AnesT1

Intrapartum Analgesia and Anesthesia

Intrapartum Analgesia and Anesthesia

นพ.ชาญฤทธิ์ พงศ์พัฒนาวุฒิ
อาจารย์ที่ปรึกษา อ.พญ.กุณฑรี ไตรศรีศิลป์


 

การเจ็บครรภ์คลอดมักทำให้เกิดความเจ็บปวดมากหรือน้อยแก่มารดาทุกคน จึงมีการใช้วิธีการต่างๆเพื่อช่วยระงับหรือบรรเทาความเจ็บปวดแก่มารดาให้ผ่านพ้นความเจ็บปวดในช่วงเวลาของการคลอดอย่างราบรื่นภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของทีมแพทย์ ผลลัพธ์เพื่อความปลอดภัยต่อทั้งมารดาและทารก

Labor Pain

สาเหตุของการเจ็บครรภ์เกิดจากการหดตัวของมดลูกร่วมกับการเปิดของปากมดลูกซึ่งรับความรู้สึกปวดแบบ visceral pain ผ่าน Frankenhauser’s ganglion ไปยังเส้นประสาทไขสันหลังระดับ T10-L1 เมื่อศีรษะเด็กเคลื่อนต่ำลงสู่อุ้งเชิงกรานมารดาแรงกดที่ผ่านทางผนังอุ้งเชิงกราน ช่องคลอดและฝีเย็บจะรับความรู้สึกปวดแบบ somatic pain ผ่านทาง pudendal nerve (S2-4)

ดังนั้นวิธีการระงับความเจ็บปวดในอุดมคติควรใช้ยาที่ออกฤทธิ์ครอบคลุมทั้งระบบประสาทรับความรู้สึกvisceral pain และ somatic painซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความเจ็บปวดในช่วงของการเจ็บครรภ์คลอด

Available Methods of Anesthesia and Analgesia

Parenteral Opioids

ยาในกลุ่ม opioids agonist และ opioids agonist-antagonists เป็นกลุ่มที่นิยมใช้เพื่อลดอาการปวดในขณะเจ็บครรภ์(ตาราง 1)(1)สามารถบริหารยาแบบ intermittent dose ที่ให้ยาตามอาการปวดของมารดาหรือแบบมารดาควบคุมการให้ยาเอง (patient-controlled administration) การเลือกใช้ชนิดของ opioids และวิธีการให้ต้องคำนึงถึงระยะของการคลอด ระยะเวลาออกฤทธิ์และผลข้างเคียงของยาต่อมารดาและทารก

  AnesT1

ตาราง 1 : ตัวอย่างยาฉีดระงับปวดในช่วงการเจ็บครรภ์
(ที่มา: Williams Obstetrics. 24 ed. McGraw-Hill Companies, Inc.; 2014, p.507)

 มีรายงานการศึกษาถึงยาระงับปวดกลุ่ม opioids ว่ามีข้อจำกัดถึงประสิทธิภาพในการลดความเจ็บปวดในช่วงการเจ็บครรภ์ แต่กลไกการออกฤทธิ์หลักของยากลุ่มนี้คือช่วยให้มารดาสงบลงและพักได้มากขึ้นจากฤทธิ์ sedation effect(2)ข้อควรระวังของการได้รับยากลุ่ม narcotics และ sedatives คือมารดาอาจจะเสี่ยงต่อการสำลักเศษอาหารเข้าทางเดินหายใจหรือเกิดการกดการหายใจ รวมถึงผลกดการหายใจและ Apgar scores ที่ต่ำในทารก จนอาจต้องใช้ naloxone เพื่อแก้ฤทธิ์ของ opioids

Regional Analgesia

ในทางสูติกรรมการให้ยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่หวังผลเพื่อบล็อกเส้นประสาทไขสันหลังที่รับความรู้สึกระดับ T8-10 เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงยาที่ใช้ยังออกฤทธิ์ต่อเส้นประสาทมอเตอร์ (T7-8) ซึ่งความเฉพาะเจาะจงของฤทธิ์ระงับความรู้สึกขึ้นกับชนิดยาที่เลือกใช้ (ตาราง 2)

AnesT2

ตาราง 2 : ตัวอย่างยาชาเฉพาะที่ที่ใช้บ่อยทางสูติกรรม
(ที่มา: Williams Obstetrics. 24 ed. McGraw-Hill Companies, Inc.; 2014, p.508)

Epiduralanalgesia

เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการระงับความเจ็บปวดจากการคลอด มารดาจะไม่รู้สึกเจ็บปวดจากการหดรัดตัวของมดลูก (painless labor) ทำโดยการฉีดยาชาเข้าสู่ epidural space ซึ่งอยู่ระหว่าง ligamentumflavumและ dura mater ของเยื่อหุ้มไขสันหลัง (รูปที่1)

 AnesF1

รูปที่ 1 :  Epidural Block
(ที่มา: Williams Obstetrics. 24 ed. McGraw-Hill Companies, Inc.; 2014, p.510)

ข้อบ่งชี้ในการใช้

  1. .มารดาต้องการบรรเทาความเจ็บปวดจากการคลอด
  2. ใส่ท่อช่วยหายใจลำบาก
  3. มีประวัติ malignant hyperthermia
  4. มีโรคประจำตัว เช่นcardiovascular disease หรือ respiratory disease ที่ต้องการเลี่ยงการดมยาสลบ
  5. ป้องกันและรักษาภาวะ autonomic hyperreflexiaในมารดาที่มีรอยโรคที่ spinal cord

ข้อดีของวิธีนี้คือสามารถให้ยาชาแบบต่อเนื่องผ่านทาง epidural catheter จึงระงับปวดได้ดีเนื่องจากปรับระดับยาได้ตามต้องการ ในปัจจุบันนิยมใช้ low-dose local anesthetic เช่น bupivacaine, levobupivacaineหรือ ropivacaineร่วมกับ opioids agonist เนื่องจากสามารถลดการบล็อกเส้นประสาทมอเตอร์และลดระยะเวลาของการคลอดลงได้ ข้อเสียที่พบคือ การคลอดในระยะที่ 1 และ 2 ยาวนานขึ้น,เพิ่มหัตถการช่วยคลอด และมีไข้ (intrapartum fever)

Spinal analgesia

Spinal analgesia คือการฉีดยาชาเข้าสู่ subarachnoid space ระยะเวลาในการออกฤทธิ์ระงับความรู้สึกอยู่ระหว่าง 30-250 นาที ขึ้นกับชนิดของยาชาที่เลือกใช้ เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องของเวลาที่ตัวยาออกฤทธิ์จึงเหมาะในการใช้กับหัตถการที่คาดการณ์เวลาที่แน่นอน(3)เช่น การผ่าคลอด(cesarean section), ระงับความรู้สึกในระยะที่ 2 ของการคลอดเป็นต้น

Combined Spinal Epidural analgesia

การบล็อกทั้ง subdural space และ epidural space โดยวิธี needle-through-needle techniques จากนั้นคา epidural catheter ไว้(รูปที่ 2)วิธีนี้รวมข้อดีของ spinal block ที่หมดความรู้สึกเร็วและข้อดีของ epidural block ที่สามารถเติมยาได้หลายครั้ง มีรายงานการเกิด fetal bradycardiaที่สัมพันธ์กับการใช้ combined spinal-epidural block และการผ่าตัดคลอดฉุกเฉินจาก nonreassuring fetal status เพิ่มขึ้น(4)

 AnesF2

รูปที่ 2 : Combined Spinal Epidural Block
(ที่มา: Williams Obstetrics. 24 ed. McGraw-Hill Companies, Inc.; 2014, p.510)

Absolute Contraindications to Regional Anesthesia

  1. ความดันโลหิตต่ำในมารดาที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา
  2. การแข็งตัวของเลือดผิดปกติหรือภาวะเกร็ดเลือดต่ำ
  3. หยุดยาlow-molecular weight heparin น้อยกว่า 12 ชั่วโมง
  4. ภาวะ bacteremia ที่ยังไม่ได้รักษา
  5. มีการติดเชื้อที่ผิวหนังในบริเวณที่จะฉีดยาชา
  6. มีก้อนในสมองที่เป็นสาเหตุให้ความดันในกะโหลกศีรษะเพิ่มสูงขึ้น

Side Effects of Regional Analgesia (ตาราง 3)

  1. ความดันโลหิตต่ำ พบบ่อยที่สุดป้องกันได้โดยการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำชนิด nonglucose-containing isotonic crystalloid 500-1000 มล. หยดเร็วๆ ถ้าไม่ได้ผลพิจารณาให้ ephedrine ทางหลอดเลือดดำช้าๆ
  2. ปวดศีรษะ (Postdural puncture headache) พบบ่อยในรายที่แทงเข็มขนาดใหญ่ทะลุชั้น duraการป้องกันภาวะนี้คือ เลือกใช้เข็มขนาดเล็ก 25-27 G ชนิดดินสอแทนเข็มปลายตัด รักษาเบื้องต้นโดยใช้ยาแก้ปวด นอนหงายและให้สารน้ำ มีรายงานว่ามารดา 36 % หลังทำมีอาการปวดศีรษะรุนแรงจนต้องรักษาด้วย autologous epidural blood patch(5) ตรงตำแหน่งที่มีรูรั่วของ duraโดยการฉีดเลือดของผู้ป่วย 10-15 มล. เพื่อให้เลือดแข็งเป็นลิ่มปิดรูที่ CSF รั่ว
  3. ไข้ พบบ่อยใน epidural analgesia โดยเฉพาะในครรภ์แรกมีรายงานว่าเกิดได้ถึง 24% เมื่อเทียบกับครรภ์หลังที่เกิดได้ 5% และความเสี่ยงของการเกิดไข้จะสูงขึ้นสัมพันธ์กับระยะเวลาการเจ็บครรภ์คลอด(6)คาดว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากการติดเชื้อในมารดาและทารกหรือระบบการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายผิดปกติ
  4. Transient neurologic symptoms เช่นความรู้สึกปวดสะโพกหรือขา เกิดได้ 3-7% สัมพันธ์กับ spinal anesthesia(7)หรืออาการคันซึ่งมักเกิดขึ้นหลังใส่ intrathecal catheter ซึ่งมักหายได้เองภายใน 72 ชั่วโมงหรือเกิดหลังได้ยากลุ่ม opioids รักษาโดยการให้ naloxone
  5. การระงับความรู้สึกไม่สมบูรณ์สามารถเกิดขึ้นได้ 10% ใน epidural block แก้ไขโดยการให้ bolus dose ของยาชา
  6. Total spinal block เป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง มีรายงานการเกิดใน epidural block 1% ให้เตรียมพร้อมในการทำ cardiopulmonary resuscitation แก่มารดา

ตาราง 3 : ภาวะแทรกซ้อนจากการทำ Regional analgesia

AnesT3

(ที่มา : ACOG practice bulletin. Obstetric analgesia and anesthesia. Number 36, July 2002.)

General Anesthesia

เนื่องจากการใช้ยาสลบส่งผลให้มารดาไม่รู้สึกตัว จำเป็นต้องช่วยหายใจผ่านท่อช่วยหายใจและเครื่องช่วยหายใจดังนั้นจึงควรทำภายใต้การดูแลของวิสัญญีแพทย์ แก๊สที่ใช้ในการดมสลบทางสูติกรรมคือ ไนตรัสออกไซด์ (nitrous oxide) ข้อเสียคือไม่ค่อยทำให้มดลูกคลายตัวทำให้ล้วงรกหรือทารกยากจึงอาจใช้ร่วมกับสารระเหยกลุ่ม halogenated hydrocarbon เช่น isoflurane, desfluraneและ sevofluraneในความเข้มข้นต่ำๆ เพื่อช่วยให้มดลูกคลายตัวทำหัตถการได้ง่ายขึ้นแต่ต้องระวังเรื่องการตกเลือดหลังคลอดจากมดลูกไม่แข็งตัวนอกจากนี้การนำสลบนิยมการให้ sodium pentothal ทางหลอดเลือดดำตามด้วยการทำ rapid sequence induction เพื่อชักนำให้ผู้ป่วยหลับและลดความเสี่ยงของการสูดสำลักจากการดมสลบ

ยาดมสลบทุกตัวสามารถผ่านรกได้หมดจึงสามารถกดการหายใจของทารกได้ด้วย ดังนั้นระยะเวลาตั้งแต่เริ่มดมยาสลบจนถึงการคลอดควรจะใช้เวลาให้น้อยที่สุด มีรายงานถ้าทารกในครรภ์ได้รับยาสลบมากกว่า 8 นาทีมีความสัมพันธ์กับการถูกกดการหายใจที่เพิ่มขึ้นหลังคลอด(8)

Local Analgesia

การฉีดยาชาเฉพาะที่บริเวณฝีเย็บหรือช่องคลอด ใช้เพื่อระงับอาการปวดก่อนการตัดฝีเย็บและระหว่างการเย็บซ่อมแซมแผลที่ฉีกขาด ยาชาที่นิยมใช้ได้แก่ lidocaine (1-2%) และ 2-chloroprocaine (1-3%) ระยะเวลาในการออกฤทธิ์ประมาณ 20-40 นาที พบผลข้างเคียงจากการใช้ยาชาเฉพาะที่น้อย มีรายงานว่าเกิดชัก, ความดันโลหิตต่ำและหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ แต่ต้องระวังการฉีดยาเข้าหลอดเลือดเนื่องจากทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ

Pudendal block คือการฉีดยาชาเฉพาะที่เพื่อบล็อก pudendal nerve (S2-4) ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่มาเลี้ยงบริเวณช่องคลอดและฝีเย็บ สามารถช่วยลดความเจ็บปวดในบริเวณช่องคลอด ในช่วงที่ส่วนนำลงมาถึงส่วนล่างของช่องคลอด มักใช้ร่วมกับการฉีดยาชาบริเวณฝีเย็บ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้แก่ ก้อนเลือดคั่งในเนื้อเยื่อ (hematoma) การติดเชื้อในบริเวณที่ฉีดยา

Paracervical block เป็นการฉีดยาชาเฉพาะที่เพื่อบล็อกเส้นประสาทรับความรู้สึกที่อยู่ข้างๆปากมดลูก เพื่อระงับอาการปวดในการคลอดระยะที่ 1 ข้อเสียคือมักเกิด fetal bradycardia

Maternal Mortality

ภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบเป็นปัญหาสำคัญ เนื่องจากเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่พบในผู้ป่วยสูติกรรมประมาณ 5% และพบว่าสามารถป้องกันได้(9)มีการเปรียบเทียบถึงอัตราการป่วยตาย (case fatality rate) ในผู้ป่วยผ่าตัดคลอด กลุ่มดมยาสลบมีค่า 32 ต่อ 1,000,000 การเกิดมีชีพ เทียบกับกลุ่มให้ยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่มีค่า 1.9 ต่อ 1,000,000 การเกิดมีชีพ(10)ดังนั้นเพื่อป้องกันความพิการหรือเสียชีวิตจึงแนะนำให้ใช้วิธีระงับความรู้สึกเฉพาะที่ในการผ่าตัดคลอด ถ้าไม่มีข้อห้ามในการใช้ อย่างไรก็ตามการดมยาสลบก็ยังคงมีข้อบ่งชี้ในกรณีที่ต้องการความรีบด่วนในการผ่าตัด เนื่องจากทารกมีภาวะเครียด (fetal distress) ซึ่งต้องเทียบระหว่างความปลอดภัยของทารกและความเสี่ยงในการดมยาสลบของมารดา

หากอ้างอิงตาม ACOG recommendationsในการพิจารณาให้ยาระงับปวดแก่สตรีตั้งครรภ์(11) สามารถแบ่งตาม level of evidence base ดังนี้

LevelA :

  • regional analgesia สามารถลดความเจ็บปวดจากการคลอดได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับยาฉีดระงับปวด และเป็นวิธีที่ควรเลือกใช้ก่อนถ้าไม่มีข้อห้าม
  • การใช้ยาฉีดระงับปวดกลุ่ม opioids ในช่วงเจ็บครรภ์คลอดสามารถลด fetal heart rate variability ได้อาจทำให้เป็นข้อจำกัดในการแปลผล ดังนั้นพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ยากลุ่มอื่นแล้วดูการเปลี่ยนแปลงของ fetal heart rate variability

Level B :

  • regional analgesia สามารถพิจารณาทำได้ในผู้ป่วยที่มีเกร็ดเลือด 50,000 – 100,000/uL
  • ในมารดาที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษ (preeclampsia) ควรใช้ regional analgesia ถ้าไม่มีข้อห้าม
  • ยาดมสลบไม่มีผลต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมมารดา

Level C :

  • มารดาที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ไม่มีความจำเป็นในการส่งตรวจหาปริมาณเกร็ดเลือดก่อนดมยาสลบหรือให้ยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่
  • ในมารดาที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์สามารถให้อาหารน้ำใส (clear liquid diet) ได้ในช่วงเจ็บครรภ์คลอด
  • ให้ดื่ม 0.3 M sodium citrate 30ml เพื่อลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหารทันที เมื่อตัดสินใจผ่าตัดคลอดยาในกลุ่มนี้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์คือ หากเกิดการสูดสำลักอาหารเข้าปอด อาการจะได้ไม่รุนแรงมาก เนื่องจากความเป็นกรดของน้ำย่อยลดลง
  • ปรึกษาวิสัญญีแพทย์ตั้งแต่ช่วงฝากครรภ์เพื่อลดความเสี่ยง กรณีที่พบว่ามารดาอาจใส่ท่อช่วยหายใจยากหรือมีภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบ
  • เพื่อหลีกเลี่ยงฤทธิ์กดการหายใจของ narcoticdrug ควรมีการเฝ้าติดตามขนาดยาที่ได้สะสมตั้งแต่ช่วงก่อนคลอด เจ็บครรภ์คลอดและหลังคลอด
  • การตัดสินใจใช้ epidural analgesia ขึ้นกับมารดาแต่ละคน พิจารณาตามความเหมาะสมแต่ไม่แนะนำให้ทำในกรณีที่ปากมดลูกเปิดไปแล้ว 4-5 ซม.

อาการปวดจากการเจ็บครรภ์คลอดเป็นความปวดที่รุนแรงความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาขณะตั้งครรภ์ กระบวนการคลอดและสภาวะจิตใจของมารดา จึงมีความสำคัญเพื่อสามารถเลือกใช้ยาหรือวิธีการที่เหมาะสมในการระงับปวดและการระงับความรู้สึกเพื่อการคลอด ผลลัพธ์เพื่อให้การคลอดเป็นไปโดยราบรื่นปลอดภัยต่อทั้งมารดาและทารก

เอกสารอ้างอิง

  1. Cunningham FG LK, Bloom SL, Spong CY, et al. . Williams obstetrics. 24th ed. 2014.
  2. Olofsson C, Ekblom A, Ekman-Ordeberg G, Hjelm A, Irestedt L. Lack of analgesic effect of systemically administered morphine or pethidine on labour pain. Br J Obstet Gynaecol. 1996 Oct;103(10):968-72.
  3. Yeh HM, Chen LK, Shyu MK, Lin CJ, Sun WZ, Wang MJ, et al. The addition of morphine prolongs fentanyl-bupivacaine spinal analgesia for the relief of labor pain. Anesth Analg. 2001 Mar;92(3):665-8.
  4. Gambling DR, Sharma SK, Ramin SM, Lucas MJ, Leveno KJ, Wiley J, et al. A randomized study of combined spinal-epidural analgesia versus intravenous meperidine during labor: impact on cesarean delivery rate. Anesthesiology. 1998 Dec;89(6):1336-44.
  5. Vallejo MC, Mandell GL, Sabo DP, Ramanathan S. Postdural puncture headache: a randomized comparison of five spinal needles in obstetric patients. Anesth Analg. 2000 Oct;91(4):916-20.
  6. Philip J, Alexander JM, Sharma SK, Leveno KJ, McIntire DD, Wiley J. Epidural analgesia during labor and maternal fever. Anesthesiology. 1999 May;90(5):1271-5.
  7. Philip J, Sharma SK, Gottumukkala VN, Perez BJ, Slaymaker EA, Wiley J. Transient neurologic symptoms after spinal anesthesia with lidocaine in obstetric patients. Anesth Analg. 2001 Feb;92(2):405-9.
  8. Datta S, Ostheimer GW, Weiss JB, Brown WU, Jr., Alper MH. Neonatal effect of prolonged anesthetic induction for cesarean section. Obstet Gynecol. 1981 Sep;58(3):331-5.
  9. Panchal S, Arria AM, Labhsetwar SA. Maternal mortality during hospital admission for delivery: a retrospective analysis using a state-maintained database. Anesth Analg. 2001 Jul;93(1):134-41.
  10. Hawkins JL, Koonin LM, Palmer SK, Gibbs CP. Anesthesia-related deaths during obstetric delivery in the United States, 1979-1990. Anesthesiology. 1997 Feb;86(2):277-84.
  11. ACOG practice bulletin. Obstetric analgesia and anesthesia. Number 36, July 2002. American College of Obstetrics and Gynecology. Int J Gynaecol Obstet. 2002 Sep;78(3):321-35.
Read More
Amen

ภาวะขาดระดู (Secondary amenorrhea)

ภาวะขาดระดู (Secondary amenorrhea)

จัดทำโดย  พญ. อรพิน  จิตคุณธรรมกุล
อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ พญ. ทวิวัน  พันธศรี


ภาวะขาดระดู (Secondary amenorrhea)

คือ สตรีที่เคยมีระดูมาก่อน มีภาวะขาดระดูไป นานมากกว่าเท่ากับ 6 เดือน หรือมากกว่าเท่ากับ 3 รอบของรอบระดูที่เคยมีมาก่อน [1-4]

สาเหตุของการขาดระดู (Etiology) [4]

การตั้งครรภ์ (Pregnancy) เป็นสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อยของภาวะขาดระดู ดังนั้นในสตรีวัยเจริญพันธุ์ และมีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรตรวจ Pregnancy test เพื่อแยกภาวะการตั้งครรภ์ออกไปก่อน แล้วจึงมาพิจารณาสาเหตุอื่นๆ ซึ่งความผิดปกติขึ้นอยู่กับระดับของกายวิภาคที่ควบคุมรอบระดู ได้แก่

  1. .ความผิดปกติที่ระดับ Hypothalamus – 35 %
  2. ความผิดปกติที่ระดับต่อมใต้สมอง (Pituitary gland) – 19 %
  3. ความผิดปกติที่ระดับรังไข่ (Ovary) – 40 %
  4. ความผิดปกติที่ระดับมดลูก (Uterus) – 5 %
  5. ความผิดปกติอื่นๆ – 1 %

ตารางที่ 1 แสดงสาเหตุของการขาดระดูจำแนกตามระดับของกายวิภาคที่ควบคุมรอบระดู [4]

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_blue.css]}

Abnormality Causes
Hypothalamic dysfunction
  • Congenital Gonadotropin-releasing hormone (GnRH) deficiency
  • Functional hypothalamic amenorrhea
    • Weight loss, eating disorders
    • Exercise
    • Stress
    • Severe or prolonged illness
    • Heterozygous mutations: FGFR1, PROKR2, KAL1
  • Inflammatory or infiltrative diseases
  • Brain tumors – e.g. Craniopharyngioma
  • Cranial irradiation
  • Traumatic brain injury
  • Other syndromes: Prader-Willi, Laurence-Moon-Biedi
Pituitary dysfunction
  • Hyperprolactinemia including lactotroph adenomas
  • Other pituitary tumors – acromegaly, corticotroph adenomas (Cushing’s disease)
  • Other tumors– meningioma, glioma, germinoma
  • Genetic causes of hypopituitarism
  • Empty sella syndrome
  • Pituitary infarct or apoplexy
Ovarian dysfunction
  • Polycystic ovary syndrome
  • Premature ovarian failure (Primary ovarian insufficiency)
    • Surgical
    • Autoimmune, genetic, ovarian toxins, idiopathic
Others
  • Hypothyroidism
  • Hyperthyroidism
  • Diabetes mellitus
  • Exogenous androgen use

 

แนวทางในการตรวจวินิจฉัยภาวะขาดระดู (Diagnosis)

ขั้นตอนที่ 1 (Step 1) : การซักประวัติ (History) [2-5]

  • ประวัติการมีระดูมาก่อน อายุที่เริ่มมีระดูครั้งแรก ความสม่ำเสมอของรอบระดู ระยะเวลาที่ขาดระดูลักษณะที่ผิดปกติของระดู และอาการปวดระดู
  • ประวัติการแต่งงาน การคุมกำเนิด การตั้งครรภ์ การคลอด การแท้งบุตร การให้นมบุตร การตกเลือดหลังคลอด การขูดมดลูก และการอักเสบติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน
  • การเจริญเติบโตของร่างกาย และพัฒนาการของลักษณะเพศขั้นที่ 2
  • น้ำนมไหล
  • สิว ผิวมัน ขนดกเสียงห้าว
  • อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกง่าย
  • อาการปวดศีรษะ โรคทางสมอง ความรู้สึกในการดมกลิ่น และความผิดปกติทางสายตา
  • ภาวะเครียด
  • ลักษณะการรับประทานอาหาร
  • การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักตัวเพิ่ม หรือลดลงมากผิดปกติ
  • ประวัติการออกกำลังกาย และการเล่นกีฬา
  • การได้รับรังสี หรือสารพิษ
  • โรคประจำตัวอื่นๆ และการใช้ยาเช่น ยาในกลุ่ม Psychotropic, Hormone
  • ประวัติการเจ็บป่วยที่ผ่านมาในอดีต และประวัติการรักษา
  • ความพิการแต่กำเนิด
  • ประวัติการผ่าตัดโดยเฉพาะการผ่าตัดที่มดลูก และช่องคลอด
  • การมีโรคในครอบครัวหรือคนในครอบครัวมีอาการผิดปกติเช่นเดียวกับผู้ป่วย

ขั้นตอนที่ 2 (Step 2) : การตรวจร่างกาย (Physical examination) [2-5]

  • น้ำหนัก ส่วนสูง และ Body mass index (BMI)
  • สัญญาณชีพ (Vital signs) โดยเฉพาะชีพจร (Pulse rate)
  • ลักษณะภายนอก การเติบโตสมวัย ลักษณะหนวดเครา หรือขนขึ้นดกสิว ผิวมัน
  • Striae, Acanthosisnigricans, Vitiligo, Easy bruisability
  • พัฒนาการของลักษณะเพศขั้นที่ 2 เช่น ขนรักแร้ เต้านม และขนบริเวณอวัยวะเพศโดยใช้ระบบ Tanner staging
  • ตรวจเต้านม บีบหัวน้ำนมทั้ง 2 ข้างเพื่อดูลักษณะน้ำนมไหลผิดปกติ
  • ต่อมไทรอยด์
  • ต่อม Parotid บวม และ Erosion of dental enamel บ่งบอกถึงภาวะผิดปกติจากการรับประทานอาหาร (Bulimia nervosa)
  • การตรวจภายใน สังเกตลักษณะเยื่อบุช่องคลอด ตำแหน่งและลักษณะปากมดลูก และมูกปากมดลูก ขนาดและตำแหน่งของมดลูก และปีกมดลูก และความผิดปกติอื่นๆ ในอุ้งเชิงกราน

ขั้นตอนที่ 3 (Step 3) : การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory testing) และการประเมินผู้ป่วยขาดระดู

1. Serum hCG or Urine hCG pregnancy test [2-4]

ในสตรีวัยเจริญพันธุ์และมีเพศสัมพันธ์แล้ว ต้องนึกถึงภาวะการตั้งครรภ์ไว้ก่อน ซึ่งสามารถแยกได้ง่ายโดยการตรวจ Pregnancy test เมื่อแน่ใจว่าไม่ตั้งครรภ์จึงเริ่มสืบค้นตามขั้นตอนต่อไป

2. การตรวจวัดระดับฮอร์โมน [2-6]

  • Serum prolactin (PRL) – เพื่อตรวจหาภาวะ Hyperprolactinemia
    • ตรวจในผู้ที่มีภาวะขาดระดูและควรตรวจในผู้ที่มีภาวะน้ำนมไหล (Galactorrhea) ร่วมด้วยอย่างยิ่ง เนื่องจากจะพบภาวะ Hyperprolactinemia ได้บ่อยขึ้น
    • ค่าปกติของ PRL ในสตรีวัยเจริญพันธ์อยู่ระหว่าง 20 – 27 ng/ml (20 – 27 mcg/L)
    • การตรวจ Serum PRL แนะนำให้ตรวจอย่างน้อย 2 ครั้ง โดยเฉพาะในรายที่ PRL สูงขึ้นเพียงเล็กน้อย (ไม่เกิน 50 ng/ml) เนื่องจาก PRL สามารถสูงขึ้นได้บางภาวะ เช่น ภาวะเครียด (Stress) ภาวะผิดปกติจากการรับประทานอาหาร (Eating disorders) การกระตุ้นหัวนม (Nipple stimulation) หรือการใช้ยาบางอย่าง เป็นต้น
    • สตรีทุกคนที่ได้รับการตรวจ PRL ควรตรวจ Serum TSH ร่วมด้วย เนื่องจากภาวะ Hypothyroidism ทำให้เกิดภาวะ Hyperprolactinemia ได้เนื่องจากภาวะ Hypothyroidism ชักนำให้เกิดการลดระดับของ Dopamine ทำให้ Dopamine ไม่สามารถยับยั้ง PRL ได้ เกิดHyperprolactinemia ตามมา ไม่ตกไข่และขาดระดูได้
    • ในรายที่ตรวจพบว่ามีภาวะ Hyperprolactinemia จริง คือ เมื่อ Serum PRL > 100 ng/ml ควรทำการตรวจ Pituitary Magnetic Resonance Imaging (MRI) หรือการฉายภาพรังสี Sella turcica (Coned down view) ต่อ ถึงแม้ว่าจะเจอสาเหตุที่อธิบายได้แล้วก็ตาม เช่น Hypothyroidism, Antipsychotic drug use เป็นต้น เพื่อประเมินพยาธิสภาพที่ Hypothalamus และ Pituitary เช่น Prolactinoma, Other sellar masses เป็นต้น
  • Serum thyroid stimulating hormone (TSH) – เพื่อตรวจหาภาวะ Hypothyroidism
    • ความผิดปกติของรอบระดูทั้งรอบระดูผิดปกติ และการขาดระดู พบได้ในภาวะ Hypothyroidism และ Hyperthyroidism แต่จะพบได้บ่อยในภาวะ Hypothyroidism มากกว่าซึ่งเป็นสาเหตุที่รักษาได้ง่ายถ้าตรวจพบและได้รับการรักษา ผู้ป่วยจะกลับมามีรอบระดูปกติได้ในเวลาอันรวดเร็ว
    • การตรวจหา Thyroxine (T4) หรือ T3 ไม่เพียงพอเพราะ T4 หรือ T3 อาจอยู่ในเกณฑ์ปกติได้ ทั้งๆ ที่ TSH เพิ่มสูงขึ้นแล้ว ทำให้ไม่ตกไข่ และขาดระดูได้แล้ว

3. การประเมินระดับเอสโตรเจนในร่างกาย (Assessment of estrogen status) [2-5]

  • การทดสอบ Progestogen challenge test (PCT, Progesterone withdrawal test) – ควรทำในระหว่างรอผลการตรวจวัดระดับ PRL หรือ TSH การทดสอบนี้เพื่อประเมินระดับ Estrogen ในร่างกายว่าเพียงพอหรือไม่ และทดสอบช่องทางระบายออกของเลือดระดู (Outflow tract) ว่าปกติหรือไม่ วิธีการทำได้โดยใช้สาร Progestational agents [5] ที่ไม่มีฤทธิ์ของ Estrogen ได้แก่
    • Medroxyprogesterone acetate10 mg Oral 7 – 10 days or
    • Norethindrone 5 mg Oral 7 – 10 days or
    • Progesterone 200 mg IV single dose or
    • micronized progesterone gel (4 or 8 %)   intravaginally everyday 6 applications
    • Micronized  400 mg Oral 7 – 10 days

ภายในเวลา 2 – 7 วันหลังการให้ยา ให้สังเกตว่ามีเลือดออก (Withdrawal bleeding) หรือไม่ ถ้ามีแสดงว่าเป็นภาวะไม่มีการตกไข่ (Anovulation) และแสดงว่า

    • ช่องทางระบายออกของเลือดระดูเป็นปกติ เยื่อบุโพรงมดลูกปกติ และไม่มีการอุดตันของปากมดลูก และช่องคลอด
    • รังไข่สร้าง Estrogen ได้เพียงพอ ซึ่งระดับที่ทำให้มี Withdrawal bleeding มักสูงกว่า 40 pg/ml
    • Pituitary gland สร้าง Gonadotropins ได้เพียงพอที่จะกระตุ้นให้รังไข่สร้าง Estrogen ได้
    • ไม่มีการตั้งครรภ์
  • การทำ Ultrasound – เพื่อวัด Endometrial thickness
  • Serum estradiol – มีความแปรปรวนมาก ไม่นิยมนำมาใช้ประเมินระดับ Estrogen ในร่างกาย

ทั้ง 3 วิธียังไม่มีข้อมูลสนับสนุนว่าวิธีใดดีที่สุด แต่วิธีที่ใช้แพร่หลาย และทำได้ง่าย คือ Progestin challenge test

  • การทดสอบด้วย Estrogen ร่วมกับ Progestogen (Estrogen & Progestogen challenge test) [5]

ถ้าการทดสอบ PCT พบว่าไม่มี Withdrawal bleeding แสดงว่า

    • รังไข่สร้าง Estrogen ไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นเยื่อบุโพรงมดลูกให้เจริญได้ ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกฝ่อบาง Progestin ที่ให้เข้าไปก็ไม่สามารถทำให้เกิด Withdrawal bleeding ได้
    • อาจเกิดจากความผิดปกติของช่องทางระบายออกของเลือดระดู เช่น มีพังผืดในโพรงมดลูก ปากมดลูกตีบตัน เป็นต้น

ถ้าการทดสอบ PCT พบว่าไม่มี Withdrawal bleeding ให้ทำการทดสอบต่อ คือ Estrogen & Progestogen challenge test โดยการรับประทาน Conjugated equine estrogen (Premarin) 1.25 mg หรือ Estradiol valerate 2 mg/day เป็นเวลา 21 วัน สำหรับเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกก่อน และตามด้วย Progestogen เช่น Medroxyprogesterone acetate 10 mg/day เป็นเวลา 5 – 10 วันสุดท้าย หรือจะให้ Estrogen และ Progestogen ร่วมกันในเม็ดเดียว เช่น ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นเวลา 3 สัปดาห์ก็ได้ ถ้าไม่มีเลือดออกใน 1 สัปดาห์หลังการให้ยา ควรให้ฮอร์โมนในขนาดดังกล่าวซ้ำอีกครั้ง เพราะบางครั้งผู้ป่วยอาจขาดระดูมานาน และเยื่อบุโพรงมดลูกบางมาก จนการกระตุ้นระยะเวลาสั้นๆ อาจไม่เพียงพอ ถ้าหลังการให้ยามีเลือดออก แสดงว่าเยื่อบุโพรงมดลูก และช่องทางระบายออกของเลือดระดูปกติ แปลผลว่าภาวะขาดระดูเกิดจากรังไข่สร้าง Estrogen ได้ไม่เพียงพอ ซึ่งจะทำการสืบค้นต่อไปในข้อที่ 4 แต่ถ้าหลังการให้ยาไม่มีเลือดออก แสดงว่ามีความผิดปกติที่ช่องทางระบายออกของเลือดระดู ได้แก่ เยื่อบุโพรงมดลูก ปากมดลูก เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่น Asherman’s syndrome อาจให้การวินิจฉัยโดยการทำ Hysterosalpingogram (HSG) หรือ Hysteroscope ส่องเข้าไปดูภายในโพรงมดลูกโดยตรง

4.การตรวจวัดระดับฮอร์โมน FSH และ LH [2-6]

ในรายที่มีเลือดออกหลังจากการทดสอบ Estrogen & Progestogen challenge test แปลผลว่าภาวะขาดระดูเกิดจากรังไข่สร้าง Estrogen ได้ไม่เพียงพอจะต้องทำการสืบค้นต่อไปว่าความผิดปกติอยู่ที่ระดับใดตั้งแต่รังไข่ Pituitary gland หรือ Hypothalamus ที่เป็นสาเหตุทำให้รังไข่สร้าง Estrogen ไม่เพียงพอ ซึ่งการทดสอบด้วย Estrogen & Progestogen challenge test อาจมีผลทำให้ระดับของ Serum FSH และ LH เปลี่ยนแปลงได้ ทำให้การแปลผลผิดพลาด ดังนั้นการตรวจควรทำอย่างน้อย 2 สัปดาห์หลังการทดสอบ Estrogen & Progestogen challenge test

  • High serum FSH

แสดงถึงภาวะที่รังไข่ไม่สามารถสร้าง Estradiol และ Inhibin ได้เพียงพอ ทำให้มี feedback กลับไปทำให้ระดับ FSH สูง (มากกว่า 20 IU/L) ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะรังไข่ล้มเหลวก่อนวัยอันควร (Premature ovarian failure, POF or Primary ovarian insufficiency) เกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่บางสาเหตุควรทำการสืบค้นต่อ เช่น

    • Karyotype for Turner syndrome – ในผู้ป่วยที่มีภาวะรังไข่ล้มเหลวเกิดก่อนอายุ 30 ปี ควรเจาะเลือดตรวจโครโมโซมทุกราย ถ้าพบว่ามี Mosaicism ที่มี Y-chromosome ควรผ่าตัดเอาต่อมเพศออก เพราะมีโอกาสเป็นมะเร็งได้สูง แต่ถ้าอายุมากกว่า 30 ปี มักไม่จำเป็นต้องตรวจโครโมโซม เพราะมะเร็งของต่อมเพศมักไม่พบในคนที่อายุเกิน 30 ปีไปแล้ว
    • Fragile X prematuration test – เป็นการตรวจคัดกรองโรค Fragile X syndrome ซึ่งเป็นสาเหตุของ POF ประมาณ  10 – 20 % [2] ควรตรวจในรายที่มีประวัติคนในครอบครัวหมดระดูก่อนอายุ 40 ปี
    • สาเหตุอื่นๆ จะกล่าวต่อไปในภายหลัง
  • Normal or low serum FSH

ในรายที่ Serum FSH ปกติหรือต่ำ (น้อยกว่า 5 IU/L) ร่วมกับ Serum estradiol ต่ำ แสดงว่าความผิดปกติอยู่ที่ระดับ Pituitary gland หรือ Hypothalamus ควรทำการสืบค้นต่อด้วยการตรวจ Pituitary Magnetic Resonance Imaging (MRI) หรือการฉายภาพรังสี Sella turcica (Coned down view) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่มีความผิดปกติของสายตา หรือมีอาการปวดศีรษะ ที่คาดว่าจะเป็นผลมาจากการขยายขนาดของก้อนเนื้องอก

