal เพิ่มความเสี่ยงในการเกิด ภาวะมวลกระดูกลด และภาวะกระดูกพรุนได้ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดกระดูหัก รวมไปถึงข้อมูลบางส่วนพบการลดลงของกล้ามเนื้อ ลดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในผู้ป่วย POI ด้วย(23)

การรักษาสามารถทำได้ด้วยการปรับพฤติกรรม เช่นการออกกำลังกายแบบ Weight bearing, การหยุดสูบบุหรี่, การลดน้ำหนัก, การรับประทาน Vitamin D และ Calcium เป็นต้น(24)

ส่วนการใช้ยาเช่น Bisphosphonate, SERM, Raloxifene, Denosumab, Romosozumab, Teriparatide และ Abaloparetide สามารถลดการเกิดกระดูกหักได้ อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังในยากลุ่ม Bisphosphonate ในผู้ป่วยที่วางแผนตั้งครรภ์ เนื่องจากมีข้อมูลความเสี่ยงในการใช้ยา bisphosphonate ในหญิงตั้งครรภ์ และ ตัวยายังอยู่ในกระดูกได้ค่อนข้างนาน จึงแนะนำให้หยุดยาอย่างน้อย 3-12 เดือนก่อนตั้งครรภ์(25)

การใช้ Hormonal therapy สามารถเพิ่ม Bone mass density (BMD) และ ลดการเกิดกระดูกหักได้ อย่างไรก็ตาม พบว่าการใช้ยาhormone อย่างไม่สม่ำเสมอ จะส่งผลลด bone density แทน และเพิ่มความเสี่ยงการเป็น กระดูกพรุน จึงควรแนะนำผู้ป่วยให้ใช้ยาอย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้น ในผู้ป่วย POI ทุกราย จึงควรได้รับการทำ Dual x-ray absorptiometry (DXA) เพื่อประเมินเรื่อง Osteoporosis และในคนที่มีภาวะ Osteopenia หรือ Osteoporosis ควรได้รับการติดตาม ด้วย DXA scan ทุก 1-3 ปี

  1. ระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular system)

การขาด Estrogen จะเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคความดันโลหิตสูง, เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง โดยโรคเหล่านี้ จะทำให้เกิด Endothelial dysfunction ส่งผลให้เกิด Primary atherosclerosis เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน, หัวใจวายเฉียบพลัน และโรคหลอดเลือดสมองตีบ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเพิ่มขึ้นของ morbidity และ mortality ของ POI (26, 27)

แนวทางการรักษาเริ่มจากการปรับพฤติกรรม ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ, เลิกบุหรี่, ออกกำลังกายเป็นต้น

จากกการศึกษาพบว่าการที่ผู้ป่วยขาด Estrogen เป็นเวลานาน จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของCardiovascular disease (28) ดังนั้นการรักษาที่สำคัญที่สุดคือการใช้ Estrogen therapy ซึ่งจะช่วยในเรื่อง Vascular endothelial และ Lipid metabolism ช่วยลดโอกาสการเกิดCardiovascular event และ Mortality จึงแนะนำให้ใช้จนกว่าจะถึงอายุที่ควรจะหมดประจำเดือน

ผู้ป่วยที่ได้รับวินิจฉัยเป็น POI ควรได้รับการตรวจ ไขมันในเลือดและเบาหวานทุกคนตั้งแรกแรกที่ได้รับการวินิจฉัย และควรได้รับการคัดกรองโรคเหล่านี้ทุกปี รวมถึงการวัดความดันโลหิตและประเมินน้ำหนัก ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิด Cardiovascular disease แนะนำให้ส่งตัวเพื่อรักษาต่อกับ Cardiologist

  1. สุขภาพจิต (Psychological wellbeing)

ในผู้ป่วย POI มักมีปัญหาจาก Vasomotor symptom ต่างๆ ซึ่งทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง ส่งผลผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีสุขภาพจิตที่แย่กว่าคนทั่วไป รวมถึงมีความเสี่ยงสูงในการเป็น โรคซึมเศร้า และโรคกังวล ดังนั้นจึงควรคัดกรองสุขภาพจิตในผู้ป่วยกลุ่มนี้ด้วย

การรักษาสามารถใช้ได้ทั้ง Hormonal therapy หรือใช้ยาทางจิตเวช เช่น SSRIs, SNRIs, Clonidine และ Gabapentin ซึ่งสามารถช่วยลด Vasomotor symptoms ได้ ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น

ในส่วนของการรักษาอื่นๆ เช่น Cognitive behavioral therapy ก็สามารถช่วยได้เช่นกัน

  1. การมีเพศสัมพันธ์ (Sexuality)

ผู้ป่วยมักมาด้วยอาการ 2 รูปแบบ คือ Genitourinary symptom เช่น ช่องคลอดแห้ง ทำให้มีอาการเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ และ Hypoactive sexual desired disorder คือการมีความต้องการทางเพศลดลง ซึ่งเกิดจากการสร้าง Androgen ที่ลดลง รวมถึงอาจเกิดจากทางด้านจิตใจด้วย(29)

การรักษา Genitourinary symptom สามารถทำได้โดยการใช้ Hormonal therapy ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้ง Systemic และ Local estrogen treatment โดยสามารถลดอาการของ GSM ได้ค่อนข้างดี นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่พบว่าการใช้ Local androgen ไม่ว่าจะเป็น Intravaginal DHEA หรือ Intravaginal testosterone cream สามารถลดอาการของGSM, Vulvovaginal atrophy ได้ รวมถึงสามารถเพิ่ม Sexual function(30) ได้ด้วย อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยที่ใช้ Hormone ในการรักษาไม่ได้ หรือใช้ Hormonal therapy แล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น สามารถพิจารณาใช้ Vaginal lubricant และ Moisturizer ในการรักษาอาการของ GSM ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีการใช้ physical therapy เช่น Vaginal dilator ในการรักษา Severe dyspareunia, การใช้ Vibrator เพิ่ม Sensation และ การทำ Pelvic floor exercise เพื่อลดอาการของ GSM ได้อีกด้วย

การรักษา Hypoactive sexual desired disorder (HSDD) สามารถใช้ Systemic estrogen ในการรักษาได้ อย่างไรก็ตาม หากใช้ Hormonal therapy มานาน 6 เดือนแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น สามารถใช้ Systemic testosterone ในการรักษาได้ โดยใช้เป็น Transdermal testosterone เป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อเพิ่มความต้องการทางเพศได้(31)

นอกจากการใช้ Hormone ในการรักษา สามารถใช้การให้คำปรึกษาทางเพศในการช่วยเรื่องอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ และ การมีความต้องการทางเพศที่ลดลงได้

  1. Neurological function

การเป็น POI เพิ่มความเสี่ยงในการเป็น Dementia และ Parkinsonism ได้ การใช้ hormonal therapy สามารถช่วยป้องกัน Neurological function ได้ (32)

Hormonal therapy(33)

ดังที่กล่าวไปข้างต้น จะเห็นได้ว่า Hormonal therapy เป็นการรักษาที่สำคัญใน POI เนื่องจากช่วยป้องกัน Sequalae ต่างๆที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากวินิจฉัย POI และยังช่วยในการลด Morbidity และ Mortality ที่เกิดจาก Cardiovascular disease ได้อีกด้วย

เป้าหมายของการใช้ Hormonal therapy คือการใช้ในปริมาณที่อยู่ในระดับของ Physiological level โดยปริมาณยาที่ใช้ จะมากกว่าปริมาณปกติที่ใช้ในหญิงวัยหมดประจำเดือน โดยรูปแบบการให้จะพิจารณาจากการมีมดลูกของผู้ป่วย หากผู้ป่วยมีมดลูกจะให้เป็น Estrogen + Progesterone เพื่อป้องกัน Endometrium แต่หากไม่มีมดลูก สามารถใช้ Estrogen alone regimen ได้ อย่างไรก็ตาม การให้ Estrogen therapy มีข้อความเสี่ยงที่ต้องระวัง ได้แก่ Breast cancer, Endometrial cancer/hyperplasia, Stroke ,Venous thromboembolism ซึ่งอาจะต้องเปลี่ยนไปใช้การรักษาแบบอื่นๆแทน โดยรูปแบบการให้ Estrogen มีดังนี้

  1. Sequential estrogen replacement

ให้ Estrogen ตามด้วย Progesterone 12-14 วันในรอบ Cycle อาจมีผลข้างเคียงเป็นเลือดออกได้ แต่สามารถลดความเสี่ยงของการเกิด Endometrial hyperplasiaได้

  1. Continuous estrogen replacement

ให้ Estrogen คู่กับการให้ progesterone 14 วัน ทุกๆ 12 อาทิตย์ การให้แบบ continuous จะช่วยลดอาการที่เกิดจากการขาด estrogen ได้ (ไม่มีช่วงหยุดยา จึงไม่มีช่วงที่เกิด estrogen withdrawal symptoms) อย่างไรก็ตาม วิธีนี้จะเพิ่มความเสี่ยงของการเป็น Endometrial hyperplasia ได้ จึงควรมีการตรวจติดตามเรื่อง Endometrial hyperplasia เป็นระยะ

  1. Combined contraceptive pill (COC)

การใช้ COC มีข้อดีคือช่วยในการคุมกำเนิดได้ แต่ปริมาณฮอร์โมนจะสูงกว่าระดับ Physiologic level และมี First pass hepatic effect ทำให้เพิ่ม risk ของการเกิด Thromboembolism ได้ และจากการศึกษายังพบว่า ผลของการป้องกัน CVD risk, Osteoporosis และการลดอาการต่างๆ ใน COC ด้อยกว่าการใช้ Hormonal therapy อย่างไรก็ตามหากต้องการใช้เพื่อผลด้านการคุมกำเนิดด้วย แนะนำให้ใช้เป็น Continuous COC เพื่อลดการเกิดอาการของ Estrogen withdrawal ในช่วงที่ทานเม็ดแป้ง หรือหยุดยา

  1. Estrogen + 52 mg Levonorgestrel IUD

เป็นวิธีการที่ใช้คุมกำเนิดได้ ไม่มีเลือดออก และสามารถใช้เพื่อ Protect endometrium ได้ด้วย

ตารางที่1: แสดงวิธีการใช้ Hormonal therapy ในรูปแบบต่างๆ รวมถึงระดับยาที่ใช้
ที่มา: Panay N, et al. Evidence-based guideline: premature ovarian insufficiency . Hum Reprod Open. 2024

ภาพที่1: สรุปแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วย Premature ovarian insufficiency

ที่มา: Panay N, et al. Evidence-based guideline: premature ovarian insufficiency . Hum Reprod Open. 2024

การนัดติดตาม (Follow up)

หลังการรักษา ผู้ป่วยควรได้รับการทำ Mammogram , Bone density assessment และการตรวจร่างกายเพื่อคัดกรองภาวะเสี่ยงโรคหลอดเลือดและหัวใจ อย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง

จากข้อมูลข้างต้นทำให้เห็นได้ว่า Primary ovarian insufficiency เป็นภาวะควรวินิจฉัยให้ได้ และต้องพิจารณาถึงปัญหาที่จะตามมาในหลายๆระบบ ส่งผลถึงคุณภาพชีวิต ไปจนถึง Morbidity และ Mortality ของผู้ป่วย การรักษาสำคัญคือการใช้ยาฮอร์โมนเพื่อทดแทน และลดอาการต่างๆของผู้ป่วย รวมถึงการให้คำแนะนำทั้งด้านการปรับพฤติกรรม การวางแผนมีบุตร และสุขภาพจิต เพื่อดูแลผู้ป่วยให้รอบด้าน

เอกสารอ้างอิง

  1. Schoenaker DA, Jackson CA, Rowlands JV, Mishra GD. Socioeconomic position, lifestyle factors and age at natural menopause: a systematic review and meta-analyses of studies across six continents. Int J Epidemiol. 2014;43(5):1542-62.
  2. Golezar S, Ramezani Tehrani F, Khazaei S, Ebadi A, Keshavarz Z. The global prevalence of primary ovarian insufficiency and early menopause: a meta-analysis. Climacteric. 2019;22(4):403-11.
  3. Giri R, Vincent AJ. Prevalence and Risk Factors of Premature Ovarian Insufficiency/Early Menopause. Semin Reprod Med. 2020;38(4-05):237-46.
  4. Grindler NM, Allsworth JE, Macones GA, Kannan K, Roehl KA, Cooper AR. Persistent organic pollutants and early menopause in U.S. women. PLoS One. 2015;10(1):e0116057.
  5. Jiao X, Zhang H, Ke H, Zhang J, Cheng L, Liu Y, et al. Premature Ovarian Insufficiency: Phenotypic Characterization Within Different Etiologies. J Clin Endocrinol Metab. 2017;102(7):2281-90.
  6. Huang Y, Qi T, Ma L, Li D, Li C, Lan Y, et al. Menopausal symptoms in women with premature ovarian insufficiency: prevalence, severity, and associated factors. Menopause. 2021;28(5):529-37.
  7. Rebar RW, Connolly HV. Clinical features of young women with hypergonadotropic amenorrhea. Fertil Steril. 1990;53(5):804-10.
  8. Primary ovarian insufficiency in adolescents and young women.Committee Opinion No. 605. American College of Obstetricians and Gynecologists Obstet Gynecol 2014.
  9. Nelson SM, Davis SR, Kalantaridou S, Lumsden MA, Panay N, Anderson RA. Anti-Müllerian hormone for the diagnosis and prediction of menopause: a systematic review. Hum Reprod Update. 2023;29(3):327-46.
  10. Gravholt CH, Andersen NH, Christin-Maitre S, Davis SM, Duijnhouwer A, Gawlik A, et al. Clinical practice guidelines for the care of girls and women with Turner syndrome. Eur J Endocrinol. 2024;190(6):G53-g151.
  11. Davis SM, Soares K, Howell S, Cree-Green M, Buyers E, Johnson J, et al. Diminished Ovarian Reserve in Girls and Adolescents with Trisomy X Syndrome. Reprod Sci. 2020;27(11):1985-91.
  12. Matsumoto F, Matsuyama S, Matsui F, Yazawa K, Matsuoka K. Variation of Gonadal Dysgenesis and Tumor Risk in Patients With 45,X/46,XY Mosaicism. Urology. 2020;137:157-60.
  13. Tassone F, Protic D, Allen EG, Archibald AD, Baud A, Brown TW, et al. Insight and Recommendations for Fragile X-Premutation-Associated Conditions from the Fifth International Conference on FMR1 Premutation. Cells. 2023;12(18).
  14. Heddar A, Ogur C, Da Costa S, Braham I, Billaud-Rist L, Findikli N, et al. Genetic landscape of a large cohort of Primary Ovarian Insufficiency: New genes and pathways and implications for personalized medicine. EBioMedicine. 2022;84:104246.
  15. Van Der Kelen A, Okutman Ö, Javey E, Serdarogullari M, Janssens C, Ghosh MS, et al. A systematic review and evidence assessment of monogenic gene-disease relationships in human female infertility and differences in sex development. Hum Reprod Update. 2023;29(2):218-32.
  16. Vogt EC, Breivik L, Røyrvik EC, Grytaas M, Husebye ES, Øksnes M. Primary Ovarian Insufficiency in Women With Addison’s Disease. J Clin Endocrinol Metab. 2021;106(7):e2656-e63.
  17. Khizroeva J, Nalli C, Bitsadze V, Lojacono A, Zatti S, Andreoli L, et al. Infertility in women with systemic autoimmune diseases. Best Pract Res Clin Endocrinol Metab. 2019;33(6):101369.
  18. Hollowell JG, Staehling NW, Flanders WD, Hannon WH, Gunter EW, Spencer CA, et al. Serum TSH, T(4), and thyroid antibodies in the United States population (1988 to 1994): National Health and Nutrition Examination Survey (NHANES III). J Clin Endocrinol Metab. 2002;87(2):489-99.
  19. Thong EP, Codner E, Laven JSE, Teede H. Diabetes: a metabolic and reproductive disorder in women. Lancet Diabetes Endocrinol. 2020;8(2):134-49.
  20. Cambray S, Dubreuil S, Tejedor I, Dulon J, Touraine P. Family building after diagnosis of premature ovarian insufficiency: a cross-sectional survey in 324 women. Eur J Endocrinol. 2023;188(3).
  21. Craciunas L, Zdoukopoulos N, Vinayagam S, Mohiyiddeen L. Hormone therapy for uterine and endometrial development in women with premature ovarian insufficiency. Cochrane Database Syst Rev. 2022;10(10):Cd008209.
  22. Zajicek M, Volodarsky-Perel A, Shai D, Dick-Necula D, Raanani H, Gruber N, et al. Evaluation of ovarian reserve in young females with non-iatrogenic ovarian insufficiency to establish criteria for ovarian tissue cryopreservation. Reprod Biomed Online. 2023;47(1):102-9.
  23. Divaris E, Anagnostis P, Gkekas NK, Kouidi E, Goulis DG. Early menopause and premature ovarian insufficiency may increase the risk of sarcopenia: A systematic review and meta-analysis. Maturitas. 2023;175:107782.
  24. Goh M, Nguyen HH, Khan NN, Milat F, Boyle JA, Vincent AJ. Identifying and addressing osteoporosis knowledge gaps in women with premature ovarian insufficiency and early menopause: A mixed-methods study. Clin Endocrinol (Oxf). 2019;91(4):498-507.
  25. Schreiber K, Frishman M, Russell MD, Dey M, Flint J, Allen A, et al. British Society for Rheumatology guideline on prescribing drugs in pregnancy and breastfeeding: comorbidity medications used in rheumatology practice. Rheumatology (Oxford). 2023;62(4):e89-e104.
  26.  Atsma F, Bartelink ML, Grobbee DE, van der Schouw YT. Postmenopausal status and early menopause as independent risk factors for cardiovascular disease: a meta-analysis. Menopause. 2006;13(2):265-79.
  27. Muka T, Oliver-Williams C, Kunutsor S, Laven JS, Fauser BC, Chowdhury R, et al. Association of Age at Onset of Menopause and Time Since Onset of Menopause With Cardiovascular Outcomes, Intermediate Vascular Traits, and All-Cause Mortality: A Systematic Review and Meta-analysis. JAMA Cardiol. 2016;1(7):767-76.
  28. Christ JP, Gunning MN, Palla G, Eijkemans MJC, Lambalk CB, Laven JSE, et al. Estrogen deprivation and cardiovascular disease risk in primary ovarian insufficiency. Fertil Steril. 2018;109(4):594-600.e1.
  29. Simon J, Braunstein G, Nachtigall L, Utian W, Katz M, Miller S, et al. Testosterone patch increases sexual activity and desire in surgically menopausal women with hypoactive sexual desire disorder. J Clin Endocrinol Metab. 2005;90(9):5226-33.
  30. Meziou N, Scholfield C, Taylor CA, Armstrong HL. Hormone therapy for sexual function in perimenopausal and postmenopausal women: a systematic review and meta-analysis update. Menopause. 2023;30(6):659-71.
  31. Davis SR. Androgens in premenopausal women and women with premature ovarian insufficiency. Climacteric. 2021;24(5):459-65.
  32. Hao W, Fu C, Dong C, Zhou C, Sun H, Xie Z, et al. Age at menopause and all-cause and cause-specific dementia: a prospective analysis of the UK Biobank cohort. Hum Reprod. 2023;38(9):1746-54.
  33. Panay N, Anderson RA, Bennie A, Cedars M, Davies M, Ee C, et al. Evidence-based guideline: premature ovarian insufficiency(). Hum Reprod Open. 2024;2024(4):hoae065.

 

Read More

Cesarean delivery-Contemporary Evidence-based practice with a 2026 update on Enhanced Recovery After Cesarean Delivery (ERAC)

แนวปฏิบัติการผ่าตัดคลอดตามหลักฐานเชิงประจักษ์ร่วมสมัย และการส่งเสริมการฟื้นตัวหลังผ่าตัดคลอดตามแนวทางปีพ.ศ. 2569

พ.ญ.ฐิตาภา เสริมประสาทกุล
อาจารย์ที่ปรึกษา อ.พญ.ณัฐนิภา ภารพบ


บทนำ

การผ่าตัดคลอด (Cesarean delivery) เป็นหัตถการสำคัญทางสูติศาสตร์ที่มีการดำเนินการอย่างแพร่หลายทั่วโลก และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เป็นการผ่าตัดใหญ่ทางช่องท้องที่อาจสัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนทางศัลยกรรม อาการปวดหลังผ่าตัด และระยะเวลาการฟื้นตัวของมารดาหลังคลอด ซึ่งปัจจุบันได้มีการพัฒนาและปรับปรุง เทคนิคการผ่าตัดคลอดและแนวทางการดูแลผู้ป่วยในระยะผ่าตัดตามหลักฐานเชิงประจักษ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา โดยแนวคิดการดูแลผู้ป่วยแบบ Enhanced Recovery After Surgery (ERAS) ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการผ่าตัดคลอด ภายใต้แนวทางที่เรียกว่า Enhanced Recovery After Cesarean Delivery (ERAC) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการดูแลในระยะการผ่าตัด ลดภาวะแทรกซ้อน และส่งเสริมการฟื้นตัวของมารดาหลังคลอดอย่างเหมาะสม

การเตรียมการก่อนการผ่าตัดคลอด (Preoperative preparation)

อ้างอิงจาก แนวทางเวชปฏิบัติของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยเกี่ยวกับแนวทางเรื่องการส่งเสริมการฟื้นตัวหลังการผ่าตัดคลอด เผยแพร่ตีพิมพ์ในเดือนมกราคม พ.ศ.2569 ได้กล่าวครอบคลุมถึงการดูแลในระยะก่อนคลอด ดังนี้(1)

  1. สตรีตั้งครรภ์ที่มีโรคร่วมควรได้รับการดูแลเตรียมพร้อมก่อนผ่าตัด โดยมีทีมสหสาขาวิชาชีพร่วมดูแล ได้แก่
    1. ภาวะโลหิตจาง ควรได้รับการหาสาเหตุและแก้ไขก่อนคลอดตามแนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและรักษาภาวะโลหิตจางในสตรีตั้งครรภ์ ปี พ.ศ.2568(2) โดยเฉพาะภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลหิตจางในสตริตั้งครรภ์ ควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมด้วยยารับประทาน หรือยาฉีดตามความเหมาะสม
    2. โรคอ้วน สตรีตั้งครรภ์ที่มีดัชนีมวลกาย (Body mass index; BMI) มากกว่า 30 kg/m2 ควรได้รับคำแนะนำให้ควบคุมน้ำหนักที่เพิ่มระหว่างการตั้งครรภ์ให้เหมาะสมตามเกณฑ์ที่แนะนำตามแนวทางเวชปฏิบัติภาวะอ้วนในสตรีตั้งครรภ์ ปี พ.ศ.2567(3)
    3. โรคความดันโลหิตสูง หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันสูงก่อนตั้งครรภ์ ควรได้รับยาลดความดัน เพื่อควบคุมความดันโลหิตให้ต่ำกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท
    4. โรคเบาหวาน ทั้งกรณีที่เป็นก่อนตั้งครรภ์(pre-gestational diabetes mellitus; preDM) และเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (gestational diabetes mellitus; GDM) ควรได้รับการควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ โดยมีเป้าหมายระดับ FBS ≤ 95 mg%, 1-hr postprandial ≤ 140 mg% และ 2 hr-postprandial ≤ 120 mg% โดยการคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้ยาอินซูลินตามข้อบ่งชี้อย่างเหมาะสม
    5. โรคร่วมอื่นๆ ได้แก่ โรคหัวใจ, โรคลมชัก, โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น Systemic Lupus Erythematosus (SLE), โรคหอบหืด แนะนำให้ควบคุมโรค และรับคำปรึกษาจากทีมสหสาขาวิชาชีพก่อนการผ่าตัด(4)
  2. การเตรียมหน้าท้องก่อนผ่าตัด (Preoperative skin antisepsis)

