Anatomy for Gynecologic Laparoscopy

กายวิภาคที่สำคัญสำหรับนรีแพทย์ผ่าตัดผ่านกล้อง


  ชัยเลิศ พงษ์นริศร



ผนังหน้าท้องด้านหน้า


            เส้นเลือดใหญ่ aorta แยกออกใกล้กับระดับกระดูกสันหลัง lumbar ที่ 4 ซึ่งตรงกับระดับสะดือในคนปกติ ในคนอ้วนระดับระดับสะดือจะอยู่ต่ำกว่านี้


            เส้นเลือด inferior epigastric แยกออกจากเส้นเลือด external iliac ทอดขึ้นไปทางศีรษะอยู่ระหว่างชั้นเยื่อบุช่องท้องและกล้ามเนื้อ rectus อยู่ทางด้านข้างต่อเส้นเลือด obliterated umbilical และอยู่ทางด้านในต่อ deep inguinal ring ซึ่งสังเกตได้จากตำแหน่งที่ round ligament ทอดเข้าสู่ inguinal canal ไม่สามารถใช้ transillumination ช่วยหาตำแหน่งเส้นเลือดนี้ได้ แต่สามารถมองเห็นได้โดยตรง ปกติมักประกอบด้วยเส้นเลือดแดงหนึ่งเส้นและเส้นเลือดดำสองเส้น บางรายที่ไม่สามารถมองเห็นเส้นเลือดนี้ ควรแทง trocar ในตำแหน่งข้างต่อกล้ามเนื้อ rectus และอยู่ห่างจากแนวกลางลำตัวออกไป 8 ซม. และเหนือกว่า symphysis pubis ประมาณ 4-5 ซม. ข้อมูลจากการตรวจด้วยเอซเรย์คอมพิวเตอร์พบว่าระยะห่างเฉลี่ยจากแนวกลางลำตัวไปถึงเส้นเลือดนี้เท่ากับ 5.6  ซม. และ 5.2 ซม. ที่ระดับเหนือ symphysis pubis 3 ซม. และ 5 ซม. ตามลำดับ


            เส้นเลือดชั้นผิวของผนังหน้าท้อง ได้แก่ superficial epigastric และ superficial circumflex iliac แยกออกมาจากเส้นเลือด femoral เส้นเลือด มีระยะห่างจากแนวกลางลำตัวเท่ากับ 5.2 ซม.และ 9.5 ซม. ตามลำดับที่ระดับเหนือกว่า symphysis pubis 3 ซม.


 


ผนังอุ้งเชิงกราน


            พื้นที่สามเหลี่ยมที่มีเส้นเลือด external iliac a. อยู่ทางด้านข้าง มีเส้นเลือด ovarian a. อยู่ทางด้านใน และ มี round ligament เป็นฐานเป็นกายวิภาคที่นรีแพทย์ผ่าตัดผ่านกล้องต้องทำความคุ้นเคย ท่อไตจะอยู่กับ broad ligament ส่วนด้านใน (medial leaf) ที่ระดับขอบบนกระดูกเชิงกราน (pelvic brim) ท่อไตอยู่ทางด้านในต่อเส้นเลือด ovarian ท่อไตจะทอดเข้าสู่อุ้งเชิงกรานและมักมองเห็นอยู่หน้าต่อ internal iliac a. เพื่อไปยังกระเพาะปัสสาวะ เส้นเลือด uterine a. ทอดขนานกับท่อไตเป็นระยะทางสั้นๆก่อนทอดข้ามท่อไตไปยังมดลูก ระยะห่างของท่อไตจาก uterosacral ligament ไปทางด้านข้าง 1.5-2 ซม.


 


            การเลาะเนื้อเยื่อบริเวณด้านข้างของอุ้งเชิงกรานจะทำให้มองเห็นเส้นเลือด internal iliac a. และแขนงของมัน เส้นเลือด obliterated umbilical a. ทอดอยู่บริเวณผนังเชิงกรานจาก internal iliac a. ไปยังผนังหน้าท้องด้านหน้า เส้นเลือด uterine a. มักแยกออกที่ตำแหน่งนี้วิ่งลงล่างขนานกับท่อไต จะมองเห็นเส้นเลือด superior vesical a. แยกจาก umbilical a. ถัดจาก uterine a. ถ้าเลาะออกไปทางด้านข้างมากขึ้นจะมองเห็น obturator neurovascular bundle ได้


 


Presacral space


            กายวิภาคส่วนนี้สำคัญสำหรับทำ presacral neurectomy หรือ vaginal vault suspension โดย presacral space นี้มีส่วนพื้นคือ periosteum กับ ligament ของกระดูกสันหลัง lumbar ที่ 5 และเส้นเลือด middle sacral ขอบเขตด้านขวาคือ common iliac a. และ ท่อไต ขอบเขตด้านซ้ายคือ เส้นเลือด inferior mesenteric ขอบเขตด้านบนคือ bifurcation ของ aorta และ common iliac v. ซ้าย ขอบเขตด้านล่างคือ กระดูกสันหลัง sacral ที่หนึ่ง


 


Space of Retzius


            มีขอบเขตด้านบนคือ กระดูก pubis ขอบเขตด้านข้างคือ กล้ามเนื้อ obturator และ fascia กับ neurovascular bundle ขอบเขตด้านล่างคือ กระเพาะปัสสาวะและpubocervical fascia ส่วนของ fascia ที่อยู่ลึกลงไปในอุ้งเชิงกรานได้แก่ pubocervical, arcus tendineus และ obturator fascia


ชั้น pubocervical fascia นั้นเป็นส่วนของ anterior vaginal fascia สำหรับ Cooper’s ligament เปอยู่ที่ส่วนบนของกระดูกเชิงกราน ทอดอยู่ทางด้านในกว่าเส้นเลือด external iliac 3-4 ซม.


            Obturator neurovascular bundle ทอดอยู่เหนือกว่า arcus tendineus 3-4 ซม. เส้นประสาทนี้ทอดเข้าสู่อุ้งเชิงกรานอยู่ใต้ต่อ external iliac v. และวิ่งอยู่บนผิวหน้าของกล้ามเนื้อ obturator internus เข้าสู่ obturator canal ร่วมกับเส้นเลือด


 


Paravesical and pararectal spaces


            paravesical spacesเป็นบริเวณที่อยู่ทางด้านข้างของกระเพาะปัสสาวะไปจนถึงกล้ามเนื้อ obturator internus ประกอบด้วย loose areolar tissue มักจะมองเห็นขณะเลาะเข้าบริเวณ retropubic ส่วน pararectal spaces เป็นบริเวณที่อยู่ในส่วนลึกของอุ้งเชิงกรานสองข้างของลำไส้ rectum มักเข้าถึงได้ทางด้านในของ uterosacral ligament แต่อาจเข้าได้ทางด้านนอกของ uterosacral ligament ก็ได้ในรายที่มี severe endometriosis โดยเลาะท่อไตกันออกไปทางด้านข้างก่อน แล้วเลาะต่อลงไปทางด้านหลัง ถ้าเข้าถูกต้อง จะไม่มีเลือดออก


 


 เอกสารอ้างอิง



  1. Goldberg JM, Falcone T, editors. Altas of endoscopic techniques in gynecology. 1st edition. W.B. Saunders: London. 2000.13-6.

 

Read More

Internal iliac artery ligation

การผูกหลอดเลือดแดง Internal iliac artery


 ชัยเลิศ พงษ์นริศร



ในปี 1893 Howard Kelly ได้ทำผ่าตัดผูกเส้นเลือด internal iliac artery และ ovarian artery ทั้งสองข้างระหว่างการผ่าตัดมดลูกทางหน้าท้องเพื่อรักษามะเร็งปากมดลูกที่มีเลือดออกอย่างรุนแรงเข้าไปใน broad ligaments ที่เมืองบัลติมอร์1


ในปี 1896 Pryorแห่งนิวยอร์กได้ทำผ่าตัดผูกเส้นเลือด internal iliac artery ในรายที่ไม่สามารถผ่าตัดเนื้องอกออกได้ พบว่าทำให้เนื้องอกหดเล็กลง (shrinkage)1  และรายงานผู้ป่วยในปีต่อมา2


จากการศึกษาพบว่าหลังจากผูกเส้นเลือด internal iliac artery แล้ว collateral circulation ของ  internal iliac artery  มี 5 ทาง ดังนี้ 1



  1. ovarian artery

  2. inferior mesenteric artery

  3. lumbar artery

  4. middle sacral artery

  5. external iliac and femoral artery

 


เทคนิคการผ่าตัดของ Siegel P และ Mengert WF3



  1. เปิดแผล 7-8 ซม. ตามแนวขนานกับเส้นเลือด ระมัดระวังอันตรายที่จะเกิดกับท่อไตซึ่งทอดข้ามหน้าต่อ bifurcation ของเส้นเลือด ท่อไตมักติดอยู่กับ peritoneal flap ทางด้านใน (medial) หลังจากเห็นเส้นเลือด internal iliac artery แล้วเลาะตามลงไปประมาณ 2 ซม. ต่ำกว่า bifurcation ต้องระวังอย่างมากไม่ให้เกิดภยันตรายต่อ external iliac vain ซึ่งอยู่ทางด้านหลังและข้างต่อเส้นเลือดนี้

  2. ใช้ aneurysm needle ที่ร้อยด้วย ไหมเบอร์ 1 คล้องผูกเส้นเลือดสองตำแหน่ง ตำแหน่งแรกผูกที่จุดที่เส้นเลือดนี้เริ่มแยกจากเส้นเลือด common iliac artery ตำแหน่งที่สองอยู่ถัดจากตำแหน่งแรกลงมาประมาณ 1.5-2 ซม.

  3. เย็บผูกเส้นเลือดแบบ transfixing suture ระหว่างตำแหน่งที่ผูกทั้งสองที่ แต่ค่อนไปทางด้าน proximal แล้วตัดเส้นเลือดให้ขาดจากกันระหว่างจุดที่เย็บผูกกับตำแหน่งที่คล้องผูกด้าน distal

 



 รูบที่ 1  แสดงตำแหน่งที่คล้องผูก (1 และ 2) และเย็บผูก (3) เส้นเลือด internal iliac artery


  



รูปที่ 2  แสดงตำแหน่งที่ตัดเส้นเลือด internal iliac artery อยู่ distal กว่าจุดที่เย็บผูก


 


เอกสารอ้างอิง



  1. Kelly HA. Ligation of both internal iliac arteries for hemorrhage in hysterectomy for carcinoma uteri. Bull Johns Hopkins Hosp1894; 5:53-4.

  2. Pryor WR. Surgical anatomy of internal iliac artery in women, and more radical operation for malignant disease of uterus. Am J Obstet Gynecol 1896; 33: 801-17.

  3. Pryor WR. Transperitoneal simultaneous ligation of both internal iliac arteries for recurrence in cicatrix following vaginal hysterectomy for carcinoma uteri. Am J Obstet Gynecol 1897; 35: 511-7.

  4. Shafiroff BG, Grillo EB, Boron H. Bilateral ligation of hypogastric arteries. Am J Surg 1959; 98: 34-40.

  5. Siegel P, Mengert WF. Internal iliac artery ligation in obstetrics and gynecology 1961; 178: 1059-62.

 

Read More

GTT: staging & treatment

GTT: ควรกำหนดระยะโรคและมีแนวทางรักษาอย่างไรดี?

ชัยเลิศ พงษ์นริศร


บทนำ

Gestational trophoblastic disease (GTD) เป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการเจริญแบ่งตัวผิดปกติของเซลล์เนื้อรก ซึ่งเมื่อแบ่งตามลักษณะทางพยาธิวิทยาได้แก่ hydatidiform mole, invasive mole, choriocarcinoma และ placentalsite trophoblastic tumor (PSTT) แต่ในทางคลินิกเวลารักษาโรคกลุ่มนี้ ไม่จำเป็นต้องได้ชิ้นเนื้อมาตรวจทางพยาธิวิทยา  สามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้จากลักษณะทางคลินิก การตรวจทางรังสีวินิจฉัย และการตรวจหา tumor marker คือ HCG ซึ่งมีความไวและความจำเพาะต่อโรคกลุ่มนี้สูงมาก  ส่วนคำว่า gestational trophoblastic tumor (GTT) คือ โรค GTD ที่มีความโน้มเอียงที่จะเป็นมะเร็งสูง (malignant potential)  หรือกล่าวง่ายๆว่าได้แก่โรคกลุ่ม GTD ทั้งหมด ยกเว้น hydatidiform mole นั่นเอง  GTT จัดว่าเป็นมะเร็งของอวัยวะสืบพันธุ์สตรีที่สามารถรักษาให้หายขาดได้มากที่สุด เพราะว่า

  1. มะเร็งตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดหลายชนิดได้ดีมากๆ  
  2. มะเร็งสร้าง HCG ซึ่งมีความไวและความจำเพาะสูง สามารถใช้เป็นตัวติดตาม (tumor marker) เพราะปริมาณฮอร์โมนสัมพันธ์โดยตรงกับจำนวนของเซลล์มะเร็ง
  3. มะเร็งกลุ่มนี้มีปัจจัยพยากรณ์โรคที่ค่อนข้างชัดเจน ทำให้สามารถเลือกวิธีรักษาได้เหมาะสมเฉพาะราย 
  4. สามารถใช้การรักษาหลายๆวิธีร่วมกันได้ (multiple modalities) เช่น การใช้ยาเคมีบำบัด การผ่าตัด และการฉายรังสี

แม้ว่าส่วนใหญ่จะเกิดตามหลังโรคครรภ์ไข่ปลาอุก (50%)  แต่อาจเกิดตามหลังการตั้งครรภ์ปกติ (25%)  และตามหลังการแท้งหรือการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้ (25%)1

 

ปัจจัยพยากรณ์โรค

แม้ว่าโรคกลุ่ม GTT นี้ส่วนใหญ่จะมีพยากรณ์โรคดี แต่มีผู้ป่วยบางรายที่มีการกระจายของโรคไปหลายที่และดื้อต่อยาเคมีบำบัด     ดังนั้นจึงมีการศึกษาถึงปัจจัยต่างๆที่จะนำมาใช้ในการแยกผู้ป่วยที่มีพยากรณ์โรคดีและไม่ดีออกจากกัน เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมไม่ให้มากหรือน้อยเกินไป ปัจจัยที่มีผลต่อพยากรณ์โรคมีดังต่อไปนี้2

  1. ระยะเวลาของโรคนับจากการตั้งครรภ์ครั้งก่อนจนถึงเริ่มการรักษา
  2. ระดับ HCG ก่อนเริ่มการรักษา
  3. ประวัติเคยได้รับยาเคมีบำบัดมาก่อน
  4. ตำแหน่งการแพร่กระจายของโรคไปที่อื่นๆนอกเหนือจากที่ช่องคลอดและปอด
  5. ขนาดและจำนวนของการแพร่กระจายของโรค
  6. ชนิดของการตั้งครรภ์ก่อนหน้าครั้งนี้
  7. ผลการตรวจทางพยาธิวิทยา
  8. หมู่เลือดของผู้ป่วยและสามี

อย่างไรก็ตามมีการศึกษาวิเคราะห์แบบ multivariate พบว่ามีบางปัจจัยเท่านั้นที่เป็นปัจจัยพยากรณ์โรคอย่างอิสระและมีนัยสำคัญทางสถิติ  อาทิเช่น  Azab และคณะ3  ศึกษาผู้ป่วย GTT จำนวน 162 ราย ในประเทศฝรั่งเศส พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติคือ การตั้งครรภ์ครั้งก่อนไม่ใช่ครรภ์ไข่ปลาอุก, มีการแพร่กระจายของโรคไปยังอวัยวะต่างๆมากกว่า 1 แห่ง, เคยได้รับยาเคมีบำบัดมาก่อน และมีผลทางพยาธิวิทยาเป็นมะเร็งเนื้อรก (choriocarcinoma)    DuBeshter และคณะ4 ศึกษาในผู้ป่วย GTT ที่มีความเสี่ยงสูงจำนวน 51 ราย ที่ New England Trophoblastic Disease Center (NETDC)พบว่าปัจจัยที่ทำนายการล้มเหลวต่อการรักษาคือ การที่โรคแพร่กระจายไปยังตับ สมอง หรือลำไส้   และการได้รับยาเคมีบำบัดมาก่อน   Lurain และคณะ5 ศึกษาในผู้ป่วย GTT ที่เป็น invasive mole และ choriocarcinoma จำนวน 391 คน ที่ John I. Brewer Trophoblastic Disease Center พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการอยู่รอดของผู้ป่วยที่โรคแพร่กระจายคือ พยาธิวิทยาเป็นมะเร็งเนื้อรก, รอยโรคแพร่กระจายไปที่อื่นๆนอกเหนือจากที่ช่องคลอดและปอด, จำนวนของรอยโรคที่แพร่กระจายมากกว่า 8 แห่ง, เคยไดัรับยาเคมีบำบัดมาก่อน   Soper และคณะ6 ศึกษาในผู้ป่วย GTT จำนวน 454 ราย พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการอยู่รอดของผู้ป่วยคือ เคยไดัรับยาเคมีบำบัดมาก่อน, ชนิดของการตั้งครรภ์ก่อนหน้าครั้งนี้, จำนวนของโรคที่แพร่กระจาย, ระยะเวลาของโรคก่อนเริ่มรักษา

 

การแบ่งระยะโรค

 

การแบ่งระยะโรคมี 3 ระบบที่สำคัญ คือ

 

1.      Hammond / The National Cancer Institute (NCI) classification 7,8

เป็นระบบที่นิยมใช้มากที่สุดในสหรัฐฯ เพราะไม่ซับซ้อน ใช้ง่ายและมีความไวสูงในการคัดแยกผู้ป่วยที่มีแนวโน้มดื้อต่อการรักษา โดยระบบนี้จะแบ่งผู้ป่วย GTT ออกเป็น 3 กลุ่มตามปัจจัยเสี่ยงคือ 1.กลุ่มไม่มีโรคแพร่กระจาย  2.กลุ่มที่มีโรคแพร่กระจายและพยากรณ์โรคดี  3.กลุ่มที่มีโรคแพร่กระจายและพยากรณ์โรคไม่ดี (ตารางที่ 1)

 

ตารางที่ 1

  1. Non metastasis : no evidence of disease outside the uterus
  2. Metastasis : any disease outside the uterus
    1. good prognosis (high risk) : absence of any risk factors
    2. poor prognosis (low risk)   :  presence of any risk factors
      1. Serum HCG > 40,000 miu/ml or urine HCG >100,000 iu/24 hr.
      2. Symptoms present  for more than 4 months
      3. Brain or liver metastasis
      4. Prior chemotherapy failure
      5. Antecedent term pregnancy

กลุ่มที่ไม่มีโรคแพร่กระจาย และกลุ่มที่มีโรคแพร่กระจายแต่พยากรณ์โรคดี มีอัตราการหายจากโรค(remission) 100%  ส่วนกลุ่มที่มีโรคแพร่กระจายและพยากรณ์โรคไม่ดี มีอัตราการตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดชนิดเดียวลดลงจาก 81% เหลือ 36%9 จึงแนะนำให้ยาเคมีบำบัดแบบชนิดร่วมหลายชนิดในผู้ป่วยกลุ่มนี้ตั้งแต่ต้น ปัจจุบันมียาเคมีบำบัดหลายตำรับให้ใช้ อัตราการหายเพิ่มขึ้นเป็น 80-90% 1,4,5

 

2.    The World Health Organization (WHO) prognostic scoring system10

          ระบบนี้เริ่มใช้โดย Bagshawe ที่ รพ. Charing Cross ในประเทศอังกฤษตั้งแต่ปี 1976 ต่อมาคณะทำงานขององค์การอนามัยโลกได้นำมาปรับปรุงและนำมาใช้ในปี 1983  มีปัจจัยพยากรณ์โรค 9 ปัจจัย ได้แก่ 1.อายุ  2.ชนิดของการตั้งครรภ์ครั้งก่อน  3.ระยะเวลาของโรคหลังสิ้นสุดการตั้งครรภ์ครั้งก่อนจนเริ่มให้การรักษา  4.ระดับ HCG ก่อนการรักษา  5.หมู่เลือดของผู้ป่วยและสามี  6.ขนาดของรอยโรคที่ใหญ่ที่สุด  7.อวัยวะที่มีการแพร่กระจาย  8.จำนวนรอยโรคที่แพร่กระจาย  9.ยาเคมีบำบัดที่เคยได้รับมาก่อน  ทั้งนี้แต่ละปัจจัยมีคะแนนแบ่งย่อยตามความเสี่ยงเป็น 0,1,2,และ4 คะแนนตามความสำคัญ (ตารางที่ 2)

 

ตารางที่ 2

Prognostic score

Score

0

1

2

4

Age(yr.)

£    39

>  39

 

 

Antecedent preg.

Hydatidiform mole

abortion

term

 

Interval between end of antecedent preg. & start of chemotherapy (mo.)

 

<   4

 

4 – 6

 

7 – 12

 

>   12

HCG (mIu/ml)

<  103

103-104

104-105

>  105

ABO group (female´male)

 

A´O,O´A

B,AB

 

Largest tumor, including uterine (cm)

<  3

3 – 5

>  5

 

Site of metastasis

 

Spleen, kidney

GI, liver

brain

No. of metastasis

 

1 – 3

4 – 8

> 8

Prior chemotherapy

 

 

1  drug

³  2

 

เมื่อนำคะแนนทั้งหมดมารวมกัน แล้วแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำมีคะแนน £ 4, กลุ่มที่ความเสี่ยงปานกลางมีคะแนน 5-7, กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงมีคะแนน ³ 8  จึงเป็นระบบที่หวังผลในการทำนายผลการรักษาและช่วยคัดแยกผู้ป่วยที่ต้องให้การรักษาแบบ intensive  แต่ปรากฎว่ามีข้อจำกัดหลายประการที่ทำให้ไม่เป็นที่นิยม ดังนี้

  1. มีความยุ่งยากซับซ้อนในการคิดคะแนน
  2. ในทางปฏิบัติ มักไม่ทราบหมู่เลือดของผู้ป่วยและสามี คะแนนส่วนนี้จึงมักถูก   ละเลยไป4,5  สำหรับหมู่เลือดนั้นมีนัยสำคัญต่อผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเนื้อรกเท่านั้น  แต่ไม่สำคัญในผู้ป่วยที่เป็น GTT ตามหลังครรภ์ไข่ปลาอุก  บางท่านจึงเสนอให้ยกเลิกคะแนนของปัจจัยนี้11
  3. มีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับคะแนนที่ให้ในระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากต่างสถาบัน เช่น     Bagshawe ให้เพิ่มน้ำหนักคะแนนในตัวแปรพยากรณ์โรคแย่สุดจาก 4 เป็น 6 คะแนน12 ขณะที่ Wong ให้คะแนนตัวแปรเดียวกันนี้เพียงแค่ 3 คะแนน13  ทำให้คะแนนที่ได้ไม่เท่ากันและไม่สามารถเปรียบเทียบข้อมูลกันได้ นอกจากนี้บางท่านยังเสนอให้เปลี่ยนเกณฑ์การแบ่งกลุ่มความเสี่ยงใหม่ โดยถ้าคะแนน < 8 มีความเสี่ยงต่ำ ถ้าคะแนน 8-12 มีความเสี่ยงปานกลาง และถ้าคะแนน >12 มีความเสี่ยงสูง เพราะพบว่าผู้ป่วยกลุ่ม GTT ที่มีโรคแพร่กระจายซึ่งดื้อต่อการรักษาและเสียชีวิต      ทั้งหมดล้วนมีคะแนน >1214
  4. ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องรอยโรคที่แพร่กระจายไปที่ปอดว่าจะนับรวมเข้าไว้ในปัจจัยจำนวนของโรคที่กระจายหรือไม่2
  5. ระบบ WHO ไม่ได้ระบุวิธีการตรวจหารอยโรคที่แพร่กระจายไว้ โดยทั่วไปใช้วิธีถ่ายภาพรังสีทรวงอก ยกเว้นในรายที่ภาพถ่ายรังสีทรวงอกไม่ชัดเจนแต่ยังสงสัยว่ามีรอยโรคในปอด การตรวจ CT scan ของปอดสามารถ ตรวจพบ micrometastasis ได้โดยที่ภาพถ่ายรังสีทรวงอกเป็นปกติถึง 41%ของ GTT ที่ตอนแรกถูกจัดว่าไม่มีการกระจายของโรค15  นอกจากนี้ การทำ MRI ของสมองสามารถ เห็นรอยโรคที่ตรวจไม่พบด้วย CT scan โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าระยะตัดของ scan เท่ากับ 2 เซ็นติเมตร ด้วยเหตุนี้จึงสามารถอธิบายว่าในบางครั้ง ทำไมจึงพบโรคแพร่กระจายไปสมองได้ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำขณะให้ยาเคมีบำบัดชนิดเดียว11

อย่างไรก็ตามข้อดีของระบบนี้คือ แบ่งย่อยผู้ป่วยออกเป็น 3 กลุ่มตามความเสี่ยง Kohorn16 แนะนำให้ใช้ WHO score ร่วมกับระบบของ NCI เฉพาะที่มีการแพร่กระจายและมีพยากรณ์โรคไม่ดีเพื่อช่วยบอกพยากรณ์โรค

 

3.      The International Federation of Gynecology and Obstetrics (FIGO) classification (1992)

ระบบนี้จำแนกตามกายวิภาคของโรค เริ่มใช้ครั้งแรกโดย Sung และ คณะ ที่รพ. Capital ในประเทศจีน ต่อมา FIGO Cancer Committee17 ได้นำมาปรับใช้ในปี 1982  เป็นระบบที่คุ้นเคยได้ง่ายเพราะ แบ่งเป็น 4 ระยะ เหมือนโรคมะเร็งอื่นๆ  การกำหนดระยะอาศัยการตรวจทางคลินิก ภาพถ่ายรังสีทรวงอกเป็นหลัก โดยไม่จำเป็นต้องตรวจพิเศษอื่นเช่น CT, MRI ซึ่งทำให้ยุ่งยากในทางปฏิบัติ เพราะอาจไม่มีใช้ในทุกสถาบัน ระบบนี้แบ่งผู้ป่วยเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1  รอยโรคจำกัดอยู่ในมดลูก ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยระยะนี้เป็น persistent mole ที่ตรวจพบว่าระดับ HCG เพิ่มหรือ คงที่เท่านั้น โดยตรวจไม่พบรอยโรคที่อื่นใด  ระยะที่ 2 มีรอยโรคลุกลามออกนอกตัวมดลูก แต่จำกัดอยู่ในอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น ช่องคลอด ปีกมดลูก และ broad ligament  ระยะที่ 3 มีการแพร่กระจายของโรคไปยังปอด ตรวจพบด้วยภาพถ่ายรังสีทรวงอก หรือ CT/MRI แล้วแต่ความจำเป็น  ระยะที่ 4  มีการแพร่กระจายไปยังที่อื่นๆที่ไม่ใช่อุ้งเชิงกรานหรือปอด ผู้ป่วยมักเป็นมะเร็งเนื้อรกที่เกิดหลังการตั้งครรภ์ที่ไม่ใช่ครรภ์ไข่ปลาอุก