ในรายที่ตรวจทางห้องปฏิบัติการปกติทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น FSH ต่ำหรือปกติ, PRL ปกติ, การฉายภาพรังสี Sella turcica ปกติ และไม่มี Withdrawal bleeding หลังการทำ PCT ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจติดตามอย่างน้อยปีละครั้ง โดยวัด PRL และทำฉายภาพรังสี Sella turcica หากปกติควรทำซ้ำทุก 2 – 3 ปี [3]

แผนภาพที่ 1 แสดงขั้นตอนการประเมินผู้ป่วยขาดระดู[5]

Amen

  

ตารางที่ 2 แสดงการแยกโรคที่เป็นสาเหตุของภาวะขาดระดู [5]

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_blue.css]}

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_blue.css]}

Hyperprolactinemia Hypergonadotropic hypogonadism Hypogonadotropic hypogonadism Normogonadotropic hypogonadism
PRL ≤ 100 ng/ml

  • Altered metabolism
    • Liver failure
    • Renal failure
  • Ectopic production
    • Bronchogenic e.g. carcinoma
    • Gonadoblastoma
    • Hypopharynx
    • Ovarian dermoid cyst
    • Renal cell carcinoma
    • Teratoma
  • Breastfeeding
  • Breast stimulation
  • Hypothyroidism
  • Medications
    • OCPs
    • Antipsychotics
    • Antidepressants
    • Antihypertensive
    • Histamine H2 receptor blockers
    • Opiates, Cocaine

PRL > 100 ng/ml

  • -Empty sella syndrome
  • -Pituitary adenoma
  • Gonadal dysgenesis
  • Postmenopausal ovarian failure
  • Premature ovarian failure
    • Autoimmune
    • Chemotherapy
    • Galactosemia
    • Genetic
    • 17-hydroxylase deficiency syndrome
    • Idiopathic
    • Mumps
    • Pelvic radiation
  • Anorexia or bulimia nervosa -CNS tumor
  • Chronic illness
    • Chronic liver disease
    • Chronic renal insufficiency
    • Diabetes
    • Immunodeficiency
    • Inflammatory bowel disease
    • Thyroid disease
    • Severe depression or Psychosocial stressors
  • Cranial radiation
  • Excessive exercise
  • Excessive weight loss or malnutrition
  • Hypothalamic or pituitary destruction
  • Sheehan’s syndrome
  • Hyperandrogenic anovulation
    • Acromegaly
    • Androgen-secreting tumor (ovarian or adrenal)
    • Cushing’s disease
    • Exogenous androgens
    • nonclassical CAH
    • PCOS
    • Thyroid disease
  • Outflow tract obstruction
    • Asherman’s syndrome
    • Cervical stenosis  
  • Others
    • Pregnancy
    • Thyroid disease

 

5.การตรวจวัดระดับฮอร์โมนที่บ่งบอกภาวะ Hyperandrogenism [4, 5]

ในรายที่ตรวจ PRL ปกติและมี Withdrawal bleeding หลังการทำ PCT ร่วมกับมีอาการของภาวะ Hyperandrogenism เช่น สิว ผิวมัน ขนดก อ้วน เป็นต้น ควรนึกถึงภาวะ Polycystic ovary syndrome (PCOS) และ Androgen – secreting tumor ของ Ovary หรือ Adrenal gland ไว้ด้วย ฮอร์โมนที่ควรตรวจวัดเพื่อแยกทั้ง 2 ภาวะ ได้แก่ Serum testosterone, Serum dehydroepiandrosterone sulfate (DHEA-S) และ Serum 17-hydroxyprogesterone (17-OHP) ดังแสดงในตารางที่ 3

 

ตารางที่ 3 แสดงระดับฮอร์โมนที่ใช้ตรวจแยกภาวะ Hyperandrogenism [5]

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_blue.css]}

Findings Indications
Serum testosterone (normal : 20–80 ng/dl, 0.7–2.8 nmol/L)
≤ 200 ng/dl (6.9 nmol/L) > 200 ng/dl Consider hyperandrogenic chronic anovulation Evaluate for androgen-secreting tumor
Serum dehydroepiandrosterone sulfate (DHEA-S) (normal : 250-300 ng/dl, 0.7-0.8 µmol/L)
≤ 700 ng/dl (1.9 µmol/L) > 700 ng/dl Consider hyperandrogenic chronic anovulation Evaluate for androgen-secreting tumor
Serum 17-hydroxyprogesterone (17-OHP) (normal : < 2 ng/ml, 6.1 nmol/L) 
> 4 ng/ml (12.1 nmol/L) Consider adrenocorticotropic (ACTH) stimulation test to diagnose CAH
Dexamethasone suppression test (if clinically indicated) 
Morning cortisol level > 5 µg/dl (138 nmol/L) Evaluate for cushing’s disease

 

โรคที่เป็นสาเหตุของภาวะขาดระดู (Differential diagnosis of secondary amenorrhea) [2-7]

1. ความผิดปกติที่ระดับ Hypothalamus (Hypothalamus dysfunction)

1.1.     Congenital gonadotropin-releasing hormone (GnRH) deficiency

กลุ่มโรคนี้เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม ผู้ป่วยจะมาด้วยปัญหา Primary amemorrhea ซึ่งเกิดจาก Complete GnRH receptor dysfunction จาก GnRH receptor mutation ทำให้เกิดภาวะไม่สามารถรู้กลิ่น (Anosmia) เรียกว่า Kallmann syndrome หรือมาด้วยปัญหา Secondary amenorrhea ก็ได้ ซึ่งเกิดจาก Incomplete GnRH receptor dysfunction เรียกว่า Idiopathic hypogonadotropic hypogonadism

1.2.     Functional hypothalamic amenorrhea

เป็นโรคที่จะต้องแยก Pathologic diseases อื่นๆ ออกไปก่อน เกิดจาก Hypothalamus หลั่ง GnRH ลดลง ทำให้หลั่ง Gonadotropin ลดลง เกิดภาวะไม่ตกไข่ (Anovulation) และฮอร์โมน Estradiol อยู่ในระดับต่ำ ลักษณะของ Gonadotropin นั้น ฮอร์โมน FSH จะมีระดับสูงกว่าฮอร์โมน LH เหมือนกับช่วง Prepuberty สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้ ได้แก่

  1. Eating disorders, Weight loss – เป็นภาวะผิดปกติจากการรับประทานอาหาร ทำให้มีน้ำหนักลด ส่วนใหญ่มักจะมีน้ำหนักลดลงมากกว่า 10% ของ Ideal body weight เช่น Anorexia nervosa, Bulimia nervosa
  2. Exercise – เป็นการออกกำลังกายอย่างหนัก พบบ่อยในนักกีฬา เช่น Ballet เรียกว่า Female athlete triad ได้แก่ Amenorrhea, Eating disordersและ Osteoporosis or osteopenia การเล่นกีฬาอย่างหนักเป็นภาวะเครียดที่ทำให้ CRH เพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลเพิ่ม Endorphin และ Cortisol ส่งผลไปกด GNRH และ CRH และนักกีฬามักจะมีน้ำหนักลด ปริมาณไขมันในร่างกาย และระดับ Leptin ก็ลดลง ซึ่งไขมันในร่างกายมีความสำคัญต่อการควบคุมรอบระดู [2, 4]
  3. Stress – ความเครียด อาจถูกกระตุ้นโดยความเจ็บป่วยทางกายได้ เช่น Myocardial infarction, severe burns
  4. Systemic illness – เป็นความเจ็บป่วยที่มีอาการรุนแรงมากพอ หรือสัมพันธ์กับภาวะขาดสารอาหาร (Nutritional deficiencies) เช่น
    1. Type 1 diabetes mellitus – พบว่าผู้ที่มี HbA1C มากกว่า 7.6 % มักมีระดูผิดปกติได้
    2. Celiac disease – พบได้หลายปัญหา เช่น ระดูผิดปกติ มีบุตรยาก แท้งบุตร เป็นต้น
  5. Heterozygous gene mutation – เช่น KAL1, FGFR1, PROKR2, GNRHR

1.3.   Infiltrative diseases

พบได้น้อย ได้แก่ Lymphoma, Langerhans cell histiocytosis, Sarcoidosis เป็นต้น มักจะมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย เช่น ปวดศีรษะรุนแรง นิสัยส่วนตัวเปลี่ยนแปลง อารมณ์แปรปรวน เป็นต้น

2. ความผิดปกติที่ระดับต่อมใต้สมอง (Pituitary dysfunction)

2.1  Hyperprolactinemia & Prolactinoma

Hyperprolactinemia คือ ภาวะ Prolactin (PRL) ในเลือดสูงกว่าปกติ ค่าปกติของ PRL ในสตรีวัยเจริญพันธุ์อยู่ระหว่าง 20 – 27 ng/ml (20 – 27 mcg/L) ผู้ป่วยจะมีปัญหาขาดระดู และน้ำนมไหลผิดปกติ (Galactorrhea) ได้PRL สูงขึ้นได้จากหลายภาวะเช่น ภาวะเครียด นอนหลับ ร่วมเพศ กระตุ้นหัวนม เป็นต้น ดังนั้นการตรวจ PRL ควรตรวจอย่างน้อย 2 ครั้งถ้าตรวจพบว่าระดับ PRL มีค่าสูงขึ้น การหลั่ง PRL ถูกควบคุมโดยการยับยั้งของ Hypothalamic dopamine ถ้าขาดการยับยั้งของ Dopamine เกิดจาก Disruption ของ Pituitary stalk, trauma or tumor จะทำให้ระดับ PRL สูงขึ้น หรือในภาวะที่มี Estrogen สูง, Thyrotropic-releasing hormone (TRH) สูง หรือยาบางอย่างสามารถกระตุ้นให้หลั่ง PRL มากขึ้นได้ โดย PRL จะไปกดการหลั่ง Hypothalamic GnRH ทำให้หลั่ง Gonadotropins และ Estradiol ลดลง

Prolactinoma (Lactotroph adenoma, PRL-secreting pituitary tumor) คือ เนื้องอกต่อมใต้สมองที่สร้าง PRL ดังนั้นในผู้ที่ตรวจพบว่ามี Persistent hyperprolactinemia ควรตรวจPituitary Magnetic Resonance Imaging (MRI) หรือการฉายภาพรังสี Sella turcica (Coned down view) ต่อ เพื่อตรวจหา Prolactinoma ซึ่งระดับ PRL ที่สูงขึ้นมักจะสัมพันธ์กับขนาดของเนื้องอก ถ้าตรวจพบว่า PRL สูงขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ทำ MRI พบเนื้องอกขนาดใหญ่ เนื้องอกนั้นอาจเป็น Other sellar masses ได้

2.2 Other sellar masses

เนื้องอกอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุ เช่น Other types of pituitary adenoma, Craniopharyngioma, Meningiomas, Cyst เป็นต้น จะทำให้เกิดการหลั่ง Gonadotropin ไม่เพียงพอ ทำให้ขาดระดู และอาจมี Hyperprolactinemia หรือไม่มีก็ได้

2.3 Empty sella syndrome

เป็นภาวะที่ Diaphragm sella ไม่สมบูรณ์มาโดยกำเนิด ทำให้ Arachnoids space ยื่นขยายเข้าไปใน Pituitary fossa ทำให้ Pituitary gland ถูกแยกออกจาก Hypothalamus และแบนราบลง อาจเกิดจาก Radiation, Infarction หรือการผ่าตัดก็ได้ การตรวจภาพทางรังสีจะไม่พบต่อมใต้สมองใน Sella turcica ผู้ป่วยจะมีปัญหาขาดระดู น้ำนมไหล หรือ Hyperprolactinemia ได้

2.4  Other diseases of pituitary gland

Sheehan’s syndrome คือ ภาวะที่ต่อมใต้สมองสร้างและหลั่งฮอร์โมนได้น้อยกว่าปกติ เนื่องจากเกิด Necrosis ซึ่งสัมพันธ์กับการตกเลือดมากของสตรีในขณะคลอดหรือหลังคลอด แต่ถ้าต่อมใต้สมองมี Necrosis ทำงานบกพร่องไป แต่ไม่สัมพันธ์กับการตั้งครรภ์ เรียกว่า Simmond’s disease

3. ความผิดปกติที่ระดับรังไข่ (Ovarian dysfunction)

3.1 Polycystic ovarian syndrome (PCOS)

คือ กลุ่มอาการที่เกิดจากการไม่ตกไข่เรื้อรังร่วมกับมีภาวะ Androgen เกิน ผู้ป่วยจะมีอาการขนดก เป็นสิว ขาดระดู ระดูมาผิดปกติ อ้วน มีภาวะ Insulin resistance ตรวจด้วย Ultrasound พบถุงน้ำรังไข่จำนวนมาก และตรวจวัดระดับฮอร์โมน Androgen เพิ่มขึ้นเล็กน้อย และระดับ LH สูง แต่ FSH ต่ำหรือปกติ ซึ่ง LH ที่หลั่งมากนี้จะไม่ลดลงโดยเร็วเหมือนรอบระดูปกติ เพราะไม่มี Progesterone มายับยั้ง เพราะไม่มีการตกไข่

3.2  Premature ovarian failure (Primary ovarian insufficiency)

คือ ภาวะที่รังไข่มีจำนวนลดลง และหยุดทำงานก่อนอายุ 40 ปี อาจเรียกว่าวัยหมดระดูก่อนกำหนด (Premature menopause) ลักษณะของฮอร์โมนจะเป็นแบบ Hypergonadotropic hypogonadism คือ ขาด Negative feedback ของ Estradiol และ Inhibin ไปที่ Hypothalamus และ Pituitary gland ทำให้ระดับ FSH เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่

  • Unknown causes – พบได้บ่อยสุด
  • Loss of X chromosome (Turner syndrome) – Mosaicism
  • Fragile X syndrome (FMR1 premutation)
  • Autoimmune ovarian destruction – Autoimmune polyendocrinopathy syndrome (APS)
  • Gonadotropin resistant, Insensitive ovary syndrome or Savage syndrome – รังไข่ดื้อต่อ Gonadotropin
  • Galactosemia – ขาด Galactose-1-phosphate uridyltransferase (GALT) เนื่องจาก Galactose หรืออนุพันธ์ของมันทำลาย Follicle ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หรือขัดขวางการเดินทางของเซลล์เพศตอนเป็นตัวอ่อน ทำให้จำนวนฟองไข่ที่รังไข่มีน้อยตั้งแต่ต้น
  • ขาด 17-hydroxylase – รังไข่มี Follicle จำนวนมากแต่สร้าง Estrogen ไม่ได้
  • สารทำลายรังไข่ ได้แก่ เคมีบำบัด (โดยเฉพาะ Alkylating agents เช่น Cyclophosphamide) รังสีบำบัด การติดเชื้อคางทูม

3.3  Others – ovarian tumor

Fibrothecoma เป็นเนื้องอกรังไข่ที่สามารถหลั่ง Inhibin B ซึ่งจะส่งผลไปกดการหลั่ง FSH และ Estradiol ทำให้เกิดภาวะขาดระดูได้

4. Thyroid disease

Hypothyroidism – เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิด Secondary amenorrhea และ Hyperprolactinemia ได้ พบได้บ่อยกว่า Hyperthyroidism บางครั้งทำให้ต่อมใต้สมองโตได้ เช่น Thyrotroph hyperplasia, Lactotroph hyperplasia

5. Uterine disorders – Asherman’s syndrome

เป็นภาวะขาดระดูที่เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกถูกทำลาย เกิดตามหลังการตกเลือดหลังคลอด หรือการติดเชื้อของเยื่อบุโพรงมดลูก แล้วได้รับการขูดมดลูก ทำให้เกิดเป็นแผลหรือพังผืดภายในโพรงมดลูก ตรวจด้วย Estrogen-Progestogen challenge test ไม่มี Withdrawal bleeding ทำUltrasound ไม่เห็นแนวของ Normal endometrial stripe การรักษาทำโดยการส่อง Hysteroscope ตรวจในโพรงมดลูก

6. Post-pill amenorrhea (PPA)

คือ ภาวะขาดระดูหลังเลิกใช้ยาเม็ด หรือยาฉีดคุมกำเนิด เชื่อว่าเกิดจากการทำงานผิดปกติของ Hypothalamus ซึ่งอาจเนื่องจากยาคุมกำเนิดทำน้ำหนักเปลี่ยนแปลง แต่ไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อภาวะเจริญพันธุ์หลังเลิกใช้ยาคุมกำเนิด ส่วนใหญ่ของสตรีที่รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดมักจะมีระดูกลับมาปกติหลังเลิกใช้ 1 – 3 เดือน แต่ถ้าหยุดยาเม็ดคุมกำเนิดมาแล้ว 6 เดือน หรือหลังฉีดยาคุมกำเนิดเข็มสุดท้าย 12 เดือน ยังไม่มีระดูมา ควรพิจารณาสืบค้นหาสาเหตุ [2]

เอกสารอ้างอิง

  1. Leon Speroff, M.A.F., Clinical Gynecologic & Endocrinology & Infertility. 7th ed. Amenorrhea. 2005, North Carolina: Lippincott Williams & Wilkins.
  2. ธีระ, ท., นรีเวชวิทยา (ฉบับสอบบอร์ด). 3rd ed. ภาวะขาดระดู (Secondary Amenorrhea). 2551, กรุงเทพฯ: พี.บี.ฟอเรน บุ๊ค เซนเตอร์. 25.
  3. ธีระพร, ว., เอนโดไครน์นรีเวช (Gynecologic Endocrinology). 1st ed. ภาวะขาดระดู (Amenorrhea). 2548, เชียงใหม่: วิทอินดีไซน์. 19.
  4. Corrine K Welt, M., Robert L Barbieri, MD, Etiology, diagnosis, and treatment of secondary amenorrhea. 2014, uptodate.
  5. Master-Hunter, T. and D.L. Heiman, Amenorrhea: evaluation and treatment. Am Fam Physician, 2006. 73(8): p. 1374-82.
  6. Current evaluation of amenorrhea. Fertil Steril, 2008. 90(5 Suppl): p. S219-25.
  7. Berek, J.S., Berek & Novak’s Gynecology. 15th ed. Amenorrhea, ed. D.L. Berek. 2012, Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins. 30.

 

 

Read More
Suture1a

วัสดุเย็บแผลและการเย็บปิดหน้าท้อง

วัสดุเย็บแผลและการเย็บปิดหน้าท้อง
Suture Materials And Abdominal Wall Closure

พ.ญ. ธิติกาญจน์ เลิศหิรัญวงศ์
ผ.ศ. พ.ญ. จารุวรรณ แซ่เต็ง


เป้าหมายของการจัดการแผล คือ ป้องกันแผลติดเชื้อ, ช่วยเรื่องการแข็งตัวของเลือด และความสวยงามของรอยแผลเป็น(3)

สรีรวิทยาและการหายของแผล

การเย็บปิดแผลควรคำนึงถึงเนื้อเยื่อชั้นต่างๆ ได้แก่(4)

  1. ชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ [epidermis and dermis] :ชั้นผิวหนัง 2 ชั้นนี้ไม่สามารถแยกจากกันได้ การเย็บผิวหนังชั้นนี้มาติดกัน จะช่วยเสริมความแข็งแรงของแผลและผิวหนังมาติดกันในแนวเดิม
  2. ชั้นเนื้อเยื่อไขมันใต้ผิวหนัง [subcutaneous tissue] :การเย็บชั้นไขมันมีผลเพียงเล็กน้อยในด้านความแข็งแรงของแผล แต่จะมีประโยชน์ในด้านลดความตึง [tension] ของแผล และช่วยทางด้านความสวยงามของแผล
  3. ชั้นพังผืดชั้นลึก [deep fascia] :เป็นชั้นที่ติดกับกล้ามเนื้อ เย็บในแผลที่ลึก

กระบวนการหายของแผลเกิดจากหลายขั้นตอน

  • การแข็งตัวของเลือด [coagulation] :จะเกิดขึ้นทันทีหลังจากได้รับบาดเจ็บ เกิดจากเส้นเลือดมีการหดรัดตัวและเกร็ดเลือดมาเกาะทำให้เกิด fibrous clot และในระหว่างที่มีการอักเสบจะมีการหลั่ง proteolytic enzyme จาก neutrophils และ macrophages ในเนื้อเยื่อที่ถูกทำลาย
  • การสร้างเยื่อบุผิว [epithelialization] ในชั้นหนังกำพร้า :เป็นชั้นที่สามารถสร้างขึ้นมาคลุมบาดแผลใหม่ได้ภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากเย็บแผล
  • การสร้างเส้นเลือดใหม่ :จะสร้างมากที่สุดในวันที่ 4 หลังจากเกิดการบาดเจ็บ
  • การสร้างคอลลาเจน [collagen formation] :จำเป็นสำหรับความแข็งแรงของบาดแผล จะเริ่มสร้าง 48 ชั่วโมงหลังจากเกิดการบาดเจ็บและสร้างได้มากที่สุดในสัปดาห์แรก การสร้างคอลลาเจนจะเกิดต่อเนื่องไปจนถึง 12 เดือน
  • การหดรั้งตัวของบาดแผล [wound contraction] :เกิดขึ้น 3-4 วันหลังจากเกิดการบาดเจ็บ

ภาวะที่มีผลต่อการหายของแผล เช่น โรคไต [renal insufficiency], เบาหวาน, สารอาหารในร่างกาย [nutritional status], ความอ้วน, ได้รับยาเคมีบำบัด, ใช้สเตียรอยด์, ใช้ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือดและยาต้านเกร็ดเลือดและโรคที่มีความผิดปกติของการสร้างคอลลาเจน  เช่น Ehlers-Danlos syndrome และ Marfan’s syndrome

ปัจจัยเฉพาะที่ที่มีผลต่อการหายของแผล เช่น อุณหภูมิ, การขาดเลือด [ischemia], การบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ, ขาดเส้นประสาทที่มาเลี้ยง [denervation] และการติดเชื้อ เป็นต้น โดยบริเวณเนื้อเยื่อที่มีอุณหภูมิสูงจะมีเลือดมาเลี้ยงมากขึ้นทำให้นำออกซิเจนมามากขึ้น ทำให้แผลหายเร็วและมีอัตราการติดเชื้อที่ต่ำกว่า เช่น บริเวณหน้าและเทคนิคการเย็บแผลที่แตกต่างกันก็มีผลต่อการขาดเลือดของเนื้อเยื่อที่ต่างกัน นอกจากนี้การติดเชื้อของแผลเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น กลไกของการบาดเจ็บแบบบดขยี้ [crush] ระยะเวลานานตั้งแต่บาดเจ็บถึงการดูแลแผล หรือแผลได้รับการปนเปื้อนสิ่งต่างๆ

ข้อบ่งชี้ในการเย็บแผล [Indication]

แผลที่มีความลึกลงไปถึงชั้นหนังแท้ และเป็นแผลสะอาด ไม่มีการติดเชื้อ สามารถเย็บได้ภายใน 18 ชั่วโมงหลังเกิดบาดแผล (ที่บริเวณหน้าสามารถเย็บได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังเกิดบาดแผล)(1)

ข้อบ่งห้ามในการเย็บแผล [Contraindication]

บาดแผลที่เสี่ยงในการติดเชื้อ(3) ได้แก่ แผลที่มีการปนเปื้อนสิ่งสกปรกมาก และไม่สามารถเอาออกได้หมด, เนื้อเยื่อที่มีการติดเชื้อ และในผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เบาหวาน หรือโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย [peripheral arterial disease] อาจทำเป็นต้องเป็นแผลไว้แล้วกลับมาเย็บปิดแผลในภายหลัง ขึ้นกับอายุของแผลและตำแหน่งของแผลด้วย

บาดแผลอื่นๆ ที่ไม่ควรเย็บแผล

  • บาดแผลที่เกิดจากสัตว์กัด โดยเฉพาะในตำแหน่งที่ไม่ต้องการความสวยงาม
  • แผลลึกที่ไม่สามารถทำความสะอาดได้ดี
  • แผลที่มีความดึง [tension] มากเกิน
  • แผลที่เลือดออกมากจากเส้นเลือดแดง อาจทำให้เกิดก้อนเลือด [hematoma] ควรห้ามเลือดให้ดีก่อนเย็บแผล
  • แผลตื้น[superficial wound] ที่สามารถหายได้เองโดยไม่ต้องเย็บแผลและไม่เกิดแผลเป็น (ลึกถึงชั้น epidermis เท่านั้น)

ตาราง 1 วัสดุสำหรับปิดแผล(1)

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_blue.css]}

Method Wound selection* Wound with actively oozing blood Use for wounds in hair or near moist regions of the body (eg, axilla, perineum) Use if wound under tension (eg, hands, feet, or over joints) Use in patients with conditions associated with poor healing• Pain of repair Speed of closure Difficulty of technique
Sutures Any laceration through the dermis, especially wounds that require careful wound approximation (eg, vermillion border) Yes Yes Yes Yes +++ Slower +++
Staples Scalp wounds, wounds in noncosmetic areas, especially long linear wounds Yes Yes Yes Yes +++ Fast ++
Tissue adhesives Linear wounds under low tension, skin tears and flaps in patients with fragile skin (eg, elderly) No NoΔ No◊ Yes None/+ Fast +
Wound closure tapes Linear, low tension lacerations, skin tears and flaps in patients with fragile skin (eg, elderly) No No No Yes None/+ Fast +

วัสดุเย็บแผล [suture materials]

ศัพท์ที่เกี่ยวกับวัสดุเย็บแผล

  • วัสดุเย็บแผลมีทั้งประเภทที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ[silk, catgut] และเส้นใยสังเคราะห์[เช่น ไนลอน]

ข้อดีของวัสดุเย็บแผลแบบสังเคราะห์เมื่อเทียบกับวัสดุเย็บแผลจากธรรมชาติ

  1. มีความเรียบมากกว่า (Uniformity)
  2. มีความแข็งแรงเหนือกว่า
  3. มีความคงทนมากกว่าในการค้ำจุนแผล
  4. เย็บแผลได้มั่นคงมากกว่า
  5. มีปฏิกิริยาอักเสบจากการตอบสนองของร่างกายน้อยกว่า
  6. ลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อโรคติดต่อจากสัตว์ เช่นโรควัวบ้า (Bovine Spongiform Encephalopathy)
  • แบ่งตามโครงสร้างของเส้นใย คือ
  1. monofilamentเช่น Prolene,Ethilon [Nylon] มีอัตราการติดเชื้อน้อยกว่าแบบ multifilament
  2.  multifilamentเช่น silkวัสดุแบบ multifilament แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ braid และ twist โดยชนิด braid จับและผูกปมได้ง่ายกว่าแต่เป็นแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรียได้มากกว่า จึงมีอัตราการติดเชื้อของแผลสูงกว่าแต่ไหมเย็บชนิด Multifilament จะให้ความแข็งแรงกับปมเย็บมากกว่าชนิด Monofilament
  • ความทนต่อแรงดึง [tensile strength] จะขึ้นอยู่กับพื้นที่หน้าตัดของเส้นใย โดยใช้จำนวนของ 0 คือ 1-0 ถึง 10-0  ยิ่งจำนวนของศูนย์เยอะ ขนาดจะเล็กและความแข็งแรงต่ำกว่า
  • ความแข็งแรงของการมัดปม [knot strength]
  • ความยืดหยุ่น [elasticity] คือ ความสามารถของไหมในการคงรูปและความยาวหลังจากถูกดึง โดย plasticity คือ วัสดุที่ไม่สามารถกลับสู่ความยาวเดิมได้หลังจากถูกยืด

ไหมละลาย [Absorbable sutures]

คือวัสดุที่สูญเสียความแข็งแรงไปส่วนใหญ่ ภายใน 60 วันหลังจากใช้(5) วัสดุส่วนใหญ่ที่ใช้ในปัจจุบันเป็นเส้นใยสังเคราะห์ ได้แก่ Vicryl [polyglactin910], Dexon [polyglycolic acid], PDS [polydioxanone] และ Maxon [polytrimethylene carbonate] ไหมละลายในอุดมคติ คือ ทำให้เกิดปฏิกิริยาในเนื้อเยื่อน้อย, ความแข็งแรงสูง, อัตราการละลายช้า และมัดปมได้แน่นมั่งคง ส่วนไหมที่ละลายเร็วนิยมใช้ในการเย็บผิวหนังบริเวณหน้า โดย Vicrylและ Monocrylนิยมใช้เย็บแผลบริเวณหน้าที่ลึก แผลในบางบริเวณการเย็บชั้นไขมันใต้ผิวหนังด้วยไหมละลายจะช่วยลดความดึงของแผลและช่วยพยุงแผล

วัสดุเย็บแผลชนิดสังเคราะห์แบบละลายจะสร้างความระคายเคืองกับเนื้อเยื่อโดยรอบน้อยกว่าชนิดที่มาจากธรรมชาติ เนื่องจาก วัสดุเย็บแผลชนิดสังเคราะห์จะย่อยสลายโดยกระบวนการ Hydrolysis ในขณะที่วัสดุเย็บแผลจากธรรมชาติย่อยสลายโดยกระบวนการ Proteolysis

1. Catgut

เป็นเส้นใยธรรมชาติที่ทำมาจากลำไส้แกะหรือวัวแบ่งเป็น

  • Plain catgut:มีความแข็งแรงอยู่ได้ 5-7 วัน
    ใช้เย็บชั้นหนังกำพร้า ศัลยกรรมตกแต่ง ใช้เย็บที่หน้าในรายที่ไม่สามารถใช้ tissue adhesives หรือการตัดไหมทำได้ยาก โดยใช้ขนาด 6-0 และปิดทับด้วย skin tapes เพื่อเพิ่มความแข็งแรง หรืออาจใช้ขนาด 5-0 ก็ได้
  • Chromic catgut :  มีความแข็งแรงอยู่ได้ 10-14 วัน(6)
    นิยมใช้Chromic Gut เย็บแผลบริเวณลิ้น, เยื่อบุช่องปาก เนื่องจากละลายได้เร็วในบริเวณช่องปากเมื่อเทียบกับเส้นใยสังเคราะห์ และใช้ในการเย็บบาดแผลบริเวณปลายนิ้ว และเนื้อเยื่อส่วนใต้เล็บ [nail bed] มีความเหมาะสมน้อยในการเย็บชั้นไขมันใต้ผิวหนังและกล้ามเนื้อเนื้อจากเพิ่มปฏิกิริยาในเนื้อเยื่อ นอกจากนี้นิยมใช้เย็บบาดแผลที่อยู่ในบริเวณใต้เฝือก(7)

2. Vicryl [polyglactin 910] :มีความแข็งแรงอยู่ได้ 3-4 สัปดาห์ (ละลายได้หมดใน 60-90 วัน)

เป็นเส้นใยสังเคราะห์ lubricated, braided synthetic material สามารถจับได้ดีมากและผูกได้อย่างราบรื่น  มีปฏิกิริยาในเนื้อเยื่อน้อยกว่า catgut แต่มี tensile strength และ knot strength มากกว่า เป็นวัสดุในอุดมคติในการเย็บชั้นไขมันใต้ผิวหนัง(6)

3. Vicryl Rapide:ความแข็งแรงทั้งหมดหายไปภายใน10 – 14 วัน

คุณสมบัติเหมือนfast-absorbing gutใช้เย็บชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันตื้นๆ [superficial soft tissue] และเยื่อบุผิว [mucosa] และนิยมใช้เย็บแผลที่อยู่ภายใต้เฝือก(8)เช่นเดียวกับ chromic catgut  ไหมชนิดนี้ไม่เหมาะที่จะใช้เย็บแผลบริเวณใบหน้า

4. Monocryl [Poliglecaprone 25] : ความแข็งแรงทั้งหมดหายไปภายใน21 วัน(8)

เป็น monofilament เป็นวัสดุที่จับและผูกปมได้ง่าย ในตามทฤษฎีวัสดุนี้ดีกว่า multifilament ชนิด braidในแผลที่ปนเปื้อนสิ่งสกปรกและแผลลึก นิยมใช้ในศัลกรรมพลาสติกเย็บแผลบริเวณใบหน้าแบบสอยใต้ผิวหนัง [subcutaneous suture]

5. Dexon [Polyglycolic acid] :มีความแข็งแรงมากกว่า 50% หลัง 25 วัน

เป็น multifilament ชนิด braid เกิดปฏิกิริยาในเนื้อเยื่อน้อยกว่า catgut และผูกปมได้แน่นกว่า มีข้อเสียคือมีความฝืดมาก

6. PDS [Polydiaxanone] :มีความแข็งแรงมากเท่าเดิมหลัง 5-6 สัปดาห์

เป็น monofilamentมีความแข็งแรงมากกว่า vicrylวัสดุมีความฝืดน้อย อัตราการติดเชื้อต่ำ มีข้อเสียคือแข็งและราคาสูงกว่า Dexonและ Vicryl(6)

7. Maxon [Polytrimethylene carbonate] : มีความแข็งแรงเกือบเท่าเดิมหลัง 5-6 สัปดาห์

เป็น monofilament มีความแข็งแรงเหมือน PDS แต่จับได้ดีกว่าและผูกได้ดี ทำให้เกิดปฏิกิริยาในเนื้อเยื่อน้อย ข้อเสียคือราคาสูงกว่า Dexonและ Vicryl(6)

ตาราง 2 ไหมละลายชนิดต่างๆ(1)

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_blue.css]}

Suture material Knot security Wound tensile strength Security (days)* Tissue reactivity Anatomic site
Fast-absorbing gut Poor Least 4 to 6 Most Face
Vicryl Rapide Good Fair 5 to 7 Minimal Face, scalp, under cast/splint
Surgical gut Poor Fair 5 to 7 Most Face (rarely used)
Poliglecaprone 25 (Monocryl) Good Fair 7 to 10 Minimal Face, consider in contaminated wounds needing deep closure
Chromic gut Fair Fair 10 to 14 Most Mouth, tongue, nailbed
Polyglactin (Vicryl) Good Good 30 Minimal Deep closure, nailbed, mouth
Polyglycolic acid (Dexon) Best Good 30 Minimal Deep closure
Polydioxanone (PDS) Fair Best 45 to 60 Least Deep closure
Polyglyconate (Maxon) Fair Best 45 to 60 Least Deep closure

ไหมไม่ละลาย [Nonabsorbable sutures]

โดยทั่วไปแล้ววัสดุเย็บแผลแบบไม่ละลายจะสามารถคงความแข็งแรงไว้ได้มากกว่า 2 เดือน และหลายชนิดจะคงอยู่ในแผลอย่างถาวร ตามทฤษฎีแล้ววัสดุเย็บแผลแบบไม่ละลายที่ทำมาจากเส้นใยธรรมชาติจะคงสภาพอยู่ในแผลได้ตลอด แม้ว่าในความเป็นจริงจะมีการสลายตัวอย่างช้าๆวัสดุเย็บแผลชนิดสังเคราะห์แบบไม่ละลายมีความแข็งแรงและมีปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อไม่แตกต่างกับวัสดุเย็บแผลชนิดสังเคราะห์แบบละลายได้เพียงแต่แตกต่างในเรื่องระยะเวลาที่ให้ความแข็งแรงกับแผล (300 วัน หรืออาจจะนานกว่านั้น)ทำให้วัสดุเย็บแผลแบบไม่ละลายมีความเสี่ยงของการแยกของแผลและการเกิด Hernia น้อยลง เมื่อเปรียบเทียบกับวัสดุเย็บแผลแบบละลายได้ อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาแบบ meta-analyses of randomized trials เกี่ยวกับข้อได้เปรียบของการใช้วัสดุเย็บแผลชนิดไม่ละลายกับการเย็บแผล Midlineพบว่าวัสดุเย็บแผลแบบไม่ละลายมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิด suture sinus และ prolonged wound pain เมื่อเปรียบเทียบกับวัสดุเย็บแผลชนิดสังเคราะห์แบบละลายได้ (OR 2.18, 95% CI 1.48–3.22, OR 2.05, 95% CI 1.52-2.77, respectively)(9)

1. Silk

เป็นเส้นใยธรรมชาติที่สามารถจับและผูกได้ง่าย มีความแข็งแรงน้อยที่สุดในไหมไม่ละลาย ไม่นิยมใช้เย็บแผลเล็กๆ

2. Nylon [Dermalon, Ethilon]

มีความแข็งแรงสูง ยืดหยุ่น เกิดปฏิกิริยาในเนื้อเยื่อน้อย ราคาถูก มีข้อเสียตรงที่ต้องผูก 3-4 ปมเพื่อให้ไม่หลุด(10)

3. Prolene, Surgilene [Polypropylene]

เป็นพลาสติก มีความแข็งแรงสูงและเกิดปฏิกิริยาในเนื้อเยื่อน้อยเหมือน Nylon มีข้อเสียตรงที่ลื่นต้องผูก 4-5 ปมมีความยืดหยุ่นสูงสามารถยืดได้ในแผลที่บวม ดังนั้นเมื่อแผลลดบวมทำให้ไหมที่เย็บหลวมได้ ราคาสูงกว่า Nylon

4. Novafil [Polybutester]

เป็น monofilament มีความแข็งแรงและคุณสมบัติเหมือน Nylon และ Prolene จับได้ดีและมีความยืดหยุ่นสูงกว่า Nylon และ Prolene สามารถยืดได้ในแผลที่บวม ลด suture mark ในแผลที่บวม(11)

ตาราง 3 ไหมไม่ละลาย(1)

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_blue.css]}

Suture material Knot security Wound tensile strength Tissue reactivity Workability Anatomic site
Nylon (Ethilon) Good Good Minimal Good Skin closure anywhere
Polybutester (Novafil) Good Good Minimal Good Skin closure anywhere
Polypropylene (Prolene) Least Best Least Fair Skin closure anywhere. Blue dyed suture useful in dark-skinned individuals.
Silk Best Least Most Best Rarely used

เทคนิคการเย็บแผล [Suturing Technique]

1. Percutaneous skin suture

เป็นการเย็บและผูกทีละปม เพื่อให้แผลหายได้ดีขอบของแผลด้านในควรจะเหยอออกด้านนอก [evert] และไม่มีช่องว่างระหวางขอบแผล มีเทคนิคการเย็บคือ เข็มตั้งฉากกับผิวหนัง 90 องศา  เย็บถึงก้นแผล โดยให้กวามกว้างและความลึกที่ขอบแผล 2 ข้างเท่ากัน(11)