แนะนำให้สตรีตั้งครรภ์อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทั้งตัวด้วยสบู่ หรือใช้น้ำยาที่มีส่วนประกอบของ 2% Chlorhexidine gluconate ในคืนก่อนผ่าตัด หรือเช้าวันผ่าตัด หรือทั้งคืนก่อนผ่าตัดและเช้าก่อนผ่าตัด และไม่ควรโกนขนบริเวณหน้าท้องหรือหัวหน่าวด้วยมีดโกน โดยควรใช้เครื่องตัดขนไฟฟ้า (electric hair clipper) หรือเครื่องโกนขนไฟฟ้า (electric hair razor) แทน หากจำเป็นต้องกำจัดขนบริเวณที่จะผ่าตัด สำหรับสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะอ้วน แนะนำให้ได้รับการทำความสะอาดหน้าท้องด้วย Chlorhexidine ก่อนผ่าตัด และไม่แนะนำให้โกนขนบริเวณที่ต้องผ่าตัด(1, 4)

  1. การงดน้ำและอาหารก่อนผ่าตัด (Preoperative fasting)

การงดน้ำและอาหารก่อนผ่าตัด มีเป้าหมายเพื่อลดโอกาสการสำลัก (pulmonary aspiration) ในระหว่างการผ่าตัด ซึ่งอ้างอิงตามแนวทางปัจจุบันของ Enhanced Recovery After Surgery (ERAS) Society, Society for Obstetric Anesthesia and Perinatology (SOAP), American Society of Anesthesiologists และแนวทางเวชปฏิบัติของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย โดยไม่แนะนำการงดน้ำและอาหารเป็นระยะเวลานาน (โดยทั่วไปคือการงดน้ำและอาหารหลังเที่ยงคืนในวันก่อนผ่าตัด) เนื่องจากพบว่าทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ (hypovolemia) ภาวะน้ำตาลต่ำ (hypoglycemia) เลือดเป็นกรด (ketoacidosis) และลดความพึงพอใจของหญิงตั้งครรภ์ได้ โดยให้ยึดหลักลดระยะเวลาการงดน้ำและอาหารก่อนผ่าตัดให้น้อยที่สุดไม่ว่าจะใช้ชนิดของการระงับความรู้สึกในการผ่าตัดคลอดแบบใด โดยแนะนำว่าสามารถดื่มเครื่องดื่มชนิดใส (clear fluids) ได้แก่ น้ำเปล่า น้ำผลไม้ชนิดไม่มีกาก ชาหรือกาแฟที่ไม่ใส่นม น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มคาร์โบไฮเดรต (non-particulate carbohydrate drink) ได้อย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด โดยในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวาน พบว่าการดื่ม oral carbohydrate drink ก่อนการผ่าตัด ช่วยลดอัตราการเกิดภาวะน้ำตาลต่ำในขณะผ่าตัดได้ ซึ่งอาจพิจารณาในรายที่ไม่มีข้อห้าม แต่ในผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดที่มีความเสี่ยงสูงที่จะสำลัก มีภาวะที่อาจจะทำให้อาหารค้างในกระเพาะนานกว่าปกติ (delayed gastric emptying time) เช่น มีภาวะอ้วน ภาวะเบาหวาน กรดไหลย้อนรุนแรง หรือ กำลังใช้ยากลุ่ม Glucagon-like-peptide-1 receptor agonist (GLP-1 agonist) อาจพิจารณาปรับตามดุลยพินิจของวิสัญญีแพทย์เป็นรายๆไป ซึ่งสำหรับอาหารแข็ง (solid foods) แนะนำให้งดอาหารมื้อเบา หรือนม อย่างน้อย 6 ชั่วโมง และอาหารมื้อใหญ่ อาหารไขมันสูง หรืออาหารที่มีเนื้อสัตว์อย่างน้อย 8 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัด(1, 4)

การดูแลในระยะผ่าตัดคลอด (Intraoperative management)

  1. การทำความสะอาดหน้าท้องและช่องคลอดในห้องผ่าตัด (Abdominal wall skin and vaginal antiseptic preparations)

การทำความสะอาดหน้าท้องในห้องผ่าตัดก่อนการผ่าตัด แนะนำให้ใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีส่วนประกอบของ Chlorhexidine gluconate (5) ส่วนการทำความสะอาดในช่องคลอดนั้น แนะนำให้ทำในกรณีที่เป็นการผ่าตัดที่ไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า (non-elective surgery) เช่น การผ่าตัดฉุกเฉินหลังจากมีการเจ็บครรภ์คลอด หรือน้ำเดินมาก่อนแล้ว โดยอาจใช้เป็นน้ำยาทำความสะอาดที่มีส่วนประกอบของ Chlorhexidine gluconate หรือ Povidone-iodine ก็ได้(6) ซึ่งความเข้มข้นที่แนะนำให้ใช้ Chlorhexidine gluconate 2-4% และ Povidone-iodine 1%(5) โดยพบว่าการใช้น้ำยาทำความสะอาดช่องคลอดก่อนผ่าตัด ช่วยลดการเกิดการติดเชื้อในโพรงมดลูก (endometritis) การติดเชื้อที่แผลผ่าตัด (Surgical site infection; SSI) ภาวะแทรกซ้อนของแผลผ่าตัด (wound complications) และภาวะไข้หลังคลอด (Postpartum fever) ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(1, 7, 8)

  1. บุคคลสนับสนุนในห้องผ่าตัด (Personal support person)

ระหว่างการผ่าตัดคลอดที่ไม่ได้ใช้การดมยาสลบ แนะนำให้มีบุคคลสนับสนุน (support person) เช่น สามี หรือ ญาติ อยู่ในห้องผ่าตัดด้วย หากผู้ป่วยร้องขอ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดคลอดที่นัดมา หรือการผ่าตัดคลอดฉุกเฉินก็ตามหากไม่ได้มีข้อห้ามอื่นๆ เนื่องจากมีการศึกษาพบว่าช่วยลดความกังวลระหว่างการผ่าตัดและการระงับความรู้สึกทางไขสันหลังของหญิงตั้งครรภ์ได้(7, 9, 10)

  1. การให้ยาปฏิชีวนะก่อนการผ่าตัด (Antibiotic Prophylaxis)

การให้ยาปฏิชีวนะก่อนการผ่าตัดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ แนะนำให้ในทุกรายที่ผ่าตัดคลอด ยกเว้นในรายที่ได้รับยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมเชื้ออยู่แล้ว เช่น ภาวะติดเชื้อในน้ำคร่ำระหว่างการตั้งครรภ์ (Intraamniotic infection) และควรให้ภายในระยะเวลา 60 นาทีก่อนลงมีดผ่าตัด โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ทารกคลอดก่อน(5) พบว่าจะสามารถลดการติดเชื้อที่มดลูกและแผลผ่าตัดได้ดีกว่า แต่ถ้าไม่สามารถให้ภายใน 60 นาทีก่อนผ่าตัด แนะนำว่าควรให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้หากต้องทำการผ่าตัดคลอดฉุกเฉิน (1, 5-7)

โดยยาปฏิชีวนะที่ให้ก่อนการผ่าตัดคลอด ควรครอบคลุมเชื้อแบคทีเรียแกรมบวก แกรมลบ และแบคทีเรียชนิดไม่ใช้ออกซิเจน (anaerobe) บางตัว โดยชนิด ขนาดของยา และการบริหารยามีคำแนะนำ ดังนี้

    1. Cefazolin 1 กรัม ทางหลอดเลือดดำ (ในบางคำแนะนำ ให้ Cefazolin 2 กรัม ทางหลอดเลือดดำ ในหญิงตั้งครรภ์ทุกรายที่จะเข้ารับการผ่าตัดคลอด)(6)
    2. ในสตรีตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักมากกว่า 80 กิโลกรัม ให้เพิ่มขนาดยา Cefazolin เป็น 2 กรัม (และ 3 กรัม ในรายที่มีน้ำหนักมากกว่า 120 กิโลกรัม) และพิจารณาให้ Azithromycin 500 มิลลิกรัม ทางหลอดเลือดดำควบคู่ไปด้วย และนอกจากนี้ควรให้ยา Cephalexin 500 มิลลิกรัม ร่วมกับ Metronidazole 500 มิลลิกรัม รับประทานต่อทุก 8 ชั่วโมงหลังผ่าตัด(1, 6, 11)
    3. ให้เพิ่ม Azithromycin 500 มิลลิกรัม ทางหลอดเลือดดำควบคู่ไปด้วย ในรายที่ผ่าตัดคลอดแบบกรณี non-elective surgery เช่นการผ่าตัดคลอดหลังจากที่มีการเจ็บครรภ์คลอด หรือน้ำเดินมาก่อนแล้ว(5, 6, 11)
    4. แนะนำให้ให้ยาปฏิชีวนะซ้ำเพิ่มอีก 1 ครั้ง หากการผ่าตัดใช้เวลานานเกินกว่า 2 เท่าของระยะเวลาครึ่งชีวิต (half-life) ของยา โดยในกรณีของยา Cefazolin คือ 4 ชั่วโมง หรือมีการเสียเลือดระหว่างผ่าตัดมากกว่า 1,500 มิลลิลัตร(6)
    5. กรณีที่หญิงตั้งครรภ์มีประวัติแพ้ยากลุ่ม Penicillin แบบรุนแรง เช่น มีภาวะ anaphylaxis, angioedema, respiratory distress หรือ urticaria ให้ใช้ยา Clindamycin 900 มิลลิกรัม ร่วมกับยา Gentamicin 5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม(5, 6)
    6. กรณีที่หญิงตั้งครรภ์เคยมีประวัติติดเชื้อ Methicillin-resistant Staphylococcus aureus (MRSA) มาก่อน แนะนำให้ยา Vancomycin 15 มิลลิกรัม/กิโลกรัม 1 ครั้ง ก่อนการผ่าตัด(5, 6)
  1. การให้ยาแก้อาเจียน (Antiemetic prophylaxis)

การให้ยาป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนแบบคู่ (dual antiemetic therapy) โดยใช้ยาในขณะผ่าตัดร่วมกัน ได้แก่ ยากลุ่ม 5-HT3 antagonist เช่น Ondansetron ควบคู่กับ Dexamethasone หรือกลุ่ม Dopamine antagonist เช่น Metoclopramide มีหลักฐานสนับสนุนว่ามีประสิทธิภาพดีที่สุดในการลดภาวะคลื่นไส้อาเจียนหลังผ่าตัด (Postoperative Nausea and Vomiting; PONV) โดยเฉพาะในกรณีที่ผ่าตัดภายใต้การระงับความรู้สึกทางไขสันหลัง (neuraxial anesthesia) และมีการใช้ intrathecal opioid ชนิดออกฤทธิ์ยาว(1, 7)

  1. การป้องกันและแก้ไขภาวะความดันโลหิตต่ำจากการระงับความรู้สึกทางไขสันหลัง (Prevention and treatment of spinal anesthesia induced hypotension)

การให้ vasopressors กลุ่ม Alpha-adrenergic agonists เช่น Phenylephrine แบบ continuous infusion ร่วมกับการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำแบบ coloading ถือเป็นวิธีที่แนะนำในการป้องกันและรักษาภาวะความดันโลหิตต่ำในสตรีตั้งครรภ์ที่ได้รับการระงับความรู้สึกทางไขสันหลัง (spinal anesthesia) ในการผ่าตัดคลอด โดยพบว่ามีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ของมารดาและทารกที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับ Ephedrine นอกจากนี้ ควรพิจารณาใช้ท่าตะแคงซ้าย 15 องศา (left lateral tilt) หรือเทคนิคอื่น ๆ เพื่อช่วย ลดการกดทับของมดลูกต่อหลอดเลือดใหญ่ (uterine displacement)(7)

  1. การรักษาอุณหภูมิกายให้เหมาะสม (Maintenance of normothermia)

แนะนำให้รักษาภาวะอุณหภูมิร่างกายปกติ (36–37°C) ระหว่างการผ่าตัด เพื่อลดการเกิดการเสียเลือดระหว่างผ่าตัด การติดเชื้อของแผลผ่าตัด ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหลังผ่าตัด และการฟื้นตัวจากยาระงับความรู้สึกที่ล่าช้า โดยแนะนำให้ใช้สารน้ำที่ถูกทำให้อุ่นแล้ว (warmed intravenous fluids) และเครื่องให้ความอบอุ่นเป่าลมร้อน (forced air warming) เพื่อป้องกันภาวะอุณหภูมิกายต่ำระหว่างผ่าตัดคลอด และควรวัดอุณหภูมิร่างกายก่อนเริ่มให้ยาระงับความรู้สึก และวัดซ้ำทุก 30 นาทีระหว่างการผ่าตัด(1, 7)

  1. การให้ยาเพื่อป้องกันการตกเลือดหลังคลอด (Optimal use of uterotonic agents to prevent postpartum hemorrhage)

แนะนำให้ใช้ Oxytocin หรือ Carbetocin เป็นยาป้องกันการตกเลือดหลังคลอดอันดับแรกในทุกรายที่ผ่าตัดคลอด(1, 7) และสามารถใช้ Misoprostal ได้เป็นตัวเลือกถัดไป หากไม่มี Oxytocin หรือ Carbetocin(12, 13) เพื่อป้องกันภาวะมดลูกไม่หดรัดตัวและลดความเสี่ยงการตกเลือดหลังคลอด โดยขนาดยาและการบริหารยาที่แนะนำ มีดังนี้

    1. Oxytocin 10 ยูนิต ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือทำให้เจือจางและฉีดทางหลอดเลือดดำ ช้าๆ นาน 1-2 นาที ถ้ามีการเปิดเส้นให้สารน้ำอยู่ก่อน
    2. Carbetocin 100 ไมโครกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือทางหลอดเลือดดำ
    3. Misoprostol 400 หรือ 600 ไมโครกรัม รับประทาน

ในสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงต่ำในการเกิดภาวะตกเลือดหลังคลอด อาจพิจารณาใช้ขนาดยาที่ต่ำกว่าปกติได้เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการใช้ยา ซึ่งให้ที่ผลป้องกันการตกเลือดไม่แตกต่างกัน โดยขนาดยาที่แนะนำมีดังนี้

    1. Oxytocin 1 ยูนิต ฉีด bolus ทางหลอดเลือดดำ ตามด้วย maintenance infusion อัตราเร็ว 2.5–7.5 ยูนิต/ชั่วโมง ในกรณีผ่าตัดคลอดแบบ elective
    2. Oxytocin 3 ยูนิต ฉีด bolus ตามด้วย maintenance infusion อัตราเร็ว 7.5–15 ยูนิต/ชั่วโมง ในกรณีการผ่าตัดคลอดแบบที่มีการเจ็บครรภ์ หรือน้ำเดินมาก่อน

และสามารถให้ Oxytocin bolus ซ้ำได้อีก 3 ยูนิต ห่างจากครั้งแรก 2 นาที หากมดลูกยังแข็งตัวไม่ดี โดยควรให้ Oxytocin bolus อย่างช้าๆ ไม่เกิน 1 ยูนิต ต่อ 10 วินาที เพื่อหลีกเลี่ยงผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต(1, 7, 14) ในกรณีที่มดลูกยังแข็งตัวไม่ดี หรือมีการตกเลือดหลังคลอด ให้รักษาเพิ่มเติมตามแนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและรักษาภาวะตกเลือดหลังคลอด ปีพ.ศ.2568(12, 13)

  1. การระงับปวด (Multimodal analgesia)

แนะนำให้ใช้เทคนิคการระงับปวดตั้งแต่ 2 วิธีขึ้นไปร่วมกัน เพื่อช่วยลดความจำเป็นในการใช้ systemic opioid ทั้งในระหว่างผ่าตัดและหลังผ่าตัด ซึ่งวิธีการที่สามารถทำได้ ได้แก่

    1. Intrathecal opioid เช่น Morphine 50–150 ไมโครกรัม หรือ Fentanyl 10-15 ไมโครกรัม

หรือ epidural opioid เช่น Morphine 1–3 มิลลิกรัม

    1. Acetaminophen 975 – 1000 มิลลิกรัม รับประทานก่อนผ่าตัด หรือระหว่างการผ่าตัด หรือ 1000 มิลลืกรัมทางหลอดเลือดดำ หากยังไม่ได้ยาก่อนผ่าตัด
    2. Non-steroidal anti-inflammatory drugs (NSIADs) เช่น Ketorolac 15–30 มิลลิกรัม ทางหลอดเลือดดำก่อนสิ้นสุดการผ่าตัด
    3. กรณีที่ไม่ได้ intrathecal opioid ให้พิจารณาใช้การระงับปวดเฉพาะที่ เช่น การฉีดยาชาบริเวณแผลผ่าตัด และ/หรือทำ fascial plane blocks เช่น transverse abdominis plane block, erector spinae plane blocks หรือ quadratus lumborum blocks เป็นต้น(1, 7, 15)
  1. การดูแลทารกแรกคลอดแบบเนื้อแนบเนื้อ (Skin-to-skin care of neonate)

การสัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อระหว่างมารดาและทารกตั้งแต่ระยะแรกหลังคลอด คือการนำทารกแรกเกิดที่เช็ดตัวจนแห้งสนิทแล้ววางคว่ำลงบนหน้าอกเปลือยของมารดาตั้งแต่ในห้องผ่าตัด ภายใน 60 นาที หรือเร็วที่สุด และใช้ระยะเวลามากกว่า 60 นาที โดยรักษาอุณหภูมิร่างกายของทารกด้วยการใช้เครื่องให้ความอบอุ่นเป่าลมร้อน (forced air warmer) หรือผ้าห่มอุ่นคลุมบนตัวมารดาและทารก(1) มีการศึกษาพบว่าช่วยส่งเสริมผลลัพธ์ด้านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ดีขึ้น โดยไม่เพิ่มภาวะแทรกซ้อนในทารกแรกเกิด อธิบายได้จากกลไกการกระตุ้นทางประสาทสัมผัส เช่น การสัมผัส ความอบอุ่น และกลิ่น ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นเส้นประสาทเวกัส (Vagal stimulation) อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งผลให้มีการหลั่ง Oxytocin ของมารดาเพิ่มขึ้น(16) นอกจากนี้พบว่าการทำการสัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อระหว่างบิดาและทารกตั้งแต่ระยะแรกหลังคลอดในรายที่เป็นการผ่าตัดคลอดแบบ elective ยังสามารถช่วยส่งเสริมการปรับตัวของทารกหลังคลอด ทำให้สัญญาณชีพทารกมีความเสถียร และเริ่มให้นมแม่ได้เร็วขึ้นเช่นกัน (1, 7)

อย่างไรก็ตาม อาจยกเว้นในรายที่มีข้อห้าม ได้แก่ ทารกแรกเกิดที่มีสัญญาณชีพไม่คงที่หรือมีอาการเหนื่อยแรกคลอดที่ต้องได้รับการกู้ชีพ หรือในรายที่สตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะฉุกเฉินใดๆ เป็นต้น และอาจต้องเตรียมการล่วงหน้าเพื่อขยับอุปกรณ์หรือสายบนตัวมารดา และอาจต้องใช้บุคลากรเพิ่มเติมในการดูแล(1)

โครงสร้างทางกายวิภาคที่มีความสำคัญสำหรับการผ่าตัดคลอด (Relevant Anatomical Structures in Cesarean Delivery)

  1. ชั้นของผนังหน้าท้อง (Anatomical layers of the anterior abdominal wall)

ใต้ต่อ Arcuate line เรียงลำดับจากด้านนอกไปด้านใน ได้แก่ ชั้นผิวหนัง (skin), ชั้นไขมันตื้น (Camper’s fascia), ชั้นพังผืดลึก (Scarpa’s fascia), กล้ามเนื้อเฉียงหน้าท้องชั้นนอก (External oblique muscle), กล้ามเนื้อเฉียงหน้าท้องชั้นใน (Internal oblique muscle), กล้ามเนื้อหน้าท้องตามขวาง (Transversus abdominis), ชั้นพังผืดทรานสเวอร์ซาลิส (Transversalis fascia), ไขมันก่อนถึงเยื่อบุช่องท้อง (preperitoneal fat) และชั้นในสุด คือ เยื่อบุช่องท้องชั้นนอก (parietal peritoneum) โดยมีเส้นพังผืดตรงกลางระหว่าง Rectus abdominis muscle ที่เกิดจากการรวมกันของ aponeurosis จากชั้นกล้ามเนื้อทั้ง 3 ชั้น ได้แก่ External oblique muscle, Internal oblique muscle และ Transversus abdominis เรียกว่า Linea alba ดังแสดงในภาพที่ 1(17)

กล้ามเนื้อ Pyramidalis เป็นกล้ามเนื้อขนาดเล็ก รูปร่างสามเหลี่ยม อยู่ด้านหน้าส่วนล่างของกล้ามเนื้อ Rectus abdominis และถูกห่อหุ้มอยู่ภายใน Rectus sheath เช่นเดียวกัน มีจุดกำเนิดจากกระดูกหัวหน่าว (pubis) และไปเกาะที่ Linea alba ทำหน้าที่เพิ่มความตึงของ Linea alba และถือเป็นจุดสังเกตทางกายวิภาคที่สำคัญสำหรับการผ่าตัดช่องท้องแนวกึ่งกลาง (median abdominal surgical approaches) แต่ในประชากรประมาณ 20% อาจไม่มีกล้ามเนื้อนี้ (Pyramidalis muscle)

ภาพที่ 1. แสดงชั้นทางกายวิภาคของผนังหน้าท้องด้านหน้าในแนวกึ่งกลางส่วนล่าง (Anatomical layers of the anterior abdominal wall in the lower midline region) (17)

  1. การเลี้ยงประสาทของผนังหน้าท้อง (Abdominal wall innervation)

เส้นประสาทหลักที่เลี้ยงผนังหน้าท้องด้านหน้าถึงด้านข้าง คือ Thoracoabdominal nerves (anterior rami ของ T7–T11) เสริมด้วย Subcostal nerve (T12), Iliohypogastric(T12) และ Ilioinguinal nerves (L1) เส้นประสาทเหล่านี้วิ่งในชั้นระหว่าง Internal oblique กับ Transversus abdominis เรียกว่า neurovascular plane ซึ่งจุดนี้คือ Transversus Abdominis Plane (TAP) ซึ่งเป็นจุดในการระงับปวดเฉพาะที่แบบ Transversus Abdominis Plane block (TAP block) เพื่อลดปวดหลังผ่าตัดและลดการใช้ opioid

ระดับการกระจาย dermatomes ได้แก่ ระดับ T7-T9 บริเวณผนังหน้าท้องเหนือสะดือ ระดับ T10 บริเวณรอบสะดือ และระดับ T11–T12, L1 บริเวณใต้สะดือ โดยในการผ่าตัดคลอดแบบ Pfannenstiel และ JoelCohen techniques มักเกี่ยวข้องกับ dermatomes ระดับ T11–T12 แต่การดึงรั้งชั้นลึกอาจกระตุ้น dermatomes สูงขึ้นได้ถึง 3–4 segment ซึ่งรากประสาทระดับ L1 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการรับรู้ความปวดจากอวัยวะภายใน โดยเป็นจุดที่การรับรู้ความปวดเปลี่ยนจาก ความปวดของช่องท้อง (abdominal nociception) ไปเป็น ความปวดของอุ้งเชิงกราน (pelvic nociception) โดยโครงสร้างเหนือ pelvic pain line (เช่น มดลูกส่วนบน, ยอดมดลูก, ตัวมดลูก) รับความรู้สึกปวดผ่าน sympathetic pathway วิ่งผ่าน Hypogastric plexus และ Lumbar sympathetic chain เข้าสู่ไขสันหลังที่ระดับ T10–L2 โครงสร้างใต้ pelvic pain line (เช่น cervix, vagina ส่วนบน, bladder base) รับความรู้สึกผ่าน parasympathetic pathway โดยวิ่งผ่าน Pelvic splanchnic nerves เข้าสู่ไขสันหลังที่ระดับ S2–S4 ดังนั้น ระดับการระงับปวดทางไขสันหลัง ที่เหมาะสมในการผ่าตัดคลอดนั้นจึงต้องการ sensory block สูงถึง T4 dermatome เพื่อครอบคลุม intra-abdominal manipulation และควร block ลงล่างถึง S4 dermatome เพื่อครอบคลุม visceral pain จากอุ้งเชิงกราน

