Cardio-STIC (Spatio-temporal image correlation)

Fetal Heart Evaluation with 3D Technology

ธีระ ทองสง, พ.บ.


(สำหรับแพทย์ต่อยอดสาขาเวชศาสตร์มารดาและทารกและผู้สนใจ)

บทนำ

อัลตราซาวด์สามมิติ (3D-US) และสี่มิติ (4D-US, หรือ real-time 3D) เป็นนวตกรรมใหม่ที่นำมาใช้ในการช่วยประเมินหรือวินิจฉัยโรคหัวใจทารกในครรภ์ มีหลายรายงานที่สนับสนุนว่ามีคุณค่าในการช่วยวินิจฉัย1-6 ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยทำให้อัตราการตรวจพบโรคหัวใจพิการโดยกำเนิดดีขึ้น โดยที่ไม่ต้องอาศัยทักษะสูงเหมือนการตรวจ 2D-US ในมาตรฐานการตรวจอัลตราซาวด์หัวใจทารก (fetal echocardiography) นั้น ISUOG consensus7 ได้ให้ความเห็นว่าเทคนิคการตรวจด้วย 3D/4D เป็นความก้าวหน้าที่แนะนำให้ใช้เป็นทางเลือก (optional) ในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัย 2D-US ยังคงเป็นเป็นเทคนิคหลักในการวินิจฉัย CHD (congenital heart disease) แต่ 3D/4D ช่วยเพิ่มข้อมูลรายละเอียด ช่วยให้การวินิจฉัยดีขึ้น โดยเฉพาะในรายที่สงสัยจาก 2D การตรวจ 3D จะเพิ่มวิวในการตรวจหัวใจทารกในครรภ์ได้หลากหลายมากขึ้น ช่วยให้ทารกที่อยู่ท่าที่ยากแก่การตรวจสามารถตรวจได้มากขึ้น8 ช่วยประเมินปริมาตรและการทำงานของหัวใจได้มากขึ้น9 นับว่ามีความสำคัญมากเนื่องจาก CHD เป็นสาเหตุนำของการเสียชีวิตในกลุ่มทารกที่มีความพิการโดยกำเนิด10 และการวินิจฉัยก่อนคลอดมีส่วนช่วยลดอัตราการตายและทุพพลภาพลงได้11;12

 

หลักการของ Cardio-STIC (Spatio-temporal image correlation)

การสร้างภาพสามมิติได้จากการเก็บภาพสองมิติมาแสดงต่อเนื่องกัน ยิ่งเก็บภาพที่อยู่ชิดกันมากเท่าใดก็จะให้รายละเอียดได้มาก การจะสร้างภาพสามมิติทั่วไปนั้นต้องอาศัยการกวาดสแกนเพลนของลำเสียงผ่านบริเวณที่สนใจ ซึ่งต้องใช้เวลาระยะหนึ่งเพื่อเก็บภาพขณะนั้น ๆ สำหรับอวัยวะที่เคลื่อนไหวตลอดเวลาอย่างหัวใจทำได้ยากมากในเชิงเทคนิค เพราะกว่าจะเก็บภาพได้เพียงชั่วระยะสั้น ๆ ไม่ทันที่จะเก็บภาพได้ทั้งหัวใจ (เป็นสามมิติ) อวัยวะก็เปลี่ยนขนาดและรูปร่างไปแล้ว เทคโนโลยี STIC (รูปที่ 1)5;13-15 ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้ ซึ่งหัวตรวจจะกวาดสแกนโดยอัตโนมัติผ่านบริเวณที่สนใจ (volume of interest; VOI) แล้วบันทึกเก็บข้อมูลเชิงปริมาตร (สามมิติ) เป็นการสแกนที่ละเอียดประมาณ 150 เฟรมต่อวินาที การกวาดสแกน 25 องศาในเวลา 10 วินาทีจะสามารถเก็บได้ประมาณ 1500 ภาพของ 2D ต่อหนึ่ง volume ซึ่งเก็บข้อมูลการเปลี่ยนแปลงตามจังหวะการบีบตัวของหัวใจหลายรอบ ขณะเดียวกันเครื่องสามารถคำนวณอัตราการเต้นหัวใจจากการเคลื่อนไหวได้อย่างฉับพลัน ถึงแม้ว่าเครื่องไม่สามารถสแกนเก็บข้อมูลได้สมบูรณ์ในรอบการบีบตัวเพียงรอบเดียว แต่อาศัยการคำนวณได้ว่าเฟรมใดควรอยู่ ณ เวลาใด สามารถนำชุดข้อมูลที่เก็บได้มาเรียงกันใหม่เพื่อสร้างเป็นรอบการบีบตัว หรือสร้างชีพจรเสมือน (virtual cardiac cycle)1;13-15  ซึ่งเกิดจากการจัดเรียงเฟรมขึ้นมาใหม่ให้อยู่ถูกที่และถูกเวลา (spatio-temporal) ปริมาตรชุดข้อมูล (volume data set) ของ 1 รอบการบีบตัวที่นำมาแสดงจึงไม่ใช่ real time แต่สร้างขึ้นมาใหม่ (reconstructed) แต่บรรจุข้อมูลขนาดหรือการเปลี่ยนแปลงของหัวใจได้อย่างถูกต้อง พร้อมจะนำมาวิเคราะห์

 

รูปที่ 15  รูปวาดแสดงเทคโนโลยีของ STIC แสดงด้วยภาพง่าย ๆ ของความยาวของรอบการบีบตัว จำนวน slices และจำนวน frames ต่อ slices; a) รูปหัวใจซึ่งแทนด้วยวัตถุที่บีบตัวเป็นจังหวะ (4 วินาที ครบหนึ่งรอบของการบีบและคลายสู่สภาพเดิม) แสดงรูปร่างวัตถุของวัตถุที่สี่จุดเวลาของแต่ละรอบ โดยสมมุติให้อัตราการบีบตัวเร็วเกินกว่าที่ real-time 3D ปกติจะสแกนได้หมด b) ผลการสแกนที่ได้บางส่วนของแต่ละรอบการบีบตัว (ซึ่งไม่สมบูรณ์ในการสแกนเพียง 1 รอบของการบีบตัว) ซึ่งนำมาจากหลายรอบการสแกนมาเรียงกันใหม่เพื่อสร้างใหม่เป็นรอบการบีบตัวเสมือน (virtual cycle) โดยวัตถุถูกสแกนได้ใน 3 slices ติดกัน ซึ่งทำได้โดยการเปลี่ยนแปลงอัตโนมัติของมุมลำเสียงในหัวตรวจ 2D ที่อยู่ใน box ของหัวตรวจ 3D; (1) ในการที่จะได้มาซึ่ง 1 รอบของการบีบตัวที่สมบูรณ์นั้นจะต้องได้จาก frames จำนวนมากที่ถูกบันทึกไว้ใน real-time 2D US  ในตัวอย่างนี้สมมุติให้ถูกบันทึกไว้ 4 frames ต่อแต่ละ slices (2) ขณะเดียวกันจะมีการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวไปด้วย ซึ่งซอฟท์แวร์จะค้นหาจุดเริ่มต้นของรอบการบีบตัว และกำหนดเวลาของแต่ละเฟรมในรอบการบีบตัวได้ โดยเทียบจากจุดเริ่มต้นของรอบ (3) การที่เรารู้เวลาและตำแหน่งของแต่ละเฟรม ซอพท์แวร์จะนำมาสร้างเป็นวัตถุรูปสามมิติที่สมบูรณ์ รูปร่างจะถูกสร้างขึ้นมาจากเฟรมต่าง ๆ ที่เรียงลำดับติดกันไป (spatio-temporal) ถึงแม้แต่ละเฟรมที่นำมาประกอบเป็นวัตถุนี้เก็บมาจากต่างรอบกัน แต่รู้ว่าอยู่ ณ phase ใดในรอบของการบีบตัวที่เหมือนกัน (spatio-temporal); c) ระบบจะสร้างรอบการบีบตัวขึ้นมาใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ และแสดงวนลูปเป็นแอนนิเมชันไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งทำให้ดูเหมือนเป็น real-time 3D กระบวนการนี้ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที ในที่สุดปริมาตรที่สร้างขึ้นมาใหม่นี้ก็พร้อมที่จะนำไปหมุนตรวจ หรือวิเคราะห์; d) แสดง slices ของการตัดผ่านหัวใจจำนวนมากถูกนำมาสร้าง 1 รอบการบีบตัว (1 STIC) ในหัวตรวจที่ซับซ้อนละเอียดนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงของมุมสแกนโดยอัตโนมัติ

เมื่อได้ปริมาตรชุดข้อมูลมาแล้วก็สามารถนำมาวิเคราะห์แบบ offline ไม่ว่าจะเป็นแบบ multiplanar หรือเรนเดอร์ใน modes ต่าง ๆ คาดว่าจะมีการประยุกต์ใช้ cardio-STIC มากขึ้น และมีส่วนช่วยให้การวินิจฉัย ตลอดจนความเข้าใจถึงโครงสร้างหัวใจในการเรียนการสอนดีขึ้นมาก เนื่องจากภาพ 3 มิติทำให้เข้าใจความซับซ้อนของหัวใจได้ดีกว่า 2 มิติ และการใช้ cardio-STIC ยังมีประโยชน์ในการคัดกรอง เนื่องจากทำให้สามารถประเมิน outflow ได้อย่างรวดเร็ว โดยอาศัยการเก็บปริมาตรชุดข้อมูลจากภาพตั้งต้น FCV ที่ทำได้ง่าย และนำไปสู่การวิเคราะห์ขณะ offline การประเมินเพลนที่ทำได้ยากใน 2D เช่น coronal view ของ atrioventricular valves หรือแสดง VSD จากภาพหน้าตรง (en face) ซึ่ง cardio-STIC จะทำให้มีความมั่นใจในการวินิจฉัยที่ยากได้มากขึ้น ภาพ cris-cross ของหลอดเลือดใหญ่ที่เห็นในภาพ 2D ที่อยู่คนละเพลนกัน จะสามารถแสดงให้เห็นในภาพเดียวกันของ 3D/4D ได้ (โดยเฉพาะ glassbody mode) ในภาพเรนเดอร์จะช่วยให้เห็นหลอดเลือดที่ฝ่อเล็กได้ดีกว่าภาพ 2 มิติ มีหลักฐานยืนยันว่า Cardio-STIC มีความเชื่อถือได้ในการประเมินเพลนต่าง ๆ ของหัวใจ15;16 การตรวจคัดกรอง17 หรือตรวจหัวใจพิการ3;4;14;16  นอกจากนี้ยังมีผู้พยายามให้มีการวิเคราะห์ภาพอัตโนมัติจากปริมาตรชุดข้อมูล18;19

การทำ Cardio-STIC grayscale และ color Doppler อย่างละ 1 ชุดของผู้ป่วยแต่ละรายที่มาตรวจและบันทึกไว้ จะเป็นการดีมากสำหรับคุณค่าในเชิงกฎหมาย หรือขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ หรือความเห็นที่สองจากแพทย์ท่านอื่น หรือแม้แต่ส่งผ่านขอคำแนะนำทางอินเตอร์เน็ต2 กรณีที่หัวใจผิดปกติที่ทราบภายหลังก็จะสามารถนำปริมาตรชุดข้อมูลมาทบทวนได้ ซึ่งถือเป็นข้อดีสำคัญของ Cardio-STIC15;16;20   ซึ่งต่างจากการตรวจ 2D หรือ color Doppler ทั่วไป ที่เทปบันทึกก็สามารถแสดงย้อนหลังได้เท่านั้น ไม่สามารถนำมาตั้งต้นตรวจใหม่โดยไม่มีผู้ป่วย (offline) ได้

ขีดจำกัดของชีพจรเสมือน คือ คุณภาพของรายละเอียดอาจลดลงไปบ้างเมื่อเทียบกับภาพตั้งต้น 2D และ artefacts อาจเกิดได้จากการเคลื่อนไหวของมารดาหรือทารก เป็นต้น และเทคนิคนี้ไม่สามารถทำได้ในรายหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ (arrhythmias) เนื่องจากอัตราการเต้นหัวใจผิดปกติจะทำให้การสร้างชีพจรเสมือนผิดไป ไม่สามารถคำนวณของตำแหน่งและเวลา (space & time) ได้ถูกต้อง

มีผู้เสนอเทคนิคในการตรวจด้วย 3D/4D US หลากหลายวิธี STIC (spatio-temporal image correlation) นับเป็นวิธีที่กำลังได้รับความนิยมสูงขึ้น วิธีนี้เป็นการเก็บประมวลภาพเชิงปริมาตร (volume) ของบริเวณที่สนใจจะตรวจ ซึ่งปริมาตรที่อัลตราซาวด์เก็บมานี้เป็นข้อมูลดิจิตัลของหัวใจที่บันทึกการเคลื่อนไหวใน 1 รอบจังหวะการเต้น27,28,34 หลักการของ STIC คือการ synchronize ระหว่างตำแหน่งของแต่ละส่วนหัวใจ (space) และจังหวะเวลา (temporal) (เช่น ภาพ 3D ที่มีการเคลื่อนไหว) ชุดปริมาตรข้อมูล (volume datasets) ของหัวใจจะนำมาแสดงหรือค้นหาตรวจสอบตำแหน่งที่สนใจได้ ปริมาตรของชุดข้อมูลนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นการเก็บภาพ 2D ซ้อน ๆ เรียงกันจนเป็น 3D ที่แสดงได้รอบได้ การเก็บปริมาตรข้อมูลที่มีคุณภาพสูงของหัวใจนี้สามารถทำได้ด้วย 4D-US ด้วยการตั้งต้นด้วยการหาตำแหน่งที่แสดง 2D ให้เหมาะสมก่อนที่จะเก็บปริมาตรที่มี frame rate สูงสุด และ contrast resolution ที่ดี ซึ่งการตรวจด้วย color /Doppler ก็ต้องปรับให้เหมาะสมก่อนเก็บปริมาตรชุดข้อมูลเช่นเดียวกัน เมื่อได้ตำแหน่งของภาพ 2D ที่เหมาะสมแล้ว ก็เลือกบริเวณที่สนใจจะตรวจ (ROI; region of interest) ซึ่งรวมเอาหัวใจอยู่ภายในบริเวณนั้นด้วย

ขั้นตอนหลักของการตรวจ Cardio-STIC

Volume acquisition: คือขั้นตอนกวาดสแกนเก็บปริมาตรชุดข้อมูล ซึ่งส่วนใหญ่จะเริ่มต้นที่การตรวจ 2D ให้ได้วิว FCV ที่ดีที่สุด แล้ว activate เก็บชุดข้อมูลของ Cardio-STIC ซึ่งอาจจะทำทั้ง static 3D gray-scale, static-3D ร่วมกับ color Doppler, B-flow หรืออื่น ๆ, 4D (online / offline) STIC ร่วมกับ color Doppler, B-flow เป็นต้น

Volume display: คือการตรวจโดยตรวจ multiplanar หรือ rendering ในโหมดต่าง ๆ STIC ทำให้เราสามารถตัดฝานก้อนข้อมูลนี้ได้รอบทิศทางเพื่อแสดงในเพลนต่าง ๆ ทั้งตัดขวาง ด้านข้าง หรือเฉียง พร้อมทั้งเลื่อนขึ้นลง (เข้าออก) และหมุนทั้งสามแกน13;14;21 โหมด TUI (tomo-ultrasonographic imaging) ช่วยให้เห็นเพลนหลักทั้งสามของหัวใจได้อย่างรวดเร็ว (FCV, 5CV, 3VV) และเปรียบเทียบไปพร้อมกันทีเดียว4 สามารถเรนเดอร์บางส่วนเป็นสามมิติ เช่น base of the heart view เป็นอีกวิวหนึ่งที่เหมาะกับการเรนเดอร์ โดยหันมองตรงกับ AV valves22;23 อาจทำให้เห็น common atrio-ventricular  valve ในราย atrioventricular septal defect การใช้วิวนี้ร่วมกับ color Doppler ทำให้วินิจฉัย TGA ได้ดีขึ้น24

Volume manipulation: คือการจัดการกับข้อมูลเพื่อแสดงส่วนที่สนใจได้ดีขึ้น เช่น ตัดบางส่วนของบริเวณที่บดบังเพื่อดูหัวใจชัดขึ้น (Magicut) หมุน volume เพื่อดูลิ้นหัวใจ หรือผนังกั้นหัวใจ ตัด grayscale เพื่อเน้นส่วน color Doppler เป็นต้น ใน Inversion mode เปลี่ยนเนื้อเยื่อรอบให้เป็นสีดำ25 และใช้ magicut ตัดสัญญาณรบกวนออก เป็นต้น

 

การตรวจวิเคราะห์ Volume dataset (VDS) อย่างเป็นระบบ

ขั้นตอนการวิเคราะห์ VDS คือหัวใจสำคัญของ STIC ซึ่งอาจตรวจทั้ง multiplanar view และเรนเดอร์บางส่วนที่สนใจเป็นภาพสามมิติจะช่วยในการวินิจฉัยดีขึ้นมาก

1.  Multiplanar View

สโครลให้ทั่ว VDS: คือการเลื่อนไล่ดูภาพ 2D ตลอดปริมาตร จากขอบด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง (ซ้ายไปขวา หรือบนลงล่าง ฯลฯ) เป็นการสแกนตรวจอย่างง่าย ๆ ไล่ไปตามเพลน ทำให้ผู้ตรวจสามารถทราบความสัมพันธ์ของโครงสร้างหัวใจกับบริเวณรอบด้านได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งในเครื่องอัลตราซาวด์รุ่นใหม่ ๆ สามารถตรวจประเมิน FCV, 5CV, 3VV ได้อย่างรวดเร็ว ในผู้ป่วยส่วนมาก และสามารถหมุนรอบด้านได้ทั้งสามแกน สามารถแสดงภาพฝาน VDS ออกมาแสดงต่อเนื่องหลายระดับแบบ MRI ดังที่เรียกว่า tomographic ultrasound imaging (TUI) อาจช่วยให้เข้าใจโครงสร้างหัวใจได้ง่ายขึ้นในหลาย ๆ ราย เทคนิคในการตรวจมีผู้เชี่ยวชาญแนะนำไว้หลายเทคนิคดังจะได้กล่าวในตอนท้าย

 

  

รูปที่ 2  Multiplanar view แบบ TUI ของ STIC แสดงหัวใจทารกที่เป็น transposition of the great arteries (TGA) ในภาพ จ. แสดง FCV ที่ดูปกติ ส่วนภาพ ง. แสดงภาพแบบฉบับของ TGA คือคอร์สของ main pulmonary artery (MPA) และ ascending aorta (AAO) ทอดขนานกันออกจากหัวใจ

2.  Rendering

การเรนเดอร์ 3D/4D ของปริมาตรชุดข้อมูล เป็นการประมวลข้อมูลบริเวณที่สนใจให้แสดงออกมาเป็นสามมิติ ดูแล้วมีความลึก สามารถทำให้แสดงโครงสร้างหัวใจและหลอดเลือด ทั้งขนาดและทิศทางของ outflow tract ในทารกปกติและทารกที่มีหัวใจพิการโดยกำเนิด

 

 

รูปที่ 3: ภาพสามมิติของ FCV เรนเดอร์ใน light gradient mode

ทำความเข้าใจกับ Multiplanar View

ปริมาตรชุดข้อมูล (volume dataset; VDS): คือ ชุดข้อมูลสาม/สี่มิติที่ได้จากได้จากการกวาดสแกนบริเวณที่สนใจ (acquisition) ซึ่งในที่นี้จะมีหัวใจและหลอดเลือดอยู่ภายในปริมาตรนี้ ซึ่งอาจหมายถึงภาพ 2D จำนวนมากมายที่เรียงซ้อนชิดติดกันอยู่จากขอบด้านไปจรดอีกด้านหนึ่ง (ซ้ายขวา, บนล่าง หน้าหลัง) และเป็นชุดข้อมูลไดนามิค คือรูปลักษณ์เปลี่ยนไปตามช่วงจังหวะการบีบคลายตัวของหัวใจ ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเป็นหัวใจในชีพจรเสมือน (virtual cardiac cycle) ซึ่งเป็นชุดข้อมูลที่สร้างขึ้นมา และจะนำมาวิเคราะห์เมื่อไรก็ได้ (offline) โดยไม่ต้องตรวจโดยตรงกับผู้ป่วยอีก เนื่องจากข้อมูลรายละเอียดของโครงสร้างของหัวใจในแต่ละช่วงการบีบตัวถูกบรรจุอยู่ใน VDS นี้แล้ว

 

รูปที่ 4: Multiplanar view และเรนเดอร์ แสดง VSD โดยภาพใน panel A เป็นภาพ FCV ที่หมุนให้แนว interventricular septum (ivs) ขนาดกับลำเสียง panel B เป็นวิวมองหน้าตรง (en face) ของ ivs ส่วน panel C เป็นวิวมองจากด้านบนของ panel A ส่วน panel D เป็นภาพเรนเดอร์สามมิติของ ivs

Panel: การแสดงภาพของ STIC ในโหมดเพลนหน้าตัด (sectional planes) หรือ multiplanar view จะมีแสดง Panel A, B, C ส่วน Panel D จะแสดงในโหมดเรนเดอร์ ซึ่งแสดงเป็นผลรวมสามมิติ Panel A, B, และ C จะตั้งฉากซึ่งกันและกัน (orthogonal planes) โดย Panel A จะเป็นภาพเริ่มต้นของการตรวจ เป็นภาพที่เหมือนกับภาพ 2D ที่เลือกไว้จาก VOI ก่อนกวาดสแกนเก็บมูล Panel B เป็นภาพหน้าตัดที่มองด้านข้างของ Panel A โดยตัดในแนวดิ่งผ่านจุดอ้างอิงของ Panel A ส่วน Panel C เป็นภาพหน้าตัดที่มองจากด้านบนของ Panel A โดยตัดในแนวขวางผ่านจุดอ้างอิงของ Panel A ทั้งสาม Panels จะตั้งฉากกันอยู่เสมอ เมื่อทำการหมุน VDS ใน Panel หนึ่งก็จะมีผลต่อ Panel อื่น ๆ ด้วย

จุดอ้างอิง (Reference Dot): เป็นจุดที่ปรากฏอยู่ในทั้งสาม Panel เป็นจุดที่ตำแหน่งเดียวกัน เป็นจุดที่เพลนหน้าตัดทั้งสามตัดผ่าน ในทุก Panel สามารถเลื่อนจุดนี้เข้าออกหรือย้ายที่ ซึ่งจะทำให้ภาพหน้าตัดใน Panel อื่นเปลี่ยนไปด้วย

แกน (Axis): ในแต่ละ Panel เราสามารถหมุนแสดงดูส่วนที่สนใจได้ทั้ง 3 แกน อาจหมุนตามแกน x (เมื่อเรายืนประจันหน้ายืนมองหน้าคน โดยเปรียบผู้ตรวจเหมือนคนมอง และภาพใน Panel ต่าง ๆ เหมือนผู้ถูกมอง การหมุนแกน x เหมือนการหมุนโดยผู้ถูกมองก้มหน้าแหงนหน้า การหมุนตามแกน y เหมือนหมุนโดยการส่ายหน้าซ้ายขวา ส่วนการหมุนตามแกน z เหมือนการเอียงศีรษะไปด้านข้างซ้ายขวา โดยยังเห็นโครงสร้างหน้าเหมือนเดิม) ความหมายของแกน x, y, z ต่างกับ Panel A, B, C โดยสิ้นเชิง

เคล็ดลับสำคัญของการตรวจ Cardio-STIC

1. เพลนตั้งต้นสำหรับการเก็บข้อมูล: ในกรณีสนใจที่จะตรวจ FCV, 5CV และ 3-VV หรือ 3-V & trachea ปริมาตรชุดข้อมูลที่เหมาะสมให้เริ่มต้นกวาดลำเสียงผ่านภาคตัดขวางทรวงอกทารก ถ้าต้องการตรวจ aortic / ductal arch หลอดเลือดดำใหญ่เทเข้าสู่หัวใจ ปริมาตรข้อมูลที่มีคุณภาพสูงจะเก็บได้ดีในการกวาดสแกนตามแนว sagittal ของทรวงอก คุณภาพปริมาตรจะดีที่สุดเมื่อสแกนได้ในท่านอนหงายที่แนวกระดูกสันหลังทารกอยู่ที่ 6 นาฬิกา อย่างไรก็ตามกระดูกสันหลังอยู่ด้านหน้าก็ให้คุณภาพที่ดีได้ถ้าไม่อยู่ระหว่าง 11-1 นาฬิกา

2. Region of interest (ROI): เป็นขอบเขตที่กำหนดความกว้างและความสูงของปริมาตรข้อมูล (แกน x และ y) ซึ่งจะรวมทุกโครงสร้างอวัยวะทั้งหัวใจและบริเวณรอบ ๆ ถ้า ROI กว้างจะลด frame rate ลงซึ่งทำให้คุณภาพของปริมาตรชุดข้อมูลต่ำลงด้วย (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง color หรือ power Doppler) ดังนั้น ROI ควรจะแคบที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยยังคงครอบคลุมส่วนที่สนใจเอาไว้ได้ ซึ่งจะทำให้ frame rate สูงสุดและรายละเอียดของชุดข้อมูลดีที่สุด

3. Acquisition angle: กำหนดความลึกของการเก็บข้อมูล (ตามแนวแกน z) ควรใช้มุมน้อยที่สุดแต่สามารถครอบคลุมส่วนที่สนใจไว้ได้ทั้งหมด ในไตรมาสที่สองมักจะต้องการ 20-25 องศาจึงจะเพียงพอ ซึ่งจะครอบคลุมบริเวณจากหลอดเลือดใหญ่ถึงกระเพาะอาหาร ถ้าทารกตัวโตอาจต้องการมุมที่กว้างขึ้นไป เช่น 30-40 องศา

4. Acquisition time: เวลาของการเก็บปริมาตรข้อมูล ซึ่งมักจะใช้เวลาประมาณ 7.5-15 วินาทีต่อการกวาดหนึ่งปริมาตร เวลานี้จะกำหนดความเร็วของการกวาดของหัวตรวจในบริเวณ ROI ยิ่งใช้เวลานานยิ่งให้รายละเอียดสูง ถ้าเป็นไปได้ควรตั้งเวลาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ยิ่งตั้งเวลานานโอกาสเกิด artifacts จากเด็กดิ้นก็จะสูงตามไปด้วย กรณีที่เด็กดิ้นมากก็อาจต้องสแกนเร็วขึ้น

5. Volume display อย่างมีระบบ: เช่น

  • การตรวจหลอดเลือดใหญ่อย่างเป็นระบบ เทคนิคในการตรวจปริมาตรชุดข้อมูล ได้แก่ การปรับหมุนเลื่อนดูโครงสร้างหัวใจอย่างเป็นระบบให้เห็น left outflow tract ใน panel A และ SAV ของ PA ใน panel B15
  • การตรวจอย่างเป็นระบบในการแสดง aortic / ductal arches16  สามารถทำได้ดีที่สุดเมื่อเก็บปริมาตรข้อมูลโดยกวาดผ่านทรวงอกทารกตาม sagittal plane
  • Spin technique: DeVore16 แนะนำเทคนิคการหมุนเพื่อแสดงเทคนิคโครงสร้างส่วนที่สนใจ ซึ่งทำได้ง่ายด้วยการเลื่อนจุดอ้างอิงไปยังจุดศูนย์กลางของโครงสร้างที่สนใจแล้วปรับหมุนตามแกน y จนเห็นตลอดแนวของโครงสร้าง
  • การเรนเดอร์เพื่อดูโครงสร้างภายในหัวใจและลิ้นหัวใจ: สามารถทำได้เพื่อดูโครงสร้างได้อย่างมีความลึก ใช้ปรับหาขอบกล้ามเนื้อหัวใจได้ดีขึ้น เรนเดอร์แผ่นหนา (thick-slice) เหมาะกับการตรวจดูลิ้นหัวใจ (AV valves) แบบประจันหน้า (en face) เหมือนมองมาจากช่อง ventricle14;15 เช่นการวินิจฉัย Ebstein anomaly เป็นต้น
  • เรนเดอร์เพื่อตรวจเส้นเลือดใหญ่: สามารถทำได้ดีปริมาตรชุดข้อมูลที่เก็บจาก color / power Doppler14;26-28 หรือ B-flow imaging  การแสดง criss-cross ของ PA และ aorta ซึ่งแสดงได้ดีในปริมาตรข้อมูลที่เก็บโดยกวาดแนวตัดขวางทรวงอก สำหรับการกวาดตามเพลน sagittal เหมาะสำหรับการตรวจ aortic / ductal arches
  • การเรนเดอร์เพื่อดู FCV แบบสามมิติ มักจะใช้ FCV เป็นเพลนอ้างอิงในการเริ่มต้น โดยปรับให้ apex ชี้ขึ้น และอยู่ทางด้านซ้ายของสกรีน ปรับ rendering box ใน panel B ให้ ROI ครอบคลุมหัวใจทั้งหมด และลึกจากกระบังลมขึ้นไปถึงเส้นเลือดใหญ่ที่ต้นคอ ใช้ panel B เป็นเพลนอ้างอิง และดูการแสดงผลใน panel D
  • Inversion mode ของ gray-scale ช่วยให้เห็นแอ่งเลือดตามรูปลักษณ์ของโครงสร้างหัวใจได้ดีขึ้น โครงสร้างที่เป็น anechoic เช่น ช่องในหัวใจ รูในหลอดเลือด กระเพาะอาหาร เป็นต้น จะกลับมาเห็นเป็นส่วนเข้มในภาพเรนเดอร์ ในขณะที่กระดูกจะเห็นเป็น anechoic แทน ยังสามารถปรับแต่งด้วยเทคนิคอื่น ๆ ให้ภาพมีคุณภาพมากขึ้น เช่น gamma-curve correction หรือ transparency correction เป็นต้น

ตัวอย่างเทคนิคการตรวจด้วย Cardio-STIC

1. เทคนิคในการหมุน (Spin Technique) ตามวิธีของ DeVore16

เป็นเทคนิคการตรวจตามเพลนมาตรฐานของการตรวจหัวใจด้วย 2D ที่ระดับต่าง ๆ (รูปที่ 5) คือระดับที่ 1 (4CV) ระดับที่ 2 (5CV) ระดับที่ 3 (3VV) และระดับที่ 4 (3VVT) ซึ่งใน STIC สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการเลื่อน Panel ที่แสดง 4CV อยู่เข้าหรือออก ก็จะแสดงระดับต่าง ๆ เหล่านี้ได้ และในแต่ละระดับจะทำการหมุนปรับแต่งให้ได้รายละเอียดมากขึ้น

  • เริ่มต้นด้วยการหมุนให้ Panel A แสดง 4CV
  • การตรวจ outflow tract: ทำโดยการเลื่อนจากระดับ 1 ไปที่ระดับที่ 2
  • Ascending aorta & transverse aortic arch: ทำได้โดยแสดงระดับที่ 2 ก่อน แล้ววางจุดอ้างอิงที่ aortic valve จากนั้นหมุนตามแกน y จนเห็นแนวเส้นเลือดดังกล่าว (รูปที่ 6) หรืออาจหาระดับที่ 3 ก่อน แล้ววางจุดอ้างอิงที่จุดกลาง aorta ซึ่งเห็นเป็นท่อนกลม ๆ แล้วหมุนในทำนองเดียวกัน (รูปที่ 7)
  • Main pulmonary artery & bifurcation: หาระดับที่ 3 ก่อนแล้ววางจุดอ้างอิงไปที่ main pulmonary artery แล้วหมุนตามแกน x ปรับให้เห็น bifurcation (รูปที่ 8)
  • Ductus arteriosus: หาระดับที่ 4 ก่อน แล้ววางจุดอ้างอิงที่ ductus arteriosus หมุนตามแกน y ให้เห็น main pulmonary artery ตลอดแนวความยาวออกจาก right ventricle และเชื่อมต่อไปกับ ductus arteriosus (รูปที่ 9)
  • Superior vena cava: หาระดับที่ 3 หรือ 4 แล้ววางจุดอ้างอิงที่ superior vena cava แล้วหมุนตามแกน y จนเห็นเส้นเลือดนี้เทเข้า right atrium (รูปที่ 10)
  • Aortic arch & thoracic aorta: หาระดับที่ 4 หมุน VDS ให้แนว aortic arch อยู่ในแนวดิ่ง หรือขนานกับลำเสียง วางจุดอ้างอิงที่ศูนย์กลางของ transverse aortic arch แล้วหมุนตามแกน y จนเห็น aortic arch และ thoracic aorta ตลอดแนว (รูปที่ 11)

 

รูปที่ 5 วิวทั้งสี่ระดับของหัวใจทารกซึ่งได้จากการกวาดสแกนหัวตรวจลำเสียงผ่านเพลนตัดขวางจากกระเพาะอาหารขึ้นไปถึงต้นคอ รูปแรก (ล่างซ้าย) แสดงกระเพาะอาหาร (St) ซึ่งอยู่ทางซีกซ้ายของท้องและกระดูกสันหลัง ระดับที่ 1: FCV แสดง left atrium (LA), right atrium (RA), left ventricle (LV) และ right ventricle (RV) ระดับที่ 2: 5CV แสดง aortic valve และ ascending aorta (AA) ออกจาก left ventricle (LV) ระดับที่ 3: 3VV แสดง main pulmonary artery (MPA) รวมทั้ง bifurcation ของ right (RPA) และ left (LPA) pulmonary artery, ductus arteriosus (DA) และ superior vena cava (SVC) ระดับที่ 4: 3VV ที่ระดับ trachea (T) รวมทั้งแสดง transverse aortic arch (A) DA และ SVC

 

 

รูปที่ 6  การตรวจหา aortic arch วิธีที่ 2:เริ่มต้นจาก FCV (ก) เลื่อนไปหาระดับที่ 2 หรือ 5CV (ข) แล้ววางจุดอ้างอิงเหนือ aortic valve แล้วหมุนตามแนวแกน y ปรับจนเห็นทั้ง ascending และ aortic arch (ค) ซึ่ง arch นี้จะตั้งฉากกับ right pulmonary artery (RPA) (AA, ascending aorta; LV, left ventricle)

 

 

 

รุปที่ 7 การตรวจหา aortic arch วิธีที่ 2:  เริ่มต้นจาก FCV (ก) เลื่อนไปหาระดับที่ 3 หรือ 3VV (ข) ซึ่งเป็นระดับที่เห็น main pulmonary artery (MPA) และ bifurcation แล้ว วางจุดอ้างอิงกลาง ascending aorta (AA) แล้วหมุนตามแกน y จนกระทั่งเห็น aortic arch ตลอดแนว (ค) (LPA, left pulmonary artery; RPA, right pulmonary artery; SVC, superior vena cava)

 

 

 

รูปที่ 8 แสดงการปรับภาพ main pulmonary artery (MPA) และ bifurcation ของ right (RPA) และ left (LPA) pulmonary artery (RPA) ให้เห็นตลอดแนว ซึ่งทำได้โดยจากภาพ (ข) ซึ่งเป็นภาพ bifurcation ของ RPA และ LPA จาก VDS ระดับที่ 3 ให้วางจุดอ้างอิงกลาง MPA แล้วปรับหมุนตามแกน x จนเห็นเส้นเลือดต่าง ๆ ดังกล่าวได้ตลอดแนว

 

 

 

รูปที่ 9: การแสดง MPA ต่อเนื่องไปกับ ductus arteriosus (DA): เริ่มต้นจาก FCV (ก) เลื่อนไปหาระดับที่ 4 (ข) แล้ว วางจุดอ้างอิงบน DA แล้วหมุนตามแกน y (ข) จนเห็นตลอดแนวของ MPA รวมไปกับ DA (ค) (LV, left ventricle; PV, pulmonary valve; RV, right ventricle; SVC, superior vena cava; T, trachea; TA, transverse aortic arch)

 

 

รูปที่ 10: แสดง SVC ตามแนวยาว: วิธีที่ 1 เริ่มต้นจาก FCV (ก) เลื่อนไปหาระดับที่ 3 หรือ 3VV (ข) หลังจากแสดง MPA, AA และ SVC แล้ว (ข) วางจุดอ้างอิงกลาง SVC แล้วหมุนตามแกน y  จนเห็น SVC เทเข้าสู่ RA (right atrium) (ค) วิธีที่ 2 ก็ทำนองเดียวกัน เพียงแต่ เริ่มต้นจาก FCV (ง) เลื่อนไปหาระดับที่ 4 (จ) แล้ววางจุดอ้างอิงบน SVC ภาคตัดขวาง แล้วหมุนตามแกน y 90 องศา จะได้ SVC ตามแนวยาว (จ,ฉ) (IVC, inferior vena cava; LPA, left pulmonary artery; LV, left ventricle; RPA, right pulmonary artery; T, trachea)

 

 

รูปที่ 11: การแสดง aortic arch และ thoracic aorta: จากระดับที่ 4 (ก) หมุนตามแกน z เพื่อให้ transverse aortic arch (TA) ขนานกับแนวลำเสียง (ข) แล้ววางจุดอ้างอิงใน TA แล้วหมุนตามแกน y (ข) จนเห็น aortic arch, IVC และ TA ในเพลนเดียวกัน (ค) (DA, ductus arteriosus; MPA, main pulmonary artery; RPA, right pulmonary artery; SVC superior vena cava)

 2. การตรวจวิวมาตรฐานและ TUI ด้วยวิธีของ Goncalves เสนอดังนี้6

  • ขั้นที่ 1: ใน Panel A วางจุดอ้างอิงที่ crux ของหัวใจ แล้วปรับให้อยู่ในแนวดิ่งตรงกับ aorta (แนวกลาง) ซึ่งทำได้ง่ายด้วยการหมุน panel A ในแกน z (รูปที่ 12a)
  • ขั้นที่ 2: ใน Panel A เลื่อนจุดอ้างอิงไปไว้ที่ aorta เพื่อเห็นแนวของ aorta ตามยาวใน panel C (รูปที่ 12b)
  • ขั้นที่ 3: ใน panel C หมุนตามแกน z เพื่อปรับให้แนวของ aorta อยู่ในแนวดิ่ง ซึ่งจะทำให้เห็น ductal arch ตามแนวยาวใน panel B เกือบทุกรายของทารกปกติ (อาจต้องปรับเล็กน้อยตามแกน x หรือ y ใน panel B) (รูปที่ 12c)
  • ขั้นที่ 4: ใน panel A ย้ายจุดอ้างอิงกลับไปที่ crux แล้ว activate ปุ่มโหมด TUI (รูปที่ 13a)
  • ขั้นที่ 5: activate ปุ่มโหมด TUI
  • ขั้นที่ 6: ใน TUI ลดจำนวนภาพจาก 9 เหลือ 3 ภาพ และให้กดปุ่มแสดง 4 เพลน ใน panel A ขณะนี้คือวิวด้านข้างของ panel A ในโหมด sectional (panel B) แต่แสดงเส้นแนวตัดที่จะให้ภาพอื่น ๆ (รูปที่ 13b)
  • ขั้นที่ 7: ใน panel A คลิกขวาแล้วเลื่อนภาพให้จุดอ้างอิงของเส้นกลางอยู่ตรงกลางของ aorta ซึ่งจะทำให้ panel C เป็นภาพ 5CV (รูปที่ 13c)
  • ขั้นที่ 8: ใน panel B กดปุ่ม adjust และคลิกเม้าส์ขวา เลื่อนจนเห็นเส้น -1 ใน panel A ไปอยู่ตรง ductal arch ซึ่งจะทำให้เห็น 3VV ใน panel B (รูปที่ 14a)
  • ขั้นที่ 9: ใน panel D คลิกขวาแสดงลูกศรในแนวนอน เลื่อนลูกศรจนเส้น 1 ใน panel A ไปอยู่ที่ผนังขอบนอกของ ascending  aorta จะทำให้เห็น FCV ใน panel D (รูปที่ 14b)
  • ขั้นที่ 10: ใน panel C คลิกซ้ายแล้วหมุนตามแกน Y (ปรับบนแท็บ rotation Y ไปทางขวาราว 8-22 องศา)  ทำให้เห็น left outflow tract ที่ panel C ดีขึ้น (รูปที่ 14c)

 

 

รูปที่ 12  &  รูปที่ 13 

รูปที่ 14

เอกสารอ้างอิง

  1. Chaoui R, Heling KS. New developments in fetal heart scanning: three- and four-dimensional fetal echocardiography. Semin.Fetal Neonatal Med. 2005;10:567-77.
  2. Vinals F, Mandujano L, Vargas G, Giuliano A. Prenatal diagnosis of congenital heart disease using four-dimensional spatio-temporal image correlation (STIC) telemedicine via an Internet link: a pilot study. Ultrasound Obstet.Gynecol. 2005;25:25-31.
  3. Goncalves LF, Espinoza J, Romero R, Kusanovic JP, Swope B, Nien JK et al. Four-dimensional ultrasonography of the fetal heart using a novel Tomographic Ultrasound Imaging display. J.Perinat.Med. 2006;34:39-55.
  4. Paladini D, Vassallo M, Sglavo G, Lapadula C, Martinelli P. The role of spatio-temporal image correlation (STIC) with tomographic ultrasound imaging (TUI) in the sequential analysis of fetal congenital heart disease. Ultrasound Obstet.Gynecol. 2006;27:555-61.
  5. Yagel S, Cohen SM, Shapiro I, Valsky DV. 3D and 4D ultrasound in fetal cardiac scanning: a new look at the fetal heart. Ultrasound Obstet.Gynecol. 2007;29:81-95.
  6. Espinoza J, Romero R, Kusanovic JP, Gotsch F, Lee W, Goncalves LF et al. Standardized views of the fetal heart using four-dimensional sonographic and tomographic imaging. Ultrasound Obstet.Gynecol. 2008;31:233-42.
  7. Lee W, Allan L, Carvalho JS, Chaoui R, Copel J, Devore G et al. ISUOG consensus statement: what constitutes a fetal echocardiogram? Ultrasound Obstet.Gynecol. 2008;32:239-42.
  8. Wang PH, Chen GD, Lin LY. Imaging comparison of basic cardiac views between two- and three-dimensional ultrasound in normal fetuses in anterior spine positions. Int.J.Cardiovasc.Imaging 2002;18:17-23.
  9. Esh-Broder E, Ushakov FB, Imbar T, Yagel S. Application of free-hand three-dimensional echocardiography in the evaluation of fetal cardiac ejection fraction: a preliminary study. Ultrasound Obstet.Gynecol. 2004;23:546-51.
  10. Kochanek KD, Smith BL. Deaths: preliminary data for 2002. Natl.Vital Stat.Rep. 2004;52:1-47.
  11. Bonnet D, Coltri A, Butera G, Fermont L, Le BJ, Kachaner J et al. Detection of transposition of the great arteries in fetuses reduces neonatal morbidity and mortality. Circulation 1999;99:916-18.
  12. Mahle WT, Clancy RR, McGaurn SP, Goin JE, Clark BJ. Impact of prenatal diagnosis on survival and early neurologic morbidity in neonates with the hypoplastic left heart syndrome. Pediatrics 2001;107:1277-82.
  13. DeVore GR, Falkensammer P, Sklansky MS, Platt LD. Spatio-temporal image correlation (STIC): new technology for evaluation of the fetal heart. Ultrasound Obstet.Gynecol. 2003;22:380-87.
  14. Chaoui R, Hoffmann J, Heling KS. Three-dimensional (3D) and 4D color Doppler fetal echocardiography using spatio-temporal image correlation (STIC). Ultrasound Obstet.Gynecol. 2004;23:535-45.
  15. Goncalves LF, Lee W, Chaiworapongsa T, Espinoza J, Schoen ML, Falkensammer P et al. Four-dimensional ultrasonography of the fetal heart with spatiotemporal image correlation. Am.J.Obstet.Gynecol. 2003;189:1792-802.
  16. DeVore GR, Polanco B, Sklansky MS, Platt LD. The ‘spin’ technique: a new method for examination of the fetal outflow tracts using three-dimensional ultrasound. Ultrasound Obstet.Gynecol. 2004;24:72-82.
  17. Vinals F, Poblete P, Giuliano A. Spatio-temporal image correlation (STIC): a new tool for the prenatal screening of congenital heart defects. Ultrasound Obstet.Gynecol. 2003;22:388-94.
  18. Abuhamad A. Automated multiplanar imaging: a novel approach to ultrasonography. J.Ultrasound Med. 2004;23:573-76.
  19. Abuhamad A, Falkensammer P, Zhao Y. Automated sonography: defining the spatial relationship of standard diagnostic fetal cardiac planes in the second trimester of pregnancy. J.Ultrasound Med. 2007;26:501-07.
  20. Chaoui R, McEwing R. Three cross-sectional planes for fetal color Doppler echocardiography. Ultrasound Obstet.Gynecol. 2003;21:81-93.
  21. Yagel S, Cohen SM, Achiron R. Examination of the fetal heart by five short-axis views: a proposed screening method for comprehensive cardiac evaluation. Ultrasound Obstet.Gynecol. 2001;17:367-69.
  22. Goncalves LF, Lee W, Espinoza J, Romero R. Examination of the fetal heart by four-dimensional (4D) ultrasound with spatio-temporal image correlation (STIC). Ultrasound Obstet.Gynecol. 2006;27:336-48.
  23. Vinals F, Pacheco V, Giuliano A. Fetal atrioventricular valve junction in normal fetuses and in fetuses with complete atrioventricular septal defect assessed by 4D volume rendering. Ultrasound Obstet.Gynecol. 2006;28:26-31.
  24. Paladini D, Volpe P, Sglavo G, Vassallo M, De R, V, Marasini M et al. Transposition of the great arteries in the fetus: assessment of the spatial relationships of the arterial trunks by four-dimensional echocardiography. Ultrasound Obstet.Gynecol. 2008;31:271-76.
  25. Goncalves LF, Espinoza J, Lee W, Mazor M, Romero R. Three- and four-dimensional reconstruction of the aortic and ductal arches using inversion mode: a new rendering algorithm for visualization of fluid-filled anatomical structures. Ultrasound Obstet.Gynecol. 2004;24:696-98.
  26. Deng J, Yates R, Sullivan ID, McDonald D, Linney AD, Lees WR et al. Dynamic three-dimensional color Doppler ultrasound of human fetal intracardiac flow. Ultrasound Obstet.Gynecol. 2002;20:131-36.
  27. Deng J, Sullivan ID, Yates R, Vogel M, Mcdonald D, Linney AD et al. Real-time three-dimensional fetal echocardiography–optimal imaging windows. Ultrasound Med.Biol. 2002;28:1099-105.
  28. Goncalves LF, Romero R, Espinoza J, Lee W, Treadwell M, Chintala K et al. Four-dimensional ultrasonography of the fetal heart using color Doppler spatiotemporal image correlation. J.Ultrasound Med. 2004;23:473-81.