Suture1aSuture1b

2. Dermal closure

เป็นการเย็บชั้นหนังแท้เข้าหากัน เย็บใต้ต่อรอยต่อระหว่างชั้นหนังแท้กับหนังกำพร้า เพื่อลดแรงตึงของผิวหนังและเพื่อความสวยงามของแผล มีกเทคนิคการเย็บคือการมัดปมไว้ด้านล่างจะลดการรบกวนการหายของแผล และไหมจะอยู่ในชั้นหนังแท้เท่านั้น การเย็บชั้นนี้ไม่เพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อในแผลสะอาด(12)

Suture2

3. Running suture

ช่วยให้การเย็บปิดผิวหนังเร็วขึ้นในแผลที่ยาว และความดึงของแผลเท่ากันตลอดความยาวของแผล ป้องกันไม่ให้บริเวณใดบริเวณนึงของแผลแน่นเกินไป ใช้ในแผลที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อต่ำ มีข้อเสียคือถ้าต้องการตัดไหมแค่บางตำแหน่งจะไม่สามารถทำได้(10)

Suture3

4. Subcuticular running suture

นิยมใช้ในศัลกรรมตกแต่งเย็บแผลที่บริเวณใบหน้า ใช้ไหมละลายเช่น Monocryl หรือ Vicryl เย็บในชั้นหนังแท้หรือชั้นไขมันบริเวณที่อยู่ใต้ต่อชั้นหนังแท้

Suture4

5. Vertical mattress

ใช้ในแผลที่มีความตึงและขอบแผลม้วนเข้าด้านในสามารถเย็บได้ 2 วิธี คือ 1.เย็บบริเวณที่อยู่ไกลขอบแผลก่อน 2.เย็บบริเวณที่อยู่ใกล้ขอบแผลก่อน [ใช้เวลาในการเย็บลดลงครึ่งหนึ่ง การหายของแผลไม่แตกต่างกัน]

Suture5

6. Horizontal mattress

ใช้เย็บแผลที่มีความตึงสูงเพื่อให้ขอบแผลเผยอออก โดยระยะห่างของไหมด้านเดียวกันประมาณ 0.5 ซม และสามารถใช้เย็บมุมของ flap ได้(12) ดังรูป

Suture6b

Suture6

 

การเย็บปิดผิวหนังหน้าท้องในเนื่อเยื่อชั้นต่างๆ

การปิดแผลหน้าท้องในอุดมคติ(2)ต้องมีความแข็งแรงป้องกันการติดเชื้อได้ปิดแผลหน้าท้องได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่มีการรัดตึงหรือการขาดเลือดทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบาย และมีความสวยงามในช่วงเวลาหลังจากการผ่าตัดประมาณ 1 อาทิตย์ บาดแผลจะมีความแข็งแรงน้อยกว่า5% เมื่อเปรียบเทียบกับความแข็งแรงของผิวหนังปกติ ดังนั้นความแข็งแรงของแผลในช่วงนี้จึงขึ้นอยู่กับการเย็บปิดแผลเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้การเย็บแผลควรจะเย็บขนาดที่เล็กที่สุดเท่าที่จะยังให้ความแข็งแรงที่เพียงพอในการปิดปากแผลและปากแผลไม่แยก ในการทำกิจกรรมตามปกติหลังจากการผ่าตัด เพื่อลดจำนวนของ Foreign material ในแผล

ไหมเย็บชนิดเคลือบ Triclosan เปรียบเทียบกับชนิดไม่เคลือบ Triclosan พบว่าไหมเย็บที่มีการเคลือบสารที่ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียอาจจะลดอัตราการติดเชื้อบริเวณแผลต่าตัดลงได้(13, 14) อย่างไรก็ตามการติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัดแบบ midline laparotomy มีปัจจัยหลายอย่าง การที่มาแก้ไขปัจจัยเพียงปัจจัยเดียว (เช่น ไหมเย็บ) อาจจะไม่ได้ให้ประโยชน์อย่างมีนัยยะสำคัญในผู้ป่วยทุกคน จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อตัดสินว่าผู้ป่วยในกลุ่มใดที่จะได้รับประโยชน์จากการใช้ไหมเคลือบ Triclosan ในการปิดแผลหน้าท้อง เมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

การศึกษาในเยอรมนี แบบสุ่มกลุ่มตัวอย่าง[randomized trial] ผู้ป่วย 1224 คน โดยใช้ไหมเย็บแบบ polydioxanone ที่ไม่ได้เคลือบ triclosan (PDS-II) และ polydioxanone ที่มีการเคลือบ triclosan (PDS Plus) ใช้เทคนิคการเย็บแผล midline แบบ continuous บริเวณหน้าท้อง ในผู้ป่วยที่ทำ Laparotomy โดยมี intraabdominal conditions ที่แตกต่างกัน พบว่าอัตราการเกิดการติดเชื้อที่แผลผ่าตัดไม่แตกต่างกันระหว่าง 2 กลุ่ม (14.8 VS 16.1%) รวมถึงอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงก็ไม่แตกต่างกัน (25 VS 22.9%) รวมถึงภาวะแผลแยก ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อที่แผลผ่าตัดหรือเทคนิคการเย็บที่ไม่ดีพอ ในการศึกษานี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นแผลชนิด clean wound หรือ clean-contaminated wound (97.8 percent in triclosan-coated, 98.4 percent uncoated) และมากกว่า 98% ใช้ยาปฏิชีวนะป้องกันการติดเชื้อร่วมด้วย(13, 14)

1. Peritoneum

การเย็บปิดชั้นเยื่อบุช่องท้องไม่มีผลต่อความแข็งแรงและการหายของแผล มีการศึกษาแบบ randomized trials พบว่าการเย็บชั้นนี้ไม่มีความจำเป็นเนื่องจากเยื่อบุช่องท้องเกิด reepithelialize ภายใน 48-72 ชั่วโมง(15-17) และการเย็บเยื่อบุช่องท้องจะทำให้เกิดพังผืดได้มากกว่า

2. Fascia

เนื้อเยื่อชั้นนี้มีผลต่อความแข็งแรงของแผลมากที่สุด กระบวนการอักเสบที่เกิดขึ้นบริเวณขอบของแผล ทำให้มีการสร้าง collagenase ซึ่งช่วยในการย่อยสลายเศษเนื้อตาย ในขณะเดียวกันก็ย่อยสลายคอลลาเจนและ fascia บางส่วนไปด้วยดังนั้นในช่วงไม่กี่วันหลังจากผ่าตัด ความเข็งแรงของแผลอาจจะลดลงได้ถึง 50% ก่อนจะเพิ่มความแข็งแรงขึ้นอย่างช้าๆ(18)ความแข็งแรงของแผลขึ้นอยู่กับการสร้าง connective tissue ขึ้นใหม่โดย fibroblastsการเรียกคืนความแข็งแรงของกลับอาจใช้เวลามากกว่า 70 วัน

การเย็บปิด fascia ควรเย็บให้ขอบแผลมาชนกัน ไม่ตึงจนเกินไปหรือทำให้เนื้อเยื่อขาดเลือดไปเลี้ยง แม้ว่าการเย็บแบบ      interrupt จะมีความได้เปรียบในเรื่องของความแข็งแรงที่ไม่ขึ้นอยู่กับปมไหมเพียงปมเดียว แต่เทคนิคนี้สัมพันธ์กับการขาดเลือดของเนื้อเยื่อเนื่องจากการกระจายแรงตึงที่ไม่เท่ากัน แต่มีข้อดีคืออัตราการเกิดแผลแยกเนื่องมาจากปมที่คลายตัวเกิดขึ้นได้น้อย การเย็บแบบ continuous ทำให้มีการกระจายแรงตึงไปอย่างเท่าๆกันตลอดความยาวของแผล จึงให้การไหลเวียนของเลือดดีกว่าและประหยัดเวลา มีการศึกษาแบบ meta-analysis สนับสนุนให้เย็บแผลหน้าท้องแบบ midline โดยใช้เทคนิคเย็บแบบ continuous ด้วยวัสดุที่ละลายช้าความยาวของไหมเย็บที่ใช้สำหรับการเย็บ continuous จะอยู่ที่ประมาณ 4 เท่าของความยาวแผล การใช้ความยาวไหมที่ลดลงโดยการลด stitch size และ/หรือ stitch interval จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิด hernia จากการศึกษาแบบ randomized trialsพบว่าการเกิด hernia จะน้อยกว่าเมื่ออัตราส่วนของ suture length/wound length (SL/WL) ≥4 เทียบกับ <4คือ 9%และ21.5%  ตามลำดับ(19, 20)

การเย็บควรจะเย็บให้ห่างจากขอบของ fascia ประมาณ 10 มิลลิเมตรการเย็บที่ห่างมากกว่า 10 mm. อาจเพิ่มขนาดของแรงกดของเนื้อเยื่อ

3. Mass closure

คือการเย็บรวมทุกชั้นของผนังหน้าท้องพร้อมกันยกเว้นชั้นผิวหนัง (subcutaneous fat จำนวนเล็กน้อย, กล้ามเนื้อ rectus, rectus sheaths, transversalis fascia และในบางครั้งอาจจะรวม peritoneum เข้าไปด้วย) วิธีนี้ช่วยลดการเกิดแผลแยกลงได้อย่างมีนัยยะสำคัญ

4. Subcutaneous

การศึกษาแบบ systematic review 8 การศึกษา เกี่ยวกับการเย็บปิดชั้นไขมันใต้ผิวหนัง สำหรับการผ่าตัดที่ไม่ใช่การผ่าตัด cesarean พบว่ายังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะสนับสนุนหรือปฏิเสธการเย็บชั้นไขมันใต้ผิวหนัง(21)การเย็บปิดชั้นไขมันใต้ผิวหนังช่วยป้องกันการเกิด superficial wound disruption ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับ wound seroma, hematoma หรือการติดเชื้อ การใส่ใจและพิถีพิถันในการห้ามเลือดในชั้นไขมันใต้ผิวหนังหรือการใช้ closed suction drainage สามารถช่วยลดการเกิดของ hematoma หรือ subcutaneous fluid collection ซึ่งมีผลต่อแผลแยกเหมือนกับการเย็บปิดชั้นไขมันใต้ผิวหนัง

5. Skin

การเย็บปิดแผลบริเวณผิวหนังอาจทำได้หลายวิธีโดย อาจจะใช้การเย็บแบบ subcuticular suture, stainless steel staples, subcuticular absorbable staples, surgical tape, หรือ wound adhesive glue

subcuticular closureมีข้อดีคือ ไม่ต้องตัดไหมและแผลเมีความสวยงามมากกว่า(22)ข้อเสีย คือการมีปมไหมอยู่ในแผลอาจจะทำให้เนื้อเยื่อมีการขาดเลือด เป็นโพรงเกิดการติดเชื้อ และสามารถโผล่ทะลุออกมาจากผิวหนังในไม่กี่อาทิตย์หลังจากการผ่าตัด ทางเลือกหนึ่งในการหลีกเลี่ยงปมไหมคือการทำสมอ (anchor)ให้อยู่เหนือผิวหนังในบริเวณที่อยู่ห่างออกมาจากแผล อีกวิธีคือการใช้ self-anchoring barbed polyglycolic acid, polydioxanone, หรือ  polydioxanone suture (Quill, Contour Thread) ซึ่งวิธีนี้ไม่จำเป็นต้องมีปมไหม วิธีนี้ให้ความสวยงามและความปลอดภัยเท่ากันกับการใช้ไหมเย็บทั่วไป แต่สามารถป้องกันการถอน (drawbacks)ของปมไหม

stapleสามารถปิดแผลได้เร็วกว่า มีความสวยงามที่ยอมรับได้ และยังมีอัตราการเกิดการติดเชื้อที่ต่ำ มีข้อเสียคือเป็นสาเหตุของอาการเจ็บปวดหลังการผ่าตัดได้(22) แนะนำให้ใช้ staple  สำหรับ reentry incisions

absorbable staples(เช่น Insorb)ในการศึกษาเปรียบเทียบการเย็บปิดผิวหนังระหว่าง absorbable subcuticular staples, cutaneous metal staples, และ polyglactin 910 โดยทำการทดลองในหมู พบว่า absorbable subcuticular staples ทำให้เกิดการอักเสบน้อยกว่า ในช่วงระยะแรกของแผล

surgical tapeและadhesivesเช่น octyl cyanoacrylate (Dermabond) และ butylcyanoacrylate (Histoacryl) ช่วยประหยัดเวลาและมีอัตราการติดเชื้อต่ำและสวยงาม แต่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดแผลแยก(23)

การเย็บปิดหน้าท้องตามชนิดของแผล

1. Midlineincision

แนะนำให้วาง omentum ไว้ใต้แนวแผลเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดพังผืดระหว่างลำไส้และผนังหน้าท้องและการเย็บ posterior rectus sheath รวมกับ fascia จะช่วยเพิ่มความแข็งแรง และการเย็บแบบ continuous ด้วยไหมละลายช้าจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิด incisional hernia(24)

2. Transverseincision

2.1 Pfannenstiel and Cherneyincision

แผล 2 แบบนี้ใช้วิธีการเย็บปิดเหมือนกัน โดยทั่วไปกล้ามเนื้อ  rectus จะกลับมาเชื่อมกันได้เองแต่มีโอกาสเกิดrectus diastasis ได้ ดังนั้นจึงแนะนำให้เย็บกล้ามเนื้อเข้าด้วยกันตรงกลางโดยผูกปมอย่างหลวมๆด้วยไหมละลาย เย็บปิดชั้น aponeurosis ด้วยเทคนิค interrupted หรือ continuous suture ก็ได้โดยใช้ได้ทั้งไหมละลายและไหมไม่ละลายใช้วิธีใดเย็บปิดผิวหนังใดก็ได้ การเย็บแบบ subcuticular technique โดยใช้ไหมเย็บขนาด 4-0 สามารถทำได้ง่าย หากขอบของแผลถูกนำมาอยู่ใกล้ๆกันแล้ว

Cherney incision จำเป็นต้องเย็บติด tendon กับ lower aponeurosis ของ anterior rectus sheath แทนที่จะเย็บกับ periosteum ของ symphysis โดยตรง โดยการเย็บแบบ horizontal mattress sutures ด้วยไหมไม่ละลายขนาด 2-0 การใช้ไหมละลายสามารถเป็นอีกทางเลือกหนึ่งได้

2.2 Maylard incision

การเกิดoozing จากกล้ามเนื้อที่ถูกตัดเกิดได้ด้วยและไม่จำเป็นที่จะต้องใส่ท่อระบายใส่ชั้น fasciaการเย็บปิด fascia ด้วยเทคนิคการเย็บแบบ interrupted หรือ continuous sutures ด้วยไหมละลายช้าหรือไหมไม่ละลายเบอร์ 1 or 0 อาจจะใช้เทคนิคการเย็บแบบ mass closure ที่นิยมคือการเย็บปิดด้วย running permanent suture ขนาด 0 โดยใช้ mass technique และเย็บปิดผิวหนังโดยใช้ subcuticular technique ด้วยไหมละลายขนาด 4-0

3. Obliqueincision

เป็นการแยกกล้ามเนื้อออกจากกัน ดังนั้นกล้ามเนื้อจะกลับมาติดกันเองจากการหดตัวของกล้ามเนื้อ การเย็บปิดแผลทำเพียงการเย็บปิดผิวหนังเท่านั้น อย่างไรก็ตามแนะนำให้ใช้การเย็บแบบ deep simple closure  และเย็บกล้ามเนื้อ internal oblique และ transversus abdominis อย่างหลวมๆด้วยไหมละลายโดยเว้นระยะห่าง 1 cm. ในชั้น internal oblique เย็บ external oblique aponeurosis ด้วยการเย็บแบบ interrupted หรือ continuous โดยใช้ไหมเย็บ absorbable sutures ขนาด 2-0  จะใช้วิธีใดปิดผิวหนังก็ได้

เอกสารอ้างอิง

  1.  David deLemos MMS, MD, Allan B Wolfson M. Closure of skin wounds with sutures. uptodate. Nov 2014.
  2. Jason S Mizell M, FACS. Hilary Sanfey, MD. Principles of abdominal wall closure. uptodate. Nov 2014.
  3. Hollander JE, Singer AJ. Laceration management. Ann Emerg Med. 1999;34(3):356-67.
  4. Kanegaye JT. A rational approach to the outpatient management of lacerations in pediatric patients. Curr Probl Pediatr. 1998;28(7):205-34.
  5. Lober CW, Fenske NA. Suture materials for closing the skin and subcutaneous tissues. Aesthetic Plast Surg. 1986;10(4):245-8.
  6. Moy RL, Waldman B, Hein DW. A review of sutures and suturing techniques. J Dermatol Surg Oncol. 1992;18(9):785-95.
  7. Andrade MG, Weissman R, Reis SR. Tissue reaction and surface morphology of absorbable sutures after in vivo exposure. J Mater Sci Mater Med. 2006;17(10):949-61.
  8. Ethicon I. Ethicon wound closure manual. 1998-2000.
  9. Hodgson NC, Malthaner RA, Ostbye T. The search for an ideal method of abdominal fascial closure: a meta-analysis. Ann Surg. 2000;231(3):436-42.
  10. Trott A. Special anatomic sites. In: Wounds And Lacerations: Emergency Care and Closure, 3rd edition,Elsevier Mosby, Philadelphia. 2005. :p.153.
  11. Rodeheaver GT, Borzelleca DC, Thacker JG, Edlich RF. Unique performance characteristics of Novafil. Surg Gynecol Obstet. 1987;164(3):230-6.
  12.  Austin PE, Dunn KA, Eily-Cofield K, Brown CK, Wooden WA, Bradfield JF. Subcuticular sutures and the rate of inflammation in noncontaminated wounds. Ann Emerg Med. 1995;25(3):328-30.
  13. Diener MK, Knebel P, Kieser M, Schuler P, Schiergens TS, Atanassov V, et al. Effectiveness of triclosan-coated PDS Plus versus uncoated PDS II sutures for prevention of surgical site infection after abdominal wall closure: the randomised controlled PROUD trial. Lancet. 2014;384(9938):142-52. doi: 10.1016/S0140-6736(14)60238-5. Epub 2014 Apr 7.
  14.  Wang ZX, Jiang CP, Cao Y, Ding YT. Systematic review and meta-analysis of triclosan-coated sutures for the prevention of surgical-site infection. Br J Surg. 2013;100(4):465-73. doi: 10.1002/bjs.9062. Epub 2013 Jan 21.
  15. Gurusamy KS, Cassar Delia E, Davidson BR. Peritoneal closure versus no peritoneal closure for patients undergoing non-obstetric abdominal operations. Cochrane Database Syst Rev. 2013;7:CD010424.(doi):10.1002/14651858.CD010424.pub2.
  16. Jenkins TR. It’s time to challenge surgical dogma with evidence-based data. Am J Obstet Gynecol. 2003;189(2):423-7.
  17. Tulandi T, Al-Jaroudi D. Nonclosure of peritoneum: a reappraisal. Am J Obstet Gynecol. 2003;189(2):609-12.
  18. Foresman PA, Edlich RF, Rodeheaver GT. The effect of new monofilament absorbable sutures on the healing of musculoaponeurotic incisions, gastrotomies, and colonic anastomoses. Arch Surg. 1989;124(6):708-10.
  19. Israelsson LA, Jonsson T. Closure of midline laparotomy incisions with polydioxanone and nylon: the importance of suture technique. Br J Surg. 1994;81(11):1606-8.
  20. Millbourn D, Cengiz Y, Israelsson LA. Effect of stitch length on wound complications after closure of midline incisions: a randomized controlled trial. Arch Surg. 2009;144(11):1056-9. doi: 10.01/archsurg.2009.189.
  21. Gurusamy KS, Toon CD, Davidson BR. Subcutaneous closure versus no subcutaneous closure after non-caesarean surgical procedures. Cochrane Database Syst Rev. 2014;1:CD010425.(doi):10.1002/14651858.CD010425.pub2.
  22. Frishman GN, Schwartz T, Hogan JW. Closure of Pfannenstiel skin incisions. Staples vs. subcuticular suture. J Reprod Med. 1997;42(10):627-30.
  23. Chow A, Marshall H, Zacharakis E, Paraskeva P, Purkayastha S. Use of tissue glue for surgical incision closure: a systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials. J Am Coll Surg. 2010;211(1):114-25. doi: 10.1016/j.jamcollsurg.2010.03.013. Epub  May 26.
  24. Diener MK, Voss S, Jensen K, Buchler MW, Seiler CM. Elective midline laparotomy closure: the INLINE systematic review and meta-analysis. Ann Surg. 2010;251(5):843-56. doi: 10.1097/SLA.0b013e3181d973e4.

 

Read More
GS 01

Genetic Sonogram

Genetic Sonogram

พ.ญ. สุชยา ลือวรรณ
น.พ. ธีระ ทองสง


 

ปัจจุบันการบอกความเสี่ยงต่อความผิดปกติทางโครโมโซมของทารกในครรภ์ สามารถคำนวณได้จากทั้งมาร์คเกอร์ทางชีวเคมี หรือมาร์คเกอร์ทางอัลตราซาวด์ด้วย ซึ่งทำให้มีความไวมากขึ้น(1) มิใช่เพียงบอกความเสี่ยงโดยอายุมารดาเพียงอย่างเดียวเหมือนที่เคยปฏิบัติกันมาในอดีต (ถือว่ามีความเสี่ยงสูงเมื่อมารดาอายุ 35 ปีขึ้นไป)  

          ทารกที่มีความผิดปกติทางโครโมโซมจำนวนมาก มีความผิดปกติในทางโครงสร้างของร่างกายที่ทำให้สามารถตรวจพบได้ด้วยอัลตราซาวด์ นอกเหนือจากความผิดปกติแล้วยังอาจมีมาร์คเกอร์ทางอัลตราซาวด์ที่ไม่ถือเป็นความผิดปกติ แต่บ่งชี้ว่าความเสี่ยงต่อความผิดปกติของโครโมโซมสูงขึ้น ทั้ง ๆ ที่มาร์คเกอร์เหล่านั้นมิได้เป็นอันตรายแต่อย่างใด ซึ่งเรียกกันว่า soft markers ดังนั้น ลักษณะทางอัลตราซาวด์บางอย่างจึงสามารถใช้บอกความเสี่ยงของทารกต่อการมีความผิดปกติของโครโมโซมของทารกในครรภ์ ในทำนองเดียวกับการบอกความเสี่ยงจากซีรั่มมาร์คเกอร์ อย่างไรก็ตามการบอกความเสี่ยงโดยอัลตราซาวด์จำเป็นต้องอาศัยการตรวจโดยผู้มีประสบการณ์สูง การประยุกต์ใช้ในวงกว้างอาจมีขีดจำกัดกว่าซีรั่มมาร์คเกอร์ จากข้อมูลปัจจุบัน ถือว่าในผู้มีทักษะแล้วการตรวจนี้ถือว่ามีคุณค่าในฐานการทดสอบเสริม(2;3) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการทดสอบอื่น ๆ มีผลก้ำกึ่งหรือมีความเสี่ยงสูงต่อกลุ่มอาการดาวน์ อย่างไรก็ตามการตรวจกระดูกจมูกให้ถูกต้องเป็นเทคนิคที่ค่อนข้างยาก จะต้องผ่านการฝึกฝนจนมีทักษะอย่างดี คุณค่าที่แท้จริงในทางเวชปฏิบัติจึงต้องรอพิสูจน์ในการประยุกต์ใช้วงกว้าง

ในที่นี้จะกล่าวถึงมาร์คเกอร์สำคัญทางอัลตราซาวด์ที่บ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อ aneuploidy (genetic sonogram) ที่พบได้บ่อย ซึ่งกว่าสองในสามจะเป็นความผิดปกติของโครโมโซม 21, 18, 13, X หรือ Y(4) อุบัติการของ aneuploidy ที่ตรวจพบในครรภ์ระยะแรกจะสูงกว่าในทารกแรกคลอด เนื่องจากทารกเหล่านี้จำนวนมากมีการแท้งเองไปก่อน(5;6) ประมาณร้อยละ 40 และร้อยละ 25 ของทารกดาวน์จะเสียชีวิตในช่วงเวลาหลังทำ CVS (chorionic villous sampling) และหลังเจาะน้ำคร่ำถึงครบกำหนดตามลำดับ(6)

กลุ่มอาการดาวน์ (Trisomy 21)


ลักษณะเด่น: ลักษณะสำคัญของทารกแรกคลอดคือไม่มีแรง ศีรษะค่อนข้างเล็ก ผิวหนังต้นคอมากเกิน จมูกแบน ตาเฉียงขึ้น มือสั้น ใบหูผิดปกติ เป็นต้น สติปัญญาบกพร่อง ส่วนใหญ่มี IQ โดยเฉลี่ยประมาณ 24 (พิสัย 25-50) แต่บางรายอาจเกิน 50 ได้(7) มีหัวใจพิการได้บ่อย

อุบัติการ: เป็นความผิดปกติของโครโมโซมในทารกแรกคลอดที่พบได้บ่อยที่สุด มีอุบัติการโดยรวม 1:660 พบได้บ่อยขึ้นตามอายุมารดา(7)

ธรรมชาติของโรค: โดยทั่วไปมีลักษณะเป็นเด็กดีที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นมิตร แต่มีปัญหาในด้านพัฒนาการประมาณร้อยละ 13 มีปัญหาด้านอารมณ์รุนแรง ในกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมามีการดูแลกันดีขึ้นทำให้รายที่รอดชีวิต มีอายุเฉลี่ยยืนยาวขึ้น คือเพิ่มจาก 25 ปี ในปีค.ศ. 1983 เป็น 49 ปีในปีค.ศ. 1997 สาเหตุการตายส่วนมากมาจากหัวใจพิการ สำหรับรายที่ไม่มีหัวใจพิการตายได้บ่อยจากโรคทางเดินหายใจ เช่น ปอดบวม(7)

การค้นหาทารกดาวน์ โดยการคัดกรองด้วยอายุ และเจาะน้ำคร่ำในรายที่อายุ 35 ปีหรือมากกว่า จะค้นหาได้เพียงร้อยละ 20-30 การตรวจ triple / quadruple screen จะช่วยเพิ่มอัตราการค้นหาได้เป็นร้อยละ 70-8 และใช้ genetic sonogram ยังผลให้ตรวจได้ถึงร้อยละ 75-90 โดยมีความไวสูงสุดในรายที่อายุ 35 ปีหรือมากกว่า(8)

ลักษณะทางคลื่นเสียงความถี่สูง(9-11)

มาร์คเกอร์ในไตรมาสแรก

มีอัลตราซาวด์มาร์คเกอร์ในไตรมาสแรกหลายตัวที่อาจนำมาใช้ในการทำนายความเสี่ยงของโครโมโซมผิดปกติโดยเฉพาะกลุ่มอาการดาวน์ ซึ่งมาร์คหลายอย่างยังอยู่ในระหว่างการศึกษา ในบรรดามาร์คเกอร์ต่าง ๆ เหล่านนี้ nuchal translucency (NT) นับเป็นมาร์คเกอร์ที่ได้รับการศึกษามากที่สุด และเป็นที่ยอมรับกว้างขวางจนกลายเป็นการตรวจคัดกรองมาตรฐานร่วมกับซีรั่มมาร์คเกอร์ในไตรมาสแรก แนวทางการตรวจคัดรองกลุ่มอาการดาวน์ในไตรมาสแรกยังสามารถช่วยในการวินิจฉัยส่วนใหญ่ของโครโมโซมผิดปกตินอกจากกลุ่มอาการดาวน์ได้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง trisomy 18(12)

1. Nuchal Translucency (NT)

ความสำคัญ: เป็นมาร์คเกอร์ของคลื่นเสียงความถี่สูงที่มีความไวที่สุดในการตรวจหากลุ่มอาการดาวน์ ซึ่งตรวจในไตรมาสแรกช่วง 10-14 สัปดาห์ NT(13-16)  อาจเกิดจากหัวใจทารกล้มเหลว ความผิดปกติของ extracellular matrix หรือความผิดปกติของระบบท่อน้ำเหลือง(17) แต่ความไวแปรปรวนไปในแต่ละรายงานจากร้อยละ 20-90 จากการศึกษาในมารดา 96,127 คน พบว่าการใช้ NT ร่วมกับอายุมารดามีอัตราการตรวจพบทารกดาวน์ได้ร้อยละ 77 โดยมีอัตราการเจาะน้ำคร่ำเพื่อตรวจโครโมโซมร้อยละ 5(18) ซึ่งนับว่าดีกว่าการคัดกรองด้วยอายุเพียงอย่างเดียว หรือ triple screen ซึ่งมีอัตราการตรวจพบเพียงร้อยละ 20-30 และ 60 ตามลำดับ(19) NT หนายังพบได้บ่อยในความผิดปกติของโครโมโซมอื่น ๆ ด้วย เช่น trisomy 13, 18, 45,X และ 47,XXY นอกจากนั้นยังมีประโยชน์ในการกรองความผิดปกติ หรือกลุ่มอาการอื่น ๆ เช่น Cornelia de Lange, Noonan syndrome, Smith-Lemli-Opitz syndrome, Apert syndrome และความผิดปกติของโครงสร้าง เช่น หัวใจพิการ ไส้เลื่อนกระบังลมเป็นต้น(20-22) รวมถึงผลการตั้งครรภ์ที่ไม่ดี (ทารกตายในครรภ์ระยะแรก ๆ)(23;24)

วิธีการวัด: วิธีที่เหมาะสมสำหรับการวัด NT คือสแกนสำหรับ crown-rump length ระหว่าง 40-80 มม. ให้เห็นตัวอ่อนในวิวด้านข้าง (ตรวจทางช่องคลอดจะดีกว่า) แล้วขยายภาพตัวอ่อนขึ้นให้เต็มสกรีน ปรับจนเห็น nuchal skin ชัด และแน่ใจว่าแยกจาก amnion แล้วจึง freeze ภาพเพื่อการวัด วัดความกว้างที่สุดของบริเวณโปร่งเสียงระหว่าง soft tissue และผิวด้านในของผิวหนัง(25)

แนวทางในการวัด NT(26)

  1. ขอบของ NT ต้องมีความคมชัดมากพอสำหรับการวางแคลิปเปอร์
  2. ทารกจะต้องอยู่ในแนวระนาบ midsagittal
  3. รูปที่วัดจะต้องขยายขึ้นจอภาพเต็มด้วยส่วนหัว คอ และทรวงอกส่วนบน
  4. คอทารกจะต้องอยู่ในท่าปกติเป็นธรรมชาติ คือไม่ก้มและไม่แหงน
  5. Amnion จะต้องแยกจากแนวของ NT
  6. ใช้แคลิปเปอร์ + สำหรับการวัด NT บนจอภาพ
  7. วางแคลิปเปอร์บนขอบในของ nuchal space โดยไม่ให้ส่วนแนวขวางของแคลิปเปอร์ + ยื่นเข้าไปใน space
  8. แคลิปเปอร์จะต้องตั้งฉากกับแนวแกนยาว (long axis) ของตัวทารก
  9. ทำการวัดในตำแหน่งที่กว้างที่สุดของ NT

ข้อสังเกต

  • §NT จะมีโอกาสผิดปกติของโครโมโซมมากขึ้นถ้าเป็นชนิด septate(27) มีความหนามาก(15)
  • §ยิ่งรุนแรงยิ่งมีโอกาสมีโครโมโซมผิดปกติไปตามลำดับ คือ local NT, diffuse NT, cystic hygroma และ hydrops(28)
  • §NT ที่โครโมโซมปกติ พยากรณ์ดีมาก แต่อาจสัมพันธ์กับความผิดปกติอื่นได้บ้าง เช่นหัวใจพิการ(29) Noonan syndrome หรือ polycystic kidney(30) เป็นต้น
  • §การวัดโดยอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดมีความถูกต้องและแม่นยำกว่าทางหน้าท้อง(25)
  • §ถ้าใช้ค่า 3 มม.เป็นจุดตัดจะสามารถตรวจหาทารกดาวน์ได้ประมาณร้อยละ 80 โดยมีอัตราตรวจโครโมโซมร้อยละ 5 ของประชากรที่มีความเสี่ยงสูง(14) แต่ค่า NT เพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามอายุครรภ์ จุดตัดที่ดีที่สุดควรถือตามค่าเปอร์เซนไตล์ที่ 95 ของแต่ละความยาว crown-rump length ซึ่งเกณฑ์นี้จะมีความไวและจำเพาะกว่า(18)
  • §การวัด NT ให้ถูกต้องมีความจำเป็นต้องผ่านการฝึกอบรมอย่างเข้มงวด มีการประเมินความสามารถของผู้ตรวจอย่างเป็นระบบ และได้รับการควบคุมคุณภาพจากบุคคลภายนอกอย่างต่อเนื่อง(31)

 

GS 01 GS 01b

(ก)                                                                                                      (ข)

รูปที่ 1  แสดง NT ที่ปกติ(ก) และ ที่หนาผิดปกติ (ข)

2.  Umbilical Reversed end-diastolic flow (REDV)

Umbilical REDV ที่พบในราย NT หนาจะยิ่งเพิ่มค่าทำนายของ aneuploidy มากขึ้น(32-35) ในการศึกษาเบื้องต้นพบว่าทารก 9 ใน 11 ราย (ร้อยละ 82) ที่มี persistent REDV ที่ 10-14 สัปดาห์มี aneuploidy และตายทั้งหมด(32) อีกสามรายงานก็พบในทำนองเดียวกัน(33-35) ดังนั้น umbilical REDV จึงช่วยเสริมในการตรวจวัด NT

 

GS 02 

รูปที่ 2  แสดง persistent REDV ในช่วงอายุครรภ์ 14 สัปดาห์

 

3. กระดูกจมูก (nasal bones)

ถ้าตรวจไม่พบกระดูกจมูกบ่งชี้ว่าอาจเป็นกลุ่มอาการดาวน์ จากรายงานเบื้องต้นของการตรวจ facial profile (midsagittal) ที่ 11-14 สัปดาห์ ใน 701 รายที่มีความเสี่ยงต่อกลุ่มอาการดาวน์ (คำนวณจาก NT หนาร่วมกับอายุมารดามาก) พบว่าสามารถตรวจได้ทุกคน กระดูกจมูกหายไปร้อยละ 73 (43 ของ 59 ราย) ของทารกดาวน์ แต่หายไปเพียงร้อยละ 0.5 ของรายที่โครโมโซมปกติ ถ้ารวมการคัดกรองโดยอายุ NT และกระดูกจมูกรวมกันจะสามารถค้นหากลุ่มอาการดาวน์ได้ร้อยละ 85 โดยมีผลบวกลวงประมาณร้อยละ 1 และอัตราการตรวจพบสูงขึ้นเป็นร้อยละ 93 ถ้ากำหนดอัตราผลบวกลวงที่ร้อยละ 5(36)  จากการทบทวนการตรวจ nasal bone กว่า 35,000 ครั้ง (ใน 9 การศึกษา) สามารถตรวจได้สำเร็จร้อยละ 94.3 (76 – 100)(2) ร้อยละ 65 ของทารกดาวน์พบว่าไม่เห็นกระดูกจมูก (ร้อยละ 0-80) แต่มีเพียงร้อยละ 0.8 (0.3-2.5) ของทารกปกติเท่านั้นที่ตรวจไม่พบกระดูกจมูก

โดยเชิงทฤษฎีแล้ว มีการแสดงให้เห็นว่าถ้าตรวจซีรั่ม (free beta-hCG, AFP, uE3, PAPP-A), NT และกระดูกจมูกจะเพิ่มอัตราการตรวจพบขึ้นไปจนเกือบถึงร้อยละ 98 เมื่อกำหนดให้อัตราผลบวกลวงที่ร้อยละ 5(37) อย่างไรก็ตามในการประยุกต์ใช้ทางคลินิกจำเป็นต้องรอการศึกษาเพิ่มเติมในประชากรกลุ่มเสี่ยงต่ำ

การตรวจไม่พบกระดูกจมูกมีแนวโน้มที่จะสามารถนำมาใช้เป็นมาร์คเกอร์ของกลุ่มอาการดาวน์(36;38-41) เมื่อรวมการตรวจกระดูกจมูกผนวกกับ NT และซีรั่มมาร์คเกอร์อาจทำให้ detection rate ของกลุ่มอาการดาวน์ในไตรมาสแรกได้สูงมากกว่าร้อยละ 90 ที่ผลบวกลวงร้อยละ 2.5(42) อย่างไรก็ตาม detection rate ยังขึ้นกับค่ามาตรฐานในการตรวจวัดด้วย ซึ่งมีการเสนอหลายวิธี เช่น ผิดปกติเมื่อวัดกระดูกจมูกได้ 2.5 มม. หรือต่ำกว่า(38) หรือต่ำกว่าค่าเปอร์เซนไตล์ที่ 2.5 หรือ 5 ของแต่ละอายุครรภ์(43) หรือใช้ค่าต่ำกว่า 0.75 MoM ตามอายุครรภ์(44;45)

นอกจากนี้ยังมีผู้ศึกษาการตรวจกระดูกจมูกในไตรมาสที่สองด้วย ซึ่งพบว่าสามารถใช้ทำนายกลุ่มอาการดาวน์ได้เช่นเดียวกัน แต่มีความไวต่ำกว่าการใช้ในไตรมาสแรก มีรายงานว่าการไม่มีกระดูกจมูกหรือมีขนาดเล็กมีความไวร้อยละ 60(43;46)

 

 GS 03

รูปที่ 3  แสดงตำแหน่งของกระดูกจมูก (nasal bone)

 

4. Ductus venosus (DV) Doppler waveforms

ความผิดปกติของ DV Doppler ในช่วง 11-14 สัปดาห์ พบได้บ่อยในทารกที่มีความผิดปกติของโครโมโซม หัวใจพิการโดยกำเนิด(47;48) จะทำนายผลลัพธ์ที่ไม่ดี โดยไม่ขึ้นกับ NT และควรตรวจติดตามค้นหาความผิดปกติต่อไป โดยเฉพาะหัวใจพิการโดยกำเนิด(49) อย่างไรก็ตามการตรวจนี้ค่อนข้างยากสำหรับผู้ไม่มีประสบการณ์จึงนับเป็นขีดจำกัดสำหรับการประยุกต์ใช้ในวงกว้าง(50)

 

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ช่วงอายุครรภ์ 11-14 สัปดาห์ ทารกที่เป็นกลุ่มอาการดาวน์ยังมีความชุกของ intracardiac echogenic foci, hydronephrosis และ hyperechoic bowel สูงกว่าทารกปกติ(51) โดยไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างมาร์คเกอร์เหล่านี้กับความหนาของ NT ซึ่งมาร์คเกอร์ต่าง ๆ ดังกล่าวนั้น โดยทั่วไปแล้วถือว่าเป็นมาร์คเกอร์ที่นิยมตรวจกันในไตรมาสที่สอง (15-20 สัปดาห์) แต่คุณค่าในการตรวจในไตรมาสแรกยังต้องรอการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