  1. ระบบหลอดเลือดที่เลี้ยงผนังหน้าท้อง (Vascular supply to the abdominal wall)

หลอดเลือดแดงที่เลี้ยงผนังหน้าท้องประกอบด้วยหลอดเลือดสำคัญหลายเส้นที่มีรูปแบบการกระจายตัวแตกต่างกัน ดังนี้ Superficial epigastric artery ซึ่งมีโอกาสเกิด injury บริเวณมุมแผลได้ในการผ่าตัดที่ใช้ Pfannenstiel incision สำหรับSuperficial circumflex iliac artery ซึ่งเป็นแขนงของ Femoral artery ทำหน้าที่เลี้ยงบริเวณหน้าท้องส่วนล่าง ส่วน Inferior epigastric artery เป็นแหล่งเลือดหลักของด้านใน (medial aspect) ของหน้าท้องส่วนล่างใต้ต่อ Rectus abdominis และ Deep circumflex iliac artery ทำหน้าที่เลี้ยงบริเวณด้านข้าง (lateral compartment) โดยเหนือระดับสะดือมีการเชื่อมต่อของหลอดเลือด (anastomosis) อย่างชัดเจน ระหว่าง Superior epigastric artery และ Inferior epigastric artery บริเวณรอบสะดือยังได้รับเลือดเพิ่มเติมจากแขนงแนวแกน (axial vessels) ที่แตกมาจาก Inferior epigastric artery นอกจากนี้ Inferior intercostal arteries ยังเชื่อมต่อกับแขนงของ Epigastric arteries อย่างมีนัยสำคัญทางคลินิก ทำให้เกิดเครือข่ายหลอดเลือดที่ครอบคลุมทั่วผนังหน้าท้อง

ในส่วนของหลอดเลือดดำ ผนังหน้าท้องด้านหน้า-ด้านข้างมี Subcutaneous venous plexus ที่ซับซ้อน และมีทางระบายเลือดหลายทิศทาง เครือข่ายนี้ระบายเลือดขึ้นบนและเข้าด้านใน ผ่าน Internal thoracic vein ขึ้นบนและออกด้านข้าง ผ่าน Lateral thoracic vein ลงล่าง ผ่าน Superficial epigastric vein และ Inferior epigastric vein โดยหลอดเลือดดำเหล่านี้จะไหลเข้าสู่ Femoral vein และ External iliac vein และสุดท้ายเข้าสู่บริเวณ Femoral triangle ทางด้านหน้าและด้านบนของต้นขา

  • ระนาบและความสัมพันธ์เชิงตำแหน่งทางกายวิภาคในการผ่าตัดคลอด (Anatomical planes and spatial relationships in cesarean delivery)

– Langer lines หรือที่เรียกว่า cleavage lines (ภาพที่ 2) คือแนวแรงตึงของผิวหนังตามธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนทิศทางหลักของเส้นใยคอลลาเจนภายในชั้นหนังแท้ (dermis) ดังนั้นเมื่อทำแผลผ่าตัดในแนวที่ขนานกับ Langer lines ขอบแผลจะได้รับแรงตึงน้อยกว่า ส่งผลให้เกิดแผลเป็นน้อยลง ความสวยงามของแผลดีขึ้น และขอบแผลแนบชิดกันได้ดีขึ้น

ภาพที่ 2. แสดงถึงแนวของ Langer lines หรือ cleavage lines(17)

  • Pelvic spaces

Pelvic compartments 3 ตำแหน่งที่มีความสำคัญทางคลินิกและมีประโยชน์โดยเฉพาะในเวชปฏิบัติศัลยกรรมสูติศาสตร์ร่วมสมัย ได้แก่ vesicouterine pouch, retropubic space หรือ Retzius space, และ parametrial space

  1. Vesicouterine pouch

Vesicouterine pouch ช่วยให้สามารถเห็นและเข้าถึง lower uterine segment, บริเวณ cervix และส่วนบนของ vaginal vault ได้อย่างเหมาะสมที่สุด ในเชิงกายวิภาค vesicouterine pouch เป็นการพับตัวของ peritoneum (peritoneal reflection) ที่คลุมอยู่เหนือ uterine corpus และ urinary bladder ทำให้เกิดร่องหรือ recess ที่มีลักษณะจำเพาะ อยู่ใกล้กับ anterior vaginal fornix ในผู้ป่วยที่เคยมีประวัติ cesarean delivery มาก่อน มักพบการเกิดพังผืดผิดปกติ ภายในช่องว่างนี้ได้บ่อย ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของกระเพาะปัสสาวะจากการผ่าตัดโดยไม่ได้ตั้งใจอย่างมีนัยสำคัญ(17)

ภาพที่ 3. แสดง Vesicouterine pouch(17)

  1. Retropubic space (Retzius space)

Retzius space หรือ retropubic space เป็นช่องว่างแบบ extraperitoneal compartment ที่อยู่ด้านหน้าของ transversalis fascia และ parietal peritoneum โดยทอดตัวอยู่ระหว่าง pubic symphysis และกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งประกอบด้วย adipose tissue และมีความต่อเนื่องทางกายวิภาคกับช่องว่างใต้เยื่อบุช่องท้องในอุ้งเชิงกรานที่อยู่ข้างเคียง ได้แก่ retroperitoneal space และ ischioanal fossa โดยบริเวณ infrapubic region และพื้นที่ lateral paravaginal territories มีโครงสร้างหลอดเลือดขนาดใหญ่จำนวนมาก โดยเฉพาะเครือข่ายหลอดเลือดดำที่กว้างขวาง ซึ่งเรียกว่า Santorini’s venous plexus หรือ vesical venous plexus การเปิด Retzius space จะทำให้เข้าถึงส่วนบนของ vagina และกล้ามเนื้อ levator ani ได้ โดยความสำคัญในการผ่าตัดคลอดคือ การทำ maneuver ดันศีรษะทารกที่ติดค้าง อาจทำให้ช่องว่างนี้บาดเจ็บได้ (17)

ภาพที่ 4. แสดง Retzius space หรือ retropubic space(17)

  1. Parametrium

Parametrium คือเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิด fibrous และ adipose ที่อยู่ระหว่างสองชั้นของ broad ligament ล้อมรอบมดลูก และทอดจาก cervix กับส่วนบนของ vagina ไปยัง pelvic sidewall มีขอบเขตกายวิภาคด้านข้างเป็น internal iliac vascular complex ด้านในเป็น uterine corpus ด้านบนคือ peritoneal reflection และด้านล่างเป็นแนวการทอดของ ureter ซึ่งมีโครงสร้างสำคัญภายใน ได้แก่ uterine artery, superficial uterine venous network และโครงสร้าง neurovascular อื่น ๆ แบ่งเป็น superior และ inferior compartment โดยมีเส้นแบ่งคือ peritoneal reflection และส่วนล่าง (inferior parametrial region) ที่ซับซ้อน เนื่องจากมีการรวมตัวของ ureter, lymphatics, adipose tissue และ anastomotic vessels ในพื้นที่ลึกและแคบ มีความสำคัญทางคลินิก ได้แก่ การจัดการ uterine laceration, placenta accreta spectrum (PAS) ที่ลุกลามเข้าช่องนี้ ช่วย mobilize loose connective tissue, internal iliac branches และ ureter อีกทั้งการเปิดช่องนี้ยังช่วยเข้าถึง vesicouterine pouch (Pelosi maneuver) และสร้างทางเชื่อมด้านหลัง bladder ด้วย

ภาพที่ 5. แสดงการเปิด Broad ligament เพื่อเข้าสู่ parametrium(17)

ภาพที่ 6. แสดงโครงสร้างใน parametrium(17)

  • โครงสร้างระบบหลอดเลือดในอุ้งเชิงกราน (The pelvic vasculature)

ระบบหลอดเลือดในอุ้งเชิงกรานมีต้นกำเนิดหลักจาก Internal iliac artery และมีเครือข่าย anastomosis เชื่อมต่อกับระบบจาก Aorta, External iliac และ Femoral system ระบบเหล่านี้เชื่อมต่อกันอย่างกว้างขวาง ทำให้เมื่อมีการอุดหรือผูกหลอดเลือดเส้นหนึ่ง ระบบอื่นสามารถชดเชยการไหลเวียนเลือดได้ทันที แนวคิดดั้งเดิมระบุว่าเลือดเลี้ยงมดลูกมาจาก Uterine arteries 90% และ Ovarian arteries 10% แต่การศึกษาสมัยใหม่ พบว่า Ovarian arteries เพียงอย่างเดียวสามารถเลี้ยง uterine corpus ได้เพียงพอ นอกจากนี้ยังมีการค้นพบ Inferior uterine anastomotic network ที่มาจาก Internal pudendal artery ซึ่งเครือข่ายนี้ทำหน้าที่ชดเชยเมื่อมี bilateral uterine artery ligation ป้องกัน uterine ischemia และ necrosis และอธิบายเหตุผลที่บางครั้งการผูก Uterine artery ไม่สามารถหยุดเลือดได้ นอกจากนี้ Uterine artery มี anatomical variation สูง ทั้งจำนวนและจุดกำเนิด และ Colpouterine vessels แตกแขนงจาก Internal pudendal artery เลี้ยง lower uterine segment ปกติพบประมาณ 3 เส้นเชื่อมกับ Uterine artery เส้นที่ใหญ่ที่สุดคือ Middle colpouterine artery (Azygos vaginal artery)

ภาพที่ 7. แสดงถึงโครงสร้างระบบหลอดเลือดแดงในอุ้งเชิงกราน(17)

เทคนิคการผ่าตัดคลอด (Cesarean delivery techniques)

  • ชนิดของไหมเย็บที่ใช้ในการผ่าตัดคลอด (Types of suture materials for cesarean delivery)(18)
Trade name Material Structure Absorption properties Tensile strength Site
PDS, PDSII Polydioxanone(Synthetic) Monofilament Delayed absorbable (182-238 days) 50% at 6 wk Fascial closure
Monocryl Poliglecaprone 25(Synthetic) Monofilament Delayed absorbable (90-120 days) 50% at 1 wk Myometrial closure, serosal closure, subcutaneous closure
Vicryl Polyglactin 910 (Synthetic) Braided Absorbable(56-70 days) 50% at 3 wk Myometrial closure, subcutaneous closure, subcuticular closure
Rapid Vicryl Polyglactin 910, 90%glycolide, 10%L-lactide(synthetic) Braided Rapidly absorbable (7-10 days) 50% at 5 days Subcutaneous, subcuticular closure
Chromic gut Purified connective tissue Monofilament Rapidly absorbable (10-14 days) 60-75% at 2 wk Myometrial closure, serosal/peritoneal closure, subcutaneous closure
Plain gut Purified connective tissue Monofilament Rapidly absorbable (7 days) 42-76% at 7 days Tubal ligation, subcutaneous tissue
Ethibond Synthetic Braided Nonabsorbable Constant while applied Fascial closure
Mersilene Synthetic Braided Nonabsorbable Constant while applied Fascial closure, 5mm woven suture may be used for cerclage or uterine tourniquet
  • Abdominal incision

ภาพที่ 8. แสดงภาพเทคนิคการเปิดผิวหนังเพื่อผ่าตัดคลอดที่หน้าท้อง(18)

  1. Midline vertical/Paraumbilical/infraumbilical technique

เป็นการกรีดเปิดผิวหนังแนวตั้งตาม linea nigra ผ่าน linea alba ที่อยู่ระหว่าง rectus muscle มีข้อบ่งชี้ในรายที่มีภาวะฉุกเฉินทางสูติศาสตร์ เนื่องจากมีความรวดเร็วในการเข้าช่องท้องได้มากกว่าแผลหน้าท้องแบบอื่นๆ และสามารถเปิดการเข้าถึงช่องท้องได้เป็นบริเวณกว้างทำหัตถการได้ง่ายกว่าสำหรับศัลยแพทย์ และไม่เสี่ยงบาดเจ็บต่อ Perforating vessels และ Superficial epigastric artery จึงทำให้เสียเลือดขณะเข้าช่องท้องน้อยกว่าแบบ Pfannenstiel แต่มีข้อเสียคือเรื่องของความสวยงามของแผล และความเจ็บหลังการผ่าตัด เนื่องจากจะมีความตึงของแนวแรงผิวหนังมากกว่าแผลแนวนอน เนื่องจากเป็นแนวแผลคนละแนวกับ Langer’s line และมีความเสี่ยงที่จะแผลแยกมากกว่า

  1. Pfannenstiel technique

Pfannenstiel incision ถูกอธิบายครั้งแรกในปี ค.ศ. 1900 โดย Hermann Johannes Pfannenstiel (1862–1909) จากเมือง Kiel ประเทศเยอรมนี การนำ Pfannenstiel incision ซึ่งเดิมใช้ในศัลยกรรมนรีเวชมาใช้ในการผ่าตัดคลอด มีรายงานการใช้ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ประมาณปี ค.ศ. 1900–1920 เมื่อสูติแพทย์เริ่มนำมาใช้เนื่องจากให้ผลด้านความสวยงามของแผลและการฟื้นตัวที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับแผลแนวกลางลำตัว (midline incision) แม้การผ่าตัดคลอดที่ใช้ทั่วโลกจะถูกเรียกรวมว่า “Pfannenstiel cesarean” แต่ขั้นตอนการผ่าตัดและความหลากหลายทางเทคนิคได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตลอดหลายปี และไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นโดย Pfannenstiel เอง

แผลผ่าตัดแบบ Pfannenstiel incision มีลักษณะเป็นแผลแนวขวางโค้งเล็กน้อย (curvilinear transverse incision) ความยาวประมาณ 12-15 เซนติเมตร ขอบแผลด้านข้างจะโค้งขึ้นเล็กน้อยทางด้านศีรษะ (cephalad curvature) และจุดกึ่งกลางของแผลอยู่สูงจากกระดูกหัวหน่าว (pubic symphysis) ประมาณ 2-3 เซนติเมตรตรงกับบริเวณ pubic hairline (5, 17) แผลจะตัดผ่านผิวหนังและชั้นไขมันใต้ผิวหนังจนถึงระดับ Rectus fascia จากนั้นทำการกรีด Rectus fascia ในแนว transverse กลางลำตัวแบบ sharp dissection เพื่อให้เห็น Rectus muscles ต่อมาแนวแผลที่ Anterior rectus fascia จะถูกขยายออกด้านข้างแบบ sharp dissection จากนั้นทำการเลาะ Anterior rectus fascia ออกจาก Rectus muscles ที่อยู่ลึกลงไป ทั้งในทิศทาง cephalic และ caudal โดยใช้ทั้ง blunt และ sharp dissection การ mobilize rectus sheath จะขยายขึ้นไปใกล้หรือถึงระดับสะดือหลังจากนั้นจึงแยก rectus muscles ออกจากกันตามแนว midline และเปิด peritoneum ด้วย sharp dissection

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของเทคนิคนี้ คือ การเลาะ Rectus fascia อย่างกว้างขวางก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทและหลอดเลือดที่เข้าสู่ fascia จาก Rectus muscles ด้านล่าง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด hematoma หรือ nerve damage การขยายแผลออกด้านข้างเกินขอบ Rectus muscles ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของ Iliohypogastric nerve และ Ilioinguinal nerve อีกด้วย (19)

เมื่อการเปิดผนังหน้าท้องเสร็จสมบูรณ์แล้วจะทำการสร้าง bladder flap และเริ่มทำ hysterotomy ที่ lower uterine segment พร้อมการขยายแผลในแนว transverse จากนั้นเมื่อทำการคลอดเสร็จสิ้นแล้ว จะทำการเย็บปิด hysterotomy สองชั้น จากนั้นเย็บปิด peritoneum แล้วเย็บปิด rectus fascia และทำการเย็บปิดชั้น subcutaneous layer หากมีความหนา ≥ 2 เซนติเมตร สุดท้ายจึงทำการปิดผิวหนัง ซึ่งในปัจจุบันนิยมใช้ staples หรือ subcuticular suture การเปิดบริเวณผ่าตัดสำหรับขั้นตอนที่ 1 ถึง 3 ช่วยโดยการวาง metal retractor แบบถือด้วยมือขนาดกว้าง เหนือกระเพาะปัสสาวะ (โดยทั่วไปใช้ Balfour retractor) และใช้ retractor ขนาดเล็กและแคบกว่าวางที่ด้านข้างของแผล

ภาพที่ 9. (A) การแยก Lower rectus fascia sheath ออกจาก rectus muscles และ Pyramidalis muscles, (B) การแยก Upper rectus fascia sheath ออกจาก Rectus muscles การเลาะแยกจะขยายขึ้นด้านบนเท่าที่จำเป็นเพื่อให้ได้แผลแนว midline longitudinal incision ที่เพียงพอ ต้องระมัดระวังในการระบุ perforating branches ของ Inferior epigastric artery และ vein รวมถึงเส้นประสาท ขณะที่โครงสร้างเหล่านี้ผ่านจากกล้ามเนื้อทะลุเข้าสู่ Anterior rectus sheath (C) การเปิด abdominal cavity โดยตัด peritoneum ด้วยกรรไกรไปทางสะดือ(19)

  1. Cherney technique

เปิดชั้นผิวหนังด้วย Pfannenstiel incision แต่ต่างกันตรงที่ Cherney จะมีการตัด Rectus tendon หรือ aponeurosis ที่ pubic insertion จากนั้นเปิด Rectus muscle ขึ้นด้านบน เป็นเทคนิคการเพิ่มพื้นที่การผ่าตัดให้กว้างขึ้นโดยส่วนมากไม่ได้ใช้สำหรับการผ่าตัดคลอด มักใช้กับการผ่าตัดทางมะเร็งนรีเวชมากกว่า ข้อเสียคือใช้เวลาในการผ่าตัดมากกว่าเนื่องจากต้องเย็บซ่อมเอ็นกล้ามเนื้อในตอนท้าย และมีความเจ็บปวดหลังผ่าตัดมากกว่า(18)

  1. Maylard technique

เปิดชั้นผิวหนังด้วยรูปแบบเดียวกับ Pfannenstiel incision จุดกึ่งกลางจะอยู่ระดับเดียวกับเส้นสมมติที่ลากระหว่าง Anterior superior iliac spines (ASIS) หรือต่ำลงมาเล็กน้อย หรือประมาณ 3-8 เซนติเมตร เหนือ pubic symphysis และมีการตัดกล้ามเนื้อ Rectus abdominis ตามแนวขวาง โดยต้องระบุตำแหน่ง Inferior epigastric vessels เพื่อผูกหรือจี้ไฟฟ้าห้ามเลือดก่อน จึงเป็นการเปิดหน้าท้องเพื่อเพิ่มพื้นที่การผ่าตัดมากขึ้น(18)

  1. Joel-Cohen technique

ใช้แผลผ่าตัดแนวขวางแบบเส้นตรง (rectilinear transverse incision) กรีดด้วยใบมีด scalpel ความยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ลึกถึงชั้น cutis (epidermis และ dermis) โดยวางแผลต่ำกว่าเส้นสมมุติที่เชื่อม Anterior superior iliac spines (ASIS) ทั้งสองข้าง ประมาณ 2.5-3 เซนติเมตร จากนั้นกรีดลงชั้น subcutaneous tissue ยาวประมาณ 2-3 ซม. และที่จุดกึ่งกลางของแผลจะกรีดลึกลงถึง fascia และเปิด fascia แบบ transverse สั้น ๆ เพื่อให้เห็น Rectus abdominis muscles ต่อมาใช้กรรไกร Mayo ตัดชั้น fascia ออกไปทางด้านข้างใต้ต่อชั้น subcutaneous tissue ที่ยังไม่ถูกเปิดเพิ่ม จากนั้นใช้นิ้วชี้ทั้งสองข้างใส่ไปในบริเวณระหว่าง Rectus abdominis muscle ทั้งสองข้างที่อยู่ใต้ต่อ fascia และออกแรงดึงนิ้วทั้งสองข้างออกจากกันในแนวบน-ล่างจน Rectus abdominis muscle แยกออกจากกัน และเข้าชั้น peritoneum ด้วยการกรีด (sharp incision) เปิดจนเช้าช่องท้องได้ในที่สุด วิธีนี้มีข้อดีคือลดเวลาการผ่าตัด อัตราการเสียเลือดระหว่างผ่าตัดต่ำ และความเจ็บปวดหลังการผ่าตัดน้อย แต่อาจทำได้ยากในรายที่มีพังผืดในช่องท้องมาก่อน (18)

  1. Misgav Ladach technique(20)

วิธีนี้ทำเหมือนกับ Joel-Cohen incision ต่างกันตรงที่ Misgav Ladach technique จะเข้าช่องท้องโดย blunt dissection โดยจะทำการเปิดผ่านชั้น Transversalis fascia, preperitoneal fat และ parietal peritoneum โดยใช้การยืดด้วยนิ้วและทำซ้ำๆ บริเวณที่อยู่สูงเหนือ bladder จนเกิดรูเปิดขนาดเล็ก จากนั้นขยายรูไปทาง cranial และ caudal ด้วยนิ้วทำให้เปิดออกในแนว transverse วิธี blunt abdominal entry นี้ช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บต่อลำไส้และกระเพาะปัสสาวะได้มากขึ้น(18, 20)

โดยการใช้เทคนิคนี้เมื่อเทียบกับ Pfannenstiel incision วิธีนี้ช่วยเพิ่มการเข้าถึงได้ดีกว่า ซึ่งใน Pfannenstiel incision แผลจะอยู่ต่ำกว่าจุดเกาะด้านบนของ Pyramidalis muscle ทำให้ blunt dissection ทำได้ยาก เนื่องจากต้องเลาะ rectus fascia ออกจาก muscle เพื่อให้มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการคลอดทารกซึ่งใช้เวลาในการผ่าตัดมากกว่า โดยหากวางแผลสูงขึ้นเพียงไม่กี่เซนติเมตร การเปิด fascia จะอยู่เหนือ Pyramidalis และ Rectus muscles จะแยกออกได้ง่ายกว่า ช่วยลดการเปิดแผลที่ไม่จำเป็น และเพิ่มการเข้าถึง lower abdomen

โดยในวิธีนี้ จะใช้วิธีการเย็บปิด uterine incision แบบ single-layer locked continuous suture โดยใช้ไหมขนาดใหญ่ ไม่เย็บทั้ง visceral และ parietal peritoneum และเย็บปิด fascia แบบ continuous หลังจากนั้นตรวจ subcutaneous tissue เพื่อดู bleeding แล้วปิด skin และ subcutaneous tissue ด้วย widely spaced Donati (vertical mattress) sutures

ภาพที่ 10. (A)ภาพหลังจากการเย็บปิดชั้นผิวหนังแบบ widely spaced Donati (vertical mattress) sutures (B)แผลเป็นที่หน้าท้องหลังการตัดไหมที่ 5 วันหลังผ่าตัด(20)