 

Read More

Fetal Anomaly Screening

การตรวจคัดกรองความพิการโดยกำเนิดด้วยอัลตราซาวด์

Fetal Anomaly Screening with Ultrasound

ธีระ ทองสง, พ.บ.


หลักเกณฑ์สำคัญในการคัดกรองความพิการโดยกำเนิด

  1. คุ้นเคยกับกายวิภาคปกติของทารกในครรภ์
  2. คิดถึงความเป็นไปได้ของโรคที่พบบ่อย ๆ เช่น ventriculomegaly cystic hygroma หัวใจโตจากโรคจากฮีโมโกลบินบาร์ท (ในประเทศไทย)
  3. การตรวจพบสัญญาณบอกเตือนถึงความเสี่ยงที่สูงขึ้น เช่น นำคร่ำมาก ฯลฯ จะต้องตรวจให้ละเอียดเป็นพิเศษ
  4. อายุครรภ์ที่ควรตรวจคัดกรองความพิการโดยกำเนิด เน้นที่กึ่งการตั้งครรภ์
  5. ควรระลึกไว้วาไม่ใช่ความพิการทั้งหมดของระบบอวัยวะที่กล่าวมาจะสามารถตรวจพบได้ด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง
  6. บางครั้งอวัยวะเหล่านี้ไม่สามารถเห็นได้ชัดเจน เช่น ทารกอยู่ในท่าที่ตรวจยาก น้ำคร่ำน้อย ในกรณีนี้ควรบันทึกว่ามองไม่ชัด
  7. เมื่อสงสัยมีความผิดปกติ จำเป็นต้องตรวจอย่างละเอียดรอบคอบเป็นพิเศษ (specialized)
  8. การมีชีวิต จำนวนทารก ส่วนนำ การเคลื่อนไหว
  9. บันทึกปริมาณน้ำคร่ำ
  10. ตำแหน่งรก ลักษณะ และความสัมพันธ์กับ internal os เห็นภาพสายสะดือ
  11. ควรกำหนดอายุครรภ์ในการสแกนครั้งแรก สัดส่วนที่วัดทุกครั้งคือ BPD / HC, FL (สำหรับบอกอายุครรภ์) และ AC (สำหรับประเมินการเจริญเติบโต)
  12. ประเมินมดลูก (รวมทั้งปากมดลูก)  และปีกมดลูก
  13. ตรวจกายวิภาคทารก ซึ่งควรรวมถึง cerebral ventricles, posterior fossa (เช่น cerebellum, cisterna magna), วิวสี่ห้องหัวใจ (รวมถึงตำแหน่งในทรวงอก) กระดูกไขสันหลัง กระเพาะอาหาร ไต กระเพาะปัสสาวะ ตำแหน่งสายสะดือเกาะ ผนังหน้าท้อง ถ้าตรวจได้ก็ควรตรวจกายวิภาคทั้งหมดที่เป็นไปได้

 

ในการตรวจแต่ละครั้งต้องแน่ใจว่าอย่างน้อยได้ตรวจดังนี้(1;2)

การตรวจอย่างมีระบบและเสริมทักษะอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็น เช่น หัวใจพิการโดยกำเนิดมีอัตราการตรวจเจอต่ำในการตรวจคัดกรอง แต่ถ้าตรวจละเอียด four-chamber view ก่อน 24 สัปดาห์จะสามารถพบได้ถึงร้อยละ 50 ของความผิดปกติสำคัญ

ในการรายงานผลว่าคัดกรองปกติ ควรมีหลักฐานการตรวจพบในขั้นต่ำดังนี้(2)

  • ศีรษะหน้าและคอ : cerebellum, choroid plexus, cisterna magna, lateral  ventricles, midline falx, cavum septi pellucidi และ upper lip (การวัด Nuchal fold อาจทำในกรณีประเมินความเสี่ยงทางโครโมโซม)
  • ทรวงอก : การตรวจหัวใจขั้นพื้นฐาน (วิวสี่ห้องหัวใจ) ถ้าเป็นไปได้รวมถึงการตรวจเส้นเลือดใหญ่ทั้งสองด้วย
  • ท้อง : กระเพาะอาหาร (เห็นหรือไม่ ขนาด ด้านซ้ายหรือขวา) ไต กระเพาะปัสสาวะ ตำแหน่งสายสะดือเกาะที่ผนังหน้าท้อง จำนวนเส้นเลือดในสายสะดือ
  • กระดูกสันหลัง (ระดับคอ ทรวงอก ท้อง เอว)
  • แขนขา : (ครบถ้วนหรือไม่)
  • เพศ : (ข้อบ่งชี้ในรายความเสี่ยงต่ำ ประเมินเพียงในรายครรภ์แฝด)

อายุครรภ์ที่เหมาะสม

                อายุครรภ์ที่เหมาะสมสำหรับการตรวจคัดกรองโดยทั่วไป คือ 18-20 สัปดาห์(3) เนื่องจากเป็นช่วงที่ทำนายอายุครรภ์ได้แม่นยำกว่าช่วงอื่น (+7-10 วัน) และตรวจหาความผิดปกติของเด็กในครรภ์ได้เป็นอย่างดี และถ้าพบความผิดปกติรุนแรงที่อาจต้องยุติการตั้งครรภ์ก็สามารถกระทำได้เนื่องจากยังอยู่ในระยะที่ทารกไม่สามารถเลี้ยงรอดได้ การยุติการตั้งครรภ์นั้นจะมีผลกระทบกระเทือนใจน้อยกว่า

                สำหรับบางสถาบันที่ตรวจคัดกรองตั้งแต่ไตรมาสแรกจะแนะนำขณะอายุครรภ์ 13 สัปดาห์ (10-14 สัปดาห์) ซึ่งสามารถตรวจโครงสร้างต่าง ๆ ได้ดีพอสมควร และตรวจคัดกรองความเสี่ยงของกลุ่มอาการดาวน์ (วัด nuchal translucency หนาเกินเปอร์เซนไตล์ที่ 95)(4)

 

ความพิการโดยกำเนิดที่สำคัญที่ควรเน้นในการคัดกรอง

ผู้ตรวจคัดกรองควรคำนึงในใจไว้เสมอถึงความเป็นไปได้ของ

  • ความพิการรุนแรงที่ไม่สามารถมีชีวิตรอดได้ สามารถคัดกรองได้ขณะ 18-20 สัปดาห์ในอัตราร้อยละ 80-98 (anencephaly อุบัติการณ์ประมาณ 0.5-1/1000 การคลอด bilateral renal agenesis อุบัติการณ์ 0.3/1000, severe sekeletal dysplasia อุบัติการณ์ 0.2/1000, major structural disruption เช่น LBWC อุบัติการณ์ 0.1/1000)
  • ความพิการรุนแรงที่มีชีวิตรอด

spina bifida อุบัติการณ์ 1-4/1000 คลื่นเสียงขณะ 18-20 สัปดาห์ตรวจได้ประมาณร้อยละ 80-90 แปรปรวนระหว่าง 55-100(5)

ความพิการของหัวใจ อุบัติการณ์ 8-10/1000 รายที่รุนแรงพบได้ประมาณ 4/1000(6) ส่วนใหญ่อาจรอดชีวิต และผ่าตัดได้ดีขึ้นมาก แต่ภาวะทุพพลภาพยังคงสูงอยู่ แต่รายงานการตรวจพบแปรปรวนจากร้อยละ 6-77(7) FCV ช่วยในการวินิจฉัยรายรุนแรงได้ร้อยละ 60 โดยเฉลี่ย(6) คุณค่าของการคัดกรองด้วยคลื่นเสียงยังคงไม่ชัดเจนนัก การตรวจพบล่วงหน้าอาจทำให้ผลลัพธ์โดยรวมดีขึ้น

  • ความผิดปกติที่อาจรักษาในครรภ์ได้

การระบายของเหลวในครรภ์ amnioreduction in TTS, bladder outlet obstruction, pleural effusion

  •  ความผิดปกติที่ช่วยให้วางแผนสืบค้นหรือรักษาหลังคลอด: ความผิดปกติของท่อทางเดินปัสสาวะ การเตรียมพร้อมสำหรับการผ่าตัดโดยเร็วหลังคลอด เช่น ไส้เลื่อนกระบังลม gastroschisis โรคหัวใจรุนแรง วางแผนการคลอดในราย omphalocele ขนาดใหญ่ หรือ SCT ขนาดใหญ่

ภาวะพิการโดยกำเนิดที่สามารถวินิจฉัยได้ด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงมีไม่น้อยกว่า 500 โรค แต่ควรย้ำให้คิดคำนึงไว้ในใจเสมอว่ามีความผิดปกติดังต่อไปนี้หรือไม่ (เนื่องจากนับเป็นกว่าร้อยละ 80 ของความพิการสำคัญที่พบได้บ่อยในประเทศไทย)(8)

  • ภาวะทารกบวมน้ำ โดยเฉพาะจากโรค Hb Bart’s
  • ความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ไม่มีกะโหลก หัวบาตร holoprosencephaly
  • ภาวะหัวใจพิการโดยกำเนิด โดยเฉพาะ ASD, VSD, left heart hypoplasia
  • ความพิการโดยกำเนิดของระบบทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะ hydronephrosis และไตฝ่อ
  • ความพิการโดยกำเนิดของระบบทางเดินอาหาร เช่น ทางเดินอาหารตีบตัน ผนังหน้าท้องโหว่

หลักสำคัญในการตรวจคัดกรองความพิการโดยกำเนิด

     เมื่อท่านวางหัวตรวจลงบนหน้าท้องสตรีตั้งครรภ์ แล้วบอกว่าไม่พบความผิดปกติที่รุนแรงใด ๆ นั้น แสดงว่าท่านได้พบหลักฐานดังนี้เป็นอย่างน้อย

     1. Fetal biometry อยู่ในเกณฑ์ปกติ

     2. ศีรษะปกติ

          – กะโหลกมีรูปร่างปกติ และไม่มีรอยโหว่

          – Transventricular view ปกติ: ventricles ไม่โต ไม่มี choroid plexus cysts และ falx cerebri

          – Transthalamic view ปกติ: เห็น cavum septum pellucidum

          – Transcerebellar view ปกติ: cerebellum, cistern magnum ปกติ กระดูกท้ายทอยไม่มีช่องโหว่ ไม่มี nuchal thickening

     3. กระดูกสันหลังปกติตลอดแนว (ครบทั้งวิวด้านข้าง ตรง และตัดขวาง)

          – ไม่มีกระดูกคด โก่ง และกระดูกมีความเข้มปกติ

          – ไม่มีก้อนหรือถุงยื่นผิดปกติออกไปทางด้านหลัง

     4. ใบหน้าปกติ (วิวหน้าตรง ด้านข้าง) : ไม่มีก้อนผิดปกติ เห็นจมูก ปาก คาง ระยะห่างเบ้าตาปกติ

     5. คอ : ไม่มีก้อนหรือถุงน้ำ

     6. ทรวงอกปกติ

          – หัวใจอยู่ในตำแหน่งปกติและขนาดปกติ

          – four-chamber veiw ปกติ (ขนาดสมมาตรทั้งสองซีก ลิ้นหัวใจปกติ) รวมทั้งเห็น outflow tract ปกติ

          – ไม่มี loop bowel หรือ anechoic area ในทรวงอก

          – ไม่มีน้ำในช่องปอด ช่องหัวใจ

     7. ท้อง

          – ผนังหน้าท้องปกติ สายสะดือเกาะในตำแหน่งปกติ

          – ไม่มี ascites

          – เห็นกระเพาะอาหาร

          – ไม่มี loop ของ bowel ขยายใหญ่

          – ไตปกติทั้งสองข้าง เห็นกระเพาะปัสสาวะ

     8. ระบบกระดูก

          – กระดูกท่อนยาวครบ (นับนิ้วได้ด้วยยิ่งดี)

          – มือเท้าอยู่ในท่าปกติ

          – ความยาวกระดูกปกติ

          – ความเข้มของกระดูกปกติ

     9. รกและน้ำคร่ำ

          – รกไม่หนา

          – ปริมาณน้ำคร่ำปกติ

    10. ไม่มี sonographic marker ของโครโมโซมผิดปกติ

          – nuchal thickenings

          – choroid plexus cyst

          – echogenic bowel

          – intracardiac echogenic foci

          – short long bones

          – hydronephrosis

          (อาจสังเกตรายละเอียดปลีกย่อยอื่น เช่น polydactyly, cleft lip, cleft palate, club foot, Rocker bottom)

 

ภาพคลื่นเสียงที่เตือนใจให้ค้นหาความพิการอย่างละเอียด(9)

     1. น้ำคร่ำมาก น้ำคร่ำน้อย ทารกโตช้า พบได้ถึงร้อยละ 43 ของทารกพิการโดยกำเนิด

     2. น้ำคร่ำน้อยเป็นสิ่งเตือนสำคัญของทารกพิการ หรือภาวะคับขัน การพบน้ำคร่ำน้อยในไตรมาสที่สอง มีภาวะพิการอยู่ร้อยละ 50 ซึ่งเกือบทั้งหมด (ร้อยละ 90) เลี้ยงไม่รอด

     3. ครรภ์แฝดน้ำสัมพันธ์กับภาวะพิการร้อยละ 15-18 หนึ่งในสามมีปัญหาทางเดินอาหารตีบตัน และความผิดปกติสำคัญอื่น ๆ เช่น ไม่มีกะโหลก meningoencephalocele

     4. ทารกบวมน้ำ มีความสัมพันธ์กับภาวะพิการบ่อยมาก

     5. ทารกโตช้าที่พบเร็ว (อายุครรภ์แน่นอน) มีความพิการโดยกำเนิดร้อยละ 10

     6. ครรภ์แฝด เพิ่มโอกาสพิการเป็นสามเท่า

     7. ทารกชีพจรผิดปกติ อาจเกิดจากภาวะพิการโดยกำเนิดได้ถึงร้อยละ 20

     8. รูปร่างของอวัยวะผิดปกติ หรือแอ่งน้ำคั่ง (echo-free area) หรือ increased echo

     9. เส้นเลือดแดงสายสะดือเส้นเดียว

    10. สัดส่วนผิดปกติ

    11. รกหนา

    12. ทารกสงบนิ่ง ไม่มีการเคลื่อนไหว

 

Genetic Sonogram

เนื่องจากในมารดาที่สูงอายุ จะมีความเสี่ยงต่อความผิดปกติของโครโมโซมสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง trisomy 21 การตรวจอัลตราซาวด์ในมารดาที่อายุมาก จึงอาจต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการตรวจหาอัลตราซาวด์มาร์คเกอร์ที่บ่งชี้ว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดปกติของโครโมโซม ซึ่งควรให้ความสำคัญกับมาร์คเกอร์ดังต่อไปนี้

มาร์คเกอร์ในไตรมาสแรก

1. Nuchal Translucency (NT)(10-13)

เป็นแอ่งน้ำใต้ผิวหนังต้นคอทารก ซึ่งนับเป็นอัลตราซาวด์มาร์คเกอร์ที่มีความไวที่สุดในการตรวจหากลุ่มอาการดาวน์ โดยตรวจช่วง 10-14 สัปดาห์ การใช้ NT ร่วมกับอายุมารดามีอัตราการตรวจพบทารกดาวน์ได้ร้อยละ 77 โดยมีอัตราการเจาะน้ำคร่ำเพื่อตรวจโครโมโซมร้อยละ 5 NT หนายังพบได้บ่อยในความผิดปกติของโครโมโซมอื่น ๆ ด้วย เช่น trisomy 13, 18, และ 45,X นอกจากนั้นยังมีประโยชน์ในการกรองความผิดปกติโดยเฉพาะหัวใจพิการ ไส้เลื่อนกระบังลมเป็นต้น การตรวจวัดจะต้องทำโดยผู้ที่มีประสบการณ์หรือผ่านการฝึกอบรมมาอย่างดี ควรตรวจมาอย่างน้อยไม่น้อยกว่า 80-100 ครั้ง

2.  มาร์คเกอร์อื่น ๆ ซึ่งอยู่ในระหว่างการศึกษา (ยังไม่ใช้เป็นมาตรฐาน)

  • กระดูกจมูก (nasal bones)(14;15) มีแนวโน้มว่ามีประโยชน์ในการใช้ร่วมกับ NT หรือซีรั่มมาร์กเกอร์ในไตรมาสแรก ซึ่งทารกกลุ่มอาการดาวน์กระดูกจมูกฝ่อหรือหายไป แต่ผลการศึกษายังขัดแย้งกันอยู่มาก โดยเฉพาะรายงานจากในเอเชีย ไม่ได้ผลดีเท่ากับรายงานในตะวันตก
  • Abnormal ductus venosus (DV)(16;17) Doppler waveforms เพิ่มความผิดปกติของโครโมโซมและความพิการของหัวใจ แต่การตรวจนี้ค่อนข้างยากสำหรับผู้ไม่มีประสบการณ์จึงนับเป็นขีดจำกัดสำหรับการประยุกต์ใช้ในวงกว้าง
  • Umbilical Reversed end-diastolic flow (REDV)(18;19) พบบ่อยขึ้นในทารก aneuploidy มากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำการตรวจวัดร่วมกับ NT
  • Tricuspid regurgitation พบได้บ่อยในทารกที่เป็น trisomy 21และ 18(20)

มาร์คเกอร์ในไตรมาสที่สอง

การตรวจโดยผู้มีประสบการณ์สูงสามารถใช้อัลตราซาวด์มาร์กเกอร์คัดกรองเด็กดาวน์ได้ถึงร้อยละ 60 และการตรวจพบว่าไม่มีอัลตราซาวด์มาร์คเกอร์ (14-21 สัปดาห์) จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นดาวน์จะลดลงราวครึ่งหนึ่ง(21;22)

Soft Markers

Soft markers หมายถึงมาร์คเกอร์ทางอัลตราซาวด์ที่ไม่ไม่ผลร้ายโดยตรง พบได้ในทารกปกติ แต่มีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อการมีโครโมโซมผิดปกติสูงขึ้น(22-25) เน้นในช่วง 15-20 สัปดาห์

1. Thickened nuchal fold (TNF)(26-28)

การหนาตัวของเนื้อเยื่อต้นคอด้านหลังในไตรมาสที่สอง (15-20 สัปดาห์) วัดจากภาพตัดขวางที่ตัดผ่าน thalamus, brain stem, cerebellum และ occiput แล้ววัดความหนาของ NF จากขอบนอกของ occipital bone ไปยังขอบนอกของผิวหนัง กรณีที่หนาผิดปกติ (> 6 มม.) จะเพิ่มความเสี่ยงของกลุ่มอาการดาวน์ มีความไวในการค้นหาร้อยละ 40-50 และมีผลบวกลวงเพียงร้อยละ 1-5 TNF ถือว่าเป็นมาร์คเกอร์ที่มีความไวที่สุดในการค้นหากลุ่มอาการดาวน์ในไตรมาสที่สอง อาจพบได้บ่อยขึ้นในภาวะอื่นด้วย เช่น trisomy 18, 13 และกลุ่มอาการอื่น ๆ เช่น ฮีโมโกลบินบาร์ท achondrogenesis, Noonan syndrome เป็นต้น

2. Echogenic intracardiac foci (EIF)(29-31)

พบได้ประมาณร้อยละ 25-30 ของทารกดาวน์มี EIF แต่พบได้เพียงร้อยละ 4 ของทารกปกติ ส่วนใหญ่ทารกจะปกติ แต่โอกาสเป็นกลุ่มอาการดาวน์เพิ่มขึ้นประมาณ 4-7 เท่า การตรวจพบ EIF ควรถือว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย กรณีที่พบ EIF ที่เป็นเดี่ยว ๆ โดยไม่มีมาร์คเกอร์อื่น ๆ ยังนับว่าไม่คุ้มกับการเจาะน้ำคร่ำตรวจโครโมโซม

3. Hyperechoic bowel (HB)(21;32;33)

HB หมายถึงความเข้มเสียงของลำไส้มากเท่า ๆ กับความเข้มเสียงของกระดูก เพิ่มความเสี่ยงของกลุ่มอาการดาวน์ ประมาณร้อยละ 14-16 ของทารกที่มี HB จะมีความผิดปกติของโครโมโซม (ส่วนใหญ่เป็นดาวน์)  แต่โครโมโซมผิดปกติร้อยละ 1.4 ของ isolated HB นอกจากนี้ HB ยังพบบ่อยขึ้นในรายทารกติดเชื้อ CMV เป็น cystic fibrosis, early-onset FGR และยังพบบ่อยขึ้นในรายเลือดออกในน้ำคร่ำซึ่งบ่งชี้ว่าทารกที่กลืนน้ำคร่ำแต้มเลือดเข้าไปจะทำให้เกิด HB

4. Mild Pyelectasis(34;35)

กรวยไตที่ขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อยช่วง 15-20 สัปดาห์ (เส้นผ่าศูนย์กลางแนวหน้าหลัง > 4 มม.) ซึ่งโดยทั่วไปถือว่าเป็นปกติ แต่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อกลุ่มอาการดาวน์ได้บ้าง (ร้อยละ 3.3) mild pyelectasis พบได้ประมาณร้อยละ 10-25 ของทารกกลุ่มอาการดาวน์ แต่พบได้ร้อยละ 1-3 ของทารกปกติ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะหายไปได้เองในภายหลัง การพบ hydronephrosis (4-7 มม.) เพียงอย่างเดียวที่ไม่มีมาร์คเกอร์อื่น ๆ ถือว่ายังไม่สมเหตุผลสำหรับการเจาะน้ำคร่ำตรวจโครโมโซม

 5. กระดูกต้นแขนหรือต้นขาสั้น(36;37)

กระดูกต้นขาและต้นแขนสั้นกว่าปกติจะเพิ่มความเสี่ยงต่อกลุ่มอาการดาวน์ เกณฑ์ที่ใช้ในการวัดมีหลายอย่างเช่น อัตราส่วนความยาวจริงของกระดูกต้นขาต่อความยาวที่คาดหวังไว้ (ถือตาม BPD) มีค่า < 0.91 หรืออัตราส่วน BPD/FL เกินเปอร์เซนไตล์ที่ 97.5 เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามความไวในการคัดกรองแปรปรวนค่อนข้างมากคือ ร้อยละ 20-68 (โดยรวมประมาณร้อยละ 40) เกณฑ์การวินิจฉัยแปรปรวนไปตามกลุ่มประชากรด้วย แต่ละกลุ่มประชากรควรมีค่ามาตรฐานของตัวเอง การประยุกต์ใช้ในคนไทยควรคำนึงว่าโดยเฉลี่ยแล้วค่าความยาวกระดูกต้นขาของคนไทยสั้นกว่าชาวตะวันตก ดังนั้นควรเทียบตามค่ามาตรฐานของคนไทยด้วย

ความพิการของโครงสร้าง

ประมาณ 1/3 ของทารกดาวน์มีภาวะพิการชัดเจน (major) ที่สามารถเห็นได้จากอัลตราซาวด์ หนึ่งอย่างขึ้นไป(38) ที่สำคัญ ได้แก่

  1. หัวใจพิการพบได้บ่อยเช่นกัน (ประมาณร้อยละ 40 ของทารกดาวน์) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง endocardial cushion defect และ VSD
  2. Duodenal atresia (มีโอกาสเป็นเป็นดาวน์ร้อยละ 30-40 แต่เด็กดาวน์มี duodenal atresia เพียงร้อยละ 5) จากคลื่นเสียงจะเห็นเป็น double-bubble sign แต่มักจะพบหลัง 24 สัปดาห์
  3. Mild ventriculomegaly, (ขนาด 10-15 มม.) แม้ส่วนใหญ่จะปกติ (โดยเฉพาะรายที่เป็นเดี่ยว ๆ) แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงของความผิดปกติของโครโมโซมมากขึ้น คือประมาณร้อยละ 3-10 โดยเฉพาะกลุ่มอาการดาวน์
  4. Cystic hygroma : โดยรวมมีโครโมโซมผิดปกติร้อยละ 75 ซึ่งร้อยละ 80 เป็น 45;XO รองลงมาเป็นดาวน์คือร้อยละ 6-7 แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นชนิด septated แต่อย่างไรก็ตามชนิด non-septated จะสัมพันธ์กับ trisomy 21 ได้บ่อยที่สุด (ประมาณร้อยละ 30)
  5. ภาวะบวมน้ำ (non-immune hydrops fetalis): ความผิดปกติของโครโมโซมที่พบได้บ่อย ๆ ได้แก่ 45,X (มักมี cystic hygroma ร่วมด้วย) และ trisomy 21 (มักไม่มี cystic hygroma)

ความผิดปกติอื่น ๆ

ความผิดปกติอื่น ๆ ที่พบได้บ่อยขึ้นในทารกดาวน์ขณะอยู่ในครรภ์ ซึ่งควรพิจารณาค้นหา(22-25) เช่น

  • ข้อกลางของนิ้วก้อยเล็กผิดปกติ และโค้งเข้าใน (clinodactyly) (พบได้ร้อยละ 60 ของทารกแรกคลอด แต่ในครรภ์ตรวจยาก)
  • นิ้วหัวแม่เท้าแยกห่างจากนิ้วที่สอง (sandal gap)
  • ลิ้นโต (macroglossia)
  • หูเล็กและติดต่ำ
  • เซอริเบลลัมขนาดเล็กกว่าปกติ
  • Choroid plexus cyst เพิ่มความเสี่ยงขึ้นบ้าง แต่บางรายงานก็ไม่พบ
  • บวมน้ำ
  • กระดูกจมูกฝ่อเล็ก
  • Widened iliac angle

Scoring System

Bromley(39;40) คัดกรองด้วยระบบคะแนนจากมาร์คเกอร์ทางอัลตราซาวด์และอายุ สามารถค้นหาเด็กดาวน์ได้ร้อยละ 75-86 โดยมีผลบวกลวงประมาณร้อยละ 15 โดยมีหลักการให้คะแนนคือให้คะแนน 2 ในกรณีพบ major anomaly หรือมี TNF และให้คะแนน 1 สำหรับ soft markers อื่น ๆ เช่น กระดูกต้นแขน/ต้นขาสั้น กรวยไตโต hyperechoic bowel และ echogenic intracardiac foci เป็นต้น (ถ้าใช้คะแนน 2 เป็นจุดตัดที่ถือว่ามีความเสี่ยง และเจาะน้ำคร่ำตรวจโครโมโซม จะสามารถคัดกรองเด็กดาวน์ได้ถึงร้อยละ 75 โดยมีอัตราผลบวกลวงร้อยละ 5.7) ระบบนี้มีประโยชน์ในการตรวจหาทารกดาวน์ในมารดาอายุน้อย และทำให้หลีกเลี่ยงการตรวจ invasive ในรายที่อายุ 35-39 ปี อย่างไรก็ตามรายที่อายุ 40 ปีหรือมากกว่ายังควรตรวจโครโมโซมอยู่เนื่องจากความเสี่ยงจากอายุยังคงสูงมากอยู่

Nyberg และคณะ(21) รายงานการคำนวณ likelihood ratio (LR) ของมาร์คเกอร์อัลตราซาวด์ (ปรับตามอายุมารดาแล้ว) มีดังนี้

Likelihood Ratio
Structural abnormalities 25
Nuchal thickening 18.6
Echogenic bowel   5.5
Shortened humerus 2.5
Shortened femur   2.2
Echogenic intracardiac focus 2
Renal pyelectasis  1.6
Normal ultrasound (no marker)   0.4

 

References 

   (1)    ACOG Practice Bulletin No. 58. Ultrasonography in pregnancy. Obstet Gynecol 2004 Dec;104(6):1449-58.

   (2)    AIUM practice guideline for the performance of obstetric ultrasound examinations. J Ultrasound Med 2010 Jan;29(1):157-66.

   (3)    Achiron R, Yagel S, Weissman A, Lipitz S, Mashiach S, Goldman B. Fetal lateral neck cysts: early second-trimester transvaginal diagnosis, natural history and clinical significance. Ultrasound Obstet Gynecol 1995 Dec;6(6):396-9.

   (4)    Whitlow BJ, Economides DL. The optimal gestational age to examine fetal anatomy and measure nuchal translucency in the first trimester. Ultrasound Obstet Gynecol 1998 Apr;11(4):258-61.

   (5)    Stoll C, Dott B, Alembik Y, Roth MP. Evaluation of routine prenatal diagnosis by a registry of congenital anomalies. Prenat Diagn 1995 Sep;15(9):791-800.

   (6)    Rustico MA, Benettoni A, D’Ottavio G, Maieron A, Fischer-Tamaro I, Conoscenti G, et al. Fetal heart screening in low-risk pregnancies. Ultrasound Obstet Gynecol 1995 Nov;6(5):313-9.

   (7)    Rosendahl H, Kivenen S. Antenatal detection of congenital malformations by routine ultrasonography. Obstet Gynecol 1989 Jun;73(6):947-51.

   (8)    Department of Obstetrics and Gynecology, Faculty of Medicine, Chiang Mai University. : Annual Report : Maternal-fetal medicine. 1990-2006.  2007.

   (9)    Levi S. Routine ultrasound screening of congenital anomalies. An overview of the European experience. Ann N Y Acad Sci 1998 Jun 18;847:86-98.

(10)    Nicolaides KH, Azar G, Byrne D, Mansur C, Marks K. Fetal nuchal translucency: ultrasound screening for chromosomal defects in first trimester of pregnancy. BMJ 1992 Apr 4;304(6831):867-9.

(11)    Pandya PP, Kondylios A, Hilbert L, Snijders RJ, Nicolaides KH. Chromosomal defects and outcome in 1015 fetuses with increased nuchal translucency. Ultrasound Obstet Gynecol 1995 Jan;5(1):15-9.

(12)    Senat MV, De Keersmaecker B, Audibert F, Montcharmont G, Frydman R, Ville Y. Pregnancy outcome in fetuses with increased nuchal translucency and normal karyotype. Prenat Diagn 2002 May;22(5):345-9.

(13)    Snijders RJ, Noble P, Sebire N, Souka A, Nicolaides KH. UK multicentre project on assessment of risk of trisomy 21 by maternal age and fetal nuchal-translucency thickness at 10-14 weeks of gestation. Fetal Medicine Foundation First Trimester Screening Group. Lancet 1998 Aug 1;352(9125):343-6.

(14)    Cicero S, Curcio P, Papageorghiou A, Sonek J, Nicolaides K. Absence of nasal bone in fetuses with trisomy 21 at 11-14 weeks of gestation: an observational study. Lancet 2001 Nov 17;358(9294):1665-7.

(15)    Cicero S, Avgidou K, Rembouskos G, Kagan KO, Nicolaides KH. Nasal bone in first-trimester screening for trisomy 21. Am J Obstet Gynecol 2006 Jul;195(1):109-14.

(16)    Maiz N, Plasencia W, Dagklis T, Faros E, Nicolaides K. Ductus venosus Doppler in fetuses with cardiac defects and increased nuchal translucency thickness. Ultrasound Obstet Gynecol 2008 Mar;31(3):256-60.

(17)    Oh C, Harman C, Baschat AA. Abnormal first-trimester ductus venosus blood flow: a risk factor for adverse outcome in fetuses with normal nuchal translucency. Ultrasound Obstet Gynecol 2007 Aug;30(2):192-6.

(18)    Borrell A, Martinez JM, Farre MT, Azulay M, Cararach V, Fortuny A. Reversed end-diastolic flow in first-trimester umbilical artery: an ominous new sign for fetal outcome. Am J Obstet Gynecol 2001 Jul;185(1):204-7.

(19)    Murta CG, Moron AF, Avila MA. Reversed diastolic umbilical artery flow in the first trimester associated with chromosomal fetal abnormalities or cardiac defects. Obstet Gynecol 2000 Jun;95(6 Pt 2):1011-3.

(20)    Falcon O, Faiola S, Huggon I, Allan L, Nicolaides KH. Fetal tricuspid regurgitation at the 11 + 0 to 13 + 6-week scan: association with chromosomal defects and reproducibility of the method. Ultrasound Obstet Gynecol 2006 Jun;27(6):609-12.

(21)    Nyberg DA, Luthy DA, Resta RG, Nyberg BC, Williams MA. Age-adjusted ultrasound risk assessment for fetal Down’s syndrome during the second trimester: description of the method and analysis of 142 cases. Ultrasound Obstet Gynecol 1998 Jul;12(1):8-14.

(22)    Benacerraf B. Advancing further the sonographic estimation of Down syndrome risk–how early can we go? Ultrasound Obstet Gynecol 2008 Feb;31(2):129-31.

(23)    Aagaard-Tillery KM, Malone FD, Nyberg DA, Porter TF, Cuckle HS, Fuchs K, et al. Role of second-trimester genetic sonography after Down syndrome screening. Obstet Gynecol 2009 Dec;114(6):1189-96.

(24)    Breathnach FM, Malone FD. Screening for aneuploidy in first and second trimesters: is there an optimal paradigm? Curr Opin Obstet Gynecol 2007 Apr;19(2):176-82.

(25)    Breathnach FM, Fleming A, Malone FD. The second trimester genetic sonogram. Am J Med Genet C Semin Med Genet 2007 Feb 15;145C(1):62-72.

(26)    Benacerraf BR, Frigoletto FD, Jr., Cramer DW. Down syndrome: sonographic sign for diagnosis in the second-trimester fetus. Radiology 1987 Jun;163(3):811-3.

(27)    Nicolaides KH, Snijders RJ, Gosden CM, Berry C, Campbell S. Ultrasonographically detectable markers of fetal chromosomal abnormalities. Lancet 1992 Sep 19;340(8821):704-7.

(28)    Vergani P, Locatelli A, Piccoli MG, Ceruti P, Mariani E, Pezzullo JC, et al. Best second trimester sonographic markers for the detection of trisomy 21. J Ultrasound Med 1999 Jul;18(7):469-73.

(29)    Bethune M. Management options for echogenic intracardiac focus and choroid plexus cysts: a review including Australian Association of Obstetrical and Gynaecological Ultrasonologists consensus statement. Australas Radiol 2007 Aug;51(4):324-9.

(30)    Bradley KE, Santulli TS, Gregory KD, Herbert W, Carlson DE, Platt LD. An isolated intracardiac echogenic focus as a marker for aneuploidy. Am J Obstet Gynecol 2005 Jun;192(6):2021-6.

(31)    Ouzounian JG, Ludington C, Chan S. Isolated choroid plexus cyst or echogenic cardiac focus on prenatal ultrasound: is genetic amniocentesis indicated? Am J Obstet Gynecol 2007 Jun;196(6):595-3.

(32)    Nyberg DA, Resta RG, Mahony BS, Dubinsky T, Luthy DA, Hickok DE, et al. Fetal hyperechogenic bowel and Down’s syndrome. Ultrasound Obstet Gynecol 1993 Sep 1;3(5):330-3.

(33)    Sepulveda W, Nicolaidis P, Mai AM, Hassan J, Fisk NM. Is isolated second-trimester hyperechogenic bowel a predictor of suboptimal fetal growth? Ultrasound Obstet Gynecol 1996 Feb;7(2):104-7.

(34)    Benacerraf BR, Mandell J, Estroff JA, Harlow BL, Frigoletto FD, Jr. Fetal pyelectasis: a possible association with Down syndrome. Obstet Gynecol 1990 Jul;76(1):58-60.

(35)    Coco C, Jeanty P. Isolated fetal pyelectasis and chromosomal abnormalities. Am J Obstet Gynecol 2005 Sep;193(3 Pt 1):732-8.

(36)    Benacerraf BR, Neuberg D, Frigoletto FD, Jr. Humeral shortening in second-trimester fetuses with Down syndrome. Obstet Gynecol 1991 Feb;77(2):223-7.

(37)    Biagiotti R, Periti E, Cariati E. Humerus and femur length in fetuses with Down syndrome. Prenat Diagn 1994 Jun;14(6):429-34.

(38)    Spicer RL. Cardiovascular disease in Down syndrome. Pediatr Clin North Am 1984 Dec;31(6):1331-43.

(39)    Bromley B, Lieberman E, Benacerraf BR. The incorporation of maternal age into the sonographic scoring index for the detection at 14-20 weeks of fetuses with Down’s syndrome. Ultrasound Obstet Gynecol 1997 Nov;10(5):321-4.

(40)    Bromley B, Shipp T, Benacerraf BR. Genetic sonogram scoring index: accuracy and clinical utility. J Ultrasound Med 1999 Aug;18(8):523-8.

 

 

Read More

Cesarean Section Rate: How to control?