 

 GS 04

รูปที่ 4  แสดง reversed a wave ของ Ductus venosus

 

มาร์คเกอร์ในไตรมาสที่สอง

การตรวจหามาร์คเกอร์อัลตราซาวด์อย่างละเอียด อาจทำให้ค้นหาเด็กดาวน์ได้กว่าร้อยละ 60  ซึ่งค้นหาได้มากกว่าการคัดกรองด้วยเพียงอายุมารดาอย่างเดียวหลายเท่าตัว ขณะเดียวกันในรายที่อัลตราซาวด์ปกติ (14-21 สัปดาห์) บ่งชี้ว่าความเสี่ยงของการเป็นดาวน์จะลดลงทันทีอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง(52) อย่างไรก็ตามจากประสบการณ์ที่มากขึ้นพบว่า genetic sonogram อาจมีประสิทธิภาพไม่ดีมากพอที่จะหลีกเลี่ยงการตรวจโครโมโซมในรายที่มีข้อบ่งชี้จากซีรั่มมาร์คเกอร์ แม้ว่าจะgenetic sonogram ที่ปกติจะสามารถลดความเสี่ยงของกลุ่มอาการดาวน์ได้ (LR 0.55, 95% CI 0.49-0.62) ก็ตาม(53;54) เนื่องจากยังมีทารกดาวน์อีกจำนวนมากที่ให้ผลgenetic sonogram ที่ปกติ และยังมีผลบวกลวงสูงอยู่ genetic sonogram ในปัจจุบันจึงมีคุณค่ามากในฐานะที่เป็นการทดสอบเสริม แต่ไม่อาจทดแทนซีรั่มมาร์คเกอร์ได้ เมื่อตรวจร่วมกับ quadruple test ในไตรมาสที่สองจะเพิ่ม detection rate อย่างมีนัยสำคัญ(55) ในหลายศูนย์การวินิจฉัยก่อนคลอดจึงได้ผนวก genetic sonogram รวมเข้ากับซีรั่มมาร์คเกอร์ในไตรมาสที่สองเพื่อคัดกรองทารกดาวน์(56)

สำหรับการตรวจ genetic sonogram ในไตรมาสที่สองในรายที่เคยตรวจคัดกรองทารกดาวน์มาแล้วในไตรมาสแรก ยังเป็นที่ถกเถียงกัน อาจจะเพิ่มอัตราการตรวจพบขึ้นไปบ้างแต่ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น และทารกส่วนมากก็ตรวจพบไปก่อนแล้ว(57)

Soft Markers

Soft markers(58;59) หมายถึงมาร์คเกอร์ทางอัลตราซาวด์ที่ไม่ทราบแน่ชัดถึงนัยสำคัญ ซึ่งพบในทารกปกติได้บ่อย ๆ ด้วย มักไม่มีนัยสำคัญทางคลินิก ไม่ผลร้ายตามมา แต่มีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อการมีโครโมโซมผิดปกติ Soft markers มุ่งเน้นค้นหา aneuploidy ในช่วง 15-20 สัปดาห์ โดยใช้เป็นตัวช่วยคำนวณความเสี่ยงร่วมกับซีรั่มมาร์คเกอร์และอายุมารดา(60) มาร์คเกอร์อัลตราซาวด์ที่ดีที่สุดสำหรับทารกดาวน์ในไตรมาสที่สอง คือ TNF, pyelectasis, short humerus ซึ่งให้ความไวร้อยละ 87 และผลบวกลวงร้อยละ 6.7(61)

1. Thickened nuchal fold (TNF)

การหนาตัวของผิวหนังต้นคอด้านหลังในไตรมาสที่สอง (15-20 สัปดาห์) เป็นมาร์คเกอร์ที่บอกการเพิ่มความเสี่ยงของกลุ่มอาการดาวน์(9;62-64) โดยถือเอาความหนา > 6 มม. มีความไวในการค้นหาร้อยละ 40-50 และมีผลบวกลวงเพียงร้อยละ 1(65)  TNF ถือว่าเป็นมาร์คเกอร์ที่มีความไวที่สุดในการค้นหากลุ่มอาการดาวน์ในไตรมาสที่สอง(64;66) NF มีแนวโน้มที่จะยุบตัวหายไปในปลายไตรมาสที่สอง แต่ความเสี่ยงต่อดาวน์ก็ยังคงมีอยู่(67) ดังนั้นความไวของมาร์คเกอร์นี้จึงลดลงในระยะหลัง

วิธีการวัด: เริ่มจากภาพตัดขวางที่วัด BPD แล้วเอียงหัวตรวจต่ำลงด้านหลังจนเห็น cerebellum และ occiput แล้ววัดความหนาของ NF จากขอบนอกของ occipital bone ไปยังขอบนอกของผิวหนัง

ข้อสังเกต: อาจพบได้บ่อยขึ้นในภาวะอื่นด้วย เช่น trisomy 18, 13 และกลุ่มอาการอื่น ๆ เช่น ฮีโมโกลบินบาร์ท achondrogenesis, Apert syndrome, Noonan syndrome เป็นต้น

 

GS 05  

รูปที่ 5  แสดง nuchal fold

 

2. Echogenic intracardiac foci (EIF)

ประมาณร้อยละ 25-30 ของทารกดาวน์มี EIF แต่พบได้เพียงร้อยละ 4 ของทารกปกติ(68) แต่ละกลุ่มประชากรมีความแตกต่างกัน และลดลงขณะที่อายุครรภ์มากขึ้น(69;70)  เชื่อว่าสัมพันธ์กับ microcalcification / fibrosis ของ papillary muscles หรือ chordae บ่อยครั้งหายไปหลังคลอด ไม่สัมพันธ์กับ myocardial dysfunction หรือโครงสร้างพิการ(71-73)  อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่ทารกปกติ แต่โอกาสเป็นกลุ่มอาการดาวน์เพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่า(74) ความเสี่ยงจะยิ่งสูงขึ้นถ้าอยู่ในหัวใจซีกขวา หรือมีทั้งสองซีก(75;76)  แต่มีบางรายงานไม่พบความสัมพันธ์ของ isolated EIF กับกลุ่มอาการดาวน์(77)  

EIF มักจะเป็นเม็ดเดี่ยว ๆ ใน left ventricle แต่อาจอยู่ช่องขวา อาจมีหลายเม็ด หรือเป็นสองข้าง ต่างจุดเข้มที่กระจายอยู่ในกล้ามเนื้อหัวใจซึ่งพบได้น้อยกว่าและสัมพันธ์กับความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีการติดเชื้อในครรภ์(78) จาก meta-analysis พบว่า EIF มีความเสี่ยงต่อกลุ่มอาการดาวน์ 6-7 เท่า(68) ความชุกของ EIF ยังขึ้นอยู่กับเชื้อชาติด้วย เช่น ชาวเอเชียจะพบได้บ่อยกว่าชาวตะวันตก(79;80) การตรวจพบ EIF ควรถือว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ควรมีปัจจัยอื่นมาเสริมด้วยจึงมีน้ำหนักในการตรวจหาโครโมโซม กรณีที่พบ EIF ที่เป็นเดี่ยว ๆ โดยไม่มีมาร์คเกอร์อื่น ๆ ยังนับว่าไม่คุ้มกับการเจาะน้ำคร่ำตรวจโครโมโซม(68;81-83)

 

 GS 06

รูปที่ 6  แสดง Echogenic intracardiac foci

 

3. Hyperechoic bowel (HB)

HB หมายถึงความเข้มเสียงของลำไส้มากเท่า ๆ กับความเข้มเสียงของกระดูก (52;84)เพิ่มความเสี่ยงของกลุ่มอาการดาวน์ ประมาณร้อยละ 14-16 ของทารกที่มี HB จะมีความผิดปกติของโครโมโซม (ส่วนใหญ่เป็นดาวน์)(85;86)  แต่โครโมโซมผิดปกติร้อยละ 1.4 ของ isolated HB

ข้อสังเกต: HB ยังพบบ่อยขึ้นในรายทารกติดเชื้อ CMV เป็น cystic fibrosis, early-onset FGR(87-89) นอกจากนั้นยังพบบ่อยขึ้นในรายเลือดออกในน้ำคร่ำซึ่งบ่งชี้ว่าทารกที่กลืนน้ำคร่ำแต้มเลือดเข้าไปจะทำให้เกิด HB(90)

 GS 07

รูปที่ 7  แสดง hyperechoic bowel

4. Mild Pyelectasis

กรวยไตที่ขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อยช่วง 15-20 สัปดาห์ คือเส้นผ่าศูนย์กลางแนวหน้าหลังมากกว่า 4 มม.(91) ซึ่งโดยทั่วไปถือว่าเป็นปกติ แต่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อกลุ่มอาการดาวน์ได้บ้าง (ร้อยละ 3.3(92)) mild pyelectasis พบได้ประมาณร้อยละ 10-25 ของทารกกลุ่มอาการดาวน์ แต่พบได้ร้อยละ 1-3 ของทารกปกติ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะหายไปได้เองในภายหลัง หรือหลังคลอด การพบ hydronephrosis (4-7 มม.) เพียงอย่างเดียวที่ไม่มีมาร์คเกอร์อื่น ๆ ถือว่ายังไม่สมเหตุผลสำหรับการเจาะน้ำคร่ำตรวจโครโมโซม(93)

 

GS 08 

รูปที่ 8 แสดง pyelectasis

 

ส่วน moderate / severe pyelectasis, multicystic kidneys และ renal agenesis จะพบมีความสัมพันธ์กับ trisomy 18 และ 13 ได้มากกว่า(62)

  

5. กระดูกต้นแขนหรือต้นขาสั้น

กระดูกต้นขาและต้นแขนสั้นกว่าปกติจะเพิ่มความเสี่ยงต่อกลุ่มอาการดาวน์(94-97) เกณฑ์ที่ใช้ในการวัดมีหลายอย่างเช่น อัตราส่วนความยาวจริงของกระดูกต้นขาต่อความยาวที่คาดหวังไว้ (ถือตาม BPD) มีค่า < 0.91 หรืออัตราส่วน BPD/FL เกินเปอร์เซนไตล์ที่ 97.5 เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามความไวในการคัดกรองแปรปรวนค่อนข้างมากคือ ร้อยละ 20-68 (โดยรวมประมาณร้อยละ 40) เกณฑ์การวินิจฉัยแปรปรวนไปตามกลุ่มประชากรด้วย แต่ละกลุ่มประชากรควรมีค่ามาตรฐานของตัวเอง การประยุกต์ใช้ในคนไทยควรคำนึงว่าโดยเฉลี่ยแล้วค่าความยาวกระดูกต้นขาของคนไทยสั้นกว่าชาวตะวันตก ดังนั้นควรเทียบตามค่ามาตรฐานของคนไทยด้วย

ในกรณีที่กระดูกท่อนยาวสั้นกว่าปกติมาก (ต่ำกว่าเปอร์เซนไตล์ที่ 5) ควรนึกถึงความผิดปกติของโรคทางกระดูกมากกว่าเป็นมาร์คเกอร์ของกลุ่มอาการดาวน์ และการพบกระดูกท่อนยาวสั้นเพียงอย่างเดียว (18-24 สัปดาห์) จะสะท้อนถึงภาวะโตช้ามากกว่าที่จะเป็นมาร์คเกอร์ของกลุ่มอาการดาวน์(98;99)

ความพิการของโครงสร้าง

ประมาณ 1/3 ของทารกดาวน์มีภาวะพิการชัดเจน (major) ที่สามารถเห็นได้จากอัลตราซาวด์ หนึ่งอย่างขึ้นไป(100) ที่สำคัญ ได้แก่

  1. หัวใจพิการพบได้บ่อยเช่นกัน (ประมาณร้อยละ 40 ของทารกดาวน์) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง endocardial cushion defect และ VSD แต่ตรวจบางทีอาจจะตรวจได้ยากและพลาดได้ง่าย
  2. Duodenal atresia (มีโอกาสเป็นเป็นดาวน์ร้อยละ 30-40 แต่เด็กดาวน์มี duodenal atresia เพียงร้อยละ 5) จากคลื่นเสียงจะเห็นเป็น double-bubble sign แต่มักจะพบหลัง 24 สัปดาห์
  3. Mild ventriculomegaly, (ขนาด 10-15 มม.) แม้ส่วนใหญ่จะปกติ (โดยเฉพาะรายที่เป็นเดี่ยว ๆ) แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงของความผิดปกติของโครโมโซมมากขึ้น คือประมาณร้อยละ 3-10 โดยเฉพาะกลุ่มอาการดาวน์(101-103)
  4. Cystic hygroma : โดยรวมมีโครโมโซมผิดปกติร้อยละ 75 ซึ่งร้อยละ 80 เป็น 45;XO รองลงมาเป็นดาวน์คือร้อยละ 6-7 แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นชนิด septated แต่อย่างไรก็ตามชนิด non-septated จะสัมพันธ์กับ trisomy 21 ได้บ่อยที่สุด (ประมาณร้อยละ 30)(104)
  5. ภาวะบวมน้ำ (non-immune hydrops fetalis): ความผิดปกติของโครโมโซมที่พบได้บ่อย ๆ(62;105) ได้แก่ 45,X (มักมี cystic hygroma ร่วมด้วย) และ trisomy 21 (มักไม่มี cystic hygroma)

ความผิดปกติอื่น ๆ

ความผิดปกติอื่น ๆ ที่พบได้บ่อยขึ้นในทารกดาวน์ขณะอยู่ในครรภ์ ซึ่งควรพิจารณาค้นหา เช่น

  • ข้อกลางของนิ้วก้อยเล็กฝ่อเล็ก และโค้งเข้าใน (clinodactyly)
  •  นิ้วหัวแม่เท้าแยกห่างจากนิ้วที่สอง (sandal gap) อย่างไรก็ตามทั้งข้อกลางนิ้วก้อยเล็ก และ sandal gap แม้จะพบในทารกดาวน์บ่อยขึ้น แต่ก็พบได้บ่อยในทารกปกติด้วย(106;107)
  • ลิ้นโต: ทารกลิ้นโตและยื่นออกมา (macroglossia) สัมพันธ์กับ trisomy 21 ได้บ่อย แต่วินิจฉัยก่อนอายุครรภ์ 28 สัปดาห์ได้เพียงร้อยละ 10 และหลัง 20 สัปดาห์ร้อยละ 20(108)
  • หูเล็กและติดต่ำ: ทารกที่มีความผิดปกติของโครโมโซมมักจะมีความยาวของใบหูลดลง ที่วินิจฉัยก่อนคลอดได้บ่อย ๆ มักจะเป็น trisomy 21(109;110)
  • Cephalic index อาจสูงขึ้น แต่รายงานหลัง ๆ ไม่พบว่าต่างจากทั่วไป
  • เซอริเบลลัมขนาดเล็กกว่าปกติ
  • Choroid plexus cyst เพิ่มความเสี่ยงขึ้นบ้าง แต่บางรายงานก็ไม่พบ
  • ข้อกลางของนิ้วก้อยเล็กผิดปกติ (พบได้ร้อยละ 60 ของทารกแรกคลอด แต่ในครรภ์ตรวจยาก)
  •  Iliac wing angle กว้างกว่าปกติ (เกิน 90 องศา) อาจมีความไวในการค้นหาเด็กดาวน์ได้ร้อยละ 37-90(111;112) แต่ผลบวกลวงค่อนข้างสูง อาจไม่เหมาะที่ใช้คัดกรองเดี่ยว ๆ
  • บวมน้ำ
  • กระดูกจมูกฝ่อเล็ก : กระดูกจมูกฝ่อสัมพันธ์กับเด็กดาวน์ อัตราการตรวจดาวนได้ขึ้นกับค่าจุดตัดที่ใช้(113)  ความไวโดยรวมร้อยละ 73 และ 60 สำหรับในไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองตามลำดับ(38;114) ความไวสำหรับกระดูกจมูกหาย (แทนที่จะเป็นฝ่อ) มีประมาณร้อยละ 40(113;115)
  • Widened iliac angle : An observed-to-expected iliac length > 1.21 หรือ widened iliac angle (> 90 องศา) มีค่าทำนายผลบวกต่ำ(112;116)
  • ในการศึกษาส่วนใหญ่บ่งชี้ว่า CPC เดี่ยว ๆ ที่ไม่มีมาร์คเกอร์อื่นเลย ไม่คุ้มค่ากับการเจาะน้ำคร่ำตรวจโครโมโซม(117;118) และกรณีนี้ก็ไม่พบว่ามีความสัมพันธ์กับความผิดปกติในพัฒนาการของระบบประสาทในวัยเด็กแต่อย่างใด(119)

–           

GS 09 

รูปที่ 9  แสดง clinodactyly

 ข้อสังเกต

  •  ภาวะการเจริญเติบโต รกและน้ำคร่ำ มักจะปกติ ความพิการที่พบบ่อย ๆ เช่น, cleft, diaphragmatic hernia, omphaloceleไม่พบว่ามีความสัมพันธ์กับทารกดาวน์(120)

Bromley(121;122) คัดกรองด้วยระบบคะแนนจากมาร์คเกอร์ทางอัลตราซาวด์และอายุ สามารถค้นหาเด็กดาวน์ได้ร้อยละ 75-86 โดยมีผลบวกลวงประมาณร้อยละ 15 โดยมีหลักการให้คะแนนคือให้คะแนน 2 ในกรณีพบ major anomaly หรือมี TNF และให้คะแนน 1 สำหรับ soft markers อื่น ๆ เช่น กระดูกต้นแขน/ต้นขาสั้น กรวยไตโต hyperechoic bowel และ echogenic intracardiac foci เป็นต้น (ถ้าใช้คะแนน 2 เป็นจุดตัดที่ถือว่ามีความเสี่ยง และเจาะน้ำคร่ำตรวจโครโมโซม จะสามารถคัดกรองเด็กดาวน์ได้ถึงร้อยละ 75 โดยมีอัตราผลบวกลวงร้อยละ 5.7) ระบบนี้มีประโยชน์ในการตรวจหาทารกดาวน์ในมารดาอายุน้อย และทำให้หลีกเลี่ยงการตรวจ invasive ในรายที่อายุ 35-39 ปี อย่างไรก็ตามรายที่อายุ 40 ปีหรือมากกว่ายังควรตรวจโครโมโซมอยู่เนื่องจากความเสี่ยงจากอายุยังคงสูงมากอยู่

Nyberg และคณะ(52) รายงานการคำนวณ likelihood ratio (LR) ของมาร์คเกอร์อัลตราซาวด์ (ปรับตามอายุมารดาแล้ว) มีดังนี้ 

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_blue.css]}

 

Likelihood Ratio

Structural abnormalities

 25

Nuchal thickening

18.6

Echogenic bowel

5.5

Shortened humerus

2.5

Shortened femur

2.2

Echogenic intracardiac focus

2

Renal pyelectasis

1.6

Normal ultrasound (no marker)

0.4

                       

Trisomy 18 (Edward syndrome)


ลักษณะเด่น: มีความผิดปกติหลายประการ กลุ่มลักษณะเด่นคือ นิ้วเหลื่อมกันโดยเฉพาะนิ้วชี้ กระดูก sternum สั้น ที่ปลายนิ้วมือมี low arch dermal ridge pattern ความพิการอื่น ๆ ที่พบกว่าครึ่งของทารกคือ ความผิดปกติของศีรษะและใบหน้า หูติดต่ำ คางเล็ก ปากเล็ก หัวใจพิการ (VSD, ASD, PDA)(7)

อุบัติการ: เป็นความผิดปกติทางโครโมโซมในทารกแรกคลอดที่พบได้บ่อยเป็นอันดับสองรองจากกลุ่มอาการดาวน์ คืออุบัติการ 0.3 ต่อ 1000 ของทารกแรกคลอด พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย 3:1 พบได้บ่อยขึ้นตามอายุมารดา(7)

ธรรมชาติของโรค: พยากรณ์ไม่ดี ซึ่งสัมพันธ์กับความผิดปกติรุนแรงเช่น หัวใจพิการ ร้อยละ 50 เสียชีวิตในสัปดาห์แรกหลังคลอด มีเพียงร้อยละ 5-10 เท่านั้นที่จะรอดเกิน 1 ปี ซึ่งสติปัญญาบกพร่องรุนแรง และทุพพลภาพรุนแรง(7)  สำหรับ mosaicism ของ trisomy 18 ซึ่งมี cell line ปกติอยู่ด้วยจะมีอัตราการรอดชีวิตสูงกว่า

ลักษณะทางคลื่นเสียงความถี่สูง(11;123-129)

คลื่นเสียงความถี่สูงอาจมีความไวในการคัดกรองร้อยละ 80-100(126;127) มีความไวมากกว่ามาร์คเกอร์ทางชีวเคมี(124)  และความไวยิ่งสูงถ้าตรวจหลัง 24 สัปดาห์ รายงานหนึ่งพบว่าก่อน 17 สัปดาห์สามารถตรวจพบได้กว่าครึ่งหนึ่ง 17-24 สัปดาห์ตรวจพบได้ประมาณสองในสาม(130) อาจวินิจฉัยได้ตั้งแต่ไตรมาสแรกโดยการตรวจพบ NT  หรือคัดกรองได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 11-14 สัปดาห์ โดยมีความผิดปกติหลาย ๆ อย่าง ๆ ทั้งมี NT หนาหรือไม่ก็ได้(125) ความผิดปกติเด่นที่เป็นแบบฉบับคือ สมอง หัวใจ และมือ(129) ในมือผู้มีประสบการณ์สูงอาจไม่มีผลบวกลวงเลย(129;131)

ลักษณะที่พบได้บ่อย ๆ ทางคลื่นเสียงความถี่สูงมีดังนี้

  • FGR (พบได้มากกว่าร้อยละ 50) มักจะเป็นชนิด early-onset(132;133)
  • Thickened NT ขณะอายุครรภ์ 10-14 สัปดาห์ อาจพบกว่าร้อยละ 80 ของ trisomy 18(134)
  • Choroid plexus cyst (CPC) พบร้อยละ 1-2 ของทารกไตรมาสที่สองทั้งหมด แต่พบได้ร้อยละ 30 ของ ทารก trisomy 18(135) ซึ่งมักพบความพิการอื่นร่วมด้วย สำหรับรายที่เป็นเดี่ยว ๆ (isolated) จะมีความเสี่ยงต่อการเป็น trisomy 18 ราว 1/374 หรือต่ำกว่า(136;137) การพบเดี่ยว ๆ จึงไม่แนะนำให้ตรวจโครโมโซม หรือแนะนำให้ตรวจเฉพาะเมื่อมารดาอายุมากกว่า 32 ปี(138) หรื่อผลตรวจ serum screen ผิดปกติ(139) CPC ตรวจพบได้ง่ายจึงมักจะเป็นจุดตั้งต้นให้ค้นหาอย่างละเอียดจนพบมาร์คเกอร์อื่น ๆ ของ trisomy 18 จึงนับว่ามีคุณค่ามากในการคัดกรอง trisomy 18

 

 GS 10a  GS 10b

 (ก)                                                                                      (ข)

รูปที่ 10  แสดง bilateral choroid plexus cyst (ก) และ micronagthia (ข)

 

  • ความผิดปกติของมือหรือเท้า (ร้อยละ 30-50) : เท้าปุก Rocker-bottom foot นิ้วเหลื่อมเกยกัน (overlapping) หรือ clenched hand โดยทั่วไปมักจะมีความผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย(62;140;141)
  •  คางเล็ก (micrognathia): กว่าครึ่งหนึ่งมีความผิดปกติทางโครโมโซมด้วย(108;140-142) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง trisomy 18 และ triploidy ในทารกที่เป็น trisomy 18 กว่าครึ่งหนึ่งจะมีคาง
  • ปากแหว่ง เพดานโหว่ (ข้างเดียวหรือสองข้าง) : เกือบทั้งหมดของรายที่มีโครโมโซมผิดปกติจะมีความผิดปกติอื่นร่วมด้วย(108;143) ใน trisomy 18 มักจะเป็นแบบ paramedian cleft
  • หัวใจพิการ : มีความเสี่ยงต่อความผิดปกติของโครโมโซมกว่าร้อยละ 50(62) โดยเฉพาะ VSD ซึ่ง พบบ่อยที่สุด นอกจากนั้นอาจพบ double outlet of right ventricle, tetralogy of Fallot, transposition of great vessels และ coarctation of aorta
  • Omphalocele: มีความผิดปกติของโครโมโซมร้อยละ 30-40(144;145) ส่วนใหญ่เป็น trisomy 18 (ร้อยละ 25 ของ trisomy 18 มี omphalocele) และ trisomy 13 รองลงไป ความผิดปกติของโครโมโซมในกลุ่มที่มีความพิการอื่นร่วมด้วยจะสูงกว่ากรณีเกิดเดี่ยว ๆ (ร้อยละ 46 เทียบกับร้อยละ 13) และโอกาสจะยิ่งสูงขึ้นถ้าในถุงที่ยื่นออกไปมีเพียงลำไส้โดยไม่มีตับออกไปด้วย (ร้อยละ 67 เทียบกับร้อยละ 16)
  • ไส้เลื่อนกระบังลม (พบได้ร้อยละ 20)(62;146)
  • NTD (พบได้ร้อยละ 20) ที่พบได้มากคือ spina bifida แม้โดยส่วนใหญ่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ multifactorial แต่ส่วนหนึ่งสัมพันธ์กับความผิดปกติทางโครโมโซม(62) โดยเฉพาะ trisomy 18
  • ความผิดปกติของไต เช่น ไตรูปเกือกม้า
  • Single umbilical artery (อาจพบได้ร้อยละ 30-50)
  • Cystic hygroma (พบได้ร้อยละ 15)
  • Enlarged cistern magna (> 10 มม.) จะเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดปกติของโครโมโซม(62;147) โดยเฉพาะ trisomy 18  อย่างไรก็ตามถ้าพบเดี่ยว ๆ ส่วนใหญ่จะปกติ แต่ควรตรวจติดตามเป็นระยะ ๆ แต่การพบร่วมกับความผิดปกติอื่นควรตรวจโครโมโซมเสมอ
  • Strawberry-shaped head พบได้บ่อยที่สุดใน trisomy 18(62)
  • Polyhydramnios (พบได้ร้อยละ 25) โดยเฉพาะเมื่อพบร่วมกับการโตช้าในครรภ์(126)
  • Agenesis of the corpus callosum (ACC): ACC เพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดปกติของโครโมโซมมากขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะ trisomy 18(62;148;149) แต่อาจวินิจฉัยได้ยากก่อน 20 สัปดาห์ทำ พบได้ประมาณร้อยละ 7 ของ trisomy 18 แต่ถ้าพบเดี่ยว ๆ พยากรณ์จะดี มีโอกาสปกติถึงร้อยละ 85(148) แต่ก็ยังมีโอกาสเป็น aneuplody สูงถึง 1 ใน 10 อยู่ จึงยังแนะนำให้ตรวจโครโมโซมอยู่
  • Esophageal atresia: สัมพันธ์กับ trisomy 18 ยิ่งถ้าพบร่วมกับความผิดปกติอื่น จะยิ่งจำเพาะต่อ trisomy 18 (จากคลื่นเสียงความถี่สูงมักจะพบครรภ์แฝดน้ำร่วมกับไม่เห็นกระเพาะอาหาร)(145)
  • ทารกโตช้า ร่วมกับน้ำคร่ำมาก และความผิดปกติของมือหรือเท้า มีโอกาสสูงสำหรับ trisomy 18

Trisomy 13 (Patau syndrome)


ลักษณะเด่น: มีความผิดปกติได้หลายประการ และหลายระดับความรุนแรง ลักษณะที่ค่อนข้างจำเพาะได้แก่(7) ความผิดปกติของตา (ตาชิด หรือติดกัน) จมูก (ฝ่อ หาย หรือเป็นงวง) ปากแหว่งเพดานโหว่ สมองส่วนหน้า (holoprosencephaly) นิ้วเกิน หัวใจพิการ (VSD, PDA, ASD) นอกจากนั้นยังมีความผิดปกติอื่น ๆ ได้อีกจำนวนมาก

อุบัติการ: 1:5,000 ของทารกแรกคลอด แต่ร้อยละ 1 ของการแท้งในไตรมาสแรก มีความพิการได้หลายแบบ ซึ่งเป็นได้กับเกือบทุกอวัยวะ และหลายระดับความรุนแรง โดยเฉพาะที่ศีรษะและใบหน้า(7)

ธรรมชาติของโรค : มีพยากรณ์โรคที่ไม่ดี ร้อยละ 82 จะเสียชีวิตในเดือนแรกหลังคลอด มีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้นที่อยู่ได้ถึง 6 เดือน รายที่รอดจะมีความผิดปกติรุนแรงทางสมอง ไม่เจริญเติบโต(7)

ลักษณะทางคลื่นเสียงความถี่สูงที่สำคัญ(11;123)

อัลตราซาวด์มีความไวสูงในการคัดกรอง trisomy 13 (มากกว่าร้อยละ 90)(150) ซึ่งมีความผิดปกติรุนแรงหลายอย่าง  ทารกกลุ่มนี้เป็น autosomal trisomies ที่คลอดมีชีพน้อยที่สุด เพราะกว่าร้อยละ 75 ของทารกตายในครรภ์(151)

1. Holoprosencephaly : สมองส่วนหน้าไม่แยกเป็นสองซีกชัดเจนทำให้ lateral ventricle รวมกันเป็นอันเดียว ไม่มี falx cerebri ธาลามัสไม่แยกจากกัน หรือแยกกันไม่สมบูรณ์ พบได้กว่าร้อยละ 50 ของ trisomy 13(7) และร้อยละ 30-40 ของ holoprosencephaly เป็น trisomy 13(152;153)

 

 GS 11

รูปที่ 11  แสดง holoprocencephaly

 

2. ความผิดปกติของใบหน้า

  • ปากแหว่งเพดานโหว่ โดยเฉพาะ midline cleft (พบได้มากกว่าร้อยละ 50)(7)
  • ตาใกล้ชิดกัน (hypotelorism) หรืออาจติดกัน (cyclopia)(62;152;153)
  • จมูกอาจไม่มีรู มีรูเดียว หรือเป็นงวง (proboscis)(62;152;153)

3. ความพิการสำคัญอื่น ๆ ที่พบบ่อย

  • omphalocele (ร้อยละ 18)
  • ไตผิดปกติ เช่น มีถุงน้ำ (มักเป็น polycystic) อยู่ผิดที่ hydronephrosis
  • หัวใจผิดปกติ (อาจพบได้สูงถึงร้อยละ 90) โดยเฉพาะ VSD, PDA, ASD
  • นิ้วเกินด้านนิ้วก้อย (ร้อยละ 50) เท้าปุก และ Rocker-bottom ก็อาจพบได้
  • ทารกโตช้าในครรภ์ (IUGR)
  • ศีรษะขนาดเล็ก (microcephaly) ส่วนใหญ่จะมีความผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย(62;144)
  • Polyhydramnios (ร้อยละ 15) และ oligohydramnios (ร้อยละ 10)

4.  ลักษณะอื่น ๆ ที่พบได้แต่ไม่บ่อย : enlarged cistern magna, cystic hygroma, NTD

ข้อสังเกต

Trisomy 13 มีความผิดปกติหลายอย่าง และรุนแรง การตรวจคัดกรองด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงอาจค้นหาได้ทุกราย (ความไวสูงมาก) ลักษณะค่อนข้างจำเพาะคือ holoprosencephaly ความผิดปกติที่ใบหน้า (ตาติด งวง ปากแหว่งแนวกลาง) นิ้วเกิน

คลื่นเสียงความถี่สูงมีความไวในการตรวจหา holoprosencephaly สูงถึงร้อยละ 90-100 ทำให้ตรวจได้เร็วตั้งแต่ระยะแรกของการตั้งครรภ์ แต่ก็เป็นได้ที่ trisomy 13 ที่คลื่นเสียงตรวจพบว่ามีโครงสร้างปกติในไตรมาสที่สอง การตรวจในช่วง 11-14 สัปดาห์ โดยตรวจ NT อัตราการเต้นหัวใจ holoprosencephaly omphalocele และ megacystis ช่วยให้ตรวจทารก trisomy 13 ได้มากกว่าร้อยละ 90(154) การตรวจอย่างละเอียดหลัง 17 สัปดาห์จะพบความผิดปกติราวร้อยละ 95 และเกือบครึ่งหนึ่งจะมีค่าการวัดสัดส่วนได้ค่าต่ำกว่าเปอร์เซนไตล์ที่ 5(155)

 

Triploidy


ความหมายและลักษณะเด่น  กลุ่มอาการที่เกิดจากการมีโครโมโซมเพิ่มขึ้นมาอีก 1 ชุด (23 อัน) ร้อยละ 71.4 ของ karyotype เป็น 69,XXX และร้อยละ 28.6 เป็น 69,XXY ส่วนใหญ่เกิดจากไข่ถูกปฏิสนธิด้วยอสุจิ 2 ตัว (ร้อยละ 66) หรือโดยอสุจิที่เป็น diploid (ร้อยละ 24) และร้อยละ 10 เกิดจากไข่ชนิด diploid ถ้าชุดที่เกินมาได้จากฝ่ายแม่ รกจะเสื่อม ทารกโตช้า ถ้าชุดที่เกินมาได้จากฝ่ายพ่อ รกมักจะบวมโตและมีลักษณะแบบ partial mole  triploidy มีความผิดปกติได้มากและไม่ค่อยมีลักษณะจำเพาะ นอกจาก partial mole (แต่พบได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของภาวะนี้) ลักษณะเด่นที่พบได้บ่อย ๆ คือ syndactyly, ventriculomegaly, AV defects, micrognathia

อุบัติการณ์: พบได้ร้อยละ 1-2 ของตัวอ่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะแท้งออกไปเอง มีเพียงร้อยละ 3 ของ 69,XYY เท่านั้นที่รอดไปจนตรวจพบได้ และมีความผิดปกติรุนแรงของหลาย ๆ อวัยวะ มี partial mole ได้บ่อย โตช้า ทุกรายจะตายคลอด หรือช่วงสั้น ๆ หลังคลอด(7)

ธรรมชาติของโรค: ส่วนใหญ่เสียชีวิตขณะอยู่ในครรภ์ หรือตายคลอด อายุยาวนานที่สุดประมาณ 5 เดือน

ลักษณะทางคลื่นเสียงความถี่สูง(11;156;157)

  • ทารกจะต้องมีบางสัดส่วนที่สั้นกว่าปกติ
  • มี asymmetrical FGR ร้อยละ 71.4 อัตราส่วน HC/AC เกินเปอร์เซนไตล์ที่ 95
  • Molar change พบได้ร้อยละ 28.6 ทุกรายวินิจฉัยได้ก่อน 25 สัปดาห์
  • น้ำคร่ำน้อยพบได้ร้อยละ 44 (ครรภ์แฝดน้ำพบได้ร้อยละ 3)
  • โครงสร้างพิการพบได้ร้อยละ 92.9
    • ความผิดปกติของมือพบได้บ่อยที่สุด (ร้อยละ 52.3) ส่วนใหญ่เป็น syndactyly ของนิ้วกลางกับนิ้วนาง
    • Bilateral ventriculomegaly (ร้อยละ 36.9)
    • หัวใจพิการ (ร้อยละ 33.8)
    • คางเล็ก (ร้อยละ 26.2)
    • ความพิการที่พบร่วมกับบ่อยที่สุดคือ ventriculomegaly และความผิดปกติของมือ
    • Hyperechoic bowel (ร้อยละ 15)
    • ความผิดปกติที่ไม่จำเพาะอื่น ๆ (ความผิดปกติของไต nuchal edema, spina bifida, Dandy-Walker malformation, collapsed stomach, SUA)
  • เลือดออกทางช่องคลอดเป็นอาการที่พบได้บ่อย
  • จำนวนเม็ดเลือดแดงลดลง และ MCV เพิ่มขึ้น

  ข้อสังเกต:  ภาพเตือนใจสำคัญที่ต้องคิดถึง triploidy คือ partial mole หรือ asymmetrical FGR ที่รุนแรงหรือเป็นเร็ว (แม้รกดูปกติดี)

 

Turner syndrome (45,XO)


ความหมายและลักษณะเด่น: ลักษณะเด่นในครรภ์ระยะแรกคือ cystic hygroma และ lymphangiectasia ซึ่งอาจทำให้เกิดการบวมน้ำตามมา รายที่รอดชีวิตจะมีการฝ่อลงของ cystic hygroma กลายเป็น webbed neck ความผิดปกติหลักของรายรอดชีวิตคือ ovarian dysgenesis และตัวเตี้ย อกกว้าง หัวนมห่าง และอาจมีความผิดปกติอื่น ๆ เช่น ไตผิดปกติ coarctation of aorta

อุบัติการ: พบได้ 1:2,500-5,000 ของทารกแรกคลอดเพศหญิง ร้อยละ 9 ของการแท้งในไตรมาสแรก(1) ไม่สัมพันธ์กับอายุมารดา

ธรรมชาติของโรค: ส่วนใหญ่ของ full 45,X แท้งออกไปตั้งแต่ไตรมาสแรกก่อนที่จะได้รับการวินิจฉัยก่อนคลอด หรือก่อนเกิด cystic hygroma หรือบวมน้ำซึ่งจะเสียชีวิตในช่วงหลังของการตั้งครรภ์ รายที่รอดชีวิตมักจะเป็นชนิด mosaic คือมี cell line ปกติปนอยู่ด้วย รายที่มี coarctation of aorta มักจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขจึงจะมีชีวิตยืนยาวได้

ลักษณะทางคลื่นเสียงความถี่สูง(11;158-160)

  • Cystic hygroma (ร้อยละ 66)(159) (ร้อยละ 50-75 ของทารกที่เป็น cystic hygroma เป็น Turner syndrome) เป็นชนิด septated(104) หรือและสัมพันธ์กับภาวะบวมน้ำได้บ่อย
  • Nuchal lucency
  • บวมน้ำ หรือมีน้ำเหลืองคั่งในช่องท้อง หรือช่องปอด
  • หัวใจพิการโดยกำเนิด โดยเฉพาะหัวใจซีกซ้าย เช่น coarctation of aorta
  • ไตผิดปกติ เช่น agenesis รูปเกือกม้า อยู่ผิดที่
  • การเจริญเติบโตปกติ
  • มักจะวินิจฉัยได้ในปลายไตรมาสแรก หรือต้นไตรมาสที่สอง ส่วนมากตายในครรภ์ และน้อยมากที่จะวินิจฉัยได้ในไตรมาสที่สาม

GS 12  

รูปที่ 12  แสดง cystic hygroma

 