หลังจากนำมาใช้ พบว่ามีข้อจำกัด คือไม่สามารถนำมาช่วยบอกพยากรณ์โรคได้ เนื่องจากไม่นำเอาปัจจัยเสี่ยงมาพิจารณาร่วมด้วยในการกำหนดระยะของโรค Smith  และคณะศึกษาโดยการนำระบบการกำหนดโรคของ FIGO ไป เปรียบเทียบกับ ระบบของ WHO ในผู้ป่วย 207 ราย พบว่าถ้าใชัระบบ FIGO จะมีผู้ป่วย 17 รายที่ได้รับการรักษาไม่เพียงพอ และมี 9 รายที่ได้รับการรักษามากเกินไป18  ต่อมาในปี1992 FIGO Cancer Committee  จึงได้เพิ่มปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ  2  ข้อเข้าไปในการกำหนดระยะโรค19,20 ดังนี้ (ตารางที่ 3) 

  1. ระดับ HCG ก่อนการรักษา
  2. ระยะเวลาของโรคหลังการสิ้นสุดของครรภ์ครั้งก่อนหน้านี้

 

ตารางที่ 3

 

          Stage :-

            Stage 1    disease confined to  the uterus

            Stage 2    disease extends outside of the uterus, but is limited to the genital 

                             structures ( adnexa, vagina, broad ligament )

            Stage 3    disease extends to the lungs, with or without known genital tract

                             involvement

            Stage 4    all other metastatic sites

 

Substages :-

  1.  
    1.  
      1. no risk factors
      2. one risk factor
      3. both risk factors

 

Risk factors used to assign substages :-

  1. urinary HCG > 100,000 mIu/ml or serum HCG > 40,000 mIu/ml
  2. duration of disease > 6 months from termination of  antecedent pregnancy

ผู้ป่วยแต่ละระยะมีความเสี่ยงแตกต่างกัน ตั้งแต่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง มีปัจจัยเสี่ยง 1 ข้อ และมีปัจจัยเสี่ยง 2 ข้อ จากรายงานของ FIGO เองพบปัจจัยเสี่ยง1หรือ 2 ข้อนี้ ใน17.9% ของผู้ป่วยระยะที่ 1 ขณะที่พบมากถึง 90% ของผู้ป่วยระยะที่ 4 20 แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างระยะโรคและปัจจัยเสี่ยงไปในทางเดียวกัน

นอกจากนี้ FIGO ยังให้บันทึกรายการดังต่อไปนี้ไว้ด้วย19,20

  1. ประวัติการได้รับยาเคมีบำบัด
  2. กรณีที่เป็น PSTT ควรรายงานแยกมาต่างหาก
  3. ไม่จำเป็นต้องมีผลชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยามายืนยันการวินิจฉัย

อย่างไรก็ตาม FIGO ไม่ได้ให้แนวทางในการแบ่งว่าระยะใดถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงหรือต่ำ ตลอดจนการรักษา โดยทั่วไปถือว่า FIGO ระยะ I-IIIa  เทียบเท่ากับ  non metastatic และ  good prognosis, metastatic GTT1

จากการสำรวจสมาชิก ของ The Society of Gynecologic Oncologists ของประเทศสหรัฐฯ พบว่าสมาชิกส่วนใหญ่ ใช้การแบ่งระยะโรคแบบ NCI โดยให้เหตุผลว่าไม่ใช้ FIGO เพราะ ไม่สามารถแยกผู้ป่วย GTT ที่มีการแพร่กระจายของโรค  ระหว่างผู้ที่ต้องการเคมีบำบัดแบบร่วมหลายชนิดกับผู้ที่ตอบสนองดีต่อยาเคมีบำบัดชนิดเดียว9

แม้ว่าการแบ่งระยะโรคทั้ง 3 ระบบมีมานานแล้ว แต่ยังคงไม่สามารถสรุปได้ว่าระบบใดดีที่สุด จากการศึกษารวบรวม 4 รายงาน มีผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดในการรักษา metastatic GTT , good prognosis 170 คน พบว่ามี อัตราการหายขาด (complete response,CR) 64 คน (87.7%) ส่วนในผู้ป่วยที่มีคะแนน WHO < 8 จำนวน 222 คน พบมี CR ในกลุ่มคะแนน < 5 เท่ากับ 84.9% กลุ่มคะแนน 5-7 เท่ากับ 72.7% ซึ่งแสดงถึงความแม่นยำของคะแนน WHO ในผู้ป่วยกลุ่มนี้9

 

Goldstein และคณะ ศึกษาที่ NETDC แนะนำให้กำหนดระยะโรค GTTโดยใช้ระบบ FIGO ร่วมกับ WHO มีแนวทางการรักษาดังนี้9

Stage  (all substages),  Nonmetastatic disease :-

1.      ไม่ต้องการบุตร   

  • ผ่าตัดมดลูก (ตัด/ไม่ตัดรังไข่ร่วมด้วย)
  • adjuvant single chemotherapy  เช่น Methotrexate(MTX), MTX-FA (folinic acid), Actinomycin-D(ACT-D) โดยเริ่มให้ตอนผ่าตัด เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่กระจายแบบซ่อนเร้น (occult metastasis) ซึ่งพบได้ 41%15ช่วงระยะของการให้ยา 10-14 วัน

2.      ต้องการบุตร

  • adjuvant single chemotherapy เช่นเดียวกัน
  • โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องขูดมดลูกนอกจากตกเลือด21แต่Goldstein  และคณะแนะนำให้ขูดมดลูกตอนให้ยาเคมีบำบัดชุดแรกเพื่อลดปริมาณเนื้องอก  ยกเว้นผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการขูดมดลูกไปภายใน 30 วัน หรือ ตรวจทางคลินิก/รังสีพบว่ามดลูกปกติ9
  • โอกาสหายขาด (complete remission) จากยาเคมีบำบัดชนิดเดียว 95% และรายที่ดื้อต่อยาสามารถหายขาดด้วยยาเคมีบำบัดชนิดหลายตัวร่วมกัน หรือผ่าตัด                                        

 

Stage II (all substages), IIIa and IIIb  WHO low- and medium-risk disease (คะแนน < 8)

adjuvant single chemotherapy

  • กลุ่มความเสี่ยงต่ำ  ที่ไม่มี/มีการแพร่กระจายไปปอด ตอบสนองดีต่อยาเคมีบำบัดชนิดเดียว  โอกาสหายขาด > 80%  รายที่ดื้อต่อยาสามารถรักษาหายขาดด้วยยาเคมีบำบัดร่วมหลายชนิด
  • กลุ่มความเสี่ยงปานกลาง มีโอกาสหายขาด  < 70% ดังนั้นควรเปลี่ยนยาเคมีบำบัดชนิดร่วมหลายชนิดในทันที่มีอาการแสดงการดื้อยา อย่างไรก็ตามโอกาสหายขาดโดยรวมยังเป็น 100%
  • การตัดมดลูก อาจจำเป็นในรายที่มีเนื้องอกขนาดใหญ่, อาการตกเลือดมาก หรือติดเชื้อ

 

Stage IIIc and IV (all substage), WHO high –risk and very high-risk disease

  • ผู้ป่วยกลุ่มนี้ตอบสนองไม่ดีต่อยาเคมีบำบัดชนิดเดียว จึงควรเริ่มต้นด้วยยาเคมีบำบัดชนิดร่วมหลายตัว เช่น MAC, EMA-CO, EMA
  • consolidation chemotherapy ให้ยาต่ออีก 2-4 ชุดหลังจาก HCG ลงสู่ปกติเพื่อลดโอกาส relapse
  • การผ่าตัด (surgical excision) เอาก้อนเนื้องอกขนาดใหญ่ออก ได้แก่ ตัดมดลูก, local uterine resection, thoracotomy, craniotomy, hepatic resection, nephrectomy, splenectomy, bowel resection พิจารณาทำเมื่อมีข้อบ่งชี้เช่นเลือดออกหรือดื้อต่อการรักษา
  • การฉายรังสี  ควรให้ร่วมกับยาเคมีบำบัดเพื่อรักษาในผู้ป่วยระยะที่ 4
  • ประมาณ 20-25% ดื้อต่อยาต้องให้ salvage regimens เช่น EMA-CE, BEP, VIP และICE เป็นต้น

 เอกสารอ้างอิง

  1. DiSaia PJ, Creasman WT.  Clinical gynecologic oncology. 5th ed. St. Louis : Mosby -Year   Book;1997:180-201.
  2. Tham KF, Ratnum SS.  The classification of gestational trophoblastic disease : a critical review .  Int J Gynecol Obstet 1998; 60(suppl1):s39-s49.
  3. Azap MB, Pejovic  MH,  Theodore C, et al. Prognostic factors in gestational trophoblastic tumors. A multivariate analysis. Cancer 1988; 62(3):585-92.
  4. DuBeshter B, Berkowitz RS, Goldstien DP, Bernstein MR.  Analysis of treatment failure in high-risk metastatic gestational trophoblastic disease. Gynecol Oncol 1988; 29(2):199-207.
  5. Lurain JR, Casanova LA, Miller DS, Rademaker AW.  Prognostic factors in gestational trophoblastic tumors : a proposed new scoring system based on multivariate analysis. Am J Obstet Gynecol 1991; 164(2):611-6.
  6. Soper JT,Evans AC, Conoway MR, Clarke-Pearson DL, Berchuck A, Hammond CB. Obstet Gynecol 1994; 84(6):969-73.
  7. Hammond CB, Borchert LG, Tyrey L, et al.  Treatment of metastatic gestational trophoblastic disease : good and poor prognosis. Am J Obstet Gynecol 1973; 115:451-7.
  8. Hammond CB, Soper JT. Poor prognosis metastasis gestational trophoblastic neoplasia. Clin Obstet Gynecol 1984; 27:228-9.
  9. Goldstein DP, Zanten-Przybysz IV, Berstein MR, Berkowitz RS.  Revised FIGO staging system for gestational trophoblastic tumors. Recommendations regarding therapy. J Reprod Med1998;43:37-43.

10.  World Health Organization Scientific Group. Gestational trophoblastic disease. Techical report series no. 692. Geneva, Switzerland, WHO 1983.

11.  Kohorn EI. Staging and assessing trophoblastic tumors a possible solution to an intractable problem.J Reprod Med 1998;43:33-6.

12.  Bagshawe KD. High risk metastatic trophoblastic disease. Obstet Gynecol Clin North Am 1988;15:531-43.

13.  Wong LC, Choo YC, Ma HK. Modified Bagshawe’s regimens in high-risk gestational trophoblastic disease. Gynecol Oncol  1986;23:87-93.

14.  Dubuc-Lissoir J, Sweizig S, Schlaerth JB, Morrow P. Metastatic gestational trophoblastic disease: a comparison of prognostic classification systems. Gynecol Oncol 1992;45::40-5.

15.  Mutch DG, Soper JT,Baker ME, et al. Role of computerized axial,tomography of the chest in staging patients with nonmetastatic gestational trophoblastic disease.  Obstet Gynecol 1986;68:348-52.

16.  Kohorn EI. Clinical opinion. The trophoblastic tower of Babel : classification systems for metastatic gestational trophoblastic neoplasia. Gynecol Oncol 1995;56:280-8.

17.  Pattersson F, Kolstad P, Ludwig H, et al.  Annual report on the results of treatment in gynecologic cancer. Vol 19. Stockolm: International Federation of Gynecology and Obstetrics,1985

18.  Smith DB, Newlands ES, Bagshawe KD. Correlation between clinical staging (FIGO) and prognostic groups with gestational trophoblastic disease.     Br J Obstet Gynaecol  1993; 100:157-160.

19.  FIGO Oncology Committee Report. Int J Gynecol Obstet 1992;39:149-50.

20.  FIGO Annual report on the results of treatment in gynecological cancer. 23th  volumne.  J Epidemiol biostat 1998;3:129-35. 

21.  Kohorn EI. Evaluation of the criteria used to make the diagnosis of nonmetastatic gestational trophoblastic neoplasia. Gynecol Oncol 1993;48:139-47.

 

Read More

MFM: Physics for Ultrasound

Powerpoint ประกอบฝึกอบรม MFM training

เรื่อง Physics for Ultrasound 

{slideshare}[slideshare id=5907293&doc=physicsus2010-101125092302-phpapp02]{/slideshare}

Read More

Res: Basic Anatomy I

Basic Anatomy I

สำหรับแพทย์ประจำบ้าน (เน้นสำหรับ resident 2 ที่จะสอบ basic sciences)


{slideshare}[slideshare id=5902916&doc=basicanatomy1-101125045551-phpapp01]{/slideshare}

Read More

Screening for Fetal Down Syndrome

กลุ่มอาการดาวน์ (Down Syndrome):  

สิ่งที่ควรรู้สำหรับสูติแพทย์และแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป

 

พรรณี  ศิริวรรธนาภา และ เฟื่องลดา ทองประเสริฐ


บันทึกจากใจ 

            จากวันที่ลูกเกิด จนถึงวันนี้ก็ 2 ปี 9 เดือนแล้วนะที่แม่ได้ทำหน้าที่ของความเป็นแม่ให้ลูกเอิง  ลูกรู้หรือไม่ว่าแม่ต้องการมีลูกมาก อีกทั้งครอบครัวของพวกเราก็ต้องการหลานคนแรกเช่นกัน  เวลาแม่ไปฝากท้องทุกครั้งก็จะมีคุณพ่อ  คุณตา  คุณยาย  คุณน้าไปด้วยเสมอ  แม่ดูแลเอาใจใส่การตั้งครรภ์เป็นอย่างดีมาก  แต่แม่ก็มีปัญหาตลอดการตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะแพ้ท้องมากและนาน กรวยไตอักเสบจนต้องนอนพักในโรงพยาบาล  แพ้ยาที่หมอให้  เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดตอนตั้งท้อง 5 เดือนครึ่ง…..ถึงแม้ว่าแม่จะมีปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์แม่ขอให้หมออุลตราซาวน์และเจาะน้ำคร่ำ  เพื่อตรวจความผิดปกติของลูก  คุณหมอท่านนั้นปฎิเสธและบอกว่าลูกของแม่แข็งแรงดี และที่สำคัญแม่อายุยังน้อย  ไม่ต้องตรวจน้ำคร่ำ แม่ก็เชื่อคุณหมอ

            แล้ววันที่แม่เจ็บท้องก็มาถึง  ลูกของแม่คลอดก่อนกำหนด และมีภาวะ Down Syndrome พ่วงท้ายมาด้วย ทุกคนมีความรู้สึกเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจ…..แม่ เสียใจมาก แต่แม่คิดว่ายังไงก็เป็นลูกของแม่ ถ้าไม่มีใครเลี้ยงแม่จะเป็นคนเลี้ยงลูกของแม่เอง…..แม่แยกครอบครัวมาอยู่กันสามคนพ่อแม่ลูก….แล้วแม่ก็เลือกที่จะออกจากงานมาเพื่อเลี้ยงลูกของแม่เอง…………

            ถ้าถามว่าแม่เหนื่อยมั๊ยกับการเลี้ยงลูก Down น้อยของแม่  แม่ยอมรับนะลูกว่าเหนื่อย  เหนื่อยมากแต่แม่ก็มีความสุขที่ได้ดูลูกของแม่เติบโต  และมีพัฒนาการที่ก้าวหน้าขึ้น และเป็นที่ยอมรับของสังคมมากขึ้น….ถ้าถามว่าแม่รู้สึกท้อแท้บ้างมั๊ย  แม่เชื่อว่าแม่ทุกคนที่ลูกเป็น Down  ต้องเผชิญกับภาวะทางใจอย่างนี้ทุกคน แต่ขึ้นกับว่าใครจะมีวิธีจัดการภาวะดังกล่าวอย่างไร  ส่วนแม่นั้น ถ้าแม่รู้สึกท้อแท้ แม่ก็จะคุยกับพ่อของลูกหรือไม่ก็ทางครอบครัวของแม่  ซึ่งทุกคนก็จะคอยให้คำปรึกษาและให้กำลังใจกับแม่ทุกครั้ง แม่ก็จะมีกำลังใจในการต่อสู่เพื่อให้ลูกชายของแม่ช่วยเหลือตนเองได้ดีขึ้น และเป็นที่ยอมรับของสังคมมากขึ้น  ลูกรู้มั๊ยว่าแม่ไม่เคยย่อท้อกับภาวะ Down syndrome ของลูกเอิง  ลูกชายสุดที่รักของแม่เลย

 

แม่ตุ๊ก

12 มีนาคม 2546

(คัดลอกจาก จุลสารชมรมผู้ปกครองเด็กกลุ่มอาการดาวน์ ปีที่ 10 ฉบับที่ 16 ประจำเดือน เมษายน – ตุลาคม 2545)

  

กลุ่มอาการดาวน์คืออะไร

            กลุ่มอาการดาวน์ หรือ Down Syndrome (DS) คือความผิดปกติทางด้านพันธุกรรมที่ทำให้เกิดภาวะปัญญาอ่อนหรือการพัฒนาด้านสติปัญญาช้า มีลักษณะจำเพาะของรูปร่างภายนอก มีอวัยวะพิการแต่กำเนิด และมีปัญหาทางสุขภาพและโรคทางกายอื่นๆ กลุ่มอาการดาวน์เป็นความผิดปกติทางด้านโครโมโซมที่พบบ่อยที่สุดในทารกคลอดมีชีพ โดยเกิดจากการมีสารพันธุกรรมของโครโมโซมคู่ที่ 21 หรือจำนวนโครโมโซมคู่ที่ 21 เกิน

 

โครโมโซมคืออะไร

            โครโมโซมเป็นส่วนที่นำสารพันธุกรรม โครโมโซมจะอยู่ในนิวเคลียสของเซลล์ คนปกติทั่วไปจะมีโครโมโซม จำนวน 46 โครโมโซม เป็น 23 คู่ (22 คู่ เป็นโครโมโซมทั่วไป และ 1 คู่เป็นโครโมโซมเพศ) โครโมโซมเพศหญิงจะเขียนเป็น 46,XX  และโครโมโซมเพศชายเขียนเป็น 46,XY   หากโครโมโซมมีจำนวนน้อยไปหรือมากเกินไปจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ที่รุนแรงได้แก่  ภาวะปัญญาอ่อนหรือการพัฒนาด้านสติปัญญาช้า มีความพิการแต่กำเนิด เป็นต้น

 

สาเหตุของการเกิดทารกกลุ่มอาการดาวน์

การตั้งครรภ์ทารกกลุ่มอาการดาวน์เกิดจากความผิดปกติทางโครโมโซมใน 3 ลักษณะคือ(1)

    ลักษณะที่ 1 (Trisomy 21 nondisjunction)

  • เกิดจากความผิดปกติของการแบ่งเซลล์แบบ meiosis ที่จะพัฒนาไปเป็น sperm cell หรือ egg cell ทำให้โครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมาหนึ่งโครโมโซมจากภาวะ nondisjunction ทำให้เกิดเป็น trisomy 21 (47,XX+21 หรือ 47,XY+21)
  •  ลักษณะนี้พบประมาณร้อยละ 92-95 ของการตั้งครรภ์ทารกกลุ่มอาการดาวน์ทั้งหมด
  • โครโมโซมคู่ที่ 21 ที่เกินมาส่วนใหญ่มาจากมารดา (ส่วนน้อยมาจากบิดา) และเกิดขึ้น ได้ในสตรีตั้งครรภ์ทุกช่วงอายุ (sporadic) อย่างไรก็ตามในสตรีตั้งครรภ์ที่อายุมากขึ้นจะมีโอกาสเกิดภาวะ meiosis I nondisjunction ได้บ่อยขึ้นทำให้มีโอกาสเกิด trisomy 21 ได้มากขึ้นด้วย
  • โอกาสเกิด trisomy 21 ซ้ำในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป (โดยไม่ขึ้นกับอายุของสตรีตั้งครรภ์) เท่ากับร้อยละ 1

 

ลักษณะที่ 2  (Translocation Down Syndrome)

  • เกิดจากความผิดปกติของการแบ่งเซลล์ โดยมีบางส่วนของโครโมโซมคู่ที่ 21 ได้แตกออกและไปติดกับโครโมโซมคู่อื่น (robertsonian translocation) ซึ่งพบบ่อยว่ามีการยึดติดกันระหว่างโครโมโซมคู่ที่ 14 และคู่ที่ 21 เช่น 46,XX, t(14q 21q) หรือ 46,XY, t(14q 21q)
  • ลักษณะนี้พบประมาณร้อยละ 3-4 ของการตั้งครรภ์ทารกกลุ่มอาการดาวน์ทั้งหมด
  • ร้อยละ 50 ของภาวะ translocation นี้เกิดขึ้นเอง (de novo) และมีโอกาสเกิดซ้ำในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไปน้อยมาก
  • อย่างไรก็ตามอีกประมาณร้อยละ 50 เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ที่ลักษณะภายนอกปกติแต่มีความผิดปกติของโครโมโซมแบบ balanced translocation ซึ่งในกรณีนี้จะมีโอกาสเกิดซ้ำในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไปได้สูง จึงจำเป็นต้องตรวจลักษณะโครโมโซมของทั้งพ่อและแม่เสมอหากเด็กมีความผิดปกติของโครโมโซมชนิดนี้ เนื่องจากจะต้องนำมาคำนวณโอกาสการตั้งครรภ์ทารกกลุ่มอาการดาวน์ซ้ำ

 

ลักษณะที่ 3 (Mosaic Down Syndrome)

  • เกิดจากความผิดปกติของการแบ่งเซลล์หลังมีการปฎิสนธิ (after fertilization) และหลังมีการแบ่งเซลล์ไปบ้างแล้ว ทำให้เซลล์ในร่างกายมีโครโมโซม 2 ชุด คือ ชุดปกติ และชุดที่เป็น trisomy 21 (47,XX,+21/46,XX หรือ 47,XY,+21/46,XY) ความผิดปกตินี้มักเกิดขึ้นจากภาวะ nondisjunction ในระยะ early postzygotic mitosis โดยสัดส่วนของเซลล์ที่มีโครโมโซมผิดปกติจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาการเกิดภาวะ nondisjunction ซึ่งหากมีสัดส่วนของเซลล์ที่มีโครโมโซมชุดที่เป็น trisomy 21 มากก็จะมีโอกาสเกิดการแสดงออกของกลุ่มอาการดาวน์ได้มากขึ้นด้วย
  • ลักษณะนี้พบประมาณร้อยละ 1-2 ของการตั้งครรภ์กลุ่มอาการดาวน์ทั้งหมด

 

กลุ่มอาการดาวน์มีผลกระทบอะไร

        ผลกระทบจากกลุ่มอาการดาวน์จะมีความรุนแรงแตกต่างมากน้อยขึ้นกับแต่ละบุคคล บางคนมีผลกระทบหลายอย่างและมีความรุนแรงมาก ผลกระทบที่อาจพบได้แก่

 1. ผลกระทบต่อพัฒนาการและสติปัญญา

  • ทารกกลุ่มอาการดาวน์จะมีพัฒนาการช้าในทุกด้าน ได้แก่ พัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็ก พัฒนาการด้านการเรียนรู้ พัฒนาการด้านภาษา และพัฒนาการด้านสังคม(1)
  • ทารกกลุ่มอาการดาวน์เกือบทุกรายมีระดับเชาวน์ปัญญาต่ำซึ่งพบได้หลายระดับตั้งแต่ระดับเล็กน้อย (ไอคิว 50-70) ถึงระดับปานกลาง (ไอคิว 35-50) แม้ว่าบางรายอาจพบว่ามีระดับเชาวน์ปัญญาต่ำมาก (ไอคิว 20-35)(2)

 

2. ผลกระทบต่อการเจริญเติบโต

  • ทารกกลุ่มอาการดาวน์จะมีอัตราการเจริญเติบโตช้าตั้งแต่ในครรภ์ ทำให้น้ำหนักตัวแรกคลอดน้อยกว่า ความยาวลำตัวสั้นกว่า และเส้นรอบศีรษะเล็กกว่าทารกปกติ และยังพบภาวะการเจริญเติบโตช้าต่อเนื่องจนถึงช่วงวัยรุ่น(3)
  • มีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง (central hypotonia) ทำให้เกิดปัญหาการดูดนมและการกลืนในทารกแรกคลอด

 

3. ผลกระทบต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ

  • ประมาณร้อยละ 50 ของทารกกลุ่มอาการดาวน์จะมีความพิการของหัวใจแต่กำเนิดซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาวะผนังกั้นห้องหัวใจรั่ว เช่น atrioventricular septal defect (endocardial cushion defect) , ventricular septal defect, atrial septal defect  หรือมีภาวะหัวใจพิการแบบซับซ้อน เช่น tetralogy of Fallot เป็นต้น(4)
  • ผลกระทบต่อระบบนี้เป็นผลกระทบที่รุนแรงมากอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตและต้องการการผ่าตัดแก้ไขโดยเร่งด่วนในวัยขวบปีแรก
  • อัตราการเกิด acquired mitral valve prolapse พบได้สูงถึงร้อยละ 46 ในผู้ใหญ่กลุ่มอาการดาวน์ที่ไม่เคยมีอาการของภาวะพิการของหัวใจแต่กำเนิดมาก่อน ดังนั้นจึงควรติดตามตรวจการทำงานของหัวใจเป็นประจำทุกปีอย่างสม่ำเสมอ(5)

 

4. ผลกระทบต่อด้านการมองเห็นและการได้ยิน

  • เด็กกลุ่มอาการดาวน์จะพบอัตราการเกิดความผิดปกติด้านการมองเห็นมากกว่าเด็กปกติ ได้แก่ ต้อกระจก (cataracts), ตาเหล่ (strabismus), ตากระตุก (nystagmus) และ สายตาผิดปกติ (refractive errors)(6)
  • ปัญหาด้านหู คอ จมูก พบได้บ่อยในเด็กกลุ่มอาการดาวน์ เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้จะมีภาวะใบหน้าส่วนกลางพัฒนาไม่เต็มที่ (midface hypoplasia) รวมถึงมีหูค่อนข้างเล็กและอยู่ค่อนไปทางด้านหลังจึงทำให้ช่องหู (ear canal) แคบ เพิ่มโอกาสเกิดการอักเสบติดเชื้อ (otitis media) ได้ถึงร้อยละ 50-70(2) นอกจากนี้ยังพบอัตราการสูญเสียการได้ยินเพิ่มมากขึ้นทั้งชนิด conductive และ sensorineural hearing loss จากขี้หูที่เหนียวข้นอุดตัน และการอักเสบติดเชื้อที่ไม่ได้รับการวินิจฉัย ดังนั้นจึงควรมีการตรวจติดตามการทำงานของหูเป็นประจำทุกปีอย่างสม่ำเสมอ(6)

 

5. ผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหาร

  • ร้อยละ 5 ของเด็กกลุ่มอาการดาวน์จะมีความพิการแต่กำเนิดของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบรุนแรงถึงแก่ชีวิตหากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที เช่น duodenal stenosis หรือ atresia ซึ่งอาจพบร่วมกับ annular pancreas, imporforate anus และ  esophageal atresia เป็นต้น(1)
  • นอกจากนี้ยังพบอัตราการเกิด Hirschprung disease เพิ่มขึ้นถึง 25 เท่าในเด็กกลุ่มอาการดาวน์เมื่อเทียบกับเด็กปกติ และมีโอกาสเกิด celiac disease (gluten enteropathy) ได้มากขึ้น(1)

 

6. ผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ

  • เด็กกลุ่มอาการดาวน์จะมีการเจริญเติบโตของปอดผิดปกติ (pulmonary hypoplasia) จำนวนถุงลมและพื้นผิวในการแลกเปลี่ยนก๊าซน้อย ร่วมกับระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานผิดปกติ (immunodeficiency) ทำให้เด็กกลุ่มอาการดาวน์มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และการอักเสบของระบบทางเดินหายใจเพิ่มมากขึ้น(1)

 

7. ผลกระทบต่อระบบต่อมไร้ท่อ

  • ในเด็กกลุ่มอาการดาวน์จะพบการทำงานของต่อมไทรอยด์ผิดปกติ (hypothyroidism) ได้ร้อยละ 15 โดยส่วนใหญ่เกิดจากภาวะ autoimmune hypothyroidism (Hashimoto’s thyroiditis)(1)

 

8. ผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน

  • เด็กกลุ่มอาการดาวน์จะมีการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ นำไปสู่การเกิดโรคติดเชื้อ โรคมะเร็ง และโรคทางระบบภูมิคุ้มกัน (autoimmune disease) ที่เพิ่มขึ้น(7)

 

9. ผลกระทบต่อระบบเม็ดเลือด

  • เด็กกลุ่มอาการดาวน์จะมีโอกาสเกิดความผิดปกติของเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกร็ดเลือดได้มากกว่าเด็กปกติ นอกจากนี้จะพบความเสี่ยงต่อการเกิด leukemia และ lymphoma ได้ร้อยละ 1-1.5(8)

 

10.  ผลกระทบต่อระบบอื่นๆ(1)

  • มีความเสี่ยงต่อการเกิด dementia (Alzheimer’s type) เพิ่มมากขึ้น และมักเกิดก่อนถึงวัย 40 ปี
  • มีอัตราการเกิด congenital dysplasia of the hip และ acetabular dysplasia เพิ่มขึ้น
  • ผู้ชายกลุ่มอาการดาวน์เกือบทุกรายจะเป็นหมัน (infertile) แต่ในผู้หญิงกลุ่มอาการดาวน์จะพบภาวะการเจริญพันธุ์ปกติ สามารถตั้งครรภ์และมีบุตรที่ปกติได้ ดังนั้นการให้คำปรึกษาเรื่องการดูแลรอบเดือนและการคุมกำเนิดที่เหมาะสมจึงถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

สาเหตุการตายของผู้ป่วยกลุ่มอาการดาวน์

อายุขัยของผู้ป่วยกลุ่มอาการดาวน์จะสั้นกว่าคนทั่วไปหรือแม้แต่ผู้ที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้ที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ อย่างไรก็ตามอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยกลุ่มอาการดาวน์ในปัจจุบันเพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีต โดยพบว่าอายุขัยเฉลี่ยของผู้ป่วยกลุ่มอาการดาวน์ในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่ากับ 25 ปี ในปี พ.ศ.2526 เพิ่มเป็น 49 ปีในปี พ.ศ.2540(9) จากการดูแลรักษาที่พัฒนาดีขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการผ่าตัดรักษาภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิดที่ได้ผลสำเร็จมากขึ้น อย่างไรก็ตามสาเหตุการตายที่พบบ่อยในผู้ป่วยกลุ่มอาการดาวน์ก็ยังพบว่าสัมพันธ์กับภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิด การอักเสบติดเชื้อ และโรคมะเร็ง โดยน้อยกว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วยกลุ่มอาการดาวน์จะมีอายุเกิน 60 ปี

 

การวินิจฉัยทารกกลุ่มอาการดาวน์

          การวินิจฉัยทารกกลุ่มอาการดาวน์ภายหลังคลอดอาศัยลักษณะภายนอกที่จำเพาะดังแสดงในตารางที่ 1 โดยเฉพาะอย่างยิ่งลักษณะทางใบหน้าเป็นจุดสังเกตแรก นำไปสู่การตรวจวินิจฉัยที่แน่นอนจากการวิเคราะห์โครโมโซม (Chromosomal karyotyping)

 

ตารางที่ 1 ลักษณะภายนอกที่ใช้ในการวินิจฉัยทารกกลุ่มอาการดาวน์(1)

 

ลักษณะภายนอกที่ใช้ในการวินิจฉัยเด็กกลุ่มอาการดาวน์

ร้อยละ

– Upslanting palpebral fissures

– Wide gap between the toes

– Nuchal fat pad

– Depressed nasal bridge

– Brushfield spots

– Brachycephaly

– Epicanthal folds

– Clinodactyly

– Single palmar crease

98

95

87

83

75

75

60

50

50

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

          อุบัติการณ์ของทารกกลุ่มอาการดาวน์พบประมาณ 1.3 ต่อ 1,000 ของการคลอดมีชีพทั้งหมด (ในกรณีไม่มีการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอด) เช่นเดียวกับรายงานการศึกษาถึงอุบัติการณ์ในประเทศไทยจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ดังแสดงในตารางที่ 2 จากการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ.2538 พบว่าค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเด็กกลุ่มนี้ตลอดชีวิตคิดเป็นเงินประมาณ 504,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน หรือประมาณ 20 ล้านบาทต่อคน(10) ผลกระทบที่ตามมาคือ ปัญหาทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งนอกจากจะเป็นปัญหาในระดับครอบครัวแล้วยังเป็นปัญหาในระดับสังคมและประเทศชาติอีกด้วย

 

ตารางที่ 2 อุบัติการณ์การเกิดทารกกลุ่มอาการดาวน์จากรายงานการศึกษาของสถาบันต่างๆ

สถานที่ศึกษา

อุบัติการณ์

ปีที่ศึกษา

ต่างประเทศ (Hook)

ศิริราช

รามาธิบดี

ขอนแก่น

สงขลา

เชียงใหม่

รามาธิบดี

1 : 800  การเกิด

1 : 1000 ครรภ์

1 : 840 ครรภ์

1 : 970 คลอด

1 : 860 ครรภ์

1 : 100 การเจาะน้ำคร่ำ

1 : 103 การตรวจวินิจฉัยก่อนคลอด

2535

2517, 2520-29

2546

2536-46

2546

2544-48

2546

                                                                                   

            การตั้งครรภ์ทารกกลุ่มอาการดาวน์นั้นไม่สามารถป้องกันได้แต่สามารถตรวจค้นหาได้ก่อนคลอด โดยการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดเพื่อวินิจฉัยทารกกลุ่มอาการดาวน์นั้นเริ่มต้นขึ้นในช่วงปี 1970s โดยใช้การเจาะดูดน้ำคร่ำ (amniocentesis) เพื่อนำเซลล์ของทารกในครรภ์มาตรวจวิเคราะห์โครโมโซม ในช่วงแรกการเจาะดูดน้ำคร่ำจะใช้เพียงอายุมารดาเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการตรวจคัดกรอง โดยถือเอามารดาที่อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 35 ปีขึ้นไป (นับถึงวันกำหนดคลอด) ต้องได้รับคำปรึกษาแนะนำถึงความเสี่ยง และอาจเลือกตรวจวินิจฉัยด้วยการเจาะดูดน้ำคร่ำ (amniocentesis) หรือการเจาะชิ้นเนื้อรก (chorionic villus sampling) เนื่องจากพบว่าความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ทารกกลุ่มอาการดาวน์จะเพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับอายุมารดาดังแสดงในตารางที่ 3 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมารดามีอายุมากกว่า  35 ปี จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมาก และมีความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ทารกกลุ่มอาการดาวน์เท่าๆ กับความเสี่ยงต่อการสูญเสียบุตรจากการเจาะดูดน้ำคร่ำในช่วงไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์(11)

 

ตารางที่ 3 ความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ทารกกลุ่มอาการดาวน์(11)

Maternal age

Midtrimester risk of

Down Syndrome

Term liveborn risk of

Down Syndrome

33

34

35

36

37

38

39

40

41

42

43

44

45

1/417

1/333

1/250

1/192

1/149

2/115

1/89

1/69

1/53

1/41

1/31

1/25

1/19

1/626

1/500

1/384

1/303

1/227

1/175

1/137

1/106

1/81

1/64

1/50

1/38

1/30

 

อย่างไรก็ตามทารกที่คลอดจากมารดาที่อายุมากกว่า 35 ปีมีเพียงร้อยละ 13 ของทารกที่คลอดทั้งหมด ดังนั้นแม้มารดาที่อายุมากกว่า 35 ปีจะได้รับการเจาะดูดน้ำคร่ำทุกราย ก็จะสามารถตรวจพบทารกกลุ่มอาการดาวน์ได้เพียงร้อยละ 30-40 เท่านั้น เนื่องจากทารกกลุ่มอาการดาวน์ส่วนใหญ่เกิดในมารดาอายุน้อย(11) ในปี พ.ศ.2550 American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG) จึงออกข้อแนะนำให้สตรีตั้งครรภ์ทุกรายควรได้รับคำปรึกษาแนะนำในการตรวจคัดกรองเพื่อค้นหาทารกกลุ่มอาการดาวน์ก่อนอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ และควรให้สตรีตั้งครรภ์ทุกรายสามารถเลือกที่จะตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดด้วยการเจาะดูดน้ำคร่ำหรือการเจาะชิ้นเนื้อรกได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับอายุมารดา(12) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการตั้งครรภ์ทารกกลุ่มอาการดาวน์ ได้แก่

  1. เคยตั้งครรภ์ทารกกลุ่มอาการดาวน์ หรือ trisomy อื่นๆ
  2. มีความผิดปกติของโครโมโซมชนิด translocation หรือ inversion หรือ aneuploidy ของตัวสตรีตั้งครรภ์เองหรือสามี
  3. ผลการตรวจอัลตราซาวด์พบความผิดปกติของโครงสร้างทารกชนิด major อย่างน้อย 1 อย่าง หรือชนิด minor อย่างน้อย 2 อย่างขึ้นไป

โดยสามารถสรุปวิธีการตรวจเพื่อค้นหาทารกกลุ่มอาการดาวน์ได้ดังต่อไปนี้

 

การตรวจเพื่อค้นหาเด็กกลุ่มอาการดาวน์

1. การตรวจคัดกรอง (อาจใช้หลายวิธีร่วมกัน)

1.1.ตรวจโดยการเจาะเลือดมารดา เพื่อหาปริมาณสารเคมีบางอย่าง เช่น

1.1.1.      ตรวจหาปริมาณของ pregnancy associaled plasma protein A (PAPP-A) และ human chorionic gonadotropin (hCG) ในการตั้งครรภ์ไตรมาสแรก

1.1.2.      ตรวจหาปริมาณของ alpha-feto protein (AFP), unconjugated estriol (uE3) และ human chorionic gonadotropin (hCG) ในการตั้งครรภ์ไตรมาสที่สอง (Triple screen)  

1.1.3.      ตรวจหาปริมาณของสารเคมีของ triple screen และ inhibin A ในการตั้งครรภ์ไตรมาสที่สอง (Quadruple screen)

1.2  ตรวจโดยการใช้เครื่องอัลตราซาวด์วัด nuchal translucency (NT) ที่บริเวณต้นคอของทารกในการตั้งครรภ์ไตรมาสแรก

1.3  ตรวจโดยการใช้เครื่องอัลตราซาวด์เพื่อหาความผิดปกติของทารกในครรภ์ (genetic sonogram) ในการตั้งครรภ์ไตรมาสที่สอง

 

2. การตรวจยืนยัน

            เป็นการเก็บตัวอย่างเลือดหรือเซลล์ของทารกในครรภ์เพื่อตรวจหาจำนวนโครโมโซมของทารก วิธีการเก็บตัวอย่างได้แก่

2.1  Amniocentesis

2.2  Chorionic villus sampling (CVS)

2.3  Cordocentesis หรือ Percutaneous umbilical blood sampling (PUBS)

  

 

 

เอกสารอ้างอิง

  1. William IC. Down Syndrome: Care of the child and family. In: William BC, Allen CC, William LC, Ellen RE, Heidi MF, editors. Developmental-Behavioral Pediatrics. 4th ed. Philadelphia: Saunders Elsevier 2009. p. 235-45.
  2. American Academy of Pediatrics: Health supervision for children with Down syndrome. Pediatrics 2001; 107: 442-9.
  3. Cronk C, Crocker AC, Pueschel SM, Shea AM, Zackai E, Pickens G, et al. Growth charts for children with Down syndrome: 1 month to 18 years of age. Pediatrics 1988; 81: 102-10.
  4. Freeman SB, Bean LH, Allen EG, Tinker SW, Locke AE, Druschel C, et al. Ethnicity, sex, and the incidence of congenital heart defects: a report from the National Down Syndrome Project. Genet Med 2008; 10: 173-80.
  5. Geggel RL, O’Brien JE, Feingold M. Development of valve dysfunction in adolescents and young adults with Down syndrome and no known congenital heart disease. J Pediatr 1993; 122: 821-3.
  6. Roizen NJ, Patterson D. Down’s syndrome. Lancet 2003; 361: 1281-9.
  7. Ugazio AG, Maccario R, Notarangelo LD, Burgio GR. Immunology of Down syndrome: a review. Am J Med Genet Suppl 1990; 7: 204-12.
  8. Malinge S, Izraeli S, Crispino JD. Insights into the manifestations, outcomes, and mechanisms of leukemogenesis in Down syndrome. Blood 2009; 113: 2619-28.
  9. Yang Q, Rasmussen SA, Friedman JM. Mortality associated with Down’s syndrome in the USA from 1983 to 1997: a population-based study. Lancet 2002; 359: 1019-25.
  10. Beazoglou T, Heffley D, Kyriopoulos J, Vintzileos A, Benn P. Economic evaluation of prenatal screening for Down syndrome in the U.S.A. Prenat Diagn 1998; 18: 1241-52.
  11. ACOG Practice Bulletin. Clinical Management Guidelines for Obstetrician-Gynecologists. Prenatal diagnosis of fetal chromosomal abnormalities. Obstet Gynecol 2001; 97: suppl 1-12.
  12. ACOG Practice Bulletin No. 77: screening for fetal chromosomal abnormalities. Obstet Gynecol 2007; 109: 217-27.

 

Read More

Stem Cell Transplantation in Thalassemia

Hematopoietic Stem Cell Transplantation in Thalassemia:

Basic knowledge for Obstetricians and General Practitioners

 

ผศ. พญ. เฟื่องลดา ทองประเสริฐ


Introduction

โรคธาลัสซีเมียเป็นโรคที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่สร้างเม็ดเลือดแดงผิดปกติไป ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่าย ผู้ป่วยจึงมีภาวะซีด การรักษาแบบประคับประคองคือการได้รับเลือดตลอดชีวิต ซึ่งทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการได้รับเลือดตามมา การรักษาโรคธาลัสซีเมียให้หายขาดทำได้โดยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดหรือเดิมเรียกว่าการปลูกถ่ายไขกระดูก เนื่องจากใช้ไขกระดูกผู้บริจาคเป็นแหล่งของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด ในปัจจุบันสามารถปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากแหล่งอื่นๆ ได้เช่น จากกระแสเลือดผู้บริจาค หรือจากเลือดสายสะดือทารก อย่างไรก็ตามข้อจำกัดของการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดในผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียคือ โอกาสในการพบผู้บริจาคที่มีความเข้ากันได้ของชนิดเนื้อเยื่อ HLA (human leukocyte antigens) ซึ่งมีน้อยมาก นอกจากนี้ยังมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างการปลูกถ่ายจากการทำลายเซลล์ต้นกำเนิดเดิมในไขกระดูกของผู้ป่วย (myeloablative therapy) หรือการเกิด graft versus host disease (GVHD) เป็นต้น ทำให้มีผู้ศึกษาวิจัยเพื่อค้นหาวิธีการใหม่เพื่อนำมารักษาผู้ป่วยธาลัสซีเมีย หนึ่งในวิธีการรักษาที่มีความเป็นไปได้คือ การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดทารกในครรภ์ (in utero hematopoietic stem cell transplantation) ซึ่งถือเป็นความหวังใหม่ของผู้ป่วยหรือคู่เสี่ยงต่อการมีลูกเป็นโรคธาลัสซีเมียที่ไม่ต้องการยุติการตั้งครรภ์

 

What are stem cells?

          เซลล์ต้นกำเนิด (stem cell) คือเซลล์ที่ยังไม่พัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะ และมีความสามารถในการพัฒนาไปเป็นเซลล์อื่นๆ ได้หลายชนิด โดยเซลล์ต้นกำเนิดต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญ 2 ประการคือ มีความสามารถในการแบ่งตัวเองได้ไม่จำกัดโดยเซลล์ใหม่ที่ได้ยังเหมือนเซลล์เดิม (self renewal) และมีความสามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ชนิดอื่นๆ ได้เมื่อได้รับการกระตุ้นหรืออยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม (differentiation)

 

Stem cell classification

เซลล์ต้นกำเนิดสามารถแบ่งกลุ่มได้ตามแหล่งที่มาตามลำดับพัฒนาการของชีวิตได้ดังนี้[1]

  1. เซลล์ต้นกำเนิดตัวอ่อน (embryonic stem cells; ESCs)

เป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่มีแหล่งที่มาจาก inner cell mass ของตัวอ่อนระยะ blastocyst โดยจะมีศักยภาพในการพัฒนาไปเป็นเซลล์ต่างๆ ได้ทุกชนิด (pluripotent stem cell) เช่น เซลล์ประสาท เซลล์เม็ดเลือด เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เซลล์เยื่อบุผนังลำไส้ เซลล์ตับอ่อน เป็นต้น และมีคุณสมบัติในการแบ่งตัวได้รวดเร็ว ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของเซลล์ต้นกำเนิดตัวอ่อน แต่ก็อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการไม่สามารถควบคุมพัฒนาการและการเจริญเติบโตของเซลล์ต้นกำเนิดทำให้เกิดเนื้องอกตามมา นอกจากนี้ข้อจำกัดที่สำคัญของการนำเซลล์ต้นกำเนิดตัวอ่อนมาใช้ในการวิจัยหรือการรักษาคือ ปัญหาด้านจริยธรรมที่ยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่มาก

  1. เซลล์ต้นกำเนิดทารก (fetal stem cells)

เป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่มีแหล่งที่มาจากทารกในครรภ์ เช่น ตับทารก (fetal liver) หรือเลือดสายสะดือทารก (umbilical cord blood) โดยจะมีศักยภาพในการพัฒนาไปเป็นเซลล์ต่างๆ ได้จำกัดมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเซลล์ต้นกำเนิดตัวอ่อน (multipotent stem cell) เช่น เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (hematopoietic stem cell) จะสามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดได้ การใช้เซลล์ต้นกำเนิดทารกบางชนิดในการวิจัยหรือการรักษาก็ยังมีปัญหาด้านจริยธรรมเช่นเดียวกับการใช้เซลล์ต้นกำเนิดตัวอ่อน

  1. เซลล์ต้นกำเนิดผู้ใหญ่ (adult stem cells; ASCs)

เป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่มีแหล่งที่มาจากอวัยวะต่างๆ ในร่างกายผู้ใหญ่ เช่น ไขกระดูก (bone marrow) หรือกระแสเลือด (peripheral bood) โดยจะมีศักยภาพในการพัฒนาไปเป็นเซลล์ต่างๆ ได้จำกัดมากกว่าเซลล์ต้นกำเนิดตัวอ่อน (multipotent stem cell) นอกจากนี้คุณสมบัติในการเจริญเติบโตและแบ่งตัวยังน้อยกว่าเซลล์ต้นกำเนิดตัวอ่อน แต่มีข้อดีคือไม่มีปัญหาทางจริยธรรม และไม่มีปัญหาทางภูมิคุ้มกันหากใช้เซลล์ต้นกำเนิดของตนเอง

 

Hematopoietic stem cell transplantation (HSCT) in thalassemia disease

1. pediatric/adult HSCT

            การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดสามารถแบ่งได้ 3 กลุ่มตามแหล่งของผู้บริจาค (donor) เซลล์ต้นกำเนิดที่ถูกปลูกถ่ายไปยังผู้ป่วยหรือผู้รับบริจาค (recipient) คือ autologous HSCT, syngeneic HSCT และ allogeneic HSCT[2]

Autologous HSCT หมายถึงการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดโดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดของตนเอง ซึ่งไม่สามารถนำมาใช้รักษาในกรณีของโรคธาลัสซีเมียซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ต้นกำเนิดของตนเอง ส่วน syngeneic HSCT หมายถึงการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดโดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากแฝดไข่ใบเดียวกัน (identical twin) ซึ่งในกรณีโรคธาลัสซีเมียซึ่งถือเป็นโรคทางพันธุกรรม ดังนั้นจึงไม่สามารถปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากฝาแฝดซึ่งมีโรคเช่นเดียวกันได้ ดังนั้นการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดเพื่อรักษาโรคธาลัสซีเมียจึงต้องใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากบุคคลอื่นหรือเรียกว่า allogeneic HSCT เท่านั้น[3] โดยผู้บริจาคจะต้องมีชนิดเนื้อเยื่อ HLA (human leukocyte antigens; HLA) ตรงกันกับผู้ป่วยเพื่อลดโอกาสการกระตุ้นให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการไม่ยอมรับเนื้อเยื่อที่ปลูกถ่าย (graft versus host disease; GVHD) ให้น้อยที่สุด โดยทั่วไปการใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากพี่น้องของผู้ป่วยซึ่งมีชนิดเนื้อเยื่อ HLA ตรงกัน 6 ตำแหน่งหลัก (HLA class I: HLA-A, HLA-B and HLA class II: HLA-DR) เรียกว่า HLA- matched related (siblings) HSCT ซึ่งมีโอกาสในการได้ผู้บริจาคจากพี่น้องที่มี HLA ตรงกันอย่างน้อยร้อยละ 25 ขึ้นอยู่กับจำนวนพี่น้องของผู้ป่วย ดังนั้นจึงมีความจำกัดในการหาพี่น้องที่สามารถบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดที่เข้ากันได้ การใช้เซลล์ต้นกำเนิดบริจาคจากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่พี่น้องจึงมีความจำเป็น แต่อย่างไรก็ตามการหาผู้บริจาคที่มีความเข้ากันได้ของชนิดเนื้อเยื่อ HLA (HLA-(closely)-matched unrelated HSCT) มีโอกาสพบเพียง 1 ใน 10,000 ถึง 1 ใน 50,000 ของจำนวนผู้บริจาคทั้งหมด และยังมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการไม่ยอมรับเนื้อเยื่อที่ปลูกถ่ายได้มากกว่า HLA-matched related HSCT เนื่องจากมีโอกาสเกิดความไม่เข้ากันของเนื้อเยื่อชนิดอื่นๆ ได้มากกว่า (minor non-HLA histocompatibility antigens)

นอกจากนี้การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดยังสามารถแบ่งกลุ่มได้ตามแหล่งที่มาของเซลล์ต้นกำเนิดได้ดังต่อไปนี้

  • Bone marrow (BM) เป็นแหล่งของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่ถูกนำมาใช้ปลูกถ่ายโดยทั่วไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982 จึงเรียกการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดชนิดนี้ว่าการปลูกถ่ายไขกระดูก โดยมีวิธีการเก็บเซลล์ต้นกำเนิดไขกระดูกจากกระดูกสะโพก (posterior iliac crest) ของผู้บริจาคซึ่งมักมีปริมาณเพียงพอกับการปลูกถ่าย แต่มีข้อจำกัดคือวิธีการเก็บค่อนข้างยุ่งยากต้องทำในห้องปราศจากเชื้อและให้การระงับความเจ็บปวดที่เหมาะสม
  • Peripheral blood (PB) เป็นแหล่งของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่มีจำนวนเซลล์ต้นกำเนิดค่อนข้างน้อย แต่ก็สามารถกระตุ้นด้วยการให้ hematopoietic growth factors เช่น granulocyte stimulating factor (G-CSF) ประมาณ 3 – 7 วันเพื่อให้ปริมาณเซลล์ต้นกำเนิดเคลื่อนย้าย (mobilization) จากไขกระดูกเข้าสู่กระแสเลือดเพิ่มมากขึ้น การสกัดเซลล์ต้นกำเนิด (leukopheresis) ทำได้โดยการเจาะดูดเลือดผ่านเส้นเลือดดำและผ่านเข้าเครื่องสกัดเม็ดเลือด (apheresis machine) ซึ่งโดยวิธีการมีความยุ่งยากและความเจ็บปวดน้อยกว่าการเก็บเซลล์ต้นกำเนิดจากไขกระดูก แต่มีข้อด้อยคือมีโอกาสเกิด GVHD ได้รุนแรงกว่าเนื่องจากมีปริมาณ T cell สูงกว่าแหล่งอื่น
  • Umbilical cord blood (UCB) เป็นแหล่งของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่มีจำนวนเซลล์ต้นกำเนิดน้อยที่สุดแต่พบว่าสามารถนำมาปลูกถ่ายได้สำเร็จได้ทั้งใน allogenic related HSCT และ allogenic unrelated HSCT ข้อดีของการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากเลือดสายสะดือทารกคือการมีปริมาณ T cell น้อยทำให้มีอุบัติการณ์การเกิด GVHD ต่ำและรุนแรงน้อยกว่า จึงสามารถนำมาปลูกถ่ายให้แก่ผู้ป่วยได้แม้ในรายที่มีความแตกต่างของชนิดเนื้อเยื่อ HLA 1 – 2 ตำแหน่ง อย่างไรก็ตามเนื่องจากปริมาณของเซลล์ต้นกำเนิดค่อนข้างน้อยจึงมีข้อจำกัดในการปลูกถ่ายได้เฉพาะในผู้ป่วยเด็กหรือผู้ใหญ่ที่มีขนาดตัวเล็ก นอกจากนี้ยังพบว่าโอกาสเกิด graft failure สูงกว่าและการมี engraftment ค่อนข้างช้ากว่าเมื่อเทียบกับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากไขกระดูก แต่อย่างไรก็ตามวิธีการเก็บเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากเลือดสายสะดือทารกนั้นมีความยุ่งยากซับซ้อนน้อยกว่าแหล่งอื่น ใช้เวลาไม่นาน ไม่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือความเจ็บปวดต่อมารดาและทารก และมีอัตราการติดเชื้อไวรัสเช่น Cytomegalovirus (CMV) ต่ำกว่าเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากไขกระดูกหรือกระแสเลือดของผู้ใหญ่[4]

ในประเทศไทยมีรายงานการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากสายสะดือทารกจาก related donor ที่เป็นน้องของผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียสำเร็จเป็นครั้งแรกที่โรงพยาบาลศิริราชเมื่อปี ค.ศ. 1995[5] สำหรับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากสายสะดือทารกจาก unrelated donor ในโรคธาลัสซีเมียได้สำเร็จมีรายงานเป็นครั้งแรกที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในปี ค.ศ. 2003[6] โดยใช้เลือดสายสะดือทารกจากธนาคารเลือดจากรกของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย (National Cord Blood Bank) ซึ่งเริ่มดำเนินการเก็บเลือดสายสะดือทารกจากผู้บริจาคนำมาแช่แข็งไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002 อย่างไรก็ตามจนถึงปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากสายสะดือทารกยังมีไม่มากนัก เนื่องจากข้อจำกัดของจำนวนผู้บริจาคเลือดสายสะดือทารกที่ยังมีไม่มากพอ จึงมีความพยายามนำการตรวจวินิจฉัยตัวอ่อนก่อนการฝังตัว (preimplantation genetic diagnosis; PGD) ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (assisted reproductive technology; ART) เช่นการทำเด็กหลอดแก้ว (in vitro fertilization; IVF) มาช่วยคัดเลือกตัวอ่อนที่ไม่เป็นโรคก่อนที่จะย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก[7] โดยวิธีการนี้นอกจากจะได้ทารกที่ไม่เป็นโรคแล้ว ยังอาจทำการคัดเลือกตัวอ่อนเฉพาะที่มี HLA ตรงกันกับลูกคนก่อนซึ่งเป็นโรคธาลัสซีเมีย และวางแผนเก็บเลือดสายสะดือทารกเพื่อนำมาปลูกถ่ายให้ลูกคนก่อนหายขาดจากโรคได้[8] แต่อย่างไรก็ตามปัญหาที่สำคัญที่สุดของการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อคัดเลือกตัวอ่อนเฉพาะที่ต้องการ (designer babies) คือ ปัญหาทางจริยธรรม ซึ่งยังมีข้อโต้แย้งอยู่มากทั้งในแง่ของการวิจัยและการนำมาใช้ในทางคลินิก