อัตราการผ่าตัดคลอด Cesarean Section Rate

ธีระ ทองสง


ความสำคัญของอัตราการผ่าตัดคลอด

การผ่าตัดคลอดเป็นวิวัฒนาการสำคัญทางสูติศาสตร์ นับเป็นหัตถการที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับมารดาที่ไม่สามารถคลอดได้เองทางช่องคลอดอย่างปลอดภัย แต่อย่างไรก็ตามถ้าให้คลอดทางช่องคลอดได้อย่างปลอดภัย การคลอดทางช่องคลอดก็ยังคงถือว่าเป็นวิธีการคลอดในอุดมคติ แม้ความการผ่าตัดในปัจจุบันมีความปลอดภัยสูงก็ตาม แต่จากการประมวลความรู้ในปัจจุบันพบว่าการผ่าตัดคลอดรายที่ไม่มีข้อบ่งชี้มีผลเสียมากกว่าผลดี การผ่าตัดคลอดในรายที่สามารถให้คลอดทางช่องคลอดได้อย่างปลอดภัยจึงถือเป็นหัตถการที่ไม่จำเป็น (unnecessary cesarean) เป็นอัตราการผ่าตัดคลอดที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ทำให้อัตราการตายปริกำเนิดและอัตราการตายของมารดาลดลง ปัจจุบันนี้อัตราการผ่าตัดคลอดที่ไม่จำเป็นมีอัตราสูงขึ้นมาก ซึ่งมีผลเสียกระทบอย่างกว้างขวาง และเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญ หลักฐานการศึกษาจำนวนมากบ่งชี้ว่าความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพมีส่วนต่ออัตรานี้ด้วย ถ้าหากกระทำไปตามข้อบ่งชี้อย่างบริสุทธิ์จริงแล้ว หรือมีการตัดสินใจบนพื้นฐานแห่งความรู้และความกรุณา เอาผลประโยชน์อันสูงสุดของผู้ป่วยเป็นที่ตั้ง อัตราการผ่าตัดทำคลอดเท่าใดก็ดูเหมือนว่าจะไม่สำคัญนัก เพราะนั่นหมายถึงอัตราการผ่าตัดที่เหมาะสมแล้ว แต่ถ้าอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาประกอบแล้ว ทำให้น่าเชื่อว่าอัตราไม่ควรเกินร้อยละ 15 ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยพิเศษหรือผู้ป่วยสามัญ อัตราที่มากกว่านี้จำเป็นต้องตระหนัก

การผ่าตัดทำคลอดควรทำเฉพาะรายที่มีความจำเป็นทางสูติศาสตร์ หรือสามารถกระทำได้ตามใจชอบของแพทย์หรือผู้ป่วย เป็นหัตถการที่ผู้ป่วยมีสิทธิ์เลือกหรือไม่ (ในรายที่ไม่มีข้อบ่งชี้) ตามความเห็นของผู้รู้ทั้งหลายต่างแนะนำว่าควรทำเฉพาะในรายที่มีความจำเป็นเท่านั้น ดังเช่นคณะกรรมการด้านจริยธรรมของสมาพันธ์สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา (FIGO) เน้นว่า ณ ปัจจุบันนี้ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนถึงผลประโยชน์สุทธิของการผ่าตัดคลอดที่ไม่มีข้อบ่งชี้ การผ่าตัดคลอดที่ไม่มีข้อบ่งชี้ถือเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมในทางจริยธรรม(1) เนื่องจากการผ่าตัดในรายที่ไม่มีความจำเป็นมีข้อเสียค่อนข้างมากเมื่อเทียบการให้คลอดทางช่องคลอด และการคลอดที่เป็นไปได้โดยธรรมชาติยังคงถือว่าเป็นอุดมคติอยู่

อัตราการผ่าตัดทำคลอดจึงถูกถือเป็นตัวกำหนด (determinant) ตัวหนึ่งในการประกันคุณภาพโรงพยาบาล (hospital accreditation) เพราะสะท้อนถึงทั้งมาตรฐานการดูแลทั้งทางวิชาชีพและทางจริยธรรม

สถานการณ์ปัจจุบัน

อัตราการผ่าตัดคลอดสูงขึ้นในหลายประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 21)(2) (แต่ขณะนี้เริ่มลดลงแล้ว) ในบราซิล (ร้อยละ 48)(3) ประเทศไทย (ร้อยละ 22.4)(4)  ในประเทศไทยสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในสองทศวรรษที่ผ่านมา ดังรายงานที่พบว่าเพิ่มจากร้อยละ 15.9 ในปี 2533 เป็นร้อยละ 22.4 ในปี 2539 เป็นต้น(4)  หลายหลักฐานบ่งชี้ว่าส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้ตกอยู่ในกลุ่มการผ่าตัดที่ไม่จำเป็น ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อโอกาสมาท้าทาย เช่น ผู้ป่วยขอให้ผ่า เลือกฤกษ์ยามได้ ค่าตอบแทนสูงกว่า จัดสรรเวลาสะดวก เป็นความจริงที่ว่าประเทศที่มีการผ่าตัดคลอดสูง (มากกว่าร้อยละ 15) ก็มิได้มีอัตราการตายของมารดาและทารกลดลงกว่าประเทศที่มีอัตราการผ่าตัดคลอดต่ำ ๆ(5) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับประเทศที่อัตราการผ่าตัดคลอดต่ำกว่าร้อยละ 10 อย่างประเทศญี่ปุ่น หรือสแกนดิเนเวีย ซึ่งอัตราการตายดังกล่าวกลับต่ำที่สุดในโลก(6)

ในประเทศไทย จากการศึกษากว้างขวางของวิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร(4) พบว่าอัตราการผ่าตัดทำคลอดครั้งแรกเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 15.2 ในปี 1990 เป็นร้อยละ 22.4 ในปี 1996 (โดยร้อยละ 64.1 เป็นการผ่าตัดครั้งแรก และร้อยละ 35.9 เป็นการผ่าตัดซ้ำ) ส่วนใหญ่ของการผ่าตัดทำคลอดเกิดขึ้นในโรงพยาบาลประจำจังหวัด คือประมาณร้อยละ 40 ของการคลอด โดยการผ่าตัดทั้งหมด โรงพยาบาลเอกชนมีอัตราการผ่าตัดสูงที่สุดคืออัตราเกินร้อยละ 50  อัตราการผ่าตัดคลอดในโรงพยาบาลรามาธิบดีเพิ่มจากร้อยละ 8.7 ในปี 1970 เป็นร้อยละ 19.1 ในปี 1981 ร้อยละ 26.2 ในปี 1990 และร้อยละ 30.8 ในปี 1995 (ร้อยละ 68.7 เป็นการผ่าตัดครั้งแรก และร้อยละ 31.3 เป็นการผ่าตัดซ้ำ)(7) ในโรงพยาบาลศิริราชเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 6.7 ในปี 1980 เป็นร้อยละ 18.3 ในปี 1994 โดยไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในอัตราการตายปริกำเนิด และอัตราตายของมารดา(8) ในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ค่อนข้างคงที่ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาคือประมาณร้อยละ 17 (ร้อยละ 15.7-18.4)(9)

หลายการศึกษาบ่งชี้ว่าการเพิ่มขึ้นของอัตราการผ่าตัดคลอดอยู่ในกลุ่มไม่มีความจำเป็น ตัวอย่างเช่น จากข้อมูล 59 โรงพยาบาลในประเทศสวีเดนช่วงปี 1988-1992 ไม่พบว่าการเพิ่มขึ้นของอัตราการผ่าตัดทำคลอดจะช่วยลดอัตราการตายปริกำเนิดหรือ asphyxia แต่ประการใด(6) มาตรการลดอัตราการผ่าตัดทำคลอดจากร้อยละ 26.0 ในปี 1994 เป็น 20.5 ในปี 1997 ในลอสแองเจลิสมิได้เพิ่มภาวะทุพพลภาพแต่ประการใด(10)

อัตราการผ่าตัดทำคลอดที่เหมาะสมคือเท่าใด

อัตราการผ่าตัดที่เหมาะสม คืออัตราการผ่าตัดเท่าที่จำเป็น อัตราการผ่าตัดเฉพาะรายที่การคลอดทางช่องคลอดมีความเสี่ยงเกินไป ควรถือว่าการคลอดทางช่องคลอดอย่างปลอดภัยคือการคลอดในอุดมคติ การผ่าตัดทำคลอดจึงควรกระทำเฉพาะรายที่การคลอดทางช่องคลอดเป็นอันตรายแก่มารดาหรือทารก อัตราการผ่าตัดทำคลอดที่เหมาะสมจึงควรหมายถึงอัตราการคลอดที่ให้คลอดทางช่องคลอดเป็นภาวะเสี่ยงเกินไป ซึ่งองค์การอนามัยโลกแนะนำว่าไม่ควรเกินร้อยละ 15 ของการคลอด(11) หมายความว่าอัตราการผ่าตัดที่สูงเกินไปจากนี้เป็นการผ่าตัดที่ไม่จำเป็น ไม่ช่วยลดอัตราการตายปริกำเนิด อัตราภาวะทุพพลภาพ และอัตราการตายของมารดา เป็นการผ่าตัดที่ผู้คลอดไม่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากการให้กำเนิดบุตร อัตราการผ่าตัดทำคลอดที่สูงเกินร้อยละ 15 อาจจะสะท้อนถึงผู้รับบริการยังไม่ได้ผลประโยชน์สูงสุดจากวิชาชีพ หรือจิตใจมีแนวโน้มต้องการผ่าตัดทำคลอดมากกว่าให้คลอดทางช่องคลอด ด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง เช่น การเอาใจผู้ป่วย อิทธิพลของฤกษ์ยาม ได้ค่าตอบแทนสูงกว่า การบริหารเวลาสะดวก

ประเทศอเมริกาได้กำหนดเป้าหมายว่าอัตราการผ่าตัดแห่งชาติต้องต่ำกว่าร้อยละ 15 ในปี 2000 (ร้อยละ 12 สำหรับผ่าตัดครั้งแรก และร้อยละ 3 สำหรับการผ่าตัดซ้ำ)(12) องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าไม่ควรมีภูมิภาคใดของโลกที่สมเหตุสมผลที่จะมีอัตราการผ่าตัดทำคลอดเกินร้อยละ 10-15 Joffe และคณะ(13) ได้ทำการวิเคราะห์ซับซ้อนจากการคลอด 221,867 รายสรุปว่าอัตราการผ่าตัดทำคลอดโดยทั่วไปควรอยู่ระหว่างร้อยละ 10-12 ของครรภ์เดี่ยวทั้งหมด (แต่อาจจำเป็นมากขึ้นในรายทารกน้ำหนักน้อยมาก) อีกรายงานหนึ่งซึ่งศึกษาในแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูงพบว่าทั้งแพทย์กลุ่มที่มีอัตราการผ่าตัดคลอดสูง (มากกว่าร้อยละ 15) และต่ำ ต่างก็มีผลลัพธ์ปริกำเนิดที่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ กลุ่มที่มีการผ่าตัดสูงมีการวินิจฉัยทารกเครียด เชิงกรานแคบ และผ่าตัดซ้ำสูงกว่า ซึ่งข้อบ่งชี้เหล่านี้แท้จริงแล้วสามารถลดลงได้(14)

ข้อเสียของการผ่าตัดทำคลอด

ข้อเสียของการผ่าตัดทำคลอดเมื่อเทียบกับการคลอดทางช่องคลอด

  1. ค่าใช้จ่าย:  การผ่าตัดทำคลอดถือเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องอาศัยความพร้อมของบุคลากร และอุปกรณ์ที่เพิ่มค่าใช้จ่ายมาก  ตัวอย่างเช่น ในประเทศอังกฤษประมาณว่าทุกร้อยละ 1 ของอัตราการผ่าตัดทำคลอดจะเพิ่มค่าใช้จ่ายประมาณ 5 ล้านปอนด์(15) เป็นต้น  ในโรงพยาบาลรัฐนับว่าการผ่าตัดคลอดที่ไม่จำเป็นทำให้สูญเสียโอกาสของผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องผ่าตัดในกรณีอื่นอีกเป็นจำนวนมาก ไม่เพียงแต่เพิ่มค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยเท่านั้น แต่มีผลเสียต่อสังคมโดยรวม  ในประเทศไทยก็มีรายงานว่าถ้าลดอัตราผ่าตัดคลอดลงได้ร้อยละ 1 จะสามารถลดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ได้ประมาณ 100 ล้านบาทต่อปี(16) ผลเสียเหล่านี้ย่อมไม่สามารถมองเห็นได้ง่ายในเวชปฏิบัติส่วนตัวเนื่องจากจำนวนผู้ป่วยไม่มากพอ แต่เมื่อมองโดยภาพรวมแล้วจึงจะเห็นถึงผลเสียอย่างมีนัยสำคัญ
  2. เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการตายและภาวะทุพพลภาพ: แม้ว่าการผ่าตัดในปัจจุบันมีความปลอดภัยสูง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงโดยรวมสูงกว่าการคลอดทางช่องคลอดเกือบสามเท่า(17) มีการประมาณว่าทุกปีจะมีสตรีอเมริกันจำนวนถึง 140 รายที่ต้องเสียชีวิตจากการผ่าตัดคลอดโดยไม่มีความจำเป็น เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะทุพพลภาพหรือการตายของมารดา(3;18;19) ทุก ๆ การผ่าตัด 50 รายจะมีบาดเจ็บต่อทารกโดยบังเอิญ 1 ราย(20)
  3. ปัญหาต่อสุขภาพอื่น ๆ เช่น
  • มีความเสี่ยงต่อการเสียเลือดมากกว่า  (โดยทั่วไปแล้วเสียเลือดเป็นสองเท่าของการคลอดทางช่องคลอด  และสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเติมเลือด ตลอดจนการติดเชื้อ การแพ้ เป็นต้น)
  • มีความเสี่ยงต่อการดมยาสลบมากกว่า
  • นอนโรงพยาบาลนานกว่า  รวมทั้งอาจมีผลให้การเริ่มต้นให้นมบุตรด้วยมารดาเองเนิ่นช้าออกไป
  • การนัดมาผ่าตัดยังเพิ่มโอกาสทารกคลอดก่อนกำหนด และ RDS (respiratory distress syndrome) ด้วย
  • เจ็บตัวมากกกว่า ปวดหลังคลอดอีกนาน
  • มีแผลเป็นที่หน้าท้อง (ซึ่งมักจะมากกว่าแผลฝีเย็บ)
  • ภาวะแทรกซ้อนขณะผ่าตัด หลังผ่าตัดสูงกว่ามาก เช่น ไข้ ติดเชื้อ ลิ่มเลือดอุดตัน เป็นต้น
  • ภาวะแทรกซ้อนระยะยาว เช่น ปวดท้องเรื้อรัง พังผืด ลำไส้อุดตัน เป็นต้น
  • การผ่าตัดในท้องต่อไปสูงกว่า และยากกว่า เสี่ยงต่อมดลูกแตกในครรภ์ต่อไป ยิ่งการผ่าท้องทำคลอดมาก่อน 2 ครั้งมีความเสี่ยงต่อการมีมดลูกแตกเป็น 5 เท่าของการผ่าตัดมาเพียงครั้งเดียว(21)
  • เพิ่มภาวะแทรกซ้อนในครรภ์ต่อไปหลายประการ เช่น รกเกาะต่ำ รกติด ตกเลือดหลังคลอด

ปัจจัยที่ทำให้การผ่าตัดคลอดเพิ่มขึ้น

เหตุผลของการเพิ่มอัตราการผ่าตัดทำคลอด

1.   เหตุผลทางสูติกรรม

  • สัดส่วนของครรภ์แรกสูงขึ้น ประมาณครึ่งหนึ่งของสตรีตั้งครรภ์เป็นครรภ์แรก ดังนั้นจึงมีการผ่าตัดคลอดมากขึ้น โดยทั่วไปแล้วอัตราการผ่าตัดคลอดในครรภ์แรกสูงเป็นสามเท่าของครรภ์หลัง(22)
  • สตรีที่ตั้งครรภ์เมื่ออายุมากมีจำนวนมากขึ้น อัตราการผ่าท้องทำคลอดสูงขึ้นตามอายุ อัตราการผ่าตัดคลอดสัมพันธ์โดยตรงกับมารดาอายุมาก (มากกว่า 44 ปีเพิ่ม 7.3 เท่า)(22)
  • วินิจฉัยทารกอยู่ในภาวะเครียดเกินความเป็นจริง โดยเฉพาะการแปลผลจาก electronic fetal monitoring ที่ขาดความรัดกุม
  • ท่าก้น มีแนวโน้มที่จะคลอดโดยการผ่าตัดสูงขึ้น
  • การช่วยคลอดด้วยคีมแบบยาก เช่น midpelvic vaginal delivery ลดลง
  • ภาวะมีบุตรยาก: มีอัตราการผ่าตัดคลอดสูงในกลุ่มมารดาที่มีบุตรยาก (3.6 เท่า) หรือเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น ครรภ์ที่เกิดจากการบริจาคไข่ (19.5 เท่า)(22)

2    ความต้องการของมารดา (maternal requests)

  • ความเชื่อที่ว่าอัตราการผ่าท้องคลอดที่สูงขึ้นจะทำให้อัตราการตายปริกำเนิดของทารกลดลง ซึ่งกรณีนี้เป็นจริงเฉพาะแพทย์ที่ไม่มีเวลาเฝ้าคลอด เพราะการปล่อยให้การดำเนินการคลอดทางช่องคลอดเป็นไปตามยถากรรมมีอันตรายกว่าการผ่าตัดทำคลอดเสียแต่เนิ่น ๆ ความเชื่อของสตรีตั้งครรภ์และครอบครัวที่เชื่อว่าการผ่าตัดทำคลอดมีผลดีต่อทารกมากกว่าการให้คลอดทางช่องคลอด ทำให้สตรีตั้งครรภ์จำนวนไม่น้อยขอให้แพทย์ผ่าตัดทำคลอดให้โดยไม่มีข้อบ่งชี้ เช่นในรายงานหนึ่งพบว่าร้อยละ 7.7 ของอัตราผ่าตัดคลอดเกิดจากความต้องการของมารดา(23)
  • ผู้ป่วยและครอบครัวขอให้ผ่าตัด:  แนวโน้มของครอบครัวที่จะมีลูกกันน้อย ทำให้สตรีที่คลอดลูกคนแรกโดยการผ่าตัดคลอดมักจะเลือกที่จะผ่าตัดคลอดในครรภ์ต่อมาพร้อมกับทำหมันเลย
  • การอ้างสิทธิของผู้ป่วยในการมีสิทธิ์ของผ่าตัดคลอดโดยไม่มีข้อบ่งชี้ ยังไม่เป็นที่ยอมรับในเชิงจริยธรรม ดังที่ FIGO ได้กล่าวย้ำไว้(1) แต่มารดาควรได้รับข้อมูลที่ถูกต้องอย่างครบถ้วน
  • ความเชื่อที่ผิดพลาดของมารดา อาจนับเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบของแพทย์ด้วย มีการวิจัยพบว่ากระบวนการตัดสินใจเลือกผ่าตัดคลอดมักจะได้รับอิทธิพลจากแพทย์(24) ที่เป็นความประสงค์ของมารดาที่แท้จริงอยู่ในระดับต่ำมาก แต่บ่อยครั้งที่มารดากลัวเนื่องจากแพทย์เองไม่มีความมั่นใจในการดูแลการคลอดทางช่องคลอด
  • ความเชื่อของสูติแพทย์เอง: แพทย์เองปักใจเชื่อว่าการผ่าตัดทำคลอดมีผลดีต่อทารกมากกว่า (ซึ่งความจริงข้อนี้เป็นจริงเฉพาะต่อเมื่อการคลอดทางช่องคลอดที่ไม่ได้รับการเอาใจใส่ดูแลจริงจัง)

3    กลัวการฟ้องร้อง (Legal Fear)

  • ปัญหาการฟ้องร้องทางกฎหมายเกี่ยวกับทุรเวชปฏิบัติ (medical malpractice) สูติแพทย์ในประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศ มีความเชื่อว่าการผ่าตัดคลอดจะช่วยป้องกันหรือลดจำนวนการฟ้องร้องทางกฎหมายได้ ในขณะที่การผ่าตัดคลอดโดยไม่จำเป็นกลับถูกวิพากษ์วิจารณ์น้อยมาก(25) อย่างไรก็ตามคดีฟ้องร้องทางสูติศาสตร์กลับไม่ได้ลดลงตามสัดส่วนของอัตราการผ่าท้องทำคลอดที่สูงขึ้น
  • ความกลัวถูกฟ้องร้องหรือการถูกกล่าวหาทำให้แพทย์มีแนวโน้มผ่าตัดคลอดเพื่อปกป้องตนเองสูงขึ้น เช่นวินิจฉัยทารกอยู่ในภาวะเครียดมากเกินความเป็นจริง และระดับการปกป้องตนเองก็แปรไปตามสถานะภาพของผู้ป่วยด้วย(26)

4.    การฝากครรภ์พิเศษ

  • มารดาที่ฝากครรภ์พิเศษ (private) เป็นปัจจัยอิสระที่มีโอกาสได้รับการผ่าตัดคลอดสูงขึ้น 2-3 เท่า(27)การศึกษาในประเทศไทยก็สนับสนุนว่าการมีผู้ป่วยพิเศษน่าจะเป็นปัจจัยหลักต่ออัตราการผ่าตัดทำคลอดที่ไม่จำเป็น(4;28)
  • ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม กลุ่มประชากรที่มีรายได้ต่ำมีโอกาสคลอดโดยการผ่าตัดน้อยกว่ากลุ่มประชากรที่มีรายได้สูง
  • การเอาใจมารดาสูงขึ้นในผู้ป่วยพิเศษ
  • แพทย์ที่มีผู้ป่วยพิเศษจำนวนมากมักจะมีภาระงานมากเกินกว่าจะดูแลคลอดที่เป็นอุดมคติได้ทั่วถึง อาจมีผลทำให้การตัดสินใจผ่าตัดคลอดง่ายขึ้น

5.   การบริหารเวลาของแพทย์

  • การผ่าตัดคลอดทำให้แพทย์บริหารเวลาของแพทย์สะดวกกว่าการคลอดทางช่องคลอด(29;30) ซึ่งสัมพันธ์กับการคลอดทางช่องคลอดที่กินเวลานาน และทำนายเวลาคลอดได้ไม่แน่นอน

6.   การได้ค่าตอบแทนที่มากกว่า

  • การคลอดทางช่องคลอดใช้เวลานาน ต้องทุ่มเทการเอาใจใส่มากกว่า เป็นภาระแก่แพทย์มากกว่า แต่กลับได้ค่าตอบแทนน้อยกว่า

จากปัจจัยรวม ๆ กันหลายอย่างทั้งในแง่ผู้ป่วยพิเศษ การบริหารเวลา ค่าตอบแทน น่าจะมีส่งผลให้แพทย์มีระดับ threshold ในการตัดสินใจผ่าตัดคลอดง่ายขึ้น ทั้งที่สัดส่วนของข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดเหมือนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นคลอดยาก ทารกเครียด ล้วนแล้วแต่วินิจฉัยได้ง่ายขึ้น(31)

 ยุทธวิธีในการลดอัตราการผ่าตัดคลอดที่ไม่จำเป็น

มีหลายยุทธวิธีเพื่อการบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว ได้แก่

  1. การให้การศึกษาและความรู้ที่ถูกต้องแก่แพทย์และสาธารณชน
    การศึกษาและความรู้ของแพทย์และชุมชนเกี่ยวกับผลประโยชน์ต่อมารดาและทารกในแง่ของการคลอดทางช่องคลอด(12) ที่ผ่านมาแพทย์มักจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกทางคลอดเพียงเล็กน้อย(32) และแพทย์เองก็เข้าใจผิดรวมทั้งมีอคติต่อการคลอดในอุดมคติ สูติแพทย์เองจำนวนไม่น้อยเลือกผ่าตัดทำคลอดโดยไม่จำเป็นสำหรับตนเองหรือคู่สมรส(33)
  2. มาตรฐานการดูแลทางสูติศาสตร์ที่เหมาะสม
    • ผ่าตัดคลอดตามข้อบ่งชี้ที่มีเกณฑ์มาตรฐาน เช่น ยึดแนว professional guidelines ตามคำแนะนำของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเน้นเกณฑ์ผ่าตัดในการวินิจฉัยภาวะทารกเครียด ไม่มีความก้าวหน้าในการดำเนินการคลอด ท่าก้นที่ไม่เหมาะสมสำหรับการคลอดทางช่องคลอด เป็นต้น
    • การเฝ้าคลอดอย่างถูกต้อง และใช้ partograph ติดตามความก้าวหน้าในการคลอด
    • ชักนำการคลอดตามข้อบ่งชี้ที่เหมาะสม
    • การทดลองให้คลอดทางช่องคลอดในรายที่ได้รับการผ่าตัดคลอดมาก่อน (VBAC : vaginal birth after cesarean section) ในสถาบันที่มีความพร้อม
  3. มีระบบการตรวจสอบทางเวชปฏิบัติ (medical audit)
    • มีผู้นำทางความคิด (opinion leader) ที่สนับสนุนนโยบายการควบคุมอัตราการผ่าตัดคลอดที่ไม่จำเป็น
    • มีการกำหนดเป้าหมาย  การติดตาม การประเมินผล หรือแนวทางในการผ่าตัดคลอดที่ชัดเจน
    • มีการตรวจสอบอัตราการผ่าตัดคลอดโดยทีมงานแพทย์เป็นระยะ (periodic peer review) และมีการนำเสนออย่างเป็นระบบ(12;34;35)
    • Labor Ward Audit  หมายถึงการตรวจสอบการปฏิบัติงานในห้องคลอดอย่างเป็นทางการ เพื่อเพิ่มคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพในการดูแลสตรีตั้งครรภ์และทารก
    • มีการเปิดเผยอัตราการผ่าตัดคลอดของแพทย์
  4. ค่าตอบแทนหรือแรงจูงใจ (incentive) สำหรับการคลอดทางช่องคลอด
    • ปรับเปลี่ยนค่าใช้จ่ายแก่แพทย์และโรงพยาบาล(12;28) ค่าตอบแทนแพทย์ในการดูแลการคลอดทางช่องคลอดควรสูงกว่าการผ่าตัดคลอด เพราะต้องใช้เวลาในการดูแลมากกว่ากันมาก
    • การปฏิบัติงานด้านสูติศาสตร์แบบกลุ่ม (group practice)
    • ระบบประกันสังคม ควรกำหนดค่าคลอดบุตรในราคาเดียวกัน การจ่ายกรณีผ่าตัดที่สูงกว่าจะมีผลกระตุ้นให้มีการผ่าตัดกันมากขึ้น
  5. สนับสนุนให้มีนโยบายระดับชาติ
    • การควบคุมอัตราการผ่าตัดคลอดที่ไม่จำเป็นยากที่จะประสบความสำเร็จในวงกว้าง ถ้าไม่มี commitment ของแพทย์และสังคมที่ดูแล ดังนั้นจึงต้องเป็นนโยบายระดับชาติ (national consensus) ดังที่ประสบความสำเร็จมากแล้วในสหรัฐอเมริกา(12)
    • ทุกสถาบันจะต้องมีการรายงานอัตราการผ่าตัดคลอดไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ
    • ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ  ควรมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำทางความคิด ให้ความรู้ที่ถูกต้อง และ สร้างค่านิยมที่ถูกต้องให้เกิดขึ้น

สรุป

การผ่าตัดคลอดเป็นหัตถการที่มีทรงคุณค่ายิ่งในทางสูติกรรมที่จะขาดเสียมิได้ แต่การผ่าตัดคลอดที่ไม่จำเป็นมีผลเสียมากกว่าผลดี นอกจากเพิ่มค่าใช้จ่ายแก่ตัวผู้ป่วย และเพิ่มความเสี่ยงต่าง ๆ ด้านสุขภาพแล้ว ยังมีผลกระทบทางโอกาสแก่ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องผ่าตัดในกรณีอื่น ๆ อีกด้วย การผ่าตัดคลอดจึงจำเป็นที่ต้องทำในอัตราที่เหมาะสมเท่านั้น อัตรานี้มิได้เพียงสะท้อนถึงมาตรฐานการดูแลทางสูติศาสตร์ดังเช่นอัตราการตายปริกำเนิดไม่ แต่ยังสะท้อนถึงทั้งมาตรฐานการดูแลทางสูติศาสตร์และมาตรฐานทางจริยธรรมของแพทย์อีกด้วย แนวทางสำคัญในการลดอัตราการผ่าตัดคลอดที่ไม่จำเป็น ได้แก่ การให้ความรู้ที่ถูกต้องประชาชนรวมทั้งแพทย์เอง มีเกณฑ์มาตรฐานการดูแลรักษา มีระบบการตรวจสอบเวชปฏิบัติ และสนับสนุนให้มีนโยบายระดับชาติในการควบคุมดูแล

เอกสารอ้างอิง

(1)   FIGO Committee for the Ethical Aspects of Human Reproduction and Women’s Health. Ethical aspects regarding cesarean delivery for non-medical reasons. Int J Obstet Gynaecol 1999.

(2)   Editorial: Caesarean section on the rise. Lancet 2000; 356(9243):1697.

(3)   Wagner M. Choosing caesarean section. Lancet 2000; 356(9242):1677-1680.

(4)   วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร, งามจิตต์ จัทรสาธิต, ชลลดา สิทธิทูรย์. ลักษณะการคลอดในโรงพยาบาลในประเทศไทย ปี 2533-2539 สถาบันวิจัยสาธารณสุข. นนทบุรี.  2541.

(5)   Notzon FC. International differences in the use of obstetric interventions. JAMA 1990; 263(24):3286-3291.

(6)   Eckerlund I, Gerdtham UG. Estimating the effect of cesarean section rate on health outcome. Evidence from Swedish hospital data. Int J Technol Assess Health Care 1999; 15(1):123-135.

(7)   ประทักษ์ โอประเสริฐสวัสดิ์, ยงยุทธ เหราบัตย์, กำแหง จตุรจินดา. การผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง. ใน: ประทักษ์ โอประเสริฐสวัสดิ์, วินิต พัวประดิษฐ์, สุรศํกดิ์ ฐานีพานิชสกุล, editors. สูติศาสตร์รามาธิบดี. กรุงเทพฯ: โฮลิสติก พับลิชชิง, 2539: 349-372.

(8)   Titapant T, Wutthivoraporn S, Swasdimongkol P. Changing trend in methods of delivery at Siriraj hospital : a twenty-year review. Siriraj Hosp Gaz 2000; 52(4):221-225.

(9)   Maternal-fetal Medicine 1989-2000, Maternal-fetal medicine unit, Department of Obstetrics and Gynecology, Faculty of Medicine, Chiang Mai University, Thailand.  2001.

(10)   Gregory KD, Hackmeyer P, Gold L, Johnson AI, Platt LD. Using the continuous quality improvement process to safely lower the cesarean section rate. Jt Comm J Qual Improv 1999; 25(12):619-629.

(11)   WHO: Appropriate technology for birth. Lancet 1985; 2(8452):436-437.

(12)   Poma PA. Effect of departmental policies on cesarean delivery rates: a community hospital experience. Obstet Gynecol 1998; 91(6):1013-1018.

(13)   Joffe M, Chapple J, Paterson C, Beard RW. What is the optimal caesarean section rate? An outcome based study of existing variation. J Epidemiol Community Health 1994; 48(4):406-411.

(14)   Lagrew DC, Jr., Adashek JA. Lowering the cesarean section rate in a private hospital: comparison of individual physicians’ rates, risk factors, and outcomes. Am J Obstet Gynecol 1998; 178(6):1207-1214.

(15)   Editorial:  What is the right number of caesarean sections? Lancet 1997; 349(9055):815.

(16)   Hanvoravongchai, Letiendumrong J, Teerawattananon Y, Tangcharoensathien V. Implications of private practice in public hospitals on the cesarean section rate in Thailand. Human Resources for Development Journal 2000; 4:2-12.

(17)   Hall MH, Bewley S. Maternal mortality and mode of delivery. Lancet 1999; 354(9180):776.

(18)   Lydon-Rochelle M, Holt VL, Martin DP, Easterling TR. Association between method of delivery and maternal rehospitalization. JAMA 2000; 283(18):2411-2416.

(19)   Shearer EL. Cesarean section: medical benefits and costs. Soc Sci Med 1993; 37(10):1223-1231.

(20)   Smith JF, Hernandez C, Wax JR. Fetal laceration injury at cesarean delivery. Obstet Gynecol 1997; 90(3):344-346.

(21)   Caughey AB, Shipp TD, Repke JT, Zelop CM, Cohen A, Lieberman E. Rate of uterine rupture during a trial of labor in women with one or two prior cesarean deliveries. Am J Obstet Gynecol 1999; 181(4):872-876.

(22)   Cunningham FG, MacDonald PC, Gant NF, Leveno KJ, Gilstrap LC, Hankins GDV et al. Williams obstetrics. 20 ed. Stamford: Appleton & Lagne, 1997.

(23)   Wilkinson C, McIlwaine G, Boulton-Jones C, Cole S. Is a rising caesarean section rate inevitable? Br J Obstet Gynaecol 1998; 105(1):45-52.

(24)   Hopkins K. Are Brazilian women really choosing to deliver by cesarean? Soc Sci Med 2000; 51(5):725-740.

(25)   Tussing AD, Wojtowycz MA. Malpractice, defensive medicine, and obstetric behavior. Med Care 1997; 35(2):172-191.

(26)   Dubay L, Kaestner R, Waidmann T. The impact of malpractice fears on cesarean section rates. J Health Econ 1999; 18(4):491-522.

(27)   Murray SF, Serani PF. Cesarean birth trends in Chile, 1986 to 1994. Birth 1997; 24(4):258-263.

(28)   Porreco RP, Thorp JA. The cesarean birth epidemic: trends, causes, and solutions. Am J Obstet Gynecol 1996; 175(2):369-374.

(29)   Burns LR, Geller SE, Wholey DR. The effect of physician factors on the cesarean section decision. Med Care 1995; 33(4):365-382.

(30)   Brown HS, III. Physician demand for leisure: implications for cesarean section rates. J Health Econ 1996; 15(2):233-242.

(31)   Leitch CR, Walker JJ. The rise in caesarean section rate: the same indications but a lower threshold. Br J Obstet Gynaecol 1998; 105(6):621-626.

(32)   Lescale KB, Inglis SR, Eddleman KA, Peeper EQ, Chervenak FA, McCullough LB. Conflicts between physicians and patients in non-elective cesarean delivery: incidence and the adequacy of informed consent. Am J Perinatol 1996; 13(3):171-176.

(33)   Al Mufti R, McCarthy A, Fisk NM. Survey of obstetricians’ personal preference and discretionary practice. Eur J Obstet Gynecol Reprod Biol 1997; 73(1):1-4.

(34)   Robson MS, Scudamore IW, Walsh SM. Using the medical audit cycle to reduce cesarean section rates. Am J Obstet Gynecol 1996; 174(1 Pt 1):199-205.

(35)   Lagrew DC, Jr., Morgan MA. Decreasing the cesarean section rate in a private hospital: success without mandated clinical changes. Am J Obstet Gynecol 1996; 174(1 Pt 1):184-191.

 

Read More

Operative Fetoscopy : FETENDO

Operative Fetoscopy : FETENDO

เกษมศรี ศรีสุพรรณดิฐ


หลักการและเหตุผล

ความคาดหวังสูงสุดของสตรีตั้งครรภ์ทุกคน คือทารกในครรภ์ที่มีสุขภาพแข็งแรงและไม่มีความผิดปกติใดๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาความพิการแต่กำเนิด (Congenital anomaly) และความผิดปกติของทารกในครรภ์ เป็นสิ่งที่พบได้อยู่เสมอในการปฏิบัติงานของสูติแพทย์ด้านเวชศาสตร์มารดาและทารก ไม่ว่าจะอยู่ในภูมิภาคใดของประเทศ และก่อให้เกิดความลำบากใจทั้งในส่วนของสูติแพทย์และสตรีตั้งครรภ์ ดังเช่น อุบัติการณ์ที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2549(1) พบว่ามีความพิการแต่กำเนิดของทารกที่วินิจฉัยได้ตั้งแต่ก่อนคลอดที่ทำให้ต้องยุติการตั้งครรภ์ เป็นจำนวนทั้งหมด 112 ราย ซึ่งคิดเป็นจำนวนร้อยละ 4.43 ของผู้ป่วยทั้งหมด

ปัญหาของประเทศไทยในปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ที่การวินิจฉัยว่าทารกมีความพิการแต่กำเนิดหรือไม่ แต่อยู่ที่ขั้นตอนการรักษา เพราะเมื่อสามารถให้การวินิจฉัยความพิการแต่กำเนิดของทารกในครรภ์ได้แล้ว แต่ยังไม่มีมาตรการหรือวิธีการรักษาที่จะมารองรับ ทำให้ทางออกส่วนใหญ่หลังจากให้การวินิจฉัย คือการยุติการตั้งครรภ์ ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบต่อคู่สามีภรรยา โดยเฉพาะสตรีตั้งครรภ์เองจะต้องเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นและเป็นอันตรายได้ ไม่ว่าจะเป็นภาวะมดลูกแตกจากการให้ยาเพื่อยุติการตั้งครรภ์ หรือเกิดภาวะตกเลือดหลังคลอด นอกจากนี้ยังมีผลกระทบทางด้านจิตใจทั้งต่อสตรีตั้งครรภ์และสามีในเรื่องของความสูญเสีย และถือว่าเป็นการสูญเสียทางด้านงบประมาณของประเทศเนื่องจากเป็นการตั้งครรภ์ที่สูญเปล่าอีกด้วย

แนวคิดทางเวชศาสตร์มารดาและทารกในปัจจุบัน ไม่ได้มองว่าทารกในครรภ์เป็นคนเดียวกันกับสตรีตั้งครรภ์ แต่เป็นแนวคิดที่ว่า “The fetus is a patient” คือถือว่าทารกในครรภ์เป็นผู้ป่วยอีกหนึ่งรายที่ต้องการการดูแลรักษาเป็นพิเศษ ดังนั้นการแก้ปัญหาความพิการแต่กำเนิดของทารกในครรภ์ โดยวิธีการยุติการตั้งครรภ์ อาจเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องนักและควรใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย เนื่องจากยังมีความพิการบางประเภทที่สามารถให้การรักษาได้ตั้งแต่ขณะทารกอยู่ในครรภ์ และทำให้พยากรณ์โรคของทารกดีขึ้นได้ ซึ่งการรักษาทารกในครรภ์นั้น มีได้ตั้งแต่การให้ยา (ซึ่งจะไม่กล่าวถึงรายละเอียดในเอกสารนี้) และการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด ดังแสดงในตารางที่ 1(2)

ในอดีตนั้นการผ่าตัดรักษาทารกในครรภ์ มักเป็นการผ่าตัดชนิดแผลเปิด (Open fetal surgery) เป็นหลัก จึงมีความจำเป็นต้องผ่าตัดเปิดมดลูก และนำส่วนของทารกที่ต้องการผ่าตัดออกมานอกตัวมดลูก ซึ่งเป็นกระบวนการที่ค่อนข้างขัดต่อธรรมชาติของทารกในครรภ์ (Alteration of fetal homeostasis) จึงก่อให้เกิดปัญหาต่างๆตามมาค่อนข้างมาก นอกจากนี้ขนาดของแผลผ่าตัดที่ตัวมดลูกยังมีขนาดใหญ่ จึงก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญคือการแตกรั่วของถุงน้ำคร่ำ และกระตุ้นให้เกิดการคลอดก่อนกำหนดได้ง่าย ปัจจุบันจึงมีผู้คิดค้นวิธีการผ่าตัดที่รุกล้ำต่อทารกในครรภ์น้อยลง โดยใช้หลักการของการผ่าตัดผ่านกล้อง กล่าวคือใช้เครื่องมือที่เป็นกล้องส่องทารกในครรภ์ ผ่านทาง trocars ร่วมกับการใช้ irrigating pump, heat exchange สำหรับ fluid medium และใช้การ fix ตำแหน่งของทารกในครรภ์ผ่านทางมดลูกของมารดา และพยายามค้นหาวิธีการต่างๆที่จะตรวจติดตามสัญญาณชีพของทารกในครรภ์ เป็นต้น ด้วยหลักการต่างๆเหล่านี้ จึงทำให้การผ่าตัดรักษาทารกในครรภ์ สามารถทำได้ โดยไม่ต้องเปิดแผลผ่าตัดที่ตัวมดลูกของมารดา (hysterotomy) จึงเป็นที่มาของวิธีที่เรียกว่า “FETENDO” (Fetoscopic endoscopic surgery)

ตารางที่ 1 :  Surgical correctable disease(2)

การผ่าตัดทารกในครรภ์ โดยใช้ FETENDO techniques นั้นมีข้อดีที่เด่นชัดคือ ลดปัญหาการเกิดภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดได้ และยังเป็นการรักษาสภาวะของทารกในครรภ์ให้เป็นไปตามสรีรวิทยาที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด (protect intrinsic physiologic fetal milieu) อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดอีกหลายประการที่ต้องหาวิธีแก้ไข เพื่อให้ผลการผ่าตัดดีที่สุด เช่น ตำแหน่งเกาะของรก ซึ่งมีผลต่อความยากง่ายของการผ่าตัดผ่านกล้อง, ผนังของกล้ามเนื้อมดลูกที่มีความหนาและยืดหยุ่น รวมถึงอาจมีการหดรัดตัวที่มากเกินไปในขณะผ่าตัด, สารละลายที่ใช้ในขณะผ่าตัด, ทารกในครรภ์ที่มีการเคลื่อนไหว ไม่อยู่นิ่ง หรือแม้แต่การให้สารละลายทางหลอดเลือดแก่ทารก (fetal intravascular access) และการตรวจติดตามสัญญาณชีพต่างๆของทารกทั้งในขณะผ่าตัด และหลังผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดอยู่มาก นอกจากนี้ถึงแม้การผ่าตัดผ่านกล้องจะลดอัตราการใช้ยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูกในมารดาได้ แต่โดยรวมแล้วทารกที่ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดผ่านกล้องนั้น ก็มักจะคลอดก่อนกำหนดอยู่ดี(3)

ประวัติความเป็นมา

ในปี ค.ศ. 1980 เริ่มมีการทดลองการผ่าตัดรักษาทารกในครรภ์ของลิงเกิดขึ้น ดังภาพที่ 1(3)

 

ภาพที่ 1 : การผ่าตัดทารกในครรภ์โดยใช้ Nonhuman primate(3)

 

ในเวลาต่อมาจึงเริ่มทดลองการผ่าตัดทารกในครรภ์แกะ โดยใช้วิธีผ่าตัดผ่านกล้อง ดังภาพที่ 2(3)

ภาพที่ 2 :  ผ่าตัดทารกในครรภ์ผ่านกล้อง โดยใช้แกะเป็นสัตว์ทดลอง(3)

เทคนิคการผ่าตัดทารกในครรภ์ผ่านกล้อง (Operative fetoscopic techniques)

อุปกรณ์ที่ใช้ในการผ่าตัดผ่านกล้องนั้น แบ่งเป็น 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่(4, 5)

  1. อุปกรณ์ที่ใช้ในการส่องตรวจ ดังภาพที่ 3 และ 4 (4) ประกอบด้วย
    • กล้องส่องตรวจทารกในครรภ์ (Fetoscope) ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 1.0 ถึง 2.3 มิลลิเมตร และมีความยาวประมาณ 20 ถึง 30 เซนติเมตร ซึ่งขนาดที่ใช้จะขึ้นอยู่กับอายุครรภ์ โดยส่วนของเลนส์ที่ใช้จะมีทั้งแบบ เส้นใยแก้ว (fiberoptic) ซึ่งเป็นลำกล้องที่ดัดให้โค้งงอได้ (flexible) แต่มีองศาการมองที่ค่อนข้างจำกัด และเลนส์อีกชนิดที่เป็นแบบแท่งตรง (solid rod lens) ซึ่งองศาการมองมีหลายมุม แต่ตัวลำกล้องจะไม่สามารถดัดให้โค้งได้
    • ปลอกหุ้มกล้องส่อง (Examination sheath) เป็นปลอกโลหะกลวง และมีช่องสำหรับใส่กล้อง
    • และยังเป็นทางเข้าออกของน้ำคร่ำและเครื่องมือที่ใช้ทำหัตถการต่างๆด้วย โดยทั่วไปจะจัดมาเป็นชุดคู่กับส่วน trocars
    • ระบบแสงไฟส่องสว่างผ่านเส้นใยแก้ว (Fiberoptic light transmission system) ใช้แสงจากหลอดไฟ Xenon
  2. อุปกรณ์ระบบวิดิทัศน์ เพื่อใช้ในการถ่ายทอดทั้งสัญญาณภาพจากกล้องส่องและภาพจากเครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง ซึ่งอาจแสดงภาพทั้งหมดในจอวิดิทัศน์เดียว หรือแยกเป็นสองจอก็ได้
  3. อุปกรณ์สำหรับการทำหัตถการ เช่น laser fiber, bipolar coagulation เป็นต้น

ภาพที่ 3 และ 4 : อุปกรณ์ที่ใช้ในการส่องกล้องตรวจ (Fiber-optic endoscope  และ Trocars)(4)

การจัดเตรียมห้องผ่าตัดและ Operative field

หัตถการเหล่านี้จะทำในห้องผ่าตัด โดยอาจใช้การให้ยาสลบเป็นแบบ General anesthesia หรืออาจเป็น Regional anesthesia ได้ในบางกรณี และจัดท่าของมารดาให้อยู่ใน Lithotomy โดยให้เข่าของมารดาอยู่ในระดับต่ำ เพื่อมีพื้นที่ให้แพทย์ผู้ผ่าตัดอยู่ระหว่างขาของมารดา และแพทย์ผู้ผ่าตัดจะต้องมองเห็นจอวิดิทัศน์ ทั้ง 2 ด้าน คือสัญญาณภาพจาก fetoscope และ ภาพ ultrasound ด้วยในเวลาเดียวกัน ดังภาพที่ 5(3)

 

ภาพที่ 5 : การจัดวางอุปกรณ์และตำแหน่งต่างๆของผู้เข้าร่วมผ่าตัด(3)

 

การผ่าตัดทารกในครรภ์ผ่านกล้องนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายสาขา และผู้ผ่าตัดจะต้องประสานงานกับผู้ตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงเป็นอย่างดีด้วย เนื่องจากการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงในขณะทำการผ่าตัด จะมีความสำคัญอย่างมากในการบอกตำแหน่งและจุดสิ้นสุดของรก เพื่อเป็นแนวทางในการแทง trocar เนื่องจากในบางกรณีที่รกเกาะทางด้านหน้าของมดลูก อาจมีความจำเป็นต้องเปิดแผลผ่านทางหน้าท้องมารดา เพื่อพลิกมดลูก และส่องกล้องไปทางด้านหลัง ดังภาพที่ 6(3) นอกจากนี้ยังต้องช่วยนำทางการส่องกล้องและการใช้เครื่องมือต่างๆในโพรงมดลูก และยังสามารถทำหัตถการบางอย่าง ซึ่งการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงจะมองเห็นได้ชัดเจนมากกว่าการใช้กล้องส่องอีกด้วย

 

ภาพที่ 6 : การส่องกล้องในกรณีที่รกเกาะด้านหลัง และรกเกาะด้านหน้า(3)

 

Trocars

การแทง trocars ในการผ่าตัดทารกในครรภ์ผ่านกล้องนั้น มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากถ้าแทงไม่ถูกต้อง จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ทำให้ส่วนของเยื่อหุ้มถุงน้ำคร่ำ (amniotic membrane) โดนดึงให้ลอกตัวจากชั้นของกล้ามเนื้อมดลูก เกิดเป็น “Tented” และทำให้เกิดการลอกตัวของเยื่อหุ้มถุงน้ำคร่ำได้ ซึ่งในปัจจุบันการเลือกใช้อุปกรณ์มีความสำคัญ เช่น จะไม่มีการใช้ Veress needle แต่จะใช้เป็น เข็มที่มีขนาดเล็กและมีความคมมากแทน ดังภาพที่ 7(3)

ภาพที่ 7 : การแทง trocars(3) (ภาพด้านซ้ายเป็น Veress needle ซึ่งปัจจุบันไม่ใช้แล้ว แต่ใช้เป็นเข็มที่มีขนาดเล็ก และมีความคม ดังภาพด้านขวาแทน)

การลอกตัวของเยื่อหุ้มถุงน้ำคร่ำ (Membrane separation)

ปัญหาการลอกตัวของเยื่อหุ้มถุงน้ำคร่ำหลังจากการผ่าตัดทารกในครรภ์ผ่านกล้องนั้น เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเมื่อมีการลอกตัวหรือแยกชั้น หรือแม้แต่การแตกรั่วของถุงน้ำคร่ำ จะส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างชั้นเยื่อหุ้มถุงน้ำคร่ำและชั้นกล้ามเนื้อมดลูก และทำให้น้ำคร่ำสามารถซึมผ่านเข้ามาในช่องว่างนี้ได้ ซึ่งการที่น้ำคร่ำซึมผ่านมาในช่องว่างนี้ จะเป็นสิ่งที่กระตุ้นอย่างรุนแรงที่ทำให้เกิดการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด

ดังนั้นจึงมีผู้พยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้โดยหลายวิธี แต่ในปัจจุบันวิธีที่ดีที่สุด และได้ผลเต็มที่ 100% นั้น ยังไม่สามารถทำได้ ซึ่งในระยะแรก ได้มีการใช้ fibrin glue ร่วมกับการเย็บชั้นกล้ามเนื้อมดลูก และเย็บชั้นของถุงน้ำคร่ำ ดังภาพที่ 8(3) แต่พบว่าผลที่ได้ยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก

 

ภาพที่ 8 : การใช้ fibrin glue ร่วมกับ myometrium / membrane suture(3)

 

ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคนิคในการปิดรูรั่วของถุงน้ำคร่ำ โดยใช้วิธีที่เรียกว่า Uterine SEAL(3) (Seal Entry Avoid Labor) โดยใช้อุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็น plug ซึ่งประกอบด้วย gelfoam ที่หุ้มด้วย Dexon mesh และนำไปจุ่มใน thrombin เหลว และ Torado และเย็บรั้งไว้ด้วยไหมละลาย โดยจุดประสงค์เพื่อให้เป็นก้อนที่อุดรูรั่ว และดึงรั้งส่วนของถุงน้ำคร่ำให้มาติดกับชั้นเยื่อบุโพรงมดลูก นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นกระบวนการแข็งตัวของเลือดด้วย หลังจากนั้นจึงเย็บปิดตามปกติและใส่ fibrin glue ในตอนสุดท้าย ดังภาพที่ 9(3)

 

ภาพที่ 9 : Uterine SEAL(3)

 

นอกจากวิธีที่กล่าวมาแล้ว ยังมีผู้พยายามคิดวิธีอื่นๆในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เช่น การใช้ Amniopatch(6) ซึ่งเป็นการใช้เข็มฉีด platelet และ cryoprecipitate เข้าไปใน amniotic cavity ซึ่งผลที่ได้เป็นที่ค่อนข้างน่าพอใจ แต่จำนวนผู้ป่วยที่ใช้ยังมีค่อนข้างน้อย จึงยังไม่มีการใช้เป็นมาตรฐานทั่วไปในปัจจุบัน