เอกสารอ้างอิง

  1. Benattar C, Audibert F, Taieb J, Ville Y, Roberto A, Lindenbaum A, et al. Efficiency of ultrasound and biochemical markers for Down’s syndrome risk screening. A prospective study. Fetal Diagn Ther 1999 Mar;14(2):112-7.
  2. Rosen T, D’Alton ME, Platt LD, Wapner R. First-trimester ultrasound assessment of the nasal bone to screen for aneuploidy. Obstet Gynecol 2007 Aug;110(2 Pt 1):399-404.
  3. Driscoll DA, Gross SJ. First trimester diagnosis and screening for fetal aneuploidy. Genet Med 2008 Jan;10(1):73-5.
  4. Evans MI, Ebrahim SA, Berry SM, Holzgreve W, Isada NB, Quintero RA, et al. Fluorescent in situ hybridization utilization for high-risk prenatal diagnosis: a trade-off among speed, expense, and inherent limitations of chromosome-specific probes. Am J Obstet Gynecol 1994 Oct;171(4):1055-7.
  5. Hook EB, Topol BB, Cross PK. The natural history of cytogenetically abnormal fetuses detected at midtrimester amniocentesis which are not terminated electively: new data and estimates of the excess and relative risk of late fetal death associated with 47,+21 and some other abnormal karyotypes. Am J Hum Genet 1989 Dec;45(6):855-61.
  6. Morris JK, Wald NJ, Watt HC. Fetal loss in Down syndrome pregnancies. Prenat Diagn 1999 Feb;19(2):142-5.
  7. Jones KL. Smith’s recognizable patterns of human malformation. 6 ed. Philadelphia: Elsevier Saunders; 2006.
  8. Benacerraf B. The significance of the nuchal fold in the second trimester fetus. Prenat Diagn 2002 Sep;22(9):798-801.
  9. Benacerraf BR, Frigoletto FD, Jr., Cramer DW. Down syndrome: sonographic sign for diagnosis in the second-trimester fetus. Radiology 1987 Jun;163(3):811-3.
  10. Nyberg DA, Resta RG, Luthy DA, Hickok DE, Mahony BS, Hirsch JH. Prenatal sonographic findings of Down syndrome: review of 94 cases. Obstet Gynecol 1990 Sep;76(3 Pt 1):370-7.
  11. Snijders RJ, Nicolaides KH. Ultrasound markers for fetal chromosomal defects. New York: Parthenon Publishing; 1996.
  12. Breathnach FM, Malone FD, Lambert-Messerlian G, Cuckle HS, Porter TF, Nyberg DA, et al. First- and second-trimester screening: detection of aneuploidies other than Down syndrome. Obstet Gynecol 2007 Sep;110(3):651-7.
  13. Nicolaides KH, Azar G, Byrne D, Mansur C, Marks K. Fetal nuchal translucency: ultrasound screening for chromosomal defects in first trimester of pregnancy. BMJ 1992 Apr 4;304(6831):867-9.
  14. Nicolaides KH, Brizot ML, Snijders RJ. Fetal nuchal translucency: ultrasound screening for fetal trisomy in the first trimester of pregnancy. Br J Obstet Gynaecol 1994 Sep;101(9):782-6.
  15. Pandya PP, Kondylios A, Hilbert L, Snijders RJ, Nicolaides KH. Chromosomal defects and outcome in 1015 fetuses with increased nuchal translucency. Ultrasound Obstet Gynecol 1995 Jan;5(1):15-9.
  16. van Vugt JM, Zalen-Sprock RM, Kostense PJ. First-trimester nuchal translucency: a risk analysis on fetal chromosome abnormality. Radiology 1996 Aug;200(2):537-40.
  17. Haak MC, van Vugt JM. Pathophysiology of increased nuchal translucency: a review of the literature. Hum Reprod Update 2003 Mar;9(2):175-84.
  18.  Snijders RJ, Noble P, Sebire N, Souka A, Nicolaides KH. UK multicentre project on assessment of risk of trisomy 21 by maternal age and fetal nuchal-translucency thickness at 10-14 weeks of gestation. Fetal Medicine Foundation First Trimester Screening Group. Lancet 1998 Aug 1;352(9125):343-6.
  19. Haddow JE. Antenatal screening for Down’s syndrome: where are we and where next? Lancet 1998 Aug 1;352(9125):336-7.
  20. Souka AP, Snijders RJ, Novakov A, Soares W, Nicolaides KH. Defects and syndromes in chromosomally normal fetuses with increased nuchal translucency thickness at 10-14 weeks of gestation. Ultrasound Obstet Gynecol 1998 Jun;11(6):391-400.
  21. Senat MV, De Keersmaecker B, Audibert F, Montcharmont G, Frydman R, Ville Y. Pregnancy outcome in fetuses with increased nuchal translucency and normal karyotype. Prenat Diagn 2002 May;22(5):345-9.
  22. Bilardo CM, Pajkrt E, de G, I, Mol BW, Bleker OP. Outcome of fetuses with enlarged nuchal translucency and normal karyotype. Ultrasound Obstet Gynecol 1998 Jun;11(6):401-6.
  23. Pajkrt E, Mol BW, Bleker OP, Bilardo CM. Pregnancy outcome and nuchal translucency measurements in fetuses with a normal karyotype. Prenat Diagn 1999 Dec;19(12):1104-8.
  24. Michailidis GD, Economides DL. Nuchal translucency measurement and pregnancy outcome in karyotypically normal fetuses. Ultrasound Obstet Gynecol 2001 Feb;17(2):102-5.
  25. Braithwaite JM, Economides DL. The measurement of nuchal translucency with transabdominal and transvaginal sonography–success rates, repeatability and levels of agreement. Br J Radiol 1995 Jul;68(811):720-3.
  26. AIUM practice guideline for the performance of obstetric ultrasound examinations. J Ultrasound Med 2010 Jan;29(1):157-66.
  27. Bronshtein M, Bar-Hava I, Blumenfeld I, Bejar J, Toder V, Blumenfeld Z. The difference between septated and nonseptated nuchal cystic hygroma in the early second trimester. Obstet Gynecol 1993 May;81(5 ( Pt 1):683-7.
  28. Wilson RD, Venir N, Farquharson DF. Fetal nuchal fluid–physiological or pathological?–In pregnancies less than 17 menstrual weeks. Prenat Diagn 1992 Sep;12(9):755-63.
  29. Hyett J, Moscoso G, Papapanagiotou G, Perdu M, Nicolaides KH. Abnormalities of the heart and great arteries in chromosomally normal fetuses with increased nuchal translucency thickness at 11-13 weeks of gestation. Ultrasound Obstet Gynecol 1996 Apr;7(4):245-50.
  30. Reynders CS, Pauker SP, Benacerraf BR. First trimester isolated fetal nuchal lucency: significance and outcome. J Ultrasound Med 1997 Feb;16(2):101-5.
  31. Wapner R, Thom E, Simpson JL, Pergament E, Silver R, Filkins K, et al. First-trimester screening for trisomies 21 and 18. N Engl J Med 2003 Oct 9;349(15):1405-13.
  32. Borrell A, Martinez JM, Farre MT, Azulay M, Cararach V, Fortuny A. Reversed end-diastolic flow in first-trimester umbilical artery: an ominous new sign for fetal outcome. Am J Obstet Gynecol 2001 Jul;185(1):204-7.
  33. Murta CG, Moron AF, Avila MA. Reversed diastolic umbilical artery flow in the first trimester associated with chromosomal fetal abnormalities or cardiac defects. Obstet Gynecol 2000 Jun;95(6 Pt 2):1011-3.
  34. Comas C, Carrera M, Devesa R, Munoz A, Torrents M, Cusi V, et al. Early detection of reversed diastolic umbilical flow: should we offer karyotyping? Ultrasound Obstet Gynecol 1997 Dec;10(6):400-2.
  35. Huisman TW, Bilardo CM. Transient increase in nuchal translucency thickness and reversed end-diastolic ductus venosus flow in a fetus with trisomy 18. Ultrasound Obstet Gynecol 1997 Dec;10(6):397-9.
  36. Cicero S, Curcio P, Papageorghiou A, Sonek J, Nicolaides K. Absence of nasal bone in fetuses with trisomy 21 at 11-14 weeks of gestation: an observational study. Lancet 2001 Nov 17;358(9294):1665-7.
  37. Cuckle H. Time for total shift to first-trimester screening for Down’s syndrome. Lancet 2001 Nov 17;358(9294):1658-9.
  38. Cicero S, Sonek JD, McKenna DS, Croom CS, Johnson L, Nicolaides KH. Nasal bone hypoplasia in trisomy 21 at 15-22 weeks’ gestation. Ultrasound Obstet Gynecol 2003 Jan;21(1):15-8.
  39. Cicero S, Rembouskos G, Vandecruys H, Hogg M, Nicolaides KH. Likelihood ratio for trisomy 21 in fetuses with absent nasal bone at the 11-14-week scan. Ultrasound Obstet Gynecol 2004 Mar;23(3):218-23.
  40. Odibo AO, Sehdev HM, Dunn L, McDonald R, Macones GA. The association between fetal nasal bone hypoplasia and aneuploidy. Obstet Gynecol 2004 Dec;104(6):1229-33.
  41. Orlandi F, Rossi C, Orlandi E, Jakil MC, Hallahan TW, Macri VJ, et al. First-trimester screening for trisomy-21 using a simplified method to assess the presence or absence of the fetal nasal bone. Am J Obstet Gynecol 2005 Apr;192(4):1107-11.
  42. Cicero S, Avgidou K, Rembouskos G, Kagan KO, Nicolaides KH. Nasal bone in first-trimester screening for trisomy 21. Am J Obstet Gynecol 2006 Jul;195(1):109-14.
  43. Sonek JD, Cicero S, Neiger R, Nicolaides KH. Nasal bone assessment in prenatal screening for trisomy 21. Am J Obstet Gynecol 2006 Nov;195(5):1219-30.
  44. Papp C, Szigeti Z, Joo JG, Toth-Pal E, Hajdu J, Papp Z. The role of perinatal autopsy in the management of pregnancies with major fetal trisomies. Pathol Res Pract 2007;203(7):525-31.
  45. Odibo AO, Sehdev HM, Stamilio DM, Cahill A, Dunn L, Macones GA. Defining nasal bone hypoplasia in second-trimester Down syndrome screening: does the use of multiples of the median improve screening efficacy? Am J Obstet Gynecol 2007 Oct;197(4):361-4.
  46. Shanks A, Odibo A. Nasal bone in prenatal trisomy 21 screening. Obstet Gynecol Surv 2010 Jan;65(1):46-52.
  47. Maiz N, Valencia C, Kagan KO, Wright D, Nicolaides KH. Ductus venosus Doppler in screening for trisomies 21, 18 and 13 and Turner syndrome at 11-13 weeks of gestation. Ultrasound Obstet Gynecol 2009 May;33(5):512-7.
  48. Maiz N, Plasencia W, Dagklis T, Faros E, Nicolaides K. Ductus venosus Doppler in fetuses with cardiac defects and increased nuchal translucency thickness. Ultrasound Obstet Gynecol 2008 Mar;31(3):256-60.
  49. Oh C, Harman C, Baschat AA. Abnormal first-trimester ductus venosus blood flow: a risk factor for adverse outcome in fetuses with normal nuchal translucency. Ultrasound Obstet Gynecol 2007 Aug;30(2):192-6.
  50. Malone FD, D’Alton ME. First-trimester sonographic screening for Down syndrome. Obstet Gynecol 2003 Nov;102(5 Pt 1):1066-79.
  51. Dagklis T, Plasencia W, Maiz N, Duarte L, Nicolaides KH. Choroid plexus cyst, intracardiac echogenic focus, hyperechogenic bowel and hydronephrosis in screening for trisomy 21 at 11 + 0 to 13 + 6 weeks. Ultrasound Obstet Gynecol 2008 Feb;31(2):132-5.
  52. Nyberg DA, Luthy DA, Resta RG, Nyberg BC, Williams MA. Age-adjusted ultrasound risk assessment for fetal Down’s syndrome during the second trimester: description of the method and analysis of 142 cases. Ultrasound Obstet Gynecol 1998 Jul;12(1):8-14.
  53.  Weisz B, Pandya PP, David AL, Huttly W, Jones P, Rodeck CH. Ultrasound findings after screening for Down syndrome using the integrated test. Obstet Gynecol 2007 May;109(5):1046-52.
  54. Smith-Bindman R, Chu P, Goldberg JD. Second trimester prenatal ultrasound for the detection of pregnancies at increased risk of Down syndrome. Prenat Diagn 2007 Jun;27(6):535-44.
  55. Aagaard-Tillery KM, Malone FD, Nyberg DA, Porter TF, Cuckle HS, Fuchs K, et al. Role of second-trimester genetic sonography after Down syndrome screening. Obstet Gynecol 2009 Dec;114(6):1189-96.
  56. Vergani P, Ghidini A, Weiner S, Locatelli A, Pozzi E, Biffi A. Risk assessment for Down syndrome with genetic sonogram in women at risk. Prenat Diagn 2008 Dec;28(12):1144-8.
  57. Wax JR, Pinette MG, Cartin A, Blackstone J. Second-trimester genetic sonography after first-trimester combined screening for trisomy 21. J Ultrasound Med 2009 Mar;28(3):321-5.
  58. Bethune M. Management options for echogenic intracardiac focus and choroid plexus cysts: a review including Australian Association of Obstetrical and Gynaecological Ultrasonologists consensus statement. Australas Radiol 2007 Aug;51(4):324-9.
  59. Bethune M. Literature review and suggested protocol for managing ultrasound soft markers for Down syndrome: thickened nuchal fold, echogenic bowel, shortened femur, shortened humerus, pyelectasis and absent or hypoplastic nasal bone. Australas Radiol 2007 Jun;51(3):218-25.
  60. Breathnach FM, Fleming A, Malone FD. The second trimester genetic sonogram. Am J Med Genet C Semin Med Genet 2007 Feb 15;145C(1):62-72.
  61. Vintzileos AM, Campbell WA, Guzman ER, Smulian JC, McLean DA, Ananth CV. Second-trimester ultrasound markers for detection of trisomy 21: which markers are best? Obstet Gynecol 1997 Jun;89(6):941-4.
  62. Nicolaides KH, Snijders RJ, Gosden CM, Berry C, Campbell S. Ultrasonographically detectable markers of fetal chromosomal abnormalities. Lancet 1992 Sep 19;340(8821):704-7.
  63. Vergani P, Locatelli A, Piccoli MG, Ceruti P, Mariani E, Pezzullo JC, et al. Best second trimester sonographic markers for the detection of trisomy 21. J Ultrasound Med 1999 Jul;18(7):469-73.
  64.  Watson WJ, Miller RC, Menard MK, Chescheir NC, Katz VL, Hansen WF, et al. Ultrasonographic measurement of fetal nuchal skin to screen for chromosomal abnormalities. Am J Obstet Gynecol 1994 Feb;170(2):583-6.
  65.  Benacerraf BR, Barss VA, Laboda LA. A sonographic sign for the detection in the second trimester of the fetus with Down’s syndrome. Am J Obstet Gynecol 1985 Apr 15;151(8):1078-9.
  66. Drugan A, Johnson MP, Evans MI. Ultrasound screening for fetal chromosome anomalies. Am J Med Genet 2000 Jan 17;90(2):98-107.
  67. Bromley B, Benacerraf BR. The resolving nuchal fold in second trimester fetuses: not necessarily reassuring. J Ultrasound Med 1995 Mar;14(3):253-5.
  68. Sotiriadis A, Makrydimas G, Ioannidis JP. Diagnostic performance of intracardiac echogenic foci for Down syndrome: a meta-analysis. Obstet Gynecol 2003 May;101(5 Pt 1):1009-16.
  69. Shipp TD, Bromley B, Lieberman E, Benacerraf BR. The frequency of the detection of fetal echogenic intracardiac foci with respect to maternal race. Ultrasound Obstet Gynecol 2000 Jun;15(6):460-2.
  70. Achiron R, Lipitz S, Gabbay U, Yagel S. Prenatal ultrasonographic diagnosis of fetal heart echogenic foci: no correlation with Down syndrome. Obstet Gynecol 1997 Jun;89(6):945-8.
  71.  Wax JR, Donnelly J, Carpenter M, Chard R, Pinette MG, Blackstone J, et al. Childhood cardiac function after prenatal diagnosis of intracardiac echogenic foci. J Ultrasound Med 2003 Aug;22(8):783-7.
  72. Schechter AG, Fakhry J, Shapiro LR, Gewitz MH. In utero thickening of the chordae tendinae. A cause of intracardiac echogenic foci. J Ultrasound Med 1987 Dec;6(12):691-5.
  73. Tennstedt C, Chaoui R, Vogel M, Goldner B, Dietel M. Pathologic correlation of sonographic echogenic foci in the fetal heart. Prenat Diagn 2000 Apr;20(4):287-92.
  74. Bromley B, Lieberman E, Laboda L, Benacerraf BR. Echogenic intracardiac focus: a sonographic sign for fetal Down syndrome. Obstet Gynecol 1995 Dec;86(6):998-1001.
  75. Bromley B, Lieberman E, Shipp TD, Richardson M, Benacerraf BR. Significance of an echogenic intracardiac focus in fetuses at high and low risk for aneuploidy. J Ultrasound Med 1998 Feb;17(2):127-31.
  76.  Wax JR, Philput C. Fetal intracardiac echogenic foci: does it matter which ventricle? J Ultrasound Med 1998 Mar;17(3):141-4.
  77. Dildy GA, Judd VE, Clark SL. Prospective evaluation of the antenatal incidence and postnatal significance of the fetal echogenic cardiac focus: a case-control study. Am J Obstet Gynecol 1996 Oct;175(4 Pt 1):1008-12.
  78. Simchen MJ, Toi A, Silver M, Smith CR, Hornberger LK, Taylor G, et al. Fetal cardiac calcifications: report of four prenatally diagnosed cases and review of the literature. Ultrasound Obstet Gynecol 2006 Mar;27(3):325-30.
  79. Rebarber A, Levey KA, Funai E, Monda S, Paidas M. An ethnic predilection for fetal echogenic intracardiac focus identified during targeted midtrimester ultrasound examination: A retrospective review. BMC Pregnancy Childbirth 2004 Jun 25;4(1):12.
  80. Tran SH, Caughey AB, Norton ME. Ethnic variation in the prevalence of echogenic intracardiac foci and the association with Down syndrome. Ultrasound Obstet Gynecol 2005 Aug;26(2):158-61.
  81. Bradley KE, Santulli TS, Gregory KD, Herbert W, Carlson DE, Platt LD. An isolated intracardiac echogenic focus as a marker for aneuploidy. Am J Obstet Gynecol 2005 Jun;192(6):2021-6.
  82. Coco C, Jeanty P, Jeanty C. An isolated echogenic heart focus is not an indication for amniocentesis in 12,672 unselected patients. J Ultrasound Med 2004 Apr;23(4):489-96.
  83. Ouzounian JG, Ludington C, Chan S. Isolated choroid plexus cyst or echogenic cardiac focus on prenatal ultrasound: is genetic amniocentesis indicated? Am J Obstet Gynecol 2007 Jun;196(6):595-3.
  84. Nyberg DA, Dubinsky T, Resta RG, Mahony BS, Hickok DE, Luthy DA. Echogenic fetal bowel during the second trimester: clinical importance. Radiology 1993 Aug;188(2):527-31.
  85. Bromley B, Doubilet P, Frigoletto FD, Jr., Krauss C, Estroff JA, Benacerraf BR. Is fetal hyperechoic bowel on second-trimester sonogram an indication for amniocentesis? Obstet Gynecol 1994 May;83(5 Pt 1):647-51.
  86. Nyberg DA, Resta RG, Mahony BS, Dubinsky T, Luthy DA, Hickok DE, et al. Fetal hyperechogenic bowel and Down’s syndrome. Ultrasound Obstet Gynecol 1993 Sep 1;3(5):330-3.
  87. Muller F, Dommergues M, Aubry MC, Simon-Bouy B, Gautier E, Oury JF, et al. Hyperechogenic fetal bowel: an ultrasonographic marker for adverse fetal and neonatal outcome. Am J Obstet Gynecol 1995 Aug;173(2):508-13.
  88. Sepulveda W, Leung KY, Robertson ME, Kay E, Mayall ES, Fisk NM. Prevalence of cystic fibrosis mutations in pregnancies with fetal echogenic bowel. Obstet Gynecol 1996 Jan;87(1):103-6.
  89. Sepulveda W, Nicolaidis P, Mai AM, Hassan J, Fisk NM. Is isolated second-trimester hyperechogenic bowel a predictor of suboptimal fetal growth? Ultrasound Obstet Gynecol 1996 Feb;7(2):104-7.
  90. Sepulveda W, Reid R, Nicolaidis P, Prendiville O, Chapman RS, Fisk NM. Second-trimester echogenic bowel and intraamniotic bleeding: association between fetal bowel echogenicity and amniotic fluid spectrophotometry at 410 nm. Am J Obstet Gynecol 1996 Mar;174(3):839-42.
  91. Benacerraf BR, Neuberg D, Bromley B, Frigoletto FD, Jr. Sonographic scoring index for prenatal detection of chromosomal abnormalities. J Ultrasound Med 1992 Sep;11(9):449-58.
  92. Benacerraf BR, Mandell J, Estroff JA, Harlow BL, Frigoletto FD, Jr. Fetal pyelectasis: a possible association with Down syndrome. Obstet Gynecol 1990 Jul;76(1):58-60.
  93. Coco C, Jeanty P. Isolated fetal pyelectasis and chromosomal abnormalities. Am J Obstet Gynecol 2005 Sep;193(3 Pt 1):732-8.
  94. Benacerraf BR, Neuberg D, Frigoletto FD, Jr. Humeral shortening in second-trimester fetuses with Down syndrome. Obstet Gynecol 1991 Feb;77(2):223-7.
  95. Biagiotti R, Periti E, Cariati E. Humerus and femur length in fetuses with Down syndrome. Prenat Diagn 1994 Jun;14(6):429-34.
  96. FitzSimmons J, Droste S, Shepard TH, Pascoe-Mason J, Chinn A, Mack LA. Long-bone growth in fetuses with Down syndrome. Am J Obstet Gynecol 1989 Nov;161(5):1174-7.
  97. Lockwood CJ, Lynch L, Ghidini A, Lapinski R, Berkowitz G, Thayer B, et al. The effect of fetal gender on the prediction of Down syndrome by means of maternal serum alpha-fetoprotein and ultrasonographic parameters. Am J Obstet Gynecol 1993 Nov;169(5):1190-7.
  98. Papageorghiou AT, Fratelli N, Leslie K, Bhide A, Thilaganathan B. Outcome of fetuses with antenatally diagnosed short femur. Ultrasound Obstet Gynecol 2008 May;31(5):507-11.
  99. Weisz B, David AL, Chitty L, Peebles D, Pandya P, Patel P, et al. Association of isolated short femur in the mid-trimester fetus with perinatal outcome. Ultrasound Obstet Gynecol 2008 May;31(5):512-6.
  100. Spicer RL. Cardiovascular disease in Down syndrome. Pediatr Clin North Am 1984 Dec;31(6):1331-43.
  101.  Achiron R, Schimmel M, Achiron A, Mashiach S. Fetal mild idiopathic lateral ventriculomegaly: is there a correlation with fetal trisomy? Ultrasound Obstet Gynecol 1993 Mar 1;3(2):89-92.
  102. Bromley B, Frigoletto FD, Jr., Benacerraf BR. Mild fetal lateral cerebral ventriculomegaly: clinical course and outcome. Am J Obstet Gynecol 1991 Mar;164(3):863-7.
  103. Patel MD, Filly AL, Hersh DR, Goldstein RB. Isolated mild fetal cerebral ventriculomegaly: clinical course and outcome. Radiology 1994 Sep;192(3):759-64.
  104. Brumfield CG, Wenstrom KD, Davis RO, Owen J, Cosper P. Second-trimester cystic hygroma: prognosis of septated and nonseptated lesions. Obstet Gynecol 1996 Dec;88(6):979-82.
  105. Jauniaux E, Van Maldergem L, De Munter C, Moscoso G, Gillerot Y. Nonimmune hydrops fetalis associated with genetic abnormalities. Obstet Gynecol 1990 Mar;75(3 Pt 2):568-72.
  106. Benacerraf BR, Harlow BL, Frigoletto FD, Jr. Hypoplasia of the middle phalanx of the fifth digit. A feature of the second trimester fetus with Down’s syndrome. J Ultrasound Med 1990 Jul;9(7):389-94.
  107. Wilkins I. Separation of the great toe in fetuses with Down syndrome. J Ultrasound Med 1994 Mar;13(3):229-31.
  108. Nicolaides KH, Salvesen DR, Snijders RJ, Gosden CM. Fetal facial defects: associated malformations and chromosomal abnormalities. Fetal Diagn Ther 1993 Jan;8(1):1-9.
  109. Awwad JT, Azar GB, Karam KS, Nicolaides KH. Ear length: a potential sonographic marker for Down syndrome. Int J Gynaecol Obstet 1994 Mar;44(3):233-8.
  110. Lettieri L, Rodis JF, Vintzileos AM, Feeney L, Ciarleglio L, Craffey A. Ear length in second-trimester aneuploid fetuses. Obstet Gynecol 1993 Jan;81(1):57-60.
  111. Bork MD, Egan JF, Cusick W, Borgida AF, Campbell WA, Rodis JF. Iliac wing angle as a marker for trisomy 21 in the second trimester. Obstet Gynecol 1997 May;89(5 Pt 1):734-7.
  112. Shipp TD, Bromley B, Lieberman E, Benacerraf BR. The second-trimester fetal iliac angle as a sign of Down’s syndrome. Ultrasound Obstet Gynecol 1998 Jul;12(1):15-8.
  113. Bromley B, Lieberman E, Shipp TD, Benacerraf BR. Fetal nose bone length: a marker for Down syndrome in the second trimester. J Ultrasound Med 2002 Dec;21(12):1387-94.
  114. Bunduki V, Ruano R, Miguelez J, Yoshizaki CT, Kahhale S, Zugaib M. Fetal nasal bone length: reference range and clinical application in ultrasound screening for trisomy 21. Ultrasound Obstet Gynecol 2003 Feb;21(2):156-60.
  115. Vintzileos A, Walters C, Yeo L. Absent nasal bone in the prenatal detection of fetuses with trisomy 21 in a high-risk population. Obstet Gynecol 2003 May;101(5 Pt 1):905-8.
  116. Abuhamad AZ, Kolm P, Mari G, Slotnick RN, Evans AT, III. Ultrasonographic fetal iliac length measurement in the screening for Down syndrome. Am J Obstet Gynecol 1994 Oct;171(4):1063-7.
  117. Coco C, Jeanty P. Karyotyping of fetuses with isolated choroid plexus cysts is not justified in an unselected population. J Ultrasound Med 2004 Jul;23(7):899-906.
  118. Bronsteen R, Lee W, Vettraino IM, Huang R, Comstock CH. Second-trimester sonography and trisomy 18: the significance of isolated choroid plexus cysts after an examination that includes the fetal hands. J Ultrasound Med 2004 Feb;23(2):241-5.
  119. Bernier FP, Crawford SG, Dewey D. Developmental outcome of children who had choroid plexus cysts detected prenatally. Prenat Diagn 2005 Apr;25(4):322-6.
  120. Torfs CP, Honore LH, Curry CJ. Is there an association of Down syndrome and omphalocele? Am J Med Genet 1997 Dec 31;73(4):400-3.
  121. Bromley B, Lieberman E, Benacerraf BR. The incorporation of maternal age into the sonographic scoring index for the detection at 14-20 weeks of fetuses with Down’s syndrome. Ultrasound Obstet Gynecol 1997 Nov;10(5):321-4.
  122. Bromley B, Shipp T, Benacerraf BR. Genetic sonogram scoring index: accuracy and clinical utility. J Ultrasound Med 1999 Aug;18(8):523-8.
  123. Benacerraf BR, Miller WA, Frigoletto FD, Jr. Sonographic detection of fetuses with trisomies 13 and 18: accuracy and limitations. Am J Obstet Gynecol 1988 Feb;158(2):404-9.
  124. Brumfield CG, Wenstrom KD, Owen J, Davis RO. Ultrasound findings and multiple marker screening in trisomy 18. Obstet Gynecol 2000 Jan;95(1):51-4.
  125. Lam YH, Tang MH. Sonographic features of fetal trisomy 18 at 13 and 14 weeks: four case reports. Ultrasound Obstet Gynecol 1999 May;13(5):366-9.
  126. Nyberg DA, Kramer D, Resta RG, Kapur R, Mahony BS, Luthy DA, et al. Prenatal sonographic findings of trisomy 18: review of 47 cases. J Ultrasound Med 1993 Feb;12(2):103-13.
  127. Shields LE, Carpenter LA, Smith KM, Nghiem HV. Ultrasonographic diagnosis of trisomy 18: is it practical in the early second trimester? J Ultrasound Med 1998 May;17(5):327-31.
  128. Tongsong T, Sirichotiyakul S, Wanapirak C, Chanprapaph P. Sonographic features of trisomy 18 at midpregnancy. J Obstet Gynaecol Res 2002 Oct;28(5):245-50.
  129. Bronsteen R, Lee W, Vettraino IM, Huang R, Comstock CH. Second-trimester sonography and trisomy 18. J Ultrasound Med 2004 Feb;23(2):233-40.
  130. Bahado-Singh RO, Choi SJ, Oz U, Mendilcioglu I, Rowther M, Persutte W. Early second-trimester individualized estimation of trisomy 18 risk by ultrasound. Obstet Gynecol 2003 Mar;101(3):463-8.
  131. Oyelese Y, Vintzileos AM. Is second-trimester genetic amniocentesis for trisomy 18 ever indicated in the presence of a normal genetic sonogram? Ultrasound Obstet Gynecol 2005 Dec;26(7):691-4.
  132. Schemmer G, Wapner RJ, Johnson A, Schemmer M, Norton HJ, Anderson WE. First-trimester growth patterns of aneuploid fetuses. Prenat Diagn 1997 Feb;17(2):155-9.
  133. Bahado-Singh RO, Lynch L, Deren O, Morroti R, Copel JA, Mahoney MJ, et al. First-trimester growth restriction and fetal aneuploidy: the effect of type of aneuploidy and gestational age. Am J Obstet Gynecol 1997 May;176(5):976-80.
  134. Sherod C, Sebire NJ, Soares W, Snijders RJ, Nicolaides KH. Prenatal diagnosis of trisomy 18 at the 10-14-week ultrasound scan. Ultrasound Obstet Gynecol 1997 Dec;10(6):387-90.
  135. Benacerraf BR, Harlow B, Frigoletto FD, Jr. Are choroid plexus cysts an indication for second-trimester amniocentesis? Am J Obstet Gynecol 1990 Apr;162(4):1001-6.
  136. Gross SJ, Shulman LP, Tolley EA, Emerson DS, Felker RE, Simpson JL, et al. Isolated fetal choroid plexus cysts and trisomy 18: a review and meta-analysis. Am J Obstet Gynecol 1995 Jan;172(1 Pt 1):83-7.
  137. Demasio K, Canterino J, Ananth C, Fernandez C, Smulian J, Vintzileos A. Isolated choroid plexus cyst in low-risk women less than 35 years old. Am J Obstet Gynecol 2002 Nov;187(5):1246-9.
  138. Gupta JK, Khan KS, Thornton JG, Lilford RJ. Management of fetal choroid plexus cysts. Br J Obstet Gynaecol 1997 Aug;104(8):881-6.
  139. ACOG Practice Bulletin. Clinical Management Guidelines for Obstetrician-Gynecologists. Prenatal diagnosis of fetal chromosomal abnormalities. Obstet Gynecol 2001 May;97(5 Pt 1):suppl-12.
  140. Benacerraf BR. Antenatal sonographic diagnosis of congenital clubfoot: a possible indication for amniocentesis. J Clin Ultrasound 1986 Nov;14(9):703-6.
  141. Jeanty P, Romero R, d’Alton M, Venus I, Hobbins JC. In utero sonographic detection of hand and foot deformities. J Ultrasound Med 1985 Nov;4(11):595-601.
  142. Turner GM, Twining P. The facial profile in the diagnosis of fetal abnormalities. Clin Radiol 1993 Jun;47(6):389-95.
  143. Benacerraf BR, Mulliken JB. Fetal cleft lip and palate: sonographic diagnosis and postnatal outcome. Plast Reconstr Surg 1993 Nov;92(6):1045-51.
  144. Eydoux P, Choiset A, Le Porrier N, Thepot F, Szpiro-Tapia S, Alliet J, et al. Chromosomal prenatal diagnosis: study of 936 cases of intrauterine abnormalities after ultrasound assessment. Prenat Diagn 1989 Apr;9(4):255-69.
  145. Nicolaides KH, Snijders RJ, Cheng HH, Gosden C. Fetal gastro-intestinal and abdominal wall defects: associated malformations and chromosomal abnormalities. Fetal Diagn Ther 1992;7(2):102-15.
  146. Thorpe-Beeston JG, Gosden CM, Nicolaides KH. Prenatal diagnosis of congenital diaphragmatic hernia: associated malformations and chromosomal defects. Fetal Ther 1989;4(1):21-8.
  147. Chen CP, Hung TH, Jan SW, Jeng CJ. Enlarged cisterna magna in the third trimester as a clue to fetal trisomy 18. Fetal Diagn Ther 1998 Jan;13(1):29-34.
  148. Gupta JK, Lilford RJ. Assessment and management of fetal agenesis of the corpus callosum. Prenat Diagn 1995 Apr;15(4):301-12.
  149. Rizzo N, Pittalis MC, Pilu G, Perolo A, Banzi C, Visentin A, et al. Distribution of abnormal karyotypes among malformed fetuses detected by ultrasound throughout gestation. Prenat Diagn 1996 Feb;16(2):159-63.
  150.  Lehman CD, Nyberg DA, Winter TC, III, Kapur RP, Resta RG, Luthy DA. Trisomy 13 syndrome: prenatal US findings in a review of 33 cases. Radiology 1995 Jan;194(1):217-22.
  151. Snijders RJ, Holzgreve W, Cuckle H, Nicolaides KH. Maternal age-specific risks for trisomies at 9-14 weeks’ gestation. Prenat Diagn 1994 Jul;14(7):543-52.
  152. Berry SM, Gosden C, Snijders RJ, Nicolaides KH. Fetal holoprosencephaly: associated malformations and chromosomal defects. Fetal Diagn Ther 1990;5(2):92-9.
  153. Nyberg DA, Mack LA, Bronstein A, Hirsch J, Pagon RA. Holoprosencephaly: prenatal sonographic diagnosis. AJR Am J Roentgenol 1987 Nov;149(5):1051-8.
  154. Papageorghiou AT, Avgidou K, Spencer K, Nix B, Nicolaides KH. Sonographic screening for trisomy 13 at 11 to 13(+6) weeks of gestation. Am J Obstet Gynecol 2006 Feb;194(2):397-401.
  155. Watson WJ, Miller RC, Wax JR, Hansen WF, Yamamura Y, Polzin WJ. Sonographic detection of trisomy 13 in the first and second trimesters of pregnancy. J Ultrasound Med 2007 Sep;26(9):1209-14.
  156. Jauniaux E, Brown R, Rodeck C, Nicolaides KH. Prenatal diagnosis of triploidy during the second trimester of pregnancy. Obstet Gynecol 1996 Dec;88(6):983-9.
  157. Lockwood C, Scioscia A, Stiller R, Hobbins J. Sonographic features of the triploid fetus. Am J Obstet Gynecol 1987 Aug;157(2):285-7.
  158. Bronshtein M, Rottem S, Yoffe N, Blumenfeld Z. First-trimester and early second-trimester diagnosis of nuchal cystic hygroma by transvaginal sonography: diverse prognosis of the septated from the nonseptated lesion. Am J Obstet Gynecol 1989 Jul;161(1):78-82.
  159. Tannirandorn Y, Nicolini U, Nicolaidis PC, Fisk NM, Arulkumaran S, Rodeck CH. Fetal cystic hygromata: insights gained from fetal blood sampling. Prenat Diagn 1990 Mar;10(3):189-93.
  160. Tongsong T, Wanapirak C, Piyamogkol W. Prenatal sonographic diagnosis of cystic hygroma colli. Thai J Obstet Gynaecol 1996 Mar;8:189-95.