 

Umbilical cord blood banking

        เนื่องจากโอกาสในการพบผู้บริจาคที่มีความเข้ากันได้ของชนิดเนื้อเยื่อ HLA มีเพียง 1 ใน 10,000 ถึง 1 ใน 50,000 ของจำนวนผู้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดทั้งหมด และประมาณร้อยละ 90 ของผู้ป่วยไม่สามารถหาเซลล์ต้นกำเนิดที่มีความเข้ากันได้ ดังนั้นการจัดเก็บเลือดจากสายสะดือทารกจากผู้บริจาคนำมาจัดตั้งเป็นธนาคารเลือดจากสายสะดือทารกสาธารณะ (public umbilical cord blood banking) จึงเพิ่มโอกาสในการพบเซลล์ต้นกำเนิดที่มีความเข้ากันได้ของชนิดเนื้อเยื่อ HLA ได้มากขึ้น เมื่อต้องการใช้เลือดสายสะดือทารกบริจาคก็สามารถนำมาใช้ได้เลย ไม่ต้องรอตามตัวผู้บริจาคมาเพื่อเก็บเซลล์ต้นกำเนิดจากไขกระดูกหรือกระแสเลือด ในกรณีสตรีตั้งครรภ์ครั้งแรกหรือไม่เคยมีลูกเป็นโรคธาลัสซีเมียมาก่อน แต่ในครอบครัวมีความเสี่ยงต่อการมีการเกิดทารกเป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง หรือมีความต้องการเก็บเลือดสายสะดือทารกไว้ใช้ในอนาคตหากเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด เช่น leukemia สามารถทำได้โดยการจัดเก็บของบริษัทเอกชน (private umbilical cord blood banking) อย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บยังค่อนข้างสูง และโอกาสที่ทารกที่เป็นเจ้าของเลือดสายสะดือจะได้ใช้เซลล์ต้นกำเนิดที่จัดเก็บไว้เพื่อรักษาโรคทางระบบโลหิตวิทยาก่อนอายุ 20 ปี มีประมาณ 1 ใน 20,000 ถึง 37 ใน 100,000 สำหรับราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ในประเทศอังกฤษได้ให้การสนับสนุนการบริจาคเลือดสายสะดือทารก (non-directed donations) เพื่อจัดตั้งธนาคารเลือดสายสะดือทารกระดับชาติ และควรมีการสนับสนุนและจัดหาทุนเพื่อใช้ในการดำเนินงานของธนาคารเลือดสายสะดือทารกสาธารณะ นอกจากนี้ยังสนับสนุนการจัดเก็บเลือดสายสะดือทารกในครอบครัวที่มีความเสี่ยงสูง (directed donations in at-risk families) และมีโอกาสสูงที่จะได้ใช้เซลล์ต้นกำเนิดที่ทำการจัดเก็บไว้ แต่ยังมีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนการเก็บเลือดสายสะดือทารกในครอบครัวที่มีความเสี่ยงต่ำ (directed donations in low-risk families)[9]

 

2. In utero HSCT

            การรักษาทารกในครรภ์ด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเป็นวิธีการรักษาโรคทางพันธุกรรมในทารกที่กำลังถูกค้นคว้าวิจัยเพื่อหาความเป็นไปได้ในการนำมาใช้ในทางคลินิก จากหลักการของพัฒนาการของทารกในครรภ์ที่มีการสร้างระบบภูมิคุ้มกันยังไม่สมบูรณ์ จึงมีช่วงระยะเวลาที่ทารกยังไม่มีความสามารถในการจำแนกเซลล์ของตนเอง (self) จากเซลล์แปลกปลอม (non-self) จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากผู้บริจาคที่มีความเข้ากันได้ของชนิดเนื้อเยื่อ HLA นอกจากนี้สภาวะแวดล้อม (niches) ของทารกในครรภ์ยังมีความเหมาะสมต่อการยอมรับเซลล์ต้นกำเนิด โดยไม่จำเป็นต้องทำการทำลายเซลล์ต้นกำเนิดเดิม (immuno-ablative therapy) เหมือนการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดในเด็กหรือผู้ใหญ่ และหากมีความจำเป็นต้องทำการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดซ้ำภายหลังคลอด ก็ยังอาจทำได้โดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากผู้บริจาคคนเดิมเนื่องจากร่ายกายทารกที่เคยได้รับเซลล์ต้นกำเนิดนั้นมาแล้วตั้งแต่อยู่ในครรภ์จะไม่เกิดปฏิกิริยาต่อต้านทางภูมิคุ้มกัน (immune tolerance) และไม่ปฏิเสธการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดนั้น นอกจากนี้การรักษาทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์อาจช่วยป้องกันการเกิดพยาธิสภาพถาวรได้ในบางโรค หรือช่วยในการรักษาโรคที่ทารกไม่สามารถมีชีวิตรอดได้ภายหลังคลอดเช่น Homozygous alpha-1 thalassemia disease (Hb Bart’s hydrops fetalis)

          ในปัจจุบันมีการทดลองรักษาทารกในครรภ์ด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดทั้งในสัตว์และมนุษย์ พบว่าโรคที่มีโอกาสรักษาได้ด้วยวิธีนี้มีดังแสดงในตารางที่ 1

         

Table 1 Some examples of genetic disorders that may potentially be treated  in utero stem cell therapy[10]

Hemoglobinopathies

Sickle cell anemia

Alpha and beta thalassemia major

Hemophilia

 

Immunodeficiency diseases

Severe combined immunodeficiency syndrome (SCID)

Chronic granulomatous disease

Agammaglobulinemia

Chediak-Higashi syndrome

Wiskott-Aldrich syndrome

 

Inborn errors of metabolism

Mucopolysaccharidoses

Krabbe’s disease

Adrenal leukodystrophy

Metachromatic leukodystrophy

Niemann-Pick

Gaucher’s disease

 

Neuromuscular disorders

Duchenne’s muscular dystrophy

Becker’s muscular dystrophy

 

จะเห็นได้ว่าหนึ่งในโรคที่มีโอกาสรักษาได้ด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดทารกในครรภ์คือโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งในทางทฤษฏีการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดให้แก่ทารกในครรภ์มีข้อดีกว่าการปลูกถ่ายให้แก่ผู้ป่วยเด็กหรือผู้ใหญ่คือ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากผู้บริจาคที่มีชนิดเนื้อเยื่อ HLA ตรงกัน เนื่องจากทารกในระยะแรกของพัฒนาการยังไม่มีความสามารถในการจำแนกเซลล์ของตนเอง (self) จากเซลล์แปลกปลอม (non-self) การใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากแหล่งที่หลากหลายสามารถทำได้ เช่น fetal stem cells, cord blood stem cells หรือ adult stem cells จากพ่อแม่พี่น้องที่ไม่เป็นโรคของผู้ป่วยได้ ซึ่งในกรณีที่ต้องการการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดซ้ำภายหลังคลอด ก็สามารถปลูกถ่ายได้โดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากผู้บริจาคคนเดิมโดยไม่ต้องค้นหาผู้บริจาคคนใหม่ที่มีความเข้ากันของเนื้อเยื่อ เนื่องจากผู้ป่วยถูกชักนำให้มีภาวะ immune tolerance ต่อเซลล์ต้นกำเนิดนั้นแล้ว[11] โดยระยะของพัฒนาการในทารกที่ถือว่าเป็น critical window of opportunity ของระบบภูมิคุ้มกันนั้นอาจอยู่ช่วงอายุครรภ์ 12 – 14 สัปดาห์[12] ดังนั้นหากทารกได้รับการวินิจฉัยก่อนคลอดด้วยการเจาะชิ้นเนื้อรก (chorionic villus sampling; CVS) ในช่วงอายุครรภ์ 10 สัปดาห์ และได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดในระยะดังกล่าวสำเร็จ ก็จะทำให้เกิดการสร้างเม็ดเลือดที่ปกติก่อนทารกคลอด นอกจากนี้สภาวะแวดล้อม (niches) ในไขกระดูกของทารกยังเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์ต้นกำเนิด โดยไม่จำเป็นต้องทำลายไขกระดูกเดิม (myeloablative) ก่อน นอกจากนี้ยังไม่ต้องแยกผู้ป่วยให้อยู่ในภาวะปราศจากเชื้อเหมือนการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดในผู้ป่วยเด็กหรือผู้ใหญ่ เนื่องจากทารกอาศัยอยู่ในครรภ์มารดาที่มีสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมอยู่แล้ว

          ในทางทฤษฎีแหล่งของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (hematopoietic stem cells; HSCs) ที่ดีที่สุดคือ fetal HSCs เช่น fetal liver เนื่องจากเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด และมีจำนวน mature T cell น้อย (ก่อนอายุครรภ์ 14 สัปดาห์) ทำให้กำจัดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิด GVHD ชนิดรุนแรง และหลีกเลี่ยงความจำเป็นในการลดปริมาณ T cell (T cell depletion) ซึ่งมีผลต่อความสำเร็จของการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด ข้อดีของ fetal HSCs อีกข้อหนึ่งคือศักยภาพในการเจริญเติบโตและพัฒนาไปเป็นเซลล์เม็ดเลือดที่ดีกว่า adult HSCs[11] อย่างไรก็ตามการใช้ fetal-derived HSCs มีข้อจำกัดในแง่ของจริยธรรมซึ่งยังมีข้อถกเถียงกันอยู่มากในการนำมาใช้ และเทคนิคการเก็บที่มีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคได้สูงจากการเก็บเซลล์ต้นกำเนิดจากทารกภายหลังแท้ง[13]

          การใช้แหล่งของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากสายสะดือทารก (cord blood HSCs) เป็นที่ยอมรับได้มากกว่าในแง่ของจริยธรรม และใช้วิธีการปราศจากเชื้อในการจัดเก็บจึงลดโอกาสการติดเชื้อหลังการปลูกถ่าย อย่างไรก็ตามเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากสายสะดือทารกมีปริมาณค่อนข้างจำกัด และเก็บได้เพียงครั้งเดียว ดังนั้นหากผู้บริจาคไม่ใช่บุคคลในครอบครัว การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากไขกระดูกซ้ำภายหลังทารกคลอดอาจเป็นไปได้ยาก นั่นคือไม่ได้รับประโยชน์จากการชักนำให้มีภาวะ immune tolerance

          ในปัจจุบันการใช้ adult HSCs เป็นแหล่งของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่ใช้ได้จริงที่สุดในการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดในทารก โดยถือว่าเป็นที่ยอมรับในทางจริยธรรม ปราศจากเชื้อ และสามารถสร้างเซลล์ต้นกำเนิดขึ้นมาใหม่ได้อีก ดังนั้นการทำให้ชักนำให้เกิด immune tolerance ต่อ donor antigen เพื่อการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากไขกระดูกซ้ำภายหลังทารกคลอดจากผู้บริจาคคนเดิมสามารถทำได้สำเร็จ อย่างไรก็ตามมีข้อจำกัดของการใช้ adult HSCs อยู่บ้างนั่นคือ การมี mature T cells ซึ่งทำให้มีโอกาสเกิด GVHD ได้ ซึ่งอาจต้องใช้เทคนิคพิเศษในการลดปริมาณ T cell ในระดับที่เสี่ยงต่อการเกิด GVHD น้อยที่สุดแต่ยังสามารถปลูกถ่ายได้สำเร็จ

          จากรายงานการศึกษาวิจัยทางคลินิกในมนุษย์พบว่าการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดในทารกสำเร็จเป็นรายแรกของโรคคือรายงานของ Touraine และคณะในปี ค.ศ. 1992[14] โดยปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจาก fetal liver ผ่านทางสายสะดือทารกที่เป็นโรค bare lymphocyte syndrome และ SCID ในปี ค.ศ. 1996 Flake และคณะรายงานความสำเร็จของการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากไขกระดูกของพ่อที่ไม่เป็นโรคให้แก่ทารกที่เป็นโรค X-linked SCID ผ่านทาง ultrasound-guided intraperitoneal injection จำนวน 3 ครั้งที่อายุครรภ์ 16, 17.5 และ 18.5 สัปดาห์[15] สำหรับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดในทารกที่เป็นโรคธาลัสซีเมียนั้นได้มีความพยายามในการรักษาแต่พบว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งผู้วิจัยได้รายงานว่าส่วนใหญ่เกิดจากการปลูกถ่ายในอายุครรภ์ที่ช้าเกินไป แหล่งของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดไม่เหมาะสม หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างการปลูกถ่าย[16] และอาจอธิบายได้จากการที่เซลล์ต้นกำเนิดที่ถูกปลูกถ่ายต้องแข่งขันกับเซลล์ต้นกำเนิดเดิมของทารกที่มีศักยภาพในการเจริญเติบโตดีกว่า อย่างไรก็ตามด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดให้แก่ทารกในครรภ์ถือว่าเป็นความหวังใหม่ในการรักษาโรคธาลัสซีเมียในอนาคตที่ต้องอาศัยการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมอีกมากทั้งในแง่ของความปลอดภัย ประสิทธิภาพในการรักษา รวมไปถึงประเด็นด้านจริยธรรม

 

References

  1. Ho AD, Wagner W. Clinical potentials of stem cells: hype or hope? In: Ho AD, Hoffman R, Zanjani ED, eds. Stem cell transplantation; biology, processes, therapy. Weinheim: Wiley-VCH 2006: 3-26.
  2. Fisher VL, Abramovitz LZ. A brief overview of hematopoietic stem cell transplantation. In: Kline RM, ed. Pediatric hematopoietic stem cell transplantation. New York: Informa healthcare 2006: 601-24.
  3. Boulad F. Hematopoietic  stem cell transplantation for the treatment of beta thalassemia. In: Kline RM, ed. Pediatric hematopoietic stem cell transplantation. New York: Informa healthcare 2006: 383-96.
  4. Grewal SS, Wagner W. Umbilical cord blood transplantation. In: Kline RM, ed. Pediatric hematopoietic stem cell transplantation. New York: Informa healthcare 2006: 161-87.
  5. Issaragrisil S, Visuthisakchai S, Suvatte V, Tanphaichitr VS, Chandanayingyong D, Schreiner T, et al. Brief report: transplantation of cord-blood stem cells into a patient with severe thalassemia. N Engl J Med 1995; 332: 367-9.
  6. Vanichsetakul P, Wacharaprechanont T, Sucharitchan P, Seksarn P, O-Charoen R. Successful cord blood transplantation in thalassemia major patient at King Culalongkorn Memorial Hospital. Chula Med J 2003; 47: 411-8.
  7. Piyamongkol W, Vutyavanich T, Piyamongkol S, Wells D, Kunaviktikul C, Tongsong T, et al. A successful strategy for Preimplantation Genetic Diagnosis of beta-thalassemia and simultaneous detection of Down’s syndrome using multiplex fluorescent PCR. J Med Assoc Thai 2006; 89: 918-27.
  8. Kahraman S, Karlikaya G, Sertyel S, Karadayi H, Findikli N. Clinical aspects of preimplantation genetic diagnosis for single gene disorders combined with HLA typing. Reproductive biomedicine online 2004; 9: 529-32.
  9. Scientific advisory committee opinion paper 2, revised June 2006: umbilical cord blood banking. Royal college of obstetricians and gynecologists 2006.
  10. Yaron Y, Flake AW, Johnson MP, Evans MI. Fetal stem cell and gene therapy. In: Kurjak A, Chervenak FA, eds. Textbook of perinatal medicine. 2nd ed. London: Informa healthcare 2006: 1155-65.
  11. Flake AW, Zanjani ED. Cellular therapy. Obstet Gynecol Clin North Am 1997; 24: 159-77.
  12. Blackman M, Kappler J, Marrack P. The role of the T cell receptor in positive and negative selection of developing T cells. Science 1990; 248: 1335-41.
  13. Rice HE, Hedrick MH, Flake AW, Donegan E, Harrison MR. Bacterial and fungal contamination of human fetal liver collected transvaginally for hematopoietic stem cell transplantation. Fetal Diagn Ther 1993; 8: 74-8.
  14. Touraine JL. Rationale and results of in utero transplants of stem cells in humans. Bone Marrow Transplant 1992; 10: 121-6.
  15. Flake AW, Roncarolo MG, Puck JM, Almeida-Porada G, Evans MI, Johnson MP, et al. Treatment of X-linked severe combined immunodeficiency by in utero transplantation of paternal bone marrow. N Engl J Med 1996; 335: 1806-10.
  16. Flake AW. The fetus with a hematopoietic stem cell defect. In: Harrison MR, Evans MI, Adzick NS, Holzgreve W, eds. The unborn patient: the art and science of fetal therapy. 3rd ed. Philadelphia: W.B. Saunders company 2001: 591-604. 
Read More

OB Ultrasound for Extern

การวัดสัดส่วนทารกในครรภ์สำหรับสูติแพทย์และแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป
(Fetal Biometry for Obstetrician and General Practitioners)

เฟื่องลดา ทองประเสริฐ


          การวัดสัดส่วนทารกในครรภ์เป็นขั้นตอนหนึ่งในการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงทางสูติศาสตร์ มีความสำคัญในการประเมินอายุและน้ำหนักของทารกในครรภ์ซึ่งสูติแพทย์และแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปจำเป็นต้องมีความรู้และทักษะในการวัดที่ถูกต้อง ในที่นี้จะนำเสนอวิธีการวัดสัดส่วนทารกในหัวข้อดังต่อไปนี้คือ

  1. การวัดความยาวของทารก (CRL)
  2. การวัดความกว้างของศีรษะทารก (BPD)
  3. การวัดเส้นรอบวงศีรษะ (HC)
  4. การวัดเส้นรอบท้อง (AC)
  5. การวัดความยาวกระดูกต้นขา (FL)
  6. การวัดน้ำคร่ำ (AFI)
  7. การคำนวณอายุครรภ์
  8. การคะเนน้ำหนักทารกในครรภ์ (EFW)

1.  การวัดความยาวของทารก (Crown-Rump Length; CRL)

ความยาวของทารกคือ ระยะที่ยาวที่สุดของตัวอ่อนหรือทารก โดยวัดความยาวจากยอดศีรษะ (crown) ถึงส่วนล่างสุดของสะโพก (rump) โดยไม่วัดรวมส่วนแขนขา (limbs) และถุงไข่แดง (yolk sac) การวัดความยาวของทารกมีประโยชน์ในการทำนายอายุครรภ์ได้ดีในไตรมาสแรก ซึ่งถือว่าเป็นตัววัดที่แปรปรวนน้อยและมีความถูกต้องแม่นยำในการทำนายอายุครรภ์มากที่สุด

 

เทคนิคในการวัด

  1. ปรับภาพคลื่นเสียงความถี่สูงให้เห็นภาพตามแนวยาวของทารก
  2. วัดจากขอบนอกของจุดสูงสุดของศีรษะทารก ถึงขอบนอกของจุดต่ำสุดของสะโพก
  3. ไม่ควรวัดรวมส่วนแขนขาและถุงไข่แดง
  4. นำมาเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานเพื่อคำนวณอายุครรภ์

 

 

ภาพที่ 1 แสดงเทคนิคการวัดความยาวของทารก (ดัดแปลงจาก McGahan JP. Atlas of Ultrasound Measurements. 2nd ed. Philadelphia: Mosby Elsevier; 2006.)

ความถูกต้องแม่นยำ

การวัดความยาวของทารกมีประโยชน์ในการทำนายอายุครรภ์ได้ดีโดยเฉพาะอายุครรภ์ 6 – 14 สัปดาห์ และมีความแม่นยำมากที่สุดในช่วงอายุครรภ์ 6.5 – 10 สัปดาห์ ความคลาดเคลื่อนในการทำนายอายุครรภ์จากการวัดเพียงหนึ่งครั้งเท่ากับ 4.7 วัน และหากวัดสามครั้งแล้วนำมาหาค่าเฉลี่ยจะพบความคลาดเคลื่อนในการทำนายอายุครรภ์เพียง 2.7 วัน(1)

ความถูกต้องในการทำนายอายุครรภ์จะลดลงเมื่ออายุครรภ์มากขึ้นเนื่องจากทารกมักจะงอตัวหรือเหยียดตัวได้บ่อยขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์เป็นต้นไป และหลังอายุครรภ์ 14 สัปดาห์ไปแล้วทารกจะมีขนาดยาวเกินไปจนไม่สามารถวัดได้ตลอดแนวจากภาพเดียว

2.  การวัดความกว้างของศีรษะทารก (Biparietal Diameter; BPD)

เป็นการวัดสัดส่วนของทารกที่ใช้บ่อยที่สุดตัวหนึ่งในการทำนายอายุครรภ์ สามารถวัดได้ตั้งแต่ไตรมาสที่สองเป็นต้นไป นำมาใช้เพื่อประเมินอายุครรภ์ได้อย่างแม่นยำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงอายุครรภ์ 14 ถึง 28 สัปดาห์

 เทคนิคในการวัด

  1. ปรับภาพคลื่นเสียงความถี่สูงให้ได้ภาพตัดขวางของศีรษะทารก
  2. ปรับภาพจนเห็นลักษณะทางกายวิภาคดังต่อไปนี้
    • กะโหลกศีรษะเป็นรูปวงรี (ovoid shape)
    • เห็นเส้นแบ่งแนวกลางศีรษะ แบ่งศีรษะให้ได้สมมาตรกัน
    • เห็น falx cerebri ในแนวหน้าหลัง
    • เห็น thalamus 2 ข้าง มี third ventricle อยู่ในแนวกลาง
    • เห็น cavum septum pellucidum ที่ระดับหนึ่งในสาม (ของระยะ fronto-occipital distance) ห่างจาก frontal bone
  3. วัดเส้นผ่าศูนย์กลางของศีรษะจากขอบนอกของกระดูกกะโหลกด้านใกล้หัวตรวจ ถึงขอบในของกระดูกกะโหลกด้านห่างหัวตรวจ (outer-to-inner)
  4. ไม่วัดรวมความหนาของกะโหลกศีรษะด้านห่างหัวตรวจและหนังศีรษะ
  5. นำมาเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานเพื่อคำนวณอายุครรภ์

 

 

ภาพที่ 2 แสดงเทคนิคการวัดความกว้างของศีรษะทารก (ดัดแปลงจาก ธีระ ทองสง. ตำราและภาพคลื่นเสียงความถี่สูงทางสูติศาสตร์ ฉบับเรียบเรียงครั้งที่สอง. กรุงเทพฯ: พี.บี.ฟอเรน บุ๊คส์เซนเตอร์; 2543)

ความถูกต้องแม่นยำ

ความถูกต้องแม่นยำ

ความถูกต้องของการวัดความกว้างของศีรษะทารกในการทำนายอายุครรภ์ขึ้นอยู่กับอายุครรภ์และรูปร่างของศีรษะที่ผิดไปจากปกติ หากวัดก่อนอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ความคลาดเคลื่อนในการทำนายอายุครรภ์เท่ากับ 7 วัน(2) หากวัดช่วงอายุครรภ์หลัง 20 สัปดาห์ความคลาดเคลื่อนในการทำนายอายุครรภ์เท่ากับ 7 – 11 วัน หรือ 1 – 2 สัปดาห์(3) และหากวัดในไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ ความคลาดเคลื่อนมีได้สูงถึง 2 – 4 สัปดาห์(4, 5)

ในกรณีที่รูปร่างของศีรษะผิดไปจากปกติ เช่นในกรณีท่าก้น, น้ำคร่ำน้อย หรือมีก้อนเนื้องอกมดลูกกดเบียดศีรษะทารก อาจมีผลต่อค่าความกว้างของศีรษะทารกได้ ดังนั้นจึงควรประเมินความน่าเชื่อถือของความกว้างของศีรษะทารกก่อนที่จะนำค่าที่วัดได้นั้นมาแปลผลโดยคำนวณหาค่า cephalic index ดังนี้

 

Cephalic index (CI) คำนวณได้จาก

 

Cephalic index (CI)        =        Short axis    x  100 /  Long axis

 

โดย

  • Short axis = ค่าที่กว้างที่สุดตามแนวขวางของศีรษะทารกในระดับ BPD โดยวัดจากขอบนอกของกระดูกกะโหลกด้านหนึ่งถึงขอบนอกของกระดูกกะโหลกอีกด้านหนึ่ง (outer-to-outer)
  • Long axis = ค่าที่ยาวที่สุดตามแนวยาวของศีรษะทารกในระดับ BPDโดยวัด จากขอบนอกของกระดูกกะโหลกด้านหนึ่งถึงขอบนอกของกระดูกกะโหลกอีกด้านหนึ่ง (outer-to-outer)

 

ค่าเฉลี่ยของ CI เท่ากับ 78.3 + 4.4 โดยจะเปลี่ยนแปลงตามอายุครรภ์น้อยมาก หากค่า CI มากกว่า 1 SD จากค่าเฉลี่ย อาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของค่าความกว้างของศีรษะทารกที่วัดได้(6)

เช่น       ค่า CI < 74       =          dolicocephaly (ศีรษะรี)

ค่า CI > 83       =          brachicephaly (ศีรษะกลม)

 

หากใช้ค่า BPD แทน short axis(7) ค่าเฉลี่ยของ CI เท่ากับ 80.64 + 4.97

ดังนั้น    ค่า CI < 75.67  =          dolicocephaly (ศีรษะรี)

ค่า CI > 85.61  =          brachicephaly (ศีรษะกลม)

 

 

ภาพที่ 4  แสดงศีรษะกลม (a) และศีรษะรี (b) (ดัดแปลงจาก ธีระ ทองสง. ตำราและภาพคลื่นเสียงความถี่สูงทางสูติศาสตร์ ฉบับเรียบเรียงครั้งที่สอง. กรุงเทพฯ: พี.บี.ฟอเรน บุ๊คส์ เซนเตอร์; 2543)

 การคำนวณค่าความกว้างของศีรษะทารกใหม่ตามรูปร่างของศีรษะคำนวณได้ดังนี้คือ(8)

 

Corrected BPD  = BPD x OFD / 1.265

 

โดย      OFD (occipito-frontal diameter) = ความยาวของศีรษะทารกในระดับ BPD โดยวัดจากขอบนอกของกระดูกกะโหลกด้านหนึ่งถึงขอบนอกของกระดูกกะโหลกอีกด้านหนึ่ง (outer-to-outer)

3. การวัดเส้นรอบวงศีรษะ (Head Circumference; HC)