  1. Pelosi technique (19)

กรีดแผลที่ผิวหนังแบบ Pfannenstiel incision จากนั้นตัดแบ่งชั้น subcutaneous tissue และ Rectus fascia ในแนว transverse โดยใช้การจี้ไฟฟ้า (electrocautery) ชั้น subcutaneous tissue ถูกเลาะเพียงเล็กน้อยเพื่อให้เห็น Rectus fascia เฉพาะตามแนวแผลที่วางไว้ โดยความยาวของแผลที่ fascia ทำให้เท่ากับความยาวของแผลผิวหนัง (งานวิจัยระยะแรกและ randomized trials ล่าสุดพบว่าไม่มีความแตกต่างด้าน morbidity ระหว่างการใช้ electrosurgery และ scalpel) แตกต่างจาก Pfannenstiel โดยที่ไม่ทำการเลาะ Rectus fascia ออกจาก Rectus muscles ทำให้หลีกเลี่ยงการเลาะแยกที่ไม่จำเป็นของ anterior abdominal wall ทั้งด้านบนและด้านล่างของแผลผิวหนัง จากนั้น rectus muscles ถูกแยกออกจากกันตามแนว midline โดยใช้ blunt finger dissection ในแนวตั้ง ในกรณีที่ median raphe หนา แข็ง หรือมีพังผืดมาก จะใช้ sharp dissection แทนต่อมาเปิด peritoneum โดยการเจาะทะลุด้วยนิ้ว (digital perforation) จากนั้นทำการยืดผนังหน้าท้องแบบ full-thickness lateral stretch ให้มีขนาดเท่ากับแผลผิวหนัง โดยใช้นิ้วหนึ่งหรือสองนิ้วยืดทุกชั้นของผนังหน้าท้องไปจนสุดปลายแผลผิวหนัง

ระหว่างการตั้งครรภ์มดลูกที่ขยายขนาดใหญ่ขึ้นจะทำให้ผนังหน้าท้องถูกยืดออก ทำให้ Linea alba และ Rectus muscles กว้างขึ้น และการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาระหว่างตั้งครรภ์ยังทำให้ connective tissue ยืดหยุ่นขึ้น ส่งผลให้ tensile strength ของ Rectus fascia ลดลง เอื้อให้สามารถทำ blunt dissection ของผนังหน้าท้องส่วนล่างได้อย่างรวดเร็วและเสียเลือดน้อย รวมถึงสามารถขยายแผลออกด้านข้างที่ตำแหน่ง incision ได้ง่าย อีกทั้งยังช่วยลดโอกาสการบาดเจ็บของ perforating vessels ในชั้น subcutaneous tissue โดยเฉพาะหลอดเลือดที่อยู่ระหว่าง Rectus fascia และกล้ามเนื้อที่อยู่ลึกลงไป โดยรวม เทคนิคใหม่นี้ช่วยลดการเสียเลือดและให้ surgical exposure เทียบเท่ากับ Pfannenstiel incision แบบดั้งเดิม นอกจากนี้ วิธีนี้ต้องใช้เพียง suprapubic Balfour retractor เพียงอันเดียว และไม่ต้องใช้ lateral retractors ซึ่งช่วยให้มือของผู้ช่วยหนึ่งคนว่างสำหรับการช่วยเหลืออื่น ๆ ที่อาจจำเป็นเพิ่มเติม (19)

ภาพที่ 11. แสดงขั้นตอน Pelosi technique(19)

ซึ่งหลังจากการเข้าช่องท้องแล้ว แต่ละเทคนิคจะมีความคาบเกี่ยวคล้ายกัน โดยในยุคใหม่มีจุดประสงค์เพื่อ minimal invasive ลดการเสียเลือดและภาวะแทรกซ้อนต่างๆให้น้อยที่สุด ขั้นตอนถัดไปตามการอ้างอิงหลักฐานในปัจจุบันแนะนำดังนี้

  • Bladder flap

ในปัจจุบันแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องสร้าง bladder flap สำหรับการทำ hysterotomy incision โดยการตัดขั้นตอน bladder flap ออกสามารถป้องกันภาวะเลือดออก การบาดเจ็บต่อกระเพาะปัสสาวะ การทะลุ การเกิดพังผืด และภาวะ “high bladder” ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนในการผ่าตัดคลอดครั้งถัดไปได้ การไม่ทำ bladder flap ยังช่วยลดระยะเวลาผ่าตัดและช่วงเวลาตั้งแต่ incision จนถึง delivery โดยไม่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อกระเพาะปัสสาวะ ความกังวลว่าการละเว้น bladder flap อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ bladder injury นั้น ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ หลายการศึกษาภายหลังได้ยืนยันว่าการสร้าง bladder flap ไม่จำเป็น (19, 21, 22)

A

B

C

ภาพที่ 12. แสดงขั้นตอนการสร้าง bladder flap (A) ดึงชั้น peritoneum ด้านบน bladder reflection จับด้วย forceps และใช้กรรไกร Metzenbaum ตัด (B) peritoneal edge ถูกดึงขึ้นและตัดออกทางด้านข้างทั้งสองข้าง (C) ใช้นิ้วสอดทำ blunt dissection vesicouterine fold ลงมาทางด้าน caudal น้อยกว่าเท่ากับ 5 เซนติเมตร(5)

  • Uterine incision

โดยทั่วไปจะแนะนำลงแผลแนวนอนที่บริเวณ lower uterine segment เรียกว่า low transverse ขนาดประมาณ 2 เซนติเมตร ที่ผนังมดลูกด้วย scalpel โดยให้อยู่สูงกว่า vesicouterine fold ประมาณ 1 เซนติเมตร เรียกว่า Kerr incision หรือMonroe-Kerr จากนั้นแนะนำให้ขยายแผลโดยใช้วิธี vertical hysterotomy blunt extension ในแนวตั้ง เทคนิคนี้ใช้แรงดึงด้วยนิ้วในแนวตั้ง (caudal-cephalad) เพื่อให้เกิดการแยกของเนื้อเยื่อในแนว transverse ที่ lower uterine segment ซึ่งเทคนิคนี้ช่วยให้ควบคุมทิศทางการขยายแผลในแนว transverse ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดการขยายแผลโดยไม่ตั้งใจ ต่างกับ hysterotomy แบบดั้งเดิม ที่ขยายแผลออกด้านข้างในแนว transverse โดยใช้นิ้วหรือกรรไกร ซึ่งวิธีนี้อาจนำไปสู่การขยายแผลโดยไม่ตั้งใจเข้าไปยัง uterine arteries การเกิดแผลลักษณะ inverted “U” และก่อให้เกิดความยุ่งยากในขั้นตอนการเย็บปิด อย่างไรก็ตามหากมีความจำเป็นต้องขยายแผลที่มดลูก อาจจะเปิดแผลเพิ่มเป็น J-shaped หรือ Inverted T ได้ตามคำแนะนำเดิม (19, 21-23)

ภาพที่ 13. แสดง Uterine incision แบบต่างๆ (A) Low transverse, (B) Low vertical. (C) Classical, (D) J-shape, (E) Inverted T shape(24)

ภาพที่ 14. แสดงวิธีการทำเทคนิคการเปิดแผลมดลูก (A) Transverse hysterotomy blunt extension (B) Vertical hysterotomy blunt extension(23)

  • Delivery of the fetus

ขั้นตอนการคลอดทารกทำโดยใช้มือข้างถนัดของศัลยแพทย์ล้วงศีรษะของทารก ขณะที่ผู้ช่วยกด uterine fundus อย่างนุ่มนวลตาม fetal axis เพื่อดันทารกเข้าสู่ hysterotomy แต่ในกรณีที่คลอดศีรษะทารกยากอาจมีข้อบ่งชี้ในการใช้เครื่องมือช่วยคลอด ได้แก่ Cesarean forceps ในรายที่ศีรษะทารกลอย หรือ soft silicone vacuum ในรายที่ความกว้างของ hysterotomy และ skin incision พอดีกับศีรษะเด็กพอดีแบบไม่สามารถนำมือของศัลย์แพทย์เข้าไปได้ ซึ่งการทำคลอดโดยใช้เครื่องดูดสุญญากาศช่วยให้สามารถดึงศีรษะทารกออกได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปและควบคุมได้ดี ช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บต่อทารก(19)

การคลอดศีรษะทารกโดยใช้ Cesarean forceps ยกตัวอย่างในรายที่ศีรษะทารกอยู่ในท่า LOT position โดยเริ่มจากใช้อย่างน้อยสองนิ้วของมือด้านขวาใส่ไปในมดลูกด้านหลังศีรษะทารก แล้วนำ forceps blade สอดไประหว่างมือและศีรษะทารกให้อยู่ตรงบริเวณ fetal malar และ lower parietal bone เหมือนในการใส่ operative vaginal forceps จากนั้นใส่ forceps blade อีกอันทางด้านบน โดยใช้อย่างน้อยสองนิ้วของมือด้านซ้ายใส่ไปในมดลูกบริเวณ right posterolateral aspect ของแผลมดลูก และใส่ forceps blade สอดไประหว่างมือและศีรษะทารกเช่นเดียวกัน หากอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมแล้ว forceps handle จะ interlocked กัน จากนั้นออกแรงดึงในลักษณะ upward และ outward ดึงศีรษะทารกให้คลอด(5)

(A) (B)

ภาพที่ 15. แสดงขั้นตอนการใช้ Cesarean forceps ในการช่วยคลอดศีรษะทารก (A) การใส่ forceps อันแรกด้านล่างศีรษะทารก (B) การใส่ forceps อันที่สองด้านบนศีรษะทารก(5)

ในรายที่มีการเจ็บครรภ์คลอดมาก่อนแล้ว ศีรษะทารกอาจจะอยู่ลึกและแน่นอยู่ในอุ้งเชิงกรานของสตรีตั้งครรภ์ (impacted fetal head) ทำให้ศัลยแพทย์ไม่สามารถล้วงถึงศีรษะเด็กได้ อาจจำเป็นต้องใช้เทคนิคอื่นเสริม ได้แก่ (25)

  1. Push method คือ การให้ผู้ช่วย ช่วยส่งแรงจากช่องคลอดบริเวณด้านล่างศีรษะทารก โดยให้ผู้ช่วยทำมือคล้ายถ้วยใช้แรงส่งกดบนศีรษะทารก

ภาพที่ 16. แสดงการใช้เทคนิค “Push” โดยผู้ช่วยช่วยดันศีรษะทารกจากด้านล่างในช่องคลอด(25)

  1. Pull method หรือ Reverse breech extraction คือเทคนิคที่ศัลยแพทย์สอดมือผ่าน hysterotomy เข้าไปจับเท้าทารกก่อน แล้วจึงทำคลอดทารกออกมาในลักษณะ breech extraction โดยจับขาทารกและนำลำตัวออกมาก่อน แล้วศีรษะคลอดเป็นส่วนสุดท้าย

ภาพที่ 17. แสดงเทคนิค “Pull” โดยศัลยแพทย์คลอดทารกท่าก้น(25)

  1. Patwardhan method หรือ Alternate pull method หรือ Reverse breech extraction

หลังจากดันไหล่ทารกให้สูงขึ้นแล้ว จะทำการคลอดแขนออกมาก่อน เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการทำคลอด กล่าวคือ เทคนิคนี้เริ่มจากการช่วยยกไหล่ทารกด้วยแรงกด จากนั้นนำแขนออกก่อน เพื่อสร้างช่องว่างมากขึ้น แล้วจึงดำเนินการคลอดส่วนที่เหลือต่อไป

ภาพที่ 18 แสดง Patwardhan technique(25)

  • Delivery of the placenta

คำแนะนำในปัจจุบันแนะนำว่า ควรปล่อยให้รกคลอดเองตามธรรมชาติ (spontaneous delivery) โดยหลีกเลี่ยงการล้วงรกด้วยมือ เพื่อลดการเสียเลือดจำนวนมาก ซึ่งโดยทั่วไปรกจะถูกขับออกเองภายใน 45–80 วินาที หากรกไม่หลุดลอกเอง หรือมีเลือดออกมาก ให้เริ่มด้วยการทำ gentle cord traction ก่อนทำ manual removal โดยหลังจากการคลอดรก ACOG แนะนำให้ใช้ swab เช็ดบริเวณในโพรงมดลูกก็ต่อเมื่อเห็นเยื่อชิ้นส่วนของรกหลงเหลืออยู่เท่านั้น (19-21)

ภาพที่ 19. แสดง spontaneous placental delivery และการทำ gentle cord traction เสริม ร่วมกับการทำ fundal massage ช่วยคลอดรก(5)

  • Uterine closure

คำแนะนำล่าสุดของ American College of Obstetricians and Gynecologist (ACOG) ในปีค.ศ. 2020 แนะนำให้เย็บปิดมดลูกแบบชั้นเดียว (single-layer uterine closure) (21) แต่ในจากการรวบรวมการศึกษาในปัจจุบันกล่าวถึงการเย็บมดลูกแบบสองชั้น (double-layer uterine closure) ว่าพบว่าจะเหลือความหนาของชั้นกล้ามเนื้อมดลูกมากกว่าการเย็บมดลูกชั้นเดียว โดยเฉพาะในรายที่เย็บชั้นแรกแบบ non-locked suture(26, 27) โดยไม่พบว่ามีความแตกต่างทางสถิติของการเกิดมดลูกแตก (uterine rupture) ในครรภ์ถัดไปในทั้งสองวิธี(27) และในส่วนของการที่จะนำมดลูกออกมาด้านนอกหรือไว้ในท้องขณะเย็บมดลูกนั้น ACOG ปีค.ศ. 2020 ก็ได้แนะนำให้นำมดลูกออกมาเย็บบริเวณด้านนอก (uterine exteriorization) เนื่องจากจะช่วยลดการเสียเลือดเมื่อเทียบกับการเย็บขณะมดลูกอยู่ในช่องท้อง (uterine in situ) แต่อาจเพิ่มการคลื่นไส้ อาเจียน และการกลับมาทำงานของลำไส้หลังผ่าตัดได้ (21)

และที่สำคัญ ในคำแนะนำปัจจุบันยังแนะนำให้ เย็บปิดมดลูกด้วยเทคนิคการเย็บปิดมดลูกโดยไม่รวมชั้น endometrium เข้าไปในแนวเย็บ (Endometrium-free closure technique) เนื่องจากพบว่าการเย็บชั้น endometrium เข้าไปด้วยจะทำให้เกิดแผลเป็นที่มดลูกที่เรียกว่า uterine niche หรือ isthmocele หรือ cesarean scar defect ได้มากกว่า แผลฟื้นตัวนานกว่า และเกิดการเกาะของรกที่ผิดปกติได้มากกว่าในครรภ์ถัดไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(26, 28)

ในส่วนของเทคนิคการเย็บแบบเป็นคำ (interrupted suture) หรือการเย็บแบบต่อเนื่อง (continuous suture) นั้น จากการศึกษาพบว่า การเย็บแบบ interrupted sutures โดยไม่รวมชั้น endometrium เข้าไปในแนวเย็บ มีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่ดีที่สุดทั้งในเชิงพยาธิสภาพ (histologic outcomes) และผลลัพธ์ทางคลินิก อย่างไรก็ตาม ในเวชปฏิบัติสูติศาสตร์ทั่วไป การเย็บแบบ continuous suturing ยังคงถูกใช้บ่อยกว่ามาก เนื่องจากทำได้รวดเร็วกว่า ง่ายกว่า ใช้วัสดุเย็บน้อยกว่า และสะดวกกว่าในทางปฏิบัติ ในส่วนของระยะระหว่างการปักเข็มนั้น พบว่าการวางไหมเย็บให้มีระยะห่างสม่ำเสมอและแคบ (narrow, equidistant suture placement) และการเย็บแบบขนานไปกับแผล (parallel suture) แทนการเย็บแบบตั้งฉากกับแนวแผลแบบดั้งเดิม (conventional perpendicular suture) ช่วยกระจายแรงตึงตามแนวแผลได้อย่างสม่ำเสมอ ลดการเกิดภาวะขาดเลือดเฉพาะจุด และส่งเสริมกระบวนการหายของแผลให้แข็งแรงขึ้น ในปัจจุบันยังมีแนวปฏิบัติใหม่แนะนำให้ทำการเย็บแบบ purse-string approximation คือการเย็บไหมรอบบริเวณเป็นวง แล้วดึงไหมให้หดเข้าหาศูนย์กลาง คล้ายการรูดปากถุงปิดแนวแผล ซึ่งต่างจากแบบดั้งเดิม (direct approximation) คือการเย็บนำขอบแผลทั้งสองด้านมาประกบกันโดยตรง (edge-to-edge closure) เนื่องจากพบว่าทำให้แผลเป็นที่มดลูกน้อยกว่า อย่างไรก็ตามยังต้องอาศัยการศึกษาเพิ่มเติมเนื่องจากยังไม่มีการพิสูจน์ความปลอดภัยในระยะยาวและอาจทำให้เกิดการดึงรั้งของมดลูกได้ (26)

ในข้อถกเถียงระหว่างการเย็บแบบเทคนิค locked และ unlocked suture นั้น จากการรวบรวมหลักฐานทางสถิติพบว่าการใช้เทคนิค locked suture นั้นลดการไหลเวียนของเลือดในบริเวณนั้น (microvasculature) นำไปสู่การขาดเลือดเฉพาะที่ (focal ischemia) มีการสร้างสารอักเสบเยอะขึ้น ทำให้ของแผลฟื้นตัวช้า (26)

สำหรับวัสดุไหมในการเย็บชั้นมดลูก หลักฐานปัจจุบันสนับสนุนว่าไหมเย็บชนิด synthetic absorbable monofilament sutures มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ในด้านความแข็งแรงของแผลเป็นระยะยาว (long-term scar integrity) สำหรับการเย็บชั้น serosal layer แนะนำให้ใช้ไหมชนิด monofilament ที่ดูดซึมได้รวดเร็ว (rapidly resorbable monofilament)

ดังนั้น เมื่อรวบรวมหลักฐานทั้งหมดในขั้นตอนต่างๆของการเย็บชั้นมดลูก จึงเป็นคำแนะนำใหม่ โดยเสนอวิธีการเย็บชั้นมดลูกด้วยวิธีการเย็บชั้นมดลูกแยกกัน 3 ชั้น (3-layer closure technique) ได้แก่ ชั้นเยื่อบุโพรงมดลูก (endometrium) ชั้นกล้ามเนื้อมดลูก (myometrium) และชั้นเยื่อบุด้านนอก (serosa) ซึ่งวิธีนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of Obstetricians and Gynecologist (AJOG) เดือนมกราคม ปีค.ศ.2026(26)

ภาพที่ 20. แสดงกายวิภาคชั้นของมดลูกได้แก่ myometrium, endometrium และ endomyometrial junction (28)

– ขั้นตอนที่ 1 การเย็บปิดบริเวณรอยต่อระหว่างชั้นเยื่อบุโพรงมดลูกและชั้นกล้ามเนื้อมดลูก (approximation at the endomyometrial junction) ในแนวขนานกับแผล (parallel suture) โดยหากเนื่อเยื่อมีความเปราะบาง อาจเย็บในแนวเฉียงเล็กน้อยได้

ภาพที่ 21. (A) แสดงภาพจำลองการ approximation at the endomyometrial junction ในแนว parallel suture (B) เย็บในแนวเฉียงเล็กน้อยในกรณีเนื่อเยื้อเปราะบาง(26)

ภาพที่ 22. แสดงภาพจริงของการเย็บ approximation at the endomyometrial junction ในแนว parallel suture(26)

– ขั้นตอนที่ 2 การเย็บปิดชั้นกล้ามเนื้อมดลูก (approximation of the myometrium) ซึ่งในการเย็บชั้นนี้ก็จะเย็บในแนวขนานกับแผล (parallel suture) เช่นเดียวกัน โดยจะเย็บในบริเวณรอยต่อของชั้นกล้ามเนื้อมดลูกและเยื่อบุด้านนอก (myometrium–serosa junction) โดยไม่จำเป็นพยายามฝังกลบชั้นแรกเหมือนวิธีดั้งเดิม โดยเทคนิคนี้จะทำให้ชั้นนอกสุดของมดลูกไม่เปิดเผยวัสดุเย็บ พบว่าช่วยลดการเกิดพังผืดติดบริเวณหน้ามดลูกได้

ภาพที่ 23. แสดงภาพจำลองการ approximation of the myometrium (26)

ภาพที่ 24. แสดงภาพจริงของการ approximation of the myometrium (26)

– ขั้นตอนที่ 3 การเย็บปิดชั้นกล้ามเนื้อมดลูกส่วนบนและเยื่อบุด้านนอก (approximation of the superficial myometrium and serosa) ชั้นที่สามมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูสภาพพื้นผิวทางกายวิภาคและส่งเสริมการหายของแผล ชั้นนี้ช่วยให้ superficial myometrium ที่ยังเปิดเผยอยู่หลังจากขั้นตอนที่สองถูกปิดคลุม เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดพังผืด เมื่อ myometrium มีความหนามาก ชั้นที่สองควรเย็บลึกเพียงพอเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิด dead space ในขณะที่ชั้นที่สามจะทำหน้าที่ปิด myometrium ที่เหลือและ serosa ชั้นนี้ยังมีบทบาทในการห้ามเลือด เนื่องจากมักพบหลอดเลือดขนาดเล็กบริเวณผิวด้านนอก แทนที่จะใช้การจี้ด้วยไฟฟ้า (cautery) ซึ่งอาจรบกวนการหายของแผลได้

ภาพที่ 25.. แสดงภาพจำลองการ approximation of the superficial myometrium and serosa(26)

ภาพที่ 26. แสดงภาพจริงของการ approximation of the superficial myometrium and serosa(26)

ภาพที่ 27. แสดงภาพจำลองของการเย็บ 3-layer closure technique(26)

ในกรณีที่พบว่า lower uterine segment บาง โดยชั้นกล้ามเนื้อมดลูกหนา <5 มิลลิเมตร ซึ่งมักพบได้บ่อยในระยะ advanced labor แนะนำให้เย็บแบบชั้นเดียว โดยนำชั้น myometrium ที่บาง (ระหว่าง endometrium และ serosa) เข้าประกบกัน จากนั้นจึงเย็บชั้นที่สองเพื่อประกบ serosa

ภาพที่ 28. แสดงภาพจำลองของการเย็บในขณะที่ lower uterine segment บาง(26)

อย่างไรก็ตามหากการเย็บแบบ 3 ชั้นทำได้ยากในทางปฏิบัติ มีการเสนอแนวทางการเย็บแบบ 2 ชั้น (double-layer technique) ในวารสารตีพิมพ์อีกฉบับของ AJOG ในเดือนมกราคม ปีค.ศ.2026 นี้เช่นกัน โดยใช้เทคนิคการทำ Endometrium-free closure technique ซึ่งชั้นแรกของการเย็บปิดทำโดยให้เย็บชั้น myometrium ประมาณครึ่งหนึ่งถึงหนึ่งในสาม โดยให้จุดแทงเข็มเริ่มที่บริเวณ myometrial junction โดยใช้วิธีเย็บแบบ locking continuous suture และชั้นที่สองจะเย็บรวมส่วนของ myometrium ที่เหลือ โดยใช้วิธีเย็บแบบ locking continuous suture เช่นกัน(28)

ภาพที่ 29. แสดงภาพการเย็บ Double-layer ด้วย Endometrium-free closure technique(28)

  • Peritoneal closure

ตามคำแนะนำจาก ACOG ล่าสุดไม่แนะนำให้ทำการเย็บปิดชั้น peritoneum โดยก่อนปิดหน้าท้องให้เอาลิ่มเลือดออกจาก peritoneal gutters จนหมด เช็คว่าไม่มีจุดเลือดออกอีก (21, 27)

  • Fascial closure

ตามคำแนะนำจาก ACOG ล่าสุด แนะนำให้เย็บ fascia แบบ continuous ด้วยไหมวัสดุ delayed absorbable suture(21)

  • Subcutaneous closure

แนะนำให้เย็บชั้น subcutaneous tissue ก็ต่อเมื่อชั้นนี้มีความหนา ≥ 2 เซนติเมตร(21)

  • Skin closure

แนะนำให้เย็บปิดชั้นผิวหนังด้วยเทคนิค subcuticular suture โดยใช้ไหมวัสดุ absorbable monofilament suture ซึ่งในการศีกษาที่มีสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะอ้วน พบว่า subcuticular suture นั้นผลลัพธ์ดีกว่าการเย็บโดยใช้ staple

การดูแลในระยะหลังผ่าตัดคลอดตามหลักการของการส่งเสริมการฟื้นตัวหลังการผ่าตัดคลอด (Enhanced Recovery After Cesarean delivery; ERAC)(1)