 

 

Read More
GynUS01

การตรวจอัลตราซาวด์กายวิภาคปกติของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานสตรี

การตรวจอัลตราซาวด์กายวิภาคปกติของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานสตรี

สุชยา  ลือวรรณ


 ในปัจจุบันการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงได้เข้ามามีบทบาทต่อการตรวจวินิจฉัยและการรักษาโรคอย่างมาก โดยเฉพาะทางสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา  การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง หรือ อัลตราซาวด์ สามารถทำได้ง่ายและปลอดภัยต่อผู้ป่วย แต่ในแง่ของความแม่นยำนั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของผู้ตรวจ ซึ่งในการที่จะตรวจหรือวินิจฉัยความผิดปกติได้ สิ่งแรกที่พึงรู้ คือ กายวิภาคปกติของอวัยวะเหล่านั้น จึงจะสามารถบอกถึงความผิดปกติที่ตรวจพบได้  ดังนั้นในบทนี้จะเน้นกล่าวถึงกายวิภาคและลักษณะภาพคลื่นเสียงความถี่สูงของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานในภาวะปกติ รวมถึงอวัยวะใกล้เคียงที่สัมพันธ์กัน

ในการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงทางนรีเวชกรรมสามารถทำได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นทางหน้าท้อง  ทางช่องคลอด หรือทางอวัยวะเพศภายนอก  แต่ในทางนรีเวช การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงทางช่องคลอดจะเข้ามามีบทบาทมาก เพราะสามารถทำให้มองเห็นอวัยวะต่าง ๆ ได้ชัดเจนกว่าการตรวจทางหน้าท้อง  โดยเริ่มนำมาใช้ตั้งแต่ กลาง ค.ศ.1980  อย่างแพร่หลายและเป็นที่ยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจทางนรีเวชวิทยา และยังเป็นมาตรฐานในการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงของอวัยวะสืบพันธุ์สตรีนอกเหนือจากการใช้ transvesical และ transabdomen

การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงทางหน้าท้อง (transabdominal ultrasound, TAS)  ต้องทำขณะที่มีปัสสาวะอยู่เต็ม และสามารถมองเห็นในมุมกว้างมากกว่า การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงทางช่องคลอด (transvaginal ultrasound, TVS)   แต่การมองเห็นจะถูกจำกัดจาก ผนังหน้าท้อง ชั้นใต้ผิวหนัง  รวมถึงลำไส้ทำให้ไม่สามารถเห็นบริเวณอุ้งเชิงกรานได้ชัดเจน

ข้อบ่งชี้ Transvaginal sonography(1)

  • การตรวจทางนรีเวช
  • การตั้งครรภ์ระยะแรกในไตรมาสที่หนึ่ง
  • การตรวจทางสูติศาสตร์ เพื่อดูบริเวณปากมดลูก เช่น รกเกาะต่ำ ประเมินกระดูกสันหลังส่วนล่างของทารกในครรภ์  เนื้อสมองของทารก  เป็นต้น
  • ภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก
  • ภาวะผิดปกติของอุ้งเชิงกรานที่ตรวจไม่ได้จาก TAS
  • ประเมินรังไข่
  • ประเมินในวิทยาการช่วยการเจริญพันธุ์

โดยทั่วไปจะตรวจหลัง TAS  และต้องปัสสาวะออกให้หมดก่อน ซึ่งจะมีประโยชน์ในกรณีเร่งด่วนที่ไม่ได้กลั้นปัสสาวะ  ในรายที่มีน้ำในช่องท้องปริมาณมาก การประเมินปริมาณน้ำ ควรตรวจด้วย TAS  ดูบริเวณ hepatorenal space และ paracolic gutters  แต่ถ้าต้องการตรวจประเมินแบบเจาะจง เช่น ดูรังไข่ ควรใช้ TVS เท่านั้น

การตรวจเพื่อให้ได้ข้อมูลในการวินิจฉัย ถึงแม้ การตรวจทางช่องคลอดจะเห็นอวัยวะภายในได้มากกว่าทางหน้าท้องซึ่งอาจถูกบดบังจากแก๊สในลำไส้ แต่การตรวจทางหน้าท้องจะให้ข้อมูลของขนาดและตำแหน่งของก้อนได้ดีกว่า

ข้อบ่งห้ามในการตรวจทางช่องคลอด ได้แก่ วัยก่อนมีระดู   ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ หรือรายที่ไม่ต้องการตรวจทางช่องคลอด  รายที่พบว่าช่องคลอดแคบหรือตรวจด้วยวิธี bimanual ไม่ได้ ไม่ควรตรวจทางช่องคลอด

แนวทางในการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงทางนรีเวช

(Guidelines For The Performance Of A Gynaecological Scan ,September 1993, Revised October 1999, Reaffirmed July 2005, Revised March 2006)(1;2)

Uterus

  • size, shape, position, mobility
  • endometrium – thickness, B mode appearance, classification, vascularity, intracavity masses and if present their mobility.
  • myometrium – masses (size, number, echotexture, vascularity, position, particularly in relation to the endometrial cavity)
  • serosal surface – any masses as above

Ovaries  

  • positive identification of both ovaries and location
  • size, echotexture
  • follicles, cysts, solid masses
  • mobility and tenderness

Adnexa   

  •  masses, characteristics
  • free fluid

ช่องคลอด (Vagina) (3-5)

กายวิภาค

ช่องคลอดมีลักษณะเป็นท่อไฟบรัสและกล้ามเนื้อเยื่อที่ทอดตามยาวตั้งแต่ปากช่องคลอด จนถึงมดลูก โดยทอดตัวไปทางด้านหลังตามแนวของกระดูก sacrum   ด้านบนยึดกับส่วนบนของปากมดลูก บริเวณที่อยู่ระหว่างปากมดลูกและช่องคลอด เรียกว่า anterior, posterior และ lateral vaginal fornices.  บริเวณด้านหลังหลังจะยาวกว่าด้านหน้า3 cm ความยาวของผนังด้านหลังเป็น  8-12 ซม.ส่วนด้านหน้ายาว  6-9 ซม.ซึ่ง posterior vaginal fornix จะแยกจาก cul-de-sac และperitoneal cavity ด้วยชั้นของ  vaginal wall และ peritoneum

 GynUS01

รูปที่ 1  ภาพแสดงกายวิภาคของช่องคลอด และ เยื่อบุภายใน

 ( ที่มา  health.yahoo.com/…/c7_vaginaltissue.jpg)

 

ช่องคลอดจะยึดติดกับผนังอุ้งเชิงกรานด้านข้างด้วย endopelvic fascial ซึ่งเชื่อมกับ  arcus tendineus หรือ white line ซึ่งทอดจากกระดูก pubic ไปยัง Ischial spine ทำให้ผนังช่องคลอดด้านหน้าและหลังอยู่ชิดติดกัน ทำให้ภาคตัดขวางมีรูปร่างคล้ายตัว H    ปากช่องคลอดจะถูกล้อมรอบด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและมีรอยหยักนูน เรียก hymenบริเวณด้านหน้าต่อช่องคลอดจะเป็นรูเปิดของท่อปัสสาวะ คอกระเพาะปัสสาวะ และส่วนของรอยเชื่อมระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับท่อไตส่วนบน รวมถึงด้านหลังของกระเพาะปัสสาวะ   บริเวณด้านหลังของช่องคลอดจะสัมพันธ์กับ perineal body  anal canal ส่วนล่างของ rectum และด้านหลังของ cul-de-sac ซึ่งผนังช่องคลอดจะแยกจากระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่างและระบบทางเดินอาหารด้วยชั้นของกล้ามเนื้อเกี่ยวพันที่เรียกว่า . endopelvic fascia  ผนังช่องคลอดจะประกอบไปด้วย 3 ชั้น คือ ชั้นเยื่อบุผิวชั้นใน  ชั้นกล้ามเนื้อ และเยื่อบุผิวชั้นนอก

  • เส้นเลือดหล่อเลี้ยงมาจาก vaginal artery  เป็นแขนงของ uterine artery   inferior vesical artery และ  middle hemorrhoidal artery และ internal pudendal artery.
  • เส้นประสาท บริเวณส่วนบน เลี้ยงโดย uterovaginal plexus  ส่วนล่าง เลี้ยงโดย pudendal nerve ซึ่งมาจาก S2-4
  • ระบบน้ำเหลืองจากบริเวณส่วนบนจะเข้าสู่ external iliac nodes  ส่วนกลางจะเข้าสู่ common และ internal iliac node  ส่วนล่างจะไปยัง common iliac,  superficial inquinal node และ perirectal nodes

ลักษณะภาพคลื่นเสียงความถี่สูง (1;6-8)

ในแนวยาว จะเห็นลักษณะเป็นท่อที่มีความเข้มเสียงต่ำ ภายในท่อมีแนวความเข้มเสียงสูงอยู่ ทอดยาวจากบริเวณปากช่องคลอดไปยังปากมดลูก ถ้าในแนวขวางจะเห็นลักษณะทรงกลมที่มีจุดความเข้มเสียงสูงอยู่ภายใน  ตำแหน่งจะอยู่หลังต่อกระเพาะปัสสาวะแต่หน้าต่อลำไส้ตรง

 GynUS02aGynUS02b

 รูปที่ 2  ภาพคลื่นเสียงความถี่สูงทางหน้าท้องแสดงตำแหน่งของช่องคลอดที่ภายในมีลักษณะเป็นเส้นทึบเสียง (echogenic line) 

 

 มดลูก (Uterus)(3-5)

กายวิภาค

มดลูกเป็นอวัยวะที่อยู่แนวกลางตัวของอุ้งเชิงกราน ประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อเรียบและเนื้อเยื่อไฟบรัส ซึ่งแบ่งออกเป็น ส่วนล่างคือ ปากมดลูก (cervix) และส่วนบนคือ ตัวมดลูก (corpus / uterine body) บริเวณด้านหน้าต่อมดลูก คือ กระเพาะปัสสาวะ ด้านหลังคือลำไส้ตรง (rectum) ส่วนด้านข้างคือ broad ligament   ขนาดของมดลูกจะแปรปรวนขึ้นกับช่วงอายุ (ตารางที่ 1)  ตำแหน่งอาจเปลี่ยนแปลงขึ้นกับการยืดขยายของกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ตรง

GynUS03

รูปที่ 3  ภาพแสดงกายวิภาคของมดลูกในแนวยาว (saggital)  และอวัยวะใกล้เคียง (ที่มา  www.cancerhelp.org.uk/cancer_images/uterus-di.)

ตารางที่ 1   Uterine size (cm)

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_blue.css]}

Length Width AP Volume (ml) Cx : corpus
Adult (nulliparous) 6-8 3-5 3-5 30-40 1:02
Adult (parous) 8-10 5-6 5-6 60-80 1:02
Postmenopausal 3-5 2-3 2-3 14-17 1:01

ที่มา  Warwick w, ed. Gray’s Anatomy. 35th ed. Philadephia: WB Saunder, 1973:1356

ปากมดลูก (Cervix)(3-5)

กายวิภาค

ส่วนของปากมดลูกที่อยู่ติดกับช่องคลอด คือ exocervix หรือ portio vaginalis มีลักษณะกลมและมีรูเล็ก ๆ ผ่านเข้า endocervical canal  ปากมดลูกประกอบด้วยเนื้อเยื่อไฟบรัส และกล้ามเนื้อ ส่วนใหญ่เป็นคอลลาเจน  และมีกล้ามเนื้อเรียบเพียง 15%  ลักษณะเป็นรูปกระสวยมีความยาวประมาณ 2-3 ซม.เยื่อบุผิวของปากมดลูกด้านนอกจะเป็น  stratified squamous epithelium ส่วน endocervical canal จะบุด้วย mucus-secreting columnar epithelium จุดที่เชื่อมกันเรียกว่า squamocolumnar junction เส้นเลือดหล่อเลี้ยงคือ cervical artery

  • เส้นประสาทรับความรู้สึกมาจาก S2-4
  • ระบบท่อน้ำเหลือง หลัก ๆ จะไปสู่

ลักษณะภาพคลื่นเสียงความถี่สูง(1;7;8)

ในการดูปากมดลูก การตรวจทางช่องคลอดจะให้ข้อมูลได้มากกว่า  สามารถดูได้ในแนวยาวและแนวขวาง  ในการใส่หัวตรวจทางช่องคลอดตำแหน่งที่เหมาะสมควรอยู่เกือบชิด anterior lip ของปากมดลูก หรือห่างประมาณ 2-3 ซม.ถ้าหากชิดเกินไปจะมี reverberation effect  ทำให้เห็นภาพไม่ชัด  ถ้าหัวตรวจอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมจะเห็นตั้งแต่  external cervical os , internal os และ cervical canal ซึ่งจะทำมุม 45 องศากับปากมดลูก  ปากมดลูกจะยาวประมาณ 2-3 ซม.   จะเห็นเหมือนลักษณะของเนื้อเยื่อทั่วไปความเข้มเสียงเท่ากับตัวเนื้อมดลูก แต่ในส่วนของ endocervical canal จะเห็นเป็นเส้นที่มีความเข้มเสียงสูง  และโดยรอบจะเป็นบริเวณที่มีความเข้มเสียงต่ำกว่า แสดงถีงบริเวณที่เป็น ต่อมปากมดลูก (encervical gland )  ซึ่งถ้ามีการอุดตันของต่อมจะทำให้มีของเหลวสะสมภายในจนกลายเป็นถุงน้ำ เรียกว่า Nabothian cysts

 GynUS04

รูปที่  4  ภาพปากมดลูกจากการตรวจทางช่องคลอด แสดงให้เห็น ส่วนของ external os, cervical canal และ internal os

 

GynUS05

 รูปที่  5   ภาพปากมดลูกจากการตรวจทางช่องคลอด แสดงให้เห็น ส่วนของ nabothian cyst และ บริเวณของ endocervical gland

 ประโยชน์ของการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงของปากมดลูก

1. ทำนายภาวะปากมดลูกหลวม โดยดูจากลักษณะของการยืดขยายบริเวณ internal os ทำให้ปากมดลูกบางตัวลง โดยปกติ internal os กับ cervical canal จะวางตัวเป็นรูปตัว T แต่ถ้ามีภาวะปากมดลูกหลวมจะมีลักษณะแตกต่างกันตามแต่ความรุนแรง เช่น มีลักษณะเป็น Y , V หรือ U shape

 GynUS06

รูปที่ 6  แสดงลักษณะของปากมดลูกหลวม ที่มีรูปร่างเป็น T,  Y , V หรือ U shape

(ที่มา www.thefetus.net/…/cx-draw.gif )

 

2. ทำนายการเกิดภาวะคลอดก่อนกำหนด โดยการวัดความยาวของปากมดลูก(cervical length ) ตั้งแต่ internal os จนถึง externalถ้าน้อยกว่า2.5 ซม.  โอกาสการคลอดก่อนกำหนดจะสูงขึ้น

 GynUS07

รูปที่ 7  แสดงการวัดความยาวของปากมดลูก (cervical length )

(ที่มา www.centrus.com.br/…/incom-cervical/f-02c.jpg)

3. ทำนายโอกาสการชักนำการคลอด

มดลูก (Corpus) (3;4)

กายวิภาค

ตัวมดลูกจะรูปร่างค่อนข้างกลม ขนาดยาวประมาณ8 ซม.กว้าง5 ซม.หนา2.5 ซม.  และน้ำหนัก 40-50 กรัม  ในสตรีที่มีบุตรแล้วมดลูกจะมีขนาดใหญ่กว่านี้ประมาณด้านละ1.2 ซม.และหนักขึ้น 20-30 กรัมและหนักมากที่สุดไม่เกิน110 กรัม  บริเวณส่วนล่างที่เชื่อมระหว่าง endocervical canal และ โพรงมดลูกเรียกว่า  isthmus  ส่วนที่อยู่ด้านบนและเชื่อมต่อกับท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้าง เรียกว่า cornu  ส่วนที่อยู่เหนือกว่านี้ คือ fundus  โพรงมดลูกจะมีรูปร่างเป็นสามเหลี่ยม และมีเยื่อบุผิวปกคลุมหนา 1-6 มม.ขึ้นกับฮอร์โมนในรอบระดู  ชั้นกล้ามเนื้อประกอบด้วยกล้ามเนื้อเรียบ หนาตั้งแต่ 1.5-3.5 มม.และมีชั้น serosa ที่ปกคลุมดานนอกของมดลูกทั้งหมด

GynUS08

รูปที่ 8  ภาพแสดงกายวิภาคมดลูก

(ที่มา www.fertility.com/international/img/uterus.jpg)

  • เส้นเลือดหล่อเลี้ยงคือ uterine artery ซึ่งเชื่อมกับ  ovarian และ vaginal arteries
  • เส้นประสาทรับความรู้สึกมาจาก  T10-11-12 และ L1 เส้นประสาทมอเตอร์มาจาก T7-8 เส้นประสาท sympathetic มาจาก uterovaginal plexus
  • ระบบท่อน้ำเหลือง จากตัวมดลูก หลัก ๆ จะไปสู่

ลักษณะภาพคลื่นเสียงความถี่สูง(1;7;8)

การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง สามารถดูได้ในแนวยาวและแนวขวาง  ในแนวยาวจะเห็นมดลูกมีรูปร่างคล้ายชมพู่  ตัวมดลูกจะแคบ และบานออกในส่วนยอดและปากมดลูก   การดูมุมของปากมดลูกกับช่องคลอด รวมถึงการวางตัวของมดลูก ขึ้นกับการโป่งของกระเพาะปัสสาวะ

ถ้าตัวมดลูกวางตัวแบบ retroversion  ในการตรวจทางหน้าท้องจะทำให้เห็นแนวของเยื่อบุโพรงมดลูกบริเวณยอดมดลูกได้ไม่ชัด ลักษณะภาพที่เป็นเงาดำอันเกิดจากเงาสะท้อนของยอดมดลูก จะต้องแยกออกจากภาวะเนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก ซึ่งสามารถแยกได้ ด้วยการดูแนวของเยื่อบุโพรงมดลูกที่ผิดปกติ (โดนเบียด) หรือขอบของกล้ามเนื้อมดลูกด้านนอกที่อาจขรุขระ กรณีเป็นเนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก

GynUS9a GynUS09b

(A)                                                                (B)

รูปที่  9   แสดงภาพคลื่นเสียงความถี่สูงของมดลูกจากการตรวจทางหน้าท้องในแนวยาว (saggital)  (A) และแนวขวาง (cross sectional) (B)

มดลูก สามารถแบ่งเป็น 3 ชั้น

  • ชั้นนอก perimetrium    ลักษณะเป็นเส้นความเข้มเสียงสูง ล้อมรอบมดลูก
  • ชั้นกลาง  myometrium  ลักษณะเป็น แถบ spiral  ที่ทอดตัวจาก cornua ไปยังปากมดลูก ความเข้มเสียงปานกลาง
  • ชั้นในสุด  endometeium    มองเห็นเป็นแถบ ความเข้มเสียงที่กึ่งกลางของมดลูก และล้อมรอบด้วยแถบเส้นที่มีความเข้มเสียงต่ำ
    • ขนาดของมดลูก         สามารถทำได้โดยการวัดความยาวทั้ง 3 มิติ คือ  กว้าง  x  ยาว  x หนา
    • การวัดความยาวของมดลูก ให้วัดจากยอดมดลูกที่สูงที่สุดมายังปากมดลูกบริเวณที่ต่ำที่สุด  ถ้ามีการโค้ง ให้แบ่งการวัดตามรูปร่างแล้วนำเอาค่ามารวมกัน
    • การวัดความหนา                 ให้วัดจากส่วนที่หนาที่สุดจากด้านหน้าไปยังด้านหลัง
    • การวัดความกว้าง                ให้วัดส่วนที่กว้างที่สุด
    • ปริมาตรของมดลูก               กว้าง x ยาว x หนา x 0.5233

GynUS10

รูปที่  10  แสดงภาพคลื่นเสียงความถี่สูงของมดลูกจากการตรวจทางช่องคลอด แสดงมุมของมดลูกกับปากมดลูก  :  (A) anteflexion  และ  (B) retroflexion

เยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrium)

ประกอบด้วย 3 ชั้น โดยเรียงจากด้านในมาด้านนอก ดังนี้

ชั้น  zona  compacta   เป็นที่เปิดของต่อมต่าง ๆ  มีความเข้มของเสียงสูง

  • ชั้น  zona compacta เป็นที่เปิดของต่อมต่าง ๆ มีความเข้มของเสียงสูง
  • ชั้น  zona  basalis      เชื่อมกับ myometrium

ชั้น   Zona functionalis   จะเห็นเป็นลักษณะความเข้มเสียงต่ำ  และจะหนาตัวช่วงมีประจำเดือน และ จะลอกตัวออก ตรงกลางของเยื่อบุโพรงมดลูกจะมีลักษณะเป็น แนวของความเข้มเสียง เรียกว่า midline strip หรือ endometrial strip

การวัดความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูก (endometrial thickness)  ให้วัดทั้งสองด้านที่อยู่ตรงข้ามกันในส่วนที่หนาที่สุด  แต่ไม่รวมบริเวณที่เป็น hypoechoic halo ที่อยู่รอบเยื่อบุโพรงมดลูกส่วนที่เป็น echogenic มาด้วย

การเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุโพรงมดลูกตามรอบเดือน

การเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุโพรงมดลูกจะขึ้นกับรอบประจำเดือน เสมือนเป็นตัวบ่งชี้สภาวะการถูกกระตุ้นด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ซึ่งแบ่งเป็นระยะดังนี้

1. ระยะ proliferative

เยื่อบุโพรงมดลูกจะเริ่มหนาขึ้น  ในช่วง early proliferative  (วันที่ 5-9)  เยื่อบุจะบาง ความหนาจะประมาณ 3-5 มม.  มีชั้นของ basal layer ล้อมรอบโดยเห็นเป็นแนวเส้นความเข้มเสียง (echogenic line)   แต่ในช่วง late proliferative (วันที่ 10-14)      ชั้น zona functionalis จะหนาตัวเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นผลจากเอสโตรเจน   เป็นชั้นที่มีความเข้มเสียงต่ำ (hypoechoic) ถ้าเทียบกับชั้น basal layer ทำให้เห็นเป็นลักษณะหลายชั้น เรียกว่า triple lines  ในช่วงนี้เยื่อบุจะหนาประมาณ 8-12 มม.ก่อนการตกไข่

 2. ระยะ secretory

เป็นช่วงหลังการตกไข่  เยื่อบุโพรงมดลกจะได้รับอิทธิพลจากโปรเจสเตอโรน  จากการที่มีสารคัดหลั่งเพิ่มขึ้น ได้แก่ สาร glycogen และ กลุ่ม glycoprotein ทำให้ functional layer จะหนา  นุ่ม และบวมน้ำ   ทำให้เห็นเป็นบริเวณที่มีลักษณะความเข้มเสียงสูง

3. ระยะ  menstruation

ช่วงมีประจำเดือน ภายในโพรงมดลูกจะมีเศษเนื้อเยื่อ หรือก้อนเลือดอยู่ ทำให้เห็นลักษณะความเข้มเสียงขรุขระ ไม่สม่ำเสมอ  หลังช่วงประจำเดือนหมดจะเห็นเยื่อบุบางเป็นเพียงแนวความเข้มเสียง หรืออาจมีของเหลวอยู่ภายใน

ในวัยหมดประจำเดือน  ส่วนใหญ่เยื่อบุโพรงมดลูกจะบาง ลักษณะเยื่อบุจะเป็นแนวความเข้มเสียง โดยอาจหนาตั้งแต่ 4-8 มม.

ตารางที่ 2   Endometrial thickness

Phase Range  (mm)
Proliferative phase 4-8
Periovulatory phase 6-10
Secretory phase 7-14
Postmenopausal  (no HRT) 4-8
Postmenopausal  (HRT) 6-10

ที่มา    Callen PW . Ultrasound in Obstetrics and Gynecology. 4th ed. . Philadephia: WB Saunder, 2000

 

 GynUS11

รูปที่ 11  แสดงภาพคลื่นเสียงความถี่สูงแสดงการวัดความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูก (endometrial thickness)

 

GynUS12

   รูปที่  12  แสดงภาพคลื่นเสียงความถี่สูงของเยื่อบุโพรงมดลูกในวัยหมดประจำเดือน

 

GynUS13

รูปที่ 13  แสดงภาพคลื่นเสียงความถี่สูงของเยื่อบุโพรงมดลูกในระยะต่าง ๆ ตามรอบประจำเดือน (ที่มา Callen PW . Ultrasound in Obstetrics and Gynecology. 4th ed. . Philadephia: WB Saunder, 2000)

 ท่อนำไข่ (Fallopian Tubes)(3;4)

 กายวิภาค

ลักษณะเป็นท่อยาวทอดออกจาก 2 ข้างของมดลูกไปยังรังไข่  ความยาวประมาณ 10-12 ซม.รูเปิดเข้าสู่โพรงมดลูกมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5  มม. และรูเปิดเข้าสู่ช่องท้องมีขนาด 3  มม.  แบ่งเป็น 4 ส่วน คือ intramural  หรือ interstitial  ยาว 1-2  ซม. แทรกอยู่ในกล้ามเนื้อมดลูก  ส่วน isthmus ยาว4 ซม.มีส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อมากที่สุด รูจะแคบและค่อนข้างตรง   ส่วน ampulla ยาว 4-6 ซม.จะยาวและคดเคี้ยว รูจะกว้างกว่าส่วนอื่น   ส่วน infundibulum คือ ส่วนปลายสุดมีรูเปิดเป็นรูปปากแตร คล้ายนิ้วมือ เรียก fimbriae   โดยจะมี fimbriae ที่ใหญ่ที่สุดซึ่งเกาะติดกับรังไข่ เรียกว่า fimbriae ovarica

GynUS14

รูปที่  14   ภาพแสดงกายวิภาคของท่อนำไข่ (fallopian tube) (ที่มา www.medgadget.com/archives/fallopian tube.jpg)

  • เส้นเลือดหล่อเลี้ยงคือ uterine artery และ ovarian artery
  • เส้นประสาทรับความรู้สึกมาจาก  T11-12 และ L1 เส้นประสาทอัตโนมัติ uterovaginal และ ovarian plexus
  • ระบบท่อน้ำเหลือง จะเข้าสู่

ลักษณะภาพคลื่นเสียงความถี่สูง(1;8)         

ท่อนำไข่ไม่ว่าจะเป็นส่วน isthmus , ampulla หรือ infundibulum ตามปกติจะไม่สามารถเห็นได้จากการตรวจอัลตราซาวด์ ยกเว้นมีน้ำในอุ้งเชิงกรานหรือมีพยาธิสภาพ เช่น ก้อน หรือ มีของเหลวภายในท่อนำไข่  ในการตรวจทางช่องคลอด ส่วนของ interstitial จะมีความยาว1 ซม.  อยู่บริเวณด้านบนค่อนไปทางด้านข้างของมดลูก เห็นเป็นแนวความเข้มเสียงต่อจาก endometrial canal ไปยังผนังมดลูกด้านข้าง  ส่วน isthmus มีลักษณะเป็นท่อกลม อยู่ด้านข้างต่อผนังมดลูก ในส่วนปลายที่ติดต่อกับรังไข่ fimbria จะเห็นลักษณะเหมือนปากแตร โบกพัด กรณีมีน้ำในอุ้งเชิงกราน

 GynUS15

รูปที่ 15 ภาพคลื่นเสียงความถี่สูงทางช่องคลอด แสดงภาพตัดขวางของตัวมดลูก เห็นส่วนของท่อนำไข่ยื่นออกไปด้านข้างของตัวมดลูก

 GynUS16

 รูปที่ 16 ภาพคลื่นเสียงความถี่สูงทางช่องคลอด แสดงท่อนำไข่ยื่นที่ลอยอยู่ในน้ำในช่องท้อง ทำให้เห็นส่วนของ fimbria ซึ่งมีลักษณะคล้ายปากแตร

รังไข่ (Ovaries)(3;4)

 กายวิภาค

อวัยวะที่อยู่เป็นคู่ ลักษณะคล้ายเม็ดอัลมอนด์  ขนาดประมาณ 5 × 3 ×3 ซม.  วางตัวอยู่ระหว่างมดลูกกับผนังอุ้งเชิงกราน โดยยึดกับ infundibulopelvic ligament ทางด้านข้าง และ uteroovarian ligament ทางด้านใน ด้านล่างยึดกับ  broad ligament ด้วย mesovarium   รังไข่ประกอบด้วยชั้น cortex และ medulla เยื่อบุผิวเป็น cuboidal epithelium ในช่วงที่เป็นตัวอ่อน (embryo) รังไข่จะอยู่บริเวณกระดูก lumbar ใกล้กับไต และค่อย ๆ เคลื่อนลงสู่อุ้งเชิงกรานตอนเข้าสู่วัยรุ่น โดยจะมาอยู่ใน ovarian fossa ซึ่งอยู่ระหว่าง external iliac artery และ internal iliac artery  การวางตัวแนวหัว-ท้าย  ส่วนหัว (cranial pole) ยึดกับ ovarian fimbria ของท่อนำไข่และ suspensory ligament ภายในมี ovarian arteryและเส้นประสาทอยู่  ส่วนท้าย (caudal pole) จะมีขนาดเล็กกว่าส่วนหัว อยู่ติดกับมดลูก ค่อนไปทางด้านหลังใต้ต่อท่อนำไข่

  • เส้นเลือดหล่อเลี้ยงคือ ovarian artery
  • เส้นประสาทอัตโนมัติมาจาก uterovaginal และ ovarian plexus
  • ระบบท่อน้ำเหลือง จะเข้าสู่

 GynUS17

รูปที่  17 ภาพแสดงกายวิภาคของรังไข่และอวัยวะใกล้เคียง ( ที่มา www.cs.nsw.gov.au/…/assets/UterusDia_sm.gif)

ลักษณะภาพคลื่นเสียงความถี่สูง(1;6-8)

รังไข่จะมีลักษณะเป็นบริเวณที่มีความเข้มเสียงเป็นรูปไข่ อยู่ข้างหลังและด้านในต่อเส้นเลือด external iliac  อาจจะพบมี ovarian follicle ได้ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ แต่ถ้าเป็นวัยหมดประจำเดือนจะไม่พบถุงน้ำ แต่จะมีลักษณะเป็นขอบขาวเข้มบริเวณรอบนอก ลำไส้ที่แฟบหรือมีการเคลื่อนไหวมากอาจบดบังการมองเห็นรังไข่ได้ ซึ่งแยกได้โดยดูจากการเคลื่อนไหวของลำไส้  เนื้อรังไข่โดยทั่วไปจะมีความเข้มเสียงจางๆ บริเวณรอบนอก ซึ่งเป็นส่วนของ tunica   ส่วนตรงกลางจะขาวเข้มมากขึ้น เป็นส่วนของ stroma

ปริมาตรของเนื้อรังไข่ คำนวณได้จาก   0.523xความกว้างxความยาวxความสูง

การเปลี่ยนแปลงตามรอบระดู

GynUS18

รูปที่  18      ภาพแสดงกายวิภาคของรังไข่ และการเปลี่ยนแปลงภายในรอบการตกไข่

 ( ที่มา thewelltimedperiod.blogspot.com)

Follicular phase

วันที่    5-7

  • anthral follicle
  • ลักษณะทางอัลตราซาวด์ในช่วงนี้จะเห็น follicle ที่มีของเหลวอยู่ภายใน  ซึ่งหลั่งมาจาก granulosa cell

8-12

  • dominant follicle
  • ลักษณะทางอัลตราซาวด์ จะพบว่า follicle จะมีขนาดใหญ่ขึ้น    5-11% อาจพบมี 2 ฟอง  และโตขึ้น 2-3 มม.ต่อวัน อาจโตถึง 20-23 มม.ในช่วงก่อนตกไข่ ส่วน follicle อื่น ๆ ขนาดจะเล็กลง โดยมากขนาดไม่เกิน11 มม.และอยู่เพียงข้างเดียวของรังไข่
  • Graffian follicle จะมองไม่เห็นจากอัลตราซาวด์  แต่ cumulus oophorus จะเห็นเป็นบริเวณที่มีคลื่นเสียงเข้มขึ้น หรือ เป็นถุงน้ำอยู่บริเวณด้านใดด้านหนึ่งขนาดประมาณ 1 มม.  ถ้ามีแสดงว่าเป็น follicle ที่สมบูรณ์แล้ว และจะมีการตกไข่ใน 36 ชั่วโมง ช่วง 24 ชั่วโมงก่อนตกไข่ ชั้น granulose จะแยกออกจากชั้น theca ดังนั้นจะเห็นลักษณะของชั้นที่แยกกันเป็นวงแหวนที่มีความเข้มเสียงจางอยู่รอบ ๆ follicle

 GynUS19

             รูปที่ 19  แสดงภาพคลื่นเสียงความถี่สูงทางหน้าท้องเห็นลักษณะของรังไข่ทั้งสองข้าง ซึ่งเป็นช่วง follicular phase (A),  ลักษณะของรังไข่ที่วางตัวอยู่เหนือต่อ iliac vessel และเป็นฃ่วงที่มี dominant follicle   (B)

 GynUS20

รูปที่ 20  แสดงภาพคลื่นเสียงความถี่สูงทางช่องคลอดเห็นลักษณะของรังไข่ เห็นลักษณะของรังไข่ที่วางตัวอยู่เหนือต่อ iliac vessel และเป็นฃ่วงที่มี dominant follicle  และมี cumulus oophorus (A), รังไข่ในช่วง follicular phase จะมี follicle ขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วไป (B)

 Ovulatory phase

90% หลังตกไข่จะไม่เห็น dominant follicle และ follicle จะมีขนาดเล็กลง ผนังจะยับย่น อาจพบมีของเหลวหรือสารน้ำใน Cul-de-sac

 Luteal phase

มีการสร้าง corpus luteum จาก graffian follicle ที่แตก ลักษณะทางอัลตราซาวด์ จะพบ ถุงน้ำขนาดเล็กขอบไม่ชัดเจน ผนังจะยับย่น มีของเหลวหรือ สารน้ำภายในเล็กน้อย  อาจพบมีเส้นเลือดอยู่ล้อมรอบเวลาดูด้วย flow  ลักษณะเป็นวงแหวน อาจมีขนาดถึง 25-40 มม.  ขนาดจะลดลงหลังตกไข่วันที่ 8 และจะหายไปก่อนมีประจำเดือน หรือ ช่วงมีประจำเดือน (ภายใน 72 ชั่วโมง)

 GynUS21a  GynUS21b

 (A)                                                                                                         (B) 

รูปที่  21  แสดงภาพคลื่นเสียงความถี่สูงทางช่องคลอดเห็นลักษณะของรังไข่ ที่มี corpus luteum ]ลักษณะภายในเป็น cobweb  (A),  ลักษณะของเส้นเลือดที่อยู่ล้อมรอบเป็นวงแหวน ของ corpus luteum (B)

เทคนิคการตรวจ

การใส่หัวตรวจทางช่องคลอด จะทำได้ง่ายถ้าอยู่ในท่านอนหงายหรืองอเข่าเล็กน้อย

การดูรังไข่ ในแนวระนาบ และแนวเฉียง   ควรให้ปลายหัวตรวจอยู่ทางด้านข้างต่อผนังช่องคลอดและไล่ไปตาม broad ligament จนถึงผนังด้านข้างของอุ้งเชิงกราน ถ้ายังไม่เห็นอาจขยับไปด้านหน้าหรือด้านหลังเพิ่มขึ้น ถ้าตรวจดูในช่วงที่มีปัสสาวะเต็มที่ รังไข่อาจเคลื่อนขึ้นไปสูงกว่ามดลูกได้ ถ้ามดลูกเอียงไปทางข้างใดข้างหนึ่ง  รังไข่อาจจะอยู่สูงกว่ามดลูก แต่ถ้ามดลูกคว่ำหลังหรือมีภาวะอักเสบในอุ้งเชิงกรานหรือมีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่  รังไข่จะอยู่ชิดด้านหน้าท้องทางด้านข้างในระดับเดียวกับมดลูก

ท่อไต (Ureters)(3;4)

          ท่อปัสสาวะมีลักษณะเป็นท่อกล้ามเนื้อยาวประมาณ 25-30 ซม.  เชื่อมตั้งแต่ไตไปยังกระเพาะปัสสาวะ แต่ส่วนที่อยู่ในเชิงกรานจะยาวประมาณ12 ซม.   ตำแหน่งจะอยู่นอกเยื่อบุช่องท้องทางด้านหลัง เมื่อเข้าสู่เชิงกรานจะทอดข้ามหน้าต่อเส้นเลือด common iliac มาอยู่ทางด้านในและทอดตัวยาวลงมาผ่านหน้าเส้นเลือดแดง internal iliac อยู่ด้านหลังต่อรังไข่ ขณะที่วิ่งลงมาจะถูกทอดข้ามโดยเส้นเลือดแดง uterine และจะมาอยู่ใกล้กับช่องคลอดส่วนบนโดยห่างกันประมาณ1.5 ซม.จึงเปิดเข้าสู่ด้านหลังของกระเพาะปัสสาวะ

  • เส้นเลือดหล่อเลี้ยงคือ renal, ovarian, common iliac, internal iliac, uterine และ vesicle
  • เส้นประสาทอัตโนมัติมาจาก vesicle และ ovarian plexus
  • ระบบท่อน้ำเหลือง จะเข้าสู่ต่อม

ลักษณะภาพคลื่นเสียงความถี่สูง(1;6)

โดยปกติจะไม่เห็นท่อไตจากการตรวจอัลตราซาวด์ เว้นแต่จะมีของเหลวอยู่ภายใน หรือมีภาวะ hydroureter  แต่ในการตรวจอาจพบภาวะ ureteric jet  คือ ปัสสาวะที่ไหลผ่านจากท่อไตเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะด้วยความเร็วทำให้เห็นเป็น echogenic spurt

GynUS22  

รูปที่ 22  แสดงภาพคลื่นเสียงความถี่สูงทางหน้าท้องแสดง ureteric jet (ที่มา www.hitachi-medical-systems.co.uk)

กระเพาะปัสสาวะ (Bladder) และท่อปัสสาวะ (Urethra) (3;4)

GynUS23

รูปที่     23      ภาพแสดงกายวิภาคและอวัยวะใกล้เคียงของกระเพาะปัสสาวะ

(ที่มา www.obex.co.nz )

 

กระเพาะปัสสาวะมีลักษณะเป็นถุงที่สามารถขยายตัวได้ตามปริมาณน้ำปัสสาวะภายใน ปริมาตรมากสุดอย่างน้อย 300 มิลลิลิตร โดยตำแหน่งจะอยู่ด้านหลังต่อกระดูกเชิงกราน pubis  หน้าต่อปากมดลูก  ช่องคลอดส่วนบน และ cardinal ligament  ด้านข้างถูกล้อมด้วย pelvic diaphragm และกล้ามเนื้อ obturator internus  แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ตามการทำงาน

  • Ø ส่วนล่างของกระเพาะปัสสาวะ ประกอบไปด้วยรอยต่อด้านหลังที่เรียกว่า trigone และด้านหน้าจะเป็นกล้ามเนื้อ detrusor   trigone มีรูเปิดของท่อไตที่เข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ 2ตำแหน่งและรูเปิดออกเป็นท่อปัสสาวะ บริเวณนี้ถูกควบคุมโดยระบบประสาท sympathetic
  • Ø ส่วนบนที่เหลือทั้งหมด จะถูกควบคุมโดย parasympathetic
  • เส้นเลือดหล่อเลี้ยงคือเส้นเลือดแดง  superior, middle, และ inferior vesical ซึ่งเป็นแขนงจาก  เส้นเลือดแดง uterine และ vesicle
  • เส้นประสาทอัตโนมัติมาจาก vesicle plexus

ท่อปัสสาวะของสตรีจะมีความยาวประมาณ  3-4  ซม. ทอดยาวจากกระเพาะปัสสาวะไปยัง vestibule หน้าต่อช่องคลอด

  • เส้นเลือดหล่อเลี้ยงคือเส้นเลือดแดง vesical และ vagina และแขนงจากเส้นเลือดแดง pudendal
  • เส้นประสาทอัตโนมัติมาจาก vesicle plexus และเส้นประสาท pudendal

ลักษณะทางคลื่นเสียงความถี่สูง(1)

ภาพคลื่นเสียงความถี่สูงที่เห็น ขึ้นกับปริมาณปัสสาวะ หรือ ของเหลวภายใน ถ้ามีปริมาณมากจะมองเห็นเป็นบริเวณความเข้มเสียงต่ำทรงกลม ผนังจะมีความเข้มเสียงสูง  บาง และเรียบเสมอกัน  แต่ถ้ามีน้ำในกระเพาะปัสสาวะไม่มากจะมองเห็นผนังหนาขึ้น  ในภาพตัดขวางจะเห็นลักษณะกลม แต่ถ้าถูกกดจากกล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกรานและจากหัวตรวจในขณะที่ทำการตรวจทางหน้าท้อง อาจมีรูปร่างคล้ายสี่เหลี่ยมได้   การตรวจทางช่องคลอด จะช่วยให้มองเห็นลักษณะของผนัง และ trigone ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ถ้าต้องการตรวจอวัยวะอื่น ๆ ในอุ้งเชิงกรานต้องให้ผู้ป่วยปัสสาวะออกให้หมด เพื่อให้มองเห็นอวัยวะด้านล่างชัดเจนยิ่งขึ้น  การตรวจผ่านทางอวัยวะเพศภายนอก (translabial ultrasound)  จะเห็นท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะอยู่ตรงกลาง ใต้ต่อ pubic symphysis และสามารถเห็นท่อปัสสาวะได้ตลอดแนวยาว

 GynUS24

 (A)                                                                                                              (B)

รูปที่  24  แสดงภาพคลื่นเสียงความถี่สูงของกระเพาะปัสสาวะ จากการตรวจทางช่องคลอด (A) และการตรวจทางหน้าท้อง (B)

 

ลำไส้ ( The Rectosigmoid colon)(1)

Sigmoid colon    

ลำไส้คด เริ่มต้นจาก pelvic inlet ของ true pelvis ทอดยาวแล้วเลี้ยวขึ้นไปทางซ้าย เชื่อมกับ descending colon

Rectum   

ลำไส้ตรง เริ่มต้นที่บริเวณกระดูก sacrum ชิ้นที่ 3  ยึดติดอยู่กับที่

โดยทั่วไปภายในลำไส้จะมีก๊าซและเศษอุจจาระอยู่ภายใน ทำให้เห็นลักษณะภาพคลื่นเสียงความถี่สูง อาจมีความเข้มเสียงมากจนคล้ายเป็นก้อนในอุ้งเชิงกรานได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องแยกกับ ก้อนที่รังไข่กลุ่ม teratoma   วิธีการแยกส่วนใหญ่ให้สังเกตจากการเคลื่อนไหวของลำไส้ (peristalsis) เพราะถ้าเป็นก้อนในอุ้งเชิงกรานจะไม่ค่อยพบมีการเคลื่อนไหวของส่วนประกอบภายในก้อน นอกจากนี้ยังสามารถแยกด้วยการตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอด

 GynUS25

รูปที่ 25   แสดงภาพคลื่นเสียงความถี่สูงของลำไส้ จากการตรวจทางช่องคลอด

 

เอกสารอ้างอิง

  1. Callen PW. Ultrasonography in obstetrics and gynecology. 4th ed. Philadelphia: Saunders; 2000.
  2. Australian Society of Ultrasound in Medicine. Guidelines For The Performance Of A Gynaecological Scan .  2006. Ref Type: Internet Communication
  3. Berek JS, Novak E. Berek & Novak’s gynecology. 14th ed. Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins; 2007.
  4. Danforth DN, Scott JR. Danforth’s obstetrics and gynecology. 9th ed. Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins; 2003.
  5. Stenchever MA. Comprehensive gynecology. 4th ed. St. Louis: Mosby; 2001.
  6. Dewbury KC, Meire HB, Cosgrovr DO, Farrant Pat. Ultrasound in obstetrics and gynaecology : clinical ultrasoud : a comprehensive text, vol.3. 2nd ed. London: Churchill Livingstone; 2001.
  7. Fleischer AC, Kepple DM. Transvaginal sonography : a clinical atlas . Philadelphia:  Lippincott; 1992.
  8. Kurjak  A, Arenas JB. Donald School textbook of transvaginal sonography. London: Taylor & Francis, 2005.