นำมาใช้ประเมินอายุครรภ์ในช่วงไตรมาสที่สองและสามของการตั้งครรภ์ มีความสำคัญในกรณีที่รูปร่างของศีรษะผิดไปจากปกติจนทำให้การประเมินอายุครรภ์จากความกว้างของศีรษะทารกคลาดเคลื่อนไป เนื่องจากเป็นตัววัดที่ไม่ขึ้นกับรูปร่างของศีรษะมากเท่าความกว้างของศีรษะทารก

เทคนิคในการวัด

  1. ปรับภาพคลื่นเสียงความถี่สูงให้เห็นภาพศีรษะทารกในระดับเดียวกับระดับที่วัดความกว้างของศีรษะทารก
  2. วัดเส้นรอบวงโดยวาดเส้นรอบวงตามแนวขอบนอกของกระดูกกะโหลกโดยไม่วัดรวมหนังศีรษะ หรือ
  3. วัดเส้นผ่าศูนย์กลางแนวหน้าหลังและแนวขวางของศีรษะทารกแล้วนำมาคำนวณโดยใช้สูตรคือ

 

เส้นรอบวง  =   (เส้นผ่าศูนย์กลางแนวหน้าหลัง + เส้นผ่าศูนย์กลางแนวขวาง) x 1.57

 

การวัดโดยใช้ ellipse mode ในเครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงโดยทั่วไปใช้การคำนวณจากสูตรนี้(9)

4. นำมาเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานเพื่อคำนวณอายุครรภ์

 

 

ภาพที่ 5 แสดงเทคนิคการวัดเส้นรอบศีรษะ

ความถูกต้องแม่นยำ

ค่าเส้นรอบวงศีรษะเป็นตัววัดที่น่าเชื่อถือตัวหนึ่งในการทำนายอายุครรภ์ ในทางทฤษฎีใช้ทำนายอายุครรภ์ได้ดีกว่าค่าความกว้างของศีรษะทารกเนื่องจากไม่ขึ้นกับรูปร่างของศีรษะทารก แต่ในทางปฏิบัติแล้วการวัดความกว้างของศีรษะทารกทำได้ง่ายกว่า บ่อยครั้งในการวัดเส้นรอบวงศีรษะพบเงาดำ (acoustic shadow) บดบังทำให้ภาพไม่ชัดเกิดความคลาดเคลื่อนในการวัด ทำให้ความถูกต้องแม่นยำน้อยกว่าค่าความกว้างของศีรษะทารก ความคลาดเคลื่อนในการประเมินอายุครรภ์ที่อายุครรภ์ต่างๆ มีดังนี้(5, 10)

ในช่วงอายุครรภ์ก่อน 20 สัปดาห์เท่ากับ     1          สัปดาห์

ในช่วงอายุครรภ์ก่อน 26 สัปดาห์เท่ากับ     1 – 2    สัปดาห์

ในช่วงอายุครรภ์หลัง 26 สัปดาห์เท่ากับ     2 – 3    สัปดาห์

4. การวัดเส้นรอบท้อง (Abdominal Circumference; AC)

สามารถนำมาใช้เพื่อประเมินอายุครรภ์ได้ดีพอสมควร แต่เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะโภชนาการของทารกได้จึงทำให้การทำนายอายุครรภ์คลาดเคลื่อนได้มากกว่าตัววัดอื่นๆ ดังนั้นในทางปฏิบัติจึงนิยมนำมาใช้เพื่อประเมินการเจริญเติบโตและประเมินน้ำหนักทารกในครรภ์มากกว่าใช้เพื่อทำนายอายุครรภ์

เทคนิคในการวัด

  1. ปรับภาพคลื่นเสียงความถี่สูงให้เห็นภาพตัดขวางที่ระดับท้องของทารก
  2. ปรับภาพให้เห็นลักษณะทางกายวิภาคดังต่อไปนี้
    • รูปร่างท้องกลม หรือค่อนข้างกลม
    • เห็นกระดูกไขสันหลังอยู่ที่ตำแหน่ง 3 หรือ 9 นาฬิกา
    • เห็นกระเพาะอาหารอยู่ทางซีกซ้ายของช่องท้อง
    • เห็นแนวซี่โครง 2 ข้างสมมาตรกัน
    • เห็นจุดที่ portal vein ซ้ายและขวาเชื่อมต่อกันเป็นส่วนโค้งสั้นๆ หากเห็นลักษณะของ  portal vein เป็นท่อนยาวแสดงว่าเอียงหัวตรวจต่ำลงไปทางด้านหน้าชิดสะดือมากเกินไป จะทำให้ท้องมีรูปร่างรีเกิดความคลาดเคลื่อนในการวัดได้
  3. วัดเส้นรอบวงโดยวาดเส้นรอบท้องโดยตรง หรือ
  4. วัดเส้นผ่าศูนย์กลางแนวหน้าหลังและแนวขวางของท้องทารกแล้วนำมาคำนวณโดยใช้สูตรคือ
    • เส้นรอบวง  =   (เส้นผ่าศูนย์กลางแนวหน้าหลัง + เส้นผ่าศูนย์กลางแนวขวาง) x 1.57
  5. นำมาเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานเพื่อคำนวณอายุครรภ์

 

 

ภาพที่ 6  แสดงระดับที่เหมาะสมในการวัดเส้นรอบท้องทารก (a) และแสดงการเอียงหัวตรวจต่ำชิดสะดือทารกมากเกินไป (b) (ดัดแปลงจาก ธีระ ทองสง. ตำราและภาพคลื่นเสียงความถี่สูงทางสูติศาสตร์ ฉบับเรียบเรียงครั้งที่สอง. กรุงเทพฯ: พี.บี.ฟอเรน บุ๊คส์ เซนเตอร์; 2543)

ความถูกต้องแม่นยำ

การวัดเส้นรอบท้องเป็นการวัดที่มีความคลาดเคลื่อนมากที่สุด เนื่องจากเทคนิคการวัดให้ได้ภาพที่ดีทำได้ยาก บางครั้งรูปร่างของท้องไม่กลม หรือบิดเบี้ยวไปจากการมีแขนขาทารกกดหน้าท้อง การใช้หัวตรวจกดหน้าท้องมารดาแรงเกินไป หรือวางหัวตรวจเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง เป็นต้น นอกจากนี้หากทารกอยู่ในท่าที่ไม่เหมาะสม เช่น ทารกนอนคว่ำ ตำแหน่งของกระดูกไขสันหลังอยู่ที่ 12 นาฬิกา จะทำให้เกิดเงาดำ (acoustic shadow) บดบังอวัยวะภายในทำให้มองไม่เห็นลักษณะสำคัญต่างๆ ดังกล่าว

ความคลาดเคลื่อนในการประเมินอายุครรภ์ที่อายุครรภ์ต่างๆ มีดังนี้(5, 11)

ในช่วงอายุครรภ์ก่อน 24 สัปดาห์เท่ากับ     2          สัปดาห์

ในช่วงอายุครรภ์ก่อน 24 สัปดาห์เท่ากับ     2 – 4    สัปดาห์

จะเห็นได้ว่าการวัดเส้นรอบท้องนำมาใช้ในการประเมินอายุครรภ์ได้ไม่ดีนัก แต่สามารถนำมาใช้ในการประเมินการเจริญเติบโตและน้ำหนักของทารกในครรภ์ได้ดีเนื่องจากขนาดเส้นรอบท้องมีความสัมพันธ์โดยตรงกับขนาดตัวของทารก

5. การวัดความยาวกระดูกต้นขา (Femur Length; FL)

กระดูกท่อนยาวทุกท่อนสามารถนำมาใช้เพื่อทำนายอายุครรภ์ได้ แต่กระดูกต้นขาเป็นกระดูกที่นิยมวัดเพื่อใช้ประเมินอายุครรภ์มากที่สุด

เทคนิคในการวัด

  1. ปรับภาพคลื่นเสียงความถี่สูงให้เห็นภาพกระดูกต้นขายาวตลอดแนวยาว
  2. ปรับหัวตรวจให้ตั้งฉากกับแนวยาวของกระดูกต้นขา
  3. วัดความยาวจากจุดตรงกลางของขอบปลายสุดของกระดูกด้านหนึ่งไปยังจุดตรงกลางของขอบปลายสุดของกระดูกอีกด้านหนึ่ง
  4. นำมาเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานเพื่อคำนวณอายุครรภ์

ความถูกต้องแม่นยำ

ความคลาดเคลื่อนในช่วงครึ่งแรกของการตั้งครรภ์เท่ากับ 1 – 2 สัปดาห์ และความคลาดเคลื่อนในช่วงครึ่งหลังของการตั้งครรภ์เท่ากับ 2 – 3 สัปดาห์(5, 12) แต่ในบางการศึกษาพบความคลาดเคลื่อน 2 – 3 สัปดาห์ตลอดทุกอายุครรภ์(13)

ความคลาดเคลื่อนจากการวัดความยาวของกระดูกต้นขาอาจเกิดจากหัวตรวจที่วัดไม่ตั้งฉากกับแนวยาวของกระดูกต้นขา ทำให้ค่าที่ได้สั้นกว่าความเป็นจริง นอกจากนี้เชื้อชาติยังมีผลต่อค่าความยาวของกระดูกต้นขา ในคนไทยพบว่า FL สั้นกว่าชาวตะวันตกในทุกอายุครรภ์(14)

 

ภาพที่ 7 แสดงเทคนิคการวัดความยาวกระดูกขาทารก (ดัดแปลงจาก ธีระ ทองสง. ตำราและภาพคลื่นเสียงความถี่สูงทางสูติศาสตร์ ฉบับเรียบเรียงครั้งที่สอง. กรุงเทพฯ: พี.บี.ฟอเรน บุ๊คส์ เซนเตอร์; 2543)

6. การวัดน้ำคร่ำ (Amniotic Fluid Index; AFI)

คือการประเมินน้ำคร่ำในเชิงปริมาณ แตกต่างจากการประเมินด้วยความรู้สึก (subjective) หรือการใช้ประสบการณ์ของผู้ตรวจประเมินว่ามีน้ำคร่ำมาก น้อยหรือปกติ ซึ่งใช้เวลาน้อยแต่ต้องอาศัยทักษะและมีความแปรปรวนระหว่างบุคคลมาก และเมื่อรู้สึกว่าน้ำคร่ำผิดปกติต้องตรวจยืนยันด้วยการวัดน้ำคร่ำในเชิงปริมาณต่อไป

 เทคนิคในการวัด

1. Single deepest pocket (SDP)

  1. ปรับภาพคลื่นเสียงความถี่สูงให้เห็นตำแหน่งของแอ่งน้ำคร่ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
  2. วางหัวตรวจให้ขนานกับ sagittal plane ของมารดาโดยไม่กดหัวตรวจมากจนเกินไป
  3. วัดระยะที่ลึกที่สุดของแอ่งน้ำคร่ำโดยไม่รวมสายสะดือและแขนขาของทารก
  4. นำค่าที่ได้มาแปลผลดังนี้(15, 16)

SDP < 2 cm.     =          oligohydramnios

SDP > 8 cm.     =          mild polyhydramnios

SDP > 12 cm.   =          moderate polyhydramnios

SDP > 16 cm.   =          severe polyhydramnios

     5. หรือนำมาเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐาน

2. Amniotic fluid index (AFI)

  1. แบ่งมดลูกออกเป็น 4 ส่วนโดยใช้ linea nigra และสะดือมารดาเป็นเส้นแบ่ง
  2. ปรับภาพคลื่นเสียงความถี่สูงให้เห็นตำแหน่งของแอ่งน้ำคร่ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของมดลูกแต่ละส่วน
  3. วางหัวตรวจให้ขนานกับ sagittal plane ของมารดาโดยไม่กดหัวตรวจมากจนเกินไป
  4. วัดระยะที่ลึกที่สุดของแอ่งน้ำคร่ำโดยไม่รวมสายสะดือและแขนขาของทารกจนครบทั้ง 4 ส่วน นำมาคำนวณดังนี้

 

AFI          =       Q1 + Q2 + Q3 + Q4

 

5.  นำค่าที่ได้มาแปลผลดังนี้

AFI < 5 cm.      =          oligohydramnios(17)

AFI > 25 cm.    =          polyhydramnios(18)

     6.  หรือนำมาเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐาน

ความถูกต้องแม่นยำ

การวัดปริมาณน้ำคร่ำด้วย single deepest pocket (SDP) และ amniotic fluid index (AFI)เป็นวิธีที่มีความถูกต้องแม่นยำใกล้เคียงกัน โดยมีความไวในการวินิจฉัยภาวะน้ำคร่ำผิดปกติไม่มากนัก แต่จะมีความแม่นยำสูงในการวินิจฉัยภาวะน้ำคร่ำปกติ (83% – 94%)(19) นอกจากนี้ยังพบว่าการใช้ค่ามาตรฐานในแต่ละอายุครรภ์ (gestational age-specific percentiles) ไม่ได้ทำนายภาวะน้ำคร่ำผิดปกติได้แม่นยำไปกว่าการใช้ค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ (fixed cut-off values) ดังกล่าวข้างต้น

สำหรับในครรภ์แฝดมีการวัดปริมาณน้ำคร่ำได้หลายวิธี เช่นวัด single deepest pocket แยกของแต่ละถุงการตั้งครรภ์(20) วัด AFI ของทั้งมดลูก(21) หรือวัด AFI แยกของแต่ละถุงการตั้งครรภ์(22) โดยมีค่ามาตรฐาน

7. การคำนวณอายุครรภ์

การคำนวณอายุครรภ์จากการวัดสัดส่วนทารกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงจะมีความแม่นยำมากในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ และจะมีความคลาดเคลื่อนสูงมากขึ้นในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ ดังนั้นหากไม่แน่ใจในอายุครรภ์ควรตรวจวัดด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวัดความยาวของทารกในไตรมาสแรกซึ่งมีความแม่นยำในการคำนวณอายุครรภ์มากที่สุด

การเลือกใช้ตัววัดแต่ละตัวในการคำนวณอายุครรภ์มีความสำคัญ เนื่องจากตัววัดแต่ละตัวมีความถูกต้องแม่นยำในการคำนวณอายุครรภ์แต่ละช่วงแตกต่างกันไป ตัววัดที่มีความแม่นยำและนิยมใช้ในการคำนวณอายุครรภ์ในแต่ละช่วงมีดังต่อไปนี้(23)

  • อายุครรภ์ 7 – 10 สัปดาห์                  CRL
  • อายุครรภ์ 10 – 14 สัปดาห์                CRL, BPD, FL, HL (humerus length)
  • อายุครรภ์ 15 – 28 สัปดาห์                BPD, FL, HL, HC, binocular distance
  • อายุครรภ์ 28 สัปดาห์ขึ้นไป                FL, HL, binocular distance, BPD, HC

 

การคำนวณอายุครรภ์ในไตรมาสที่สองขึ้นไปควรประเมินจากตัววัดหลายตัวจะมีความถูกต้องแม่นยำมากกว่าการประเมินจากตัววัดตัวเดียว แต่ตัววัดแต่ละตัวที่นำมาใช้ร่วมกันนั้นต้องมีความถูกต้องในด้านเทคนิคของการวัดและไม่ถูกกระทบจากความผิดปกติของทารก เช่นการนำค่าเส้นรอบท้องมาใช้ทำนายอายุครรภ์ในกรณีทารกตัวโตผิดปกติหรือมีภาวะโตช้าในครรภ์, การนำค่าความยาวกระดูกต้นขามาใช้คำนวณอายุครรภ์ในกรณีทารกเป็นโรค skeletal dysplasia หรือการนำค่าความกว้างศีรษะทารกและค่าเส้นรอบศีรษะทารกมาใช้คำนวณอายุครรภ์ในกรณีทารกมีภาวะ hydrocephalus จะทำให้การคำนวณอายุครรภ์ผิดพลาดได้

การคำนวณอายุครรภ์จากการวัดสัดส่วนทารกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงเป็นเพียงการคาดคะเนเท่านั้น หากทราบอายุครรภ์จากการปฏิสนธิแน่นอนควรนับอายุครรภ์ตามนั้นไม่ควรเปลี่ยนแปลงอายุครรภ์ไปตามการวัดสัดส่วนทารกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง และหากเคยได้รับการคำนวณอายุครรภ์ด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงในช่วงแรกของการตั้งครรภ์มาเป็นอย่างดีแล้ว ควรนับอายุครรภ์ตามนั้นไม่ควรเปลี่ยนแปลงอายุครรภ์ไปตามการวัดทางคลี่นเสียงความถี่สูงในครั้งต่อๆ มา เนื่องจากความคลาดเคลื่อนจากเทคนิคการวัดมีมากขึ้นและได้รับผลกระทบจากการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์

8. การคะเนน้ำหนักทารกในครรภ์ (Estimated Fetal Weight; EFW)

การคะเนน้ำหนักทารกในครรภ์ใช้การวัดสัดส่วนต่างๆ ของทารกมาคำนวณ โดยมีสูตรที่ใช้ตัววัดหลายตัวร่วมกันดังต่อไปนี้

  1. AC
  2. AC, BPD
  3. AC, HC
  4. AC, FL
  5. AC, BPD, FL
  6. AC, HC, BPD, FL

โดยสามารถนำมาคำนวณโดยใช้สูตรที่มีในเครื่องตรวจอัลตราซาวด์ทั่วไป หรือใช้ตารางค่ามาตรฐานในการเปรียบเทียบ จะเห็นได้ว่าทุกสูตรจะใช้ค่าเส้นรอบท้องเป็นพื้นฐานในการคำนวณร่วมกับตัววัดมาตรฐานอื่นๆ ความแม่นยำในการคะเนน้ำหนักทารกในครรภ์จึงขึ้นอยู่กับการวัดสัดส่วนทารกที่ถูกต้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งการวัดเส้นรอบท้อง, การวัดความกว้างของศีรษะ และการวัดเส้นรอบศีรษะ จะมีผลอย่างมากในการคะเนน้ำหนักทารกในครรภ์

การคะเนน้ำหนักทารกในครรภ์มักจะทำนายน้ำหนักได้มากกว่าความเป็นจริงในกรณีทารกตัวโตกว่าอายุครรภ์ แต่ในกรณีทารกตัวเล็กหรือมีภาวะน้ำคร่ำเดินก่อนกำหนดมักจะทำนายน้ำหนักได้น้อยกว่าความเป็นจริง(24) ปัจจัยหลักที่มีผลต่อความแม่นยำในการทำนายน้ำหนักทารกในครรภ์มีดังต่อไปนี้คือ

  1. ความผิดพลาดในการประเมินอายุครรภ์
  2. ความผิดพลาดในการวัด
  3. ขีดจำกัดในการประเมินความหนาแน่นของเนื้อเยื่อทารก (fetal density) เนื่องจากความหนาแน่นของเนื้อเยื่อทารกนี้จะมีค่าระหว่าง 0.8333 – 1.012 g/ml(25) ทำให้เกิดความผิดพลาดในการทำนายน้ำหนักทารกในครรภ์เนื่องจากความแตกต่างในความหนาแน่นดังกล่าวนี้ได้ถึง 8% – 21%(26)

การคะเนน้ำหนักทารกในครรภ์ของประชากรไทยพบว่าการใช้สูตรที่ประกอบด้วยค่าเส้นรอบท้องและค่าความกว้างของศีรษะทารกมีความสะดวก และแม่นยำในการทำนายพอๆ กับการใช้ค่าความยาวกระดูกต้นขาร่วมด้วย และไม่มีความแตกต่างกับการใช้สูตรของ Shepard [Log10 EFW = -1.7492 + 0.166(BPD) + 0.046(AC) – 0.002546(BPD)] ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย(27) แต่ขีดจำกัดของสูตรนี้คือ ค่าความกว้างของศีรษะทารกมีความแปรปรวนตามรูปร่างของศีรษะมากกว่าค่าเส้นรอบศีรษะทารก การใช้ค่าเส้นรอบศีรษะทารกแทนจึงน่าจะให้ความถูกต้องแม่นยำมากกว่าดังเช่นสูตรของ Hadlock [Log10 EFW = 1.3596 + 0.0064(HC) + 0.0424(AC) + 0.174(FL) + 0.00061(BPD)(AC) – 0.00386(AC)(FL)] ใช้ค่าเส้นรอบศีรษะทารก, ค่าความยาวกระดูกต้นขา และค่าเส้นรอบท้องทารก ทำให้ลดความคลาดเคลื่อนในการทำนายน้ำหนักทารกในครรภ์จากค่าความกว้างของศีรษะทารกลงได้(28)

เอกสารอ้างอิง

  1. Robinson HP, Fleming JE. A critical evaluation of sonar “crown-rump length” measurements. Br J Obstet Gynaecol 1975; 82: 702-10.
  2. Hadlock FP, Harrist RB, Martinez-Poyer J. How accurate is second trimester fetal dating? J Ultrasound Med 1991; 10: 557-61.
  3. Hadlock FP, Deter RL, Harrist RB, Park SK. Fetal biparietal diameter: rational choice of plane of section for sonographic measurement. AJR Am J Roentgenol 1982; 138: 871-4.
  4. Hadlock FP, Deter RL, Harrist RB, Park SK. Fetal biparietal diameter: a critical re-evaluation of the relation to menstrual age by means of real-time ultrasound. J Ultrasound Med 1982; 1: 97-104.
  5. Benson CB, Doubilet PM. Sonographic prediction of gestational age: accuracy of second- and third-trimester fetal measurements. AJR Am J Roentgenol 1991; 157: 1275-7.
  6. Hadlock FP, Deter RL, Carpenter RJ, Park SK. Estimating fetal age: effect of head shape on BPD. AJR Am J Roentgenol 1981; 137: 83-5.
  7. Jeanty P, Cousaert E, Hobbins JC, Tack B, Bracken M, Cantraine F. A longitudinal study of fetal head biometry. Am J Perinatol 1984; 1: 118-28.
  8. Doubilet PM, Greenes RA. Improved prediction of gestational age from fetal head measurements. AJR Am J Roentgenol 1984; 142: 797-800.
  9. Chitty LS, Altman DG, Henderson A, Campbell S. Charts of fetal size: 2. Head measurements. Br J Obstet Gynaecol 1994; 101: 35-43.
  10. Hadlock FP, Deter RL, Harrist RB, Park SK. Fetal head circumference: relation to menstrual age. AJR Am J Roentgenol 1982; 138: 649-53.
  11. Hadlock FP, Deter RL, Harrist RB, Park SK. Fetal abdominal circumference as a predictor of menstrual age. AJR Am J Roentgenol 1982; 139: 367-70.
  12. Hadlock FP, Harrist RB, Deter RL, Park SK. Fetal femur length as a predictor of menstrual age: sonographically measured. AJR Am J Roentgenol 1982; 138: 875-8.
  13. Jeanty P, Rodesch F, Delbeke D, Dumont JE. Estimation of gestational age from measurements of fetal long bones. J Ultrasound Med 1984; 3: 75-9.
  14. Tongsong T, Wanapirak C, Takapijitr A. Ultrasound fetal femur length in normal pregnant Thai women. Thai J Obstet Gynaecol 1991; 3: 79-83.
  15. Manning FA. Dynamic ultrasound-based fetal assessment: the fetal biophysical profile score. Clin Obstet Gynecol 1995; 38: 26-44.
  16. Hill LM, Breckle R, Thomas ML, Fries JK. Polyhydramnios: ultrasonically detected prevalence and neonatal outcome. Obstet Gynecol 1987; 69: 21-5.
  17. Magann EF, Sanderson M, Martin JN, Chauhan S. The amniotic fluid index, single deepest pocket, and two-diameter pocket in normal human pregnancy. Am J Obstet Gynecol 2000; 182: 1581-8.
  18. Phelan JP, Park YW, Ahn MO, Rutherford SE. Polyhydramnios and perinatal outcome. J Perinatol 1990; 10: 347-50.
  19. Magann EF, Doherty DA, Chauhan SP, Busch FW, Mecacci F, Morrison JC. How well do the amniotic fluid index and single deepest pocket indices (below the 3rd and 5th and above the 95th and 97th percentiles) predict oligohydramnios and hydramnios? Am J Obstet Gynecol 2004; 190: 164-9.
  20. Chau AC, Kjos SL, Kovacs BW. Ultrasonographic measurement of amniotic fluid volume in normal diamniotic twin pregnancies. Am J Obstet Gynecol 1996; 174: 1003-7.
  21. Porter TF, Dildy GA, Blanchard JR, Kochenour NK, Clark SL. Normal values for amniotic fluid index during uncomplicated twin pregnancy. Obstet Gynecol 1996; 87: 699-702.
  22. Hill LM, Krohn M, Lazebnik N, Tush B, Boyles D, Ursiny JJ. The amniotic fluid index in normal twin pregnancies. Am J Obstet Gynecol 2000; 182: 950-4.
  23. Jeanty P. Fetal biometry. 6th ed. Fleischer A, Manning FA, Jeanty P, Romero R, editors. Stamford: McGraw-Hill; 2001.
  24. Ben-Haroush A, Yogev Y, Bar J, Mashiach R, Kaplan B, Hod M, et al. Accuracy of sonographically estimated fetal weight in 840 women with different pregnancy complications prior to induction of labor. Ultrasound Obstet Gynecol 2004; 23: 172-6.
  25. Thompson TR, Manning FA. Estimation of volume and weight of the perinate: relationship to morphometric measurement by ultrasonography. J Ultrasound Med 1983; 2: 113-6.
  26. Manning FA. Intrauterine Growth Retardation-Etiology, Petrophysiology, Diagnosis, and Treatment. Stamford, Conn: Appleton and Lang; 1995.
  27. Tongsong T, Piyamongkol W, Sreshthaputra O. Accuracy of ultrasonic fetal weight estimation: a comparison of three equations employed for estimating fetal weight. J Med Assoc Thai 1994; 77: 373-7.
  28. Hadlock FP, Harrist RB, Sharman RS, Deter RL, Park SK. Estimation of fetal weight with the use of head, body, and femur measurements–a prospective study. Am J Obstet Gynecol 1985; 151: 333-7.
Read More

Fetal Heart Examination with 4D-STIC

Fetal heart examination by 4D ultrasound with spatiotemporal image correlation (STIC)

 เฟื่องลดา ทองประเสริฐ


การตรวจหัวใจทารกในครรภ์ด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงสี่มิติแบบ spatiotemporal image correlation (STIC) มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัยความผิดปกติแต่กำเนิดของหัวใจทารกให้ดีขึ้น ช่วยลดข้อจำกัดของการตรวจหัวใจทารกในครรภ์ด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงสองมิติที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของผู้ตรวจ เนื่องจากข้อมูลที่ได้จะประกอบด้วยภาพหัวใจแบบสามมิติร่วมกับมิติของเวลาซึ่งมีความสัมพันธ์กันระหว่างตำแหน่งหรือพิกัดของภาพหัวใจกับวงจรการบีบตัวของหัวใจ ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์โดยการปรับภาพแบบสองมิติในระนาบต่าง ๆ หรือสร้างภาพแบบสามมิติด้วยเทคนิคใหม่ ๆ ในแต่ละช่วงของการบีบตัวหรือคลายตัวของหัวใจได้อย่างไม่จำกัด นอกจากนี้การเก็บภาพคลื่นเสียงความถี่สูงสี่มิติแบบ STIC ยังใช้เวลาในการเก็บภาพน้อยกว่า และสามารถส่งข้อมูลเพื่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยไม่จำเป็นต้องส่งตัวผู้ป่วยโดยตรง หรือส่งภาพแบบสองมิติซึ่งมีข้อจำกัดที่ผู้รับการปรึกษาไม่สามารถปรับหรือสร้างภาพเพื่อวิเคราะห์ในมุมมองต่าง ๆ ได้ อย่างไรก็ตามเทคนิคการเก็บภาพคลื่นเสียงความถี่สูงสี่มิติแบบ STIC ยังถือเป็นเทคนิคใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นไม่นานนัก และมีผู้คิดค้นเทคนิคการปรับภาพและสร้างภาพที่หลากหลาย ในบทความนี้จึงได้เรียบเรียงวิธีการเก็บภาพ การปรับภาพ และการสร้างภาพเพื่อตรวจหัวใจทารกในครรภ์ด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงสี่มิติแบบ STIC ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ

 การเก็บภาพ (Volume acquisition)

            การเก็บภาพคลื่นเสียงความถี่สูงสี่มิติที่มีคุณภาพถือเป็นหัวใจสำคัญในการตรวจหัวใจทารกในครรภ์ด้วย STIC ก่อนการเก็บภาพทุกครั้งควรปรับภาพคลื่นเสียงความถี่สูงสองมิติให้ชัดเจนที่สุด วางกรอบ region of interest (ROI) ให้ครอบคลุมหัวใจและอวัยวะสำคัญใกล้เคียง เช่น กระเพาะอาหาร กระดูกสันหลัง จากนั้นจึงเริ่มการเก็บภาพ นอกจากการเก็บภาพแบบ gray-scale แล้วควรเก็บภาพ color Doppler ร่วมด้วย[1] โดยมีข้อแนะนำในการเก็บภาพให้มีคุณภาพดังต่อไปนี้[2]

1. Original plane of acquisition

การตรวจหัวใจทารกในครรภ์ด้วย STIC ในระดับ four-chamber view (4CV), five-chamber view (5CV), three-vessel view (3VV) และ three-vessel trachea view (3VT) ผู้เก็บภาพควรเก็บภาพตามแนวขวางผ่านทรวงอกของทารกในครรภ์ ในขณะที่การตรวจหัวใจทารกในระดับ aortic arch, ductal arch และ venous return แนะนำให้เก็บภาพตามแนวยาวผ่านทรวงอกของทารกในครรภ์ (อย่างไรก็ตามการเก็บภาพตามแนวขวางเพียงอย่างเดียวก็สามารถนำมาปรับภาพเพื่อตรวจหัวใจทารกในระดับ aortic arch, ductal arch และ venous return ได้เช่นเดียวกัน)

ท่าของทารกที่เหมาะสมในการเก็บภาพควรเป็นท่านอนหงาย (กระดูกสันหลังอยู่ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา) อย่างไรก็ตามทารกท่านอนคว่ำก็สามารถเก็บภาพได้เช่นเดียวกัน แต่กระดูกสันหลังไม่ควรอยู่ในตำแหน่งระหว่าง 11 และ 1 นาฬิกา เนื่องจากหัวใจทารกจะถูกบังจากเงาดำของกระดูกสันหลัง

ในการเก็บภาพแบบ gray-scale การเก็บภาพแบบ apical 4CV หรือ transverse 4CV จะให้ผลลัพธ์ในการตรวจหัวใจทารกในครรภ์ด้วย STIC ไม่แตกต่างกัน แต่ในกรณีการเก็บภาพแบบ color Doppler นั้นไม่ควรเก็บภาพแบบ transverse 4CV เนื่องจากไม่สามารถวิเคราะห์การไหลเวียนของเลือดที่ผ่านลิ้นหัวใจซึ่งตั้งฉากกับคลื่นเสียงได้[3]

2. Region of interest (ROI)

ROI เป็นตัวกำหนดความกว้าง (แกน x) และความสูง (แกน y) ของภาพสามมิติ การวางกรอบ ROI ควรให้ครอบคลุมอวัยวะที่สนใจ อย่างไรก็ตามการกำหนด ROI ที่ใหญ่มากเกินไปจะส่งผลให้จำนวนภาพต่อวินาที (frame rate) ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใช้ color หรือ power Doppler ร่วมด้วย ดังนั้นการกำหนด ROI จึงควรให้แคบที่สุด (แต่ครอบคลุมอวัยวะที่สำคัญ) เท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้ได้ frame rate มากที่สุด ส่งผลให้ความต่อเนื่องและความคมชัดของภาพในแต่ละจุดของมิติเวลา (temporal resolution) ดีที่สุด

3. Acquisition angle

เป็นตัวกำหนดความลึก (แกน z) ของภาพชุดสามมิติ ในการเก็บภาพตามแนวขวางของทารกในครรภ์ควรกำหนดความลึกให้ครอบคลุมตั้งแต่ upper mediastinum จนถึง upper abdomen เพื่อให้ได้ภาพอวัยวะที่สำคัญได้แก่ กระเพาะอาหาร หัวใจ และเส้นเลือดใหญ่ การเก็บภาพทารกในไตรมาสแรกแนะนำให้กำหนดมุมที่ประมาณ 15-20 องศา[4] ไตรมาสที่สองประมาณ 25-30 องศา[2] และไตรมาสที่สามประมาณ 35-40 องศา[5] อย่างไรก็ตามหากระหว่างการเก็บภาพพบว่าไม่สามารถครอบคลุมอวัยวะที่สำคัญดังกล่าวข้างต้นได้ทั้งหมด ควรเก็บภาพใหม่โดยปรับมุมให้เหมาะสมตามขนาดของทารกในครรภ์

4.  Acquisition time

เป็นตัวกำหนดความเร็วในการเก็บภาพ (sweep speed) โดยสามารถกำหนดได้ตั้งแต่ 7.5-15 วินาที การเก็บภาพในระยะเวลานานจะช่วยเพิ่มความคมชัดของภาพในแต่ละพิกัด (spatial resolution) แต่อาจถูกรบกวนจากการเคลื่อนไหวหรือการหายใจของทารก ทำให้เกิด artifact ซึ่งจะส่งผลต่อการแปลผลภาพใน panel B (sagittal plane) และ panel C (coronal plane)[6]  ดังนั้นการกำหนดระยะเวลาในการเก็บภาพจึงควรให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่หากพบว่าทารกดิ้นมากระหว่างการเก็บภาพควรใช้เวลาในการเก็บให้สั้นลง นอกจากนี้ควรให้มารดากลั้นหายใจระหว่างการเก็บภาพเพื่อลด artifact ให้มากที่สุด โดยสังเกตได้จากภาพใน panel B และ panel C หากพบว่าภาพสั่นไหวควรทำการเก็บภาพใหม่

เทคนิคการปรับภาพให้ได้มาตรฐานสำหรับการตรวจหัวใจทารกในครรภ์ด้วย STIC

ก่อนการปรับหรือสร้างภาพสามมิติเพื่อตรวจหัวใจทารกในครรภ์ด้วย STIC ทุกครั้งควรปรับภาพให้ได้มาตรฐานเพื่อกำหนดทิศทางให้ตรงกัน ป้องกันการสับสนในแง่ของด้านซ้ายหรือด้านขวา ด้านหน้าหรือด้านหลัง และด้านศีรษะหรือด้านก้นของทารก เนื่องจากผู้ปรับหรือสร้างภาพสามมิติอาจไม่ใช่คนเดียวกันกับผู้ที่เก็บภาพ ดังนั้นการปรับภาพให้ได้มาตรฐานจึงควรทำก่อนที่จะเก็บข้อมูลภาพชุดนั้น ๆ (on-screen fetal heart orientation)[3] นอกจากนี้การปรับภาพให้ได้มาตรฐานยังถือเป็นพื้นฐานของขั้นตอนการปรับหรือสร้างภาพสามมิติเพื่อตรวจหัวใจทารกในครรภ์ด้วยเทคนิคต่าง ๆ ดังจะได้กล่าวต่อไป (ในบทความนี้จะกล่าวถึงการเก็บภาพตามแนวขวางของทารกเท่านั้น โดยใช้ 4CV เป็นจุดเริ่มต้น และถือว่าทารกมีภาวะ situs solitus)

1.  การกำหนดทิศทางของภาพ (ทารกท่าศีรษะนอนหงาย) (รูปที่ 1) 

  • panel A กำหนดให้ด้านซ้ายของทารกอยู่ด้านซ้ายของภาพ ด้านขวาของทารกอยู่ด้านขวาของภาพ
  • panel B กำหนดให้ศีรษะทารกอยู่ด้านซ้ายของภาพ ก้นของทารกอยู่ด้านขวาของภาพ

  

 รูปที่ 1 แสดงการกำหนดทิศทางของภาพให้ทารกอยู่ในท่าศีรษะนอนหงาย

 2.  การปรับทิศทางของภาพ (ใน panel A)

  • ทารกท่าศีรษะนอนคว่ำ: หมุนแกน z 180 องศา
  • ทารกท่าก้นนอนหงาย: หมุนแกน y 180 องศา
  • ทารกท่าก้นนอนคว่ำ: หมุนแกน x 180 องศา (หรือหมุนแกน y 180 องศาร่วมกับแกน z 180 องศา)

3.  การตรวจสอบว่าทารกอยู่ในท่านอนหงาย และการปรับภาพให้ได้ 4CV ที่ดี (รูปที่ 2) 

  1. panel A และ panel B : เลื่อน reference dot ไปวางที่ crux
  2. panel A : หมุนแกน z ให้ aorta อยู่ในแนว midline
  3. panel A : เลื่อน reference dot ไปวางที่ aorta

panel C : จะเห็น descending aorta ตามแนวยาว (coronal plane)

  1. panel C : หมุนแกน z ให้ descending aorta อยู่ในแนวตั้ง (vertical position)

panel B : จะเห็น descending aorta ขนานกับแนวราบ (sagittal plane)

  1. panel C : หมุนแกน x ให้ descending aorta ยาวตลอดแนว (หากเห็นเป็นท่อนสั้นๆ) หรือ

panel B : หมุนแกน z ให้ descending aorta ขนานกับแนวราบ

panel A : แสดงภาพ 4CV ของทารกท่าศีรษะนอนหงาย

  1. ภาพ 4CV ที่ได้ยังสามารถเลือกช่วงที่หัวใจบีบตัว (systole) หรือคลายตัว (diastole) โดยคลิกเลือก Auto Cine แล้วเลือก Cine ที่ต้องการ หรือคลิกเลือก Start เพื่อเล่นภาพต่อเนื่อง

รูปที่ 2 แสดงภาพ 4CV ของทารกท่าศีรษะนอนหงายใน panel A โดยจะเห็นภาพแนวนอนและแนวตั้งของ descending aorta ใน panel B และ panel C ตามลำดับ

*การเปรียบเทียบการหมุนแกนใน STIC กับเทคนิคการตรวจ 2D ultrasound

หมุนแกน x                              :               เอียงหัวตรวจ (angulation)

หมุนแกน y                              :               หมุนหัวตรวจ (rotation)

หมุนแกน z                              :               โยกหัวตรวจ (rocking)

เลื่อน reference dot                :               เลื่อนหัวตรวจ (sliding)

การตรวจหัวใจทารกในครรภ์ด้วย STIC

1.   Scrolling through the volume dataset

เป็นเทคนิคพื้นฐานที่สุดในการตรวจหัวใจทารกในครรภ์ด้วย STIC โดยอาศัยการเลื่อนภาพตามแนวแกนของภาพดั้งเดิมที่เก็บไว้จากล่างขึ้นบน การตรวจหัวใจด้วยวิธีนี้ทำให้ผู้ตรวจสามารถเห็นภาพรวมของหัวใจทารกอย่างรวดเร็วและไม่ยุ่งยาก วิธีการเลื่อนภาพใน panel A (transverse plane) ทำได้โดยคลิกเลื่อนที่ Ref Slide หรือคลิกขวาที่ panel B (sagittal plane) พร้อมกับเลื่อนซ้ายขวา

หากภาพที่เก็บเป็นภาพตามแนวขวางของทรวงอกทารก และสามารถเก็บภาพครอบคลุมหัวใจทั้งหมด การเลื่อนภาพจะทำให้เห็นภาพตัดขวางของหัวใจทารกในระดับต่าง ๆ ดังนี้[7]  

  1. Transverse view of the upper abdomen (TrvAbd)
  2. Four-chamber view (4CV)
  3. Five-chamber view (5CV)
  4. Three-vessel view (3VV)
  5. Three-vessel and trachea view (3VT)

 2.  Sectional planes systematic approach for great vessels visualization

การปรับภาพหัวใจให้แสดงภาพ great vessels มีได้หลายเทคนิค ในบทความนี้จะแสดงตัวอย่างเทคนิคของ Goncalves และคณะในการปรับภาพให้เห็น long axis view of left ventricular outflow tract (LVOT) และ short axis view of right ventricular outflow tract (RVOT)[8] โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้ (รูปที่ 3)

  1. panel A : เริ่มต้นจาก 4CV
  2. panel A : หมุนแกน z ทวนเข็มนาฬิกา จนกว่าจะได้ heart axis ประมาณ 30-40 องศา
  3. panel A : เลื่อน reference dot ไปวางที่จุดกึ่งกลางของ IVS ระหว่าง crux กับ apex
  4. panel A : หมุนแกน y ไปทางขวา จนกว่าจะเห็น long axis view of LVOT
  5. panel A : เลื่อน reference dot ไปวางที่ aorta เหนือต่อ aortic valve เล็กน้อย

panel B : จะเห็น short axis view of RVOT

  1. panel A : แสดงภาพ LVOT (long axis view)

panel B : แสดงภาพ RVOT (short axis view)

 3.  Sectional planes systematic approach for aortic / ductal arches visualization

การปรับภาพหัวใจเพื่อแสดงให้เห็น aortic arch และ ductal arch ผู้เชี่ยวชาญบางท่านแนะนำให้เก็บภาพชุดตามแนวยาวผ่านทรวงอกของทารก (sagittal sweep)[2] อย่างไรก็ตามการเก็บภาพตามแนวขวางของทารกเพียงอย่างเดียวก็สามารถนำมาปรับภาพให้เห็น aortic arch (รูปที่ 4) และ ductal arch (รูปที่ 5) ได้เช่นเดียวกัน[9] โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. panel A : เริ่มต้นจาก 4CV
  2. panel A : เลื่อน reference dot ไปวางที่ crux
  3. panel A : หมุนแกน z ให้ aorta อยู่ในแนว midline
  4. panel A : เลื่อน reference dot ไปวางที่ aorta

panel C : จะเห็น descending aorta ตามแนวยาว (coronal view)

  1. panel C : หมุนแกน z ให้ descending aorta อยู่ในแนวตั้ง (vertical position)

panel B : แสดงภาพ ductal arch

  1. panel A : หมุนแกน z ทวนเข็มนาฬิกาจนกว่าจะเห็นภาพ aortic arch ใน panel B

panel B : แสดงภาพ aortic arch

รูปที่ 3 แสดงภาพ LVOT (long axis view) ใน panel A และแสดงภาพ RVOT (short axis view) ใน panel B

รูปที่ 4 แสดงภาพ aortic arch ใน panel B

รูปที่ 5 แสดงภาพ ductal arch ใน panel B

4.  Automated multiplanar slicing

เป็นเทคนิคการปรับภาพอัตโนมัติโดยอาศัยโปรแกรมในเครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงหรือคอมพิวเตอร์ของบริษัทต่าง ๆ เช่น Tomographic ultrasound imaging; TUI (GE Healthcare), Multislice view (Medison), iSlice (Philips Medical Systems), Multi-Slice View (Siemens Medical Solutions) เป็นต้น ซึ่งทำให้ภาพสไลด์ในแนวระนาบต่างๆ ถูกแสดงในจอแสดงผลเดียวคล้ายกับการตรวจ CT หรือ MRI โดยสามารถเลือกจำนวนและตำแหน่งของสไลด์ได้ เป็นอีกวิธีที่ช่วยให้เห็นภาพรวมของหัวใจทารกคล้ายกับการเลื่อนภาพตามแนวแกนของภาพ (manually scrolling through the volume dataset) และช่วยลดระยะเวลาที่ใช้ในการตรวจหัวใจทารกในครรภ์โดยไม่ต้องอาศัยการปรับภาพในแกนต่าง ๆ อย่างไรก็ตามข้อจำกัดของเทคนิคนี้คือ ไม่สามารถแสดงภาพหัวใจในระดับ long axis view of LVOT และ short axis view of RVOT ได้[10] ในบทความนี้จะนำเสนอเทคนิคการปรับภาพด้วย TUI ในโปรแกรม 4DView (GE Healthcare) โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้ (รูปที่ 6)

  1. panel A : เริ่มต้นจาก 4CV
  2. panel A : หมุนแกน z ทวนเข็มนาฬิกา จนกว่าจะได้ heart axis ประมาณ 30-40 องศา
  3. panel A : คลิกเลือก TUI จำนวน 9 สไลด์
  4. เลือกระยะห่างระหว่างสไลด์ (TUI distance) ให้เหมาะสมกับอายุครรภ์[11]

(1st trimester = 1 มม., 2nd trimester = 2-3 มม., 3rd trimester = 4-5 มม.)

  1. เลื่อนตำแหน่งของสไลด์โดยคลิกขวาที่สไลด์ซ้ายบน (overview image) พร้อมกับเลื่อนไปด้านซ้ายหรือขวา (หรือคลิกเลื่อนที่  Ref Slide) ให้สไลด์กลางบนแสดงภาพ 3VT และสไลด์ขวาล่างแสดงภาพ TrvAbd โดยที่สไลด์กลางกลางยังคงแสดงภาพ 4CV
  2. หากไม่สามารถแสดงภาพได้ดังข้อ 5 ให้ค่อยๆ ปรับ TUI distance หรือคลิกเลือก adjust แล้วคลิกขวาที่สไลด์ที่ต้องการพร้อมกับเลื่อนไปด้านซ้ายหรือขวา จนกว่าจะเห็นภาพตามที่ต้องการ ดังต่อไปนี้คือ
  • สไลด์กลางบน                                               แสดงภาพ 3VT
  • สไลด์ขวาบน                                  แสดงภาพ PA
  • สไลด์ซ้ายกลาง                             แสดงภาพ 5CV
  • สไลด์กลางกลาง                           แสดงภาพ 4CV
  • สไลด์ขวาล่าง                                                แสดงภาพ TrvAbd

 

รูปที่ 6 แสดงภาพ three-vessel and trachea view (3VT), pulmonary artery (PA), five-chamber view (5CV), four-chamber view (4CV) และ transverse view of the upper abdomen (TrvAbd) จากการปรับภาพด้วย tomographic ultrasound imaging (TUI)

5.  Combined TUI and sectional planes manipulation algorithm

เป็นวิธีการปรับภาพโดยใช้เทคนิคการปรับภาพในแนวแกนต่าง ๆ (sectional planes) ร่วมกับเทคนิคการปรับภาพด้วย TUI เพื่อลดข้อด้อยของ TUI ที่ไม่สามารถปรับภาพให้เห็น long axis view of LVOT และ short axis view of RVOT ได้ นอกจากนี้เทคนิคการปรับภาพด้วย TUI แบบ 9 สไลด์ดังกล่าวข้างต้นยังแสดงภาพที่ไม่จำเป็นในบางสไลด์ จึงมีผู้คิดเทคนิคการปรับภาพร่วมกันอย่างเป็นลำดับขั้นตอนขึ้นเพื่อให้เห็นภาพ 4CV, 3VV, LVOT (long axis view) และ RVOT (short axis)[12] โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้ (รูปที่ 7)

  1. panel A : เริ่มต้นจาก 4CV
  2. panel A : หมุนแกน z ทวนเข็มนาฬิกา จนกว่าจะได้ heart axis ประมาณ 30-40 องศา
  3. panel A : เลื่อน reference dot ไปวางที่ crux
  4. panel A : คลิกเลือก TUI
  5. ลดจำนวนสไลด์ให้เหลือ 3 สไลด์
  6. สไลด์ซ้ายบน : คลิกขวาพร้อมกับเลื่อนจนเส้นกลาง (*) พาดผ่านกลาง aorta

สไลด์กลางล่าง : แสดงภาพ 5CV

  1. คลิกเลือก adjust
  2. สไลด์ซ้ายล่าง : คลิกขวาพร้อมกับเลื่อนจนเส้นซ้าย (-1) ในสไลด์ซ้ายบนพาดผ่าน ductal arch

สไลด์ซ้ายล่าง : แสดงภาพ 3VV

  1. สไลด์ขวาล่าง : คลิกขวาพร้อมกับเลื่อนจนเส้นขวา (+1) ในสไลด์ซ้ายบนพาดผ่านขอบนอกของ aorta

สไลด์ขวาล่าง : แสดงภาพ 4CV

  1. สไลด์กลางล่าง : หมุนแกน y ไปทางขวาจนกว่าจะเห็น LVOT (long axis view)

สไลด์ซ้ายบน : แสดงภาพ RVOT (short axis view)

รูปที่ 7 แสดงภาพ right ventricular outflow tract (short axis view), three-vessels trachea view (3VT), left ventricular outflow tract (long axis view) และ four-chamber view (4CV) จากการปรับภาพโดยใช้เทคนิคการปรับภาพในแนวแกนต่าง ๆ (sectional planes) ร่วมกับ TUI 

 6.  Spin technique

เป็นวิธีการปรับภาพให้เห็น outflow tracts (ascending aorta, transverse aortic arch, main pulmonary artery, bifurcation of RPA and LPA, ductus arteriosus, full aortic arch และ thoracic aorta) และ superior vena cava โดยอาศัยการหมุนแกน x และแกน y ใน panel A (ดูภาพจาก panel A เพียงอย่างเดียวโดยไม่ใช้ภาพจาก panel B และ panel C) เทคนิคนี้ใช้การเก็บภาพตามแนวขวางของทารก และใช้ 4CV เป็นจุดเริ่มต้น โดยปรับภาพให้  AV septum อยู่ในแนวราบ (transverse 4CV) ก่อนการหมุน[13] โดยมีวิธีการดังต่อไปนี้

Ascending aorta และ transverse aortic arch (วิธีที่ 1)

  1. เลื่อนภาพให้อยู่ในระดับ 5CV
  2. เลื่อน reference dot ไปวางที่ aorta เหนือ aortic valve
  3. หมุนแกน y จนกว่าจะเห็น ascending aorta และ transverse aortic arch

Ascending aorta และ transverse aortic arch (วิธีที่ 2)

  1. เลื่อนภาพให้อยู่ในระดับ 3VV ให้เห็น main PA และ bifurcation และภาพตัดขวางของ ascending aorta
  2. เลื่อน reference dot ไปวางที่ ascending aorta
  3. หมุนแกน y จนกว่าจะเห็น ascending aorta และ transverse aortic arch

Main PA และ bifurcation of RPA and LPA

  1. เลื่อนภาพให้อยู่ในระดับ 3VV ให้เห็น main PA และ bifurcation of RPA and LPA
  2. หากไม่เห็น main PA และ bifurcation ตลอดแนว ให้เลื่อน reference dot ไปวางที่ main PA
  3. หมุนแกน x จนกว่าจะเห็น bifurcation of RPA and LPA

Ductus arteriosus (DA)

  1. เลื่อนภาพให้อยู่ในระดับ 3VT ให้เห็น main PA ต่อกับ DA, transverse aortic arch และ SVC
  2. เลื่อน reference dot ไปวางที่ DA
  3. หมุนแกน y จนกว่าจะเห็น main PA ออกมาจาก RV และเชื่อมต่อกับ DA

Superior vena cava (SVC)

  1. เลื่อนภาพให้อยู่ในระดับ 3VV หรือ 3VT ให้เห็นภาพตัดขวางของ SVC
  2. เลื่อน reference dot ไปวางที่ SVC
  3. หมุนแกน y จนกว่าจะเห็น SVC ตามแนวยาวเชื่อมต่อกับ RA

Full aortic arch และ thoracic aorta

  1. เลื่อนภาพให้อยู่ในระดับ 3VT ให้เห็น main PA ต่อกับ DA, transverse aortic arch และ SVC
  2. หมุนแกน z จนกว่า transverse aortic arch จะอยู่ในแนวตั้ง
  3. เลื่อน reference dot ไปวางที่ transverse aortic arch
  4. หมุนแกน y จนกว่าจะเห็น full aortic arch และ thoracic aorta

เทคนิคนี้นอกจากจะใช้แสดงภาพ outflow tracts และ SVC แล้วยังสามารถใช้ปรับภาพเพื่อตรวจเส้นเลือดผิดปกติที่เชื่อมต่อกับหัวใจได้อีกด้วย (เช่น azygos vein หรือ persistent left SVC) โดยเลื่อน reference dot ไปวางที่เส้นเลือดที่สนใจแล้วหมุนแกน y จนกว่าจะเห็นการเชื่อมต่อของเส้นเลือดนั้นกับหัวใจ หรืออาจใช้วิธีการวาง reference dot ที่เส้นเลือดที่ผิดปกติใน panel A (transverse plane) และดูภาพใน panel B (sagittal plane) และ panel C (coronal plane) โดยการหมุนแกน z ใน panel C เพื่อให้เส้นเลือดนั้นอยู่ในแนวตั้งจะช่วยให้ภาพ sagittal plane ใน panel B ชัดเจนขึ้น[14]

7.  Rendering techniques for intracardiac structures / valves visualization

เป็นวิธีการสร้างภาพสามมิติเพื่อดูลักษณะโครงสร้างภายในหัวใจ เช่น ผนังห้องหัวใจ ผนังกั้นห้องหัวใจ และลิ้นหัวใจ ภาพที่ได้จะมีความลึกโดยสามารถกำหนดความลึกหรือความหนาได้ ในบทความนี้จะนำเสนอเทคนิคของ yagel และคณะ[15] โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

Rendering of atrioventricular septum (รูปที่ 8)

  1. panel A : เริ่มต้นจาก 4CV
  2. panel A : หมุนแกน z ให้ AV septum อยู่ในแนวตั้ง (apical 4CV)
  3. คลิกเลือก render , render mode , gray
  4. panel A : วางกรอบ render box ตามแนวยาวรอบ AV septum
  5. คลิกเลือก setting , ROI direction เลือกให้กรอบบน panel B เป็นสีเหลืองทั้งสี่ด้าน
  6. หากกำหนดให้กรอบบน panel A ด้านซ้ายเป็นสีเขียวนั่นคือต้องการมองภาพจาก LV ไป RVและกลับกันหากกำหนดให้กรอบด้านขวาเป็นสีเขียว

 

รูปที่ 8 แสดงภาพ atrioventricular septum (AV septum) จากการสร้างภาพด้วยเทคนิค rendering (gray)

Rendering of atrioventricular valves (รูปที่ 9)

  1. panel A : เริ่มต้นจาก 4CV
  2. panel A : หมุนแกน z ให้ AV septum อยู่ในแนวตั้ง (apical 4CV)
  3. คลิกเลือก render , render mode , gray
  4. panel A : วางกรอบ render box ตามแนวขวางรอบ AV valves
  5. คลิกเลือก setting , ROI direction เลือกให้กรอบบน panel C เป็นสีเหลืองทั้งสี่ด้าน
  6. หากกำหนดให้กรอบบน panel A ด้านบนเป็นสีเขียวนั่นคือต้องการมองภาพจาก ventricles ไป atria และกลับกันหากกำหนดให้กรอบด้านล่างเป็นสีเขียว

 

รูปที่ 9 แสดงภาพ atrioventricular valves (AV valves) จากการสร้างภาพด้วยเทคนิค rendering (gray)