  1. การเริ่มรับประทานน้ำและอาหารทางปาก (Early drinking and feeding)

การเริ่มให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารทางปาก (oral intake) เร็วหลังการผ่าตัดมีประโยชน์ในการกระตุ้นการทำงานของลำไส้ให้กลับมาเร็วขึ้น และช่วยลดระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลโดยไม่เพิ่มภาวะแทรกซ้อน โดยสามารถให้ผู้ป่วยหลังผ่าตัดคลอดเริ่มจิบน้ำหรือน้ำแข็งได้ภายในประมาณ 60 นาทีหลังผ่าตัด หรืออาจเริ่มได้ตั้งแต่ระยะที่ผู้ป่วยยังอยู่ใน post-anesthetic care unit หากผู้ป่วยสามารถรับประทานได้โดยไม่มีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียน สามารถปรับอาหารเป็นอาหารอ่อนและอาหารปกติได้ตามความเหมาะสม นอกจากนี้ควรจำกัดการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม opioid เท่าที่จำเป็น เพื่อช่วยส่งเสริมการทำงานของลำไส้ให้กลับคืนเร็วขึ้น(1, 29)

  1. การส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีการเคลื่อนไหวร่างกายเร็วหลังผ่าตัด (Early mobilization and ambulation)

เป็นองค์ประกอบสำคัญของการฟื้นตัว โดยควรประเมินความพร้อมของผู้ป่วยประมาณ 6 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด และหากไม่มีข้อห้ามควรกระตุ้นให้ลุกจากเตียงและเคลื่อนไหวภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ควรถอดสายน้ำเกลือและสายสวนปัสสาวะเมื่อหมดข้อบ่งชี้ภายใน 6-12 ชั่วโมงหลังผ่าตัดหลังจากเริ่มลุกเดิน เพื่อช่วยลดข้อจำกัดต่อการเคลื่อนไหวของผู้ป่วย ยกเว้นว่ามีเลือดออกมาก ให้แมกนีเซียมทางหลอดเลือดดำ หรือไม่สามารถยืนได้มั่นคง (1, 29)

  1. การระงับปวดหลังผ่าตัด (Postoperative analgesia)

ควรใช้หลักการ stepwise multimodal analgesia โดยใช้ยาหลายชนิดร่วมกันเพื่อลดการใช้ systemic opioid และลดผลข้างเคียงจากยา opioid แนวทางทั่วไปคือให้ยากลุ่ม non-opioid อย่างน้อยสองชนิดตามกำหนดเวลา เช่น acetaminophen 650–1,000 มิลลิกรัม ร่วมกับ ibuprofen 600 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง และพิจารณาเพิ่มยา opioid ชนิดรับประทานเฉพาะในกรณีที่การระงับปวดด้วยยา non-opioid ไม่เพียงพอ และแนะนำว่าในรายที่มีภาวะคลื่นไส้อาเจียนหลังการผ่าตัด ควรให้ยาบรรเทาอาการ เช่น Ondansetron เป็นต้น (1, 29)

  1. การป้องกันการเกิดหลอดเลือดดำอุดตันบริเวณขา (Venous thromboembolism prophylaxis; VTE prophylaxis)

เนื่องจากการตั้งครรภ์และการผ่าตัดคลอดเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน จึงควรมีมาตรการป้องกัน เช่น การใช้ compression stockings หรือ pneumatic compression devices โดยแนะนำว่าให้ใช้จนผู้ป่วยสามารถเดินได้ปกติ และพิจารณาให้ยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติมหรือมีความเสี่ยงสูง โดยอาจใช้เครื่องมือประเมินความเสี่ยงต่าง ๆ เช่น แนวทางของ Royal College of Obstetricians and Gynaecologists Concensus Bundle on VTE อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องมือประเมินความเสี่ยง VTE ที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายและมีหลักฐานชัดเจนในสตรีตั้งครรภ์ จึงควรให้แต่ละสถาบันกำหนดแนวทางประเมินความเสี่ยงที่เหมาะสมสำหรับบริบทของตน(1, 29)

  1. ภาวะโลหิตจางหลังคลอด (Postoperative anemia remediation)

สำหรับการจัดการภาวะโลหิตจางหลังคลอด ควรให้ธาตุเหล็กเพื่อแก้ไขภาวะดังกล่าว และพิจารณาให้เลือดเมื่อระดับฮีโมโกลบินต่ำกว่า 7 กรัม/เดซิลิตร หรือเมื่อผู้ป่วยมีอาการแสดงของภาวะโลหิตจาง เช่น เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเป็นลม(1, 29)

  1. สนับสนุนการการให้นมแม่หลังคลอด (Breastfeeding support and education)

ควรสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างต่อเนื่องหลังคลอด นอกเหนือจากการทำ skin-to-skin contact ในห้องผ่าตัดแล้ว ผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำและความช่วยเหลือในการให้นมบุตรอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะจากบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการให้นมแม่เมื่อจำเป็น อีกทั้งควรส่งเสริมให้มารดาหลังคลอดได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ โดยจัดตารางการตรวจเยี่ยมของแพทย์ การวัดสัญญาณชีพ การให้ยา และการทำหัตถการต่าง ๆ ของทั้งมารดาและทารกให้สอดคล้องกัน เพื่อลดการรบกวนที่ไม่จำเป็นและส่งเสริมการฟื้นตัวหลังผ่าตัด(1)

เอกสารอ้างอิง

  1. Gynaecologists RTCoOa. RTCOG Clinical Practice Guideline: Enhanced Recovery After Cesarean Delivery (ERAC). Royal Thai College of Obstetricians and Gynaecologists; 2026. Report No.: OB 69–042.
  2. ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เรื่อง การป้องกัน และรักษาภาวะโลหิตจางในสตรีตั้งครรภ์. Bangkok; 2568. Report No.: OB 68-039.
  3. ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เรื่อง ภาวะอ้วนในสตรีตั้งครรภ์. Bangkok; 2567. Report No.: OB 68-038.
  4. Wilson RD, Monks DT, Sharawi N, Bamber J, Panelli DM, Sauro KM, et al. Guidelines for antenatal and preoperative care in cesarean delivery: Enhanced Recovery After Surgery Society recommendations (part 1)-2025 update. Am J Obstet Gynecol. 2026;233(6s):S153–s69.
  5. al. CFLKBSe. Cesarean Delivery and Peripartum Hysterectomy. In: al. CFLKBSe, editor. Williams Obstetrics. 26th ed. ed. New York: McGraw-Hill Education; 2022. p. 1405–63.
  6. ACOG Practice Bulletin No. 199: Use of Prophylactic Antibiotics in Labor and Delivery. Obstet Gynecol. 2018;132(3):e103–e19.
  7. Caughey AB, Sultan P, Monks DT, Sharawi N, Bamber J, Panelli DM, et al. Guidelines for intraoperative care in cesarean delivery: Enhanced Recovery After Surgery Society recommendations (part 2)-2025 update. Am J Obstet Gynecol. 2026;233(6s):S170–s83.
  8. McKinney JA, Sanchez-Ramos L, Duncan J, Lin L, Rhoades C, Mateus J, et al. Chlorhexidine is the preferred agent for vaginal antisepsis prior to cesarean delivery: a systematic review and network meta-analysis. Am J Obstet Gynecol. 2026;233(6s):S504.e1–S.e41.
  9. Gutiérrez NO, Cobo J, Calsina SP, Esteve YC, Oliva JC, Tricas JG. The Effects of Accompaniment on Maternal Anxiety During Elective Cesarean Delivery: A Quasi-experimental Study. Matern Child Health J. 2023;27(8):1352–60.
  10. Prabhu M, Wang LF, Tait AR, Bullough AS. A randomized controlled study of whether the partner’s presence in the operating room during neuraxial anesthesia for cesarean delivery reduces patient anxiety. Int J Obstet Anesth. 2009;18(4):362–7.
  11. Tita ATN, Boggess K, Saade G. Adjunctive Azithromycin Prophylaxis for Cesarean Delivery. N Engl J Med. 2017;376(2):182.
  12. ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติ เรื่อง การป้องกันและรักษาภาวะตกเลือดหลังคลอด (RTCOG Clinical Practice Guideline: Prevention and Management of Postpartum Hemorrhage). Bangkok: ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย; 2568. Report No.: OB 68-041.
  13. Organization WH. WHO consolidated guideline on the prevention and treatment of postpartum haemorrhage. Geneva, Switzerland: World Health Organization; 2025.
  14. Heesen M, Carvalho B, Carvalho JCA, Duvekot JJ, Dyer RA, Lucas DN, et al. International consensus statement on the use of uterotonic agents during caesarean section. Anaesthesia. 2019;74(10):1305–19.
  15. Landau R, Sultan P. Neuraxial anesthesia and pain management for cesarean delivery. Am J Obstet Gynecol. 2026;233(6s):S135–s52.
  16. Moore ER, Bergman N, Anderson GC, Medley N. Early skin-to-skin contact for mothers and their healthy newborn infants. Cochrane Database Syst Rev. 2016;11(11):Cd003519.
  17. Palacios-Jaraquemada JM, Nieto-Calvache Á J, Basanta NA, Aryananda RA, Martínez MA. Essential anatomical knowledge for performing routine and complex cesarean delivery. Am J Obstet Gynecol. 2026;233(6s):S368–s84.
  18. Fox KA, Nieto-Calvache AJ, Aryananda RA, Hussein AM, Morel O, Hobson SR. Surgical management of complex cesarean delivery. Am J Obstet Gynecol. 2026;233(6s):S226–s54.
  19. Pelosi MA, 2nd, Pelosi MA, 3rd. The Pelosi cesarean delivery technique. Am J Obstet Gynecol. 2026;233(6s):S69–s81.
  20. Stark M. The Stark (Misgav Ladach) cesarean delivery-a streamlined surgical technique: development, rationale, and clinical outcomes. Am J Obstet Gynecol. 2026;233(6s):S55–s68.
  21. Dahlke JD, Mendez-Figueroa H, Maggio L, Sperling JD, Chauhan SP, Rouse DJ. The Case for Standardizing Cesarean Delivery Technique: Seeing the Forest for the Trees. Obstet Gynecol. 2020;136(5):972–80.
  22. Mackeen AD, Sullivan MV, Berghella V. Evidence-based cesarean delivery: intraoperative management from skin incision until placental delivery (Part 8). Am J Obstet Gynecol MFM. 2025;7(1):101576.
  23. Cromi A, Ghezzi F, Di Naro E, Siesto G, Loverro G, Bolis P. Blunt expansion of the low transverse uterine incision at cesarean delivery: a randomized comparison of 2 techniques. Am J Obstet Gynecol. 2008;199(3):292.e1–6.
  24. Moore TR. Cesarean Delivery 2016 [Available from: https://basicmedicalkey.com/cesarean-delivery/.
  25. van der Krogt L, Briley A, Shennan A, Tydeman G. The impacted fetal head at cesarean delivery, incidence, complications and management options, including a new device. Am J Obstet Gynecol. 2026;233(6s):S280–s8.
  26. Bujold E, Romero R. Uterine closure after cesarean delivery: surgical technique, biological rationale, and clinical implications. Am J Obstet Gynecol. 2026;233(6s):S82–s102.
  27. Abalos E, Addo V, Brocklehurst P, El Sheikh M, Farrell B, Gray S, et al. Caesarean section surgical techniques: 3 year follow-up of the CORONIS fractional, factorial, unmasked, randomised controlled trial. Lancet. 2016;388(10039):62–72.
  28. Antoine C, Timor-Tritsch IE, Bujold E, Young BK, Reece EA. Endometrium-free closure technique for hysterotomy incision at cesarean delivery. Am J Obstet Gynecol. 2026;233(6s):S103–s14.
  29. Sultan P, Monks DT, Sharawi N, Bamber J, Panelli DM, Sauro KM, et al. Guidelines for postoperative care in cesarean delivery: Enhanced Recovery After Surgery Society recommendations (part 3)-2025 update. Am J Obstet Gynecol. 2026;233(6s):S184–s98.

 

Read More

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในสตรีไทย : Cervical Cancer Screening in Thai Women

นพ.กฤษฎา ตาเต
อาจารย์ที่ปรึกษา อ.พญ.โสภิตา ประเสริฐภักดี


บทนำ

มะเร็งปากมดลูกยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย แม้ว่าจะเป็นโรคที่มีพยาธิกำเนิดชัดเจนและสามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านการตรวจคัดกรองและการรักษารอยโรคก่อนมะเร็งอย่างเหมาะสม (1-3) จากสถิติพบว่ามะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นอันดับที่ 4 ของสตรีทั่วโลก และเป็นอันดับหนึ่งของมะเร็งทางนรีเวช ในบางประเทศโดยเฉพาะในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง ซึ่งระบบการคัดกรองยังไม่ครอบคลุมหรือขาดความต่อเนื่อง(4) สำหรับประเทศไทยมะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงเป็นลำดับที่ 2 โดยมีผู้ป่วยประมาณ 8,662 รายต่อปี คิดเป็น 23 รายต่อวัน ในจำนวนนี้เสียชีวิตปีละ 4,576 ราย คิดเป็นร้อยละ 52 หรือเสียชีวิตประมาณ 12 รายต่อวัน จึงสะท้อนให้เห็นถึงภาระโรคที่มีนัยสำคัญต่อระบบสาธารณสุขของประเทศไทย (5)

สำหรับการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ประเทศไทยมีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมาอย่างยาวนาน โดยในอดีตใช้การตรวจเซลล์วิทยาของปากมดลูก (Pap smear) เป็นวิธีหลัก อย่างไรก็ตาม หลักฐานในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาได้ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของการตรวจเซลล์วิทยา ในแง่ความไว ความแปรปรวนระหว่างผู้แปลผล และความจำเป็นในการตรวจซ้ำบ่อยครั้งเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่เพียงพอ(6, 7) รวมไปถึงการพัฒนาความเข้าใจด้านพยาธิกำเนิดของโรคและบทบาทของเชื้อ Human papillomavirus (HPV) จึงนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านแนวคิดการคัดกรองในปัจจุบัน

จากแนวทางการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกฉบับล่าสุด ประจำปี 2568 โดย ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย (The Royal Thai College of Obstetricians and Gynecologists, RTCOG) ได้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยมุ่งเน้นการใช้การตรวจหาเชื้อ HPV เป็นแกนหลักของการคัดกรอง(1) แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางขององค์การอนามัยโลก (WHO) และสมาคมวิชาชีพระดับสากล เช่น American Cancer Society (ACS) และ American Society for Colposcopy and Cervical Pathology (ASCCP) ที่เน้นการใช้ HPV-based screening เป็นกลยุทธ์หลักในการลดภาระมะเร็งปากมดลูกในระยะยาว(2, 3, 8) นอกจากนี้ WHO ยังได้ประกาศยุทธศาสตร์ระดับโลกเพื่อเร่งรัดการกำจัดมะเร็งปากมดลูกในฐานะปัญหาสาธารณสุข โดยกำหนดเป้าหมายด้านการฉีดวัคซีน HPV การตรวจคัดกรอง และการรักษารอยโรคก่อนมะเร็งอย่างครอบคลุม(2)

บทความนี้นำเสนอภาพรวมของแนวคิดและแนวทางการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในปัจจุบัน โดยเน้นบริบทของระบบบริการสุขภาพในประเทศไทย พร้อมเปรียบเทียบกับแนวทางสากลที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาระบบคัดกรองในปัจจุบัน อธิบายเหตุผลเชิงพยาธิกำเนิดและระบาดวิทยาที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงแนวทาง ตลอดจนสรุปหลักการจัดการผลคัดกรองที่ผิดปกติ เพื่อสนับสนุนการประยุกต์ใช้แนวทางดังกล่าวให้เหมาะสมกับเวชปฏิบัติจริง(1-3)

ธรรมชาติการดำเนินโรคของมะเร็งปากมดลูกและบทบาทของเชื้อ HPV

มะเร็งปากมดลูกมีลักษณะการดำเนินโรคแบบค่อยเป็นค่อยไป (stepwise progression) โดยมักจะเริ่มจากการเกิดรอยโรคก่อนมะเร็งและค่อย ๆ พัฒนาไปสู่มะเร็งระยะลุกลาม โดยทั่วไปอาจยาวนานถึง 10–20 ปี ความเข้าใจในธรรมชาติการดำเนินโรคดังกล่าวถือเป็นพื้นฐานสำคัญของแนวคิดการตรวจคัดกรอง เนื่องจากเปิดโอกาสให้สามารถตรวจพบรอยโรคก่อนมะเร็งได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และให้การรักษาก่อนการพัฒนาเป็นมะเร็งระยะลุกลาม (1, 9, 10)

หลักฐานทางชีววิทยาและระบาดวิทยาในปัจจุบันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การติดเชื้อ Human papillomavirus (HPV) กลุ่มความเสี่ยงสูงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก(9, 11) การติดเชื้อ HPV สามารถพบได้บ่อยในสตรีวัยเจริญพันธุ์ โดยเฉพาะช่วงหลังจากการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งนี้ การติดเชื้อส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นการติดเชื้อชั่วคราว (transient infection) และสามารถหายได้เองภายในระยะเวลา 1–2 ปีจากการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย(12, 13)

ในบางราย การติดเชื้อ HPV จะไม่หายไปตามธรรมชาติ แต่เป็นการติดเชื้อเรื้อรัง (persistent HPV infection) การติดเชื้อแบบเรื้อรังนี้ ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดของการพัฒนาไปสู่รอยโรคก่อนมะเร็งระดับสูงและมะเร็งปากมดลูก(13, 14) ในระดับโมเลกุล การติดเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูงสัมพันธ์กับการแสดงออกของโปรตีนก่อมะเร็ง ได้แก่ E6 และ E7 ซึ่งรบกวนการทำงานของ tumor suppressor genes เช่น p53 และ retinoblastoma protein ส่งผลให้เกิดความไม่เสถียรของจีโนมและการแบ่งตัวของเซลล์ที่ผิดปกติ(11)

HPV กลุ่มความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะสายพันธุ์ 16 และ 18 มีความสำคัญทางคลินิกมากที่สุด โดยเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกประมาณร้อยละ 70 ของผู้ป่วยทั่วโลก(9, 15) ผลของการติดเชื้อ HPV ต่อเยื่อบุปากมดลูกสามารถแสดงออกในรูปของรอยโรคก่อนมะเร็ง หรือ Cervical Intraepithelial Neoplasia (CIN) ซึ่งแบ่งออกเป็น CIN 1, CIN 2 และ CIN 3 โดย CIN 1 มักสัมพันธ์กับการติดเชื้อชั่วคราวและมีโอกาสหายเองสูง ขณะที่ CIN 2 และ CIN 3 จัดเป็นรอยโรคระดับสูง (high-grade squamous intraepithelial lesion; HSIL) ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการพัฒนาเป็นมะเร็งปากมดลูกชนิดลุกลามหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม(9)

ยุทธศาสตร์ระดับโลกเพื่อการกำจัดมะเร็งปากมดลูกในฐานะปัญหาสาธารณสุข

ในปี ค.ศ. 2018 ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (World Health Organization; WHO) ได้ประกาศ Global Call to Action เพื่อผลักดันให้มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคมะเร็งชนิดแรกที่สามารถถูกกำจัดออกจากการเป็นปัญหาสาธารณสุขในระดับโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม ต่อมาในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) สมัชชาอนามัยโลก (World Health Assembly; WHA) ได้ให้การรับรองยุทธศาสตร์ดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ภายใต้กรอบแนวคิดการกำจัดมะเร็งปากมดลูกในฐานะ public health problem (2, 3)

WHO ได้กำหนดเป้าหมายสำคัญภายในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) ซึ่งเรียกว่า 90–70–90 targets อันเป็นกรอบยุทธศาสตร์หลักของการดำเนินงานระดับโลก ประกอบด้วย (2, 3)

  1. ร้อยละ 90 ของเด็กผู้หญิงควรได้รับวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV ครบถ้วนก่อนอายุ 15 ปี
  2. ร้อยละ 70 ของสตรีควรได้รับการตรวจคัดกรองด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง อย่างน้อย 2 ครั้งในช่วงอายุที่เหมาะสม โดยเน้นการใช้การตรวจหาเชื้อ HPV เป็นหลัก
  3. ร้อยละ 90 ของสตรีที่ตรวจพบรอยโรคก่อนมะเร็งหรือมะเร็งปากมดลูกควรได้รับการรักษาหรือการดูแลอย่างเหมาะสม

หากประเทศต่าง ๆ สามารถบรรลุเป้าหมายทั้งสามประการดังกล่าวได้ครบถ้วน WHO คาดการณ์ว่าอุบัติการณ์ของมะเร็งปากมดลูกทั่วโลกจะลดลงต่ำกว่า 4 รายต่อประชากรหญิง 100,000 คน ซึ่งถือเป็นเกณฑ์ของการ “elimination as a public health problem” ตามนิยามขององค์การอนามัยโลก (2)

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวถือเป็นพัฒนาการสำคัญในประวัติศาสตร์สาธารณสุขโลก เนื่องจากมะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งชนิดแรกที่มี roadmap การกำจัดโรคที่ชัดเจนในระดับสากล หลายประเทศที่มีความครอบคลุมของการฉีดวัคซีน HPV สูงและใช้การตรวจคัดกรองแบบ HPV-based screening อย่างเป็นระบบ เช่น ประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหราชอาณาจักร ได้เริ่มรายงานอุบัติการณ์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยบางประเทศมีอุบัติการณ์ต่ำกว่า 6 รายต่อประชากรหญิง 100,000 คน และมีแนวโน้มเข้าใกล้เกณฑ์การกำจัดโรคในทศวรรษหน้า (2)

สำหรับประเทศไทย อุบัติการณ์ของมะเร็งปากมดลูกยังอยู่ที่ประมาณ 14–17 รายต่อประชากรหญิง 100,000 คน ซึ่งยังสูงกว่าเกณฑ์การกำจัดโรคตามนิยามของ WHO อย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับระบบการป้องกันโรคทั้งในด้านการเพิ่มความครอบคลุมของการฉีดวัคซีน HPV การปรับแนวคิดการตรวจคัดกรองสู่ HPV-based screening และการพัฒนาระบบการติดตามและการรักษาผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

คำแนะนำฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยอ้างอิงแนวทางการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกฉบับล่าสุด ประจำปี 2568 โดย ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย (1)

ตารางที่ 1 คำแนะนำการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในสตรีไทย

วิธีการตรวจคัดกรอง การตรวจหาเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูง (Primary high-risk HPV testing)

แนะนำมากกว่า

การตรวจหาเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูงร่วมกับการตรวจเซลล์วิทยา (Co-testing) การตรวจเซลล์วิทยา (Conventional หรือ Liquid-based cytology)
อายุเริ่มตรวจ 25 ปี 25 ปี 25 ปี
ความถี่ ทุก 5 ปี ทุก 5 ปี ทุก 2 ปี
อายุที่หยุดตรวจ >65 ปี หากผลตรวจปกติติดต่อกันอย่างน้อย 2 ครั้ง >65 ปี หากผลตรวจปกติติดต่อกันอย่างน้อย 2 ครั้ง >65 ปี หากผลตรวจปกติติดต่อกันอย่างน้อย 5 ครั้ง