Working medium (fluid versus gas)

โดยทั่วไปแล้ว การทำหัตถการผ่านกล้องในทางนรีเวชจะใช้ Carbon dioxide gas เป็นการทำให้เพิ่มพื้นที่ในช่องท้อง แต่สำหรับการผ่าตัดรักษาทารกในครรภ์ผ่านกล้องนั้น ไม่สามารถใช้ได้ เนื่องจากพบว่าทำให้เกิดปัญหา fetal acidosis และ air embolism รวมถึงรบกวนการมองเห็นภาพในการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงอีกด้วย ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องใช้เป็นสารน้ำแทน เพื่อความปลอดภัยของทารก ซึ่งในปัจจุบันใช้เป็น isotonic solution เช่น saline หรือ Lactate Ringer Solution แต่ต้องนำไปอุ่นให้มีอุณหภูมิประมาณ 38 องศาเซลเซียส และในขณะทำหัตถการต้องมีการปรับจำนวนน้ำที่เข้าออกให้อย่างเหมาะสม โดยพิจารณาจากความคมชัดในการมองเห็น operative field และการยืดขยายของขนาดมดลูก (uterine compliance) ดังนั้นจึงต้องมีอุปกรณ์ที่สามารถปรับปริมาตรของสารละลายที่เข้าออกได้ รวมถึงสามารถปรับอุณหภูมิได้ด้วย ดังภาพที่ 10(2)

 

ภาพที่ 10 : อุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมปริมาณ และอุณหภูมิของสารละลายที่ใช้ในการผ่าตัด(2)

 

การใช้สารละลายที่มีเกลือแร่อยู่ด้วยนั้น อาจเป็นปัญหาในการใช้ bipolar coagulation แต่อาจแก้ไขได้โดยการใช้ harmonic scalpel แทนการใช้ bipolar coagulation นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีผู้เสนอว่าการใช้ gas แทนการใช้สารละลาย น่าจะเป็นไปได้ แต่ใช้เป็น nitrous oxide gas แทน carbon dioxide gas ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาทดลอง(4)

การจัดท่าของทารกในครรภ์ขณะทำการผ่าตัด (Fetal orientation, fixation)

เนื่องจากทารกในครรภ์จะมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการทำให้ทารกอยู่นิ่งตลอดการผ่าตัดผ่านกล้องนั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก โดยอาจมีความจำเป็นต้องใช้ยาร่วมด้วย เช่นใช้ยาคลายกล้ามเนื้อหรือยานอนหลับฉีดเข้าผิวหนังทารกโดยตรง หรือในบางกรณีที่ท่าของทารกหรือตำแน่งรกเกาะ ไม่เอื้ออำนวยต่อการผ่าตัดผ่านกล้องจริงๆ อาจต้องทำการผ่าตัดเปิดหน้าท้องมารดา (Maternal laparotomy) เพื่อยกมดลูกให้อยู่ในตำแน่งเหมาะสม ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว นอกจากนี้ การทำหัตถการบางอย่างที่ต้องใช้ความแม่นยำอย่างมาก เช่น การ occlude fetal trachea ในกรณีที่ทารกมีปัญหาเรื่องไส้เลื่อนกระบังลม อาจต้องมีการเย็บบริเวณคางของทารกให้ตรึงไว้กับผนังมดลูกมารดา เพื่อให้ทารกอยู่ในท่าแหงนหน้าตลอดเวลา

การตรวจติดตามสุขภาพทารกและสภาวะของมดลูกในระหว่างการผ่าตัด

การตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์เพียงอย่างเดียวเพื่อค้นหาว่ามีภาวะหัวใจเต้นช้าจากการที่ทารกอยู่ในสภาวะเครียดหรือไม่นั้น เป็นอาการแสดงที่ช้าและไม่มีความไวเพียงพอสำหรับทารกที่ได้รับการผ่าตัดผ่านกล้อง ในปัจจุบันจึงได้มีการตรวจติดตามสุขภาพของทารกด้วยวิธีอื่นๆเพิ่มเติม เช่นการใช้ pulse oximetry ซึ่งเป็นวิธีที่มีความไวสูงกว่า นอกจากนี้ยังมีการใช้การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อตรวจอัตราการเต้น และการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจทารกโดยตรง หรือในบางกรณี โดยเฉพาะการผ่าตัดทารกในครรภ์ชนิดแผลเปิด (open fetal surgery) อาจมีการฝัง radiotelemeter ไว้ภายใต้ผิวหนังบริเวณทรวงอกของทารก เพื่อเป็นการตรวจติดตามคลื่นหัวใจทารก และวัดความดันภายในโพรงมดลูกของมารดาได้ด้วย  นอกจากนี้ในกรณีที่เป็นการผ่าตัดผ่านกล้องต้องมีการคลำมดลูกของมารดา เพื่อตรวจการยืดขยายของมดลูกเป็นระยะๆ เพื่อวัดว่าปริมาณของสารน้ำที่เข้าไปในมดลูกมากหรือน้อยเกินไปหรือไม่

ความพิการแต่กำเนิดของทารกในครรภ์ที่มีการรักษาโดยวิธีผ่าตัดผ่านกล้องในปัจจุบัน 

ภาวะไส้เลื่อนกระบังลม (Congenital diaphragmatic hernia)

การรักษาภาวะไส้เลื่อนกระบังลมที่เป็นมาตรฐานในปัจจุบัน คือการผ่าตัดเพื่อเย็บซ่อมรอยรั่วของกระบังลมในระยะหลังคลอด (postnatal repair) แต่เนื่องจากการรักษาโดยวิธีนี้ จะได้ผลไม่ดีนักในทารกบางกลุ่ม เช่นทารกที่มีการเคลื่อนของตับเข้ามาอยู่ในทรวงอกด้วย หรือตรวจพบตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาว่า มีขนาดของทรวงอกที่เล็กมาก เช่นมีการศึกษาพบว่าถ้าตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงพบว่ามีขนาดของทรวงอกเทียบกับขนาดรอบศีรษะทารกน้อยกว่า 0.6 จะมีอัตราการเสียชีวิต 100%(2) ซึ่งสาเหตุสำคัญเกิดจากภาวะปอดแฟบ (pulmonary hypoplasia) ทำให้ทารกไม่สามารถหายใจได้  ด้วยสาเหตุดังกล่าว ในอดีตจึงมีผู้พยายามทำการผ่าตัดรักษาตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา (open in utero hernia reduction) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะปอดแฟบ แต่พบว่าผลการรักษาไม่เป็นที่น่าพอใจ ในปัจจุบันจึงยกเลิกการรักษาด้วยวิธีนี้ไป อย่างไรก็ตามความพยายามในการรักษาไส้เลื่อนกระบังลมตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดายังไม่ล้มเลิก เนื่องจากมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าทารกในครรภ์ที่มีปัญหาทางเดินหายใจส่วนต้นอุดตัน (congenital high airway obstruction) จะมีขนาดของปอดที่ใหญ่และมีการพัฒนาที่ดีกว่าปกติ ดังนั้นจึงนำมาสู่แนวคิดที่ว่า ถ้าสามารถทำให้ทางเดินหายใจของทารกที่มีปัญหาไส้เลื่อนกระบังลมอุดตันได้แบบชั่วคราว น่าจะส่งผลให้การเจริญของปอดดีขึ้น แลกเปลี่ยนอากาศได้ดีขึ้น ขนาดของปอดทารกใหญ่ขึ้น และยังสามารถเพิ่มความดันในช่องอก ทำให้อวัยวะต่างๆเช่นลำไส้ เคลื่อนกลับลงไปในช่องท้องได้ ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีการรักษาไส้เลื่อนกระบังลมด้วยวิธี Temporary tracheal occlusion (PLUG : Plus the Lung Until it Grow)(2, 3) ซึ่งมีผู้คิดค้นวิธีการทำให้หลอดลมอุดตันแบบชั่วคราวหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการเครื่องมือลักษณะคล้ายบอลลูนหรือ plug ใส่ผ่านหลอดลมของทารกผ่านทาง fetal bronchoscpoe หรือการใช้คลิป (FETENDO clip) หนีบหลอดลมของทารกจากภายนอก ซึ่งการทำหัตถการดังกล่าว สามารถทำได้ทั้งแบบผ่าตัดเปิด (open procedure) ดังภาพที่ 11 และ 12(2) หรือใช้การผ่าตัดผ่านกล้องโดยไม่ต้องเปิดแผล hysterotomy ก็ได้ ดังภาพที่ 13(3)

 

ภาพที่ 11 และ 12 : การผ่าตัดแบบเปิด เพื่อใส่คลิป หรือบอลลูน(2)

 

ภาพที่ 13 : การผ่าตัดเพื่อทำ tracheal occlusion ผ่านกล้อง โดยใช้แกะเป็นสัตว์ทดลอง(3)

 

ทารกที่ผ่านการรักษาด้วยวิธีดังกล่าว ในขณะคลอดจะต้องใช้วิธี EXIT (Ex utero Intrapartum Treatment) procedure ซึ่งเป็นการดูแลเรื่องทางเดินหายใจของทารกให้เรียบร้อย เช่นการนำเอาอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นคลิปหรือบอลลูนก็ตามที่อุดตันหลอดลมอยู่ออก แล้วอาจใส่ท่อช่วยหายใจไว้ก่อน ซึ่งกระบวนการทั้งหมดต้องทำในขณะที่ทารกยังติดต่อกับมดลูกของมารดา สายสะดือยังไม่ถูกตัดและรกยังไม่ลอกตัว หลังจากทางเดินหายใจของทารกได้รับการดูแลเรียบร้อยแล้วจึงค่อยทำคลอดทารกได้

วิธีการทำ fetal endoscopic tracheal occlusion นี้ ได้มีการทำการศึกษาเปรียบเทียบกับการผ่าตัดรักษาภายหลังทารกคลอด (standard postnatal repair)ที่ทำเป็นมาตรฐานในปัจจุบัน โดยเป็นการศึกษาแบบ randomized controlled trial ซึ่งตีพิมพ์ใน New England Journal of Medicine ในปี 2003(7) ซึ่งทำการศึกษาในผู้ป่วยจำนวน 24 ราย แล้วต้องยุติการศึกษาเนื่องจากได้ผลที่ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าผลการรักษาด้วยสองวิธีนี้ ไม่แตกต่างกันในเรื่องของอัตราการรอดชีวิตของทารก แต่ในกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยวิธี endoscopic tracheal occlusion ตั้งแต่อยู่ในครรภ์จะมีภาวะแทรกซ้อนเช่น ถุงน้ำคร่ำแตกรั่ว และการคลอดก่อนกำหนดมากกว่า อย่างไรก็ตามผู้ทำการศึกษาคิดว่ายังไม่อาจสรุปได้ว่าการรักษาทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไม่มีประโยชน์ เนื่องจากเป็นสภาวะที่อยู่ในการศึกษาวิจัย ซึ่งอาจมี trial effect ดังนั้นกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยวิธี standard postnatal repair จะได้รับการรักษาและดูแลเป็นอย่างดีใน tertiary care center และอาจไม่สื่อถึงสภาวะในโลกความเป็นจริงก็ได้

ภาวะทางเดินปัสสาวะอุดตัน (Fetal obstructive uropathy)

ภาวะทางเดินปัสสาวะอุดตันของทารกในครรภ์ หากไม่ได้รับการรักษา จะก่อให้เกิดปัญหา hydronephrosis และทำให้เกิด renal failure รวมถึง pulmonary hypoplasia ตามมาได้ ซึ่งการรักษาภาวะทางเดินปัสสาวะอุดตันของทารกในครรภ์ที่ทำโดยทั่วไป อาจเป็นการใส่ percutaneous vesiocoamniotic shunt โดยใช้ sonographic guidance  และในปัจจุบันการทำโดยผ่านทาง endoscope เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น แต่ปัญหาของ shunt คืออาจมีการเลื่อนหลุด หรือมีการอุดตันภายในได้ ในปัจจุบันจึงมีทางเลือกอื่นในการรักษา เช่น การใช้ fetoscopic approach โดยผ่านทางการใช้ trocars แทงผ่าน uterus จากนั้นจึงทำให้เกิด vesicocutaneous fistula เป็นการระบายการอุดตันของทางเดินปัสสาวะ หรืออาจใช้เทคนิคของการทำ fetal cystoscopy โดยการแทง trocar ผ่านทางหน้าท้องมารดา, มดลูก และผ่านเข้าทาง fetal bladder ก็ได้ ซึ่งจะมีประโยชน์โดยสามารถทำการรักษาได้เลย เช่นการทำ ablation ในกรณีที่เป็น urethral valve หรือทำ vesicotomy หรือใส่ stent ก็ได้

การรักษาภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการตั้งครรภ์แฝด (Complicated monochorionic twin pregnancies)

ในกรณีที่การตั้งครรภ์แฝดชนิด monochorion เกิดภาวะแทรกซ้อนที่มีการถ่ายเทเลือดให้กันแบบไม่สมดุลของทารกทั้งสองคน หรือที่เรียกว่า twin to twin transfusion syndrome นั้น การรักษาในครรภ์ทำได้หลายแบบ ตั้งแต่ การเจาะระบายน้ำคร่ำเป็นระยะ (serial amnioreduction) หรือ การใช้ laser จี้ทำลายเส้นเลือดที่เชื่อมต่อกันระหว่างทารกทั้งสอง (fetoscopic laser ablation of placental vessels) ซึ่งจากการศึกษาหลายรายงาน ทั้งในประเทศแถบยุโรป เช่น เนเธอร์แลนด์(8-10), อังกฤษ(11),เยอรมัน(12) รวมถึงรายงานจากประเทศไต้หวัน(13)  และจากการศึกษาใหญ่ของกลุ่มที่เรียกว่า EUROF0ETUS(6) ให้ผลการศึกษาที่ไปในทางเดียวกัน คือการรักษาภาวะ twin to twin transfusion syndrome นั้นการใช้ fetoscopic laser ablation of placental vessels จะให้ผลการรักษาที่ดี และมีอัตราการรอดชีวิตของทารกสูงกว่าการรักษาด้วยวิธีการเจาะระบายน้ำคร่ำเป็นระยะ แต่อย่างไรก็ตามต้องมีการเลือกผู้ป่วยที่จะรักษาด้วยวิธีนี้อย่างเหมาะสม เนื่องจากไม่ใช่ทุกรายที่สามารถรักษาด้วยวิธีนี้ได้ นอกจากนี้ปัญหาเรื่อง neurodevelopment impairment ในทารกที่รอดชีวิตยังคงมีอยู่ ซึ่งต้องการการตรวจติดตามในระยะยาวอย่างต่อเนื่องด้วย

วิธีการรักษาด้วยการใช้ fetoscopic laser ablation นั้น ชนิดของ laser ที่ใช้ คือ Neodynium : yttrium-aluminum-garnet (Nd: YAG laser light) โดยมีหลักการคร่าวๆคือ(4) จะทำผ่าน percutaneous approach โดยใช้เป็นยาชาเฉพาะที่ หรืออาจใช้ loco-regional anesthesia สำหรับมารดาก็ได้ จากนั้นจะแทง fetoscopic sheath โดยใช้เครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงเป็นตัวชี้นำ ผ่านเข้าไปใน polyhydramnios sac และใส่ laser fiber ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 400-600 μm (ขึ้นอยู่กับอายุครรภ์) และให้ laser  tip เข้าไปใกล้กับเส้นเลือด และทำมุม 90 องศากับเส้นเลือดที่ต้องการ จากนั้นใช้ระบบ non touch technique ให้เกิดการ photocoagulate เป็นช่วงความยาวประมาณ 1 เซนติเมตร (ซึ่งโดยทั่วไปจะทำการจี้เส้นเลือดที่คิดว่าเชื่อมต่อกันระหว่างทารกทั้งสองให้หมดจนครบทุกเส้นโดยอาจสังเกตจากการที่เป็นเส้นเลือดที่วิ่งผ่าน intertwine membrane ดังภาพที่ 14(4)) และถ้ามี debris มาบดบัง operative field จนทำให้เห็นภาพไม่ชัด อาจต้องมีการทำ amnioinfusion ในระหว่างการจี้เส้นเลือดร่วมด้วย เมื่อจี้เส้นเลือดจนครบที่ต้องการแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายจะทำการเจาะระบายน้ำคร่ำ จนกระทั่งปริมาณน้ำคร่ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ แล้วจึงเป็นการสิ้นสุดหัตถการ ดังภาพที่ 15(4)

 

ภาพที่ 14 : superficial chorionic palte vessels ที่วิ่งข้าม intertwine membrane(4)

 

ภาพที่ 15 :ภาพด้านซ้ายเป็น artery to vein anastomose ก่อนทำการจี้ด้วย laser ส่วนภาพด้านขวาเป็นภาพเส้นเลือดภายหลังจี้ด้วย laser(4)

 

นอกจากภาวะ twin to twin transfusion syndrome แล้ว การใช้ fetoscopic endoscopy ยังมีประโยชน์ในกรณีอื่นๆได้อีก เช่น การทำให้สายสะดืออุดตันในกรณีที่ต้องการทำให้ทารกคนหนึ่งเสียชีวิต (selective fetocide) ในกรณีที่เป็น twin reverse arterial perfusion sequence : TRAPS) หรือทารกมีความพิการแต่กำเนิด โดยถ้าอายุครรภ์ยังไม่มากนัก และสายสะดือมีขนาดเล็ก อาจใช้ laser ได้ แต่ถ้าอายุครรภ์มากกว่า 21 สัปดาห์ มักนิยมใช้เป็น fetoscopic cord ligation หรือ ใช้เป็น clip หรือใช้ monopolar หรือ bipolar coagulation ผ่านทาง ultrasound guided ได้ ดังภาพที่ 16(14)

 

ภาพที่ 16 : bipolar coagulation of umbilical cord(14)

Sacrococcygeal teratoma

ในอดีตมีการรักษาทารกในครรภ์ที่มีภาวะดังกล่าวโดยการผ่าตัดทารกในครรภ์เพื่อตัดก้อนเนื้องอกออก แต่พบว่าภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัดมีค่อนข้างมาก ต่อมาจึงได้คิดวิธีที่จะทำให้เส้นเลือดที่มาเลี้ยงก้อนเนื้องอกอุดตัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ coil หรือ sclerosing agent หรือแม้แต่การทำ embolization แต่พบว่าผลจากการรักษาด้วยสารต่างๆเหล่านี้อาจเป็นอันตรายต่อทารกได้ ในปัจจุบันจึงได้มีการคิดค้นวิธีการทำให้เส้นเลือดที่เลี้ยงก้อนอุดตัน โดยการใช้ Nd: YAG laser หรือใช้ radiofrequency ablation probe แต่ในปัจจุบันยังอยู่ในการศึกษาทดลอง

 ภาวะไขสันหลังไม่ปิด (Myelomeningocele)

เนื่องจากในปัจจุบันมีความเชื่อว่าการเกิดความพิการทางระบบประสาทในทารกที่มีปัญหาไขสันหลังไม่ปิดนั้น ส่วนหนึ่งเป็นสาเหตุจากการที่เส้นประสาทไขสันหลังโดนแช่อยู่ในน้ำคร่ำเป็นเวลานานขณะอยู่ในครรภ์ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการรักษาทารกตั้งแต่ในครรภ์ นอกจากนี้ยังพบว่าการรักษาตั้งแต่ระยะแรก จะทำให้สามารถป้องกันการเกิด ภาวะสมองบวมน้ำ (Chiari malformation, shunt-dependent hydrocephalus) ได้อีกด้วย ซึ่งในขณะนี้กำลังทำการศึกษาในแบบ Randomized Controlled Trial ในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นแบบสหสถาบัน (3 สถาบัน)โดยได้รับการสนับสนุนจาก The National Institute of Child Health and Human Development (NICHD) โดยวัดผลลัพธ์ของการรักษาเป็นอัตราการเสียชีวิต ความต้องการใส่ shunt ภายในขวบปีแรกของทารก และประเมินการทำงานของระบบประสาทของทารก เมื่ออายุ 30 เดือน (6)

ตามหลักการของการรักษาตามวิธีของ FETENDO นั้น ภาวะไขสันหลังไม่ปิด เป็นโรคที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการรักษาด้วยวิธีนี้ เนื่องจากภาวะที่ไม่ก่อให้เกิดความผิดปกติจนถึงแก่ชีวิต (nonlethal disease) นั้น ถือว่าเป็นการเสี่ยงเกินไปถ้าทารกในครรภ์ต้องรับการรักษาด้วยวิธีผ่าตัดเปิด (open fetal surgery) จึงมีผู้พยายามรักษาทารกในครรภ์ผ่านทาง fetoscpoe ทั้งการรักษาด้วยการใช้ skin graft จากมารดามาปิดรอยโรคของทารกหรือการใช้ patch ก็ตาม แต่พบว่าผลที่ได้ยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก และจำนวนผู้ป่วยยังมีไม่มากนัก จึงต้องการการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

ความพิการแต่กำเนิดอื่นๆ

Amniotic band syndrome

การเกิดพังผืดของเยื่อหุ้มถุงน้ำคร่ำ (amniotic band) นั้น ในบางกรณีจะส่งผลเสียต่อทารกในครรภ์ เช่น เกิด amniotic band รัดบริเวณสายสะดือของทารก ทำให้ทารกขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากสายสะดือตีบตัน การใช้ fetoscope จึงมีบทบาทเพื่อใช้ในการ lysis amniotic band  เป็นต้น

ภาวะปากแหว่ง (cleft lip)

ในปัจจุบันมีผู้พยายามผ่าตัดแก้ไขตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ในกรณีที่ทารกมีปัญหาปากแหว่ง โดยมีการทดลองการผ่าตัดแบบผ่านกล้องในสัตว์ เช่น แกะ ดังภาพที่ 2(3) แต่ปัญหาคือ เทคนิคการผ่าตัดแก้ไขปากแหว่งในปัจจุบันที่ใช้วิธี Millard rotation-advancement repair(3) นั้นทำได้ยากถ้าเป็นการผ่าตัดผ่านกล้อง (fetoscopic surgery) ดังนั้นในอนาคตจึงต้องการการศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติของการเกิดโรค รวมถึงต้องการเทคนิคการผ่าตัดที่ไม่ซับซ้อน เพื่อทำให้สามารถผ่าตัดผ่านกล้องได้สำเร็จตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์

Chronic fetal vascular access (fetal IV)

ข้อจำกัดของการรักษาทารกในครรภ์ด้วยวิธีการผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดแบบแผลเปิดหรือการผ่าตัดผ่านกล้องก็ตาม คือไม่สามารถเข้าถึงภายในหลอดเลือดของทารกได้ ไม่ว่าจะเป็นในช่วงระหว่างการผ่าตัดหรือระยะหลังผ่าตัดก็ตาม หรืออีกนัยหนึ่งคือยังไม่สามารถทำให้เกิด fetal intravenous access (fetal IV) ได้ ทำให้การติดตามหรือเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากการผ่าตัด ทำได้ยากตามไปด้วย

ถึงแม้ว่าการเจาะเลือดสายสะดือทารกจะเป็นหัตถการที่สามารถทำได้ไม่ยากนักในผู้ที่มีประสบการณ์ แต่การเปิดเส้นเลือดในสายสะดือค้างไว้เป็นเวลานานนั้น ทำได้ยากในทางปฏิบัติ ซึ่งมีผู้เคยทำการทดลองทำ umbilical vein catheterizationในลิงบาบูน แต่พบว่าภาวะแทรกซ้อนสูงจากการเกิด fetal intraamniotic hemorrhage(3) ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว เทคนิคของ fetal vascular access ที่ดีที่สุดคือต้องปลอดภัยต่อมารดา, ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อน้อยที่สุด, ตำแหน่งควรอยู่ใน extra-amniotic เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิด fetal หรือ umbilical cord entanglement, patent ตลอดการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ ต้องทำให้เกิด vasospasm ในสายสะดือน้อยที่สุด ซึ่งในปัจจุบันได้มีผู้พยายามคิดค้นเทคนิคของ fetal IV และทำการทดลองในลิง rhesus โดยใช้เทคนิคของ endoscopic catheterization คือการใช้ trocar แทงผ่านเข้า myometrium บริเวณใกล้เคียงกับขอบรก (placental edge) ให้เข้าไปในชั้นระหว่าง amnion และ chorion และให้ปลายของ catheter แทงเข้าไปในส่วนฐานของเส้นเลือดในสายสะดือ (base of umbilical cord) ส่วนปลายของ catheter อีกด้านหนึ่งจะติดกับ vascular access port ซึ่งอยู่ในชั้น subcutaneous tissue ของผนังหน้าท้องมารดา ซึ่งจากการทดลองทำในลิง พบว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ(3)

ในอนาคตถ้าสามารถนำเทคนิคในการเข้าถึงเส้นเลือดของทารกในครรภ์ (chronic fetal intravascular access) มาปฏิบัติใช้ได้จริง จะทำให้การติดตามสภาวะของทารกโดยเฉพาะในช่วงระหว่างการผ่าตัดและหลังการผ่าตัดได้ดียิ่งขึ้น และยังเป็นประโยชน์อย่างมากในการรักษาทารกในครรภ์ เช่น การปลูกถ่านเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดให้ทารกในครรภ์, การรักษาภาวะทารกโตช้าในครรภ์ หรือการรักษาด้วยเทคนิคใหม่ๆอื่นๆต่อไป

การรักษาทารกในครรภ์ในประเทศไทย

ในประเทศไทยศาสตร์ของการรักษาทารกในครรภ์หรือการใช้กล้องส่องทารกในครรภ์ (fetoscope) ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมามีการเริ่มใช้กล้องส่องทารกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 ที่โรงพยาบาลศิริราช โดยจุดประสงค์เป็นการใช้เพื่อเจาะเลือดสายสะดือทารก เนื่องจากมีความเสี่ยงของโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย แต่ในเวลาต่อมา เมื่อปี พ.ศ. 2531 ได้มีการพัฒนาเครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงให้มีความคมชัดและคุณภาพดีมากยิ่งขึ้น บทบาทของการใช้ fetoscope เพื่อการใช้วินิจฉัย หรือทำหัตถการต่างๆจึงหมดไป

ล่าสุดในปี พ.ศ. 2550 ได้มีรายงานการใช้เครื่องมือ fetoscope อีกครั้งในโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเป็นการใช้เพื่อการวินิจฉัยความพิการของทารกในครรภ์จำนวน 4 ราย สำหรับการใช้เพื่อการรักษาทารกในครรภ์นั้น ในประเทศไทยยังไม่เคยมีการทำมาก่อน เนื่องจากมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น เครื่องมือที่ใช้มีราคาแพง และการรักษาทารกในครรภ์ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายสาขา และแพทย์เฉพาะทางหลายด้าน ซึ่งในปัจจุบันอาจยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชานี้โดยตรง ดังนั้นในประเทศไทยยังต้องการการพัฒนาศาสตร์ด้านการรักษาทารกในครรภ์อย่างต่อเนื่องต่อไป

สรุป

การรักษาทารกในครรภ์เป็นสิ่งที่ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ และแนวโน้มของการรักษาในกรณีที่ต้องใช้การผ่าตัดนั้น ในอนาคตจะมุ่งเน้นไปที่วิธีที่รุกล้ำน้อยที่สุด ดังนั้นจึงเป็นที่แน่ชัดว่าบทบาทของการผ่าตัดผ่านกล้องจึงมีความสำคัญมาก อย่างไรก็ตามยังมีข้อจำกัด และปัญหาที่ต้องแก้ไขอีกหลายประการ ที่ยังต้องการการศึกษาและพัฒนาต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดและการใช้ยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก, ปัญหาเรื่องการแตกรั่วของถุงน้ำคร่ำ นอกจากนี้การผ่าตัดผ่านกล้องจะสำเร็จได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายสาขา และผู้ผ่าตัดต้องมีความสามารถในการรวบรวมข้อมูลภาพทั้งจากคลื่นเสียงความถี่สูงและภาพจากกล้องส่องทารกไปพร้อมๆกัน สำหรับในประเทศไทยนั้น ศาสตร์ด้านนี้ยังต้องการการพัฒนาอีกมากจึงสามารถใกล้เคียงกับต่างประเทศได้

เอกสารอ้างอิง

  1. ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา. สถิติหน่วยเวชศาสตร์มารดาและทารก. เชียงใหม่: โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่; 2006.
  2. Harrison MR. Surgical correctable fetal disease. AM J Surg. 2000;180:335-42.
  3. Harrison MR, Albanese CT. Operative Fetoscopy : FETENDO. In: Harrison MR, Evans MI, Adzick SN, Holzgreve W, editors. The unborn patien : The art and science of fetal therapy. 3rd ed. Philadelphia: W. B. Saunders; 2001. p. 233-46.
  4. Deprest J, Schoubroeck DV, Barki G, Gratacos E. Operative Fetoscopy. In: Evans MI, Johnson MP, Yaron Y, Drugan A, editors. Prenatal diagnosis. 1st ed. New York: McGraw-Hill Medical Publishing Division; 2006. p. 459-71.
  5. สุจินต์ ก, พฤหัส จ, ประเสริฐ ศ, ตวงสิทธิ์ ว, อนุวัฒน์ ส. การส่องกล้องตรวจทารกในครรภ์. In: ชาญชัย ว, ตวงสิทธิ์ ว, editors. สูตินรีเวชทันยุค. 1 ed. กรุงเทพ: พี.เอ.ลิฟวิ่ง; 2007. p. 545-80.
  6. Green P, Alfirevic Z. The evidence base for fetal medicine. Best Practice & Research Clinical Obstetrics and Gynaecology. 2005;19(1):75-83.
  7. Harrison MR, Keller RL, Hawgood SB, Kitterman JA, Sandberg PL, Farmer DL, et al. A Randomized Trial of Fetal Endoscopic Tracheal Occlusion for Severe Fetal Congenital Diaphragmatic Hernia. N Engl J Med. 2003;349:1916-24.
  8. Middeldorp JM, Sueters M, Lopriore E, Klumper FJ, Oepkes D, Devlieger R, et al. Fetoscopic laser surgery in 100 pregnancies with severe twin-to-twin transfusion syndrome in the Netherlands. Fetal Diagn Ther. 2007;22(3):190-4.
  9. Middeldorp JM, Lopriore E, Sueters M, Klumper FJ, Kanhai HH, Vandenbussche F, et al. Twin-to-twin transfusion syndrome after 26 weeks of gestation: is there a role for fetoscopic laser surgery? BJOG. 2007;114(6):694-8.
  10. Lopriore E, Middeldorp JM, Sueters M, Oepkes D, Vandenbussche FPW, F. J. Long-term neurodevelopmental outcome in twin-to-twin transfusion syndrome treated with fetoscopic laser surgery. Am J Obstet Gynecol. 2007;196(3):231.
  11. Ierullo AM, Papageorghiou AT, Bhide A, Fratelli N, Thilaganathan B. Severe twin-twin transfusion syndrome: outcome after fetoscopic laser ablation of the placental vascular equator. BJOG. 2007;114(6):689-93.
  12. Lenclen R, Paupe A, Ciarlo G, Couderc S, Castela F, Ortqvist L, et al. Neonatal outcome in preterm monochorionic twins with twin-to-twin transfusion syndrome after intrauterine treatment with amnioreduction or fetoscopic laser surgery: comparison with dichorionic twins. Am J Obstet Gynecol. 2007;196(5):450.
  13. Chang YL. Fetoscopic laser therapy for twin-twin transfusion syndrome. Taiwan J Obstet Gynecol. 2006 45(4):294-301.
  14. Pasquini L, Fisk NM. Management of other complications specific to monochorionic twin pregnancies. Best Practice & Research Clinical Obstetrics and Gynaecology. 2004;18(4):577-99.
Read More

Forceps & Vacuum Extraction

การช่วยคลอดโดยใช้คีมและเครื่องดูดสุญญากาศ
(Forceps delivery and vacuum extraction)

พญ. เกษมศรี  ศรีสุพรรณดิฐ


ในบางสถานการณ์ของการคลอดทารกทางช่องคลอดนั้น บางครั้งต้องมีการช่วยทำสูติศาสตร์หัตถการโดยการใช้เครื่องมือในการช่วยคลอด (Operative vaginal delivery) ซึ่งได้แก่ คีม (Forceps) และเครื่องดูดสุญญากาศ (Vacuum extractor) โดยอุบัติการณ์ของการคลอดโดยใช้คีมและเครื่องดูดสุญญากาศของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ในปีพ.ศ. 2548 นั้น คิดเป็น ร้อยละ 0.9 และ ร้อยละ 6.6 ตามลำดับ(1) ซึ่งถือว่าอุบัติการณ์ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับในอดีต แต่การใช้ Forceps และ Vacuum extractor ยังคงเป็นสิ่งที่แพทย์ทุกคนควรมีความรู้เพื่อใช้ในเวชปฏิบัติทางสูติศาสตร์ต่อไป

ข้อบ่งชี้ในการทำสูติศาสตร์หัตถการเพื่อช่วยคลอดทางช่องคลอด

(Indication for operative vaginal delivery)(2)

โดยแท้จริงแล้วไม่มี absolute indication สำหรับการทำสูติศาสตร์หัตถการทางช่องคลอด แต่ข้อบ่งชี้เหล่านี้จะทำต่อเมื่อศีรษะเด็กมีการ engaged แล้วและปากมดลูกเปิด 10 เซนติเมตรเท่านั้น

  1. Prolonged second stage คือไม่มีความคืบหน้าในเวลา 2 ชั่วโมงสำหรับการตั้งครรภ์ครั้งแรก (Nulliparous) ที่ไม่ได้มีการใช้ regional anesthesia หรือ 3 ชั่วโมง ในกรณีที่มีการใช้ regional anesthesia แต่ถ้าเป็นการตั้งครรภ์หลัง (Multiparous) จะใช้จุดตัดที่ 1 และ 2 ชั่วโมง ตามลำดับ
  2. สงสัยภาวะ fetal compromise
  3. ลดระยะเวลาการคลอดในระยะที่ 2 เพื่อประโยชน์แก่มารดา (Shortening 2nd stage for maternal benefit)

ข้อบ่งห้ามในการทำสูติศาสตร์หัตถการทางช่องคลอด(2, 3)

  1. มีภาวะผิดสัดส่วนของศีรษะทารกและช่องเชิงกรานอย่างชัดเจน (cephalopelvic disproportion; CPD)
  2. ทารกอยู่ในท่าผิดปกติ เช่น ท่าขวาง ท่าก้น ยกเว้นในบางกรณีอาจใช้สูติศาสตร์หัตถการช่วยคลอดได้ เช่น mentum anterior position ในทารกที่เป็นส่วนนำเป็นท่าหน้า, ส่วนนำเป็นท่า brow
  3. Fetal distress ที่รุนแรงและไม่สามารถช่วยคลอดได้เร็ว หรือมี prolapse umbilical cord ร่วมด้วย
  4. ทารกอายุครรภ์ก่อนกำหนดมากๆ เช่น โดยทั่วไปมักไม่นิยมใช้เครื่องดูดสุญญากาศในอายุครรภ์ที่น้อยกว่า 34 สัปดาห์ เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกในสมองทารก (Intraventricular hemorrhage)
  5. Unengaged fetal head
  6. ไม่ทราบ position ของศีรษะทารก
  7. ทารกมีปัญหาเกี่ยวกับ bone demineralization เช่น osteogenesis imperfecta
  8. ทารกมีปัญหาเกี่ยวกับภาวะเลือดออกง่ายผิดปกติ เช่น hemophilia, thrombocytopenia, Von’s Willebrand’s disease

การช่วยคลอดทางช่องคลอดโดยใช้คีม (Forceps delivery)

Forceps หรือคีมช่วยคลอดนั้น ประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก คือ blade, shank, lock และ handle นอกจากนี้ยังมีส่วนที่เรียกว่า cephalic curve และ pelvic curve อีกด้วย โดย forceps แต่ละชนิดจะมีลักษณะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับการใช้งาน


 ภาพที่ 1 ; ส่วนประกอบต่างๆ ของ forceps
(คัดลอกภาพจาก www.perfectra.com/ allgynecology-11.htm)

ภาพที่ 2 ; ลักษณะของ pelvic curve และ cephalic curve ของ forceps
(คัดลอกภาพจาก www.moondragon.org/ obgyn/procedures/forceps.html)

ภาพที่ 3 ; ลักษณะ lock แบบต่างๆของ forceps
(ดัดแปลงภาพจาก www.moondragon.org/ obgyn/procedures/forceps.html)

ตัวอย่างของ forceps ที่ใช้บ่อยในปัจจุบัน ได้แก่

Simpson forceps

เป็น forceps ที่นิยมใช้กันแพร่หลายที่สุด

ภาพที่ 4 ; Simpson forceps
(คัดลอกภาพจาก www.perfectra.com/ allgynecology-11.htm)

 

ภาพที่ 5 ; Simpson forceps
(คัดลอกภาพจาก antiquescientifica.com/ archive40.htm)

          

ภาพที่ 6 ; Simpson forceps
(ดัดแปลงภาพจาก www.medceu.com/ course-no-test.cfm?CID=930)

ลักษณะของ Simpson forceps คือ

    •  Fenestrated blade (เป็น blade ชนิดมีช่อง) ซึ่งสามารถจับกับศีรษะเด็กได้กระชับกว่า
    •  Cephalic curve ไม่มากนัก เหมาะกับศีรษะที่มี molding
    •  มี pelvic curve จึงไม่เหมาะสำหรับการหมุน เนื่องจากจะบาดเจ็บต่อช่องทางคลอดได้มาก
    •  English lock
    •  Parallel shank

Tucker-Mclean forceps

 

 

ภาพที่ 7 ; Tucker-Mclean forceps
(คัดลอกภาพจาก www.fdi.com.pk/ obstetrics.htm)

    • Solid blade ทำให้มีแรงกดต่อศีรษะทารกน้อยกว่า
    • Cephalic curve มีมากกว่าจึงเหมาะกับศีรษะที่กลมหรือไม่มี molding
    • Pelvic curve มีไม่มากนัก จึงใช้ในการหมุนศีรษะเด็กได้
    • Overlapping shank เพื่อลดการบาดเจ็บต่อช่องทางคลอด

Piper forceps 

ภาพที่ 8 ; Piper forceps
(คัดลอกภาพจาก www.perfectra.com/ allgynecology-11.htm)

Piper forceps เป็น forceps เพื่อใช้ในการคลอดศีรษะในทารกท่าก้น จึงมีลักษณะพิเศษ คือมี reverse pelvic curve และมี parallel shank ซึ่งยาวถึง 15 เซนติเมตร

Kielland forceps

ภาพที่ 9 ; Kielland forceps
                            (คัดลอกภาพจาก www.medical-tools.com/ surgical_obestetrics_in)

ภาพที่ 10 ; ลักษณะ sliding lock ของ Kielland forceps
(ดัดแปลงภาพจาก  www.moondragon.org/ obgyn/procedures/forceps.html)

 

Kielland forceps มีน้ำหนักเบาและ pelvic curve น้อย ทำให้เหมาะสำหรับการหมุนศีรษะทารก ร่วมกับมี sliding lock จึงสามารถปรับแก้ asynclitism ได้ด้วยในระหว่างการดึง แต่ในปัจจุบันไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าใดนัก เนื่องจากถ้าไม่มีความชำนาญ หรือไม่มีประสบการณ์ในการใช้ จะเกิดอันตรายได้มากกว่า

Classification of forceps (and vacuum) delivery according to station and rotation(4)

Outlet   

    1. เห็นส่วนนำของทารกที่ปากช่องคลอดได้โดยไม่ต้องแหวก labia (scalp is  visible at   introitus without separating the labia)
    2.  ส่วนกะโหลกศีรษะทารกอยู่ที่ pelvic floor (fetal skull has reached pelvic floor)
    3. แนวกลางของรอยต่อของกะโหลกศีรษะทารก อยู่ในแนวตรงหรือเอียงได้บ้าง (sagittal suture is in anteroposterior diameter or right or left occiput anterior or posterior position)
    4. ส่วนศีรษะทารกอยู่บริเวณ perineum (fetal head is at or on the perineum)
    5. มีการหมุนของศีรษะไม่เกิน 45 องศา (rotation does not exceed 45 degree)

 

Low                  ส่วนนำของทารก (fetal skull) อยู่ที่ station +2 ลงมา และไม่อยู่บน pelvic floor

Rotation < 45 degree (left or right OA to OA, left or right OP to OP)

Rotation > 45 degree

 

Midpelvic          Station สูงกว่า +2 แต่ศีรษะ engaged แล้ว

High                 ไม่จัดอยู่ใน classification

 

โดยทั่วไปแล้วการใช้ forceps เพื่อช่วยคลอดนั้นสามารถทำได้หลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นศีรษะทารกในท่า occiput anterior (OA), occiput posterior (OP), occiput transverse (OT) หรือแม้แต่ในกรณีที่ส่วนนำเป็นท่าหน้า (face presentation) บางประเภท หรือจะใช้คีมช่วยคลอดศีรษะในกรณีที่ทารกมีส่วนนำเป็นท่าก้น (forceps after coming head) ก็ได้ ซึ่งในแต่ละกรณีจะต้องเลือกใช้ชนิดของ forceps และมีวิธีการดึงคีมในการคลอดแตกต่างกันออกไป

ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะการช่วยคลอดด้วย forceps ในท่า OA เนื่องจากเป็นพื้นฐานของการช่วยคลอดด้วยคีม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการช่วยคลอดท่าอื่นๆต่อไป

ขั้นตอนการทำคลอดด้วยคีมในทารกท่า occiput anterior (OA) position (3, 5)

  1. ทบทวนสภาวะต่างๆอีกครั้ง ได้แก่
    • ส่วนนำต้องเป็นท่า vertex, OA position
    • ปากมดลูกเปิดหมด (10 เซนติเมตร)
    • Station ของส่วนนำอยู่ที่ +2 ลงมา
    • Sagittal suture อยู่ในแนวกลางและตรง
  1. emotional support & encouragement แก่ผู้คลอด, อาจพิจารณาทำ pudendal nerve block, สวนปัสสาวะให้เรียบร้อย, ผู้ทำคลอดสวมถุงมือปราศจากเชื้อ
  2. ตรวจสอบความพร้อมของ forceps ที่จะใช้ว่าไม่มีส่วนใดชำรุดและสามารถ lock กันได้พอดี
  3. lubricate ส่วน blade ของ forceps ด้วย hibitane
  4. ใส่ blade ด้านซ้ายก่อนเสมอ (left hand, left blade, left thigh) โดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางของมือขวาสอดเข้าไปในช่องคลอดด้านข้างต่อศีรษะทารก ที่ตำแหน่งประมาณ 5 นาฬิกา ใช้มือซ้ายถือ forceps ข้างซ้ายในลักษณะคล้ายการจับปากกา คือจับด้วยนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ และตั้งตรงให้ blade ห้อยลง แล้วค่อยๆสอดคีมด้านซ้ายเข้าไปในช่องคลอดที่ตำแหน่ง 5 นาฬิกา ให้คีมแนบกับศีรษะทารก และใช้นิ้วหัวแม่มือด้านขวาค่อยๆดันส่วนขอบล่างของคีมเข้าไป โดยไม่ใช้แรงดันที่มากจนเกินไป ถ้าใส่ forceps ได้ในตำแหน่งที่ถูกต้องจะไม่ต้องใช้แรงมาก และส่วนด้ามของคีมจะค่อยๆลดระดับต่ำลง หลังจากนั้นให้ผู้ช่วยถือด้ามคีมข้างซ้ายที่ใส่แล้วไว้


    ภาพที่ 11 ; ลักษณะการจับด้ามคีมข้างซ้าย
    (คัดลอกภาพจาก www.medceu.com/ course-no-test.cfm?CID=930)



    ภาพที่ 12 ; การใส่คีมข้างซ้าย
    (คัดลอกภาพจาก www.who.int/…/Forceps_ delivery_P33_P35.html)

  5. ใส่คีมข้างขวาในลักษณะเดียวกับข้างซ้าย แต่เปลี่ยนเป็นที่ตำแหน่ง 7 นาฬิกา (right hand, right blade, right thigh)



    ภาพที่ 13 ; การใส่คีมข้างขวา
    (คัดลอกภาพจาก www.who.int/…/Forceps_ delivery_P33_P35.html)