 

 

Read More

โรคหัวใจในสตรีตั้งครรภ์

 โรคหัวใจในสตรีตั้งครรภ์

พ.ญ. สุชยา  ลือวรรณ


โรคหัวใจและหลอดเลือด ปัจจุบันยังคงเป็นปัญหาที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อสุขภาพมารดาและทารกในครรภ์ ถึงแม้ว่าจะมีรายงานอุบัติการณ์ค่อนข้างแปรปรวน คือ 0.1-4% แต่โรคหัวใจก็ยังเป็นสาเหตุการตายหลักในสตรีตั้งครรภ์ ซึ่งโรคหัวใจที่พบได้บ่อย ได้แก่ หัวใจพิการโดยกำเนิด โรคหัวใจรูมาห์ติก หัวใจขาดเลือด และ กล้ามเนื้อหัวใจล้มเหลว ตามลำดับ(1;2) ซึ่งสาเหตุของการเสียชีวิตก็มาจากการขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสตรีตั้งครรภ์ที่เป็นโรคหัวใจ ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาในสตรีตั้งครรภ์ที่สัมพันธ์กับโรคหัวใจ ไปจนถึงการดูแลที่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษาก่อนการตั้งครรภ์ การดูแลระหว่างการตั้งครรภ์ ช่วงระยะคลอด จนกระทั่งถึงหลังคลอด จึงได้นำมาสรุปเพื่อเป็นประโยชน์ในการนำมาใช้ในทางปฏิบัติในแต่ละหัวข้อ ดังจะกล่าวต่อไป

การเปลี่ยนแปลงทางระบบหัวใจและหลอดเลือดในสตรีตั้งครรภ์ (3-6)

          ในสตรีตั้งครรภ์ปกติจะมีการเปลี่ยนแปลงของระบบหัวใจและหลอดเลือดหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีปัญหาโรคหัวใจอยู่แล้วการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นปกตินี้อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโรคทำให้แย่ลง หรือ อาจดีขึ้นในบางภาวะได้ ดังนั้นการเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของระบบหัวใจและหลอดเลือดในสตรีตั้งครรภ์ จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการดูแลรักษาสตรีตั้งครรภ์ที่เป็นโรคหัวใจได้อย่างเหมาะสม

          การเปลี่ยนแปลงอย่างแรก เริ่มตั้งแต่อายุครรภ์ 4 สัปดาห์ คือ การเพิ่มขึ้นของอัตราการเต้นของหัวใจสตรีตั้งครรภ์ 10-20 ครั้งต่อนาที ในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์จะเพิ่มขึ้นถึง 20% จากค่าปกติ   ช่วงหลังคลอด 2 วัน อัตราการเต้นหัวใจจะยังสูงอยู่ และจะกลับมาสู่ค่าปกติภายใน 10 วันหลังคลอด

          ในสัปดาห์ที่ 6   ปริมาตรเลือด (blood volume) จะเริ่มเพิ่มขึ้น   เรื่อย ๆ   จนกระทั่งคงที่เมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 3  ในช่วงอายุครรภ์ 30 สัปดาห์  โดยปริมาตรเลือดจะเพิ่มขึ้น  45-50% มากกว่าสตรีที่ไม่ตั้งครรภ์  ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของพลาสมาและเม็ดเลือดแดง โดยมีการเพิ่มของพลาสมาถึง 50% มากกว่าเม็ดเลือดแดงที่เพิ่มขึ้นเพียง 20-35% เป็นผลทำให้มีการเจือจางของเลือด เกิดภาวะ physiologic anemia  ในระหว่างการตั้งครรภ์

          Cardiac output  (CO)  จะเพิ่มขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ที่ 5  และเพิ่มถึง 30-50% จากปกติ ในช่วงอายุครรภ์ 20-24 สัปดาห์ การเพิ่มขึ้นนี้เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่ง 32 สัปดาห์ และ stroke volume ที่เพิ่มขึ้นถึง 30%  ตั้งแต่อายุครรภ์  8 สัปดาห์ จนสูงสุดตอนอายุครรภ์ 20 สัปดาห์และมีแนวโน้มจะลดลงในช่วง 9 สัปดาห์สุดท้าย cardiac output ในระยะคลอดจะมีการเปลี่ยนแปลงสัมพันธ์กับการหดรัดตัวของมดลูกและการไหลเวียนของเลือด (autotransfusion) 300-500ml กลับเข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือดทั่วร่างกาย ทำให้ cardiac output เพิ่มขึ้นอีก 12% ในช่วงระยะพัก และเพิ่มขึ้น 34% ในช่วงที่มีการหดรัดตัวของมดลูก  ในช่วงหลังคลอดจะเพิ่มขึ้นสูงสุด 60-80% เนื่องจาก venous return เพิ่มขึ้นเพราะแรงกดทับ inferior vena cava ลดลง และจะลดลงสู่ระดับปกติใน 24 ชั่วโมงถึง 10 วันหลังคลอด  ส่วน stroke volume จะลดลงภายใน 2 สัปดาห์

 

ตารางที่  1   การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของระบบหัวใจและหลอดเลือดในระยะก่อนครรภ์ ระยะคลอด และหลังคลอด(7)

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_blue.css]}

Pregnancy

Labor and Delivery

Postpartum

Increased 

  • Cardiac output 30-50%, max 20-24 wks
  • Blood volume   40-50%, max 30-32 wks
  • Respiratory rate
  • LVEDV without LVEDP
  • RBC mass 20% (16 week to term)

Decreased

  • Peripheral resistance
  • BP same or slightly decreased

Increased 

  • Cardiac output  20-50%
  • Cardiac output  with anesthesia
    • Epidural   37%
    • General   26%
  • BP and HR with contraction
  • Central blood volume 500 cc.

Blood loss with delivery

  • 500 ml  vagina
  • 1000 ml  C/S

 Increased

  • CO   at 6 wk
  • HR  with delivery
  • Peripheral resistance

 

การเปลี่ยนแปลงของระบบหัวใจและหลอดเลือดดังที่กล่าวมาข้างต้น ส่งผลให้อาการ  อาการแสดง รวมถึงภาพรังสีปอด และคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แตกต่างจากภาวะไม่ตั้งครรภ์และมีความคล้ายคลึงกับโรคหัวใจ ดังแสดงในตารางที่  1 ส่งผลให้การวินิจฉัยโรคหัวใจในสตรีตั้งครรภ์ค่อนข้างยาก แต่อย่างไรก็ตามหากผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอก หายใจหอบเหนื่อยมากขึ้น ไอเป็นเลือด เป็นลมหมดสติเมื่อออกแรง หรือตรวจพบ ภาวะบวม diastolic murmur continuous murmur systolic murmur ตั้งแต่ grade 3 ขึ้นไป จังหวะการเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ หรือ clubbing   ควรนึกถึงโรคหัวใจที่เป็นภาวะแทรกซ้อนในสตรีตั้งครรภ์ การตรวจวินิจฉัยพิเศษเพิ่มเติม ได้แก่ การถ่ายภาพรังสี การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และechocardiography เป็นต้น  

          นอกจากนี้ การจำแนกลักษณะอาการและความรุนแรงโดยอาศัย The New York Heart Association(NYHA) classification system (5)ก็จะมีประโยชน์ในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ด้วย  โดยสามารถแบ่งได้ดังนี้

Class I      ไม่มีการจำกัด physical activity สามารถทำกิจกรรมตามปกติโดยไม่มีอาการอ่อนเพลีย หอบเหนื่อย ใจสั่น อาการเจ็บอก (angina pain) หรืออาการที่บ่งถึง cardiac insufficiency

Class II     มีการจำกัดของ physical activity เล็กน้อย และจะสบายเวลาพัก แต่ถ้าทำกิจกรรมตามปกติจะเริ่มมีอาการเหนื่อย ใจสั่น หรือ เจ็บอก (angina pain)

Class III     มีการจำกัดของ physical activity มาก และจะสบายเวลาพัก แต่ถ้าทำกิจกรรมตามปกติเพียงเล็กน้อยจะเริ่มมีอาการเหนื่อย ใจสั่น หรือ เจ็บอก (angina pain)

Class IV    ไม่สามารถทำ physical activity ใด ๆ แม้ขณะพักก็จะมีอาการหอบเหนื่อย ใจสั่น หรือ เจ็บอก ได้  

 

ตารางที่  2      อาการ อาการแสดงและการตรวจทางรังสีที่พบได้เป็นปกติในสตรีตั้งครรภ์และที่บ่งชี้ว่าเป็นโรคหัวใจ(8)

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_blue.css]}

 

ลักษณะที่พบได้ปกติในสตรีตั้งครรภ์

ลักษณะที่บ่งชี้โรคหัวใจในสตรีตั้งครรภ์

อาการ

Fatigue, decreased exercise capacity

Lightheadedness, syncope

Palpitations

Dyspnea, orthopnea

Progressively worsening shortness of breath

Cough with frothy pink sputum

Paroxysmal nocturnal dyspnea

Chest pain with exertion

Syncope preceded by palpitations or exertion

Hemoptysis

อาการแสดง

Distended neck veins

Increased intensity of S1, exaggerated splitting

Exaggerated splitting of S2

Midsystolic, soft, ejection-type murmurs (lower left sternal border or over the pulmonary area)

Third heart soundContinuous murmurs (cervical venous hum, mammary soufflé)

Brisk, diffused, displaced left ventricular impulse

Palpable right ventricular impulse

Rarely audible S1

Single S2 or paradoxically split S2

Loud systolic murmurs, any diastolic murmur

Ejection clicks, late systolic clicks, opening snaps, Friction rub

Sustained right or left ventricular heave

Cyanosis or clubbing

CXR

Horizontal position of heart, Increased lung markings

Cardiomegaly, Pulmonary edema

EKG

QRS axis deviation, Small Q and inverted P in lead III (abolished by inspiration)

Sinus tachycardia, higher incidence of arrhythmias

Significant arrhythmias, Heart blocks

 

ผลของการตั้งครรภ์ต่อโรคหัวใจ          การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของระบบหัวใจและหลอดเลือดในสตรีตั้งครรภ์ส่งผลให้การวินิจฉัยเป็นไปได้ยาก ส่งผลให้การดูแลรักษาล่าช้า   การทำงานของหัวใจที่หนักมากขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์ร่วมกับเป็นโรคหัวใจ ทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเพิ่มขึ้น อาการของโรครุนแรงและกำเริบได้ง่าย อัตราการตายของมารดา โอกาสกลับเป็นซ้ำของไข้รูห์มาติก  และการเกิด Postpartum cardiomyopathy

ผลของโรคหัวใจต่อการตั้งครรภ์        ผลกระทบจะขึ้นกับชนิดของโรคหัวใจและระดับความรุนแรงของโรค โดยรวมส่งผลเพิ่มอัตราการแท้ง ทั้งที่เป็นแท้งเองหรือยุติการตั้งครรภ์ด้วยข้อบ่งชี้ของโรคหัวใจ  อัตราการตายของมารดาและทารกในครรภ์เพิ่มขึ้น รวมถึงภาวะแทรกซ้อนทางสูติศาสตร์ เช่น คลอดก่อนกำหนด ความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ ภาวะตกเลือดหลังคลอด ภาวะทารกโตช้าในครรภ์(9)

การดูแลรักษา

การให้คำปรึกษาก่อนตั้งครรภ์ (Preconceptional Counseling)

          ในสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่เป็นโรคหัวใจควรจะได้รับการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์และมีบุตรทุกราย เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนทั้งต่อมารดาและทารกในครรภ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงก่อนและหลังคลอด โดยปัจจุบันพบว่าครึ่งหนึ่งของสตรีโรคหัวใจที่ตั้งครรภ์ ไม่ได้วางแผนที่จะมีบุตรมาก่อน  ในการให้คำปรึกษานี้เป็นบทบาทของสูติแพทย์และ อายุรแพทย์โรคหัวใจ ร่วมกันประเมินความเสี่ยงหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้น  โดยต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อมารดาและทารกในครรภ์

Maternal risks

การประเมินก่อนการตั้งครรภ์ ควรมีการให้ข้อมูลคู่สามีภรรยาในเรื่อง ความเสี่ยงจากโรคหัวใจ เช่น โอกาสการเสียชีวิตและทุพพลภาพซึ่ง  ACOG ได้จำแนกออกเป็น 3 กลุ่ม ตามความรุนแรง ดังแสดงในตารางที่  3   ภาวะแทรกซ้อนของโรค  แนวทางการลดความเสี่ยง เช่น การผ่าตัดรักษาหรือใส่สายสวนหัวใจก่อนตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังมีโรคหัวใจบางชนิดที่เป็นข้อบ่งห้ามในการตั้งครรภ์ (7)ได้แก่ Dilated  cardiomyopathy , Primary pulmonary hypertension, Eisenmenger syndrome, Marfan syndrome with aortic root dilatation( >4cm ), Congestive heart failure ; NYHA class III or IV และ severe LV dysfunction <30%   ซึ่งในกรณีนี้ควรรักษาจนดีขึ้นก่อนถึงจะให้ตั้งครรภ์ได้  ในการพิจารณาว่าเหมาะสมต่อการตั้งครรภ์หรือไม่นั้น  สิ่งสำคัญคือ การซักประวัติ ตรวจร่างกาย  การประเมินตาม NYHA  รวมถึง การตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการ เช่น การถ่ายภาพรังสีทรวงอก  คลื่นไฟฟ้าหัวใจ echocardiogram  หรือ  cardiac catheterization โดยควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากสูติแพทย์และอายุรแพทย์โรคหัวใจ(2;4;10;11)

ตารางที่ 3       การจำแนกโรคหัวใจตามความเสี่ยงโดย ACOG  ( ACOG Classification of Cardiac lesions by Maternal Mortality Risk)(12)

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_blue.css]}

Low risk lesions

(<1% mortality)

Moderate-risk lesions

(5%-15% mortality)

High-risk lesions

(25%-50% mortality)

Mitral stenosis (NYHA class I or II)

Left to right  shunts

Pulmonic or tricuspid disease

Corrected TOF

Bioprosthetic valve

 

Mitral stenosis ( Class III or IV or atrial fibrillation)

Aortic stenosis

Coarctation(without vulvular disease)

Prior myocardial infarction

Marfan’s syndrome(normal aortic root)

Mechanical  valves

Pulmonary hypertension

Coarctation with vulvular disease

Critical mitral or aortic stenosis

Marfan’s  syndrome (dilated aortic root)

 

           ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่เป็นผลกระทบจากการตั้งครรภ์ คือ pulmonary edema   symptomatic arrhythmias และ stroke หรือ transient ischemic attack  ที่มีสาเหตุจากหัวใจ    Siu และคณะ(13) ได้กำหนด 5  ตัวแปรที่ใช้ประเมินความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ ประกอบด้วย 

  1. NYHA classification II ขึ้นไปหรือมีภาวะ
  2. ventricular obstruction ; ได้แก่  aortic valve stenosis หรือ  mitral valve stenosis   ที่มี valve area น้อยกว่า 1.5 cm2  หรือ 2.0 cm2  ตามลำดับ หรือ peak left ventricular outflow tract gradient > 30 mmHg
  3. dysfunction ; Ejection fraction < 40%, restrictive หรือ hypertrophic cardiomyopathy หรือ Complex congenital heart disease
  4. มีประวัติ arrhythmia ; bradyarrhythmia หรือ tachyarrhythmia ที่มีอาการและต้องให้การรักษา
  5. เคยมีภาวะแทรกซ้อนเกี่ยวกับโรคหัวใจมาก่อน

การแปลผล      ถ้าเมื่อเริ่มตั้งครรภ์ไม่พบทั้ง  5 ข้อ หรือ มี 1 ข้อ หรือ มากกว่า 1 ข้อขึ้นไป โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในช่วงตั้งครรภ์มีเพียง    3%, 30% และ 66% ตามลำดับ 

Fetal risks    

ภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ที่พบบ่อย ได้แก่ ทารกโตช้าในครรภ์ (Growth restriction) และคลอดก่อนกำหนด (Prematurity) กรณีที่มารดาเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ทารกในครรภ์มีโอกาสเป็นโรค 0-10% และ 50% ของทารกที่มีหัวใจพิการแต่กำเนิด จะเป็นชนิดเดียวกันกับมารดา โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นถ้ามีประวัติญาติสายตรงเป็นโรคด้วยเช่นกัน ตารางที่ 4 แสดง โอกาสการเป็นโรคหัวใจของทารกในครรภ์ที่เกิดจากมารดาที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดแยกตามชนิดที่พบบ่อย นอกจากนี้การใช้ยาโรคหัวใจบางอย่างอาจส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์และทารกในครรภ์อีกด้วย

 

ตารางที่ 4        ความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดของทารกในครรภ์(11)

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_blue.css]}

Cardiac lesion

Risk of CHD in fetus (%)

Previous sibling affected

Father affected

Mother affected

Marfan’s syndrome

–

50

50

Aortic stenosis

2

3

15-17.9

Pulmonary stenosis

2

2

6.5

Ventricular septal defect (VSD)

3

2

9.5-15.6

Atrial septal defect (ASD)

2.5

1.5

4.6-11

Patent ductus arteriosus (PDA)

3

2.5

4.1

Coarctation of aorta

–

–

14.1

Tetralogy of Fallot (TOF)

2.5

1.5

2.6

 

การดูแลรักษาในระหว่างการตั้งครรภ์ (antepartum)

          สตรีที่เป็นโรคหัวใจส่วนมากจะมารับการตรวจรักษาหลังตั้งครรภ์ไปแล้ว โดยไม่เคยได้รับการให้คำปรึกษาและการเตรียมตัวมาก่อน  ดังนั้นจึงควรให้คำแนะนำเรื่องความเสี่ยงต่าง ๆ ทั้งในมารดาและทารกในครรภ์  หากเป็นโรคหัวใจชนิดความเสี่ยงสูงหรือเป็นข้อบ่งห้ามสำหรับการตั้งครรภ์อาจต้องพิจารณาให้ทางเลือกในการยุติการตั้งครรภ์  แต่ถ้าการตั้งครรภ์ยังดำเนินต่อไปควรเป็นการดูแลแบบครรภ์เสี่ยงสูง โดย

 

สรุปแนวทางการดูแลสตรีตั้งครรภ์ที่เป็นโรคหัวใจโดยทั่วไป ประกอบด้วย

การดูแลร่วมกันระหว่างสูติแพทย์ และ อายุรแพทย์ ; โดยควรได้รับการประเมินจากอายุรแพทย์ถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นจากโรคหัวใจเอง เช่น ภาวะหัวใจวาย ( congestive heart failure) หัวใจเต้นผิดจังหวะ (arrhythmia) ในกรณีที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดก็สามารถทำได้ในระหว่างการตั้งครรภ์ แต่ถ้ายังไม่รีบด่วน การผ่าตัดหลังคลอดจะลดความเสี่ยงทั้งในมารดาและทารกในครรภ์ ทั้งนี้ขึ้นกับดุลยพินิจของอายุรแพทย์  ในการฝากครรภ์ครั้งแรกควรประเมินสภาพด้วย NYHA Classification ร่วมกับ การตรวจเพิ่มเติมอื่น ๆ เช่น CXR, EKG, echocardiogram

ยาที่ได้รับก่อนการตั้งครรภ์ ; ควรดูประวัติการรักษาเกี่ยวกับโรคหัวใจเดิมโดยเฉพาะยาที่ได้รับตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ เพราะมียาบางชนิดที่มีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ทั้งต่อมารดาเองและทำให้เกิดทารกผิดปกติในครรภ์ เช่น การใช้ยากลุ่ม ACEI , warfarin, diuretics ฯลฯ ยาที่เป็นอันตรายและมีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงและเปลี่ยนเป็นยาอื่นทดแทน กรณีที่จำเป็นต้องใช้แม้ว่าจะส่งผลต่อการตั้งครรภ์ ก็ควรมีการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น เช่น ภาวะเลือดออกง่าย กรณีที่ได้รับยากลุ่ม anticoagulant  ( warfarin หรือ UFH  ) ควรตรวจวัดระดับเกร็ดเลือด (platelet) การแข็งตัวของเลือด (PT, PTT, INR) เป็นระยะร่วมกับการประเมินจากอาการและอาการแสดงที่สัมพันธ์กับการมีเลือดออกง่าย  ภาวะ IUGR ที่เกิดจากยากลุ่ม beta-blocker เป็นต้น  ดังแสดงในตาราง  5 

 

การดูแลช่วงฝากครรภ์(2;4;5) 

การตรวจติดตาม  ;    ช่วงก่อน 28 สัปดาห์ควรมาฝากครรภ์ทุก 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นควรมาตรวจทุก 1 สัปดาห์ จนคลอด

  • ในแต่ละครั้งของการฝากครรภ์ควรประเมินอาการและอาการแสดงของภาวะหัวใจล้มเหลว เช่นการเปลี่ยนแปลงของ functional status อย่างรวดเร็ว  หอบเหนื่อย ภาวะบวม ชีพจรเต้นเร็ว  ไอเป็นเลือด หรือ มี persistent rales ที่ส่วนล่างของปอด น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นไวอาจเกิดจากการบวมน้ำในภาวะหัวใจล้มเหลว  เป็นต้น
  • เฝ้าระวังการติดเชื้อ เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ   การติดเชื้อทางเดินหายใจ เพราะเป็นปัจจัยส่งเสริมหรือกระตุ้นให้มีการกำเริบของโรคหัวใจได้ อาจต้องพิจารณาให้ Immunization เช่น Influenza vaccine
  • กรณีที่เป็นหัวใจพิการแต่กำเนิดควรตรวจ Fetal echocardiogram ในช่วงอายุครรภ์ 18-22 สัปดาห์ เพื่อหาความผิดปกติของทารกในครรภ์ และ ultrasound ประเมินการเจริญเติบโตของทารกในไตรมาสที่ 3 (หลัง 28 สัปดาห์)  เนื่องจากโรคหัวใจ ในสตรีตั้งครรภ์อาจส่งผลกระทบต่อระบบไหลเวียนเลือดในรกที่ลดลงทำให้เกิดภาวะ IUGR ได้  

ตารางที่ 5   ยาโรคหัวใจที่ใช้และผลกระทบต่อทารกในครรภ์(7)

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_blue.css]}

Drugs

Potential Side Effects

Safety

ACEI 

 

IUGR, prematurity, low birth weight, neonatal renal failure, bony malformations, limb contractures, patent ductus arteriosus, death

Contraindicated

ARB

Same as ACEI

Unsafe

Adenosine

Limited (data in first trimester only)

Safe

Amiodarone

IUGR, prematurity, hypothyroidism

Unsafe

Betablockers

Neonatal bradycardia, hypoglycemia, and apnea at birth, uterine contraction initiation

Safe

CCB

Maternal hypotension leading to fetal distress

Unsafe

Digoxin

Low birth weight

Safe

Disopyramide

Uterine contraction initiation

Safe

Diuretics

Hyponatremia, bradycardia, jaundice, low platelets,impaired uterine blood flow

Potentially unsafe

Heparin

N one reported Probably

safe

Lidocaine

CNS depression due to fetal acidosis with high blood levels

Safe

Mexiletine

IUGR, fetal bradycardia, neonatal hypoglycemia, and hypothyroidism

Safe

Nitrates

Fetal bradycardia

Potentially unsafe

Nitroprusside

Thiocyanate toxicity

Potentially unsafe

Procainamide

None reported

Safe

Quinidine

Premature labor, fetal VIII cranial nerve damage with high blood levels

Safe

Warfarin

Embryopathy, In utero fetal hemorrhage, CNS abnormalities

Unsafe

ACEI = angiotensin-converting enzyme inhibitor; ARB = angiotensin receptor blockers; CCB = calcium channel blockers; CNS = central nervous system; IUGR = intrauterine growth retardation

  • การตรวจติดตามสุขภาพทารกในครรภ์ด้วยการนับลูกดิ้น  nonstress test (NST)  หรือ Biophysical profile (BPP) ทั้งนี้ขึ้นกับข้อบ่งชี้และภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น  โดยเริ่มตรวจได้ตั้งแต่ 28 -30 สัปดาห์ ถ้าเป็น NST อาจทำ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์
  • การดูแลอื่น ๆ ทั่วไป   เช่น การให้ธาตุเหล็กอย่างพอเพียงในช่วงการตั้งครรภ์ รวมถึงการดูแลด้านโภชนาการอื่น ๆ เช่น จำกัดอาหารรสชาติเค็ม การพักผ่อนอย่างเพียงพออย่างน้อย 10 ชั่วโมงต่อวัน การลดกิจกรรมที่หนัก รวมถึงการออกกำลังที่รุนแรง
  • การรับไว้ดูแลในโรงพยาบาล   ขึ้นกับการประเมินสภาพของโรค  ถ้าเป็น class I  ควรให้นอนโรงพยาบาลอย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนคลอด   class II   ควรให้นอนโรงพยาบาลตั้งแต่ต้นไตรมาส 3   ส่วน class III ขึ้นไปควรนอนโรงพยาบาลตลอดการตั้งครรภ์

 

ตารางที่  6  สรุปการดูแลรักษาในระยะก่อนคลอด(4)

  • Maternal and fetal risk assessment at the initial visit
  • Offer termination of pregnancy in high-risk conditions
  • Multidisciplinary approach-Maternal fetal medicine specialist, cardiologist, anesthesiologist,and a neonatologist
  • Meticulous follow-up in pregnancy with attention to subtle changes in symptoms etc.
  • Consider prophylactic anticoagulation in
  • Pulmonary hypertension
  • Severe MS with left atrial enlargement > 5 cm
  • Large ASD (>2.5 cm) to decrease the risk of paradoxical embolization
  • Assure fetal well being
  • Fetal echocardiogram @ 18–22 weeks in mothers with CHD
  • Serial ultrasound examinations for assessment of fetal growth after 28 weeks
  • Antepartum fetal surveillance at 28–32 weeks

 

การดูแลรักษาในระยะคลอด (Intrapartum)

วิธีการคลอด   ขึ้นกับข้อบ่งชี้ทางสูติศาสตร์เป็นหลัก เช่น  cephalopelvic disproportion, placenta previa หรือ fetal distress  โดยการคลอดทางช่องคลอดปลอดภัยกว่าการผ่าตัดคลอด เนื่องจากในการผ่าตัดต้องมีการดมยาสลบ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงโดยเฉพาะช่วง  intubation รวมถึงความเสี่ยงจาก anesthetic agent  การเสียเลือดจากการผ่าตัดที่มากกว่าการคลอดทางช่องคลอด  เพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานและแผลผ่าตัดหลังคลอด  ภาวะเลือดออกง่ายในรายที่ได้ anticoagulant  แต่มีโรคหัวใจบางชนิดหรือบางภาวะที่สามารถพิจารณาผ่าตัดคลอดได้เลย เช่น   ภาวะหัวใจล้มเหลวที่รุนแรง ภาวะ Unstable angina   Marfan’s syndrome with dilated root (>4 cm) ภาวะโรคหัวใจที่มี right to left shunt ร่วมกับ hypoxia เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดขณะใช้ยา warfarin อยู่และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (arrhythmia) ชนิดรุนแรง  ทั้งนี้ขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์(7)

การพิจารณาให้คลอด  กรณีที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนควรให้การตั้งครรภ์ดำเนินไปจนครบกำหนด รอให้มีเจ็บครรภ์เอง  กรณีที่มีความจำเป็นต้องเร่งคลอด ควรพิจารณาถึงอายุครรภ์ที่ต้องคลอด การเจริญของปอดของทารกในครรภ์  ความพร้อมของปากมดลูก เพราะถ้าปากมดลูกอยู่ในสภาวะที่ไม่เหมาะสมหรือไม่สุกพอจะทำให้ระยะเวลาการคลอดยาวนาน เพิ่มความเสี่ยงในการผ่าตัด  อย่างไรก็ดีเพื่อลดความเสี่ยงในขณะคลอดควรมีการวางแผนและเตรียมความพร้อมที่ดี เป็นการดูแลร่วมกันของสูติแพทย์  อายุรแพทย์  วิสัญญีแพทย์ รวมถึงกุมารแพทย์

การชักนำการคลอดหรือเร่งคลอด

กรณี ปากมดลูกสุกแล้ว (favorable cervix, Bishop score >4)    ;  การเจาะถุงน้ำคร่ำ หรือ 0xytocin      

กรณี ปากมดลูกยังไม่สุก (unfavorable cervix, Bishop score <4) ;  Laminaria, Foley catheter balloon,  prostaglandin (ส่งผลต่อการลดลงของ systemic vascular resistance  และ lower systemic pressure เพิ่ม heart rate, :ซึ่งพบบ่อยใน E2>E1)

ระยะเจ็บครรภ์คลอด(4)

  • ควรให้ผู้ป่วยนอนท่า Left lateral decubitus เพื่อเพิ่ม venous return ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น
  • Hemodynamic monitoring  ; ควรมีการตรวจติดตามวัดระดับ Systemic arterial pressure, heart rate ทุกรายในระยะคลอด รวมถึงปริมาณสารน้ำที่ได้รับและขับออก เพื่อป้องกันภาวะน้ำเกิน (Volume overload) จนเกิด pulmonary edema  สำหรับ pulse oximetry และ continuous ECG monitoring ขึ้นกับข้อบ่งชี้ในผู้ป่วยแต่ละราย การใส่ Swan-Ganz catheter มีความจำเป็นในรายที่ได้ยาระงับอาการปวดระหว่างรอคลอด (epidural anesthetics) แต่ไม่ควรใช้ในทุกราย ควรหลีกเลี่ยงในรายที่มีปัญหาเลือดออกง่าย   Eisenmenger’s, TGA post-op Mustard or Senning , post-op Fontan เพราะจะมีโครงสร้างทางกายวิภาคที่ผิดปกติไป(14)  
  • Fetal monitoring ; ในช่วงเจ็บครรภ์คลอด มดลูกมีการหดรัดตัวมีผลลด  uterine blood flow ทำให้ oxygen ไปยังทารกในครรภ์ลดลง และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เช่น abruptio placentae, cord compression หรือ maternal hemodynamic Instability จะยิ่งส่งผลให้ทารกได้รับ oxygen ลดลง ทำให้เกิดภาวะ acidosis หรือ เสียชีวิตได้   ดังนั้น continuous fetal monitoring จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
  • Anesthesia ; ในระยะที่  1 การให้ยาระงับปวด(Intramuscular or intravenous opiates) จะช่วยลดความกลัว อาการปวด อัตราการหายใจและการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้นได้ เป็นการลดความเสี่ยงหรืออันตรายที่เกิดขึ้นในระหว่างรอคลอด  การทำ paracervical block, epidural, หรือ spinal blocks (painless labor) ที่ระดับ  T10-L1 ก็สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย แต่ต้องระวังปัญหาความดันโลหิตต่ำตอนให้สารน้ำขณะทำ regional anesthesia  ในระยะที่ 2 ของการคลอด อาการเจ็บเกิดจากการยืดขยายหรือถูกกดบริเวณ perineum สามารถใช้ peripheral pudendal nerve blockade S2-4 ได้ ซึ่งจะมีประโยชน์ใน primary or secondary pulmonary hypertension, Eisenmenger’s syndrome, and cyanotic heart disease.
  • การให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกัน Infective Endocarditis ดังจะกล่าวต่อไป
  • การลดระยะเวลาเบ่งคลอด (shorten 2nd stage of labor) โดยการใช้หัตถการทางสูติศาสตร์ เช่น  Forceps หรือ vacuum extraction แต่การใช้ forceps จะดีกว่าตรงที่มารดาไม่ต้องออกแรงเบ่ง
  • เฝ้าระวังการตกเลือดหลังคลอด โดยเฉพาะในรายที่ได้รับ anticoagulant ร่วมกับหัตถการช่วยคลอดทางสูติศาสตร์
        การให้ oxytocin เพื่อลดการตกเลือดหลังคลอด ต้องให้ด้วยความระมัดระวัง โดยฉีดเข้าเส้นเลือดช้า ๆ (less than 2 U/min) เพราะจะทำให้เกิดปัญหาความดันโลหิตต่ำ กรณีมีปัญหาตกเลือดหลังคลอดสามารถใช้ misoprostol หรือ intrauterine balloon catheters  ได้

การยับยั้งการคลอด

          กรณีมีปัญหาเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ต้องประเมินอาการของผู้ป่วยเป็นหลัก ถ้าอาการโดยรวมดีก็สามารถพิจารณายับยั้งการคลอดด้วยยาได้ ยาที่แนะนำให้ใช้ ได้แก่ Nifedipine, indomethacin, and magnesium sulfate แต่กลุ่ม beta adrenergic agonists มักทำให้เกิด volume expansion อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด congestive heart failure  อย่างไรก็ดี ยากลุ่ม nifedipine ต้องใช้อย่างระมัดระวังใน  aortic stenosis หรือ cyanotic

heart disease.