ข้อแนะนำเพิ่มเติม

  1. สตรีอายุน้อยกว่า 25 ปี ไม่แนะนำให้ตรวจคัดกรองเป็นประจำ ยกเว้นในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น
    ติดเชื้อเอชไอวี มีคู่นอนหลายคน เป็นผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือมีประวัติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น
  2. สตรีที่ได้รับการตัดมดลูกร่วมกับปากมดลูกออกทั้งหมด และ ไม่มีประวัติ CIN 2–3, AIS หรือมะเร็งปากมดลูก ไม่จำเป็นต้องได้รับการตรวจคัดกรอง
  3. การเก็บสิ่งส่งตรวจด้วยตนเอง (self-collected sample) เพื่อการตรวจหาเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูง สามารถใช้เป็นทางเลือก ในกรณีที่ไม่สะดวกเข้ารับการตรวจโดยบุคลากรทางการแพทย์
  4. ในสถานพยาบาลที่มีทรัพยากรจำกัด การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยการตรวจหาเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูง ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างทั่วถึง การตรวจด้วยวิธี VIA และ/หรือการตรวจเซลล์วิทยา ยังคงเป็นทางเลือกที่เหมาะสม โดยเฉพาะในสตรีอายุ 30–45 ปี

หมายเหตุ: ตารางนี้ดัดแปลงมาจากแนวทางเวชปฏิบัติ การตรวจคัดกรองมะเร็งทางนรีเวช ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568

เปรียบเทียบการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามคำแนะนำของ RTCOG และแนวทางสากล

แนวทางการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของประเทศไทยและแนวทางสากลมีความแตกต่างกันในหลายประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะอายุที่เริ่มการตรวจคัดกรอง วิธีการตรวจที่ใช้เป็นหลัก และความถี่ของการตรวจคัดกรอง ดังที่สรุปในตารางที่ 2

ตารางที่ 2 แสดงการเปรียบเทียบคำแนะนำการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย (RTCOG) กับแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO), United States Preventive Services Task Force (USPSTF) และ American Cancer Society (ACS)

ประเด็น Thailand (RTCOG) (1) WHO (3) USPSTF (10) ACS (16)
อายุเริ่มคัดกรอง (Average risk) 25 ปี 30 ปี 21 ปี (เริ่มด้วย cytology) 25 ปี
วิธีที่แนะนำ Primary HPV Primary HPV DNA แนะนำแทน VIA/cytology สามารถเลือกวิธีไหนก็ได้ (PAP smear, Co-testing, HPV testing) Primary HPV
ความถี่ (interval) 1. Primary HPV 5 ปี

2. Co-test 5 ปี

3. cytology 2 ปี  หรือทุก 1 ปีใน High incidence area

4. VIA 5 ปี

Primary HPV 5 ปี

cytology 3 ปี

VIA 3-5 ปี

21–29 cytology 3 ปี

30–65: cytology 3 ปี หรือ HPV 5 ปี หรือ co-test 5 ปี

clinician-collected HPV: 5 ปี

(Preferred)

self-collected HPV: 3 ปี

cytology 3 years

อายุหยุดคัดกรอง >65 ปี เมื่อผลปกติ

– Primary HPV/co-testing ปกติอย่างน้อย 2 ครั้งติดต่อกัน

– PAP smear ปกติอย่างน้อย 5 ครั้งติดกัน

ช่วงอายุ 50-65 ปี (ขึ้นกับบริบทของทรัพยากร) >65 ปี หาก เคยได้รับการคัดกรองอย่างเพียงพอ และไม่มีประวัติเสี่ยงสูง เน้นให้มี HPV test ที่ 60 และ ≥65 ก่อนที่จะหยุดคัดกรอง

หากมีแต่ผล cytology ต้องปกติอย่างน้อย 3 ครั้งติดกับครั้งสุดท้ายตอนอายุ 65 ปี

Self-sampling รองรับ self-collected เพื่อ high-risk-HPV ยอมรับ self-sampling สำหรับ primary HPV testing Interval มาตรฐาน ทุก 5 ปี (เช่นเดียวกับ clinician- collected HPV) ยังไม่แนะนำอย่างเป็นทางการ

draft recommendation 2024 accept clinician- หรือ patient-collected HPV ทุก 5 ปีสำหรับช่วงอายุ 30–65 ปี

รับรอง self-collected vaginal HPV (ภายใต้ FDA-approved test) ตรวจถี่กว่า physician collected HPV

อายุเริ่มตรวจ ความถี่ของการตรวจคัดกรอง และข้อพิจารณาในการหยุดการตรวจคัดกรอง (1, 2, 12, 16)

  1. อายุเริ่มต้นของการตรวจคัดกรอง ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย (RTCOG) แนะนำให้เริ่มการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในสตรีที่มีความเสี่ยงปกติตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป เนื่องจากการติดเชื้อ HPV ในสตรีอายุน้อยมักเป็นแบบชั่วคราวและหายได้เอง การเริ่มตรวจเร็วเกินไปอาจเพิ่มการตรวจและการรักษาที่ไม่จำเป็นโดยไม่มีหลักฐานว่าช่วยลดอุบัติการณ์มะเร็งระยะลุกลามในระยะยาว
  2. การตรวจเซลลวิทยานั้น หากจะทำรวมกับการตรวจหาเชื้อ HPV กลุมความเสี่ยงสูง (co-testing) ควรทำในสตรีอายุ 25 ป เปนตนไป โดยถาผลการตรวจปกติทั้ง 2 วิธีใหทำการตรวจซ้ำอีกครั้งที่ 5 ป
  3. ความถี่ของการตรวจคัดกรองในสตรีที่มีผลตรวจ high-risk HPV เป็นลบ สามารถเว้นช่วงการตรวจคัดกรองทุก 5 ปี ได้อย่างปลอดภัย
  4. สตรีที่อายุ 25–65 ปี ควรได้รับการตรวจเซลล์วิทยาทุก 2 ปี ซึ่งความถี่ในการตรวจคัดกรองอาจปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของบริบทในแต่ละพื้นที่ เช่น อาจทำการตรวจคัดกรองทุก 1 ปี ในพื้นที่ที่มีความชุกของโรคมะเร็งปากมดลูกสูง หรือในพื้นที่ที่มีอัตราผลลบลวง (false negative rate) สูงในการตรวจคัดกรอง
  5. การตรวจคัดกรองในสถานการณ์พิเศษ
    1. สตรีที่ได้รับการฉีดวัคซีน HPV ควรได้รับการตรวจคัดกรองเช่นเดียวกับสตรีทั่วไปที่ไม่ได้รับวัคซีน เหตุผลคือ วัคซีนแม้จะครอบคลุมสายพันธุ์เสี่ยงสูงหลัก เช่น 16 และ 18 แต่ไม่ได้ครอบคลุมทุกสายพันธุ์และบางรายอาจติดเชื้อมาก่อนการฉีดวัคซีน ดังนั้น การตรวจคัดกรอง ยังคงมีความจำเป็นเหมือนเดิม
    2. สตรีที่ได้รับการตัดมดลูกและปากมดลูกไปแล้ว
      • หากไม่มีประวัติ CIN 2, CIN 3, AIS หรือมะเร็งปากมดลูกมาก่อน แนวทางแนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องคัดกรองต่อ
      • หากไม่ทราบผลพยาธิวิทยาของมดลูกและปากมดลูกจากการผ่าตัด และมาขอรับการตรวจคัดกรอง ให้ตรวจหาเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูง (HR-HPV testing) หรือเซลล์วิทยา หากผลปกติให้หยุดการตรวจ หากผลผิดปกติ เช่น ตรวจพบเซลล์วิทยาระดับต่ำ (LSIL) หรือเซลล์ผิดปกติชนิด atypical squamous cell – cannot exclude HSIL (ASC-H) แนะนำให้ส่งตรวจ colposcopy หากผลปกติให้ตรวจติดตามทุก 1 ปี
    3. สตรีที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ได้แก่ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันระยะยาว เช่น หลังการปลูกถ่ายอวัยวะ หรือผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ HPV แบบเรื้อรัง และมีอัตราการเกิดรอยโรคก่อนมะเร็งของปากมดลูก รวมถึงการดำเนินโรคไปสู่มะเร็งที่รวดเร็วกว่าสตรีทั่วไป แนวทางปัจจุบันแนะนำให้ เริ่มการตรวจคัดกรองตั้งแต่อายุยังน้อยกว่าสตรีที่มีความเสี่ยงปกติ และให้ทำการตรวจอย่างสม่ำเสมอ (17)
      • แนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองสตรีที่เคยมีเพศสัมพันธ์ ≥ 1 ปี หรือเมื่อสตรีอายุ ≥ 21 ปี แล้วแต่ว่าอย่างใดเข้าเกณฑ์ก่อน โดยไม่คำนึงว่าติดเชื้อเอชไอวีมาตั้งแต่เมื่อใด
      • สตรีที่อายุ 21–25 ปี ควรได้รับการตรวจ cervical cytology ทุก 1 ปี หากปกติต่อเนื่อง 3 ครั้งให้ตรวจทุก 2 ปีได้
      • ไม่มีเกณฑ์แนะนำที่ให้หยุดตรวจคัดกรอง แนะนำให้คําปรึกษากับคนผู้ป่วยเป็นราย ๆ ไป
      • การตรวจเซลล์วิทยาของทวารหนัก (Anal cytology) อาจพิจารณาในสตรีอายุ ≥ 35 ปี ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV ตามดุลยพินิจของแพทย์
      • สตรีหลังการตัดมดลูกและปากมดลูก หากไม่พบพยาธิสภาพของปากมดลูก อาจพิจารณาตรวจ high-risk HPV testing หรือ cytology ต่อเนื่องในรายที่ยังมีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV เช่น ยังมีเพศสัมพันธ์
  6. สตรีที่มีประวัติ CIN 2–3 หรือ adenocarcinoma in situ (AIS) ยังคงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคซ้ำ ควรได้รับการติดตามด้วย อย่างน้อย 25 ปี แม้อายุเกิน 65 ปี
  7. การหยุดการตรวจคัดกรอง สามารถพิจารณายุติการตรวจคัดกรองในสตรีอายุ 65 ปีขึ้นไป ที่มีประวัติการตรวจคัดกรองอย่างเพียงพอและมีผลตรวจเป็นลบตามเกณฑ์ โดยไม่มีประวัติรอยโรคก่อนมะเร็งระดับสูงในช่วง 20–25 ปีก่อนหน้า ทั้งนี้ในสตรีอายุมากกว่า 65 ปี ที่ยังมีเพศสัมพันธ์หรือมี คู่นอนหลายคน อาจพิจารณาคัดกรองต่อ

วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่ได้รับการยอมรับเป็นมาตรฐานและมีการให้บริการในประเทศไทยในปัจจุบัน สามารถแบ่งออกเป็น 3 วิธีหลัก ได้แก่ (1, 18)

  1. การตรวจหาเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูง (high-risk HPV testing) ซึ่งสามารถเก็บสิ่งส่งตรวจได้ 2 วิธี คือ การเก็บโดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ (healthcare provider–collected sample) และการเก็บตัวอย่างด้วยตนเอง (self-collected sample) ในสตรีที่ไม่สะดวกเข้ารับการตรวจภายในกับบุคลากรทางการแพทย์
  2. การตรวจเซลล์วิทยาของปากมดลูก (cervical cytology) เป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้กันมานาน แบ่งออกเป็น Conventional Pap smear และ Liquid-based cytology
  3. การตรวจปากมดลูกด้วยน้ำส้มสายชู (visual inspection with acetic acid; VIA) ซึ่งอาจใช้ร่วมกับการรักษาด้วยความเย็น (cryotherapy)

จากแนวทางการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกฉบับล่าสุด ประจำปี 2568 โดย ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย จัดให้ การตรวจหาเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูง เป็นวิธีการคัดกรองหลัก(1, 3) การเพิ่มบทบาทของ self-collected high-risk HPV testing ในแนวทางสากลล่าสุดยังเป็นพัฒนาการสำคัญที่มีศักยภาพในการเพิ่มความครอบคลุม ของการคัดกรอง โดยเฉพาะในกลุ่มที่ไม่สะดวกเข้ารับการตรวจภายใน(19, 20)

อย่างไรก็ตาม การใช้ self-collected high-risk HPV testing ควรดำเนินควบคู่กับระบบติดตามและการส่งต่อที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากผู้ที่ตรวจพบ HPV positivity ส่วนใหญ่ยังจำเป็นต้องได้รับการประเมินเพิ่มเติมโดยบุคลากรทางการแพทย์ เช่นการส่งตรวจ colposcopy หรือการส่งตรวจ cytology เพิ่มเติม

Dual-Stain Cytology (p16/Ki-67) ในกระบวนการคัดแยกระดับความเสี่ยง

นอกเหนือจากวิธีการตรวจคัดกรองหลัก 3 วิธี ได้แก่ การตรวจหาเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูง การตรวจเซลล์วิทยาของปากมดลูก และการตรวจปากมดลูกด้วยน้ำส้มสายชู (VIA) ปัจจุบันยังมีเครื่องมือเพิ่มเติมที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการคัดแยกระดับความเสี่ยง (triage) ของสตรีที่มีผลตรวจคัดกรองผิดปกติ ได้แก่ dual-stain cytology (p16/Ki-67 dual staining)

หลักการทางชีววิทยา

Dual-stain cytology เป็นการตรวจทางภูมิคุ้มกันวิทยาที่ประเมินการแสดงออกของโปรตีนสองชนิดในเซลล์เยื่อบุปากมดลูก ได้แก่

  1. p16INK4a เป็นตัวบ่งชี้ (surrogate marker) ของกระบวนการ HPV oncogenic transformation ซึ่งเกิดจากการแสดงออกของโปรตีน E7 ของเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูงที่รบกวนการทำงานของ retinoblastoma protein (pRb) ส่งผลให้มีการ overexpression ของ p16
  2. Ki-67 เป็นตัวบ่งชี้การแบ่งตัวของเซลล์ (cell proliferation marker)

ในสภาวะปกติ เซลล์ที่แสดง p16 จะไม่ควรแสดง Ki-67 พร้อมกันในเซลล์เดียวกัน ดังนั้น การพบเซลล์ที่ติดสีทั้ง p16 และ Ki-67 ในเซลล์เดียวกัน (dual-positive cell) จึงสะท้อนถึงการติดเชื้อ HPV แบบ transforming infection ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเกิดรอยโรคระดับสูง (CIN2+) อย่างมีนัยสำคัญ (21)

บทบาททางคลินิก

Dual-stain cytology ไม่ได้ใช้เป็นการตรวจคัดกรองปฐมภูมิ (primary screening test) แต่มีบทบาทเป็นการตรวจเพื่อคัดแยกระดับความเสี่ยง (triage test) ในกลุ่มที่มีผลตรวจคัดกรองเบื้องต้นผิดปกติ เช่น (9)

  • สตรีที่ตรวจพบ HPV non 16-18 positive
  • สตรีที่มีผลตรวจการตรวจคัดกรองด้วยการตรวจหาเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูงร่วมกับเซลล์วิทยา (Co-testing) HPV non 16-18 positive ร่วมกับผลเซลล์วิทยาเป็น NILM, ASC-US หรือ LSIL

วัตถุประสงค์หลักคือเพื่อช่วยจำแนกความเสี่ยงของการมีรอยโรคระดับสูง (CIN2+) และช่วยตัดสินใจว่า ควรส่งตรวจ colposcopy ทันทีหรือสามารถติดตามซ้ำในระยะเวลาที่เหมาะสมได้อย่างปลอดภัย

หลักฐานจากการศึกษาขนาดใหญ่พบว่า dual-stain cytology มีความไวสูงในการตรวจพบ CIN2+ ในสตรีที่ HPV positive และสามารถเพิ่มความจำเพาะเมื่อเทียบกับการใช้ HPV testing เพียงอย่างเดียว ส่งผลให้ลดจำนวนการส่งตรวจ colposcopy ที่ไม่จำเป็นลงได้ (21-23)

การศึกษาของ Wentzensen และคณะ รายงานว่า p16/Ki-67 dual staining มีประสิทธิภาพในการตรวจพบรอยโรคก่อนมะเร็งในกลุ่มสตรีที่ตรวจพบเชื้อ HPV ได้ดีกว่าการใช้ cytology เพียงอย่างเดียว

ขณะที่การศึกษาของ Clarke และคณะ แสดงให้เห็นว่าการใช้ dual-stain cytology ช่วยปรับปรุงการจัดระดับความเสี่ยงและการตัดสินใจทางคลินิกได้อย่างมีนัยสำคัญ (24)

บทบาทในบริบทแนวทางปัจจุบัน

แนวทางสากลบางฉบับได้เริ่มบรรจุ dual-stain cytology เป็นทางเลือกหนึ่งในการ triage สตรีที่ HPV positive โดยเฉพาะในบริบทที่ต้องการลดภาระการส่งตรวจ colposcopy ในระบบบริการขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม การนำมาใช้ในระดับประเทศขึ้นกับความพร้อมของห้องปฏิบัติการ ต้นทุน และโครงสร้างระบบติดตามผู้ป่วย (1, 9, 25)

โดยสรุป Dual-stain cytology (p16/Ki-67) เป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพสูงในการเพิ่มความแม่นยำของกระบวนการคัดแยกระดับความเสี่ยง ช่วยลดการตรวจที่เกินความจำเป็น และสนับสนุนแนวคิด risk-based management ในยุคของ HPV-based screening

การตรวจเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูง (high-risk HPV testing)

ปัจจุบัน การตรวจหาเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก โดยการตรวจที่ใช้ในทางเวชปฏิบัติในประเทศไทยเป็นการตรวจหา DNA หรือ mRNA ของเชื้อ HPV และอาจมีการระบุสายพันธุ์บางส่วนหรือทั้งหมด ทั้งนี้ รูปแบบการรายงานผลสามารถแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลัก ได้แก่ (1, 18)

  1. High-risk HPV testing with partial หรือ limited genotyping

เป็นการตรวจหาเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูงจำนวน 14 สายพันธุ์ โดยรายงานผลแยกเฉพาะเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่มีศักยภาพก่อมะเร็งสูงที่สุด ได้แก่ HPV 16 และ HPV 18 หากตรวจพบเชื้อสายพันธุ์อื่น จะรายงานผลรวมเป็นกลุ่ม 12 other high-risk HPVs หรือ HPV non-16/18 ซึ่งใช้เพื่อจำแนกระดับความเสี่ยงเบื้องต้นในการติดตามและการดูแลรักษา

  1. High-risk HPV testing with extended genotyping
    1. เป็นการตรวจที่สามารถระบุสายพันธุ์ของเชื้อ HPV ได้ละเอียดมากขึ้น โดยรายงานผลเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 แยกต่างหาก รวมถึงสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงรองลงมา เช่น 31, 45, 51 และ 52 ส่วนสายพันธุ์อื่น ๆ จะถูกรายงานเป็นกลุ่ม (เช่น 33, 58, 35, 39, 68 และ 56, 59, 66) เพื่อใช้ในการจัดระดับความเสี่ยง การติดตามการคงอยู่ของเชื้อ และการวางแผนดูแลรักษาในระยะต่อไป
    2. สามารถระบุสายพันธุ์ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูงทั้ง 14 สายพันธุ์ได้อย่างจำเพาะ ได้แก่ 16, 18, 31, 33, 35, 39, 45, 51, 52, 56, 58, 59, 66 และ 68

การนำการตรวจ high-risk HPV มาใช้ในการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

การตรวจหาเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูงสามารถนำมาใช้ในการคัดกรองได้ 2 แนวทาง คือ

  1. การตรวจคัดกรองปฐมภูมิด้วยการตรวจหาเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูงเพียงอย่างเดียว (primary high-risk HPV testing)
  2. การตรวจร่วม (co-testing) ระหว่างการตรวจทางเซลล์วิทยาและการตรวจหาเชื้อ HPV

ข้อควรระวังและข้อจำกัด

ไม่แนะนำให้ใช้การตรวจหาเชื้อ HPV ที่มีความไวเชิงวิเคราะห์สูงมากซึ่งใช้ในงานวิจัยทางระบาดวิทยามาใช้ในทางเวชปฏิบัติ เนื่องจากอาจตรวจพบเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงต่ำและความเสี่ยงสูง รวมถึงเชื้อในปริมาณต่ำที่ไม่มีความสำคัญทางคลินิก ส่งผลให้เกิดการตรวจและการรักษาที่เกินความจำเป็น

การตรวจหาเชื้อ HPV จากปัสสาวะ (Urine HPV)

หลักฐานจากการศึกษาพบว่าตัวอย่างปัสสาวะมีความไวและความจำเพาะใกล้เคียงกับการตรวจจากตัวอย่างช่องคลอดในการตรวจในระดับที่เพียงพอสำหรับการตรวจพบรอยโรคระดับ CIN 2 หรือรุนแรงกว่าโดยเฉพาะเมื่อใช้ตัวอย่างปัสสาวะช่วงแรก (first void) และวิธีการตรวจที่ผ่านการรับรอง(26-28) อย่างไรก็ตาม ความแปรปรวนของผลการตรวจยังขึ้นกับปัจจัยหลายประการ เช่น วิธีการเก็บตัวอย่าง ปริมาณปัสสาวะ เวลาในการเก็บหลังการปัสสาวะครั้งก่อน และชนิดของชุดตรวจที่ใช้

ปัจจุบัน แนวทางสากลส่วนใหญ่ยังจัดให้ urine HPV testing อยู่ในกลุ่ม วิธีการที่มีศักยภาพ (emerging approach) มากกว่าการเป็นมาตรฐานสำหรับการคัดกรองในประชากรทั่วไป แนวทางของ WHO และ ACS ระบุว่าหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะยกระดับ urine-based testing ให้เป็นทางเลือกมาตรฐานเทียบเท่ากับ vaginal self-sampling หรือ clinician-collected samples(2, 19) อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรยอมรับว่าการตรวจวิธีนี้อาจมีบทบาทสำคัญในอนาคต โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่เข้าถึงบริการได้ยาก หรือมีอุปสรรคต่อการตรวจภายใน

การตรวจคัดกรองปฐมภูมิด้วยการตรวจหาเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูง (Primary high-risk HPV testing) (1, 9, 25, 29)

  1. แนะนำให้เริ่มการตรวจคัดกรองด้วย primary high-risk HPV testing ในสตรีอายุ ≥ 25 ปี โดยใช้เป็นวิธีคัดกรองหลัก แนวทางการดูแลต่อไปให้พิจารณาตามผลการตรวจดังนี้
  2. ผลตรวจ primary high-risk HPV testing เป็นลบ แนะนำให้ตรวจคัดกรองซ้ำทุก 5 ปี
  3. ผลตรวจ primary high-risk HPV testing เป็นบวก ให้พิจารณาตามชนิดของเชื้อ HPV
    1. primary high-risk HPV testing สายพันธุ์ 16 หรือ 18 : แนะนำให้ส่งตรวจ colposcopy
      ในกรณีที่สามารถทำ reflex cytology ได้ อาจพิจารณาตรวจร่วมเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจรักษา โดยหากพบความผิดปกติระดับสูง อาจพิจารณารักษาโดยการทำ loop electrosurgical excision procedure (LEEP)
    2. primary high-risk HPV testing กลุ่มความเสี่ยงสูงชนิดอื่นที่มิใช่สายพันธุ์ 16 หรือ 18:
      1. แนะนำให้ทำ reflex cytology (9)
        1. หากพบความผิดปกติระดับ ASC-US ขึ้นไป ให้ส่งตรวจ colposcopy
        2. หากผลเซลล์วิทยาปกติ แนะนำให้ตรวจติดตามซ้ำด้วย primary high-risk HPV testing หรือ co-testing ใน 1 ปี แตหาก ตรวจติดตามดวย cytology แนะนำตรวจที่ 6 และ 12 เดือน
        3. ในสถาบันที่มีความพร้อมสามารถตรวจ HPV biomarker เช่น p16/Ki67 dual staining cytology สามารถส่งตรวจเพื่อเป็นแนวทางในการดูแลรักษาได้
          1. Positive dual staining แนะนำให้ส่งตรวจ colposcopy
          2. Negative dual staining แนะนำให้ตรวจ co-testing ที่ 1 ปี
  4. เมื่อผลตรวจพบเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูงจากสิ่งส่งตรวจแบบเก็บด้วยตนเอง ให้พิจารณาการดูแลตามชนิดของเชื้อ ดังนี้
    1. กรณีตรวจพบเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 หรือ 18 แนะนำให้มาพบแพทย์เพื่อตรวจภายในและส่งตรวจ colposcopy อาจพิจารณาตรวจ cervical cytology ก่อนหรือในวันเดียวกับการตรวจ colposcopy เพื่อใช้ผลประกอบการตัดสินใจในการดูแลรักษาต่อไป
    2. กรณีตรวจพบเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูงที่ไม่ใช่สายพันธุ์ 16 หรือ 18 แนะนำให้มาพบแพทย์เพื่อตรวจภายในและทำ reflex cytology เพื่อใช้ในการคัดแยกระดับความเสี่ยง
  5. การตรวจติดตาม
    1. ในกรณีที่ตรวจติดตามแล้วพบผลผิดปกติทางเซลล์วิทยาตั้งแต่ระดับ ASC-H ขึ้นไป หรือยังตรวจพบเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูง (Persistent HPV infection) แนะนำให้ส่งตรวจ colposcopy
    2. หากไม่พบ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูงและผลเซลล์วิทยายังปกติ หรือเป็นเพียง ASC-US หรือ LSIL แนะนำใหนัดตรวจ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูงที่ 1 ปี