8.  Rendering techniques for great vessels visualization

เป็นวิธีการสร้างภาพสามมิติเพื่อดูลักษณะของ great vessels โดยภาพที่ได้จะมีความลึกทำให้เห็นความสัมพันธ์ของเส้นเลือดที่ทอดในทิศทางต่าง ๆ ได้ การสร้างภาพสามารถทำได้จากหลากหลายเทคนิคการเก็บภาพดังต่อไปนี้คือ color Doppler, power Doppler, high-definition power flow Doppler, B-flow และ gray-scale with inversion mode rendering โดยแต่ละเทคนิคมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป[16]

color Doppler เป็นเทคนิคที่ใช้มากที่สุดและมีประโยชน์ที่สุดในการตรวจหัวใจทารกในครรภ์ด้วย STIC สามารถบอกทิศทางของการไหลเวียนเลือดได้จากสีที่กำหนดไว้ (แดงหรือน้ำเงิน) แต่เนื่องจากอาศัยหลักการของ Doppler shift จึงทำให้มีจุดด้อยในแง่ของ aliasing และ signal dropout หากทิศทางการไหลเวียนของเลือดตั้งฉากกับคลื่นเสียง (glass body mode rendering เป็นเทคนิคการสร้างภาพจาก color Doppler โดยจะปรับภาพให้เห็นเนื้อเยื่อที่อยู่โดยรอบเส้นเลือดนั้น ๆ ด้วย)

power Doppler เป็นเทคนิคซึ่งใช้หลักการของ Doppler shift เช่นเดียวกัน โดยสามารถแสดงให้เห็นเส้นเลือดเล็ก ๆ หรือไหลเวียนช้าได้ดีกว่า color Doppler ทำให้เห็นโครงสร้างของเส้นเลือดทั้งหมด แต่ไม่สามารถบอกทิศทางของการไหลเวียนเลือดได้ (มีสีเดียว) และสามารถนำมาสร้างภาพได้เฉพาะแบบสามมิติ (3D static) เท่านั้น

high-definition power flow Doppler เป็นเทคนิคที่มีความสามารถในการแสดงเส้นเลือดเล็ก ๆ หรือไหลเวียนช้าได้ดีกว่า color Doppler และ power Doppler และยังสามารถบอกทิศทางการไหลเวียนเลือดได้จากสีที่กำหนดไว้คล้ายกับ color Doppler แต่ขอบเขตของเส้นเลือดจะมีความชัดเจนมากกว่า นอกจากนี้ยังสามารถใช้สร้างภาพได้ทั้งแบบสามมิติ (3D static) และสี่มิติ (4D STIC)

B flow เป็นเทคนิคที่ไม่ใช้หลักการของ Doppler shift แต่เป็นภาพที่เกิดจาก B mode (gray-scale) ที่มีความสามารถสะท้อนให้เห็นเม็ดเลือดที่ไหลเวียนภายในและผนังของเส้นเลือดได้ ทำให้ภาพที่ได้มีความคมชัดมากขึ้นคล้ายกับการหล่อหัวใจและเส้นเลือด (digital casts) และแก้ไขข้อด้อยของทั้งสามเทคนิคข้างต้นในแง่ของ signal dropout และ frame rate ได้ แต่ไม่สามารถบอกทิศทางของการไหลเวียนเลือดได้

gray-scale with inversion mode rendering เป็นเทคนิคที่ได้จากการเก็บภาพแบบ gray-scale แล้วนำมาสร้างภาพโดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ภายหลัง (post processing) ซึ่งแตกต่างจากวิธีที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นที่ต้องเลือกใช้เทคนิคนั้น ๆ ร่วมกับการเก็บภาพจากตัวผู้ป่วยโดยตรง เทคนิคนี้จะสร้างภาพโดยทำให้อวัยวะที่สะท้อนคลื่นเสียงจากภาพ gray-scale กลายเป็นสีดำ และอวัยวะที่ไม่สะท้อนคลื่นเสียงกลายเป็นสีขาว (สลับกับภาพ gray-scale ทั่วไป) ทำให้เกิดภาพ digital casts ของหัวใจและเส้นเลือดได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้อวัยวะอื่น ๆ ก็จะถูกแสดงให้เห็นเป็นสีขาวด้วยหากภาพจาก gray-scale เดิมเป็นสีดำ เช่น esophagus, stomach, gallbladder, renal pelvis, bladder และ intervertebral space ทำให้มีข้อดีในการช่วยบอกความสัมพันธ์ของอวัยวะต่าง ๆ ได้

ในบทความนี้จะแสดงตัวอย่างการสร้างภาพเพื่อดูลักษณะของ outflow tracts โดยใช้ color Doppler[2] โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้ (รูปที่ 10)

  1. panel A : เริ่มต้นจาก 4CV
  2. panel A : หมุนแกน z ให้ AV septum อยู่ในแนวตั้ง (apical 4CV)
  3. คลิกเลือก render , render mode , color หรือ glass body หรือ inversion (ลักษณะของภาพที่ได้จะเปลี่ยนไปตาม render mode ที่เลือก)
  4. panel B : วางกรอบ render box ให้รอบหัวใจทั้งหมด (ตั้งแต่ขอบล่างของหัวใจชิด diaphragm จนถึงขอบบนของ great vessels)
  5. คลิกเลือก setting , ROI direction เลือกให้กรอบบน panel A เป็นสีเหลืองทั้งสี่ด้าน
  6. กำหนดให้กรอบบน panel B ด้านซ้ายเป็นสีเขียวนั่นคือมองภาพจาก mediastinum ลงไป

  

รูปที่ 10 แสดงภาพ great vessels (pulmonary artery และ ascending aorta) จากการสร้างภาพด้วยเทคนิค rendering (inversion) 

เอกสารอ้างอิง

  1. Lee W, Allan L, Carvalho JS, Chaoui R, Copel J, Devore G, et al. ISUOG consensus statement: what constitutes a fetal echocardiogram? Ultrasound Obstet Gynecol 2008;32:239-42.
  2. Goncalves LF, Lee W, Espinoza J, Romero R. Examination of the fetal heart by four-dimensional (4D) ultrasound with spatio-temporal image correlation (STIC). Ultrasound Obstet Gynecol 2006;27:336-48.
  3. Paladini D. Standardization of on-screen fetal heart orientation prior to storage of spatio-temporal image correlation (STIC) volume datasets. Ultrasound Obstet Gynecol 2007;29:605-11.
  4. Bennasar M, Martinez JM, Olivella A, del Rio M, Gomez O, Figueras F, et al. Feasibility and accuracy of fetal echocardiography using four-dimensional spatiotemporal image correlation technology before 16 weeks’ gestation. Ultrasound Obstet Gynecol 2009;33:645-51.
  5. Vinals F, Poblete P, Giuliano A. Spatio-temporal image correlation (STIC): a new tool for the prenatal screening of congenital heart defects. Ultrasound Obstet Gynecol 2003;22:388-94.
  6. DeVore GR, Falkensammer P, Sklansky MS, Platt LD. Spatio-temporal image correlation (STIC): new technology for evaluation of the fetal heart. Ultrasound Obstet Gynecol 2003;22:380-7.
  7. Yagel S, Cohen SM, Achiron R. Examination of the fetal heart by five short-axis views: a proposed screening method for comprehensive cardiac evaluation. Ultrasound Obstet Gynecol 2001;17:367-9.
  8. Goncalves LF, Lee W, Chaiworapongsa T, Espinoza J, Schoen ML, Falkensammer P, et al. Four-dimensional ultrasonography of the fetal heart with spatiotemporal image correlation. American journal of obstetrics and gynecology 2003;189:1792-802.
  9. Bega G, Kuhlman K, Lev-Toaff A, Kurtz A, Wapner R. Application of three-dimensional ultrasonography in the evaluation of the fetal heart. J Ultrasound Med 2001;20:307-13.
  10. Goncalves LF, Espinoza J, Romero R, Kusanovic JP, Swope B, Nien JK, et al. Four-dimensional ultrasonography of the fetal heart using a novel Tomographic Ultrasound Imaging display. Journal of perinatal medicine 2006;34:39-55.
  11. Paladini D, Vassallo M, Sglavo G, Lapadula C, Martinelli P. The role of spatio-temporal image correlation (STIC) with tomographic ultrasound imaging (TUI) in the sequential analysis of fetal congenital heart disease. Ultrasound Obstet Gynecol 2006;27:555-61.
  12. Espinoza J, Romero R, Kusanovic JP, Gotsch F, Lee W, Goncalves LF, et al. Standardized views of the fetal heart using four-dimensional sonographic and tomographic imaging. Ultrasound Obstet Gynecol 2008;31:233-42.
  13. DeVore GR, Polanco B, Sklansky MS, Platt LD. The ‘spin’ technique: a new method for examination of the fetal outflow tracts using three-dimensional ultrasound. Ultrasound Obstet Gynecol 2004;24:72-82.
  14. Espinoza J, Hassan SS, Gotsch F, Kusanovic JP, Lee W, Erez O, et al. A systematic approach to the use of the multiplanar display in evaluation of abnormal vascular connections to the fetal heart using 4-dimensional ultrasonography. J Ultrasound Med 2007;26:1461-7.
  15. Yagel S, Benachi A, Bonnet D, Dumez Y, Hochner-Celnikier D, Cohen SM, et al. Rendering in fetal cardiac scanning: the intracardiac septa and the coronal atrioventricular valve planes. Ultrasound Obstet Gynecol 2006;28:266-74.
  16. Yagel S, Cohen SM, Shapiro I, Valsky DV. 3D and 4D ultrasound in fetal cardiac scanning: a new look at the fetal heart. Ultrasound Obstet Gynecol 2007;29:81-95.
Read More

Fetal Doppler Velocity

คลื่นเสียงดอพเลอร์ของทารกในครรภ์ (Fetal Doppler)

สุชยา  ลือวรรณ


 ในปี ค.ศ. 1842    Christian Andreas Doppler ได้อธิบายถึงหลักการของคลื่นเสียงดอพเลอร์  (Doppler theory) เป็นครั้งแรก โดยให้คำนิยามของ Doppler Effect ว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับเมื่อเป้าที่สัญญาณไปกระทบนั้นมีการเคลื่อนไหว โดยความถี่จะเพิ่มขึ้นถ้าเป้านั้นเคลื่อนเข้าหาสัญญาณ และความถี่จะลดลงเมื่อเป้านั้นเคลื่อนออกจากสัญญาณ ในทางคลินิก ได้มีการประยุกต์และนำมาใช้ในการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง เป็นสมการดอพเลอร์แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง Doppler shift กับความเร็วของเม็ดเลือดแดง โดยเมื่อultrasound หรือคลื่นเสียงความถี่สูง ที่มีความถี่แน่นอน (fo) ปล่อยคลื่นเสียงออกไปยังเส้นเลือดที่มีเม็ดเลือดแดงไหลเวียนอยู่ ความถี่ของคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับ (frequency shift, fd ) จะเป็นสัดส่วนโดยตรงกับความเร็วการไหลเวียนของเม็ดเลือดแดงในเส้นเลือด

 fd = (2(fo x cosA x V))/c

A              มุมที่ลำคลื่นเสียงทำกับหลอดเลือด
V              ความเร็วของเม็ดเลือดแดงในหลอดเลือด
c              ความเร็วของเสียงในเนื้อเยื่อมีค่า 1,540 m/sec

สัญญาณของคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับจะถูกนำมาแปลงเป็นภาพคลื่นเสียงที่สัมพันธ์กับช่วงเวลา ดังรูปที่ 2

 รูปที่  2  แสดง Doppler effect ที่แสดงในรูปกราฟ (ดัดแปลงจาก  “Doppler Ultrasound in Obstetrics” โดย Abuhamad, Ultrasound Clin 1 (2006) 293–301)

คลื่นเสียงดอพเลอร์ชนิดต่าง ๆ ที่ใช้บ่อย

Pulse wave Doppler ultrasound (PW)

เป็นเทคนิคที่ตัวให้กำเนิดคลื่นเสียงหรือ Transducer ตัวเดียว ส่งสัญญาณออกไปเป็นจังหวะ และรับคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับมาเป็นจังหวะเช่นกัน มีประโยชน์ในการใช้คำนวณระยะหรือความลึกของวัตถุเป้าหมาย แต่มีข้อจำกัดที่ความเร็วของวัตถุเป้าหมาย (up to approximately 1.5 m/s)

Continuous wave Doppler ultrasound (CW)

เป็นเทคนิคที่มีตัวให้กำเนิดคลื่นเสียงหรือ Transducer 2 ตัว ส่งสัญญาณออกไปและรับกลับอย่างต่อเนื่อง มีความไวในการจับวัตถุเป้าหมายที่ผ่านแนวลำของคลื่นเสียงและส่งกลับ มาหาความเร็วในการเคลื่อนไหว วิธีนี้เหมาะในการวัด ความเร็วของการไหลเวียนเลือด

Color flow Doppler ultrasound

เป็น  pulse wave Doppler แบบหนึ่ง แต่คลื่นเสียงที่สะท้อนกลับสามารถแสดงผลเป็นสีได้ โดยถ้าวัตถุเป้าหมายหรือ มีการไหลเวียนของเลือดเข้าหา transducer จะแสดงออกเป็นสีแดง แต่ถ้าเคลื่อนออก จะแสดงเป็นสีน้ำเงิน มีประโยชน์ในการบอกทิศทางการไหลของเลือด

Spectral Doppler ultrasound

รูปแบบของการแสดงผลบนกราฟ จะบอกความเร็วการไหลเวียนเลือดบน แกน Y และแสดงเวลาบนแกน X และนำมาวิเคราะห์รูปคลื่นเสียงต่อไป

 การวิเคราะห์รูปคลื่นเสียงดอพเลอร์ (Doppler waveform analysis and Doppler indices)

รูปคลื่นเสียงดอพเลอร์ จะแสดงการไหลเวียนเลือดที่สัมพันธ์กับจังหวะการเต้นของหัวใจ ในช่วงที่มีการบีบและคลายตัว รวมถึงทิศทางการไหลไปข้างหน้าหรือย้อนกลับ ในการวิเคราะห์รูปคลื่นเสียงจะทำให้ทราบถึงความเร็วของการไหลเวียนเลือด ความต้านทานต่อการไหลเวียนในแต่ละอวัยวะ ซึ่งรูปคลื่นที่ตรวจได้จะมีความแตกต่างกันทั้งใน artery และ vein

การวิเคราะห์รูปคลื่นสามารถวัดปริมาณการไหลเวียนของเลือดได้โดยตรง จะได้ค่าความเร็วของการไหลเวียนของเลือดในช่วงบีบตัวของหัวใจ (peak systolic velocity, PSV)  แต่ในการวัดแบบนี้ต้องอาศัยเทคนิคในการกำหนดมุมของลำคลื่นเสียง (Insonation) ให้ใกล้ 0 มากที่สุด (angle-dependent) ค่าที่ได้มีความแม่นยำสูง  อีกแบบหนึ่งคือการวิเคราะห์จากรูปคลื่นเสียงทางอ้อม ซึ่งไม่ขึ้นกับมุมในการวัด(angle-independent) ทำให้ง่ายต่อการวัดและความผิดพลาดลดลง ซึ่งรูปคลื่นที่ได้หรือ Spectral Doppler ก็มีความแตกต่างกันไปไม่ว่าจะเป็น arterial , venous หรือ cardiac Doppler

 

รูปที่  3  (a) แสดง  arterial doppler waveform, (b) แสดง venousl doppler waveform (c) แสดง cardiac doppler waveform

Arterial indicies

  • Systolic diastolic ratio (S/D)
  • Pulsatility index (PI)
  • Resistance index (RI) 
 

  • S/D
  • (S-D)/A
  • (S-D)/S 
Venous indicies

  • Preload index (PLI)
  • Pulsatility index (PI)
  • Peak velocity index 
 

  • (S-D)/S
  • (S-a)/TAMX
  • (S-a)/D
Cardiac indicies

  • E/A ratio
  • Volume flow (Q)
 

  • E/A
  • Mean velocity x 3.14xr2

ตารางที่ 1  แสดง doppler indicies ทั้งใน cardiac arterial และ venous  waveform   ที่ใช้บ่อย

 Fetal Doppler in Obstetrics

การประยุกต์ใช้คลื่นเสียงดอพเลอร์ในทารกโรคฮีโมโกลบินบาร์ท

 คลื่นเสียงดอพเลอร์ได้ถูกนำมาในทางสูติศาสตร์เป็นครั้งแรกในการตรวจหาการเต้นของหัวใจทางรกในครรภ์(1) โดยเริ่มต้นได้มีการพัฒนาเพื่อตรวจหาการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ ซึ่งได้มีการพัฒนาต่อมาเรื่อย ๆ และมีการใช้ประโยชน์กันอย่างแพร่หลาย รวมถึงการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อประเมินสุขภาพและตรวจหาความผิดปกติของทารกในครรภ์

ทารกโรคฮีโมโกลบินบาร์ท (Hb Bart’s disease)  โดยพยาธิสภาพของโรคเป็นผลจากโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงถูกทำลายอย่างรุนแรง และภาวะเนื้อเยื่อขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง  เพราะ Hb Bart’s ไม่สามารถปล่อยออกซิเจนให้เนื้อเยื่อได้  ผลที่ตามมาทำให้เกิดการทำงานของหัวใจล้มเหลว (congestive heart failure) แบบ high output heart failure ทำให้ทารกในครรภ์มีลักษณะบวมน้ำ (hydrops) ประกอบด้วย บวมทั่วตัว มีน้ำในช่องท้อง ช่องอก หรือเยื่อหุ้มหัวใจ หัวใจโต เป็นต้น ซึ่งสามารถตรวจได้จากคลื่นเสียงความถี่สูงแบบ 2 มิติ ทั่วไป แต่ในปัจจุบันคลื่นเสียงดอพเลอร์ได้เข้ามามีบทบาทในการตรวจหาความผิดปกติดังกล่าวในระยะเริ่มต้น ก่อนที่จะมีการรุนแรงจนกระทั่งเป็น hydrops fetalis ทำให้สามารถลดการทำหัตถการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอด และภาวะแทรกซ้อนจากการทำหัตถการดังกล่าวได้

 Fetal arterial Doppler

Middle cerebral artery (MCA)

การไหลเวียนของเส้นเลือดในสมองโดยทั่วไปจะมีความแรงและเร็วค่อนข้างมากและมีความต่อเนื่องไปตลอด cardiac cycle  โดยพบว่าเส้นเลือด middle cerebral artery เป็นเส้นเลือดที่สามารถตรวจได้ง่ายในทารกในครรภ์ ซึ่งจะมีเลือดไหลเวียนคิดเป็น 80% ของเส้นเลือดที่ไหลเวียนในสมองทั้งหมด (2)  โดยสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 10-11 สัปดาห์ โดยพบ end diastolic flow ได้ตั้งแต่ช่วง 10-12 สัปดาห์ ทารกปกติค่า end diastolic flow จะค่อนข้างต่ำจากความต้านทานที่สูง แต่ค่าความต้านทานจะลดลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อทารกในครรภ์มีภาวะขาดออกซิเจน (hypoxia) จะมีการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังอวัยวะสำคัญ ๆ เช่น สมอง  หัวใจ  ต่อมหมวกไตในขณะเดียวกันจะมีการลดลงของการเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะอื่น ๆ รวมถึงระบบการไหลเวียนของรก ซึ่งเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “brain-sparing effect”

ในทารกที่มีภาวะซีดไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม รวมถึง Hb Bart’s Hydrop fetalis  จะมีการขาดออกซิเจนของทารกในครรภ์ ส่งผลให้มีการเพิ่มขึ้นของการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง จะสามารถตรวจพบ Middle cerebral artery peak systolic velocity (MCA-PSV)  เพิ่มสูงขึ้นได้  ในปี 1995  Mari G และคณะ(2;3) ได้รายงานเกี่ยวกับค่า MCA-PSV ที่สูงขึ้น ในทารกในครรภ์ที่มีภาวะซีด ซึ่งพบว่า sensitivity ของ MCA-PSV ในการทำนายภาวะซีดปานกลางถึงรุนแรงของทารกในครรภ์คิดเป็น 100% โดยที่ false-positive rate เป็น 12% ซึ่งใช้ค่า cut off ที่ 1.5.multiples of the median (MoM) นอกจากนี้ยังมีการศึกษาต่อมาอีกหลายรายงาน(4-13) ซึ่งต่างให้ความเห็นตรงกันในเรื่องของการใช้ MCA-PSV ในการทำนายภาวะซีดของทารกในครรภ์ และล่าสุดจากรายงานการศึกษา ของ K. Srisupundit(14) และคณะ ในปี 2009  เกี่ยวกับ การวัด MCA-PSV ของทารกในครรภ์ ในการตรวจหาภาวะ Hb Bart’s disease ในจำนวน 20 รายของทารกที่เป็นโรค พบว่า sensitivity คิดเป็น 85% โดยมี specificity 100% และ positive predictive value กับ negative predictive value คิดเป็น 100% และ 95.9% ตามลำดับ     นอกจากจะใช้ตรวจหาทารกซีดในครรภ์แล้วยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในกรณีทารกโตช้าในครรภ์ (Intrauterine  growth restriction, IUGR) ได้ โดยจะพบว่า pulsatility index (PI) จะเพิ่มขึ้น และ resistance index (RI) จะลดลงต่ำกว่า placental resistance (umbilical artery RI) เมื่อนำมาคำนวณเป็น cerebral/umbilical ratio (C/U ratio = CRI/URI) ถ้า < 1.1 จะบ่งชี้ว่ามีการไหลของเลือดไปยังสมองมากขึ้น ( brain-sparing effect ) บอกถึงภาวะขาดออกซิเจนของทารกในครรภ์ ซึ่งมีความน่าเชื่อถือมากกว่าการใช้ umbilical artery หรือ middle cerebral artery เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ความน่าเชื่อถือจะลดลงถ้าอายุครรภ์มากกว่า 34 สัปดาห์ขึ้นไป   

เทคนิคการวัด

เริ่มต้นจากหาตำแหน่งของ Circle of Willis ที่ axial plane ของศีรษะทารกต่ำกว่าระดับที่วัด biparietal diameter (BPD) โดยใส่ color หรือ power flow จะสามารถเห็นเส้นเลือด middle cerebral artery ดังรูปที่ 4 ควรขยายภาพให้ใหญ่ขึ้นไม่น้อยกว่า 50% ของหน้าจอ วาง sample volume ที่บริเวณส่วนต้นของเส้นเลือดที่ออกมาจาก internal carotid artery ประมาณ 1-2 mm.  โดยให้มุมของลำคลื่นเสียงกับเส้นเลือดใกล้ 0 องศาให้มากที่สุด และกำหนดให้ sample volume ขนาด 1 mm. วางอยู่กลางเส้นเลือด(15) (โดยขนาดของ sample volume สามารปรับเปลี่ยนได้ ขึ้นกับอายุครรภ์)  ในการวัดแต่ละครั้งควรได้ 15-30 waveform ที่มีลักษณะเหมือนหรือใกล้เคียงกัน และควรวัดอย่างน้อย 3 ครั้ง   ในการวิเคราะห์ waveform ให้เอาค่า PSV สูงสุดที่สามารถวัดได้ ทารกปกติค่า  PSV จะเพิ่มสูงขึ้นตามอายุครรภ์ ส่วน PI จะต่ำในช่วง 15-20 สัปดาห์ และจะสูงขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายของไตรมาสที่ 2  เริ่มเข้าไตรมาสที่ 3 (16)

 

รูปที่ 4 ก.  แสดง Color doppler ของ circle of Willis (MCA ; middle cerebral artery)

ข.  แสดง  Doppler  waveform ของ Middle cerebral artery

Splenic artery

ม้ามเป็นอวัยวะที่มีบทบาทเกี่ยวกับ red cell alloimmunization โดยเป็นแหล่งทำลายเม็ดเลือดและยังช่วยชดเชยภาวะซีดจากเม็ดเลือดแดงถูกทำลายด้วยการสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่มาทดแทน การที่ม้ามโตขึ้นเป็นสิ่งบ่งชี้ว่ามีภาวะ erythroblastosis. และทารกที่มีภาวะซีด ออกซิเจนไปเลี้ยงยังอวัยวะต่าง ๆ ลดลง เกิดภาวะขาดออกซิเจนหรือ hypoxia และในที่สุดทำให้เกิดปัญหา hydrops fetalis  ตามมา ดังนั้นถ้ามีการตรวจวัดการไหลเวียนของเลือดที่ไปยังม้าม ก็น่าจะช่วยทำนายภาวะซีดได้ เพราะในม้ามที่โตจะมีการไหลเวียนของเลือดเพิ่มมากขึ้น  ในปี 1995 Abuhamad(17) และคณะ ได้รายงานครั้งแรกเกี่ยวกับการใช้ splenic artery ในการวินิจฉัย IUGR  จากปัญหา Chronic hypoxia ที่มีผลทำให้การไหลเวียนของเลือดไปยังม้ามเพิ่มขึ้นและได้นำไปสู่การศึกษาต่อมาของ  Bahado-Singh et al ในปี 2000(18) ศึกษา Doppler velocity ของทารกที่มีภาวะซีดจาก rhesus alloimmunization  จะมีการไหลเวียนของเลือดที่ไปยังม้ามเพิ่มมากขึ้น มีผลให้ค่า PSV ของ splenic artery จะสูงขึ้นสัมพันธ์กับปริมาณเลือดที่ไหลเวียนเพิ่มขึ้นด้วย โดยพบว่าถ้าใช้ค่า cut off  PSV > 1.5 MOM จะมี sensitivity 80% และ false positive rate 12.5%  นอกจากนี้ยังมีการศึกษาอื่น ๆ ที่เข้ามาสนับสนุน เช่น Correa, Jr. ปี 2009 พบว่า splenic artery PI and PSV จะมีค่าสูงขึ้นในทารกที่มีภาวะซีดรุนแรงมาก (severe anemia) รวมถึงการศึกษาล่าสุดที่เป็น preliminary report โดย Tongsong et al ปี 2009 ของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่(19) จากการตรวจ splenic artery doppler ในสตรีตั้งครรภ์ ที่มารับการเจาะเลือดสายสะดือเพื่อตรวจหาโรคเลือดจางธาลัสซีเมียที่รุนแรง พบว่าใน ทารก Hb’s Bart disease จะมีค่า PSV และ PI สูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่มีการศึกษามาก่อนหน้านี้

เทคนิคการวัด

เริ่มจาก axial plane ของ fetal abdomen ที่ตำแหน่งของ stomach .ใส่ color doppler เพื่อหาตำแหน่งของ splenic artery ที่ออกมาจาก celiac axis  ทางด้านหลังของ stomach ไปยัง splenic hilum  ใส่ Pulsed Doppler  โดยใช้ sample volume 2 mm. อาจปรับเป็น 3 mm. ขึ้นกับขนาดของเส้นเลือด (17) ปรับ angle ให้ใกล้ 0 มากที่สุด หรือไม่เกิน 30 องศา วาง sample volume บริเวณ proximal ของ splenic artery ที่แยกออกมาจาก celiac axis   ในการวิเคราะห์ waveform ให้เอาค่า PSV ที่สูงที่สุดที่สามารถวัดได้ และควรวัดอย่างน้อย 3 ครั้ง

 

 

รูปที่  5   ภาพอัลตราซาวด์ axial plane ระดับ abdomen  แสดงตำแหน่งของ spleen และ splenic artery และการวาง sample volume ของ pulse doppler. และ Doppler waveform ของ splenic artery