  6. หลังใส่คีมทั้ง 2 ข้างได้ในตำแหน่งที่ถูกต้องแล้ว คีมจะต้องล็อคกันได้พอดี โดยตรวจสอบได้จากแนว sagittal suture อยู่กลางและขนานกับ blade, posterior fontanelle อยู่เหนือจาก shank 1 นิ้วมือ และคลำส่วน fenestration ของ blade ได้แค่ปลายนิ้ว (ถ้าคีมไม่สามารถ lock กันได้แสดงว่าตำแหน่งไม่ถูกต้อง ต้องถอดคีมออกและตรวจ position ของศีรษะทารกให้แน่นอนอีกครั้ง แล้วจึงใส่คีมใหม่)
  7. ฟังเสียงอัตราการเต้นของหัวใจทารกหลังจากล็อคคีมทั้ง 2 ข้างเรียบร้อยแล้ว ว่าไม่มีอัตราการเต้นที่ช้าผิดปกติ
  8. อาจใช้ผ้าก๊อซหรือสำลีแทรกระหว่างด้ามคีม เพื่อไม่ให้คีมบีบศีรษะทารกมากเกินไป
  9. นั่งเก้าอี้ในท่าที่ถนัดและออกแรงดึงคีมโดยใช้กล้ามเนื้อ biceps เท่านั้น โดยทดลองดึงดูก่อน (trial traction) เพื่อดูว่าศีรษะทารกเคลื่อนตามลงมาหรือไม่ ถ้าศีรษะทารกเคลื่อนตามลงมาจึงทำการดึงต่อ
  10. ดึงอย่างระมัดระวังโดยอาจดึงพร้อมหรือไม่พร้อมกับการหดรัดตัวของมดลูกก็ได้ โดยมือขวาจับที่ handle และ transverse process จากด้านล่าง (หงายมือ)ให้อยู่ระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลาง และมือซ้ายจับ shank เหนือ transverse process ในลักษณะคว่ำมือ
  11. มือขวาออกแรงดึงตรงๆในแนวราบ ส่วนมือซ้ายดึงลงล่างจะได้แนวแรงโดยรวมประมาณ 45 องศาตาม pelvic axis ซึ่งการดึงในแต่ละครั้งศีรษะทารกจะเคลื่อนต่ำลงมาเรื่อยๆ จนเมื่อ subocciput มายันใต้ต่อ symphysis pubis แล้ว ให้ดึงขึ้นจนเห็นรอยต่อระหว่างหน้าผากเด็กกับเส้นผม จึงทำการถอดคีม โดยถอดคีมด้านขวาก่อนด้วยการปาดคีมไปทางหน้าขาซ้ายของมารดา แล้วถอดคีมข้างซ้ายในลักษณะเดียวกัน หรืออาจจะให้ศีรษะทารกคลอดออกมาพร้อม blade แล้วค่อยถอดคีมออกก็ได้ แล้วจึงทำคลอดทารกต่อตามขั้นตอนปกติ

       ภาพที่ 14; การดึง forceps ในท่า occiput anterior position

(คัดลอกภาพจาก www.who.int/…/Forceps_ delivery_P33_P35.html)

 

       ภาพที่ 15; แนวการดึง forceps

(คัดลอกภาพจาก  www.gfmer.ch/…/ Forceps_vacuum/forceps.htm)

 

Failure of forceps delivery (5)

  1. ส่วนนำของทารกไม่เคลื่อนต่ำลงมาเลยในแต่ละครั้งของการดึง
  2. หลังผ่านการดึง 3 ครั้งแล้วศีรษะทารกยังไม่มี descent หรือดึงนาน 30 นาทีแต่ยังไม่สามารถคลอดได้

ถ้ามีการล้มเหลวในการคลอด forceps เกิดขึ้น ควรนำไปผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง

ภาวะแทรกซ้อนของการช่วยคลอดโดยใช้ forceps(5)

ภาวะแทรกซ้อนต่อทารก

    1. มีการบาดเจ็บต่อ facial nerve แต่โดยทั่วไปมักหายได้เอง
    2. มีการบาดเจ็บต่อใบหน้าหรือหนังศีรษะของทารก ซึ่งถ้ามีบาดแผลรุนแรงอาจต้องการการเย็บแผลด้วย
    3. กะโหลกศีรษะหรือกระดูกใบหน้าแตก

ภาวะแทรกซ้อนต่อมารดา

  1. มีการฉีกขาดของช่องทางคลอด ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องตรวจช่องทางคลอดตั้งแต่บริเวณปากมดลูก, ช่องคลอด, และแผลฝีเย็บ ในภายหลังการคลอดด้วย forceps ทุกครั้ง
  2. อาจทำให้เกิดมดลูกแตกได้ถ้ามีการช่วยคลอดหรือใส่คีมอย่างผิดวิธี

การช่วยคลอดโดยใช้เครื่องดูดสุญญากาศ (Vacuum extraction)

Vacuum extractor หรือ Ventouse ถือเป็นการใช้สูติศาสตร์หัตถการเพื่อการช่วยคลอดอย่างหนึ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีข้อดีกว่าการใช้คีมช่วยคลอดหลายประการ เช่น ไม่เพิ่มการบาดเจ็บต่อช่องทางคลอด เนื่องจากไม่มีการใส่เครื่องมือที่เพิ่มเส้นผ่านศูนย์กลางของส่วนนำอีกดังเช่น blade ในช่องคลอด และการใช้เครื่องดูดสุญญากาศนั้น ศีรษะทารกมักมีการหมุนเกิดขึ้นเองจน sagittal suture อยู่ในแนวตรงได้ด้วยจึงอาจไม่ต้องทราบ position ของศีรษะเด็กที่แน่นอนมากๆเหมือนการใช้คีมช่วยคลอด แต่เครื่องดูดสุญญากาศก็มีข้อเสียบางประการ เช่น ในการคลอดที่ต้องการความรีบด่วนอาจไม่สะดวกนัก เนื่องจากต้องเสียเวลาในการเตรียมเครื่องมือและต้องรอการเกิด artificial caput ร่วมกับควรรอการหดรัดตัวของมดลูกจึงจะทำการดึงเพื่อช่วยคลอดได้ ทำให้การคลอดอาจล่าช้ากว่าการใช้คีมช่วยคลอด

ส่วนประกอบของเรื่องดูดสุญญากาศ(3)

  1. Vacuum cup  –> metal cup ; Malmstrom, Bird  –> rubber cup
    ส่วน cup เป็นส่วนที่สัมผัสกับศีรษะทารกและทำให้เกิดภาวะสุญญากาศ (artificial caput หรือ chignon) โดยในปัจจุบันมีทั้ง cup แบบโลหะ (metal cup or rigid cup) ซึ่งยังแบ่งเป็นทั้งแบบ Malmstrom และ Bird cup และเป็น rubber cup (soft cup or pliable cup) ซึ่งจากการศึกษาพบว่า(4) soft cupมีการบาดเจ็บต่อหนังศีรษะทารกน้อยกว่าแต่โอกาส slip (failure rate) จะมากกว่า metal cup โดยที่โอกาสการเกิด neonatal cephalohematoma และ subgaleal hemorrhage ไม่ต่างกันระหว่าง soft cup และ rigid cup
    นอกจากนี้ cup ยังมีขนาดต่างๆกันออกไป เพื่อให้เหมาะกับขนาดศีรษะทารก เช่น ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40, 50 และ 60 มิลลิเมตร ซึ่งในทารกอายุครรภ์ครบกำหนดทั่วไป มักนิยมใช้ cup เบอร์ 5 (เส้นผ่านศูนย์กลาง 50 ม.ม.) เป็นต้น
  2. Vacuum หรือ suction pump
  3. Traction bar หรือ handle
  4. Suction tube
  5. ขวดสุญญากาศ

 

ภาพที่ 16; ส่วนประกอบของเครื่องดูดสุญญากาศ
(คัดลอกภาพจาก www.who.int/…/Vacuum_ extraction_P27_P31.html)

ภาพที่ 17; Metal cup และ rubber cup
(คัดลอกภาพจาก www.gfmer.ch/…/ Forceps_vacuum/forceps.htm)

 

วิธีการช่วยคลอดด้วยเครื่องดูดสุญญากาศ(5)

  1. ทบทวนสภาวะต่างๆอีกครั้ง ได้แก่
    • ส่วนนำเป็นท่า vertex
    • อายุครรภ์ครบกำหนด
    •  ปากมดลูกเปิดหมด (10 เซนติเมตร)
    •  ศีรษะอยู่ที่ station 0 เป็นอย่างน้อย
  2. ผู้ทำคลอดสวมถุงมือปราศจากเชื้อ ประกอบส่วนต่างๆและตรวจสอบเครื่องดูดสุญญากาศให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน โดยเฉพาะบริเวณข้อต่อและส่วน cup
  3. emotional support & encouragement แก่ผู้คลอด, อาจพิจารณาทำ pudendal nerve block, สวนปัสสาวะให้เรียบร้อย
  4. ประเมิน position ของศีรษะทารกอีกครั้งหนึ่งโดยคลำส่วน sagittal suture และ fontanelle
  5. หาส่วนของ posterior fontanelle ให้ได้ชัดเจน (ดังภาพที่ 18)
  6. เลือกขนาดของ cup ให้เหมาะสมแล้ว apply ส่วน cup ของเครื่องดูดสุญญากาศ โดยให้ส่วนกลางของ cup อยู่เหนือต่อ flexion point คือ ประมาณ 1 เซนติเมตรหน้าต่อ posterior fontanelle ซึ่งถ้าใส่ cup ในตำแหน่งที่ถูกต้อง จะช่วยส่งเสริมการเกิด flexion, descent และ autorotation ของศีรษะทารกในขณะที่ดึง
  7. ถ้าไม่สามารถ apply cup ได้ การตัดฝีเย็บในช่วงเวลานี้อาจมีประโยชน์ เพื่อช่วยให้สามารถใส่ cup ได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าสามารถใส่ cup ได้โดยไม่ต้องตัดฝีเย็บน่าจะเป็นผลดีกว่า เนื่องจากช่วยลดโอกาสการเสียเลือดโดยไม่จำเป็น
  8. ตรวจสอบตำแน่งของ cup อีกครั้งหนึ่งว่าไม่มีส่วน soft tissue (ไม่ว่าจะเป็นส่วนของ cervix หรือ vagina) เข้ามาอยู่ภายในขอบของ cup
  9. สร้างภาวะสุญญากาศ (อาจเป็นแบบใช้มือบีบหรือเท้าเหยียบหรือเป็นแบบกดปุ่มอัตโนมัติ ขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องมือ) โดยทำให้เกิด negative pressure ครั้งละ 0.2 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร และตรวจสอบตำแน่งของ cup เป็นระยะ
  10. เพิ่ม vacuum จนถึง 0.8 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร จากนั้นตรวจสอบตำแน่งการ apply อีกครั้ง
  11. หลังจากเพิ่ม negative pressure ถึงที่ต้องการแล้ว ให้เริ่มดึง (traction) ตามแนวของ pelvic axis และแนวการดึงต้องตั้งฉากกับ cup เสมอ แต่ถ้าศีรษะทารกอยู่ในตำแน่งที่ค่อนข้างเอียงหรือไม่ flex เพียงพอ ลักษณะของการดึงจะต้องพยายาม correct ให้ตำแหน่งของศีรษะทารกกลับมาอยู่ในแนวกลางและ flex ร่วมด้วย (ไม่จำเป็นว่าจะต้องดึงในแนว midline เสมอไป)
  12. ในแต่ละครั้งของการหดรัดตัวของมดลูก ให้ดึงในแนวตั้งฉากกับ plane ของ cup เสมอ และในระหว่างการดึงให้วางนิ้วของผู้ทำคลอดไว้บนหนังศีรษะทารกส่วนที่อยู่ถัดไปจาก cup ด้วย เพื่อเป็นการประเมินว่ามีการ slip เกิดขึ้นหรือไม่ และประเมินว่าศีรษะทารกมีการเคลื่อนต่ำลงมาหรือไม่ (ซึ่งถ้าดึงอย่างถูกต้องเป็นจำนวน 3 ครั้งแล้ว แต่ศีรษะทารกยังไม่มีการเคลื่อนต่ำลงมาเลย ให้ระวังว่าอาจมีภาวะ cephalopelvic disproportion; CPD เกิดขึ้น และอาจต้องนำไปผ่าตัดตลอดทางหน้าท้อง)
  13. ในช่วงระหว่างการหดรัดตัวของมดลูกแต่ละครั้ง ต้องมีการตรวจสอบอัตราการเต้นของหัวใจทารก และตำแหน่งของเครื่องดูดสุญญากาศว่าเหมาะสมหรือไม่
  14. หลังจากศีรษะทารกเคลื่อนต่ำลงมาจน subocciput มายันใต้ต่อ pubic symphysis แล้วและศีรษะทารกกำลังจะ extension  ให้ทำคลอดศีรษะต่อตามปกติ โดยปิดเครื่องดูดสุญญากาศก่อนจึงค่อยนำส่วนของ cup ออกจากศีรษะทารก

ภาพที่ 18; Landmark ต่างๆ ของกะโหลกศีรษะทารก
(คัดลอกภาพจาก www.who.int/…/Vacuum_ extraction_P27_P31.html)

 ภาพที่ 19; การ apply Malmstrom cup
 (คัดลอกภาพจาก www.who.int/…/Vacuum_ extraction_P27_P31.html)

ภาพที่ 20; วิธีการดึงเครื่องดูดสุญญากาศ (apply traction)
(คัดลอกภาพจาก www.who.int/…/Vacuum_ extraction_P27_P31.html)

 

ข้อควรระวังในการใช้เครื่องดูดสุญญากาศ(5)

  • ไม่ควรใช้เครื่องดูดสุญญากาศเพื่อจุดประสงค์หลักในการหมุนศีรษะทารก การหมุนของศีรษะทารกจะเกิดขึ้นเองในระหว่างการดึง
  • การดึงในครั้งแรกจะช่วยในการบอกทิศทางของการดึงที่เหมาะสมได้
  • ไม่ควรดึงอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุด โดยเฉพาะในช่วงที่ไม่มีการหดรัดตัวของมดลูกและไม่มีแรงเบ่งจากมารดา
  • ถ้าศีรษะทารกเคลื่อนต่ำลงมาตามการดึงและไม่มีภาวะ fetal distress เกิดขึ้น สามารถดึงต่อไปได้เรื่อยๆ แต่ไม่ควรเกิน 30 นาที

Failure of vacuum extraction(5)

  1. ศีรษะทารกไม่เคลื่อนต่ำลงมาเลยในระหว่างการดึงแต่ละครั้ง
  2. หลังจากดึง 3 ครั้งแล้วไม่มีการเคลื่อนต่ำลงมาของศีรษะทารกและยังไม่สามารถคลอดได้ หรือดึงมานาน 30 นาทีแล้วแต่ยังไม่สามารถคลอดได้
  3. มีการเลื่อนหลุด (slip) ของ cup 2 ครั้ง โดยที่มี negative pressure มากพอที่ต้องการแล้วร่วมกับทิศทางการดึงถูกต้อง
  4. ในแต่ละครั้งของการใช้เครื่องดูดสุญญากาศ ให้ถือว่าเป็นการทดลองดึงเท่านั้น (trial of vacuum extraction) และไม่ควรทำหัตถการต่อถ้าไม่มีการเคลื่อนต่ำลงมาของศีรษะทารกเลยในแต่ละครั้งที่ออกแรงดึง
  5. ถ้ามีการ failure ของ vacuum extraction ให้พิจารณาผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง

ภาวะแทรกซ้อนของการใช้เครื่องดูดสุญญากาศ(5)

ภาวะแทรกซ้อนต่อทารก

  1. มีการบวมของหนังศีรษะ (localized scalp edema) ซึ่งเรียกว่า artificial caput หรือ chignon บริเวณใต้ต่อ vacuum cup ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อทารกแต่อย่างใด และสามารถหายได้เองภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
  2. อาจมีภาวะ cephalohematoma ได้ ซึ่งต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด แต่โดยมากมักหายไปได้เองในเวลา 3-4 สัปดาห์
  3. หนังศีรษะถลอก (scalp abrasion) พบได้ค่อนข้างบ่อยแต่ไม่มีอันตรายใดๆ หรืออาจเกิดเป็นแผล laceration ก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นแผลลึกมากอาจต้องการการเย็บ ส่วนภาวะ necrosis ของหนังศีรษะพบได้น้อยมากๆ
  4. ภาวะเลือดออกในสมอง (intracranial bleeding) อาจเกิดขึ้นได้แต่พบน้อยมากๆ ซึ่งทำให้ต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิดในทันที

ภาวะแทรกซ้อนต่อมารดา

  1. มีการฉีกขาดของช่องทางคลอดซึ่งนำไปสู่การตกเลือดหลังคลอดได้ ดังนั้นจึงต้องมีการตรวจช่องทางคลอด ตั้งแต่ปากมดลูก, ช่องคลอดและแผลฝีเย็บอย่างละเอียดทุกครั้ง และทำการเย็บซ่อมในทันที

Summary of operative vaginal delivery(2)

Level A recommendation (based on good & consistent scientific evidence)

  1. ทั้ง forceps และ vacuum extractors จัดว่าเป็นเครื่องมือที่ปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับในการนำมาใช้เพื่อช่วยคลอด โดยจะเลือกใช้เครื่องมือใดนั้นขึ้นกับสถานการณ์, ประสบการณ์และความชำนาญของผู้ทำคลอด
  2. Vacuum extractors เพิ่มโอกาสการเกิด cephalohematoma, retinal hemorrhage และ jaundice ในทารกมากกว่าการใช้ forceps ช่วยคลอด

Level B recommendation (based on limited or inconsistent scientific evidence)

  1. ผู้ทำคลอดควรพยายามใช้เวลาในการใช้เครื่องดูดสุญญากาศให้น้อยที่สุด เนื่องจากถ้าใช้เวลานาน โอกาสเกิด cephalohematoma จะยิ่งเพิ่มขึ้น
  2. ควรมีการสอนและฝึกหัดการทำ midforceps operations และเลือกทำในเฉพาะสถานการณ์ที่เหมาะสมร่วมกับผู้ทำคลอดควรมีความชำนาญเป็นอย่างดี
  3. การเกิด intracranial hemorrhage สูงที่สุดในทารกที่คลอดโดยการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องภายหลังจากที่ไม่สามารถคลอดทางช่องคลอดโดยใช้ vacuum หรือ forceps ได้ และการคลอดโดยใช้ทั้ง vacuum และ forceps มีอุบัติการณ์ของการเกิด intracranial hemorrhage เท่าๆกัน ดังนั้น ไม่ควรทำ operative vaginal delivery  ในกรณีที่คิดว่าโอกาสประสบความสำเร็จค่อนข้างต่ำ

Level C recommendation (based on consensus and expert pinion)

  1. การทำ operative vaginal delivery ไม่ใช่ข้อบ่งห้ามในกรณีที่สงสัยภาวะ macrosomia หรือ prolonged labor แต่ควรทำอย่างระมัดระวัง เนื่องจากความเสี่ยงของการเกิดการติดไหล่จะเพิ่มขึ้นในผู้ป่วยเหล่านี้
  2. ผู้ดูแลทารกแรกเกิดควรใส่ใจในเรื่องของวิธีการคลอดของทารกด้วย เพื่อที่จะสามารถสังเกตอาการผิดปกติและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดตามมาหลังการคลอดโดยใช้สูติศาสตร์หัตถการ

หนังสืออ้างอิง

  1. สถิติประจำปี หน่วยเวชศาสตร์มารดาและทารก ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, พ.ศ. 2548.
  2.  The American College of Obstetricians and Gynecologists. Compendium of selected publications 2005. 1st ed. Washington, DC: ACOG Distribution Center, 2005: 640-46.
  3. วีรวิทย์ ปิยะมงคล. การช่วยคลอดด้วยคีม. ใน: ธีระ ทองสง, ชเนนทร์ วนาภิรักษ์ บรรณาธิการ. สูติศาสตร์. ฉบับเรียบเรียงครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: พี. บี. ฟอเรน บุ๊คส เซนเตอร์, 2541: 520-32.
  4. Cunningham FG, Leveno KJ, Bloom SL, Hauth JC, Glistrap LC, Wenstrom KD. William obstetrics. 22nd ed. United states of America: McGraw-Hill companies, 2005: 549,559.
  5. www.who.int/reproductive-health/index.htm

 

Read More

Fluorescence in situ Hybridization (FISH)

การตรวจวินิจฉัยก่อนการฝังตัวโดยวิธี


Fluorescence in situ Hybridization (FISH)


โอภาส เศรษฐบุตร



            การตรวจวินิจฉัยก่อนการฝังตัว (preimplantation genetic diagnosis; PGD) เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งในการวินิจฉัยความผิดปกติทางพันธุกรรมของทารก นอกเหนือจากการวินิจฉัยทารกก่อนคลอด (prenatal diagnosis; PND) ที่มีการปฏิบัติกันอยู่แล้ว เช่น การตัดชิ้นเนื้อรก (chorionic villus sampling; CVS) การเจาะน้ำคร่ำ (amniocentesis) และการเจาะเลือดจากสายสะดือ (cordocentesis) โดยข้อจำกัดของการวินิจฉัยก่อนคลอดซึ่งเป็นการตรวจหลังจากที่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นแล้ว คือ มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดการแท้งบุตรจากกระบวนการตรวจ และในกรณีที่พบว่าทารกในครรภ์มีความผิดปกติจำเป็นต้องมีการยุติการตั้งครรภ์จะทำให้มีผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจของมารดา ส่วนการวินิจฉัยก่อนการฝังตัวนั้นทำก่อนที่จะมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นจึงไม่มีผลกระทบดังเช่นที่กล่าวมา แต่อย่างไรก็ตามการวินิจฉัยก่อนการฝังตัวจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ในการทำให้เกิดการปฏิสนธินอกร่างกาย แล้วทำการเลี้ยงตัวอ่อนเพื่อนำเซลล์ออกมามาตรวจ และยังต้องอาศัยห้องปฏิบัติการในการตรวจวินิจฉัยทางพันธุกรรมที่ซับซ้อน


            การวินิจฉัยก่อนการฝังตัวนั้นประสบความสำเร็จครั้งแรกในปี ค.ศ.1990 โดยเป็นการตรวจเพศจากเซลล์ของตัวอ่อนที่มีความเสี่ยงต่อโรคที่ถ่ายทอดทางโครโมโซมเพศ (sex-linked disease) โดยวิธีปฏิกิริยาลูกโซ่ (polymerase chain reaction : PCR)(1) หลังจากนั้นได้มีการนำมาใช้ในการตรวจ single gene disorders อื่นๆ เช่น cystic fibrosis ซึ่งในปัจจุบันมีโรคที่สามารถตรวจได้มากกว่า 40 ชนิด(2) ต่อมาได้มีการนำวิธีการตรวจด้วยสารเรืองแสง (fluorescence in situ hybridization : FISH) มาใช้โดยเฉพาะในการวินิจฉัยความผิดปกติของจำนวนโครโมโซม (aneuploidy) ทำให้มีข้อบ่งชี้ในการการตรวจวินิจฉัยก่อนการฝังตัวเพิ่มขึ้นจากการตรวจในรายที่มีความเสี่ยงต่อ sex-linked disease และ single gene disorder เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อความผิดปกติของจำนวนโครโมโซม รวมทั้ง ความผิดปกติทางโครงสร้างของโครโมโซม เช่น translocation ได้แก่ ผู้ที่มีปัญหาแท้งเป็นอาจิณ (recurrent abortion), การล้มเหลวจากการทำเด็กหลอดแก้วหลายๆครั้ง (repeated IVF failure), เป็นพาหะของ translocation และกลุ่มสตรีที่มีอายุมากซึ่งต้องการตั้งครรภ์(2)


เซลล์ที่สามารถนำมาใช้ในการวินิจฉัยก่อนการฝังตัว มีการนำเซลล์จากตัวอ่อนออกมาตรวจโดยวิธีจุลศัลยกรรม (micromanipulation) ซึ่งสามารถทำได้โดย



  1. การทำ polar body analysis(3, 4) โดยทำการดูด first และ second polar body จากตัวอ่อนระยะเซลล์เดียว ซึ่งมีข้อดีคือไม่มีผลต่อการพัฒนาและการฝังตัวของตัวอ่อน แต่ก็มีข้อจำกัดคือ เป็นการตรวจทางพันธุกรรมของไข่ ซึ่งมาจากฝ่ายมารดาเท่านั้น ไม่สามารถตรวจความผิดปกติที่มาจากฝ่ายบิดาได้

  2. การทำ blastomere biopsy จากตัวอ่อนในระยะ cleavage(3,4)  เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยการนำเซลล์ 1-2 เซลล์ออกจากตัวอ่อนในระยะ 6-8 เซลล์ หรือประมาณวันที่ 3 ของการเลี้ยงตัวอ่อน ซึ่งไม่ทำให้การพัฒนาของตัวอ่อนผิดปกติ และมีเวลาเพียงพอในการตรวจทางพันธุกรรม ก่อนที่จะทำการย้ายตัวอ่อน

  3. การทำ trophectoderm biopsy ในระยะ  blastocyst(4) ในระยะนี้สามารถทำการตัดเซลล์ออกมาหลายเซลล์ได้โดยไม่มีผลต่อตัวอ่อน แต่ก็มีข้อจำกัดคือ พบว่ามีประมาณครึ่งหนึ่งของตัวอ่อนเท่านั้นที่สามารถพัฒนามาถึงระยะนี้ได้ และยังพบภาวะ mosaicism ใน trophectoderm ได้บ่อยกว่าใน inner cell mass

เมื่อได้เซลล์มาแล้ว สามารถนำไปตรวจทางพันธุกรรมได้สองวิธี คือ การตรวจด้วยวิธี วิธีปฏิกิริยาลูกโซ่ และ วิธีการตรวจด้วยสารเรืองแสง ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะวิธีการตรวจด้วยสารเรืองแสง (และวิธีที่เกี่ยวข้องเท่านั้น)


 


วิธีการตรวจด้วยสารเรืองแสง (Fluorescence in situ Hybridization : FISH)


            เป็นการตรวจหา DNA ที่มีลำดับ nucleotide ที่จำเพาะในเซลล์ที่ต้องการตรวจ โดยใช้ DNA probe ที่มีลำดับของ nucleotide ที่สามารถจับกับ DNA ที่ต้องการตรวจได้ โดยมีการติด reporter molecule ไว้กับ probe ซึ่ง reporter molecule นี้อาจใช้เป็นสารกัมมันตรังสี เอนไซม์ หรือสารเรืองแสง(5) ในการตรวจด้วยวิธี FISH จะใช้ reporter molecule เป็นสองกลุ่ม ได้แก่



  1. direct FISH จะใช้สารเรืองแสง เช่น rhodamine ทำหน้าที่เป็น reporter molecule ติดกับ probe โดยตรง

  2. indirect FISH จะใช้เป็น hapten-labelled probe โดยใช้ biotin หรือ digoxigenin ติดกับ probe ซึ่งในขั้นตอนการอ่านผลจะต้องมีการใช้สารที่สามารถจับกับ biotin (คือ antibiotin antibody หรือ avidin) และ digoxigenin (คือ antidigoxigenin antibody) ที่ติดด้วยสารเรืองแสง เช่น fluorescein isothiocyanate (FITC) เป็นต้น

 


ขั้นตอนต่างๆในการทำ  FISH(5, 6)



  1. การเตรียมเซลล์ที่ต้องการตรวจ หลังจากที่ได้เซลล์มาแล้ว จะต้องทำการ fix เซลล์ติดกับสไลด์ แล้วทำการย่อยโปรตีนในนิวเคลียสและ cytoplasm ออก เพื่อให้ probe สามารถจับกับ DNA ที่ต้องการตรวจได้

  2. ทำให้ DNA ในเซลล์ และ probe เกิดการ denature คือมีการแยกของ DNA สายคู่ออกเป็นสายเดี่ยวๆ โดยอาศัยความร้อน

  3. Hybridization เป็นกระบวนการที่ probe เข้าไปจับกับ DNA ที่มีลำดับของกรดนิวคลีอิกที่จำเพาะหลังจากที่ถูกแยกให้เป็นสายเดี่ยวๆ แล้ว

  4. ทำการล้างเพื่อเอา probe ส่วนเกิน หรือ probe ที่จับแบบไม่จำเพาะออก (post-hybridization wash)

  5. Detection เป็นการตรวจหา probe ที่จับอยู่กับ DNA ที่จำเพาะ โดยอาศัย reporter molecule ซึ่งใน indirect FISH reporter molecule จะเป็น biotin หรือ digoxigenin ซึ่งจะต้องอาศัย antibiotin antibody หรือ avidin และ antidigoxigenin antibody ที่ถูกติดฉลากด้วยสาร fluorescene ก่อนจึงจะนำไปตรวจวัดได้

  6. การอ่านสัญญาณ (visualization)  โดยการนำไปส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์เรืองแสง โดยอาศัยคุณสมบัติพิเศษของสารเรืองแสง เมื่อดูดกลืนแสงที่มีความยาวคลื่นระดับหนึ่ง และจะปลดปล่อยแสงที่มีความยาวคลื่นที่มากกว่าออกมา ซึ่งในกล้องจุลทรรศน์เรืองแสงจะมีชุด filter ที่ยอมให้แสงที่มีความยาวคลื่นที่เหมาะสมผ่านไปกระตุ้นต่อสารเรืองแสง สารเรืองแสงก็จะปลดปล่อยแสงที่มีความยาวคลื่นอีกขนาดหนึ่งออกมา และจะมี filter อีกอันหนึ่งที่จะยอมให้แสงนี้ผ่านเข้าสู่ดวงตาโดยที่ไม่ยอมให้แสงที่มีความยาวคลื่นอื่นๆผ่าน จะสามารถเห็นบริเวณที่มีสารเรืองแสงเป็นจุดที่เรืองแสงบนพื้นหลังสีดำ

 


ข้อจำกัดในการตรวจวินิจฉัยตัวอ่อนก่อนการฝังตัวด้วย FISH



  1. เนื่องจากการตรวจ PGD เป็นการตรวจจาก blastomere จำนวน 1-2 เซลล์ ทำให้มีข้อจำกัดในการที่จะวินิจฉัยภาวะ mosaicism  ซึ่งมีลักษณะทางพันธุกรรมที่แตกต่างกันมากกว่า 1 แบบในตัวอ่อนเดียวกัน(5)

  2. ในตัวอ่อนระยะที่ทำการตรวจนี้สามารถพบความผิดปกติของโครโมโซมที่แตกต่างไปจากที่พบในช่วงหลังของการตั้งครรภ์  เป็นการยากที่จะเลือกโครโมโซมที่จะทำการตรวจ ซึ่งในทางที่ดีที่สุดควรจะต้องตรวจโครโมโซมทุกคู่ แต่ข้อจำกัดในการตรวจด้วย FISH นั้นสามารถตรวจโครโมโซมได้เพียงไม่กี่คู่ (ส่วนใหญ่ตรวจได้ 5-9 คู่)(2, 5) ทำให้ความผิดปกติบางชนิดอาจไม่สามารถตรวจพบได้

  3. ความผิดพลาดทางเทคนิค(5) อาจเกิดจากการสูญเสียโครโมโซมไประหว่างขั้นตอน fixation หรือ denaturation การย้อมโครโมโซมติดเพียงตัวเดียว หรือการซ้อนทับกันของสัญญาณ อาจทำให้เกิดความผิดพลาดในการแปลผลได้

  4. การที่บาง blastomere มีนิวเคลียสมากกว่าหนึ่งอัน (multinucleated blastomere; MNB) พบได้ประมาณร้อยละ 15-30 ซึ่งอาจมีจำนวนโครโมโซมในแต่ละนิวเคลียสแตกต่างกัน ทำให้เกิดความผิดพลาดในการแปลผลได้(5)

 


เทคนิคการตรวจทางอณูพันธุศาสตร์อื่นๆที่เกี่ยวข้องกับ fluorescence in situ hybridization



  1. nuclear conversion(2, 5) เนื่องจากการตรวจทางพันธุกรรมหลายๆวิธีจะต้องทำในระยะ metaphase ซึ่งโครโมโซมมีการขดตัวแน่นและแยกออกจากตัวอื่นๆได้ชัดเจน แต่ blastomere ที่ นำมาตรวจมักจะอยู่ในระยะ interphase จึงต้องมีการทำให้เข้าสู่ระยะ metaphase ก่อนที่จะนำไปตรวจด้วยวิธีอื่นๆ เช่น การทำ G-banding, chromosome painting และ spectral karyotyping

ส่วนหลักการของ nuclear conversion ทำโดยนำเซลล์ blastomere ไป fuse กับเซลล์ไข่ที่ถูกดูดเอา nucleus ออกแล้ว (enucleated oocyte) โดยอาศัยกระแสไฟฟ้าเป็นตัวกระตุ้นให้เซลล์เชื่อมติดกัน จากนั้นนำมาเลี้ยงในน้ำยาที่มี  okadaic acid หรือ colcemid  เพื่อให้เกิด premature chromosome condensation และ metaphase arrest แล้วจึงนำไปตรวจทางพันธุกรรมต่อไป แต่อย่างไรก็ตามยังพบว่าบางการที่มีการซ้อนทับกันของโครโมโซม หรือการสูญหายของบางโครโมโซมทำให้ผลการตรวจมีความผิดพลาดได้



  1. Comparative Genomic Hybridization หรือ CGH(2, 7, 8, 9) เป็นวิธีการตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซมที่สามารถตรวจโครโมโซมทุกคู่ โดยที่ไม่จำเป็นต้องทำให้อยู่ในระยะ metaphase ก่อน หลักการของวิธีนี้ คือ นำ DNA ที่ได้จากตัวอย่างที่ต้องการตรวจมาติดฉลากด้วยสารเรืองแสงที่ให้แสงสีเขียว และนำ DNA จากเซลล์ที่มีโครโมโซมปกติมาติดฉลากด้วยสารเรืองแสงที่ให้แสงสีแดง จากนั้นนำส่วนผสมของ DNA ทั้งสองอย่างนี้ไป hybridize บน metaphase chromosome ของคนปกติที่เตรียมไว้บน slide แล้วจึงนำไปส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ fluorescence ในกรณีที่ตัวอย่างที่ต้องการตรวจมีโครโมโซมปกติ DNA ของตัวอย่างและ DNA ปกติจะสามารถแย่งจับกับ metaphase chromosome ในสัดส่วนที่เท่ากัน สัญญาณที่เห็นจะเป็นสีเหลืองที่เกิดจากการผสมกันของสีเขียวและสีแดง ถ้าตัวอย่างมีโครโมโซมหรือส่วนของโครโมโซมคู่ใดเกินมา เช่น  trisomy หรือ unbalanced translocation ก็จะทำให้มีสัดส่วนของ DNA ของตัวอย่างในบริเวณนั้นสูงขึ้น สัญญาณที่เห็นในบริเวณนั้นก็จะเป็นสีเขียว ในทางตรงข้ามถ้าในตัวอย่างมีโครโมโซมหายไป เช่น monosomy หรือ deletion สัดส่วนของ DNA ของตัวอย่างในบริเวณนั้นจะลดลง ก็จะทำให้บริเวณนั้นเห็นเป็นสีแดง ซึ่งการตรวจสัดส่วนของสีของสัญญาณนี้ต้องอาศัยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อน จึงจะสามารถแยกความแตกต่างของสีได้(7) ส่วนข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่งของวิธีนี้คือบอกได้แต่ว่ามีการขาดหรือเกินของโครโมโซมเท่านั้น แต่จะไม่สามารถวินิจฉัยความผิดปกติทางโครงสร้างของโครโมโซม โดยที่ไม่มีการขาดหรือเกินของ DNA เช่น balanced translocation, inversion หรือ ring chromosomeได้(7)

ในการตรวจด้วยวิธี CGH นี้จะต้องใช้ DNA อย่างน้อย 200 นาโนกรัม เมื่อนำมาใช้ในการตรวจ blastomere ที่มีเพียงเซลล์เดียว จะต้องมีการเพิ่มปริมาณ DNA ก่อน ด้วยวิธี whole genome amplification (WGA) ที่สามารถได้เพิ่มปริมาณ DNA ได้ไม่น้อยกว่า 10,000 เท่า ซึ่งเพียงพอสำหรับ CGH และ PCR ในครั้งเดียวกัน(2, 5, 7)



  1. Spectral Karyotyping (SKY)(5)  เป็นการตรวจโครโมโซมในระยะ metaphase ทั้ง 23 คู่ ด้วยวิธี  FISH โดยใช้ probe ต่อโครโมโซมทั้งตัว (painting probe) ของโครโมโซมทุกตัว แต่เนื่องจากข้อจำกัดของจำนวนชนิดของสารเรืองแสงมีน้อยกว่าจำนวนโครโมโซม จึงใช้วิธีการปิดฉลาก probe โครโมโซมแต่ละตัวด้วยสารเรืองแสง 5 ชนิดในอัตราส่วนที่แตกต่างกัน (ratio labeling) ซึ่งเฉดสีที่ได้จะไม่สามารถแยกได้ด้วยตาเปล่า จึงต้องอาศัยคอมพิวเตอร์ช่วยในการวิเคราะห์ spectrum ของสีที่แสดงออกมาแล้วแปลงเป็นสีที่ได้รับการกำหนดมาเฉพาะโครโมโซมแต่ละตัวบนจอมอนิเตอร์เพื่อให้ผู้อ่านสามารถบอกถึงความแตกต่างของโครโมโซมแต่ละตัวได้

  2. DNA microarray เป็นเทคนิคที่พัฒนาล่าสุด โดยอาศัยการนำ DNA sequence ที่ต้องการตรวจมาจัดวางตามตำแหน่งต่างๆบนแผ่นกระจกเล็กๆของชิพ ซึ่งสามารถบรรจุชนิดของยีนที่ต้องการตรวจได้มากมายหลายยีน จากนั้นจึงนำ DNA ของตัวอย่างที่ต้องการตรวจและ DNA ของ control ที่ได้รับการติดฉลากด้วยสารเรืองแสงต่างสีกัน มา hybridize บนแผ่นชิพ แล้วจึงนำไปอ่านสัญญาณโดยอาศัยโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อว่า DNA ของตัวอย่างมียีนผิดปกติใด(5) การแบ่งประเภทของชิพตามการใช้งานแบ่งได้ดังนี้

    1. Expression chips เป็นการตรวจการแสดงออกของยีน โดยทำการสร้าง DNA จาก mRNA โดยวิธี reverse transcriptase PCR ซึ่ง mRNA นี้เกิดจากการ transcription ของยีนที่มีการแสดงออกจากเซลล์ตัวอย่าง จากนั้นนำ DNA ที่ได้มาผสมกับ DNA ที่เป็น control ซึ่งติดฉลากด้วยสารเรืองแสงคนละสีกัน แล้วนำไป hybridize กับ DNA บนชิพ แล้วแปลผลจากเฉดสีของสัญญาณก็จะบอกได้ว่าในเซลล์ตัวอย่างมีการแสดงออกของยีนที่ต้องการตรวจหรือไม่ (5, 10)

    2. Minisequencing chip เป็นชิพที่ใช้ตรวจหาการกลายพันธุ์ (mutation) ของยีน โดยจะนำปลายด้าน 5’ ของสาย oligonucleotide ที่มีความยาว 18-25 bases มาติดกับชิพ โดยสาย oligonucleotide นี้จะถูกออกแบบให้จับกับ DNA ของยีนที่ต้องการตรวจได้พอดี และปลายด้าน 3’ จะสิ้นสุดที่ 1 base ก่อนที่จะถึงตำแหน่งที่มีการกลายพันธุ์พอดี เมื่อนำ DNA ตัวอย่างมา hybridize บนชิพ DNA sequence ของยีนที่ต้องการตรวจจะถูกจับกับ oligonucleotide ที่ติดอยู่กับชิพ จากนั้นทำการเติม di-deoxynucleoside triphosphase (ddNTP) อีก 1 ตัวต่อไปจากปลาย 3’ ของสาย oligonucleotide โดยเอนซัยม์ DNA polymerase  ซึ่ง ddNTP ที่ใช้เติมเข้าไปจะถูกติดฉลากด้วยสารเรืองแสงต่างชนิดกันตามชนิดของเบสในโมเลกุล เมื่อนำชิพมาอ่านสีก็จะทราบว่าตำแหน่งที่มีการกลายพันธุ์จะมีลำดับของเบสเป็นอย่างไร(5, 10) ซึ่งในชิพ 1 อันสามารถทำการตรวจได้หลายยีน

    3. ชิพสำหรับการตรวจ aneuploidy อาศัยหลักการเดียวกับ expression chips แต่อาศัยการเปลี่ยนแปลงของปริมาณ DNA ที่เกิดจากการเกินหรือขาดของโครโมโซมในตัวอย่างเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเฉดสี ซึ่งการตรวจความแตกต่างของปริมาณของโครโมโซมนี้ยังทำได้ยาก จึงยังไม่มีการผลิตเพื่อการพานิชย์(5, 10)

 


เอกสารอ้างอิง



  1. Handyside AH, Kontogianni EH, Hardy K, Winston RM. Pregnancies from biopsied human preimplantation embryos sexed by Y-specific DNA amplification. Nature. 1990 Apr 19; 344 (6268): 768-70.

  2. Wells D. Advances in preimplantation genetic diagnosis. Eur J Obstet Gynecol Reprod Biol. 2004 Jul 1; 115 Suppl 1: S97-101.

  3. Harper JC, Bui TH. Pre-implantation genetic diagnosis. Best Pract Res Clin Obstet Gynaecol. 2002 Oct; 16(5): 659-70.


  1. อุษณีย์ เจตสว่างศรี. การตัดชิ้นเนื้อจากตัวอ่อน Embryo biopsy. ใน : ธีระพร วุฒยวนิช, บรรณาธิการ. เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์. เชียงใหม่: บริษัท นพบุรีการพิมพ์ จำกัด; 2546. หน้า 223-8.

  2. ธีระพร วุฒยวนิช. การตรวจด้วยสารเรืองแสง fluorescence in situ hybridization (FISH). ใน : ธีระพร วุฒยวนิช, บรรณาธิการ. เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์. เชียงใหม่: บริษัท นพบุรีการพิมพ์ จำกัด; 2546. หน้า 237-51.


  1. McDonough PG. Molecular biology and the reproductive sciences. In: Yen SCC Jr, Barbieri RL, editors. Reproductive endocrinology : physiology, pathophysiology, and clinical management. 4th ed. Philadelphia : W.B. Saunders, 1999: 3-29.

  2. Weiss MM, Hermsen MA, Meijer GA, van Grieken NC, Baak JP, Kuipers EJ, van Diest PJ. Comparative genomic hybridisation. ol Pathol. 1999 Oct; 52(5): 243-51.

  3. Wells D, Sherlock JK, Handyside AH, Delhanty JDA. Detailed chromosomal and molecular genetic analysis of single cells by whole genome amplification and comparative genomic hybridization. Nucleic Acids Research. 1999; 27(4): 1214-8.

  4. Kallioniemi A, Kallioniemi OP, Sudar D, Rutovitz D, Gray JW, Waldman F, Pinkel D. Comparative genomic hybridization for molecular cytogenetic analysis of solid tumors. Science. 1992; 258: 818-21.

  5. Wells D. Molecular tools for assessing genes and chromosomes in single cells. In: Annual review preimplantation embryology. Cancun, Mexico; January 8-10, 2001: 211-8.