การตรวจคัดกรองด้วยการตรวจหาเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูงร่วมกับเซลล์วิทยา (Co-testing) ในสตรีอายุ ≥ 25 ปี (1, 9, 25)

แนวทางการดูแลผลการตรวจ co-testing ให้พิจารณาจากผลการตรวจทั้งสองร่วมกัน ดังนี้

  1. HPV negative และผลเซลล์วิทยาปกติ
    1. แนะนำให้ตรวจคัดกรองซ้ำทุก 5 ปี เนื่องจากความเสี่ยงต่อการเกิดรอยโรคก่อนมะเร็งระดับสูงอยู่ในระดับต่ำมาก
  2. HPV positive แต่ผลเซลล์วิทยาปกติ
    1. กรณีตรวจพบ HPV สายพันธุ์ 16 หรือ 18 แนะนำให้ส่งตรวจ colposcopy
    2. กรณีตรวจพบ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูงชนิดอื่น (ไม่ใช่ 16 หรือ 18) แนะนำให้ตรวจติดตามด้วย co-testing ที่ 1 ปี
      1. หากที่ 1 ปี Persistent HPV infection/ Cytology ตั้งแต่ ASC-H ขึ้นไป ก็แนะนำให้ colposcopy เช่นกัน
  3. HPV negative และผลเซลล์วิทยาเป็น ASC-US แนะนำให้ตรวจ co-testing ซ้ำที่ 3 ปี หากผลการตรวจผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งให้ส่งตรวจ colposcopy แต่หากผลการตรวจไม่พบความผิดปกติ แนะนำให้ตรวจคัดกรองอีกครั้งเมื่อครบ 5 ปี
  4. HPV positive และผลเซลล์วิทยาเป็น ASC-US แนะนำให้ส่งตรวจ colposcopy
  5. ผลเซลล์วิทยาผิดปกติระดับสูง ในกรณีที่พบความผิดปกติตั้งแต่ระดับ ASC-H, HSIL หรือ AGC แนะนำให้ส่งตรวจ colposcopy โดย ไม่คำนึงถึงผลการตรวจ HPV ยกเว้น LSIL และตรวจไม่พบเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูง ควรตรวจติดตามด้วยการตรวจ co-testing ที่ 1 ปี

ระยะเวลาที่ควรส่งตรวจ Colposcopy

แนวทางเวชปฏิบัติระบุกรอบระยะเวลาในการส่งตรวจ colposcopy ตามระดับความเสี่ยงของการมีรอยโรคระดับสูง (CIN2+/CIN3+) ดังนี้

ความเสี่ยงสูงมาก

  • HPV 16/18 ร่วมกับ cytology ผิดปกติรุนแรง (ASC-H, HSIL, AGC) → ส่งตรวจภายใน 2 สัปดาห์

ความเสี่ยงสูง

  • HPV 16/18 เพียงอย่างเดียว ควรตรวจภายใน 6 สัปดาห์ หรือ 4 สัปดาห์ในหญิงตั้งครรภ์
  • HPV non-16/18 ร่วมกับ ASC-H / HSIL / AGC ควรที่จะตรวจ ภายใน 6 สัปดาห์หรือ 4 สัปดาห์ในหญิงตั้งครรภ์

ความเสี่ยงปานกลาง

  • กรณีอื่นที่มีข้อบ่งชี้ส่ง colposcopy เช่น HPV positive ร่วมกับ ASC-US หรือ LSIL ควรที่จะส่งตรวจภายใน 12 สัปดาห์

โดยสรุป ระยะเวลาการส่งตรวจควรสะท้อนระดับความเสี่ยงของ CIN3+ และไม่ควรเกิดความล่าช้าที่ส่งผลต่อการวินิจฉัยและการรักษา

การตรวจเซลล์วิทยาของปากมดลูก (Cervical Cytology)

การตรวจเซลล์วิทยาของปากมดลูกเป็นวิธีการตรวจคัดกรองที่ใช้กันมาอย่างยาวนาน โดยสามารถดำเนินการได้ 2 วิธี ได้แก่ การตรวจเซลล์วิทยาแบบดั้งเดิม (conventional cytology หรือ Papanicolaou smear) และการตรวจเซลล์วิทยาแบบเก็บเซลล์ในน้ำยารักษาสภาพเซลล์ (liquid-based cytology) ซึ่งทั้งสองวิธีมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความผิดปกติของเซลล์เยื่อบุปากมดลูก (1, 9, 25)

ในกรณีที่ผลการตรวจเซลล์วิทยาไม่พบเซลล์ผิดปกติ (negative for intraepithelial lesion or malignancy; NILM)

การติดตามผลควรพิจารณาจากความเหมาะสมของสิ่งส่งตรวจและบริบทของผู้ป่วย ดังนี้

  1. กรณีที่สิ่งส่งตรวจ มี endocervical หรือ transformation zone component

หากสิ่งส่งตรวจมี endocervical หรือ transformation zone component สามารถให้การตรวจติดตามตามแนวทางการคัดกรองมาตรฐานได้ตามช่วงอายุและปัจจัยเสี่ยงของสตรีรายนั้น

  1. กรณีที่สิ่งส่งตรวจ ไม่มี endocervical หรือ transformation zone component
    1. แนวทางการติดตามจะแตกต่างกันตามอายุ
      1. ในสตรีอายุน้อยกว่า 30 ปี แนะนำให้ตรวจเซลล์วิทยาซ้ำภายในระยะเวลา 2 ปี
      2. ในสตรีอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรพิจารณาการตรวจหาเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูงเพิ่มเติม เพื่อใช้ประกอบการประเมินความเสี่ยง
        1. หากไม่พบเชื้อ HPV สามารถกลับเข้าสู่การตรวจคัดกรองตามรอบปกติได้
        2. ตรวจพบเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 หรือ 18 ควรส่งตรวจ colposcopy เพื่อประเมินรอยโรคเพิ่มเติม

ทั้งนี้ หากไม่สามารถตรวจหาเชื้อ HPV ได้ อาจพิจารณาตรวจเซลล์วิทยาซ้ำในระยะเวลา 2 ปีแทน ยกเว้นกรณีดังต่อไปนี้

  1. สตรีตั้งครรภ์ ควรได้รับการติดตามหลังคลอด 6-8 สัปดาห์
  2. สตรีที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงควรได้รับการติดตามที่ถี่ขึ้นที่ 6 เดือน ได้แก่ เคยมีประวัติเซลล์เยื่อบุปากมดลูกผิดปกติ, เคยตรวจพบเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูงภายใน 12 เดือนที่ผ่านมา, เห็นปากมดลูกไม่ชัดเจน หรือไม่สามารถเก็บสิ่งส่งตรวจจากปากมดลูกได้อย่างเหมาะสม รวมไปถึงการที่ไม่เคยตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมาก่อน
  3. หรือในกรณีที่สิ่งส่งตรวจได้รับผลกระทบจากเลือด การอักเสบ หรือความผิดพลาดทางเทคนิค ควรพิจารณาตรวจซ้ำภายใน 1 ปี

กรณีสิ่งส่งตรวจไม่เหมาะสมต่อการแปลผล (unsatisfactory for evaluation)

ผลการตรวจเซลล์วิทยาที่รายงานว่า unsatisfactory for evaluation หมายถึง สิ่งส่งตรวจไม่เหมาะสมต่อการแปลผล อันเนื่องมาจากจำนวนเซลล์ไม่เพียงพอหรือคุณภาพของเซลล์ไม่เหมาะสม สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ จำนวนเซลล์ squamous ไม่เพียงพอ การอักเสบมาก มีเลือดปน การเกิด air-drying artifact หรือพบเนื้อเยื่อตาย (necrosis)

1. กรณีจำนวนเซลล์ไม่เพียงพอ

ตามเกณฑ์ของ Bethesda System 2014 (30) ตัวอย่างที่เพียงพอสำหรับการแปลผลควรมีจำนวนเซลล์อย่างน้อย 8,000–12,000 เซลล์ สำหรับ conventional Papanicolaou smear และอย่างน้อย 5,000 เซลล์ สำหรับ liquid-based cytology หากจำนวนเซลล์ต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าว แนะนำให้ตรวจเซลล์วิทยาซ้ำภายในระยะเวลา 8–16 สัปดาห์

2. กรณีคุณภาพเซลล์ไม่เหมาะสม

ในกรณีที่ผล unsatisfactory เกิดจากปัจจัยด้านคุณภาพของตัวอย่าง เช่น การอักเสบ การติดเชื้อ หรือมีเลือดปน ควรทำการรักษาหรือแก้ไขสาเหตุที่เป็นไปได้ก่อน แล้วจึงตรวจเซลล์วิทยาซ้ำภายใน 8–16 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม หากตรวจซ้ำแล้วยังคงรายงานว่า unsatisfactory อีก โดยเฉพาะในกรณีที่มีเลือดออกมาก อักเสบรุนแรง หรือมีลักษณะเนื้อเยื่อตาย ควรพิจารณาส่งตรวจ colposcopy เพื่อการวินิจฉัยเพิ่มเติม

3. กรณีมีผลการตรวจหาเชื้อ HPV ร่วมด้วย (Co-testing)

หากเป็นการตรวจแบบร่วม (co-testing) และพบการติดเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูง แนวทางการดูแลควรพิจารณาตามสายพันธุ์ของเชื้อที่ตรวจพบ โดยกรณีที่ตรวจพบสายพันธุ์ 16 หรือ 18 แนะนำให้ส่งตรวจ colposcopy เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อรอยโรคระดับสูงเพิ่มขึ้น ขณะที่กรณีตรวจพบเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูงที่มิใช่สายพันธุ์ 16 หรือ 18 อาจพิจารณาส่งตรวจ colposcopy หรือทำการตรวจเซลล์วิทยาซ้ำภายใน 8–16 สัปดาห์ตามความเหมาะสมของบริบททางคลินิก

แนวทางการจัดการเพิ่มเติมเพื่อผลตรวจเซลล์วิทยาของปากมดลูกผิดปกติ (1, 9, 25, 31)

  1. Atypical squamous cells of undetermined significance (ASC-US)

ผลการตรวจเซลล์วิทยาที่รายงานว่า ASC-US เป็นความผิดปกติระดับต่ำที่พบบ่อยในการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก จากข้อมูลการศึกษาพบว่า ในสตรีที่มีผล ASC-US มีโอกาสตรวจพบรอยโรคระดับสูง (HSIL หรือ AIS) ประมาณร้อยละ 5–16 และมีโอกาสพบมะเร็งลุกลามประมาณร้อยละ 0–3 ดังนั้น แม้ความเสี่ยงจะไม่สูงมาก แต่ไม่ควรละเลยการติดตาม อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องส่งตรวจ colposcopy ทุกราย

    1. การดูแลในสตรีอายุน้อยกว่า 25 ปี

ในสตรีอายุน้อยกว่า 25 ปี แนวทางแนะนำให้ติดตามด้วยการตรวจเซลล์วิทยาซ้ำทุก 6 เดือน จำนวน 2 ครั้ง

  1. หากผลตรวจปกติทั้งสองครั้ง สามารถกลับเข้าสู่การตรวจคัดกรองตามช่วงเวลาปกติ
  2. หากระหว่างการติดตามพบผลผิดปกติระดับ ≥ ASC-H ที่ 6 เดือน หรือยังคงพบผล ≥ ASC-US ที่ 12 เดือน แนะนำให้ส่งตรวจ colposcopy

ในกรณีที่มีการตรวจหาเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูงร่วมด้วย

  1. หากผล HPV เป็นลบ สามารถกลับเข้าสู่การคัดกรองตามรอบปกติ
  2. หากผล HPV เป็นบวก โดยทั่วไปยังไม่จำเป็นต้องส่งตรวจ colposcopy ทันที แต่แนะนำให้ติดตามด้วย cytology ทุก 6 เดือน จำนวน 2 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม อาจพิจารณาส่งตรวจ colposcopy ได้ในกรณีที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงต่อมะเร็งปากมดลูก เช่น การติดเชื้อ HIV มีคู่นอนหลายคน มีประวัติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

    1. การดูแลในสตรีอายุ 25 ปีขึ้นไป

ในสตรีอายุ 25 ปีขึ้นไป แนวทางการดูแลมี 3 ทางเลือกหลัก ดังนี้

      1. Reflex High-Risk HPV Testing

สามารถทำ reflex high-risk HPV testing จากตัวอย่างเดิมหรือเก็บตัวอย่างใหม่ หากสถานพยาบาลมีความพร้อม

          1. หากผล HPV เป็นลบ ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำ สามารถตรวจ co-testing ซ้ำที่ 3 ปี

หากที่ 3 ปี ผล HPV และ cytology เป็นลบ ให้กลับเข้าสู่ routine screening

หากที่ 3 ปี ผลใดผลหนึ่งผิดปกติ แนะนำให้ส่งตรวจ colposcopy

          1. หากผล HPV เป็นบวก แนะนำให้ส่งตรวจ colposcopy
      1. ส่งตรวจ Colposcopy ทันที ในกรณีที่
        1. ผู้ป่วยมีความกังวลสูง
        2. มีปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูก
        3. มีประวัติขาดการติดตามหรือไม่สม่ำเสมอในการตรวจคัดกรอง
      2. ติดตามด้วย Cytology ทุก 6 เดือน

สามารถติดตามด้วยการตรวจเซลล์วิทยาทุก 6 เดือน จำนวน 2 ครั้ง ในสตรีที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงสูงและสามารถมาติดตามได้สม่ำเสมอ

  1. หากผลปกติทั้งสองครั้ง สามารถกลับเข้าสู่ routine screening
  2. หากพบความผิดปกติตั้งแต่ระดับ ≥ ASC-US ขึ้นไป แนะนำให้ส่งตรวจ colposcopy

การดูแลหลัง Colposcopy

  1. หากผล colposcopy ไม่พบรอยโรค แนะนำให้ติดตามด้วย cytology ที่ 1 ปี
  2. ในกรณีที่ทำ colposcopy แล้วประเมินได้ไม่สมบูรณ์ (inadequate colposcopy) หรือเป็น transformation zone type 3 ควรพิจารณาทำ endocervical sampling เช่น endocervical curettage (ECC) หรือ endocervical brushing (ECB) เพื่อประเมินบริเวณ endocervical canal เพิ่มเติม
  3. Low-grade Squamous Intraepithelial Lesion (LSIL)

ผลการตรวจเซลล์วิทยาที่รายงานว่า LSIL เป็นความผิดปกติระดับต่ำที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อ HPV ชนิดก่อมะเร็ง จากข้อมูลการศึกษาพบว่าสตรีที่มี LSIL มีโอกาสตรวจพบรอยโรคระดับสูง (HSIL หรือ AIS) ประมาณร้อยละ 10–30 และพบมะเร็งลุกลามประมาณร้อยละ 1–2 ดังนั้น แนวทางโดยทั่วไปจึงแนะนำให้ส่งตรวจ colposcopy เพื่อประเมินรอยโรคเพิ่มเติม ทั้งนี้ ไม่แนะนำให้ใช้ HPV testing เพื่อคัดกรองก่อนส่งตรวจ เนื่องจากในกลุ่ม LSIL มีอัตราการตรวจพบเชื้อ HPV สูงถึงประมาณร้อยละ 70–80 ทำให้ไม่สามารถใช้ HPV testing ในการคัดแยกระดับความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    1. การดูแลในสตรีอายุน้อยกว่า 25 ปี

ในสตรีอายุน้อยกว่า 25 ปี แนวทางการดูแลแตกต่างจากสตรีวัยผู้ใหญ่ โดยไม่แนะนำให้ตรวจหาเชื้อ HPV เป็นประจำ เนื่องจากการติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นแบบชั่วคราวและสามารถหายได้เองภายใน 1–2 ปี แนะนำให้ติดตามด้วยการตรวจเซลล์วิทยาทุก 6 เดือน จำนวน 2 ครั้ง โดยยังไม่จำเป็นต้องส่งตรวจ colposcopy ทันที

หากระหว่างการติดตามพบผลผิดปกติรุนแรงขึ้นตั้งแต่ระดับ ≥ ASC-H ที่ 6 เดือน หรือที่ 12 เดือนยังคงผิดปกติตั้งแต่ระดับ ≥ ASC-US จึงพิจารณาส่งตรวจ colposcopy อย่างไรก็ตาม หากผล cytology ที่ 6 และ 12 เดือนปกติทั้งสองครั้ง แนะนำให้ตรวจซ้ำอีกครั้งที่ 1 ปี และหากยังคงปกติสามารถกลับเข้าสู่การคัดกรองตามเกณฑ์ปกติได้

    1. การดูแลในสตรีวัยหมดประจำเดือน

ในสตรีวัยหมดประจำเดือน สามารถส่งตรวจ colposcopy ได้เช่นเดียวกับสตรีวัยเจริญพันธุ์ หรืออาจพิจารณาตรวจหาเชื้อ HPV เพิ่มเติมเพื่อช่วยประเมินความเสี่ยง หากผล colposcopy ปกติ หรือผล HPV เป็นลบ แนะนำให้ติดตามด้วย cytology ที่ 1 ปี ทั้งนี้ อาจติดตามด้วย cytology ทุก 6 เดือน จำนวน 2 ครั้งได้เช่นกัน หากผลปกติทั้งสองครั้งสามารถกลับเข้าสู่ routine screening แต่หากพบผลผิดปกติตั้งแต่ระดับ ≥ ASC-US หรือพบ high-risk HPV ควรส่งตรวจ colposcopy

    1. การดูแลในหญิงตั้งครรภ์

ในหญิงตั้งครรภ์ สามารถตรวจ cytology และทำ colposcopy ได้เมื่อมีข้อบ่งชี้ อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ทำ endocervical sampling หรือ endocervical curettage (ECC) ระหว่างตั้งครรภ์ หากผล colposcopy ไม่สงสัยมะเร็ง แนะนำให้ติดตามประเมินซ้ำหลังคลอดประมาณ 6–8 สัปดาห์

  1. Atypical Squamous Cells – cannot exclude High-grade Squamous Intraepithelial Lesion (ASC-H)

ผลการตรวจเซลล์วิทยาที่รายงานว่า ASC-H หมายถึงการพบเซลล์ผิดปกติที่ไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ของรอยโรคระดับสูง (HSIL) ออกได้ จากข้อมูลการศึกษา พบว่าสตรีที่มีผล ASC-H มีโอกาสตรวจพบ HSIL หรือ AIS ประมาณร้อยละ 11–61 และพบมะเร็งลุกลามประมาณร้อยละ 1–3 ดังนั้น แนวทางการดูแลจึงมีความเข้มข้นมากกว่าในกรณี ASC-US หรือ LSIL

จากแนวทางของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ (25) แนะนำให้ส่งตรวจ colposcopy ร่วมกับ endocervical sampling (ECS) เพื่อเพิ่มความไวในการตรวจพบรอยโรคภายใน Endocervical canel ทุกรายเพื่อเพิ่ม yield ของการตรวจวินิจฉัย

กรณีที่ 1: Adequate colposcopy และ TZ type 1–2

      • หากผลการตรวจชิ้นเนื้อจาก colposcopy-directed biopsy (CDB) หรือ ECS ผิดปกติ ให้การดูแลตามผลที่ตรวจพบ เช่น CIN2+ หรือ HSIL
      • หาก CDB และ ECS ไม่พบความผิดปกติ แนวทางแนะนำให้ติดตามด้วย
  • การตรวจ cytology ทุก 6 เดือน จำนวน 4 ครั้ง หรือ การตรวจหาเชื้อ high-risk HPV ที่ 12 และ 24 เดือน

หากผลการติดตามปกติทุกครั้ง สามารถกลับเข้าสู่การคัดกรองตามเกณฑ์ปกติได้ แต่หากระหว่างการติดตามพบ cytology ตั้งแต่ ASC-US ขึ้นไปหรือพบ high-risk HPV ให้ส่งตรวจ colposcopy ซ้ำ

กรณีที่ 2: Adequate colposcopy แต่เป็น TZ type 3 หรือ Inadequate colposcopy

แนวทางการดูแลขึ้นกับผล ECS และ CDB ดังนี้

      • หาก ECS ผิดปกติ CDB ก็ผิดปกติเช่นกันให้การดูแลตามผลที่ตรวจพบ เช่น CIN2+ หรือ HSIL
      • หาก ECS ผิดปกติ แต่ CDB ปกติ หรือพบรอยโรคที่สงสัยรุนแรง ควรพิจารณาตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวย (diagnostic conization) เพื่อการวินิจฉัยเพิ่มเติม
      • หาก CDB และ ECS ไม่พบความผิดปกติ แนวทางแนะนำให้ติดตามด้วย
  • การตรวจ cytology ทุก 6 เดือน จำนวน 4 ครั้ง หรือ การตรวจหาเชื้อ high-risk HPV ที่ 12 และ 24 เดือน

หากผลการติดตามปกติทุกครั้ง สามารถกลับเข้าสู่การคัดกรองตามเกณฑ์ปกติได้ แต่หากระหว่างการติดตามพบ cytology ตั้งแต่ ASC-US ขึ้นไปหรือพบ high-risk HPV ให้ส่งตรวจ colposcopy ซ้ำ

  1. High-grade Squamous Intraepithelial Lesion (HSIL)

ผลการตรวจเซลล์วิทยาที่รายงานว่า HSIL เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงมากต่อการพบรอยโรคก่อนมะเร็งระดับสูง จากข้อมูลการศึกษา พบว่าสตรีที่มีผล HSIL มีโอกาสตรวจพบ CIN2+ หรือ AIS ประมาณร้อยละ 26–75 และมีโอกาสพบมะเร็งลุกลามประมาณร้อยละ 4–20 ดังนั้น กลุ่มนี้จึงควรได้รับการประเมินและวินิจฉัยเพิ่มเติมโดยเร็ว
เมื่อได้รับผล HSIL แนะนำให้ส่งตรวจ colposcopy และในบางกรณีอาจพิจารณาทำ endocervical sampling (ECS) ร่วมด้วย โดยเฉพาะในรายที่สงสัยรอยโรคใน endocervical canal หรือเป็น transformation zone type 3

กรณีที่ 1: Colposcopy ไม่ adequate หรือเป็น TZ type 3 หรือผล colposcopy-directed biopsy (CDB) พบ HSIL (CIN2+)

ในกรณีดังกล่าว แนะนำให้พิจารณาทำ diagnostic excision เช่น

  1. Loop electrosurgical excision procedure (LEEP)
  2. Large loop excision of the transformation zone (LLETZ)
  3. Cold knife conization (CKC)