Arterial Doppler เส้นอื่น ๆ ที่ใช้ในการตรวจหาภาวะซีดในครรภ์ ได้แก่ Thoracic aorta แต่ไม่เป็นที่แพร่หลายในการใช้   ในปี 1989 Copel et al. (20) พบว่า fetal aortic Doppler มีประโยชน์เพียงเล็กน้อยในการทำนายภาวะซีดของทารกในครรภ์ และในปี 1990  Nicolaides et al. (21) ก็ได้ข้อสรุปคล้ายกันในการใช้ aortic Doppler velocity โดยพบว่าค่าที่ได้จะใกล้คียงกันในทารกที่เป็น hydrops และไม่เป็น hydrops โดยจากการศึกษาของ Steiner et al. ในการใช้ peak thoracic aorta velocity ในการตรวจทารกที่มีภาวะซีดพบว่า  sensitivity เป็น 64%, specificity 74%, positive predictive value 73% และ negative predictive value คิดเป็น 66% และอีกเหตุผลที่ไม่นิยมในการใช้เนื่องการปรับมุมของลำคลื่นเสียงทำได้ยาก ซึ่งอาจมีผลให้ความน่าเชื่อถือลดลง

Fetal venous Doppler

Umbilical vein (UV)

เป็นเส้นเลือดที่นำ high oxygenated blood จากรกมายังทารกในครรภ์ โดยทั่วไปสามารถทำการตรวจวัดได้ในส่วนที่อยู่ใน umbilical cord และในตัวทารก ในไตรมาสแรก จะสามารถพบลักษณะ pulsation ของ waveform ได้ แต่จะต้องหายไปหลัง 13 สัปดาห์ และกลายเป็น continuous waveform แต่ถ้ามีความต้านทานต่อการไหลเวียนเพิ่มขึ้นในช่วง atrial systole อาจเจอลักษณะที่เป็น notchingหรือ pulsation ได้ ซึ่งมักพบในรายที่มีทารกโตช้าในครรภ์ (IUGR)  หรือ cardiac insufficiency เช่น hydrops เป็นต้น ซึ่ง แต่ถ้าเป็นการวิเคราะห์เชิงปริมาณก็สามารถทำได้โดยการวัดความเร็วการไหลเวียนเลือด(mean velocity) ซึ่งจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหรือคงที่ตลอดการตั้งครรภ์  ปริมาณของเลือดที่ไหลเวียนจะเพิ่มขึ้นตามอายุครรภ์ ซึ่งสามารถคำนวณอัตราการไหลเวียนได้จาก     Umbilical vein flow(ml/min) = vessel cross section area(cm2) x mean velocity(cm/sec) x 60(sec/min)

แต่ในทางปฏิบัติโดยส่วนใหญ่จะเป็นการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ คือการดูจากลักษณะของ waveform ว่าเป็น continuous หรือ pulsation มากกว่าการคำนวณเชิงปริมาณ ในปี 1993  Kirkinen และ Jouppila (22)  ได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของ umbilical vein ในทารกที่เป็น Rhesus Isoimmunization พบว่าจะมีการเพิ่มขึ้นของ maximal flow velocimetry  ซึ่งจะทำนายความต้องการในการ exchange transfusion ของทารกในครรภ์ที่มี severe hemolytic disease

เทคนิคการวัด

หาตำแหน่งของ umbilical vein ทั้งที่อยู่ในสายสะดือ หรือ ในช่องท้อง  ถ้าต้องการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ sample volume ไม่จำกัดเรื่องมุมของลำคลื่นเสียง แต่ถ้าต้องการวิเคราะห์เชิงปริมาณต้องให้อยู่ในแนวใกล้ 0 องศา และ sample volume ต้องอยู่ภายในเส้นเลือด

  

 

รูปที่  6   ภาพอัลตราซาวด์ axial plane ระดับ abdomen แสดงตำแหน่งของ intra-abdominal umbilical vein, การวาง sample volume ของ pulse doppler. และ Doppler waveform

Ductus venosus (DV)

            Ductus venosus เส้นเลือดที่นำ high oxygenated blood จากรกผ่านมาทาง umbilical vein เพื่อไปยัง left atrium ผ่านทาง foramen ovale ซึ่งจะมีการไหลเวียนของเลือดเร็ว ทำให้ง่ายต่อการตรวจหาด้วย color Doppler สามารถตรวจเจอได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 10 สัปดาห์ ความเร็วการไหลเวียนของเลือดจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งคงที่ตอนอายุครรภ์ 22 สัปดาห์ คลื่นเสียง Doppler ของ ductus venosus จะสามารถบอกถึงการทำงานของ right ventricle ได้ ในช่วง ventricular systole แรงดันใน right atrium จะต่ำกว่า ductus venosus ทำให้มี การไหลเวียนของเลือดเข้าไปใน right atrium มาก ซึ่งจะแสดงออกเป็น  S wave ในช่วงที่มีการบีบตัวเต็มที่ ของ ventricle   tricuspid valve จะเปิด เลือดจะไหลจาก right atrium ไปยัง right ventricle ซึ่งเป็นจังหวะของ ventricular diastole จะเห็น เป็น D wave  ซึ่งในช่วงนี้ก็จะมีการไหลของเลือดผ่าน ductus venosus ตาม cardiac cycle  ช่วง end diastolic filling  จะมีการบีบตัวของ right atrium (atrial contraction) เพื่อให้เลือดไหลลง right ventricle  ในช่วงนี้แรงดัน ใน left atrium จะมากกว่า right atrium ทำให้มีการปิดของ foramen ovale   resistance ที่เพิ่มขึ้นทำให้การไหลของเลือดเข้าสู่หัวใจลดลง เกิดเป็น a wave เนื่องจากการไหลเวียนเลือดใน ductus venosus บอกถึง cardiac function

ในปี 1983  Oepkes,D et al ได้ทำการศึกษา พบว่า ทารกในครรภ์ที่มีภาวะ severe anemia จะมี การไหลเวียนของเลือดผ่านทาง ductus venosus แรงและเร็วขึ้น  ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่า เกิดจากการเพิ่มขึ้นของ cardiac preload และ venous return กลับเข้าหัวใจ  ต่อมา ปี 2001  Y. H. LAM และคณะ(23) ได้ ศึกษา Doppler ของ ductus venosus ในทารกที่เป็น Hb Bart disease ช่วงอายุครรภ์ 12-13 สัปดาห์ พบว่า มีการไหลเวียนของเลือดขึ้น โดยพบมีการเพิ่มของ  velocity during ventricular systole( Vmax)  30% , minimum forward velocity during atrial systole (Vmin) 50% และ time-averaged maximum Velocity (TAMX) 20%  ส่วนค่า  Vmax/Vmin ratio, pulsatility index for veins (PIV) และ preload index (PLI) ก็ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  การเพิ่มขึ้นของ Vmax สัมพันธ์กับ ventricular contraction เนื่องจาก ในภาวะซีดความหนืดของเลือดจะลดลง และการเพิ่ม cardiac contractility เพื่อเพิ่ม pressure gradient ในการผ่านไปยัง ductus venosus ได้ ส่วน Vmin ที่เพิ่มขึ้นก็สัมพันธ์กับ atrial contraction ที่โดยมากมักพบในกรณีที่เป็น severe congestive heart failureแล้ว  ในปัจจุบัน การใช้ ductus venosus เพื่อตรวจหาภาวะซีดจาก Hb Bart disease ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ยังคงอยู่ในขั้นการศึกหาหลักฐานสนับสนุนต่อไป แต่สำหรับการใช้เพื่อประเมินการทำงานของหัวใจหรือ ภาวะ congestive heart failure ของทารกในครรภ์ได้มีการนำมาใช้มากขึ้น โดยสามารถวิเคราะห์เชิงคุณภาพ จากลักษณะของ waveform ถ้ามี absent หรือ reverse flow ของ a wave จะเป็นตัวบ่งชี้ถึง poor cardiac function

เทคนิคการวัด

Plane ที่ดี ควรเป็น mid-sagittal plane หรือ oblique transverse ของ fetal abdomen ที่เห็น umbilical vein ไล่จาก cord insertion ต่อมาเป็น ductus venosus มาเปิดเข้า inferior vena cava  ใส่ color doppler เพื่อช่วยหาตำแหน่งบริเวณที่มี high velocity หรือ aliasing จะเห็นเป็นแนวแคบ ๆ ต่อเข้า IVC   วาง sample volume ให้อยู่ภายใน vessel โดยเปิด volume sample  ให้พอดีกับขนาดเส้นเลือด โดยมากใช้  2 mm. ในช่วงครึ่งแรกของการตั้งครรภ์ และมุมของลำคลื่นเสียงน้อยกว่า 30 องศา โดยสามารถปรับมุมจากทางด้านหน้าไล่ลงมาจากระดับ fetal umbilicus หรือ จากทางด้านหลังคือ ไล่มาจากระดับ chest ก็ได้ ถ้าใน plane นี้ไม่สามารถปรับหามุมที่เหมาะสมได้ ให้เปลี่ยนเป็น oblique transverse plane แทน จะทำให้เห็นได้ดีกว่า

สำหรับผู้เริ่มต้นวัด Doppler ต้องระวัง เส้นเลือดที่อยู่ใกล้ ๆ เช่น IVC, hepatic vein จะทำให้แปลผลเป็น abnormal waveform ได้ เพราะเส้นเลือดดังกล่าว ในทารกปกติจะมี reverse  a wave ได้ และในกรณีที่มี pulsatile flow ใน left portal vein จะมีลักษณะเป็น mirror image กับ DV ได้ ให้แยกโดยการดูจาก a wave จะเป็น peak มากกว่าเป็น nadir ซึ่งปัญหานี้จะพบบ่อยในอายุครรภ์น้อย ๆ และที่สำคัญในการวัด venous doppler ท่าและการหายใจของทารกในครรภ์จะมีผลต่อ waveform ได้

  

 

รูปที่  7   ภาพอัลตราซาวด์ mid sagittal plane  ระดับ abdomen  กับ chest แสดงตำแหน่งของ ductus venosus การวาง sample volume ของ pulse doppler. และ Doppler waveform ในทารกปกติ  และลักษณะของ reverse a wave ในทารกผิดปกติ

Inferior vena cava (IVC)

IVC flow velocimetry waveform จะบ่งบอกถึง การทำงานของ right atrium และ blood flow pattern ใน venous system ของลำตัวส่วนล่าง แต่อย่างไรก็ดี IVC waveform ก็ยังสามารถบอกถึงการทำงานของ right ventricle ได้  ในช่วง ventricular systole แรงดันใน right atrium จะต่ำกว่า IVC ทำให้มี การไหลเวียนของเลือดเข้าไปใน right atrium มาก ซึ่งจะแสดงออกเป็น  S wave ในช่วงที่มีการบีบตัวเต็มที่ ของ ventricle   tricuspid valve จะเปิด เลือดจะไหลจาก right atrium ไปยัง right ventricle ซึ่งเป็นจังหวะของ ventricular diastole จะเห็น เป็น D wave  ช่วง end diastolic filling  จะมีการบีบตัวของ right atrium (atrial contraction) มี stiffnessของ right ventricle  ทำให้ความต้านทานเพิ่มขึ้น เกิดเป็น negative a wave ของ IVC ซึ่งเป็นภาวะปกติ แต่ถ้า A wave มีขนาดโตขึ้น หรือมีความเร็วเพิ่มมากขึ้น มักจะสัมพันธ์กับความผิดปกติของทารกในครรภ์ เช่น  anemia, non-immune hydrops และใน severely growth-retarded fetuses ที่มี absence of end-diastolic flow ใน umbilical artery

เทคนิคการวัด

สามารถวัดได้จาก Coronal plane ของ chest และ abdomen จะเห็น IVC เข้าสู่ right atrium โดยมี DV และ  left hepatic vein มาเปิดเข้า ซึ่งสามารถวัดได้จาก 2 ตำแหน่ง คือ ช่วงที่เข้าสู่ right atrium หรือ ช่วงระหว่างที่ renal vein และ DV มาเปิดเข้า ซึ่งควรเลือกในตำแหน่งที่มุมของลำคลื่นเสียงน้อยที่สุด หรือไม่เกิน 30 องศา(24) Doppler waveform ของ IVC จะเป็น triphasic เหมือน DV waveform นอกจากนี้ยังสามารถนำมาวิเคราะห์หา preload index ซึ่ง sensitivity และ specificity สูงในการตรวจหา cardiogenic hydrops fetus

 

 

รูปที่  9   ภาพอัลตราซาวด์ parasagittal plane  ระดับ abdomen  กับ chest แสดงตำแหน่งของ    inferior vena cava การวาง sample volume ของ pulse doppler. และ Doppler

Fetal cardiac Doppler

            ค่าดัชนีของคลื่นเสียงดอพเลอร์หัวใจทารกในครรภ์ เป็นค่าที่วัดในเชิงปริมาณ  และมักจะสัมพันธ์กับมุมในการวัด ในการวัดให้ได้ค่าที่แม่นยำนั้น sample volume ควรวางในตำแหน่งใต้ต่อลิ้นหัวใจ โดยมุมของลำคลื่นเสียงควรอยู่ในช่วง 15-20 องศา ของทิศทางการไหลเวียน   การวัด Doppler ควรทำในขณะที่ทารกไม่หายใจ เพื่อหลีกเลี่ยงความคลาดเคลื่อนที่อาจจะเกิดขึ้น   อาจใช้ color Doppler ช่วยในการกำหนดทิศทางโดยวาง sample volume ในตำแหน่งที่สีของ blood flow เข้มหรือ ชัดมากที่สุด

เนื่องจาก การไหลเวียนเลือดของทารกในครรภ์ต่างจากในผู้ใหญ่ เลือดที่ออกจาก right ventricle จะมากกว่า left ventricle  ในช่วงที่อายุครรภ์มากขึ้นพบว่า ventricular compliance จะเพิ่มขึ้น  total peripheral vascular resistance จะลดลง preload จะเพิ่มขึ้น และ combined cardiac output ก็เพิ่มขึ้นด้วย  compliance ของ left heart จะเพิ่มขึ้นเร็วกว่า right heart ตามอายุครรภ์  และพบว่า pulmonary vascular resistance ของทารกในครรภ์จะสูง โดย การไหลเวียนที่ไปยัง pulmonary vascular bed นั้นจะค่อย ๆ ไปด้วยอัตราทีช้า ๆ และเพิ่มขึ้นเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น   ในส่วนของ cardiac output จะขึ้นตรงกับ preload และ ventricular compliance  การที่มี right to left shunt ของ foramen ovale  และ การไหลเวียนของเลือดผ่าน ductus arteriosus เป็นปัจจัยสำคัญของรูปแบบการไหลเวียนของเลือดที่มี high oxygenated blood ไปเลี้ยงยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย คือ เลือดที่เข้ามายัง left atrium ส่วนใหญ่ผ่านมาจาก foramen ovale  และ 2ใน 3 จาก right ventricle เข้าไปยัง ductus arteriosus โดยตรง

Doppler waveform of atrioventricular valves

จะเป็นลักษณะของ biphasic  โดยที่ peak แรก (E wave) จะสัมพันธ์กับ early ventricular filling ในช่วง diastole  และ peak ที่ 2  (A wave) จะสัมพันธ์กับ atrial systole หรือ  atrial kick. ซึ่งจะต่างกับหลังคลอดที่  A wave จะสูงกว่า E wave เมื่ออยู่ในครรภ์(25)  ค่า E/A ratio เป็นดัชนีที่ใช้บอก ventricular preload และ compliance โดยค่าจะเพิ่มสูงขึ้นตามอายุครรภ์  การทำงานช่วง  ventricular diastolic   ช่วงไตรมาสแรก ค่าความเร็วการไหลเวียนสูงสุดในช่วงของ E และ A wave  จะสูงใน right ventricle แต่หลังจากนั้นจนกระทั่งคลอด ใน left ventricle จะสูงมากกว่า

Mitral valve            ค่า E wave มีค่า 15 cm/s ที่อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ จะเพิ่มขึ้นถึง 50 cm/s ตอนครบกำหนด

ค่า A wave จะมีการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตลอดการตั้งครรภ์ ค่าประมาณ 35-65 cm/s

ค่า E/A ratio จะมีการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตลอดการตั้งครรภ์ ค่าประมาณ 0.5-1

Tricuspid  valve   ค่า E wave มีค่า 20 cm/s ที่อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ จะเพิ่มขึ้นถึง 50 cm/s ตอนครบกำหนด

ค่า A wave จะมีการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตลอดการตั้งครรภ์ ค่าประมาณ 35-60 cm/s

ค่า E/A ratio จะมีการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตลอดการตั้งครรภ์ ค่าประมาณ 0.5-1

ในการนำมาใช้ ส่วนใหญ่จะเป็นการดูลักษณะของ waveform เช่น ภาวะ regurgitation ที่จะช่วยบ่งชี้ถึงการทำงานของหัวใจและภาวะ congestive heart failure

เทคนิคการวัด

ใน Plane four chamber view ไม่ว่าจะเป็น tricuspid หรือ mitral valve ควรปรับ sample volume ขนาด 2.0 – 3.0 mm โดยวางให้อยู่ใน ventricle หรือ อยู่ระหว่าง valve เพื่อดูภาวะ regurgitation โดยปรับ มุมให้น้อยกว่า 30 องศาจากแนว inter-ventricular septum ดังรูปที่ 10

 

รูปที่  11    Doppler   waveform แสดง tricuspid regurgitation (นำมาจากwww.fetalmedicineusa.com/…/tricuspidflow2)

Doppler waveforms of the semilunar valves

            จะเป็นลักษณะของ  uniphasic ค่าดัชนีที่ใช้บ่อยได้แก่ peak systolic velocity (PSV) และ time to peak velocity (TPV) ซึ่งทั้งสองค่าจะสูงขึ้นตามอายุครรภ์(25) .  ค่า PSV ของblood flow ที่ผ่านไป aorta จะสูงกว่าที่ผ่าน pulmonary artery เพราะการลดลงของ afterload และขนาดที่ลดลงของ aorta ซึ่งค่า dopppler เหล่านี้จะบอกถึง ventricular contractility, arterial pressures,และ afterloads.

เทคนิคการวัด

Aortic valve            วาง sample volume ที่ ascending aorta ต่ำกว่า leaflets

Pulmonary valve วาง sample volume ที่ pulmonary trunk  ต่ำกว่า leaflets

                ในทารกปกติ PSV ของทั้ง 2 valve จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจาก 30 cm/s ตอน 12 สัปดาห์ จนถึง 80 cm/s ตอนครบกำหนด ซึ่ง aorta มักจะสูงกว่าใน pulmonary artery สำหรับการประยุกต์นำมาใช้ใน ทารก Hb Bart disease ยังมีรายงานค่อนข้างน้อย

 บทสรุป

            โดยสรุปแล้วในปัจจุบัน คลื่นเสียงดอพเลอร์ได้เข้ามามีบทบาทในการวินิจฉัยความผิดปกติของทารกในครรภ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Hb Bart disease โดยอาศัยหลักการของภาวะซีดของทารกในครรภ์ ที่ทำให้ตรวจพบความผิดปกติของเส้นเลือดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น artery, vein หรือ ในหัวใจเอง ทำให้ลดอัตราการทำหัตถการวินิจฉัยก่อนคลอดลง ซึ่งมีผลให้ลดค่าใช้จ่ายของประเทศและลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการทำหัตถการให้น้อยลง  ถึงแม้จะกล่าวถึงการใช้คลื่นเสียง ดอพเลอร์ในหลายส่วนของร่างกาย แต่ที่นิยมกันอย่างแพร่หลายและมีหลักฐานการศึกษาอย่างชัดเจนว่ามีประสิทธิภาพในการวินิจฉัยทารกภาวะซีดในครรภ์ ก็คือ middle cerebral artery ที่มี sensitivity คิดเป็น 85% โดยมี specificity 100%(14) และจากmeta analysisในการศึกษาเรื่อง noninvasive methods of detecting fetal anemia พบว่า Doppler middle cerebral artery จัดเป็น gold standard ในการคัดกรองทารกซีดในครรภ์(26) สำหรับเส้นเลือดอื่น ๆ ยังคงมีประโยชน์ในการเข้ามาช่วยประกอบการพิจารณา แต่ยังไม่มีหลักฐานอ้างอิงที่ชัดเจนนัก  ทั้งนี้ในการวัดคลื่นเสียงดอพเลอร์ที่จะได้ค่าที่ถูกต้องและแม่นยำต้องขึ้นกับเทคนิคในการวัด ดังที่ได้กล่าวถึงในแต่ละส่วนข้างต้นไปแล้ว แต่หลักการที่สำคัญคือ การเลือกตำแหน่งที่ถูกต้อง  การขยายภาพให้มองเห็นตำแหน่งที่ต้องการวัดบนหน้าจอให้มากกว่า 50%  การปรับมุมลำคลื่นเสียงให้ใกล้เคียง 0 องศาให้มากที่สุด รวมถึงการปรับขนาด sample volume ให้พอดีกับขนาดของเส้นเลือดวางตำแหน่งให้อยู่ภายในเส้นเลือด และต้องทำในขณะที่ไม่มีสิ่งรบกวนอื่น ๆ เช่น การหายใจหรือการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ เป็นต้น

 เอกสารอ้างอิง

  1. Callaghan DA, Rowland TC, Goldman DE. Ultrasonic Doppler Ultrasound observatioon o f the fetal heart. Obstet Gynecol 1964;(23):637-41.
  2. Mari G, Moise KJ, Jr., Deter RL, Kirshon B, Carpenter RJ, Jr., Huhta JC. Doppler assessment of the pulsatility index in the cerebral circulation of the human fetus. Am J Obstet Gynecol 1989 Mar;160(3):698-703.
  3. Mari G, Adrignolo A, Abuhamad AZ, Pirhonen J, Jones DC, Ludomirsky A, et al. Diagnosis of fetal anemia with Doppler ultrasound in the pregnancy complicated by maternal blood group immunization. Ultrasound Obstet Gynecol 1995 Jun;5(6):400-5.
  4. Papantoniou N, Daskalakis G, Anastasakis E, Marinopoulos S, Mesogitis S, Antsaklis A. Increasing the noninvasive management of rhesus isoimmunization. Int J Gynaecol Obstet 2008 Jun;101(3):281-4.
  5. Moise KJ, Jr. The usefulness of middle cerebral artery Doppler assessment in the treatment of the fetus at risk for anemia. Am J Obstet Gynecol 2008 Feb;198(2):161-4.
  6. Bullock R, Martin WL, Coomarasamy A, Kilby MD. Prediction of fetal anemia in pregnancies with red-cell alloimmunization: comparison of middle cerebral artery peak systolic velocity and amniotic fluid OD450. Ultrasound Obstet Gynecol 2005 Apr;25(4):331-4.
  7. Ahmed B, Ghaffari Z, Ismail RS, Saleh N. Non-invasive diagnosis of fetal anemia due to maternal red-cell alloimmunization. Saudi Med J 2005 Feb;26(2):256-9.
  8. Cosmi E, Dessole S, Uras L, Capobianco G, D’Antona D, Andrisani A, et al. Middle cerebral artery peak systolic and ductus venosus velocity waveforms in the hydropic fetus. J Ultrasound Med 2005 Feb;24(2):209-13.
  9. Hernandez-Andrade E, Scheier M, Dezerega V, Carmo A, Nicolaides KH. Fetal middle cerebral artery peak systolic velocity in the investigation of non-immune hydrops. Ultrasound Obstet Gynecol 2004 May;23(5):442-5.
  10. Scheier M, Hernandez-Andrade E, Carmo A, Dezerega V, Nicolaides KH. Prediction of fetal anemia in rhesus disease by measurement of fetal middle cerebral artery peak systolic velocity. Ultrasound Obstet Gynecol 2004 May;23(5):432-6.
  11. Shah NK, Martin WL, Whittle MJ. Middle cerebral artery Doppler velocimetric assessment in two cases of hydrops fetalis without fetal anaemia. Prenat Diagn 2004 Jan;24(1):17-8.
  12. Detti L, Mari G. Noninvasive diagnosis of fetal anemia. Clin Obstet Gynecol 2003 Dec;46(4):923-30.
  13. Deren O, Onderoglu L. The value of middle cerebral artery systolic velocity for initial and subsequent management in fetal anemia. Eur J Obstet Gynecol Reprod Biol 2002 Feb 10;101(1):26-30.
  14. Srisupundit K, Piyamongkol W, Tongsong T. Identification of fetuses with hemoglobin Bart’s disease using middle cerebral artery peak systolic velocity. Ultrasound Obstet Gynecol 2009 Jun;33(6):694-7.
  15. Mari G, Abuhamad AZ, Cosmi E, Segata M, Altaye M, Akiyama M. Middle cerebral artery peak systolic velocity: technique and variability. J Ultrasound Med 2005 Apr;24(4):425-30.
  16. Woo JS, Liang ST, Lo RL, Chan FY. Middle cerebral artery Doppler flow velocity waveforms. Obstet Gynecol 1987 Oct;70(4):613-6.
  17. Abuhamad AZ, Mari G, Bogdan D, Evans AT, III. Doppler flow velocimetry of the splenic artery in the human fetus: is it a marker of chronic hypoxia? Am J Obstet Gynecol 1995 Mar;172(3):820-5.
  18. Bahado-Singh R, Oz U, Deren O, Kovanchi E, Hsu CD, Copel J, et al. Splenic artery Doppler peak systolic velocity predicts severe fetal anemia in rhesus disease. Am J Obstet Gynecol 2000 May;182(5):1222-6.
  19. Tongsong T, Tongprasert F, Srisupundit K, Luewan S. High fetal splenic artery peak velocity in fetuses with hemoglobin Bart disease: a preliminary study. J Ultrasound Med 2009 Jan;28(1):13-8.
  20. Copel JA, Grannum PA, Green JJ, Belanger K, Hobbins JC. Pulsed Doppler flow-velocity waveforms in the prediction of fetal hematocrit of the severely isoimmunized pregnancy. Am J Obstet Gynecol 1989 Aug;161(2):341-4.
  21. Nicolaides KH, Bilardo CM, Campbell S. Prediction of fetal anemia by measurement of the mean blood velocity in the fetal aorta. Am J Obstet Gynecol 1990 Jan;162(1):209-12.
  22. Kirkinen P, Jouppila P, Eik-Nes S. Umbilical vein blood flow in rhesus-isoimmunization. Br J Obstet Gynaecol 1983 Jul;90(7):640-3.
  23. Lam YH, Tang MH, Tse HY. Ductus venosus Doppler study in fetuses with homozygous alpha-thalassemia-1 at 12 to 13 weeks of gestation. Ultrasound Obstet Gynecol 2001 Jan;17(1):30-3.
  24. Rizzo G, Arduini D, Romanini C. Inferior vena cava flow velocity waveforms in appropriate- and small-for-gestational-age fetuses. Am J Obstet Gynecol 1992 Apr;166(4):1271-80.
  25. Alfirevic Z, Neilson JP. Doppler ultrasonography in high-risk pregnancies: systematic review with meta-analysis. Am J Obstet Gynecol 1995 May;172(5):1379-87.
  26. Pretlove SJ, Fox CE, Khan KS, Kilby MD. Noninvasive methods of detecting fetal anaemia: a systematic review and meta-analysis. BJOG 2009 Nov;116(12):1558-67.

 

Read More