Read More

Endometriosis and Infertility

ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่กับภาวะมีบุตรยาก 


(Endometriosis and Infertility)


น.พ.โอภาส เศรษฐบุตร



ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)


ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในสตรีวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งรายงานการศึกษาเกี่ยวกับอุบัติการณ์ของโรคนี้พบว่า ร้อยละ 1 ของสตรีที่มารับการผ่าตัดเนื่องจากโรคทางนรีเวช และร้อยละ 6 ถึงร้อยละ 43 ของสตรีที่มารับการทำหมันจะพบรอยโรคของภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในอุ้งเชิงกราน ส่วนในสตรีในวัยเจริญพันธุ์ที่มารับการเจาะท้องส่องกล้องเพื่อหาสาเหตุของการปวดท้องน้อยเรื้อรังจะพบรอยโรคได้ถึงร้อยละ 12 ถึงร้อยละ 32 ส่วนในการส่องกล้องเพื่อหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยากก็พบโรคนี้ได้ร้อยละ 21 ถึงร้อยละ 48 (1) นอกจากนี้สตรีที่มี ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ยังมีอาการแสดงของโรคที่แตกต่างกัน ที่พบได้บ่อยได้แก่ อาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง ปวดประจำเดือน ปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ (dyspareunia) มีเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก หรือภาวะมีบุตรยาก(1) ซึ่งอาการต่างๆเหล่านี้เป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตของสตรีหลายๆคน แต่ทั้งนี้ในสตรีบางรายที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่อาจไม่มีอาการใดๆเลยก็ได้


ในปัจจุบันความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ยังค่อนข้างจำกัด เพราะฉะนั้นจึงยังไม่มีการรักษาใดที่ดีที่สุด ในการดูแลผู้ป่วยในกลุ่มนี้จึงต้องเป็นการดูแลในลักษณะเป็นองค์รวม และเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด บางครั้งต้องอาศัยบุคลากรหลายสาขามาร่วมในการดูแลผู้ป่วย(2) ได้แก่ แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป สูตินรีแพทย์ ศัลยแพทย์ แพทย์ระบบต่อมไร้ท่อทางระบบสืบพันธุ์ นักจิตวิทยา พยาบาล ผู้ให้คำปรึกษา pain specialists physiotherapists immunologists นักโภชนาการ เป็นต้น


ในการรักษาสตรีที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่แต่ละรายนั้น ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว แต่มีปัจจัยต่างๆที่ต้องคำนึงถึงในการวางแผนการรักษา ได้แก่ ความรุนแรงของอาการ ระยะของโรค ตำแหน่งของพยาธิสภาพ อายุและความต้องการมีบุตรของผู้ป่วย(1) และถึงแม้ว่าจะไม่มีอาการรุนแรงก็ควรจะได้รับการรักษาเพราะพบว่าร้อยละ 30-60 ของผู้ป่วย พยาธิสภาพจะรุนแรงขึ้นเมื่อติดตามไปหนึ่งปี และไม่สามารถจะคาดเดาได้ว่ารายใดจะรุนแรงมากขึ้น(3) การรักษาภาวะนี้อาจทำได้หลายวิธี เช่น การรักษาโดยการผ่าตัด การรักษาด้วยยา การรักษาโดยใช้ทั้งการผ่าตัดและยาร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีการรักษาเพื่อให้มีการตั้งครรภ์ในรายที่มีปัญหามีบุตรยาก เช่น การใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (Assisted Reproductive Technology)


 


ตารางที่ 1:  ยาที่ใช้ในการรักษาภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่(4)


 








ยาที่มีหลักฐานยืนยันว่าสามารถใช้ได้ผล (established treatment)


–   Danazol


–   Pregestins


–   ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม


–   GnRH agonist


–   Gestrinone


ยาที่อยุ่ในระหว่างการศึกษาวิจัย


–   Progesterone receptor modulators


–   GnRH antagonists


–   Aromatase inhibitors


–   TNF-alpha inhibitors


–   Angiogenesis inhibitors


–   Matrix metalloproteinase inhibitor


–   Immunomodulators


–   Estrogen receptor beta-agonist


  


การรักษาด้วยยา (Medical Treatments)


            เนื่องจาก endometriotic implant ที่พบในอุ้งเชิงกรานนั้นต้องอาศัยฮอร์โมนเพศจากรังไข่โดยเฉพาะเอสโตรเจน การรักษาด้วยยาจึงมีจุดประสงค์เพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพฮอร์โมนในร่างกาย โดยจะทำให้เกิด ภาวะ pseudopregnancy หรือ menopause ซึ่งจะยับยั้งการเจริญของภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ได้(1,3) เมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาโดยการผ่าตัดแล้ว การใช้ยามีข้อได้เปรียบคือ สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการผ่าตัดได้และยังสามารถรักษารอยโรคขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าขณะผ่าตัดได้ แต่ก็มีข้อจำกัดจากอาการข้างเคียงของยาที่ใช้ โอกาสกลับเป็นซ้ำซึ่งจะสูงหลังจากที่หยุดการรักษา และไม่สามารถรักษาพยาธิสภาพที่เป็นพังผืดหรือถุงน้ำที่รังไข่ (endometrioma) ได้ และยังไม่มีผลดีต่อโอกาสตั้งครรภ์หลังการรักษาด้วย(1) ยาที่มีการนำมาใช้ในการรักษามีตั้งแต่ยาแก้ปวดในกลุ่ม NSAIDS ซึ่งสามารถลดอาการปวดในรายที่มีอาการไม่มาก หรือการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดในรายที่ไม่รุนแรงและต้องการคุมกำเนิดด้วย(1) ส่วนยาอื่นที่มีการนำมาใช้ ได้แก่ progestins, progesterone antagonist, gestinone, danazol, GnRH agonist, aromatase inhibitors, selective estrogen receptor modulator และกลุ่ม nonhormonal medication(3) ดังแสดงในตารางที่ 1


 


ยาที่มีหลักฐานยืนยันว่าสามารถใช้ได้ผล (established treatment)


 I.  Oral contraceptive pills


            มีการนำยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมมาใช้เพื่อชักนำให้เกิดภาวะ pseudo-pregnancy  ซึ่งเชื่อว่าในระยะแรกจะทำให้เกิด decidualization และมีการเจริญของเยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญผิดที่ ตามมาด้วยการฝ่อลง (atrophy) แต่การศึกษาระยะหลังพบว่า ยายังมีผลยับยั้งการแบ่งเซลล์ของเยื่อบุโพรงมดลูก และเพิ่ม apoptosis ด้วย(4) ขนาดของยาที่ใช้รักษา  ต้องรับประทานยาที่มี ethinyl estradiol 30-35 ไมโครกรัมทุกวันติดต่อกันเป็นเวลา 6 เดือนถึง 1 ปี พบว่าสามารถลดอาการปวดลงได้ในร้อยละ 60 – 95 ของผู้ป่วย(5,6) ส่วนการรับประทานยาเป็นรอบนั้นไม่มีหลักฐานว่าสามารถรักษาภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ได้ นอกจากจะช่วยลดปริมาณเลือดประจำเดือนและทำให้ประจำเดือนมาเป็นรอบตามปกติในบางรายที่มีเลือดออกมากหรือประจำเดือนมาไม่ปกติได้(3) และยาเม็ดคุมกำเนิดยังเป็นยาที่นำมาใช้ในการรักษาภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ได้บ่อยกว่ายาตัวอื่น(4)


 II.     Progestins


            ยาในกลุ่มนี้สามารถยับยั้งภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ได้ โดยจะทำให้เกิดภาวะ decidualization แล้วตามด้วยการฝ่อของเยื่อบุโพรงมดลูกที่อยู่ผิดที่ จากการศึกษาในระยะหลังพบว่า ยาในกลุ่มนี้ยังสามารถยับยั้ง matrix metalloproteinase ซึ่งเป็นเอนซัยม์ที่มีความสำคัญในการฝังตัวและการเจริญของเยื่อบุโพรงมดลูกที่อยู่นอกโพรงมดลูก(4) และยังน่าจะเป็นยาที่เลือกใช้ในอันดับต้นๆ เนื่องจากมีประสิทธิภาพดีเท่าเทียมกับ Danazol และยาในกลุ่ม GnRH analogue แต่ราคาไม่แพง และมีอาการข้างเคียงต่ำ ตัวอย่างยาที่นำมาใช้แสดงในตารางที่ 2 ซึ่งมีชนิดรับประทานและชนิดฉีด(3) นอกจากนี้ยังมีการใช้การรักษาเฉพาะที่โดยทำเป็น Levonorgestrel released intrauterine system ซึ่งสามารถลดอาการปวดประจำเดือน ปวดท้องน้อยเรื้อรัง และ dyspareuniaได้ นอกจากนี้ยังสามารถลดปริมาตรของ endometriotic nodule ที่ rectovaginal septum ได้(7,8) อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อยของยาในกลุ่มนี้ คือ ภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก ซึ่งพบได้ร้อยละ 38-47 และยังทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ คัดตึงเต้านม บวมน้ำ (fluid retention) และอารมณ์หดหู่ (depression)(4)


ตารางที่ 2:  ยาในกลุ่ม Progestins(3)


 






























ชื่อยา


วิธีบริหารยา 


ขนาดที่ใช้ 


ความถี่ 


Medroxyprogesterone acetate


รับประทาน


30 มก.


วันละครั้ง


Megestrol acetate


รับประทาน


40 มก.


วันละครั้ง


Lynoestrenol


รับประทาน


10 มก.


วันละครั้ง


Dydrogesterone


รับประทาน


20-30 มก.


วันละครั้ง


 III.   Gestrinone


เป็นอนุพันธุ์ของ 19-nortestosterone ซึ่งมีฤทธิ์ antiprogestagenic, andro genic (เพิ่มระดับ free testosterone และลด SHBG), antiestrogenic (ลด estradiol ลงอยู่ในระดับของ early follicular phase) และ antigonadotropic (ลดระดับ LH และยับยั้ง gonadotropins surge)(3) โดย gestrinone จะทำให้เกิด cellular inactivation  และมีการเสื่อมสลาย (degeneration) ของภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่(9)


Gestrinone นั้นมีการใช้อย่างแพร่หลายในยุโรปแต่ยังไม่มีการนำมาใช้ในสหรัฐอเมริกา(4)เนื่องจากเป็นยาที่มีค่าครึ่งชีวิตนาน (28 ชั่วโมง) ทำให้ไม่ต้องใช้ยาบ่อย ขนาดของยาที่แนะนำ คือ รับประทานครั้งละ 2.5 มิลลิกรัม สองครั้งต่อสัปดาห์เป็นเวลา 6 เดือน(3) ซึ่งประสิทธิภาพในการลดอาการปวดเท่าเทียมกับการใช้ GnRH analogue(10) ส่วนอาการข้างเคียงที่พบจะคล้ายกับอาการข้างเคียงของ danazol แต่จะมีความรุนแรงน้อยกว่า เช่น คลื่นไส้ เป็นตะคริว หรือมีอาการของฮอร์โมนเพศชายเด่น


IV.      Danazol


            เป็นยาที่ใช้ในการรักษาภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ใช้กันมานาน ซึ่งเป็นอนุพันธ์ isoxazole ของ 17 -ethinyl testosterone มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา คือ ยับยั้งการหลั่ง GnRH และ gonadotropins, ยับยั้งการสังเคราะห์ sex steroids, เพิ่มการขจัดของเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน, มีผลต่อตัวรับฮอร์โมนแอนโดรเจนและโปรเจสเตอโรนที่เซลล์ของเยื่อบุโพรงมดลูก และยังมีผลต่อระบบ immunity(3,4) ในสตรีที่ได้รับยานี้จะมีระดับของแอนโดรเจนสูง เอสโตรเจนต่ำ ทำให้ยับยั้งการเจริญของภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ และเกิดภาวะขาดประจำเดือน  ส่วนอาการข้างเคียงของยานี้เป็นอาการที่เกิดจากระดับของแอนโดรเจนที่สูง เอสโตรเจนที่ต่ำ ที่พบได้บ่อยคือ น้ำหนักเพิ่ม บวมน้ำ มีสิว ผิวมัน ขนดก เสียงแหบ มีอาการร้อนวูบวาบ ช่องคลอดแห้ง เต้านมเล็กลง ความต้องการทางเพศลดลง อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อารมณ์แปรปรวน เป็นต้น ขนาดของยาที่ใช้ในการรักษา ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ คือ เริ่มต้นด้วยการรับประทานวันละ 400 มิลลิกรัม และอาจเพิ่มจนถึงวันละ 600-800 มิลลิกรัม เพื่อให้เกิดการขาดประจำเดือนและอาการปวดลดน้อยลง(3) นอกจากนี้ยังมีการนำมาใช้ในลักษณะเฉพาะที่ โดยทำเป็น vaginal ring ที่มี danazol อยู่ 1,500 มิลลิกรัม พบว่าลดอาการข้างเคียงโดยที่ยังคงประสิทธิภาพในการรักษาอยู่(4,11)


V.   GnRH agonist


            สามารถลดการหลั่ง FSH และ LH จากต่อมใต้สมอง โดยการ down regulation ทำให้ลดการหลั่งฮอร์โมนเพศจากรังไข่ มีผลให้ระดับของฮอร์โมนเพศต่ำลงเหมือนเข้าสู่วัยทอง จากการศึกษาพบว่า GnRH agonist มีผลยับยั้งการเจริญของเซลล์ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ในห้องทดลอง (in vitro) และการที่พบว่ามียีนสำหรับ GnRH receptor อยู่บน endometiosis จึงเชื่อว่า GnRH agonists มีผลยับยั้งโดยตรงต่อภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ด้วย(12) นอกจากนี้ในการศึกษาในหนูพบว่า GnRH agonists อาจช่วยลดการเกิดพังผืดโดย ลดการทำงานของ plasminogen activator และ matrix metalloproteinase(13)


            ยาในกลุ่มนี้มีหลายชนิด เช่น lueprolide, buserelin, nafarelin, histrelin, goserelin, deslorelin และ triptorelin ดังแสดงในตารางที่ 3 โดยในขนาดที่ใช้รักษาจะทำให้ระดับของ estradiol อยู่ในช่วง 20-40 พิโคกรัม/มิลลิลิตร ซึ่งผลการรักษาในด้านการลดอาการปวดจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ จะใกล้เคียงกับ danazol และ progestin ส่วนอาการข้างเคียงที่พบได้บ่อย จะเป็นผลจากระดับ estrogen ที่ต่ำ เช่น ร้อนวูบวาบ ช่องคลอดแห้ง ความต้องการทางเพศลดลง และกระดูกพรุน (พบว่ามีการลดลงของความหนาแน่นของ trabecular bone ถึงร้อยละ 6-8 เมื่อการรักษาผ่านไป 6 เดือน) ในการรักษาภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ด้วย GnRH agonists จึงมีการให้ฮอร์โมนเสริม (add-back therapy) เพื่อลดอาการแทรกซ้อนจากภาวะกระดูกพรุน และ vasomotor symptoms การให้ฮอร์โมนเสริมอาจใช้เป็นกลุ่มโปรเจนเตอโรน (progestin) เช่น norethisterone วันละ 1.2 มิลลิกรัม หรือ norethinotrone acetate 5 มิลลิกรัม ต่อวัน ส่วน medrogestrone 10 มิลลิกรัม/วัน นั้นไม่สามารถป้องกันการลดลงของมวลกระดูกได้ นอกจาก     โปรเจสเตอโรนแล้ว อาจใช้เป็น tibolone 2.5 มิลลิกรัม/วัน หรือ เอสโตรเจนรวมกับโปรเจสเตอโรน เช่น conjugated estrogen 0.625 มิลลิกรัม หรือ estradiol 2 มิลลิกรัม ร่วมกับ medroxyprogesterone acetate 2.5 มิลลิกรัม หรือ norethindrone acetate 5 มิลลิกรัม หรือ norethisterone acetate 1 มิลลิกรัม(3) ในปัจจุบันมีเพียง levonorgestrel เท่านั้นที่ FDA ของสหรัฐอเมริกายอมรับในนำมาใช้เป็นฮอร์โมนเสริมได้(4) แต่ก็มีรายงานหนึ่งพบว่าภาวะมวลกระดูกลดลงหลังการให้ GnRH agonists ระยะยาวนั้น จะไม่กลับคืนเป็นปกติ จนถึง 6 ปี หลังการรักษา แม้ว่าจะได้รับการให้ฮอร์โมนเสริมแล้วก็ตาม(14)


ตารางที่ 3:  ยาในกลุ่ม GnRH agonists(3)


 













































ชื่อยา


วิธีบริหารยา 


ขนาดที่ใช้ 


ความถี่ 


Leuprolide


ฉีดใต้ผิวหนัง


500 ไมโครกรัม


วันละครั้ง


 


ฉีดเข้ากล้าม


3.75 มิลลิกรัม


เดือนละครั้ง


Goserelin


ฉีดใต้ผิวหนัง


3.6 มิลลิกรัม


เดือนละครั้ง


Buserelin


พ่นจมูก


300 ไมโครกรัม


วันละครั้ง


 


ฉีดใต้ผิวหนัง


200 ไมโครกรัม


วันละครั้ง


Nafarelin


พ่นจมูก


200 ไมโครกรัม


วันละครั้ง


Triptorelin


ฉีดเข้ากล้าม


3.75 มิลลิกรัม


เดือนละครั้ง


 


            ส่วนการรักษาแบบถอยกลับ (Draw-back therapy) เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดภาวะลดลงของมวลกระดูก โดยการลดปริมาณ GnRH agonists ลงหลังเริ่มการรักษา มีรายงานการให้ Nafarelin ในขนาด 400 ไมโครกรัมในเดือนแรก แล้วลดลงเหลือเดือนละ 200 ไมโครกรัม จนครบ 6 เดือน โดยยังสามารถควบคุมระดับของเอสตร้าไดอัลในระดับต่ำ (30 พิโคกรัม/มิลลิลิตร) แต่มีการสูญเสียมวลกระดูกน้อยกว่า(15)


ยาที่อยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัย


 I.    Progesterone antagonists


ยาในกลุ่ม progesterone antagonist และ progesterone receptor modulator อาจยับยั้งการเจริญของภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ โดยคุณสมบัติในการยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูก โดยที่ไม่ทำให้เกิดอาการข้างเคียงของการที่มีเอสโตรเจนต่ำ แต่ก็ยังไม่ได้มีการใช้แพร่หลายและประสิทธิภาพการรักษาก็ยังอยู่ระหว่างการศึกษา(3) ยาในกลุ่มนี้ เช่น


1.  Mifepristone หรือ RU-486 โดยขนาดที่แนะนำ คือ 25 – 100 มิลลิกรัมต่อวัน โดยมีการศึกษาพบว่าการใช้ในขนาดต่ำ คือ 5 มิลลิกรัมต่อวัน สามารถลดอาการปวดได้ แต่ไม่ทำให้รอยโรคลดลง(16) ส่วนการให้ในขนาด 50 มิลลิกรัมต่อวัน นั้นสามารถลดอาการปวดได้และยังทำให้รอยโรคลดลงได้ร้อยละ 55(17)


2.  ยาอื่นๆเช่น Onapristone, ZK136799 ยังอยู่ในขั้นตอนศึกษาในสัตว์ทดลอง(3)


II.    Aromatase inhibitor


            สามารถยับยั้งการเจริญของภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ โดยขัดขวางการสังเคราะห์เอสโตรเจน ซึ่งยังคงอยู่ในช่วงเวลาของการศึกษาในสัตว์ทดลอง(3) มีรายงานกรณีศึกษาของการใช้ยา Anastrozole ขนาด 1 มิลลิกรัม ร่วมกับการให้แคลเซียมเสริมเป็นเวลา 9 เดือน พบว่าสามารถทำให้ระดับเอสโตรเจนและอาการปวดลดลง ภายใน 2 เดือน และจากการติดตามผลที่ 9 เดือนของการรักษา พบว่ารอยโรคที่พบในช่องคลอดมีขนาดลดลง 10 เท่า(18)


III.    Selective Estrogen Receptor Modulator (SERM)


            ยาในกลุ่มนี้ เช่น Raloxifen ได้มีการนำมาศึกษาในสัตว์ทดลอง พบว่าสามารถทำให้ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ลดลงได้ แต่ยังไม่ได้นำมาใช้ในคน(3)


IV.    ยาอื่นๆที่ไม่ใช่ยาในกลุ่มฮอร์โมน(3)


1)    Modulation of cytokines เช่น recombinant human TNF--binding protien, recombinant interferon  2 B และ immune enhancing modulator


2)    Anti-inflammation เช่น leukotriene receptor antagonist, pentoxifylline


3)    ยาที่ยับยั้ง Matrix Metalloproteinase


สรุป : จากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันพบว่า ยาที่มีการนำมาใช้ในการรักษาภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (established medication) มีประสิทธิภาพในการลดอาการเจ็บปวดที่สัมพันธ์กับภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ได้ไม่แตกต่างกัน ในการเลือกชนิดของยาที่ใช้ในการรักษา จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น อาการข้างเคียง ความยากง่ายในการบริหารยา และราคายา นอกจากนี้ยังพบว่า GnRH agonists เท่านั้นที่มีหลักฐานยืนยันว่าสามารถลดอาการเจ็บปวดในรายที่ได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมนอื่นมาก่อนแล้วไม่ได้ผล(4)


 


การรักษาด้วยการผ่าตัด (Surgical Treatment)


การรักษาภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ด้วยการผ่าตัด ทำได้สองลักษณะคือ การผ่าตัด แบบอนุรักษ์ (conservative) ซึ่งจะรักษามดลูก ท่อนำไข่ และเนื้อของรังไข่ไว้ ทำให้ผู้ป่วยยังมีความสามารถที่จะตั้งครรภ์ได้ กับการผ่าตัดแบบ definite ซึ่งจะตัดมดลูกออก โดยอาจจะเก็บหรือไม่เก็บส่วนของรังไข่ไว้(1) ซึ่งการรักษาโดยการผ่าตัดมักจะเลือกใช้ในรายที่ระยะของโรครุนแรง ผู้ป่วยมีอาการปวดรุนแรง หรือมีอาการฉับพลัน และจำเป็นต้องได้รับผ่าตัด หรือในรายที่รักษาด้วยยาแล้วไม่ได้ผล


ในการศึกษาเชิงทดลองแบบสุ่ม (Randomized control trial : RCT) ในผู้ที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ระยะ II/III พบว่าการผ่าตัดให้ผลการรักษาที่ดีกว่าการเฝ้าติดตามอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนหลังการรักษา โดยเฉพาะสามารถลดอาการปวดลงได้ถึงร้อยละ 74 ในขณะที่ในกลุ่มผู้ที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ระยะ I ผลการรักษาจะไม่ดีเท่าในกลุ่มแรก(19) และร้อยละ 90 ของผู้ที่ตอบสนองต่อการรักษาจะยังมีอาการปวดน้อยเมื่อติดตามไป 1 ปี ส่วนในรายที่เป็นระยะรุนแรงพบว่าการผ่าตัดจะสามารถลดอาการปวดลงในร้อยละ 80 ของผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา(20)


การผ่าตัดเชิงอนุรักษ์สามารถทำได้ทั้งการผ่าตัดผ่านกล้อง (laparoscopy) และการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง (laparotomy) ซึ่งการผ่าตัดผ่านกล้องมีข้อได้เปรียบคือ สามารถให้การรักษาไปในครั้งเดียวกับที่ทำการวินิจฉัยได้ และเมื่อเทียบกับการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดผ่านกล้องจะใช้เวลาพักรักษาตัวในโรงพยาบาลสั้นกว่า และสามารถกลับไปดำเนินชีวิตตามปกติได้เร็วกว่า ดังนั้นการผ่าตัดเปิดหน้าท้องจึงควรทำในรายที่โรคเป็นรุนแรง มีพังผืดมาก หรือรอยโรคอยู่ใกล้อวัยวะสำคัญ เช่น ท่อไต uterine artery กระเพาะปัสสาวะ หรือลำไส้ ส่วนหัตถการที่พยายามลดอาการปวดโดยขัดขวางการการส่งสัญญาณจากปลายประสาทไม่ให้เข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางได้ เช่น การทำ presacral neurectomy หรือการตัด uterosacral ligament ยังไม่มีหลักฐานที่เพียงพอที่จะยืนยันถึงประโยชน์ของหัตถการนี้(1)


ส่วนการผ่าตัดแบบ definite นั้น ควรจะเลือกในรายที่ไม่ต้องการมีบุตรแล้ว โรคอยู่ในระยะรุนแรง เคยได้รับการรักษาด้วยยา หรือการผ่าตัดเชิงอนุรักษ์แล้วไม่ได้ผล ส่วนการตัดสินใจเก็บรังไข่ไว้ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วย และพยาธิสภาพที่รังไข่(1)


สรุป : การรักษาด้วยการผ่าตัดก็ยังคงมีความสำคัญ โดยเฉพาะในรายที่ยังต้องการมีบุตรอีก ส่วนวิธีการผ่าตัดนั้น การผ่าตัดผ่านกล้องและการเปิดหน้าท้อง ให้ผลการรักษาที่ไม่แตกต่างกัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับทักษะและความชำนาญของแพทย์ที่ทำการผ่าตัดด้วย สำหรับเทคนิคในการผ่าตัด เช่น การทำ ablation หรือการทำ excision นั้น ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าวิธีใดจะดีกว่ากัน นอกจากนี้ยังมีหลักฐานยืนยันว่า การให้ GnRH agonists หลังการผ่าตัดจะช่วยยืดระยะเวลาที่ไม่มีอาการปวดของผู้ป่วยออกไปได้ และเหมาะสมในรายที่อาการปวดเป็นปัญหาหลักของผู้ป่วย(21)



ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่กับภาวะมีบุตรยาก


(Endometriosis and Infertility)


            ภาวะมีบุตรยากพบได้บ่อยในผู้ที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ นอกเหนือไปจากอาการปวดท้องน้อยและการพบก้อนที่ปีกมดลูก มีการศึกษาพบว่าอุบัติการณ์ของภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในสตรีที่มีบุตรยากมีอัตราสูงถึงร้อยละ 48 เมื่อเทียบกับร้อยละ 5 ในสตรีที่มาทำหมันซึ่งไม่ได้มีปัญหามีบุตรยาก(22)  นอกจากนี้ยังพบว่าอัตราการตั้งครรภ์สะสม (fecundity rate) ในสตรีที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ที่ไม่ได้รับการรักษามีเพียง 0.02 – 0.10 ต่อเดือน(23) เทียบกับ 0.15 – 0.20 ต่อเดือน ในสตรีปกติ(24)


            ถึงแม้ว่าจะพบความสัมพันธ์ระหว่างภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่กับภาวะมีบุตรยาก แต่กลไกของการเกิดยังไม่ทราบแน่ชัด ซึ่งมีสมมุติฐานของการทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากอยู่หลายประการ ดังนี้ (25)



  1. การมีพังผืดที่เกิดจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ทำให้กายวิภาคของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานมีความผิดปกติ มีผลทำให้ขัดขวางกระบวนการตกไข่และการนำไข่เข้าสู่ท่อนำไข่(26)

  2. มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพในช่องท้องในสตรีที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ซึ่งพบว่ามีปริมาณของเหลวในช่องท้องมากขึ้น มีปริมาณ macrophage สูงขึ้น รวมทั้งมีปริมาณสารพรอสตาแกลนดินส์ (prostaglandins),  interleukin-1, tumor necrotic factor และ protease ในของเหลวในช่องท้องสูงขึ้น ซึ่งทำให้มีผลต่อไข่ อสุจิ และการทำงานของท่อนำไข่ (27,28)

  3. มีการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิต้านทาน พบว่ามีการเพิ่มของ IgG, IgA และ lymphocyte ในเยื่อบุโพรงมดลูกของสตรีที่มี ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ซึ่งอาจมีผลต่อการฝังตัว นอกจากนี้ยังมีรายงานการพบ autoantibody ต่อเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกได้มากขึ้น(28)

  4. ความผิดปกติของระบบฮอร์โมนและการตกไข่ เช่น luteinized unruptured follicles syndrome, luteal phase dysfunction, การเจริญของ follicle ที่ผิดปกติ และการหลั่งของ LH ก่อนเวลาที่เหมาะสมหรือมีการหลั่ง LH มากกว่าหนึ่งครั้ง อาจพบได้บ่อยในสตรีที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่(26)

  5. ความผิดปกติของเยื่อบุโพรงมดลูกในสตรีที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ อาจรบกวนการฝังตัวของตัวอ่อน มีการศึกษาพบว่ามีการลดลงของ v integrins ในช่วงระยะของการฝังตัว (implantation window)(29) มีการลดลงของปริมาณเอนซัยม์ที่ใช้สังเคราะห์ selectin ซึ่งเป็น oligosaccharide-based ligands บนเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกที่จะจับกับ L-selectin ซึ่งเป็น receptor บนผิวเซลล์ trophoblast ของ blastocyst(30)

การรักษาภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในสตรีที่มีภาวะมีบุตรยาก



 I.    การรักษาด้วยการผ่าตัด (Surgical treatment)


            ในกลุ่มสตรีที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ระยะที่ I/II มี 2 รายงานการศึกษา (RCT) ที่ทำการศึกษาประสิทธิภาพของการรักษาโดยการผ่าตัดต่อโอกาสในการตั้งครรภ์ คือการศึกษาของ Canadian Collaborative Group on  endometriosis ในคานาดา(31) และการศึกษาในอิตาลีโดย Grouppo Italiano per lo Studio dell’Endometriosi(32) ทั้งสองการศึกษาประเมินผลการรักษาโดยการทำ excision หรือ ablation รอยโรค ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ระยะที่ I/II โดยดูจากอัตราการเกิดมีชีพ การศึกษาในคานาดาพบว่าอัตราการเกิดมีชีพในกลุ่มที่ได้รับการรักษาเทียบกับกลุ่มควบคุมเท่ากับ ร้อยละ 29 และร้อยละ 17 ตามลำดับ ส่วนการศึกษาในอิตาลีเท่ากับร้อยละ 20 และร้อยละ 22 ตามลำดับ และเมื่อรวมผลของการศึกษาทั้งสองเข้าด้วยกันพบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมี absolute different เท่ากับร้อยละ 8.6 ไปในทางที่การผ่าตัดจะได้ผลดีกว่าการไม่รักษา (95% CI 2.1, 15) และ number needed to treat (NNT) เท่ากับ 12 (95% CI 7, 49) หมายความว่าในสตรีที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ระยะ I/II ทุกๆ 12 คนที่ได้รับการเจาะท้องส่องกล้องและได้รับการทำ ablation หรือ excision  จะมีคนที่ตั้งครรภ์เพิ่มอีกหนึ่งคนมากกว่าถ้าไม่ได้รับการรักษาใดๆ(25,33)


            ส่วนภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในระยะรุนแรง มีเพียง 1 การศึกษาเท่านั้นและเป็นการศึกษาที่ไม่มีการสุ่มตัวอย่าง (nonrandomized study) พบว่าผลการตั้งครรภ์หลังจากผ่าตัดเพิ่มจากร้อยละ 45 เป็นร้อยละ 63 ซึ่งจากการศึกษานี้และการศึกษาอื่นๆที่เป็นการศึกษาเชิงสังเกต (observational studies) มีแนวโน้มว่าการผ่าตัดแบบ conservative อาจช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ในสตรีที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ระยะ III/IV(34)



II.    การรักษาด้วยยา (Medical treatment)


            แม้ว่าจะมีการนำยาหลายๆชนิด เช่น danazol, GnRH agonist, GnRH antagonist, progestins และ combined estrogen progestins มาใช้ในการรักษาอาการปวดจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ แต่ก็ไม่พบหลักฐานว่าการใช้ยาช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ในสตรีกลุ่มนี้ มีการศึกษาแบบ meta-analysis ที่รวบรวมรายงานการศึกษาเชิงทดลองแบบสุ่ม (Randomized control trial : RCT) 7 รายงานการศึกษา พบว่าการใช้การรักษาด้วยยาไม่ช่วยเพิ่มการตั้งครรภ์เมื่อเทียบกับการใช้ placebo หรือไม่ให้การรักษา (OR 0.85, 95% CI 0.95, 1.22)(23)


 


III.    การรักษาด้วยยาร่วมกับการผ่าตัด (Combined medical and surgical treatmet)


            ถึงแม้ว่าจะมีการรายงานถึงประโยชน์ของการให้การรักษาด้วยยาก่อนและหลังการผ่าตัด เช่น ช่วยลดการเสียเลือดจากการผ่าตัด ลดขนาดของรอยโรคทำให้ไม่ต้องตัดเนื้อเยื่อออกมาก หรือช่วยรักษารอยโรคที่ยังหลงเหลืออยู่หลังผ่าตัดซึ่งบางครั้งอาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าการให้การรักษาด้วยยาร่วมกับการผ่าตัดจะช่วยเพิ่มโอกาสของการตั้งครรภ์(25)


IV.    การกระตุ้นไข่การตกไข่และการฉีดอสุจิเข้าโพรงมดลูก (Superovulation and Intrauterine Insemination: IUI)


            ได้มีการนำการกระตุ้นการตกไข่และการฉีดอสุจิเข้าโพรงมดลูกมาใช้ในการรักษาภาวะมีบุตรยากจากหลายๆ สาเหตุ รวมทั้งภาวะมีบุตรยากที่เกิดจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ด้วย มีการศึกษาที่เป็น RCT ดังแสดงในตารางที่ 4 ซึ่งอาจพอที่จะสรุปได้ว่าการรักษาด้วย clomiphene citrate ร่วมกับการฉีดอสุจิเข้าโพรงมดลูก หรือ gonadotropins และ gonadotropins ร่วมกับ IUI ในสตรีมีบุตรยากที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ระยะ I/II ทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์มากกว่าการที่ไม่รักษา(25)


 


ตารางที่ 4: อัตราการตั้งครรภ์และคลอดทารกในสตรีที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ระยะ I/II ที่ได้รับการรักษาด้วยการกระตุ้นการตกไข่และการฉีดอสุจิเข้าโพรงมดลูก(25)


 





















































treatment


Deaton (1990)


Chaffkin (1991)


Fedele (1992)


Kemmann (1993)


No treatment หรือ ICI


0.033


–


0.045


0.028


IUI


–


–


–


–


clomiphene


–


–


–


0.066


clomiphene / IUI


0.095a


–


–


–


gonadotropins


–


0.066


–


0.073a


Gonadotropins / IUI


–


0.129a


0.15a


–


IVF


–


–


–


0.222a


            a P<0.05 ในกลุ่มที่ได้รับการรักษาเทียบกับกลุ่มควบคุม


 


V.    การใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (Assisted Reproductive Technology : ART)


            ถึงแม้จะเป็นที่ยอมรับกันว่าการรักษาโดยการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ มีความเหมาะสมในสตรีที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ โดยเฉพาะในระยะ III/IV แต่ก็ยังไม่มีการศึกษาชนิด RCT ที่ให้ผลสนับสนุนว่าผลการรักษาจะดีกว่า expectant ในแต่ระยะของโรค มีการศึกษาที่มีขนาดตัวอย่างไม่มากที่เปรียบเทียบผลการรักษาโดยการทำเด็กหลอดแก้วกับ expectant management พบว่ามีการตั้งครรภ์ในแต่ละกลุ่มเท่ากับ 5 ใน 15 และ 0 ใน 6 ตามลำดับซึ่งพบว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(35)


            ส่วนภาวะภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่นั้น มีผลในทางลบต่อผลการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ การศึกษาในระยะแรกๆพบว่าภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่มีผลทำให้คุณภาพของไข่ลดลงและอัตราการปฏิสนธิต่ำ แต่ในการศึกษาระยะหลังพบว่าอัตราการปฏิสนธินั้นไม่แตกต่างจากคนปกติ แต่จะมีอัตราการฝังตัวที่ลดลง ซึ่งอาจเป็นผลจากการที่ระดับของ Interleukin-6 ใน follicular fluid ต่ำในผู้ที่มีภาวะภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่(3) แต่ก็มีการศึกษาในโปรแกรมการใช้ไข่บริจาค พบว่าตัวอ่อนที่ได้จากไข่ของผู้ที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ระยะ III/IV นั้น มีอัตราการฝังตัว การตั้งครรภ์และการแท้ง ไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม(36) และมีการศึกษาเปรียบเทียบการทำเด็กหลอดแก้วจำนวน 5 รอบ ในผู้ป่วยภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ และผู้ที่มีภาวะ tubal factor พบว่าอัตราการตั้งครรภ์สะสม และอัตราการคลอดสะสมไม่แตกต่างกัน (ร้อยละ 63 เทียบกับ ร้อยละ 63 และ ร้อยละ 47 เทียบกับ ร้อยละ 51 ตามลำดับ) แต่สตรีที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่จะมีการตอบสนองต่อการกระตุ้นไข่ต่ำกว่าและต้องใช้ปริมาณ gonadotropins สูงกว่า(37)


จากการศึกษาแบบ meta-analysis ที่รวบรวม 22 การศึกษา ซึ่งรวบรวมการทำเด็กหลอดแก้วจำนวน 2,377 รอบในสตรีที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ และ 4,383 รอบในสตรีที่ไม่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ พบว่าเมื่อเทียบกับสตรีที่มีปัญหาจากท่อนำไข่แล้ว สตรีที่มี ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่เป็นสาเหตุของภาวะมีบุตรยากเพียงอย่างเดียวจะมีอัตรากาตั้งครรภ์ อัตราการปฏิสนธิและอัตราการฝังตัวต่ำกว่า และจำนวนไข่ที่ได้น้อยกว่า เมื่อเทียบในสตรีที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ระยะ I-II กับระยะ III-IV พบว่าในกลุ่มหลังจะมีผลการรักษาที่ต่ำกว่าดังแสดงในตารางที่ 5 (38)


 


สรุป : ในการดูแลสตรีที่มีปัญหามีบุตรยากที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ นอกจากความรุนแรงของโรคแล้ว ยังต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น อายุของคู่สมรสฝ่ายหญิง ระยะเวลาที่มีบุตรยาก ประวัติครอบครัว อาการปวดประจำเดือนหรือปวดท้องน้อยเรื้อรัง เพื่อนำมาประกอบในการวางแผนการรักษาด้วย โดยเฉพาะการตัดสินใจในการทำผ่านกล้องทางหน้าท้อง (laparoscopy) ซึ่งเป็นหัตถการที่ invasive ว่าควรจะทำช่วงใดของการรักษา และเมื่อทำการเจาะท้องส่องกล้องแล้วถ้าพบว่ามีรอยโรคของภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ควรจะทำการผ่าตัดออกหรือจี้ทำลายรอยโรคที่เห็นด้วย(25)


            ในสตรีที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ระยะ I/II อายุจะมีส่วนช่วยในการวางแผนการรักษา ในกรณีที่อายุยังไม่มากอาจใช้การเฝ้าติดตาม หรือกระตุ้นการตกไข่ร่วมกับการทำ IUI แต่ในรายที่อายุมากกว่า 35 ปี ควรจะแนะนำการกระตุ้นการตกไข่ร่วมกับการทำ IUI เป็นอย่างน้อย หรือแนะนำการทำเด็กหลอดแก้วไปเลย ส่วนในรายที่อยู่ในระยะ III/IV ควรได้รับการผ่าตัดแบบอนุรักษ์โดยอาจผ่าตัดผ่านกล้องหรือผ่าตัดเปิดหน้าท้อง แต่ในรายที่อายุมากหรือเคยได้รับการผ่าตัดแบบ อนุรักษ์มาก่อนแล้วไม่สำเร็จ ควรแนะนำการรักษาโดยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์(25)


 


ตารางที่ 5: ผลการรักษาโดยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ในสตรีที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่(38)


 







































































ผลการรักษา


 


 


Crude OR


(95% CI)


Adjusted OR


(95% CI)


Endometriosis VS tubal factor


endometriosis


Tubal factor


 


 


Pregnancy rate


25.38


27.71


0.88


(0.79-1.00)


0.56


(0.44-0.70)


Fertilization rate


59.50


66.09


0.95


(0.94-0.95)


0.81


(0.79-0.83)


Implantation rate


12.72


18.08


0.86


(0.85-0.88)


0.86


(0.85-0.88)


Mean number of oocytes


7.79


7.30


1.06


(1.04-1.08)


0.82


(0.75-0.90)


Endometriosis


stage III-IV


stageI-II


 


 


Pregnancy rate


13.84


21.12


0.60


(0.42-0.87)


0.64


(0.35-1.17)


Fertilization rate


74.47


58.38


1.11


(1.09-1.13)


Not interpretable


Implantation rate


10.23


11.31


0.93


(0.87-0.98)


0.21


(0.15-0.32)


Mean number of oocytes


6.70


8.19


0.83


(0.78-0.87)


0.31


(0.24-0.39)




เอกสารอ้างอิง


1.  Chenken RS. Endometriosis. In: Scott JR, Gibbs RS, Karlan BY, Haney AF, editors. Danforth’s obstetrics and gynecology. 9th ed. Philadelphia : Lippincott Williams & Wilkins, 2003: 713-20.


2.  Treatments for endometriosis. Available from: URL:http://www.endometriosis.org /treatment.html.


3.  D’Hooghe TM, Hill JA. Endometriosis. In: Berek JS, editor. Novak’s gynecology. 13th ed. Philadelphia : Lippincott Williams & Wilkins, 2002: 931-72.


4.  Olive DL. Medical treatment of endometriosis. In: Olive DL, editor. Endometriosis in clinical practice. Oxfordshire : Taylor & Francis, 2005; 173-91.


5. Dawood MY. Endometriosis. In: Gold JJ, Josimovich JB, eds. Gynecologic endocrinology. New York: Plenum, 1987:387–404.


6.  Dmowski WP. Endometriosis. In: Glass RH, ed. Office gynecology. Baltimore: Williams & Wilkins, 1987:317–336.


7.  Vercellini P, Aimi G, Panazza S, De Giorgi O, Pesole A, Crosignani PG. A levonorgestrel-releasing intrauterine system for the treatment of dysmenorrhea associated with endometriosis: a pilot study. Fertil Steril 1999;72:505–508.


8.  Fedele L, Bianchi S, Zanconato G, Portuese A, Raffaelli R. Use of a levonorgestrel-releasing intrauterine device in the treatment of rectovaginal endometriosis. Fertil Steril 2001;75:485–488.


9.  Brosens IA, Verleyen A, Cornillie FJ. The morphologic effect of short-term medical therapy of endometriosis. Am J Obstet Gynecol 1987;157:1215–1221.


10.  Gestrinone Italian Study Group. Gestrinone versus a GnRHa for the treatment of pelvic pain associated with endometriosis: a multicenter, randomized, double-blind study. Fertil Steril 1996;66:911–919.


11.  Igarashi M, Iizuka M, Abe Y, et al. Novel vaginal danazol ring therapy for pelvic endometriosis, in particular deeply infiltrating endometriosis. Hum Reprod 1998;13:1952–1956.


12.  Borroni R, Di Blasio AM, Gaffuri B, et al. Expression of GnRH receptor gene in human ectopic endometrial cells and inhibition of their proliferation by leuprolide acetate. Mol Cell Endocrinol 2000;159:37–43.


13.  Sharpe-Timms KL, Zimmer RL, Jolliff WJ, et al. GnRHa therapy alters activity of plasminogen activators, matrix metalloproteinases, and their inhibitors in rat models for adhesion formation and endometriosis: potential GnRHa regulated mechanisms reducing adhesion formation. Fertil Steril 1998;68:916–923.


14.  Pierce SJ, Gazvani MR, Farquharson RG. Long-term use of gonadotropin-releasing hormone analogs and hormone replacement therapy in the management of endometriosis: a randomized trial with a 6-year follow-up. Fertil Steril 2000;74:964–968.


15.  Tahara M, Matsuoka T, Yokoi T, et al. Treatment of endometriosis with a decreasing dosage of gonadotropin-releasing hormone agonist (nafarelin): a pilot study with low-dose agonist therapy (“draw-back” therapy). Fertil Steril 2000;73:799–804.


16.  Kettel LM, Murphy AA, Morales AJ, et al. Preliminary report on the treatment of endometriosis with low-dose mifepristone (RU486). Am J Obstet Gynecol 1998;178:1151–1156.


17.  Kettel LM, Murphy AA, Morales AJ, et al. Treatment of endometriosis with the antiprogesterone mifepristone (RU486). Fertil Steril 1996;65:23–28.


18.  Takayama K, Zeitoun K, Gunby RT, et al. Treatment of severe postmenopausal endometriosis with an aromatase inhibitor. Fertil Steril 1998;69:709–713.


19.  Sutton CJG, Ewen SP, Whitelaw N, Haines P. Prospective, randomized, double-blind, controlled trial of laser laparoscopy in the treatment of pelvic pain associated with minimal, mild, and moderate endometriosis. Fertil Steril 1994; 62: 696–700.


20.  Sutton CJG, Hill D. Laser laparoscopy in the treatment of endometriosis: a 5 year study. Br J Obstet Gynaecol 1990; 97: 181–5.


21.  Buek JD, Winkel CA. Surgical treatment of women with endometriosis. In: Olive DL, editor. Endometriosis in clinical practice. Oxfordshire : Taylor & Francis, 2005; 193-204.


22.  Strathy JH, Molgarrd CA, Coulam CB, Melton LJ 3rd . Endometriosis and infertility : a laparoscopic study  of endometriosis among fertile and infertile women. Fertil Steril. 1982; 38: 667-72.


23.  Hughes EG, Fedorkow DM, Collins JA. A quantitative overview of controlled trials in -associated infertility. Fertil Steril. 1993; 59: 963-70.


24.  Schwatz D, Mayaux MJ. Female fecundity as a function of age: results of artificial insemination in 2193 nulliparous women with azoospermic husbands. Federation CECOS. N Engl J Med 1982; 306: 404-6.


25.  Practice Committee of the American Society for Reproductive Medicine. Endometriosis and infertility. Fertil Steril. 2004 Sep;82 Suppl 1:S40-5.


26.  Schenken RS, Asch RH, Williams RF, Hodgen GD. Etiology of infertility in monkeys with endometriosis : luteinized unruptured follicles, luteal phase defects, pelvic adhesions and spontaneous abortions. Fertil Steril 1984; 41: 122-30.


27.  Suginami H, Yano K. An ovum capture inhibitor (OCI) in endometriosis peritoneal fluid: an OCI-related membrane responsible for fimbrial failure of ovum capture. Fertil Steril 1988; 50: 648-53.