กรณีที่ 2: Colposcopy adequate (TZ type 1–2) และผล CDB พบ CIN1 หรือน้อยกว่าในกรณีนี้ แนวทางให้ 2 ทางเลือก ได้แก่

  1. ทำ excisional procedure ทันที
  2. ติดตามอย่างใกล้ชิด (close surveillance)
    1. หากเลือกการติดตาม แนะนำให้
      1. ตรวจหาเชื้อ high-risk HPV ที่ 6, 18 และ 30 เดือน
      2. ตรวจ cytology ทุก 6 เดือน จำนวน 4 ครั้ง หาก cytology ผิดปกติ LSIL, ASCUS พิจารณาส่ง Colposcope

หากผลการติดตามปกติทั้งหมด สามารถกลับเข้าสู่ routine screening ได้ แต่หากพบ cytology ≥ ASC-H หรือผลผิดปกติที่บ่งชี้ความเสี่ยงสูง ควรพิจารณาทำ excisional procedure

ข้อควรระวัง แนวทางระบุชัดเจนว่า

  1. ไม่แนะนำให้รักษา HSIL โดยอาศัย reflex HPV testing เพียงอย่างเดียว หรือทำ ablation โดยไม่ผ่านการประเมินด้วย colposcopy
  2. ไม่แนะนำแนวทาง see-and-treat ในสตรีอายุน้อยกว่า 25 ปี
  3. ไม่แนะนำให้ทำ excisional procedure ในหญิงตั้งครรภ์ ยกเว้นในกรณีที่สงสัยมะเร็งลุกลาม
  4. Atypical Glandular Cells (AGC)

ผลการตรวจเซลล์วิทยาที่รายงานว่า Atypical Glandular Cells (AGC) เป็นกลุ่มที่มีความสำคัญทางคลินิก เนื่องจากมีความเสี่ยงทั้งต่อมะเร็งปากมดลูกชนิด glandular และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก จึงไม่ควรประเมินด้วยการติดตามอย่างเดียว และควรได้รับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมอย่างครอบคลุม

    1. AGC with Atypical Endometrial Cells

ในกรณีที่รายงานว่า AGC มีลักษณะของ atypical endometrial cells ข้อมูลการศึกษาพบว่ามีโอกาสตรวจพบมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกประมาณร้อยละ 4–60 และอาจพบ HSIL หรือ AIS ได้บางส่วน แนวทางจึงแนะนำให้ทำ

      1. Endometrial sampling (ES)
      2. Endocervical sampling (ECS)
      3. Colposcopy

โดยสามารถดำเนินการพร้อมกันตั้งแต่แรก หรือในบางบริบทอาจรอผลพยาธิวิทยาจาก endometrial sampling ก่อน หากไม่พบพยาธิสภาพจึงพิจารณาส่งตรวจ colposcopy ต่อไปตามดุลยพินิจทางคลินิก

    1. AGC of Non-Endometrial Cells

ในกรณี AGC จาก non-endometrial cells พบว่า มีโอกาสพบ HSIL/AIS ประมาณร้อยละ 9–13 พบมะเร็งปากมดลูกประมาณร้อยละ 6–10 และพบมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกประมาณร้อยละ 1

แนวทางแนะนำให้

      1. Colposcopy
      2. Endocervical sampling (ECS)
      3. และพิจารณา endometrial sampling ในสตรีอายุ ≥35 ปี หรือในสตรีอายุน้อยกว่า 35 ปีที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

ในกลุ่ม AGC ไม่แนะนำให้ใช้ high-risk HPV testing เพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจแนวทางการรักษา และไม่ควรติดตามด้วย cytology อย่างเดียว เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อ underlying malignancy ค่อนข้างสูง

หมายเหตุ: หากไม่พบรอยโรคจากปากมดลูกหรือเยื่อบุโพรงมดลูก ควรพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินอวัยวะอื่นในอุ้งเชิงกราน เช่น การตรวจอัลตราซาวด์

    1. AGC-FN (Favor Neoplasia) และ Adenocarcinoma in situ (AIS)

ในกรณี AGC-FN หรือรายงานว่า Adenocarcinoma in situ (AIS) ความเสี่ยงของรอยโรคระดับสูงจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยพบ HSIL หรือ AIS ประมาณร้อยละ 8–20 พบมะเร็งปากมดลูกประมาณร้อยละ 3–66 และอาจพบมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้สูงถึงร้อยละ 39

แนวทางจึงแนะนำให้ทำ

      1. Colposcopy
      2. Endocervical sampling
      3. และพิจารณา endometrial sampling ในกลุ่มเสี่ยง

หากผลการตรวจเบื้องต้นไม่พบรอยโรคชัดเจน แต่ยังมีความสงสัยสูง ควรพิจารณาทำ diagnostic excisional procedure เช่น LEEP หรือ cold-knife conization เพื่อการวินิจฉัยเพิ่มเติม

    1. AGC-NOS (Not Otherwise Specified)

ในกรณี AGC-NOS พบความเสี่ยงตรวจพบ HSIL/AIS ประมาณร้อยละ 3–13 และพบมะเร็งปากมดลูกประมาณร้อยละ 2–8 แนวทางแนะนำให้ทำ

      1. Colposcopy
      2. Endocervical sampling (ECS)
      3. และพิจารณา endometrial sampling ในกลุ่มเสี่ยง

หากผลการประเมินทั้งหมดปกติ แนะนำให้ติดตามด้วย

Cytology ทุก 6 เดือน เป็นเวลา 2 ปี หรือ Co-testing ที่ 6, 18 และ 30 เดือน หากระหว่างการติดตามพบ cytology ≥ ASC-US หรือพบ high-risk HPV ให้ส่งตรวจ colposcopy ทันที

หมายเหตุ กลุ่มความเสี่ยงสูงที่ควรพิจารณาทำ Endometrial Sampling ควรพิจารณาในสตรีที่มีผล AGC โดยเฉพาะในกรณีต่อไปนี้

  1. สตรีอายุ ≥35 ปี
  2. สตรีอายุน้อยกว่า 35 ปี แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เช่น
  3. มีภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก (abnormal uterine bleeding)
  4. ภาวะอ้วน (BMI สูง)
  5. มีภาวะ anovulation เรื้อรัง หรือ polycystic ovary syndrome
  6. Benign glandular changes / endometrial cells

การประเมินพยาธิสภาพของเยื่อบุโพรงมดลูกควรพิจารณาตามอายุและอาการทางคลินิกของผู้ป่วย แนวทางสามารถสรุปได้ดังนี้

    1. สตรีอายุน้อยกว่า 45 ปี

ในสตรีอายุน้อยกว่า 45 ปี โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องประเมินเพิ่มเติม หากไม่มีอาการผิดปกติ เช่น ภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก (abnormal uterine bleeding; AUB) อย่างไรก็ตาม หากมีอาการหรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ควรพิจารณาการประเมินเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของแพทย์

    1. สตรีอายุ 45–49 ปี

ในสตรีอายุ 45–49 ปี แนะนำให้ทำ transvaginal ultrasound (TVUS) เพื่อประเมินความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูก (endometrial thickness) หากพบว่า endometrial thickness ≥4 มิลลิเมตร แนะนำให้ทำ endometrial sampling เพื่อการวินิจฉัยเพิ่มเติม

    1. สตรีอายุ ≥50 ปี, วัยหมดประจำเดือน หรือมี AUB

ในสตรีอายุ 50 ปีขึ้นไป สตรีวัยหมดประจำเดือน หรือผู้ที่มีอาการ abnormal uterine bleeding แนวทางแนะนำให้ทำ

      1. Endometrial sampling
      2. และ/หรือ Hysteroscopy

โดยไม่จำเป็นต้องรอผลการประเมินด้วย ultrasound ก่อน เนื่องจากกลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่อมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

การตรวจปากมดลูกด้วยน้ำส้มสายชู (Visual Inspection with Acetic Acid, VIA)(3, 25, 32-34)

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีการตรวจปากมดลูกด้วยน้ำส้มสายชู (Visual Inspection with Acetic Acid; VIA) เป็นวิธีการตรวจที่ใช้น้ำส้มสายชูความเข้มข้นร้อยละ 3–5 ป้ายบริเวณปากมดลูกนาน 1 นาที แล้วประเมินการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุผิวที่ปรากฏเป็นฝ้าขาว (acetowhite epithelium) วิธีการนี้สามารถดำเนินการได้ในสถานพยาบาลระดับปฐมภูมิ ใช้ทรัพยากรไม่มาก และเหมาะสมสำหรับพื้นที่ที่มีทรัพยากรจำกัด

VIA มีจุดเด่นที่สามารถให้การรักษาในครั้งเดียวกันได้ เช่น การจี้ด้วยความเย็น (cryotherapy) หรือการทำ thermal ablation อย่างไรก็ตามวิธีนี้มีข้อจำกัดในการตรวจพบรอยโรคที่อยู่ภายในปากมดลูก (endocervical canal) จึงเหมาะสำหรับการคัดกรองในบริบทเฉพาะ และไม่สามารถทดแทนการตรวจแบบ HPV-based screening ในระยะยาวได้

ในบริบทของประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้กำหนดให้การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี VIA เป็นหนึ่งในมาตรการคัดกรองสำหรับสตรีอายุประมาณ 30–45 ปี โดยผลการตรวจแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

  1. สงสัยมะเร็ง (suspicious for cancer)
    แนะนำให้ส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพ เช่น โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไป หรือโรงพยาบาลศูนย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม
  2. ผลการตรวจเป็นลบ (negative)
    แนะนำให้ตรวจคัดกรองซ้ำอีกใน 5 ปี โดยอาจใช้วิธี VIA หรือวิธีการตรวจคัดกรองอื่นตามความเหมาะสมของระบบบริการ
  3. ผลการตรวจเป็นบวก (positive)
    คือพบฝ้าขาวที่อาจเข้าข่ายรอยโรคก่อนมะเร็ง โดยควรประเมินความเหมาะสมในการให้การรักษาแบบการประเมินและให้การรักษาในครั้งเดียวกัน ทั้งนี้ เกณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับการรักษาในทันที ได้แก่ รอยโรคมีขนาดไม่กว้างเกินกว่าร้อยละ 75 ของปากมดลูก, รอยโรคมีขอบเขตชัดเจน, ไม่พบรอยโรคขยายเข้าไปใน endocervical canal และไม่ได้สงสัยมะเร็ง

ในกรณีที่รอยโรคไม่เหมาะสมต่อการประเมินและให้การรักษาในครั้งเดียวกัน ควรพิจารณาการติดตามซ้ำหรือการส่งต่อเพื่อการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของแพทย์ ทั้งนี้ หากระหว่างการตรวจ VIA พบลักษณะที่สงสัยมะเร็ง ควรให้ความสำคัญกับการส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลที่มีความพร้อมโดยเร็วที่สุด

ในกรณีที่ประเมินแล้วพบว่ารอยโรคมีความเหมาะสมต่อการรักษาด้วยการจี้เย็น สามารถดำเนินการรักษาได้ จากนั้นควรให้การติดตามผู้ป่วยที่ระยะเวลา 3 เดือน เพื่อประเมินผลการรักษาและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

หากไม่พบภาวะแทรกซ้อนหลังการรักษา แนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจคัดกรองด้วยวิธี VIA ซ้ำที่ 1 ปี ภายหลังการจี้เย็น ทั้งนี้ หากผลการตรวจเป็นลบ แนะนำให้ตรวจคัดกรองด้วยวิธี VIA อีกครั้งที่ 3 ปี และหากยังคงให้ผลปกติ สามารถขยายช่วงการตรวจเป็นทุก 5 ปี ต่อไป

ในระหว่างการติดตาม หากผลการตรวจ VIA ให้ผลเป็นบวก หรือพบลักษณะที่สงสัยมะเร็งปากมดลูก ควรส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไป หรือโรงพยาบาลศูนย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

โดยสรุป การตรวจ VIA ยังคงมีบทบาทในระบบบริการสุขภาพของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในปัจจุบันมุ่งเน้นการใช้การตรวจหาเชื้อ HPV เป็นแกนหลักของการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจพบรอยโรคก่อนมะเร็งและลดภาระการตรวจที่ไม่จำเป็นในระยะยาว

บทสรุป

มะเร็งปากมดลูกยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย แม้ว่าจะเป็นโรคที่มีพยาธิกำเนิดชัดเจนและสามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านการตรวจคัดกรองและการรักษารอยโรคก่อนมะเร็งอย่างเหมาะสม องค์ความรู้ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับบทบาทของการติดเชื้อ HPV ในกระบวนการเกิดมะเร็งปากมดลูก ได้มีส่วนสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงแนวคิดการตรวจคัดกรอง จากเดิมที่เน้นการตรวจทางเซลล์วิทยาเพียงอย่างเดียว ไปสู่การนำการตรวจแบบ HPV-based screening มาใช้เป็นกลยุทธ์หลักในการคัดกรอง ซึ่งมีความไวสูงกว่าและสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันโรคในระยะยาว ในขณะเดียวกัน การเพิ่มการเข้าถึงบริการตรวจคัดกรอง โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่เข้าถึงบริการได้ยาก

การพัฒนาระบบบริการสุขภาพให้สามารถบูรณาการองค์ความรู้ด้านการคัดกรอง การส่งเสริมการฉีดวัคซีน HPV และการเพิ่มความครอบคลุมของการตรวจคัดกรองอย่างต่อเนื่อง จะมีบทบาทสำคัญต่อการลดอุบัติการณ์และอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูก และสนับสนุนเป้าหมายการกำจัดโรคในฐานะปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทยในระยะยาว

ภาคผนวก

แผนภาพที่ 1 . แนวทางการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยการตรวจหาเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูง (Primary High-Risk HPV Testing) ตามแนวทางราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568

แผนภาพที่ 2 . แผนภาพแนวทางการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยการตรวจร่วม (Co-Testing: High-Risk HPV Testing และ Cervical Cytology) ตามแนวทางราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568

ภาพผนวกที่ 3 แผนภาพแนวทางการดูแลผลเซลล์วิทยา ASC-US ในสตรีอายุน้อยกว่า 25 ปี ตามแนวทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พ.ศ. 2567

ภาพผนวกที่ 4 แผนภาพแนวทางการดูแลผลเซลล์วิทยา ASC-US ในสตรีอายุ 25 ปีขึ้นไป ตามแนวทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พ.ศ. 2567

ภาพผนวกที่ 5 แผนภาพแนวทางการดูแลผลเซลล์วิทยา LSIL ตามแนวทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พ.ศ. 2567

ภาพผนวกที่ 6 แผนภาพแนวทางการดูแลผลเซลล์วิทยา ASC-H ตามแนวทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พ.ศ. 2567

ภาพผนวกที่ 7 แผนภาพแนวทางการดูแลผลเซลล์วิทยา HSIL ตามแนวทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พ.ศ. 2567

ภาพผนวกที่ 8 แผนภาพแนวทางการดูแลผลเซลล์วิทยากลุ่ม Atypical Glandular Cells (AGC) และ Adenocarcinoma in situ (AIS) ตามแนวทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พ.ศ. 2567

ภาพผนวกที่ 9 แผนภาพแนวทางการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี Visual Inspection with Acetic Acid (VIA) และการรักษาด้วย Cryotherapy ตามแนวทาง RTCOG และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ

เอกสารอ้างอิง

  1. Royal Thai College of O, Gynaecologists. Gynecologic Cancer Screening. Bangkok: Royal Thai College of Obstetricians and Gynaecologists; 2025.
  2. World Health O. Global strategy to accelerate the elimination of cervical cancer as a public health problem. Geneva: World Health Organization; 2020. Report No.: 978-92-4-001410-7.
  3. World Health O. WHO guideline for screening and treatment of cervical pre-cancer lesions for cervical cancer prevention. Geneva: World Health Organization; 2021. Report No.: 978-92-4-003082-4.
  4. Sung H, Ferlay J, Siegel RL, Laversanne M, Soerjomataram I, Jemal A, et al. Global Cancer Statistics 2020: GLOBOCAN Estimates of Incidence and Mortality Worldwide for 36 Cancers in 185 Countries. CA: A Cancer Journal for Clinicians. 2021;71(3):209–49.
  5. International Agency for Research on C. Cervix uteri cancer fact sheet, GLOBOCAN 2022. Lyon, France: World Health Organization (WHO); 2022.
  6. Arbyn M, Ronco G, Anttila A, Meijer CJLM, Poljak M, Ogilvie G, et al. Evidence Regarding Human Papillomavirus Testing in Secondary Prevention of Cervical Cancer. Vaccine. 2012;30(Suppl 5):F88–F99.
  7. Sankaranarayanan R, Nene BM, Shastri SS, Jayant K, Muwonge R, Budukh AM, et al. HPV Screening for Cervical Cancer in Rural India. New England Journal of Medicine. 2009;360(14):1385–94.
  8. Fontham ETH, Wolf AMD, Church TR, Etzioni R, Flowers CR, Herzig A, et al. Cervical Cancer Screening for Individuals at Average Risk: 2020 Guideline Update from the American Cancer Society. CA: A Cancer Journal for Clinicians. 2020;70(5):321–46.
  9. Perkins RB, Guido RS, Castle PE, Chelmow D, Einstein MH, Garcia F, et al. 2019 ASCCP Risk-Based Management Consensus Guidelines for Abnormal Cervical Cancer Screening Tests and Cancer Precursors. Journal of Lower Genital Tract Disease. 2020;24(2):102–31.
  10. Force USPST. Screening for Cervical Cancer: US Preventive Services Task Force Recommendation Statement. JAMA. 2018;320(7):674–86.
  11. Schiffman M, Wentzensen N. Human papillomavirus infection and the multi-stage carcinogenesis of cervical cancer. Cancer Epidemiology, Biomarkers & Prevention. 2013;22(4):553–60.
  12.  Marcus JZ, Cason P, Downs LS, Einstein MH, Flowers L, Force ACCST. The ASCCP Cervical Cancer Screening Task Force Endorsement and Opinion on the American Cancer Society Updated Cervical Cancer Screening Guidelines. Journal of Lower Genital Tract Disease. 2021;25(3):187–91.
  13.  zur Hausen H. Papillomaviruses and cancer: from basic studies to clinical application. Nature Reviews Cancer. 2002;2(5):342–50.
  14. Chen H-C, Schiffman M, Lin C-Y, Pan M-H, You S-L, Chuang L-C, et al. Persistence of Type-Specific Human Papillomavirus Infection and Increased Long-term Risk of Cervical Cancer. Journal of the National Cancer Institute. 2011;103(18):1387–96.
  15. Moscicki A-B, Schiffman M, Burchell AN, Albero G, Giuliano AR, Goodman MT, et al. Updating the Natural History of Human Papillomavirus and Anogenital Cancers. Vaccine. 2012;30(Suppl 5):F24–F33.
  16. Perkins RB, Wolf AMD, Church TR, Elkin EB, Skates SJ, Etzioni RD, et al. Self-collected vaginal specimens for human papillomavirus testing and guidance on screening exit: An update to the American Cancer Society cervical cancer screening guideline. CA: A Cancer Journal for Clinicians. 2026.
  17. คณะอนุกรรมการมะเร็งวิทยานรีเวช ร. แนวทางเวชปฏิบัติของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เรื่อง การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในสตรีที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ. กรุงเทพมหานคร: ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย; 2023 2023/10/27. Report No.: GY 66-029.
  18. World Health O. WHO recommendations on self-care interventions: Human papillomavirus (HPV) self-sampling as part of cervical cancer screening and treatment, 2022 update. Geneva: World Health Organization; 2022. Report No.: WHO/SRH/23.1.
  19. Wentzensen N, Schiffman M, Palmer T, Arbyn M. Triage of HPV positive women in cervical cancer screening. Journal of Clinical Virology. 2016;76(Suppl 1):S49–S55.
  20. Arbyn M, Smith SB, Temin S, Sultana F, Castle PE. Detecting cervical precancer and reaching underscreened women by using HPV testing on self samples: updated meta-analyses. BMJ. 2018;363:k4823.
  21. Wentzensen N, Fetterman B, Castle PE, Schiffman M, Wood SN, Stiemerling E, et al. p16/Ki-67 Dual Stain Cytology for Detection of Cervical Precancer in HPV-Positive Women. Journal of the National Cancer Institute. 2015;107(12).
  22. Schmidt D, Bergeron C, Denton KJ, Ridder R. p16/Ki-67 Dual-Stain Cytology in the Triage of ASCUS and LSIL Papanicolaou Cytology: Results From the European Equivocal or Mildly Abnormal Papanicolaou Cytology Study. Cancer Cytopathology. 2011;119:158–66.
  23. Klaes R, Friedrich T, Spitkovsky D, Ridder R, Rudy W, Petry U, et al. Overexpression of p16INK4A as a Specific Marker for Dysplastic and Neoplastic Epithelial Cells of the Cervix Uteri. International Journal of Cancer. 2001;92:276–84.
  24. Clarke MA, Cheung LC, Castle PE, Schiffman M, Tokugawa D, Poitras N, et al. Five-Year Risk of Cervical Precancer Following p16/Ki-67 Dual-Stain Triage of HPV-Positive Women. JAMA Oncology. 2018.
  25. ศรีสมบูรณ์ จ, รัตนศรีทอง ป. แนวทางการป้องกัน ตรวจคัดกรอง และรักษามะเร็งปากมดลูก. บรรณาธิการ, editor. กรุงเทพมหานคร: สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข; 2568.
  26. Leeman A, del Pino M, Molijn A, Rodriguez A, Torné A, de Koning M, et al. HPV testing in first-void urine provides sensitivity for CIN2+ detection comparable to a physician-taken smear or brush-based self-sample: cross-sectional data from a triage population. BJOG: An International Journal of Obstetrics and Gynaecology. 2017.
  27. Van Keer S, Pattyn J, Tjalma WAA, Van Ostade X, Ieven M, Van Damme P, et al. First-void urine: A potential biomarker source for triage of high-risk human papillomavirus infected women. European Journal of Obstetrics & Gynecology and Reproductive Biology. 2017;216:1–11.
  28. Cho H-W, Shim SR, Lee JK, Hong JH. Accuracy of human papillomavirus tests on self-collected urine versus clinician-collected samples for the detection of cervical precancer: a systematic review and meta-analysis. Journal of Gynecologic Oncology. 2022;33(1):e4.
  29. Fontham ETH, Wolf AMD, Church TR, Etzioni R, Flowers L, Herzig A, et al. Cervical cancer screening for individuals at average risk: 2020 guideline update from the American Cancer Society. CA: A Cancer Journal for Clinicians. 2020;70(5):321–46.
  30. Nayar R, Wilbur DC. The Bethesda system for reporting cervical cytology: definitions, criteria, and explanatory notes. 3rd ed. Cham: Springer; 2015.
  31. Massad LS, Einstein MH, Huh WK, Katki HA, Kinney WK, Schiffman M, et al. 2012 Updated Consensus Guidelines for the Management of Abnormal Cervical Cancer Screening Tests and Cancer Precursors. Journal of Lower Genital Tract Disease. 2013;17(5 Suppl 1):S1–S27.
  32. Goldie SJ, Gaffikin L, Goldhaber-Fiebert JD, Gordillo-Tobar A, Levin C, Mahé C, et al. Cost-Effectiveness of Cervical-Cancer Screening in Five Developing Countries. The New England Journal of Medicine. 2005;353(20):2158–68.
  33. Mandelblatt JS, Lawrence WF, Gaffikin L, Limpahayom KK, Lumbiganon P, Warakamin S, et al. Costs and Benefits of Different Strategies to Screen for Cervical Cancer in Less-Developed Countries. Journal of the National Cancer Institute. 2002;94(19):1469–83.
  34. Sauvaget C, Fayette J-M, Muwonge R, Wesley R, Sankaranarayanan R. Accuracy of visual inspection with acetic acid for cervical cancer screening. International Journal of Gynecology and Obstetrics. 2011;113(1):14–24.

 

Read More