28.  Lebovic DI, Mueller MD, Taylor RN. Immunobiology of endometriosis. Fertil Steril 2001; 75: 1-10.


29.  Lessey BA, Yeh I, Castelbaum AJ, Fritz MA, Ilesanmi AO, Korzeniowski P, Sun J, Chwalisz K. Aberrant integrin expression in the endometrium of women with endometriosis. J Clin Endocrinol Metab 1994; 79: 643-9.


30.  Genbacev OD, Prakobphol A, Foulk RA, Krtolica AR, Ilic D, Singer MS, Yang ZQ, Kiessling LL, Rosen SD, Fisher SJ. Trophoblast L-selectin-mediated adhesion at the maternal fetal interface. Science 2003; 299: 405-8.


31.  Marcoux S, Maheux R, Berube S. Laparoscopic surgery in infertile women with minimal or mild endometriosis. Canadian Collaborative Group on endometriosis. N Engl J Med 1997; 337: 217-22.


32.  Parazzini F. Ablation of lesions or no treatment in minimal-mild endometriosis in infertile women: a randomized trial. Grouppo Italiano per lo Studio dell’Endometriosi. Hum Reprod 1999; 14: 1332-4.


33.  Al-Inany HG, Crosignany PG, Vercellini P. Evidence may change with more trials: concepts to be kept in mind [letter]. Hum Reprod 2000; 15: 2447-8.


34.  Schenken RS. Modern concepts of endometriosis. Classification and its consequences for therapy. J Reprod Med 1998; 43: 269-75.


35.  Soliman S, Daya S, Collins J, Jarrell J. A randomized trial of in vitro fertilization versus conventional treatment for infertility. Fertil Steril 1993; 59: 1239-44.


36.  Diaz I, Navarro J, Blasco L, et al. Impact of stage III-IV endometriosis on recipients of sibling oocytes: matched case-control study. Fertil Steril 2000;74:31–34.


37.  Al Azemi M, Lopez BA, Steele J, et al. Ovarian response to repeated controlled stimulation in IVF cycles in patients with ovarian endometriosis. Hum Reprod 2000;15:72–75.


38.  Barnhart K, Dunsmoor-Su R, Coutifaris C. Effect of endometriosis on in vitro fertilization. Fertil Steril 2002; 77: 1148-55.


 

Read More

Assisted Reproductive Technology

เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์


(Assisted reproductive technology)


 น.พ.โอภาส เศรษฐบุตร 



เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ กระบวนการทางการแพทย์เพื่อที่จะทำให้เกิดการตั้งครรภ์ โดยจะต้องต้องมีการเคลื่อนย้ายเซลล์สืบพันธุ์ของฝ่ายหญิง (เซลล์ไข่) ออกมาจากร่างกาย จากนั้นอาจจะนำกลับเข้าสู่ร่างกายและเกิดการปฏิสนธิในร่างกาย เช่น GIFT; gametes intrafallopian transfer หรือทำให้เกิดการปฏิสนธินอกร่างกายแล้วจึงทำการย้ายไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว (zygote) หรือตัวอ่อนกลับเข้าสู่ร่างกาย เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF-ET; in vitro fertilization and embryo transfer), ZIFT; zygote intrafallopian transfer เป็นต้น(1) โดยความสำเร็จครั้งแรกของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์นั้นเริ่มต้นจากเด็กหลอดแก้ว ซึ่งเป็นการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย (In vitro fertilization; IVF) โดยเด็กหลอดแก้วรายแรกที่ถือกำเนิดขึ้นในโลก คือ Louise Joy Brown เกิดเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2521 ที่ประเทศอังกฤษ เป็นผลงานของ Dr. Patrick Steptoe และ Dr. Robert Edward โดยการเก็บไข่จากรอบเดือนธรรมชาติที่ไม่ได้มีการกระตุ้นไข่ นำมาทำการปฏิสนธินอกร่างกาย แล้วย้ายตัวอ่อนที่ได้กลับคืนเข้าสู่โพรงมดลูก(2) หลังจากนั้นเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ก็มีการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้มีทารกที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์นี้ในโลกนี้มากกว่า 1 ล้านคน และในบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกามีทารกที่เกิดกระบวนการนี้คลอด 1 รายในทุก 200 รายของทารกที่คลอด ส่วนในประเทศไทยเด็กหลอดแก้วรายแรกรายงานเป็นครั้งแรกที่ รพ.จุฬาลงกรณ์ โดย ศ.นพ.ประมวล วีรุตเสนและคณะ เมื่อปี พ.ศ.2530 สำหรับเด็กหลอดแก้วรายแรกของภาคเหนือซึ่งเป็นผลงานของภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ถือกำเนิดที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2535 เป็นทารกเพศชาย น้ำหนัก 3,680 กรัม


นอกจากเด็กหลอดแก้วแล้วเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ยังมีเทคโนโลยีอื่นๆอีก เช่น การใส่เซลล์สืบพันธุ์เข้าไปในท่อนำไข่ (GIFT: gamete intrafallopian transfer), การนำตัวอ่อนที่ได้รับการผสมแล้วเข้าไปในท่อนำไข่ (ZIFT: zygote intrafallopian transfer), การฉีดอสุจิเข้าไปในไข่ (ICSI: intracytoplasmic sperm injection) การย้ายตัวอ่อนในระยะต่าง เช่น ระยะการแบ่งตัวในวันที่ 2-3 หลังการปฏิสนธินอกร่างกาย (cleavage stage) หรือระยะบลาสโตซิสต์ในวันที่ 5 ของการปฏิสนธินอกร่างกาย นอกจากนี้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ยังรวมไปถึงกระบวนการตัดแยกเซลล์ของตัวอ่อน (blastomere biopsy) เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยตัวอ่อนก่อนการฝังตัว (preimplantation genetics diagnosis) ด้วย


ขั้นตอนการรักษาคู่สมรสมีบุตรยากด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์นั้น ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆดังต่อไปนี้



  1. การคัดเลือกผู้ป่วยและให้คำแนะนำปรึกษา 

  2. การใช้ฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นการเจริญของไข่ (COH; controlled ovarian stimulation) และการติดตามการเจริญเติบโตของไข่

  3. การเก็บไข่ (ovum pick up)

  4. การเตรียมอสุจิ 

  5. การผสมไข่และอสุจิเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ (insemination) การเลี้ยงตัวอ่อน (embryo culture) หรือการใช้จุลหัตถการ (micromanipulation)

  6. การย้ายตัวอ่อนกลับคืนเข้าสู่โพรงมดลูก (embryo transfer) และการดูแลหลังการย้ายตัวอ่อนและการตรวจการตั้งครรภ์

 


การคัดเลือกผู้ป่วย 


            ความสำเร็จในการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์นั้น ขึ้นอยู่กับการคัดเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสม โดยทั่วไปคู่สมรสมีบุตรยากควรเป็นผู้ที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ฝ่ายหญิงต้องไม่มีข้อห้ามในการตั้งครรภ์ และคู่สมรสควรได้รับการตรวจร่างกายทั่วไป ตรวจเพื่อวินิจฉัยภาวะมีบุตรยาก และก่อนที่จะได้รับการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ควรพิจารณาอย่างละเอียด เนื่องจากทุกสาเหตุของการมีบุตรยาก สามารถให้การรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ได้ทั้งสิ้น แต่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและคุ้มค่าแก่คู่สมรสด้วย เนื่องจากวิธีนี้มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าวิธีอื่นมาก และท้ายที่สุดคู่สมรสจะต้องได้รับการอธิบายถึงขั้นตอนของการทำเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ โดยละเอียดก่อนเริ่มการรักษา ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้จะต้องรวมถึง ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากการรักษารวมทั้งการแก้ไข โอกาสสำเร็จของการรักษา และค่าใช้จ่ายที่จะต้องเสียในการรักษานั้น


 


ข้อบ่งชี้สำหรับคู่สมรสที่จะรับการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์(1,3) 



  1. ท่อนำไข่อุดตัน หรือความผิดปกติอื่นๆของท่อนำไข่ (tubal factor) ได้แก่ ผู้ป่วยที่ถูกตัดท่อนำไข่ทั้งสองข้าง หรือมีท่อนำไข่เสียหายมากเกินกว่าจะผ่าตัดแก้ไข เช่น มีการอุดตันมากกว่า 1 ตำแหน่ง หรือท่อนำไข่บวมน้ำ (hydrosalpinx) โดยเฉพาะขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 3 เซนติเมตร ซึ่งมีโอกาสสำเร็จต่ำถ้ารักษาด้วยการผ่าตัด หรือมีพังผืดติดแน่นในอุ้งเชิงกราน (severe pelvic adhesion) ทำให้ท่อนำไข่ผิดปกติ หรือเคยได้รับการผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติขอท่อนำไข่มาแล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จ(3)

  2. ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) ซึ่งอาจทำให้เกิดพังผืดจนทำให้อวัยวะในอุ้งเชิงกรานมีรูปร่างผิดไป  แต่ความรุนแรงของภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่นั้น ไม่มีผลต่ออัตราการรักษาด้วยวิธีเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ แต่ในรายที่เป็นระยะรุนแรง เช่น มีถุงน้ำที่รังไข่ (endometrioma) จะมีผลทำให้จำนวนไข่ที่ได้จากการใช้ยาฮอร์โมนกระตุ้นไข่น้อยกว่าคนปกติ รวมทั้งการรักษาภาวะถุงน้ำรังไข่ด้วยการผ่าตัดก็มีผลทำให้เกิดอันตรายต่อเนื้อรังไข่ที่ดี และทำให้ผลของการใช้ฮอร์โมนกระตุ้นไข่แย่ลงได้

  3. ความผิดปกติในคู่สมรสฝ่ายชาย (

  4. ภาวะมีบุตรยากที่ไม่ทราบสาเหตุ (unexplained infertility) ที่ได้รับการตรวจเบื้องต้น คือ การตรวจน้ำอสุจิ การตรวจการตกไข่ การตรวจท่อนำไข่แล้ว ได้ผลปกติทั้งหมด และได้รับการรักษาเบื้องต้นโดยการใช้ยากระตุ้นการตกไข่และให้มีเพศสัมพันธ์ช่วงตกไข่ หรือรักษาโดยการทำ IUI แล้วไม่ประสบความสำเร็จ

  5. ภาวะมีบุตรยากเนื่องจากร่างกายมีการสร้างภูมิต้านทานต่อตัวอสุจิ (immunologic infertility) ที่ตรวจพบจากการตรวจ postcoital test หรือ immunobead test และได้รับการรักษาด้วยวิธีปั่นล้างอสุจิฉีดเข้าไปในโพรงมดลูกแล้วไม่ได้ผล

  6. ภาวะมีบุตรยากในฝ่ายหญิงที่มีการทำงานของรังไข่ลดลง (impaired ovarian reserve) หรือหมดประจำเดือนแล้ว โดยใช้การบริจาคไข่

  


การเตรียมคู่สมรสมีบุตรยากก่อนการทำเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ 


            โดยทั่วไปก่อนที่จะมาถึงขั้นตอนเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ คู่สมรสมักได้รับการตรวจหาสาเหตุมาอย่างครบถ้วนแล้ว แต่หากบางอย่างผ่านการตรวจมาเป็นเวลานาน ก็ควรได้รับการตรวจซ้ำ เช่น การตรวจเลือด เป็นต้น ส่วนพยาธิสภาพบางอย่างที่อาจมีผลต่อความสำเร็จของการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ คู่สมรสควรได้รับการแก้ไขก่อน เช่น เนื้องอกในโพรงมดลูก (submucous myoma) ที่อาจขัดขวางตำแหน่งการฝังตัวของตัวอ่อน ถุงน้ำที่รังไข่ (endometrioma หรือ chocolate cyst) ที่อาจทำให้การกระตุ้นไข่ไม่ได้ผล หรือมีการโตขึ้นของถุงน้ำดังกล่าว หรือ ท่อนำไข่ที่บวมน้ำ (hydrosalpinx) ซึ่งของเหลวที่หลั่งจากท่อนำไข่และถูกขังไว้ในท่อเนื่องจากท่อถูกพังผืดรัด อาจรบกวนการฝังตัวของตัวอ่อนในโพรงมดลูกได้


 


การกระตุ้นไข่ในขั้นตอนการทำเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์(1,4) 


(controlled ovarian hyperstimulation; COH)


            ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งของการรักษา มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คู่สมรสฝ่ายหญิงได้ไข่ในรอบของการกระตุ้นนี้หลายๆใบ และเป็นไข่ที่มีคุณภาพดี เนื่องจากอัตราการตั้งครรภ์ของการรักษา มีส่วนสัมพันธ์กับจำนวนของตัวอ่อนที่ใส่กลับคืนสู่โพรงมดลูก แต่ในปัจจุบันนี้นิยมวางตัวอ่อนที่มีคุณภาพดีครั้งละ 1-2 ตัวอ่อนเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะการตั้งครรภ์แฝด


            ก่อนการกระตุ้นไข่ควรตรวจเพื่อความแน่ใจก่อนว่าผู้ที่จะได้รับการกระตุ้นไข่นั้นยังคงมีการทำงานรังไข่ที่ดี ซึ่งโดยทั่วไปคู่สมรสฝ่ายหญิงที่อายุน้อยและมีประจำเดือนมาสม่ำเสมอจะมีการทำงานของรังไข่ที่ดี แต่ผู้ที่อายุมากกว่า 35 ปี หรือเคยมีประวัติการผ่าตัดเอาบางส่วนของรังไข่ออก หรือในรายที่เคยได้รับการกระตุ้นไข่มาแล้วแต่รังไข่มีการตอบสนองไม่ดี ควรทำการตรวจการทำงานของรังไข่ก่อน เช่น การตรวจระดับฮอร์โมน FSH และ estradiol ในวันที่ 3 ของรอบเดือน การตรวจวัดระดับ inhibin-B หรือ antimullerian hormone (AMH) หรือการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อนับ antral follicle ในช่วงต้นของรอบเดือน  


ยาที่ใช้ในการกระตุ้นไข่สำหรับการรักษาโดยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ นั้นมีอยู่สามกลุ่ม ได้แก่



  1. Gonadotropins เป็นฮอร์โมนที่ใช้กระตุ้นให้มีการเจริญของถุงไข่ ที่มีใช้ในปัจจุบันจะมี 2 กลุ่ม คือ เป็นฮอร์โมนที่สกัดจากปัสสาวะของสตรีวัยหมดระดู หรือ hMG; human menopausal gonadotropin ซึ่งจะมีทั้งฮอร์โมน FSH และ LH ในสัดส่วนที่เท่ากัน และฮอร์โมนที่ผลิตจากกระบวนการวิศวพันธุศาสตร์ หรือ recombinant FSH โดยมีการตัดต่อยีนที่ใช้ผลิตฮอร์โมนของคนไปใส่ในเซลล์ที่ทำการเพาะเลี้ยงขึ้นมา ทำให้สามารถผลิตฮอร์โมนของคนได้ ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ recombinant FSH และrecombinant LH นอกจากนี้ยังมียาที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เช่น Corifollitropin alpha ซึ่งมีการนำ C-terminal ของฮอร์โมน hCG ไปใส่ในฮอร์โมน FSH ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาในการออกฤทธิ์ของยานานขึ้น

  2. ยาที่ใช้ยับยั้งต่อมใต้สมองไม่ให้หลั่ง LH  ในการกระตุ้นไข่นั้นจะมีการเจริญของ follicle จำนวนมาก ทำให้ระดับของ estradiol ในกระแสเลือดสูงมากและเร็วกว่ารอบธรรมชาติ ซึ่งอาจมีผลทำให้ต่อมใต้สมองหลั่ง LH ออกมาก่อนที่จะมีการเจริญของ follicle จนได้ตามเกณฑ์ที่ต้องการและเกิดการตกไข่ก่อนที่จะสามารถทำการเก็บไข่ได้ ยาที่ใช้ยับยั้งต่อมใต้สมองที่มีใช้ในปัจจุบันมี 2 กลุ่ม คือ GnRH agonist และ GnRH antagonist โดย GnRH agonist นั้นเมื่อจับกับ receptor ที่ต่อมใต้สมองแล้วจะยังสามารถกระตุ้นให้เกิดการหลั่ง gonadotropins ในช่วงประมาณ 7 วันแรก (flare-up phase) หลังจากนั้นจึงจะเกิดการยับยั้งไม่ให้มีการหลั่ง gonadotropins หรือ down-regulation phase ส่วนยาในกลุ่ม GnRH antagonist นั้นจะสามารถยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองได้ทันทีที่ได้รับยา

  3. ยาที่ใช้เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาขั้นสุดท้ายของไข่ (final maturation) หรือทำให้ไข่สุก ซึ่งเป็นการเลียนแบบการหลั่ง LH จากต่อมใต้สมอง (LH surge) โดยยาที่ใช้จะมีฮอร์โมน hCG (human chorionic gonadotropin) ทั้งชนิด urinary และ recombinant นอกจากนี้ยังสามารถนำ GnRH agonist มาใช้ชักนำให้ไข่สุกในรายที่ได้รับยา GnRH antagonist เพื่อยับยั้งการหลั่ง LH ซึ่งสามารถลดการเกิดภาวะ OHSS (ovarian hyperstimulation syndrome)ในรายที่มีความเสี่ยงสูงได้  

วิธีการกระตุ้นไข่ 


            การกระตุ้นไข่โดยใช้ยากระตุ้นไข่ร่วมกับการให้ยาต้านฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองมีหลายวิธี ดังนี้



  1. การใช้ GnRH agonist เพื่อยับยั้งการหลั่ง LH จากต่อมใต้สมอง มีวิธีการให้ GnRH agonist ได้หลายวิธี ได้แก่

1.1.  Ultra-long protocol เป็นวิธีที่ใช้ GnRH agonist เพื่อให้เกิดภาวะ down regulation เป็นเวลานานหลายเดือนก่อนที่จะเริ่มให้ gonadotropin


1.2.  Long protocol จะเริ่มให้ GnRH agonist ในรอบเดือนก่อนที่จะเริ่มทำการกระตุ้นไข่ โดยอาจให้ตั้งแต่ follicular phase (long follicular protocol) หรือเริ่มใน luteal phase (long luteal protocol) ก็ได้ โดยวิธีนี้ร่างกายจะอยู่ในภาวะ down regulation ก่อนที่จะเริ่มให้ gonadotropin


1.3.  Short protocol หรือ flare-up protocol จะเริ่ม GnRH agonist ในวันที่ 1-2 ของรอบเดือน และจะเริ่ม gonadotropin ในวันที่ 3 ของรอบเดือน ซึ่งในช่วงแรกนั้นจะได้ผลของ gonadotropin ที่เกิดจากภาวะ flare up ของการให้ GnRH agonist และจากยาที่ฉีดเข้าไปเสริมกันในการกระตุ้นการเจริญของ follicles


1.4.  Ultra-short protocol จะเริ่มให้ GnRH agonist ในวันแรกของรอบระดูและให้เพียง 3 วันเท่านั้น



  1. การใช้ GnRH antagonist หรือ antagonist protocol ซึ่งแบ่งตามการเริ่มยา GnRH antagonist เป็น เริ่มเมื่อมีขนาดของถุงไข่เท่ากับ 14 มิลลิเมตร (flexible protocol) หรือเริ่มในวันที่ 6 ของการฉีด gonadotropin (fixed protocol)

ในปัจจุบันวิธีการให้ยาที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย คือ ให้ GnRH agonist แบบ long luteal protocol ส่วนการใช้ short protocol นั้นมักใช้ในรายที่อายุมากซึ่งมักจะตอบสนองไม่ค่อยดีต่อการใช้ long protocol ส่วนการใช้ antagonist fixed protocol ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะสะดวกและระยะเวลาในการใช้ยาจะสั้นกว่าการใช้ long protocol แผนภูมิที่ 1 แสดงวิธีการกระตุ้นไข่แบบต่างๆ


 


แผนภูมิที่ 1: วิธีการกระตุ้นไข่แบบต่างๆ


 


Gn=Gonatropin releasing hormone, GnRHa=Gonadotropin releasing hormone agonist

 


การติดตามการเจริญของถุงไข่ (Monitoring follicular response)


            การติดตามการเจริญของถุงไข่ ใช้การตรวจวัดระดับฮอร์โมน estradiol ในกระแสเลือดในวันที่ 4 ของการฉีดยา gonadotropins ซึ่งเป็นการประเมินการตอบสนองของรังไข่ในภาพรวม ในรายที่การตอบสนองของรังไข่ปกติจะได้ระดับของ estradiol ประมาณ 200-300พิโคกรัมต่อมิลลิลิตร ส่วนระดับที่น้อยกว่า 50 พิโคกรัมต่อมิลลิลิตรแสดงถึงการตอบสนองที่ผิดปกติของรังไข่ ซึ่งจะมีอัตราการตั้งครรภ์เพียงร้อยละ 7.8


            การติดตามขนาดของถุงไข่ด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ประมาณวันที่ 7 หรือ 8 ของรอบเดือน โดยติดตามทุก 2-3 วัน จนกระทั่งมีถุงไข่ที่โตที่สุดมีขนาดของไม่ต่ำกว่า 17 มิลลิเมตรอย่างน้อย 3 ใบ  ร่วมกับระดับ estradiol เท่ากับ 800 -1,000 พิโคโมลต่อมิลลิลิตร (220-270 พิโคกรัมต่อมิลลิลิตร) ต่อถุงไข่ 1 ใบ จึงจะให้ hCG ในขนาด 5,000-10,000 ยูนิต เพื่อให้มีการสุกของไข่ (follicle maturation) และจะทำการเก็บไข่ใน 34-36 ชั่วโมงหลังจากให้ hCG ในรายที่ระดับ estradiol มากกว่า 5,000 พิโคกรัมต่อมิลลิลิตร หรือมีถุงไข่มากกว่า 25 ใบจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ OHSS (ovarian hyperstimulation syndrome)


ความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูกที่วัดได้จากการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงในวันที่ให้ hCG ควรจะหนาประมาณ 8 มิลลิเมตร เป็นอย่างน้อย  ถ้าความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูกน้อยกว่า 6 มิลลิเมตร จะสัมพันธ์กับโอกาสการตั้งครรภ์ที่น้อยลง


 


การเก็บไข่(1,5) 


            การเก็บไข่เป็นขั้นตอนที่สำคัญของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ซึ่งในระยะแรกๆการเก็บไข่ต้องทำการเก็บไข่โดยการผ่าตัดเข้าช่องท้อง (minilaparoscope) แล้วใช้เข็มเจาะดูดไข่ออกมาจากถุงไข่ แต่ต่อมาได้มีการพัฒนาการเก็บไข่โดยทำผ่านทางกล้องที่เจาะผ่านเข้าไปทางหน้าท้อง (laparoscopy) และวิธีนี้ก็ได้ใช้กันต่อมาเป็นระยะเวลานานกว่า 10 ปี หลังจากนั้นต่อมา การเก็บไข่ได้พัฒนามาเป็นการเก็บทางช่องคลอดภายใต้การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง และเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมแพร่หลายมาจนถึงปัจจุบันนี้ เนื่องจากเป็นวิธีที่สะดวก ปลอดภัย ผู้รับริการไม่ต้องนอนค้างคืนที่โรงพยาบาล และสามารถใช้ได้กับผู้มีบุตรยากฝ่ายหญิงทุกราย ยกเว้นรายที่มีพังผืดในช่องท้องมากจนไม่สามารถเห็นรังไข่จากการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงได้ชัดเจน


            ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเก็บไข่มีความสำคัญมากเช่นกัน เนื่องจากต้องเก็บไข่ในช่วงที่ไข่มีความสมบูรณ์เต็มที่ ซึ่งในธรรมชาติไข่ที่จะสามารถเกิดการปฏิสนธิได้ดีต้องเป็นไข่ที่แบ่งตัวไปจนเข้าสู่ระยะ meiosis I ซึ่งจะเสร็จสิ้นก่อนที่จะมีการตกไข่เล็กน้อย  และไข่จะตกภายในระยะเวลา 37 ชั่วโมงหลังการมี LH surge ดังนั้นระยะเวลาที่เหมาะสมที่จะทำการเก็บไข่ควรอยู่ที่ 34-36 ชั่วโมงหลังการฉีด hCG


            การเก็บไข่เป็นหัตถการที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดมากพอควร จึงต้องมีการให้ยาระงับความเจ็บปวดในระหว่างการทำหัตถการ ยาระงับความเจ็บปวดที่สามารถให้ได้ ได้แก่ ยาในกลุ่มมอร์ฟีน เช่น meperidine ร่วมกับการทำ paracervical block ด้วย lidocaine หรือ Mepivacaine ซึ่งมีรายงานการวิจัยพบว่าช่วยลดความเจ็บปวดระหว่างการเก็บไข่ได้อย่างชัดเจน หรือให้ร่วมกับยากล่อมประสาทที่มีฤทธิ์อ่อนๆ เช่น diazepam นอกจากนี้การใช้การระงับความรู้สึกเป็นบางส่วน เช่น epidural anesthesia ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน ส่วนการให้ยาสลบนั้น จากการรวบรวมข้อมูลจากรายงานพบว่ายาบางชนิดอาจมีผลเสียต่อการปฏิสนธิ และการเจริญเติบโตของตัวอ่อน ส่วนที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่จะใช้ meperidine 50-100 มิลลิกรัมร่วมกับ diazepam 10 มิลลิกรัม


            การเก็บไข่นั้นจะทำภายใต้การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงทางช่องคลอด โดยจะใช้ needle guide ซึ่งเป็นท่อโลหะไว้สำหรับให้สอดเข็มผ่านประกบติดกับที่หัวตรวจทางช่องคลอด และใช้เข็มเก็บไข่ซึ่งมีขนาด 16-17 gauge แทงผ่านเข้าไปดูดของเหลวใน follicle โดยดูจากจอภาพอัลตร้าซาวด์ โดยใช้แรงดูดสุญญากาศ 100-120 มิลลิเมตรปรอท อัตราความสำเร็จของการเก็บไข่ โดยทั่วไปจะเก็บได้ไข่มากกว่าร้อยละ 90 ของจำนวนถุงไข่ ซึ่งการเก็บนั้นต้องดูดทุกถุงไข่ที่เห็น ซึ่งจะทำให้ได้ไข่จำนวนมากแล้ว ยังอาจช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากการเกิดภาวะ ovarian hyperstimulation syndrome ได้


            สำหรับภาวะแทรกซ้อนของการเก็บไข่(5) โดยรวมพบได้ประมาณร้อยละ 0.4-0.5 ซึ่งได้แก่



  1. ภาวะเลือดออก จากบริเวณรอยแทงเข็มที่ผนังช่องคลอด เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยที่สุด ประมาณร้อยละ 9-24 โดยส่วนใหญ่เลือดที่ออกจะหยุดเองได้ มีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ที่ต้องกดเพื่อให้เลือดหยุด ส่วนการมีเลือดออกจากการแทงเข็มผ่านเส้นเลือดนั้น พบได้น้อย เนื่องจากสามารถเห็นภาพเส้นเลือดได้จากเครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง ส่วนภาวะเลือดออกจากเส้นเลือดที่รังไข่ พบได้น้อยมาก

  2. อันตรายต่ออวัยวะในอุ้งเชิงกราน อวัยวะที่อาจเกิดอันตรายได้ในขณะเก็บไข่ ได้แก่ ลำไส้ ท่อไต แต่พบได้น้อย ป้องกันได้โดยการเก็บไข่ด้วยความระมัดระวัง

  3. การอักเสบติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน มีอุบัติการณ์พบได้ประมาณร้อยละ

 




การเตรียมอสุจิสำหรับการรักษาโดยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์(6)


คู่สมรสฝ่ายชายควรได้รับการตรวจวิเคราะห์เพื่อประเมินคุณภาพของอสุจิก่อนที่จะได้รับการรักษา รวมทั้งการตรวจหาโรคติดเชื้อร้ายแรง เช่น การติดเชื้อ HIV ไวรัสตับอักเสบ และโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งจะมีผลต่อความปลอดภัยของผู้รับการรักษาและทารกที่เกิดจากการรักษา รวมทั้งแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ที่ปฏิบัติงานในห้องเลี้ยงตัวอ่อนอีกด้วย ส่วนคำแนะนำในการเก็บอสุจิมีดังนี้



  1. งดเพศสัมพันธ์ก่อนประมาณ 48 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 7 วันก่อนที่จะมาเก็บอสุจิ

  2. ล้างมือและอวัยวะเพศให้สะอาดด้วยสบู่

  3. เก็บอสุจิด้วยวิธี masturbation ลงในภาชนะปราศจากเชื้อ และนำส่งห้องปฏิบัติการภายใน 1 ชั่วโมง โดยนำส่งในอุณหภูมิห้อง

  4. หลีกเลี่ยงการเก็บอสุจิโดยการร่วมเพศแล้วหลั่งภายนอก หรือใช้ถุงยางอนามัยเพราะอาจสูญเสียน้ำอสุจิส่วนแรกที่มีความหนาแน่นของตัวอสุจิมาก หรือทำให้ตัวอสุจิสัมผัสกับสารที่เคลือบถุงยางซึ่งเป็นพิษต่อตัวอสุจิ

น้ำอสุจิที่ได้จะได้รับการตรวจวิเคราะห์อีกครั้งก่อนที่จะถูกนำไปผ่านกระบวนการเตรียมอสุจิ สำหรับการเตรียมอสุจิสำหรับใช้ในเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์นั้นมีวัตถุประสงค์ที่จะแยกตัวอสุจิที่ปกติออกจากน้ำอสุจิ (seminal plasma) เพราะในน้ำอสุจินั้นนอกจากจะมีตัวอสุจิแล้ว ยังมีเม็ดเลือดขาว ตัวอสุจิที่ตายแล้วและเศษเซลล์อื่นๆ สารพรอสตาแกลนดิน และสารที่ยับยั้งการ capacitation และความสามารถในการปฏิสนธิของตัวอสุจิอีกด้วย วิธีการเตรียมอสุจิที่ได้รับความนิยมนั้นมีอยู่ 4 วิธี



  1. Centrifugation and washing


    • อาศัยการปั่นแยกน้ำอสุจิด้วยแรงเหวี่ยงต่ำๆ (100 – 200 g) เป็นเวลา 10 – 20 นาที แล้วจึงนำตะกอนมาผสมกับน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อนแล้วปั่นล้างอีก 1-2 ครั้ง วิธีนี้เหมาะสมกับน้ำอสุจิที่มีคุณภาพปกติ และยังไม่สามารถแยกตัวอสุจิที่ยังมีการเคลื่อนไหวดีออกจากตัวอสุจิที่ผิดปกติหรือตายแล้วได้

  2. Layering


    • เป็นการแยกตัวอสุจิออกจากน้ำอสุจิ โดยอาศัยความสามารถในการเคลื่อนไหวของตัวอสุจิปกติเอง โดยการวางน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน (culture medium) ลงบนชั้นของน้ำอสุจิ ทิ้งไว้ให้ตัวอสุจิที่เคลื่อนไหวปกติว่ายออกมาอยู่ในชั้นของน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน จากนั้นจึงดูดเอาชั้ของน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อนที่มีตัวอสุจิอยู่ออกไปใช้ วิธีนี้ได้ผลดีสำหรับอสุจิที่ปกติและต้องไม่มีปัญหามีความข้นเหนียวมากกว่าปกติ และยังอาจมีส่วนของน้ำอสุจิหรือตัวอสุจิที่ไม่เคลื่อนไหวปนมาในชั้นของน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อนได้

  3. Swim-up method


    • เป็นการประยุกต์รวมวิธี centrifugation & washing และ layering เข้าด้วยกัน โดยใช้ตะกอนตัวอสุจิที่ได้จากการปั่น 1-2 ครั้งมาวางใต้ชั้นของน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน เพื่อให้ตัวอสุจิว่ายจากตะกอนเข้ามาอยู่ในชั้นของน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน แล้วจึงดูดออกมาใช้ วิธีนี้จะได้ตัวอสุจิที่มีการเคลื่อนที่แบบ hyperactivated motility และยังสามารถใช้กับน้ำอสุจิที่เป็น oligozoospermia ได้ด้วย

  4. Chemical gradient centrifugation


    • เป็นการแยกอสุจิที่มีการเคลื่อนไหวปกติโดยการนำไปปั่นแยกผ่านชั้นของสารแขวนลอยที่มีความเข้มข้นแตกต่างกัน สารที่นิยมนำมาใช้ในการแยกตัวอสุจินี้ เช่น Percoll ซึ่งประกอบด้วย silica particle เล็กๆที่ถูกเคลือบด้วย PVP (polyvinylpyrrolidone) โดยนำมาใช้ในรูปแบบ discontinuous gradient มีสองความเข้มข้นที่แตกต่างกัน และนำน้ำอสุจิมาวางบนชั้นทั้ง 2 ของ percoll เมื่อทำการปั่นตัวอสุจิที่เคลื่อนไหวดีจะถูกผลักให้ว่ายผ่านชั้นของ percoll ลงมายังก้นหลอด ส่วนตัวอสุจิที่ไม่เคลื่อนไหว เม็ดเลือดขาว และเศษซากเซลล์จะติดค้างอยู่ตามรอยต่อระหว่างชั้นของความเข้มข้นต่างๆ นอกจาก percoll แล้วยังมีสารสำเร็จรูปที่นำมาใช้ในการแยกอสุจิได้แก่ Sil-select และ Puresperm ซึ่งเป็น silica particle เหมือนกันแต่เคลือบด้วย silane แทน PVP ส่วน Ixaprep จะเป็นส่วนผสมของ polysucrose และ iodixanol วิธีนี้เป็นวิธีการแยกอสุจิที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าวิธีอื่นๆ และยังสามารถใช้กับน้ำอสุจิที่ผิดปกติได้ด้วย

 


วิธีการต่างๆของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์


ในการรักษาโดยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์นั้นมีวิธีการได้หลายชนิด ได้แก่ GIFT (gamete intrafallopian transfer), ZIFT (zygote intrafallopian transfer), เด็กหลอดแก้ว หรือ IVF-ET (in vitro fertilization and embryo transfer), ICSI (intracytoplasmic sperm injection) ซึ่งกระบวนการต่างๆของแต่ละวิธีแสดงในตารางที่ 1


 


ตารางที่ 1: กระบวนการต่างๆในการรักษาโดยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์


 








































 


COH


OPU


IVF


Embryo culture


Transfer


GIFT


มี


มี


ไม่มี


ไม่มี


ผ่านท่อนำไข่


ZIFT


มี


มี


มี


ไม่มี


ผ่านท่อนำไข่


IVF-ET


มี


มี


มี


มี


ผ่านปากมดลูก


ICSI


มี


มี


มี (ICSI)


มี


ผ่านปากมดลูก


 


I GIFT; gamete intrafallopian transfer(7)


เป็นวิธีการทีใช้การย้ายเซลล์ไข่และเซลล์อสุจิเข้าสู่ท่อนำไข่ซึ่งในระยะแรกจะทำโดยผ่านการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง แต่เมื่อเทคโนโลยีทางการแพทย์พัฒนามากขึ้นจึงเปลี่ยนมาทำผ่านทาง laparoscopy ส่วนข้อบ่งชี้ในการทำ GIFT ได้แก่ ภาวะมีบุตรยากที่ไม่ทราบสาเหตุ (unexplained infertility), เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ระยะที่ 1-2, ภาวะมีบุตรยากที่มีปัจจัยจากปากมดลูก, ความผิดปกติของฝ่ายชายที่มีความรุนแรงไม่มาก (oligozoospermia) และเหตุผลทางความเชื่อหรือศาสนาที่ไม่อนุญาตให้ทำให้เกิดการปฏิสนธินอกร่างกาย ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีของการเลี้ยงตัวอ่อนได้รับการพัฒนาไปมาก ทำให้การเพาะเลี้ยงตัวอ่อนนอกร่างกายก่อนที่จะย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก (เช่นการทำเด็กหลอดแก้ว) ประสบความสำเร็จสูง การรักษาด้วยการทำ GIFT ซึ่งต้องอาศัยท่อนำไข่ที่ปกติ ไม่สามารถยืนยันการปฏิสนธิได้ และยังต้องอาศัยการทำ laparoscopy ซึ่งมีค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงสูง จึงได้รับความนิยมลดลง ข้อบ่งชี้ในปัจจุบันจึงเหลือเพียงเหตุผลสุดท้ายเท่านั้น หรืออาจจะทำในสถาบันที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงตัวอ่อนที่ดีพอ


II.  ZIFT; zygote intrafallopian transfer


เป็นเทคนิคที่มีความคล้ายคลึงกับการทำ GIFT แต่จะทำการปฏิสนธินอกร่างกายจนได้เป็น zygote ที่อยู่ในระยะ 2 pronuclei ก่อน (16-18 ชั่วโมงหลัง insemination) แล้วจึงย้ายกลับเข้าสู่ท่อนำไข่ผ่านทาง laparoscopy วิธีการนี้สามารถยืนยันถึงการปฏิสนธิปกติได้ แต่ก็ยังต้องอาศัยหัตถการที่สิ้นเปลืองคือการทำ laparoscopy อยู่ ในปัจจุบันจึงไม่ได้รับความนิยม


III. เด็กหลอดแก้ว หรือ IVF-ET (in vitro fertilization and embryo transfer)


เป็นเทคนิคที่มีการใช้กันแพร่หลายมากที่สุดซึ่งมีขั้นตอนคือหลังจากที่ทำการเก็บไข่ และเตรียมอสุจิแล้ว จะนำมาไข่และอสุจิมาเลี้ยงรวมกันเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ (insemination) โดยเลี้ยงไข่กับอสุจิในอัตราส่วนไข่ 1 ใบต่ออสุจิ 50,000-100,000 ตัว เป็นเวลา 12-18 ชั่วโมงแล้วจึงนำมาตรวจหาการปฏิสนธิ(1) ส่วนที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่จะทำการปฏิสนธิไข่ที่เก็บได้กับอสุจิ 300,000 ถึง 500,000 ตัว โดยเลี้ยงไว้ด้วยกันเพียง 3 ชั่วโมงแล้วจึงแยกไข่ออกมาเพื่อลดการสัมผัสกับสาร free oxygen radical ที่เกิดจากตัวอสุจิที่ตายใน dish ที่ทำการ insemination ส่วนการตรวจการปฏิสนธินั้นจะทำหลังจาก insemination 16-18 ชั่วโมง โดยจะต้องแยกเอาเซลล์พี่เลี้ยง (cumulus cell) ออกจากเซลล์ไข่ก่อน แล้จึงนำไปส่องกล้องที่มีกำลังขยายสูงเพื่อดูว่ามี 2 pronuclei และ 2 polar bodies หรือไม่ ซึ่งอัตราการปฏิสนธิจะอยู่ระหว่างร้อยละ 50 ถึง 70(1)  จากนั้นจึงทำการเพาะเลี้ยงไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิปกติต่อไปจนถึงการย้ายตัวอ่อน ส่วนการย้ายตัวอ่อนนั้นสามารถย้ายได้ทั้งตัวอ่อนที่อยู่ในระยะ cleavage (ประมาณ 4-8 เซลล์) คือ 2-3 วันหลังจากการ insemination หรือย้ายระยะ blastocyst คือ 5 วันหลังจาก insemination ก็ได้ ซึ่งการย้ายตัวอ่อนจะทำผ่านปากมดลูกซึ่งไม่จำเป็นต้องอาศัยการระงับการเจ็บปวดหรือการผ่าตัดเหมือนการทำ GIFT นอกจากนี้เทคนิคนี้ยังไม่ต้องอาศัยท่อนำไข่ที่ปกติเหมือนในการทำ GIFT อีกด้วย ทำให้ในปัจจุบันการทำเด็กหลอดแก้วเป็นวิธีทีได้รับความนิยมมากที่สุดเมื่อเทียบกับวิธีอื่นๆ


IV. ICSI (intracytoplasmic sperm injection)


การทำ ICSI นั้นมีขั้นตอนต่างๆเหมือนการทำเด็กหลอดแก้วทุกประการ มีเพียงแค่ในส่วนของการปฏิสนธิเท่านั้นที่จะใช้วิธีฉีดตัวอสุจิเข้าไปในเซลล์ไข่โดยตรง โดยทำการดูดตัวอสุจิที่ถูก immobilized แล้วเข้าสู่เข็มแก้ว (injection pipette) แล้วนำไปฉีดเข้าไปในไข่ที่อยู่ในระยะ metaphase II ส่วนการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนและการย้ายตัวอ่อนก็เป็นเช่นเดียวกับการทำเด็กหลอดแก้ว ข้อบ่งชี้ในการทำ ICSI นั้น ส่วนใหญ่จะทำในรายที่มีความผิดปกติของอสุจิที่รุนแรง คือ มีจำนวนน้อยกว่า 5 ล้านตัวต่อมิลลิลิตร หรือมีตัวที่เคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้น้อยกว่าร้อยละ 5 หรือมีตัวอสุจิที่มีรูปร่างปกติน้อยกว่าร้อยละ 4 ตาม strict criteria ส่วนข้อบ่งชี้อื่นๆคือ ในรายที่มีประวัติมีไม่มีการปฏิสนธิน้อยหรือไม่มีเลยจากการทำเด็กหลอดแก้วในรอบก่อนหน้า หรือเป็นอสุจิที่ถูกเก็บมาจากวิธีการทางศัลยกรรม (surgical sperm recovery) จากอัณฑะหรือ epididymis ซึ่งอสุจิเหล่านี้ยังไม่สามารถปฏิสนธิกับเองได้ ส่วนอีข้อบ่งชี้หนึ่งคือในกรณีที่จะทำการตรวจวินิจฉัยตัวอ่อนด้วยวิธี PCR (polymerase chain reaction) ซึ่งการทำ ICSI จะลดการปนเปื้อนจากเซลล์อสุจิตัวอื่นซึ่งจะทำให้ผลการตรวจผิดพลาดได้


 


การย้ายตัวอ่อนและการดูแลภายหลังการใส่ตัวอ่อน(8)


(Embryo transfer and luteal phase support)


การย้ายตัวอ่อน


            การย้ายตัวอ่อนในที่นี้หมายถึงการย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูกผ่านทางปากมดลูก ซึ่งสามารถทำได้โดยวิธี blind technique หรือย้ายตัวอ่อนภายใต้การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงก็ได้ ในการย้ายตัวอ่อนภายใต้การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงนั้นมีรายงานว่ามีโอกาสสำเร็จสูงกว่าเพราะสามารถเห็นตำแหน่งที่ต้องการจะย้ายได้ชัดเจนและสามารถหลีกเลี่ยงอันตรายที่จะเกิดกับตำแหน่ง fundus ได้ ระยะของตัวอ่อนที่นิยมย้ายกลับเข้าโพรงมดลูกคือ ระยะ cleavage คือวันที่ 2-3 หลังการเก็บไข่  หรืออาจจะย้ายในระยะ blastocyst  หรือ 5 วันหลังการเก็บไข่ โดยทั่วไปการสร้างโปรตีนในไข่และตัวอ่อนระยะแรกๆจะอาศัย mRNA ที่สร้างมาโดยอาศัย DNA หรือยีนของแม่ที่อยู่ในไข่ แม้ว่าจะเกิดการปฏิสนธิแล้วและมี DNA ของพ่อที่อยู่ในอสุจิเข้าไปแล้วก็ตาม ในมนุษย์ยีนของตัวอ่อนเองจะเริ่มทำงานที่ระยะตัวอ่อนประมาณ 8 เซลล์ เรียกว่ามีการ activation of embryonic genome ถ้าตัวอ่อนที่ผิดปกติอาจหยุดเจริญและไม่แบ่งตัวต่อได้ในระยะนี้ การเลี้ยงตัวอ่อนจนเลยจากระยะนี้น่าจะช่วยยืนยันถึงคุณภาพและความสามารถในการที่จะฝังตัวได้ระดับหนึ่ง


            ส่วนการย้ายตัวอ่อนในระยะการฝังตัว (blastocyst) คือ ตัวอ่อนในระยะวันที่ 5 หรือ 6 ซึ่งเป็นระยะที่ตัวอ่อนสามารถฝังตัวได้เลย ซึ่งทำให้โอกาสของการตั้งครรภ์สูงถึงแม้จะย้ายเพียงหนึ่งตัว คือโอกาสการตั้งครรภ์เกิดได้ประมาณร้อยละ 50-60 เมื่อเทียบกับอัตราการตั้งครรภ์ร้อยละ 20 – 30 ของการย้ายตัวอ่อนในระยะวันที่ 2 หรือ 3 แต่อย่างไรก็ตามตัวอ่อนทุกตัวไม่ได้พัฒนาไปเป็นตัวอ่อนระยะฝังตัวได้ทั้งหมด อัตราการพัฒนาเป็นตัวอ่อนระยะฝังตัวมีเพียงประมาณร้อยละ 50-60 เท่านั้น ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบอัตราการตั้งครรภ์จึงพบว่าการย้ายตัวอ่อนในระยะ blastocyst ไม่ได้แตกต่างกันกับการย้ายตัวอ่อนในระยะ cleavage stage เมื่อเทียบต่อการเริ่มต้นรอบการรักษา


การดูแลภายหลังการย้ายตัวอ่อน          


            เนื่องจากในการกระตุ้นไข่นั้นต้องมีการใช้ยาเพื่อกดการทำงานของต่อมใต้สมองคือยากลุ่ม GnRH agonist หรือ antagonist ซึ่งหลังการหยุดยาแล้ว gonadotropins จะถูกยับยั้งต่อไปอีก 7-14 วัน เป็นผลให้อาจมีการขาด LH ซึ่งมีความจำเป็นต่อการทำงานของ corpus luteum นอกจากนี้การเก็บไข่เองก็อาจทำให้เกิดอันตรายต่อ granulose cell ที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นส่วนของ corpus luteum อีกด้วย ทั้งสองสาเหตุนี้ทำให้ corpus luteumสร้างฮอร์โมน progesterone ได้ไม่เพียงพอต่อการเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกเพื่อรับการตั้งครรภ์ การให้ฮอร์โมนพยุงการตั้งครรภ์ภายหลังการย้ายตัวอ่อน (luteal phase support) จึงมีความจำเป็นสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ ซึ่งยาที่ใช้ส่วนใหญ่ ได้แก่


1. Human chorionic goandotropin (hCG)


การให้ hCG นั้นสามารถช่วยในการเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกโดยออกฤทธิผ่านการกระตุ้นการทำงานของ corpus luteum เพื่อให้สร้าง progesterone เพิ่มขึ้น ขนาดของ hCG คือให้ 1,000-2,000 ยูนิต ฉีดเข้ากล้ามในวันที่ย้ายตัวอ่อน และฉีดซ้ำทุก 3-4 วัน อีก 2 ครั้ง และหากต้องการตรวจการตั้งครรภ์โดยการเจาะเลือดวัดระดับ hCG จะเจาะเลือดโดยเว้นช่วงห่างจากเข็มสุดท้ายไปประมาณ 5 วัน เพื่อลดโอกาสเกิดผลบวกลวงจากยาที่ฉีด


2. Progesterone


            โปรเจสเตอโรนในรอบเดือนปกติจะเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่ก่อนการตกไข่ ดังนั้นจึงสามารถให้โปรเจสเตอโรนพยุงการตั้งครรภ์ได้ตั้งแต่วันที่ฉีด hCG เพื่อให้ไข่สุก หรือวันที่เก็บไข่ หรือวันที่ใส่ตัวอ่อน ซึ่งผลการเปรียบเทียบการเริ่มให้ยาทั้ง 3 ระยะไม่พบว่ามีความแตกต่างกัน ดังนั้นจึงให้ได้ตั้งแต่วันที่เก็บไข่และไม่ช้ากว่าวันที่ 3 หลังการเก็บไข่ และมักจะให้จนอายุครรภ์ประมาณ 8-12 สัปดาห์ ยาที่ใช้ในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คือ



  • cyclogest 400 mg เป็น natural progesterone ใช้สอดช่องคลอด ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง

  • utrogestan 100 mg เป็น micronized progesterone ใช้สอดช่องคลอด ครั้งละ 2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง

 


อัตราความสำเร็จของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์


อัตราความสำเร็จของการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์นั้น ในระยะแรกการรักษาที่ไม่ต้องทำการเลี้ยงตัวอ่อนนอกร่างกายเป็นเวลานานๆ คือการทำ GIFT จะมีความสำเร็จสูงกว่าวิธีที่ต้องเลี้ยงตัวอ่อนนอกร่างกายคือเด็กหลอดแก้วมาก (ประมาณร้อยละ 30 เทียบกับร้อยละ 10 ตามลำดับ) แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีในการเลี้ยงตัวอ่อนมีการพัฒนาไปอย่างมาก ทั้งด้านน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน และตู้สำหรับใช้เลี้ยงตัวอ่อนซึ่งต้องควบคุมทั้งอุณหภูมิให้อยู่ที่ 37 C, สัดส่วนของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ : ออกซิเจน : ไนโตรเจน ให้อยู่ที่ร้อยละ 5-6 : 5 : 89-90 และมีความชื้นสูงเพื่อลดการระเหยของน้ำในน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน ทำให้ผลสำเร็จของวิธีการต่างๆจึงต่างกันไม่มาก ตารางที่ 2 แสดงผลสำเร็จของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดาในปี ค.ศ. 2000 และ 2001(9,10)


 


ตารางที่ 2 :ผลสำเร็จของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดาในปี ค.ศ. 2000 และ 2001(9,10)


 























































วิธีการ


ปีค.ศ. 2000


ปีค.ศ. 2001


จำนวนรอบ


Delivery rate / transfer (%)


จำนวนรอบ


Delivery rate / transfer (%)


IVF + ICSI


Fresh cycle


73,406


(46.6 % ICSI)


29.9


79,042


(50.2 % ICSI)


33.6


GIFT


549


24.7


340


22.6


ZIFT


763


29.9


661


34.0


Fresh oocyte donation


7,581


43.7


8,147


47.3


Frozen embryo transfer


13,083


20.4


14,509


23.5


Frozen embryo transfer


(donated oocyte or embryo)


2,721


23.5


3,187


27.4


Surrogacy


1,200


35.8


1,366


38.7


 




ภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์(11)


ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดในการรักษาโดยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ แบ่งตามสาเหตุที่เกิดได้เป็น(11)



  1. ภาวะแทรกซ้อนจากการกระตุ้นไข่

  2. ภาวะแทรกซ้อนจากหัตถการต่างๆ

  3. ภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้น

  4. ผลกระทบทางสังคมและจิตใจ

 


ภาวะแทรกซ้อนจากการกระตุ้นไข่


ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการใช้ยากระตุ้นไข่ที่มีความสำคัญและอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ก็คือ กลุ่มอาการที่เกิดจากการที่รังไข่ได้รับการกระตุ้นมากเกินไป หรือ OHSS (ovarian hyperstimulation syndrome)(12) กลุ่มอาการนี้ประกอบด้วย การที่มีรังไข่โตและมีลักษณะเป็นถุงน้ำเล็กๆหลายๆใบทั้งสองข้าง มีน้ำในช่องท้องและช่องปอด มีปัสสาวะออกน้อย มีความเข้มข้นของเลือดมากขึ้น และอาจมีการแข็งตัวของเลือดในหลอดเลือด (thromboembolic phenomenon) การเกิดภาวะนี้เชื่อว่าเป็นผลมาจากการที่มีการสร้างสาร vascular endothelial growth factor (VEGF) มากขึ้นทำให้มีการเจริญของหลอดเลือดใหม่ๆซึ่งมีคุณสมบัติที่จะทำให้น้ำในหลอดเลือดรั่วออกมาภายนอก และเข้าไปอยู่ในช่องท้องหรือช่องปอด ทำให้ปริมาณของเลือดในหลอดเลือดลดลงแต่เลือดเข้มข้นมากขึ้น เกิดการแข็งตัวของเลือดในหลอดเลือดได้ง่าย และมีปริมาณเลือดไหลเวียนไปยังอวัยวะสำคัญลดลง เช่นทำให้เกิดปัสสาวะออกน้อย และไตวายเป็นต้น อุบัติการณ์ของภาวะนี้แบ่งตามความรุนแรงของอาการ คือชนิดรุนแรงน้อย (mild OHSS) พบได้ร้อยละ 20-30 ของรอบการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ส่วนชนิดความรุนแรงปานกลาง (moderate OHSS) และรุนแรงมาก (severe OHSS) นั้นพบได้ร้อยละ 3-6 และร้อยละ 2 ตามลำดับ


นอกจากภาวะ OHSS แล้ว ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการกระตุ้นไข่(11) เช่น อาการของการขาดฮอร์โมนเพศ เช่น ร้อนวูบวาบ หงุดหงิด ในช่วง down regulation ของการให้ GnRH agonist เป็นต้น นอกจากนี้ระดับฮอร์โมน estradiol ที่สูงขึ้นขณะที่กระตุ้นไข่อาจทำให้เกิดอาการ คลื่นไส้ แน่นท้อง คัดเต้านม ปวดหัว หรือผมร่วง บางคนอาจเกิดการอุดตันของเส้นเลือดได้ ส่วนการให้ progesterone เพื่อพยุงการตั้งครรภ์ อาจทำให้เกิดอาการคัดตึงเต้านม ท้องอืด หรือมีอาการเหมือน premenstrual tension ได้


ส่วนความสำพันธ์ระหว่างการให้ยากระตุ้นไข่กับการเกิดมะเร็งของระบบสืบพันธุ์นั้น จนถึงปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานว่าการใช้ยากระตุ้นไข่นั้นเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งรังไข่ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก และมะเร็งเต้านม แต่อย่างไรก็ตามสาเหตุของภาวะมีบุตรยากบางอย่างมีผลทำให้การเกิดมะเร็งของระบบสืบพันธุ์เพิ่มขึ้นได้ ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะควรได้รับการติดตามอย่างต่อเนื่อง(11)


 


ภาวะแทรกซ้อนจากหัตถการต่างๆ(11)


หัตถการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้แก่



  1. การเก็บไข่ทางช่องคลอด อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ คือ เกิดการเสียเลือด ซึ่งตำแหน่งที่ทำให้เลือดออกได้บ่อยคือจากตัวรังไข่ และที่ผนังช่องคลอด ซึ่งสามารถหลีกเลี่ยงภาวะนี้ได้โดยการพยายามแทงเข็มให้จำนวนครั้งที่ผ่านผนังช่องคลอดและ ovarian capsule ให้น้อยที่สุด และหลีกเลี่ยงการแทงเข็มผ่านอวัยวะที่ดูคล้ายเส้นเลือดจากการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ภาวะแทรกซ้อนอื่น เช่น การอักเสบติดเชื้อซึ่งอาจเกิดเป็นฝี (abscess) ที่ในอุ้งเชิงกรานหรือที่รังไข่ ซึ่งสามารถหลีกเลี่ยงได้โดยการพยายามทำความสะอาดในช่องคลอดด้วยน้ำเกลือให้มากที่สุดเพื่อลดจำนวนแบคทีเรียที่อาจเข้าไปทำให้เกิดปัญหา ลดการแทงเข็มผ่านอวัยวะภายในเช่นลำไส้ ส่วนในรายที่มีโอกาสมีการอักเสบติเชื้อสูง เช่น มี chocolate cyst ที่จำเป็นต้องดูดออกในขณะที่ทำการเก็บไข่ ก็ควรได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการอักเสบ ส่วนอันตรายที่เกิดจากการแทงเข็มถูกอวัยวะภายใน เช่น ลำไส้ มักเกิดในรายที่มีพยาธิสภาพในอุ้งเชิงกราน เช่น มีพังผืดมายึดทำให้ลำไส้มาอยู่ชิดกับรังไข่ ส่วนการหลีกเลี่ยง คือ ต้องระมัดระวังในช่วงที่เก็บไข่ ไม่แทงเข็มผ่านตำแหน่งที่สงสัยว่าเป็นลำไส้

  2. การย้ายตัวอ่อน อาจทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อในโพรงมดลูก จากเชื้อที่อยู่ที่ปากมดลูก หรือจากน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อนที่มีการติดเชื้อ

  3. การทำ laparoscopy ซึ่งทำในรายที่ทำ GIFT, ZIFT หรือย้ายตัวอ่อนผ่านท่อนำไข่ (TET; tubal embryo transfer) ซึ่งอาจมีภาวะแทรกซ้อนจากการให้ยาสลบ หรืออันตรายต่ออวัยวะภายในจากการทำ laparoscopy, การเกิด carbon dioxide embolism จากการใส่ก๊าซเข้าในช่องท้อง

ภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์(11)


การตั้งครรภ์ที่เกิดจากการรักษานี้ จัดอยู่ในกลุ่มครรภ์เสี่ยงสูง พบมีเพียงร้อยละ 65 ที่การตั้งครรภ์ดำเนินไปจนครบกำหนดและคลอดทารกปกติการตั้งครรภ์ผิดปกติที่พบได้ มี 1) การแท้งบุตร พบได้ร้อยละ 18-26 ซึ่งสูงกว่าการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ ซึ่งอาจเป็นเพราะ มารดาในกลุ่มนี้มีอายุมากจึงมีโอกาสที่ทารกจะมีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์สูงขึ้น นอกจากนี้ในรายที่มีระดับฮอร์โมนเพศชายและ LH สูงทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกไม่เหมาะต่อการฝังตัวและยังอาจมีผลต่อคุณภาพของไข่ด้วย 2) การตั้งครรภ์นอกมดลูก จะพบได้บ่อยกว่าการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ คือพบได้ประมาณร้อยละ 4-10 โดยเฉพาะในรายที่มีความผิดปกติของท่อนำไข่ รวมถึง heterotropic pregnancy หรือการตั้งครรภ์ที่พบทั้งในมดลูกและนอกมดลูก ซึ่งตามธรรมชาติพบได้เพียง 1 ใน 30,000 ของการตั้งครรภ์ แต่ในสตรีที่ตั้งครรภ์โดยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์พบภาวะนี้ได้ถึง 1 ใน 1,000 ของการตั้งครรภ์ 3) การตั้งครรภ์แฝด (multiple pregnancies) การตั้งครรภ์โดยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์นั้นมีโอกาสการตั้งครรภ์แฝดเพิ่มขึ้นทั้งชนิดแฝดจากไข่คนละใบ และแฝดจากไข่ใบเดียวกัน ในปัจจุบันนั้นการย้ายตัวอ่อนจะย้ายในจำนวนที่น้อยลง คือเหลือเพียง 1-2 ตัว จึงทำให้อุบัติการณ์ของการตั้งครรภ์แฝดลดลง 4) ความพิการตั้งแต่กำเนิด พบได้ประมาณร้อยละ 2- 2.8 ซึ่งถือได้ว่าไม่แตกต่างจากการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ


 


ผลกระทบทางสังคมและจิตใจ(11)


ผลกระทบทางด้านจิตใจ (psychological complication) เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เริ่มต้นการรักษาจนกระทั่งสิ้นสุดการรักษา เช่น ความวิตกกังวลในเรื่องของค่าใช้จ่าย ความกังวลเรื่องขั้นตอนการรักษาที่ค่อนข้างยุ่งยาก ความวิตกกังวลในเรื่องผลของการรักษา การตั้งความหวังไว้สูงทำให้ไม่ยอมรับในความไม่สำเร็จในการรักษา ซึ่งอาจทำให้ผู้รับการรักษาตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าได้ ดังนั้นแพทย์ผู้ให้การรักษาควรให้ข้อมูลแก่ผู้มารับการรักษาโดยครบถ้วน รวมทั้งอธิบายขั้นตอนการรักษาให้ทราบอย่างละเอียดเพื่อให้ผู้รักการรักษาเข้าใจอย่างแท้จริง


 


จริยธรรมของการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์(13)


            แพทยสภาได้ออกประกาศเรื่อง มาตรฐานการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ในปี พ.ศ. 2540 โดยกำหนดให้สถานบริการทุกแห่งที่ให้บริการรักษามีบุตรยากด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญ ต้องมีความพร้อมด้านบุคลากรซึ่งประกอบด้วยทีมแพทย์ นักวิทยาศาสตร์และพยาบาล ด้านสถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์ต้องได้มาตรฐาน การรักษาต้องต้องเป็นไปตามหลักวิชาการ และข้อบ่งชี้ทางการแพทย์มีกรรมการควบคุมคุณภาพและจริยธรรม มีหนังสือแสดงความยินยอมที่มีคำอธิบายให้คู่สมรสได้รับรู้รายละเอียดและลงชื่อไว้เป็นหลักฐาน โดยต้องมีการขอหนังสือรับรองจากราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ซึ่งทางราชวิทยาลัยฯ จะส่งคณะกรรมการมาตรวจสถาบันก่อนให้การรับรอง เพื่อให้แต่ละสถาบันมีมาตรฐานการรักษาที่ใกล้เคียงกัน


 



บทสรุป


เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เป็นวิธีการรักษาภาวะมีบุตรยากที่ต้องมีการนำเซลล์สืบพันธุ์ของทั้งสองฝ่ายออกมาจากร่างกาย ที่สำคัญคือต้องมีการเจาะดูดไข่ออกจากรังไข่ของฝ่ายหญิง โดยอาจทำให้เกิดการปฏิสนธินอกร่างกาย หรือย้ายกลับเข้าสู่ท่อนำไข่เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิตามธรรมชาติ เนื่องจากการรักษาด้วยวิธีนี้ต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ซับซ้อน มีความสิ้นเปลืองสูงและมีความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา การคัดเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสม การดำเนินการรักษาตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง รวมทั้งเฝ้าติดตามผลการรักษาและภาวะแทรกซ้อน อย่างต่อเนื่อง จึงจะทำให้การรักษาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด


 



เอกสารอ้างอิง


1. Speroff L, Fritz MA. Assisted reproductive technologies. In: Clinical gynecologic endocrinology and infertility. 7th ed. Philadelphia: Lippincott Willoams & Wilkins, 2005: 1215-74.


2. Steptoe PC, Edwards RG. Birth after the reimplantation of a human embryo. Lancet. 1978 Aug 12; 2(8085): 366.


3. จำนง อุตวิชัย. การคัดเลือกผู้ป่วยและข้อบ่งชี้ในการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์. ใน: ธีระพร วุฒยวนิช, บรรณาธิการ. เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์. เชียงใหม่ : นพบุรีการพิมพ์, 2003: 1-5.


4. จำนง อุตวิชัย. การกระตุ้นไข่เพื่อรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์. ใน: ธีระพร วุฒยวนิช, บรรณาธิการ. เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์. เชียงใหม่ : นพบุรีการพิมพ์, 2003: 29-35.


5. โอภาส เศรษฐบุตร. การเจาะดูดไข่. ใน: ธีระพร วุฒยวนิช, บรรณาธิการ. เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์. เชียงใหม่ : นพบุรีการพิมพ์, 2003: 37-43.


6. พรภิมล ตั้งชัยสิน. การเตรียมอสุจิในเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์. ใน: ธีระพร วุฒยวนิช, บรรณาธิการ. เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์. เชียงใหม่ : นพบุรีการพิมพ์, 2003: 45-55.


7. โอภาส เศรษฐบุตร. การทำกิ๊ฟท์. ใน: ธีระพร วุฒยวนิช, บรรณาธิการ. เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์. เชียงใหม่ : นพบุรีการพิมพ์, 2003: 103-109.


8. สุปรียา วงษ์ตระหง่าน. การย้ายตัวอ่อนและการพยุงการตั้งครรภ์. ใน: ธีระพร วุฒยวนิช, บรรณาธิการ. เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์. เชียงใหม่ : นพบุรีการพิมพ์, 2003: 89-101.


9. Society for Assisted Reproductive Technology; American Society for Reproductive Medicine. Assisted reproductive technology in the United States: 2000 results generated from the American Society for Reproductive Medicine/Society for Assisted Reproductive Technology Registry. Fertil Steril. 2004 May;81(5):1207-20.


10. Society for Assisted Reproductive Technology; American Society for Reproductive Medicine Assisted reproductive technology in the United States: 2001 results generated from the American Society for Reproductive Medicine/Society for Assisted Reproductive Technology registry. Fertil Steril. 2007 Jun;87(6):1253-66.


11. ประโยชน์ จงอยู่สุข. ภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์. ใน: ธีระพร วุฒยวนิช, บรรณาธิการ. เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์. เชียงใหม่ : นพบุรีการพิมพ์, 2003: 147-155.


12. Rizk B, Aboulghar M. Classification, pathophysiology and management of ovarian hyperstimulation syndrome. In: Brinsden PR, editor. Textbook of in vitro fertilization and assisted reproduction. 3rd ed. London : Taylor & Francis, 2005: 217-58


13. สมบูรณ์ คุณาธิคม. การปฏิสนธินอกร่างกาย. ใน: สมบูรณ์ คุณาธิคม, บรรณาธิการ. ภาวะมีบุตรยากและเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์. กรุงเทพ : พี.เอ.ลีฟวิ่ง, 2002: 179-200.


 


 

Read More

Intrauterine insemination

การปั่นล้างอสุจิและฉีดเข้าไปในโพรงมดลูก


(Intrauterine insemination; IUI)


น.พ.โอภาส เศรษฐบุตร



          การรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยการทำผสมเทียม (artificial insemination; AI) ได้มีมานานกว่า 200 ปี โดยเริ่มจากการนำอสุจิของสามีที่มีปัญหา hypospadias ซึ่งไม่สามารถหลั่งอสุจิในช่องคลอดได้ มาฉีดเข้าไปในช่องคลอดของภรรยา และเกิดการตั้งครรภ์(1,2) หลังจากนั้นได้มีการนำมาใช้ในอีกหลายข้อบ่งชี้ เช่น ปัญหาของมูกที่ปากมดลูกผิดปกติ การผสมเทียมโดยใช้อสุจิบริจาค เป็นต้น การผสมเทียมหรือ AI นี้ครอบคลุมถึงเทคนิคหลายอย่าง ได้แก่ การฉีดอสุจิเข้าไปในช่องคลอด ปากมดลูก โพรงมดลูก ท่อนำไข่ หรือแม้แต่การฉีดเข้าไปในถุงไข่ (follicle) โดยตรง และยังรวมถึงการใช้อสุจิของสามี (AIH) และอสุจิบริจาค (AIH) อีกด้วย(2)


           การฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกหรือ IUI (intrauterine insemination) นั้นมีข้อได้เปรียบกว่าการผสมเทียมวิธีอื่นๆ เช่น การฉีดอสุจิเข้าที่ปากมดลูก (ICI; intracervical insemination) เพราะในขั้นตอนของการเตรียมอสุจิ จะมีการปั่นเลือกเฉพาะตัวอสุจิที่มีการเคลื่อนไหวดีมาอยู่ในน้ำยาเพาะเลี้ยง (culture medium) ที่มีปริมาตรเพียงเล็กน้อย (ประมาณ 0.4 – 0.5 มิลลิลิตร) ทำให้แก้ปัญหาการที่มีตัวอสุจิน้อยหรือมีตัวที่เคลื่อนไหวน้อยในความผิดปกติของฝ่ายชายที่ไม่รุนแรงได้ และการที่แยกตัวอสุจิออกจาก seminal plasma ทำให้สามารถฉีดอสุจิที่ผ่านการเตรียมแล้วเข้าสู่โพรงมดลูกได้โดยไม่มีผลจากสารที่มีใน seminal plasma เช่น โปรทีน prostaglandins หรือแม้กระทั่ง bacteria ที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำอสุจิ(1) จาก meta-analysis ที่รวบรวมจาก 12 การศึกษา พบว่าการทำ IUI นั้นมีโอกาสตั้งครรภ์สูงกว่า ICI อย่างมีนัยสำคัญ (ร้อยละ 18 เทียบกับร้อยละ 5 ตามลำดับ)(3) การทำ IUI ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในช่วงกึ่งกลางของทศวรรษที่ 1970s และมีการพัฒนาต่อมาเรื่อยๆ ทั้งในด้านของการใช้ยาการกระตุ้นการเจริญของถุงไข่ การกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทำ IUI การเตรียมอสุจิด้วยวิธีต่างๆ(2) ตลอดจนข้อบ่งชี้ของการทำ IUI ซึ่งจากเดิมมีเพียงแค่ในรายที่มีปัญหาในการมีเพศสัมพันธ์ เช่น hypospadias, retrograde ejaculation, หรือ impotence และปัญหาของปากมดลูก เช่น ผลการตรวจ post coital test ผิดปกติ แต่ในปัจจุบัน การทำ IUI เป็นการรักษาเบื้องต้นของภาวะมีบุตรยากหลายสาเหตุ เช่น ความผิดปกติของทางฝ่ายชายที่ไม่รุนแรง  ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกระยะที่ 1-2 ภาวะมีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ (unexplained infertility) เพื่อลดโอกาสได้รับเชื้อ HIV ในรายที่สามีมีการติดเชื้อ (serodiscordant couple) หรือแม้กระทั่งในรายที่กระตุ้นไข่เพื่อที่จะทำการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์แล้วการตอบสนองไม่ดี (poor responder) ก็สามารถเปลี่ยนเป็น IUI ได้ถ้าท่อนำไข่ยังดี(2) ข้อบ่งชี้ในการทำ IUI โดยใช้อสุจิของสามีนั้นแสดงในตารางที่ 1 ส่วนตารางที่ 2 แสดงข้อบ่งชี้ในการทำ IUI โดยใช้อสุจิบริจาค ซึ่งก่อนที่จะทำการรักษานั้น ควรให้ข้อมูลแก่คู่สมรสมีบุตรยากเกี่ยวกับโอกาสของความสำเร็จ ค่าใช้จ่าย และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ และรวมทั้งในกรณีที่ต้องใช้อสุจิบริจาค ต้องอธิบายให้คู่สมรสทราบและเข้าใจวิธีคัดกรองผู้บริจาคอสุจิ และสิทธิของบุตรตามกฎหมายด้วย


 


ตารางที่ 1: ข้อบ่งชี้ในการทำ IUI โดยใช้อสุจิของสามี(2)


 


       Ejaculatory failure


                   – Anatomical (e.g. hypospadias)


                   – Neurological (e.g. spinal cord injury)


                   – Retrograde ejaculation


                   – Psychological (e.g. impotence)


       Cervical Factor


                   – Cervical mucus hostility


                   – Poor cervical mucus


       Mild male subfertility


                   – Oligozoospermia


                   – Asthenozoospermia


                   – Teratozoospermia


       Immunological


                   – Male antisperm antibodies


                   – Female antisperm antibodies


       Unexplained infertility


       Endometriosis (minimal and mild)


       Ovulatory dysfunction


       HIV serodiscordant couple


                   (husband positive, wife negative)


       Combined infertility factors



 


ตารางที่ 2 : ข้อบ่งชี้ในการทำ IUI โดยใช้อสุจิบริจาค(2)


 



  • Gross male subfertility

                   – Azoospermia


                            – obstructive, e.g. congenital bilateral absent of the vas deferentia


                            – non-obstructive, e.g. Klinefelter syndrome


                   – Severe oligozoospermia


                   – Severe asthenozoospermia


                   – Severe teratozoospermia


                   – Oligoasthenoteratozoospermia


                   – Failed fertilization with ICSI



  • Infectious disease in the male partner such as HIV

  • Familial/genetic diseases e.g. hemophilia, Huntington’s disease

  • Severe rhesus incompatibility

  • Lesbian couples or single women

 


 การกระตุ้นไข่ (ovarian stimulation) สำหรับการทำ IUI


            การรักษาด้วยวิธีนี้สามารถทำได้ทั้งในรอบเดือนธรรมชาติที่ไม่มีการกระตุ้นไข่ หรือรอบเดือนที่ทำการกระตุ้นไข่เพื่อให้มีไข่ตกหลายใบขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ วิธีการกระตุ้นไข่ที่ใช้ ได้แก่ การใช้ clomiphene citrate อย่างเดียวหรือใช้ร่วมกับ gonadotropin และ hCG หรือใช้ gonadotropin เพียงอย่างเดียวหรือใช้ร่วมกับ GnRH agonist หรือ antagonist(2) จากการศึกษาในรอบที่ทำ IUI โดยใช้อสุจิบริจาคพบว่าการใช้ clomiphene citrate แต่เพียงอย่างเดียวนั้นมีโอกาสตั้งครรภ์ไม่แตกต่างจากการทำในรอบธรรมชาติที่ไม่ได้รับการกระตุ้นไข่ (fecudibility ร้อยละ 6 – 13 ต่อรอบ) ในขณะที่รอบที่ใช้ gonadotropin ในการกระตุ้นไข่ให้โอกาสสำเร็จเพิ่มเป็นสองเท่า (fecudibility ร้อยละ 14 – 24)(1) ที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ใช้การกระตุ้นไข่ด้วยการใช้ clomiphene citrate ร่วมกับ gonadotropin โดยให้รับประทาน clomophene citrate ขนาด 50 มิลลิกรัม ครั้งละ 2 เม็ด วันละ 1 ครั้งก่อนนอน ในวันที่ 3 ถึง 7 ของรอบเดือน และให้ฉีด recombinant FSH วันละ 75 – 100 ยูนิท หรือ hMG ขนาดวันละ 75 ยูนิท ในวันที่ 8 – 10 ของรอบเดือน จากนั้นจะตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงในวันที่ 11 ของรอบเดือน ซึ่งถ้าพบว่ามีถุงไข่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยตั้งแต่ 18 มิลลิเมตรขึ้นไปก็จะให้ฉีด hCG ขนาด 5,000 – 10,000 ยูนิทเพื่อให้เกิดการสุกของไข่ (final maturation) และมีการตกไข่ตามมาในช่วงเวลา 34 – 46 ชั่วโมง (เฉลี่ย 38 ชั่วโมง) หลังจากฉีด hCG(2) โดยจะทำการฉีด IUI ในช่วงเวลา 38 – 40 ชั่วโมงหลังให้ hCG ส่วนในกรณีที่ขนาดของถุงไข่ยังไม่โตได้ขนาดที่ต้องการก็จะต้องให้ฉีด gonadotropin ต่อจนกว่าจะได้ขนาดตามที่ต้องการ แต่ถ้ามีถุงไข่ขนาดใหญ่จำนวนมากกว่า 4 ใบขึ้นไป หรือมีถุงไข่ขนาดตั้งแต่ 12 มิลลิเมตรขึ้นไปเกิน 8 ใบ จะยกเลิกการทำ IUI ในรอบนั้น เพราะมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์แฝดที่มีทารกมากกว่า 2 คนสูง โดยอาจจะแนะนำให้ผู้ป่วยเปลี่ยนไปเก็บไข่เพื่อทำเด็กหลอดแก้ว หรืองดการให้ hCG แล้วหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์(2)


แม้ว่าจะมีบางสถาบันจะทำการฉีด IUI จำนวนสองครั้งในแต่ละรอบการรักษา คือที่ 12 และ 34 ชั่วโมงหลังจากที่ฉีด hCG เพราะเชื่อว่าจะให้ผลสำเร็จมากกว่าการฉีดเพียงครั้งเดียว แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อมูลที่สนับสนุนว่าการฉีด IUI สองครั้งให้โอกาสสำเร็จสูงกว่าฉีดครั้งเดียว(1,4)


 


การเตรียมอสุจิสำหรับทำ IUI


เนื่องจากในน้ำอสุจินั้นนอกจากจะมีปริมาตรที่มากเกินกว่าจะทำการฉีดเข้าไปในโพรงมดลูกแล้ว ในน้ำอสุจิยังมีส่วนประกอบอื่นๆซึ่งนอกจากจะไม่มีประโยชน์ต่อการตั้งครรภ์แล้วบางอย่างก็ทำให้มีผลเสียได้ เช่น มีสารพรอสตาแกลนดินส์ ซึ่งสามารถกระตุ้นให้มดลูกเกิดการหดรัดตัวอย่างรุนแรงได้ มีเม็ดเลือดขาวที่อาจมีเชื้อไวรัส HIV อยู่ มีตัวอสุจิที่ตายแล้วซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ reactive oxygen species ที่ทำให้เกิดผลเสียต่อตัวอสุจิที่ยังมีชีวิตอยู่ นอกจากนี้ยังมีสารบางอย่างที่สามารถยับยั้งกระบวนการ capacitation ของตัวอสุจิได้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องแยกตัวอสุจิที่ปกติออกมาเพื่อนำไปฉีดเข้าสู่โพรงมดลูก วิธีการเตรียมอสุจินี้ที่เป็นที่นิยมมี 3 วิธี ได้แก่


1. การปั่นล้าง (Sperm washing) (1)


เป็นวิธีที่ง่ายทำได้โดย เติมน้ำยาเพาะเลี้ยง (culture medium) ลงในน้ำอสุจิที่ละลาย (liquefy) แล้ว ในอัตราส่วน 1:1 – 3:1     ผสมให้เข้ากันแล้วนำไปปั่นด้วยความเร็วต่ำ (200-300 g) เป็นเวลา 10 นาที แล้วจึงดูดเอาของเหลวส่วนบนออกทิ้ง แล้วจึงเติม   culture medium แล้วปั่นล้างซ้ำอีก 1-2 ครั้ง จากนั้นจึงเติม culture medium ในส่วนของตะกอน (pellet) ให้มีปริมาตรประมาณ 0.5 มิลลิลิตร ผสมให้เข้ากันแล้วจึงนำไปฉีดเข้าโพรงมดลูกได้


2. การ Swim-up(1)


วิธีการจะเริ่มจากการปั่นล้างเหมือนในวิธีแรกจนได้ตะกอนแล้ว จากนั้นค่อยๆเติม culture medium ปริมาตร 0.5 – 1 มิลลิลิตร ลงไปเหนือตะกอนช้าๆเพื่อไม่ให้ตะกอนฟุ้งขึ้นมา นำไป incubate ที่ 37 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 30 – 60 นาทีเพื่อตัวอสุจิที่เคลื่อนไหวดีว่ายออกมาจากตะกอนขึ้นสู่ชั้นของ culture medium ด้านบน จากนั้นจึงค่อยๆดูดเอาของเหลวด้านบนมาประมาณ 0.5 มิลลิลิตรเพื่อนำไปทำ IUI วิธีนี้จะได้เฉพาะตัวอสุจิที่เคลื่อนไหวดี โดยที่ไม่มีเซลล์ตายหรือเศษเซลล์เข้ามาปน แต่ก็จะได้ปริมาณตัวอสุจิที่น้อยกว่าวิธีแรก จึงไม่ค่อยเหมาะสมสำหรับในรายที่มีตัวอสุจิตั้งต้นน้อยเกินไป


3. วิธี Density gradient centrifugation(1)


วิธีนี้จะนำน้ำอสุจิไปวางบนชั้นของสารแขวนลอยที่มีความหนาแน่นแตกต่างกัน สารที่นิยมนำมาใช้ในการแยกตัวอสุจิ เช่น Percoll ซึ่งเป็นสารแขวนลอยที่มีเม็ด silica เล็กๆที่เคลือบด้วย PVP (polyvinylpyrrolidone) อยู่ หรือ Sil-select และ Puresperm ซึ่งมีส่วนประกอบเป็นเม็ด silica เหมือนกันแต่เคลือบด้วย silane แทน PVP ส่วน Ixaprep จะเป็นส่วนผสมของ polysucrose และ iodixanol จากนั้นนำไปปั่นด้วยความเร็วต่ำนาน 15 – 30 นาที เพื่อให้ตัวอสุจิที่เคลื่อนไหวดีว่ายผ่านลงมาที่ด้านล่างของหลอดได้ ส่วนเซลล์ที่ตายหรือเซลล์อื่นๆก็จะติดอยู่ระหว่างชั้นของสารที่นำมาใช้ทำการแยก จากนั้นจึงนำตะกอนที่ได้ไปทำการปั่นล้างอีก 1 – 2 ครั้ง แล้วจึงนำไปใช้ได้


จากการศึกษาเปรียบเทียบวิธีการเตรียมอสุจิที่ต่างกัน พบว่ายังไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าวิธีการเตรียมอสุจิวิธีใดที่ให้ผลที่ดีกว่าวิธีอื่นอย่างชัดเจน(5) แต่การเตรียมอสุจิด้วยวิธีการปั่นล้างยังพบการปนเปื้อนของตัวอสุจิที่ตายและเป็นต้นกำเนิดของ reactive oxygen species ซึ่งทำให้เกิดอันตรายต่อตัวอสุจิที่ปกติได้(1) ดังนั้นที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ได้ใช้วิธี density gradient centrifugation ในการเตรียมอสุจิสำหรับการทำ IUI


ส่วนการฉีดอสุจิเข้าไปในโพรงมดลูกต้องอาศัยหลักปราศจากเชื้อและทำให้เกิดการกระทบกระเทือนน้อยที่สุดเพื่อลดการอักเสบติดเชื้อและลดการกระตุ้นให้เกิดการหดรัดตัวของมดลูก ขั้นตอนเริ่มด้วยการทำความสะอาดปากมดลูกด้วยการเช็ดด้วยสำลีชุบน้ำเกลือ โดยหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อซึ่งเป็นอันตรายต่อตัวอสุจิเช่นกัน แล้วดูดอสุจิที่เตรียมไว้ในปริมาตรประมาณ 0.5 มิลลิลิตร ด้วย tuberculin syringe ที่ต่อกับสายสำหรับทำ IUI ซึ่งมีหลากหลายชนิดให้เลือกใช้  สอดสาย catheter ให้ผ่าน internal os เข้าสู่โพรงมดลูกแล้วจึงเริ่มฉีดอสุจิเข้าไปช้าๆ ในเวลามากกว่า 10 – 30 วินาที โดยหลังฉีดจะให้ผู้ป่วยนอนพักประมาณ 15 นาที(1) ส่วนการปฏิบัติตัวหลังทำ IUI นั้น สามารถปฏิบัติตัวตามปกติทุกอย่าง รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ด้วย


 


อัตราการตั้งครรภ์จากการรักษาโดยวิธี IUI


          อัตราการตั้งครรภ์ของการฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกนั้นมีความแตกต่างกันไปในแต่ละสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก และยังมีความแตกต่างตามวิธีการกระตุ้นไข่ จึงทำให้ตัวเลขอัตราความสำเร็จของแต่ละสถาบันแตกต่างกันไป จากสถิติของ Bourn Hall Clinic ในประเทศอังกฤษ ในช่วงปี ค.ศ. 1989 ถึง 1993 ซึ่งมีการทำ IUI ทั้งหมด  452 รอบ ในผู้ป่วย 237 คน พบว่ามีอัตราการตั้งครรภ์ต่อรอบการรักษา (clinical pregnancy rate) ร้อยละ  12.3 สำหรับในรายที่ตรวจไม่พบสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก, ร้อยละ 16.4 ในรายที่ปัญหาของปากมดลูก, ร้อยละ 10 ในรายที่เกิดจากการที่มีภูมิต้านทานต่อตัวอสุจิ, ร้อยละ 21 ในรายที่มีปํญหาทางฝ่ายชายที่ไม่รุนแรง, ร้อยละ 13.3 ในรายที่มีปัญหาของการหลั่งอสุจิ และร้อยละ 15.8 ของรายที่มีปัญหามากกว่า 1 อย่าง ในตารางที่ 3 แสดงถึงโอกาสตั้งครรภ์ตามสาเหตุของภาวะมีบุตรยากที่มีผู้รวบรวมไว้ ส่วนปัจจัยที่มีผลกระทบต่อโอกาสสำเร็จจากการทำ IUI นั้นมีดังนี้(2)



  1. สาเหตุของภาวะมีบุตรยาก

  2. อายุของคู่สมรสทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย เนื่องจากอายุที่เพิ่มขึ้นของคู่สมรสฝ่ายหญิงจะสัมพันธ์กับคุณภาพของไข่และคุณภาพของเยื่อบุโพรงมดลูกที่ต่ำลง

  3. ระยะเวลาของการมีบุตรยาก ซึ่งโอกาสการตั้งครรภ์จะลดลงเมื่อระยะเวลาการมีบุตรยากเพิ่มขึ้น

  4. ระยะเวลาของการรักษาด้วยวิธีนี้ โดยอัตราการตั้งครรภ์จค่อนข้างดีใน 3 รอบแรกของการรักษา จึงมีการแนะนำให้ทำไม่เกิน 4-6 รอบเดือน หากไม่มีการตั้งครรภ์ ควรแนะนำวิธีเด็กหลอดแก้ว เนื่องจากจะได้ข้อมูลเรื่องการปฎิสนธิได้ดีกว่า

  5. ความสมบูรณ์ของอสุจิ เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการรักษา



ตารางที่ 3 : ตารางแสดงอัตราการตั้งครรภ์จากการทำ IUI แยกตามสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก (อัตราการตั้งครรภ์แสดงเป็นร้อยละ)(2)


 

































ข้อบ่งชี้ในการทำ IUI


การศึกษาของ


Martinez(6)


การศึกษาของ


Crosignani(7,8) 


Idiopathic Infertility


18 (0-40)


27 (0-67)


Cervical factor


14 (5-29)


–


Immunological infertility


10 (3-18)


–


Endometriosis


11 (0-18)


–


Male subfertility


10 (0-20)


12.8 (0-40)


Ejaculatory failure


11 (0-18)


–


 


ภาวะแทรกซ้อนของการรักษา 


ภาวะแทรกซ้อนที่พบจากการทำ IUI นั้นอาจเกิดได้จากหลายขั้นตอน เช่น จากการกระตุ้นไข่ เช่น มีโอกาสเกิดภาวะ ovarian hyperstimulation syndrome หรือ OHSS ได้ การตั้งครรภ์โดยเฉพาะที่มีทารกมากกว่า 2 คน ถือว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนที่เป็นผลจากการที่มีการเจริญของไข่จำนวนหลายใบ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงในขณะที่ตั้งครรภ์และมีผลกระทบต่อทั้งมารดาและทารก ความเสี่ยงที่เกิดในช่วงของการเตรียมอสุจิ เช่น การสลับของอสุจิของคู่สมรสต่างคู่กัน ซึ่งสามารถป้องกันได้ถ้ามีระบบควบคุมคุณภาพที่ดี หรือโอกาสที่จะถ่ายทอดโรคติดเชื้อโดยเฉพาะโรคเอดส์จากสามีไปยังภรรยาได้ แต่การเตรียมอสุจิโดยเฉพาะวิธี density gradient centrifugation นั้นสามารถแยกตัวอสุจิออกจากน้ำอสุจิและเม็ดเลือดขาวได้ทำให้ลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะนี้ลง และจากการรวบรวมข้อมูลการทำ IUI ในคู่สมรสที่ฝ่ายชายได้รับเชื้อ HIV แต่ฝ่ายหญิงปกติมากกว่า 3,000 รอบการรักษายังไม่พบว่าคู่สมรสฝ่ายหญิงเกิดการติดเชื้อจากการทำ IUI เลย(9) แต่อย่างไรก็ตามวิธีการทำ IUI ก็ยังไม่ได้เป็นวิธีที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในคู่สมรสในลักษณะนี้ ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่เป็นผลจากการะบวนการฉีดอสุจินั้น อาจเกิดการอักเสบติดเชื้อในโพรงมดลูกจากเชื้อแบคทีเรียมีอยู่ในช่องคลอดและปากมดลูกแล้วถูกนำเข้าสู่โพรงมดลูกจากการฉีดอสุจิได้ ภาวะอื่นอาจเกิดการหดรัดตัวของมดลูกซึ่งอาจเป็นผลจากการกระทบกระเทือนจากการใส่สาย หรือจากการปนเปื้อนของสารพลอสตาแกลนดินส์ในน้ำอสุจิซึ่งเกิดจากเทคนิคในการเตรียมอสุจิที่ไม่เหมาะสมได้


 


เอกสารอ้างอิง



  1. Speroff L, Fritz MA. Male infertility. In: Clinical gynecologic endocrinology and infertility. 7th ed. Philadelphia: Lippincott Willoams & Wilkins, 2005: 1135-73.

  2. Marcus SF. Intrauterine insemination. In: Brinsden PR, editor. Textbook of in vitro fertilization and assisted reproduction. 3rd ed. London : Taylor & Francis, 2005: 259 – 269.

  3. Goldberg JM, Mascha E, Falcone T, Attaran M. Comparison of intrauterine and intracervical insemination with frozen donor sperm: a meta-analysis. Fertil Steril 1999 Nov; 72(5): 792-5.

  4. Cantineau AE, Heineman MJ, Cohlen BJ. Single versus double intrauterine insemination in stimulated cycles for subfertile couples: a systematic review based on a Cochrane review. Hum Reprod. 2003 May; 18(5): 941-6.

  5. Boomsma CM, Heineman MJ, Cohlen BJ, Farquhar C. Semen preparation techniques for intrauterine insemination (Review). Cochrane Database Syst Rev. 2007 Oct 17;(4):CD004507.

  6. Martinez AR, Bernardus RE, Vermeiden JP, Schoemaker J. Basic questions on intrauterine insemination: an update. Obstet Gynecol Surv. 1993 Dec;48(12):811-28.

  7. Crosignani PG, Walters DE, Soliani A.  The ESHRE multicentre trial on the treatment of unexplained infertility: a preliminary report. European Society of Human Reproduction and Embryology. Hum Reprod. 1991 Aug; 6(7): 953-8.

  8. Crosignani PG, Walters DE. Clinical pregnancy and male subfertility; the ESHRE multicentre trial on the treatment of male subfertility. European Society of Human Reproduction and Embryology. Hum Reprod. 1994 Jun;9(6):1112-8.

  9. Gilling-Smith C, Almeida P. HIV, hepatitis B and hepatitis C and infertility: reducing risk. Hum Fertil (Camb). 2003 Aug;6(3):106-12.

 


 


 


 

Read More