ตารางที่ 7   สรุปการดูแลรักษาในระยะคลอด(4)

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_blue.css]}

Recommendations

Effects

Left lateral decubitus position

Oxygen administration

Continuous EKG  and fetal monitoring

Assessment of fluid intake and output

Adequate pain relief

  • Epidural analgesia with narcotic/low-dose local technique

Antibiotic prophylaxis

Invasive hemodynamic monitoring ; Swan-Ganz catheter

  • CHF  NYHA III & IV in select cases avoid in Eisenmenger’s, TGA post-op Mustard or Senning , post-op Fontan

Assisted second stage of labor ;  vacuum or foreceps, avoid pushing

Avoidance of maternal blood loss ; active management in 3rd stage,

Maximizes venous return

Improves oxygen delivery to the fetus

Assesses changes in the rhythm and fetal health

Prevents fluid overload

 

Prevents changes in BP

Prevents endocarditis

 

Enables assessment of fine hemodynamic details

 

Minimizes the effects of valsalva

Prevent hypovolemic shock

 

ระยะหลังคลอด

            ความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคหัวใจพบมากในช่วงหลังคลอด ไม่ว่าจากการเสียเลือดหลังคลอด การมี fluid shift กลับเข้ามาในกระแสเลือด อาจเกิดปัญหาน้ำเกิน และมีภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ดังนั้นควรเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด อย่างน้อย 72 ชั่วโมง    early ambulation  จะช่วยป้องกันการเกิด thromboembolic disorder ได้(11)

การพิจารณาให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulant)(15)

          สตรีโรคหัวใจที่ได้รับยาต้านการแข็วตัวของเลือดมักพบในกลุ่มที่เป็น  โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ (Vulvular heart disease) จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ (Supraventricular tachycardia) หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ (Myocardial dysfunction)   ยาที่ใช้บ่อยคือ warfarin  heparin และ low molecular weight heparin (LMWH)

Warfarin (vitamin K antagonist therapy);    เป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือดที่ออกฤทธิ์ต่อการทำงานของ vitamin K dependent clotting factor (factors II, VII, IX, and X, and proteins C and S)  โดยออกฤทธิ์สูงสุด 36-72 ชั่วโมงหลังได้ยา  ในสตรีตั้งครรภ์ที่ได้รับยานี้พบว่ามีโอกาสเพิ่มอัตราการแท้ง  คลอดก่อนกำหนด ภาวะเลือดออกผิดปกติในสตรีตั้งครรภ์ไม่ว่าจะเป็นตกเลือดก่อนและหลังคลอดได้ ซึ่งเป็นภาวะอันตรายและเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในสตรีตั้งครรภ์   คุณสมบัติของ warfarin  ที่สามารถผ่านรกได้ จึงส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ได้แก่ การเพิ่มอุบัติการณ์ของทารกตายในครรภ์จากภาวะเลือดออกผิดปกติ  ภาวะเลือดออกในสมองทารกหลังคลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ทำหัตถการช่วยคลอดทางสูติศาสตร์    และถ้าได้รับยาในช่วงอายุครรภ์  6 – 12  สัปดาห์  พบรายงานการเกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์ “Warfarin embryopathy syndrome”  (facial abnormalities, optic atrophy, digital abnormalities, epithelial changes, and mental impairment)  ซึ่งพบได้* 5% -7%   และจะส่งผลต่อความผิดปกติของระบบประสาทได้ในทุกไตรมาส (optic atrophy, microcephaly, mental retardation, spasticity, and hypotonia) ทั้งนี้ความเสี่ยงจะลดลงถ้าได้รับยาในปริมาณน้อยกว่า 5 mg ต่อวัน  โดยสรุปสามารถใช้ warfarin ได้ในช่วงอายุครรภ์ก่อน 6 สัปดาห์ และหลัง 12 สัปดาห์ เป็นต้นไป ควรหยุดยาและเปลี่ยนเป็น heparin ในช่วงอายุครรภ์ 34-36 สัปดาห์   และสามารถตรวจติดตามการรักษาได้จากค่า PT, INR   ช่วงหลังคลอดมารดาที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ สามารถใช้ยาได้อย่างปลอดภัยเพราะยาที่ผ่านน้ำนมไปยังทารกเป็น inactive metabolite

Heparin ;   แบ่งออกเป็น unfractionated heparin (UFH) และ low molecular weight heparin(LMWH) ที่สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยระหว่างการตั้งครรภ์จากหลาย ๆ การศึกษา เพราะ ไม่สามารถผ่านรกไปยังทารกในครรภ์ได้ จึงไม่ทำให้เกิด embryopathy หรือ ภาวะเลือดออกของทารก และยังเป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือดที่แนะนำให้ใช้ในระหว่างการตั้งครรภ์  สำหรับ heparin มีรายงานที่พบว่าเกิดภาวะแทรกซ้อนจาก  thromboembolic  disorder เช่น valve thrombosis ซึ่งพบได้ 12-24%  ภาวะเลือดออกที่ uteroplacental junction  ภาวะกระดูกพรุน ภาวะเกร็ดดเลือดต่ำ ถ้าใช้ heparin ในช่วงไตรมาสแรก ความเสี่ยงในการเกิด thromboembolic complication และ maternal death จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าและใน ระยะคลอดอาจมีปัญหาเรื่องเลือดออกได้   ระหว่างการตั้งครรภ์สามารถตรวจติดตามการรักษาได้จาก activated partial thromboplastin time (aPTT) ส่วน  LMWH  พบว่ามีข้อดีกว่า UFH อยู่หลายประการ 1) มีภาวะเกร็ดเลือดต่ำ( 1%-2% ใน UFH และ  <0.1% ใน LMWH) ภาวะกระดูกพรุน ภาวะแทรกซ้อนจากเลือดออกผิดปกติ น้อยกว่า heparin    2) มีระยะครึ่งชีวิต T1/2 ในกระแสเลือดนานกว่า UFH และสามารถนำมาคิดคำนวณขนาดยาได้ดีกว่า  และ  3) ไม่จำเป็นต้องตรวจติดตามทางห้องปฏิบัติการและบริหารยาง่าย โดยใช้วันละ 1 ครั้ง  แต่พบว่ายังมีปัญหาในเรื่องการคำนวณปริมาณและขนาดของยา เนื่องเป็นการคำนวณตามน้ำหนักตัว ซึ่งในระหว่างการตั้งครรภ์จะมีการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัว ทำให้ต้องคอยปรับขนาดของยาให้เหมาะสมในแต่ละช่วง  ทั้งนี้ได้มีแนวทางการให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดในสตรีตั้งครรภ์ที่กำหนดโดย  The American College of Chest Physician (2008 ACCP Conference : Use of Antithrombotic Agents in Pregnancy)  ดังแสดงในตารางที่ 8

ตารางที่  8      การใช้ Anticoagulant ในระหว่างการตั้งครรภ์ตาม 2008 ACCP Conference(15)

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_blue.css]}

Treatments

Medication

Therapeutic Goal

Antepartum

 

    

 

 

 

Option 1  ;  Adjusted dose LMWH sc every 12 hrs, throughout pregnancy (Enoxaparin 1 mg/kg subcutaneously every 12 hr)

Antifactor Xa levels 1-1.2 U/ml (4hr after dose) or by weight

Option 2  ;  Adjusted dose UFH sc every 12 hrs,  throughout pregnancy

aPTT  2x control (6 hr after dose) or Xa 0.35-0.70 U/ml (4 hr after dose)

Option 3  ;  UFH or LMWH as above until GA13 wks then warfarin until mid 3rd trimester then restart UFH/LMWH

INR 3 (2.5-3.5) or INR 2.5 (2-3) if bileaflet aortic valve without AF or LV dysfunction

Week 36  ;   switch to UFH titrated to

a therapeutic level of aPTT and  anti–factor Xa

 

High Risk ; add ASA  75-162 mg/d throughout pregnancy

 

Intrapartum

Stop UFH 4 hrs before delivery (esp. C/S)

 

Postpartum

Restart UFH 6 hrs after vaginal delivery and 12 hrs after C/S

 

 

การให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกัน infective endocarditis(16)

            Infective  endocarditis  เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อย แต่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้ถึง 10-30%    ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา infective endocarditis เป็นสาเหตุการเสียชีวิตในสตรีโรคหัวใจที่ตั้งครรภ์ถึง 10%   American College of Cardiology/American Heart  Association (ACC/AHA) ได้วางแนวทางในการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการเกิด  Infective  endocarditis  จาก the 2006 ACC/AHA guideline ที่แนะนำให้ยาปฏิชีวนะในโรคหัวใจชนิด moderate และ high risk เมื่อต้องทำหัตถการที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือด (bacteremia)  ได้มีการปรับปรุงแนวทางดังกล่าวใน  the 2008 ACC/AHA guideline โดยแนะนำให้ยาปฏิชีวนะในโรคหัวใจชนิด high risk เท่านั้น ดังแสดงในตาราง  ในรายที่เป็นโรคลิ้นหัวใจอื่น ๆ เช่น bicuspid aortic valve, acquired aortic or mitral valve disease (ได้แก่ mitral valve prolapse with regurgitation รวมถึงรายที่เคยได้ผ่าตัดซ่อมแซม ) และ hypertrophic cardiomyopathy with latent or resting obstruction ไม่แนะนำให้ยาปฏิชีวนะอีกต่อไปใน guideline ปี 2008

          หัตถการต่าง ๆ ที่ควรให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการเกิด infective endocarditis แสดงในตารางที่       หัตถการทางสูติศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นการคลอดทางช่องคลอดและการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง ไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะอีกต่อไป รวมถึงกรณีที่มีหัตถการทางระบบทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ แต่อย่างไรก็ดีหากสูติแพทย์ประเมินแล้วว่าหัตถการทางสูติศาสตร์ดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อก็ควรพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกัน เป็นกรณีไป  

ตารางที่  9      แนวทางการให้ ตาม infective endocarditis  prophylaxis ตาม  The 2008 ACC/AHA guideline (16)

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_blue.css]}

High risk cardiac lesion for infective endocarditis

High risk procedures

  • Prosthetic heart valves, including bioprosthetic and homograft valves
  • A prior history of IE.
  • Unrepaired cyanotic congenital heart disease, including palliative shunts and conduits.
  • Completely repaired congenital heart defects with prosthetic material or device, whether placed by surgery or by catheter intervention, during the first six months after the procedure
  • Repaired congenital heart disease with residual defects at the site or adjacent to the site of the prosthetic device.
  • Cardiac “valvulopathy” in a transplanted heart
  • All dental procedures that involve manipulation of either gingival tissue or the periapical region of teeth or perforation of the oral mucosa.
  • Procedures of the respiratory tract that involve incision or biopsy of the respiratory mucosa.
  • Procedures in patients with ongoing GI or GU tract infection.
  • Procedures on infected skin, skin structure, or musculoskeletal tissue.
  • Surgery to place prosthetic heart valves or prosthetic intravascular or intracardiac materials

ตารางที่ 10     ยาปฏิชีวนะที่เลือกใช้กรณีทำหัตถการที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ (2;4)

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_blue.css]}

Drugs

Regimen

Ampicillin, gentamicin, and amoxacillin

Ampicillin 2 g, plus gentamicin 1.5 mg/kg IV or IM, 30 min before the procedure; followed by amoxacillin 1.5 g orally 6 h after the initial dose; alternatively, parenteral regimen may be repeated once 8 h after the initial dose Ampicillin/amoxacillin/penicillin-allergic patient regimen

Vancomycin and gentamicin

Vancomycin 1 g IV over 1 h plus gentamicin 1.5 mg/kg IV or IM, 1 h before the procedure; may be repeated once 8 h after initial dose Alternate low-risk patient regimen

Amoxacillin

3 g orally 1 h before the procedure; then 1.5 g 6 h after the initial dose

 

การคุมกำเนิดในสตรีโรคหัวใจ(15)

          การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการคุมกำเนิดเป็นหน้าที่ของสูติแพทย์และอายุรแพทย์โรคหัวใจที่ควรให้คำแนะนำที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ในสตรีโรคหัวใจทุกรายที่ได้รับการประเมินแล้วว่ายังไม่เหมาะสมที่จะตั้งครรภ์ได้ ไม่ว่าจากตัวโรคหัวใจเองกรณีเป็นชนิดรุนแรง หรือ ยังไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์ และลดอัตราการทำแท้งเพื่อรักษา 

          กรณีที่ไม่ต้องการมีบุตรแล้ว หรือสภาพของโรคไม่เหมาะสมต่อการตั้งครรภ์ ควรเลือกวิธีการคุมกำเนิดแบบถาวร หรือทำหมันไปเลย  แต่ถ้ายังต้องการมีบุตร หรือสามารถตั้งครรภ์ได้ ถ้าโรคได้รับการรักษาแล้ว การเลือกใช้ กลุ่มที่มี Progesterone เป็นหลัก ได้แก่ ยาฉีดคุมกำเนิด (medroxyprogesterone) ยาเม็ดคุมกำเนิดกลุ่ม  progesterone-only pills หรือ กลุ่มที่มี  levonorgestrel เป็นส่วนประกอบ สามารถใช้ได้แต่อาจทำให้เกิดภาวะ fluid retention ซึ่งต้องระวังในผู้ป่วยที่มีปัญหา heart failure  โดยเฉพาะยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินที่มี  levonorgestrel  มักทำให้เกิดภาวะ acute  fluidretention  ยาเม็ดคุมกำเนิด progesterone-only pills มักเกิดปัญหาเลือดออกผิดปกติ (breakthrough bleeding ) และปัญหาทางอารมณ์ (depression)  และพบว่าโอกาสล้มเหลวในการคุมกำเนิดมากกว่ากลุ่มยาเม็ดฮอร์โมนรวม (combined oral contraceptives)  การคุมกำเนิดในฝ่ายชาย เช่น การใช้ถุงยางอนามัย หรือ ทำหมันชาย ก็จะช่วยลดความเสี่ยงจาการใช้ยาฮอร์โมนในสตรีโรคหัวใจได้ 

          ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มี estrogen ไม่แนะนำให้ใช้ เพราะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิด thromboembolism โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีปัญหาเขียว (cyanosis),  หลังผ่าตัด Fontan procedure, atrial fibrillation  และ Pulmonary Arterial Hypertension  แต่ใน กรณีที่มี ethinyl estradiol 20 – 35 mcg สามารถใช้ได้เพราะ thrombogenic potential ต่ำ  ส่วนการใช้ห่วงคุมกำเนิด ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ เพราะอาจมีความเสี่ยงในการติดเชื้อ แต่ไม่มีรายงานแน่ชัดในเรื่องการเกิด endocarditis   ถ้าเป็น levonorgestrel-releasing intrauterine device (IUD) ก็สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยเช่นกัน

Summary of management options (17)

Prepregnancy

Quality of evidence

Strength of recommendation

Obstetrician and cardiologist in collaboration

III

B

Discussion of maternal and fetal risks

III

B

Discussion of safe and effective contraception

–

GPP

Evaluation current cardiac status

IV

C

Optimize medical and surgical management

III

B

Advise against pregnancy with certain conditions

III

B

 

Prenatal

Quality of evidence

Strength of recommendation

Assess functional class of heart disease

III

B

Termination is an option with some conditions

III

B

Joint management with a cardiologist

III

B

Optimize medical management

III

B

Avoid or minimize aggravation factors

III

B

Anticoagulant for certain conditions; discuss the risks and benefits of continued warfarin therapy vs. Changing to subcutaneous heparin

IV

C

Anesthesiology consultation

IV

C

Prophylactic antibiotics with certain conditions

IV

C

Fetal surveillance ;

  • Growth and fetal surveillance
  • Detailed fetal cardiac ultrasonography

 

III

III

 

B

B

 

Labor and Delivery

Quality of evidence

Strength of recommendation

Effective induction may be necessary for maternal or fetal indications

III

B

Prophylactic antibiotics with certain conditions

IV

C

Avoid mental and physical stress; consider  epidural

III

B

Labor in the left lateral and upright position

III

B

Monitor electrocardiogram; more invasive monitoring is needed with certain conditions

Ib

A

Administer extra oxygen with certain conditions

–

GPP

Full resuscitation facilities should be available

–

GPP

Provide continuous fetal heart rate monitoring

–

GPP

Assisted second stage with certain conditions

–

GPP

Avoid ergotamine for the third stage

–

GPP

 

Postnatal

Quality of evidence

Strength of recommendation

Vigilance for cardiac failure

III

B

Avoid fluid overload

III

B

Continued intensive care

–

GPP

Discuss safe and effective contraception

–

GPP

 

เอกสารอ้างอิง 

  1. Oakley CM. Heart disease in pregnancy. London: BMJ; 1997.
  2. Lacoursiere DY, Varner MW. High risk obstetrics: the requisites in obstetrics and gynecology. 1st ed. Philadelphia. PA: Mosby; 2008.
  3. Fuster V. Hurst’s The Heart. 12 ed. United States: McGraw-Hill; 2008.
  4. Arafeh JM, Baird SM. Cardiac disease in pregnancy. Crit Care Nurs Q 2006 Jan;29(1):32-52.
  5. Burrow GN, Duffy TP, Copel JA. Medical complications during pregnancy. 6th ed. Philadelphia, Pa: Saunders; 2004.
  6. Creasy RK, Resnik R, Iams JD. Maternal-fetal medicine. 5th ed ed. Philadelphia, Pa: W.B. Saunders Co; 2004.
  7. Moss & Adams’ Heart Disease in Infants, Children & Adolescents: Including the Fetus and Young Adults. 6th ed. Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins; 2001.
  8. Cardiac Disorders in Pregnancy. CURRENT Diagnosis & Treatment: Obstetrics & Gynecology. The McGraw-Hill Companies; 2009.
  9. Borna S, Borna H, Hantooshzadeh S. Pregnancy outcomes in women with heart disease. Int J Gynaecol Obstet 2006 Feb;92(2):122-3.
  10. Thorne SA. Pregnancy in heart disease. Heart 2004 Apr;90(4):450-6.
  11. Lupton M, Oteng-Ntim E, Ayida G, Steer PJ. Cardiac disease in pregnancy. Curr Opin Obstet Gynecol 2002 Apr;14(2):137-43.
  12. Cardiac disease in pregnancy. ACOG technical bulletin number 168–June 1992. Int J Gynaecol Obstet 1993 Jun;41(3):298-306.
  13. Siu SC, Sermer M, Colman JM, Alvarez AN, Mercier LA, Morton BC, et al. Prospective multicenter study of pregnancy outcomes in women with heart disease. Circulation 2001 Jul 31;104(5):515-21.
  14. Devitt JH, Noble WH, Byrick RJ. A Swan-Ganz catheter related complication in a patient with Eisenmenger’s syndrome. Anesthesiology 1982 Oct;57(4):335-7.
  15. Bonow RO, Carabello BA, Chatterjee K, de LA, Jr., Faxon DP, Freed MD, et al. 2008 focused update incorporated into the ACC/AHA 2006 guidelines for the management of patients with valvular heart disease: a report of the American College of Cardiology/American Heart Association Task Force on Practice Guidelines (Writing Committee to revise the 1998 guidelines for the management of patients with valvular heart disease). Endorsed by the Society of Cardiovascular Anesthesiologists, Society for Cardiovascular Angiography and Interventions, and Society of Thoracic Surgeons. J Am Coll Cardiol 2008 Sep 23;52(13):e1-142.
  16. Nishimura RA, Carabello BA, Faxon DP, Freed MD, Lytle BW, O’Gara PT, et al. ACC/AHA 2008 guideline update on valvular heart disease: focused update on infective endocarditis: a report of the American College of Cardiology/American Heart Association Task Force on Practice Guidelines: endorsed by the Society of Cardiovascular Anesthesiologists, Society for Cardiovascular Angiography and Interventions, and Society of Thoracic Surgeons. Circulation 2008 Aug 19;118(8):887-96.
  17. Tomlinson MW. Cardiac Disease. In: David K James, editor. High risk pregnancy ; management options. 3rd ed. Philadelphia: Elsevier; 2005.

 

 

Read More
DM 1

โรคเบาหวานในสตรีตั้งครรภ์

โรคเบาหวานในสตรีตั้งครรภ์

อ.พญ.สุชยา ลือวรรณ


 

เบาหวานเป็นภาวะที่เกิดจากความผิดปกติเรื้อรังของคาร์โบไฮเดรตเมตาบอลิสมที่เกิดจากการขาดอินสุลิน(insulin) ทำให้เกิดลักษณะจำเพาะโรคคือ มีน้ำตาลสูงในระยะ post-pandrial หรือ fasting หรือทั้งสองกรณี จากสถิติของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่พบอุบัติการณ์ของโรคเบาหวานในหญิงตั้งครรภ์ ร้อยละ 9 และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นจากโรคอ้วน จึงอาจกล่าวได้ว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สูติแพทย์ต้องมีประสบการณ์ในการดูแลโรคเบาหวานในหญิงตั้งครรภ์ ในอดีตโรคเบาหวานในหญิงตั้งครรภ์ส่งผลต่อการแท้งและเสียชีวิตของทารก ( still birth) รวมทั้งการตายของมารดา (maternal mortality rate) ร้อยละ 40 ก่อนมีการใช้อินสุลินในการรักษา และลดลงเหลือร้อยละ 2 อย่างไรก็ตามยังคงเพิ่มภาวะแทรกซ้อนต่อทั้งมารดาและทารกโดยเฉพาะการเป็นเบาหวานก่อนการตั้งครรภ์

การเปลี่ยนแปลงในการใช้พลังงานของการตั้งครรภ์ปกติ

ในครรภ์ปกติมีการเปลี่ยนแปลงทางเมตาบอลิซึมหลายอย่าง เช่นภาวะดื้อต่ออินสุลินมากขึ้น ระดับอินสุลินมากขึ้น   ระดับไขมันในพลาสมาเพิ่มขึ้น กรดอะมิโนในเลือดลดลง ฯลฯ การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการใช้สารพลังงานในมารดาส่วนใหญ่ สืบเนื่องมาจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการคือ

  1. 1.HPL ที่เพิ่มระดับขึ้นตลอดการตั้งครรภ์ มีฤทธิ์สำคัญคือการสลายไขมัน และต้านอินสุลิน ทำให้ขณะตั้งครรภ์อยู่ในภาวะ diabetogenic state คือความสามารถในการนำน้ำตาลเข้าเซลล์ลดลง ทำให้มีภาวะ post-prandial hyperglycemia ร่างกายปรับตัวสร้างระดับอินสุลินเพิ่มขึ้นตามอายุครรภ์
  2. 2.fasting hypoglycemiaทั้งที่อยู่ในภาวะ diabetogenic state

เบาหวาน (Diabetes Mellitus)(1)

คำจำกัดความ: เบาหวานหมายถึงความผิดปกติเรื้อรังของเมตาบอลิซึมที่เกิดจากการขาดอินสุลิน ซึ่งอาจจะเป็นการขาดแบบสมบูรณ์หรือแบบสัมพัทธ์ ก่อให้เกิดลักษณะจำเพาะโรคคือ  มีภาวะระดับน้ำตาลสูงในระยะ  post-prandial หรือ fasting หรือทั้งสองกรณี มักมี ketosis  และการสูญเสียโปรตีนร่วมด้วยเมื่อโรคดำเนินไปยาวนานอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคหลอดเลือดเล็กๆมี microangiopathy โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จอตา และ glomerulus ของไต การทำงานของไตแย่ลง  และเร่งการเกิดเส้นเลือดแข็ง  การจำแนกประเภทของเบาหวาน การจำแนกตาม National Diabetic Data Group มีดังนี้คือ

  1. 1.Type Iเกิดจากการสร้างอินสุลินได้ไม่พอ มีการทำลาย pancreatic beta cell ต้องการอินสุลินป้องกัน ketosis ระดับอินสุลินต่ำ มีความสัมพันธ์กับ HLA-D histocompatibilityซึ่งอยู่บนโครโมโซมคู่ที่ 6 ถ่ายทอดทางพันธุกรรมไปยังบุตร แต่อัตราการถ่ายทอดต่ำกว่า type II โอกาสที่ทารกทั้งคู่ของแฝดไข่ใบเดียวกันเป็นโรคน้อยกว่าร้อยละ 50
  2. 2.Type II : ไม่จำเป็นต้องให้อินสุลินป้องกัน ketosis ถึงแม้ว่าอาจใช้อินสุลินแก้ไข hyperglycemia มีผู้ป่วยจำนวนมากอ้วนและดื้อต่ออินสุลิน  อัตราการถ่ายทอดทางพันธุกรรมสูง โอกาสที่ทารกทั้งคู่ของแฝดใบเดียวกันเป็นโรคมีได้ถึงร้อยละ 100 ไม่มีความสัมพันธ์กับ HLA ร้อยละ 40 ของพี่น้อง และ 1/3 ของลูก ๆ จะมีความผิดปกติของ OGTT หรือ overt DM

    ในปัจจุบัน จะไม่เรียกว่า Insulin-dependent Diabetes Mellitus หรือ Non-insulin-dependent Diabetes Mellitus แล้ว และไม่ใช้อายุเป็นเกณฑ์แบ่งกลุ่ม เนื่องจากพบว่า pancreatic beta cell จะเริ่มถูกทำลายได้ทุกช่วงอายุ โดยพบบ่อยช่วงก่อน 30 ปี แต่ในType II พบบ่อยเมื่ออายุมากขึ้นและสัมพันธ์กับคนอ้วน

  1. 3.ชนิดอื่น ๆ ได้แก่
  2. A.ความผิดปกติทางพันธุกรรม มีผลต่อการทำงานของ pancreatic beta
  3. B.ความผิดปกติทางพันธุกรรม มีผลต่อการทำงานของ insulin
  4. C.กลุ่มอาการทางพันธุกรรม เช่น ataxia-telangiectasia,dystrophy, Laurence-Moon-Biedl syndrome, Down, Klinefelter, Turner
  5. D.โรคของตับอ่อน เช่น ผ่าตัดตับอ่อน ตับอ่อนบกพร่อง hemochromatosis ตับอ่อนอักเสบ cystic fibrosis
  6. E.ความผิดปกติทางฮอร์โมน เช่น เพิ่มการหลั่งฮอร์โมนที่ต้านอินสุลิน อย่างเช่นใน acromegaly, Cushing’s syndrome, pheochromocytoma
  7. F.เกิดจากยาหรือสารเคมี เช่น ยาขับปัสสาวะที่ทำให้สูญเสียโปตัสเซียม corticosteroids insulin  phenytoin ยากลุ่ม psychoactive
  8. G.การติดเชื้อ เช่น congenitalcytomegalovirus coxsackievirus เป็นต้น
  9. 4.เบาหวานขณะตั้งครรภ์ (gestational diabetes, GDM)

เบาหวานขณะตั้งครรภ์ (gestational diabetes, GDM)

    คือเบาหวานที่วินิจฉัยขณะตั้งครรภ์   โรคเบาหวานเป็นภาวะแทรกซ้อนทางอายุรศาสตร์ที่สำคัญในสตรีตั้งครรภ์  ก่อให้เกิดอันตรายต่อทั้งมารดาและทารก  นอกจากนี้การตั้งครรภ์เองก็ทำให้โรครุนแรงมากขึ้น  อุบัติการณ์ของเบาหวานขณะครรภ์ประมาณร้อยละ  3-14  และพบมากขึ้นเมื่อสตรีตั้งครรภ์อายุมากขึ้นด้วย ส่วนใหญ่จะเริ่มวินิจฉัยได้ตั้งแต่ต้นไตรมาสที่ 3 หรือ ช่วง 24-28 สัปดาห์  การตรวจคัดกรองสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานจะช่วยให้วินิจฉัยโรค และให้การดูแลรักษาได้เร็วขึ้น

การจำแนกเบาหวานในสตรีตั้งครรภ์ เบาหวานในสตรีตั้งครรภ์แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

          1. เบาหวานที่วินิจฉัยครั้งแรกขณะตั้งครรภ์ (gestational DM)

          2. เบาหวานที่ได้รับการวินิจฉัยมาก่อนการตั้งครรภ์ (pregestational/overt  DM)

ตั้งแต่ปี 1986 ได้มีการใช้เกณฑ์การแบ่งชนิดของเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ของ White ที่ได้ออกมาในปี 1978 โดยแบ่งตามภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นในอวัยวะต่าง ๆ เช่น ตา ไต หัวใจ เป็นต้น ตั้งแต่ ปี 2001 ACOG ไม่ได้ใช้ตามเกณฑ์นี้แล้ว แต่ให้ความสำคัญกับช่วงเวลาที่วินิจฉัยว่าเป็นก่อนหรือระหว่างการตั้งครรภ์(2)

 

เบาหวานที่วินิจฉัยครั้งแรกขณะตั้งครรภ์ (Gestational  DM, GDM)

    เป็นเบาหวานที่ได้รับการวินิจฉัยครั้งแรกขณะตั้งครรภ์ ซึ่งนับเป็นร้อยละ 90  ของเบาหวานที่พบในสตรีตั้งครรภ์  อาจจะเป็นเบาหวานที่เป็นมาก่อนการตั้งครรภ์แต่ไม่ได้รับการวินิจฉัย  หรืออาจจะเป็นเบาหวานซึ่งปรากฏออกมาครั้งแรกเนื่องจากการตั้งครรภ์  สามารถแบ่งออกเป็น 2 ระดับความรุนแรง คือ

  • Class A1 (glucose intolerance) พบได้ร้อยละ 90 รักษาด้วยการควบคุมอาหาร
  • Class A2 (overt DM) หมายถึงมี fasting hyperglycemia คือระดับน้ำตาลมากกว่า 105 มก./ดล. รักษาด้วยอินสุลิน

    

ตารางที่ 1  การแบ่งเบาหวานในสตรีตั้งครรภ์ White Classification(3)

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_green.css]}

Class Onset Fasting plasma glucose 2-hr postprandial glucose การรักษา
A1 ตั้งครรภ์ < 105 มก./ดล.        < 120 มก./ดล.   ควบคุมอาหาร
A2 ตั้งครรภ์ > 105 มก./ดล.        > 120 มก./ดล.   อินสุลิน
Class Onset ระยะเวลาที่เป็น(ปี) โรคที่หลอดเลือด
B มากกว่า 20     น้อยกว่า 10           ไม่มี อินสุลิน
C 10-19         10-19 ไม่มี อินสุลิน
D ก่อน 10 มากกว่า 20 Benign retinopathy    อินสุลิน
F ไม่คำนึง ไม่คำนึง Nephropathy อินสุลิน
R ไม่คำนึง ไม่คำนึง Proliferative retinopathy อินสุลิน
H ไม่คำนึง ไม่คำนึง โรคหัวใจ อินสุลิน

 

ผลของโรคเบาหวานต่อการตั้งครรภ์

  • โอกาสเกิดทารกพิการในครรภ์ไม่เพิ่มขึ้น ต่างจาก overt DM
  • ถ้าควบคุมไม่ให้มี   postpandrial hyperglycemia
  • ระดับ Fasting glucose ที่มากกว่า 105 มกต่อดล. จะเพิ่มความเสี่ยงทารกเสียชีวิตในครรภ์ ช่วง 4-8 สัปดาห์สุดท้ายก่อนคลอด
  • ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะความดันโลหิตสูงและอัตราการผ่าตัดคลอดอาจเพิ่มขึ้น
  • ภาวะทารกตัวโต (Macrosomia) หมายถึงทารกที่มีน้ำหนักมากกว่า 4500 กรัม เกิดจากภาวะ hyperglycemia ในแม่ ซึ่งมักเกิดในครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ ทำให้น้ำตาลในทารกสูงด้วยไปกระตุ้นให้ตับอ่อนสร้างอินสุลินมากขึ้น (hyerinsulinemia)birth trauma สูงขึ้น
  • Neonatal hypoglycemia (ค่ากลูโคสต่ำกว่า 35 มก./ดล.)  เนื่องจากกลูโคสผ่านรกได้อย่างอิสระ ถ้าระดับน้ำตาลในแม่สูง ในทารกก็จะสูงด้วย กระตุ้นให้ตับอ่อนสร้างอินสุลิน หลังคลอดระดับของอินสุลินยังสูงอยู่ ทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดต่ำฉับพลัน สมองของทารกจะถูกทำลายเกิด cerebral palsy ได้

การตรวจคัดกรองและวินิจฉัย

1.การซักประวัติ

  • ประวัติโรคเบาหวานในครอบครัว
  •  ประวัติความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น  เช่น   คลอดบุตรน้ำหนักมากกว่า 4000 กรัม มีประวัติทารกตายคลอด หรือตายโดยไม่ทราบสาเหตุในขณะตั้งครรภ์

2.การตรวจร่างกาย

  • รูปร่างอ้วน
  • ตรวจครรภ์พบว่าครรภ์ใหญ่กว่าปกติ หรือพบครรภ์แฝดน้ำ (hydramnios)
  • ตรวจพบความผิดปกติของระบบต่าง ๆ จากเบาหวาน ความดันโลหิตสูงในขณะตั้งครรภ์

3.การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  • ตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ
  • การตรวจหาระดับน้ำตาลในกระแสเลือด โดยวิธี OGTT

การตรวจคัดกรองและวินิจฉัยในสตรีตั้งครรภ์ ในปัจจุบันมีหลายองค์กรได้เสนอแนวทางการตรวจคัดกรอง ทั้งนี้การเลือกใช้ก็ขึ้นกับความเหมาะสมและคุ้มค่าที่แตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่ ยึดตามแนวปฏิบัติขององค์การอนามัยโลก (WHO)ในปี 1999 และ American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG) ในปี 2001(2) ซึ่งสอดคล้องกับ 5th International Workshop-Conference on Gestational Diabetes Mellitus ในปี 2007 การตรวจคัดกรองสามารถทำในสตรีตั้งครรภ์ทุกราย (Universal screening) หรือ ทำเฉพาะรายที่มีความเสี่ยง ทั้งนี้ ACOG แนะนำไว้ทั้งสองแบบ ขึ้นกับความชุกของเบาหวานในแต่ละแห่ง ที่มีความชุกสูงให้ทำทุกราย ทำการตรวจแบบ 2 ขั้นตอน (2 step screening) โดยเริ่มจากการประเมินความเสี่ยง ตามแนวปฏิบัติดังตารางที่ 2

 

ตารางที่  2  เกณฑ์การแบ่งความเสี่ยงในการตรวจคัดกรองเบาหวานและแนวปฏิบัติ

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_green.css]}

ความเสี่ยง รายละเอียด แนวปฏิบัติ
ต่ำ
  • อายุน้อยกว่า 25 ปี
  • ดัชนีมวลกาย(BMI) น้อยกว่า 25
  • ไม่ใช่เชื้อชาติที่มีความชุกของเบาหวานขณะตั้งครรภ์สูง
  • ไม่มีประวัติความผิดปกติเมตาบอลิซึมของน้ำตาล
  • ไม่มีประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภ์และการคลอดที่ไม่พึงประสงค์
  • ไม่มีญาติสายตรงเป็นเบาหวาน
ไม่ต้องตรวจคัดกรอง   
ปานกลาง
  • ไม่ได้อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำและสูง
ตรวจคัดกรองในช่วงอายุครรภ์ 24-28 สัปดาห์
สูง
  • อ้วนมาก
  • เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
  • มีน้ำตาลในปัสสาวะ
  • ญาติสายตรงเป็นเบาหวาน
ตรวจคัดกรองให้เร็วที่สุด ถ้าผลปกติให้ตรวจซ้ำในช่วงอายุครรภ์ 24-28 สัปดาห์

 

วิธีการตรวจแบบ 2 ขั้น (Two step screening) (4)

1.การตรวจคัดกรองด้วย 50 กรัม Glucose challenge test

วิธี ให้รับประทานกลูโคสขนาด 50 กรัม ขณะอายุครรภ์ที่ 24-28 สัปดาห์ โดยไม่คำนึงถึงมื้ออาหารที่ผ่านมา ถ้าระดับ  Plasma glucose เท่ากับ 140 มก./ดล.หรือมากกว่า ถือว่าผิดปกติ (ความไว ร้อยละ 90 ผลทดสอบผิดปกติ ร้อยละ 15) ถ้าผิดปกติให้ตรวจวินิจฉัยต่อด้วย 100 กรัม OGTT

2.การตรวจวินิจฉัยด้วย 100 กรัม oral glucose tolerance test (OGTT)

วิธี   เจาะเลือดขณะอดอาหารและหลังให้รับประทานกลูโคส 100 กรัม ที่ 1, 2 และ 3 ชั่วโมงตามลำดับ เกณฑ์ที่ใช้วินิจฉัย ACOG แนะนำให้ใช้ของ Carpenter และ Coustan และ ของ The National Diabetes Data Group ดังแสดงในตารางที่ 3

 

ตารางที่ 3  ระดับน้ำตาลในเลือด จากการตรวจด้วย100 กรัม OGTT ตามเกณฑ์ของ Carpenter และ Coustan และของ The National Diabetes Data Group

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_green.css]}

 ช่วงเวลา ระดับน้ำตาล (plasma glucose)(มก./ดล.)
Carpenter and Coustan National Diabetes Data Group
ขณะอดอาหาร (FBS) 95 105
หลังรับประทานกลูโคส

  • 1  ชั่วโมง (1 hr-PPG)
  • 2  ชั่วโมง(2 hr-PPG)
  • 3  ชั่วโมง(3 hr-PPG)

 

  • 180
  • 155
  • 140

 

  • 190
  • 165
  • 145

การแปลผล

วินิจฉัย

  • Class A1 หรือ glucose intolerance FBS ปกติ แต่มีค่าผิดปกติ 2 ใน 3 ค่าของค่าที่ 1,2,3 ชั่วโมงหลังรับประทานกลูโคส
  • Class A2 หรือ overt DM ถ้าค่า FBS ผิดปกติ (ตรวจอย่างน้อย 2 ครั้ง)  
  • ในกรณีตรวจพบความผิดปกติเพียง 1 ค่า ของ 100 กรัม-OGTT แนะนำให้ตรวจซ้ำอีก 1 เดือน
  • ในบางกรณีอาจให้การวินิจฉัย GDM ได้โดยไม่จำเป็นต้องตรวจ 100 กรัม- OGTT ถ้า

              FBS > 126 มก./ดล.              Random plasma glucose > 200 มก./ดล. หรือ

              50 กรัม- GCT > 200 มก./ดล.

 

การตรวจคัดกรองตามแนวของ The International Association of Diabetes and Pregnancy Study Group (IADPSG) (5)

    ในปี 2008 มีรายงานของ The Hyperglycaemic and Adverse Pregnancy Outcomes (HAPO)(6-11) ที่ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับน้ำตาลในสตรีตั้งครรภ์กับผลลัพธ์การตั้งครรภ์ พบว่า ระดับน้ำตาลที่สูงขึ้นจะสัมพันธ์กับ อัตราการเกิดทารกตัวโต ระดับอินสุลินที่สูงขึ้นแต่ระดับน้ำตาลในทารกแรกคลอดต่ำ และอัตราการผ่าตัดคลอดที่สูงขึ้นด้วย ดังนั้น The International Association of Diabetes and Pregnancy Study Group (IADPSG) จึงได้นำเสนอแนวทางในการวินิจฉัยภาวะเบาหวานระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งอ้างอิงจากผลการศึกษาของ HAPO  แนะนำให้ตรวจคัดกรองในสตรีทุกราย(universal screening) และทำการตรวจเพียงขั้นตอนเดียว “1 step screening” ด้วย 75 กรัม-OGTT  ซึ่งรับประทานกลูโคส 75 กรัมและตรวจระดับน้ำตาล(plasma glucose)  3 ครั้ง คือ ก่อนอาหาร และหลังรับประทานกลูโคสที่ 1 และ 2 ชั่วโมง โดยใช้เกณฑ์ดังตาราง ซึ่งเกณฑ์การวินิจฉัยต่ำกว่าที่  ACOG แนะนำไว้ คาดว่าจะสามารถคัดกรองเบาหวานได้มากขึ้น 3 เท่า

เกณฑ์การวินิจฉัยตามแนว IADPSG

ตารางที่ 4   ระดับน้ำตาลในเลือด จากการตรวจด้วย 75 กรัม OGTT ตามเกณฑ์ของ The International Association of Diabetes and Pregnancy Study Group (IADPSG)

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_green.css]}

 ช่วงเวลา ระดับน้ำตาล (plasma glucose) (มก./ดล.)
ขณะอดอาหาร (FBS)   92
หลังรับประทานกลูโคส

  • 1  ชั่วโมง(1 hr-PPG)
  • 2  ชั่วโมง(2 hr-PPG)
  180
  153

 

1.ตรวจครั้งแรกที่มาฝากครรภ์ ด้วย FBS, HbA1C หรือ random

วินิจฉัย เบาหวานก่อนตั้งครรภ์   เมื่อ

  • FBS > 126 มก./ดล. หรือ
  • HbA1C > 6.5 % หรือ
  • Random BS > 200 มก./ดล. ให้ตรวจยืนยันด้วย FBS หรือ HbA1C อีกครั้ง

หมายเหตุ      

          ถ้า FBS มากกว่า 92 มก./ดล.  แต่น้อยกว่า 126 มก./ดล. ให้วินิจฉัยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์

    ถ้าปกติทั้งหมด ให้ตรวจด้วย 75 กรัม OGTT ซ้ำในช่วงอายุครรภ์ 24-28 สัปดาห์

 

  1. 2.ตรวจช่วงอายุครรภ์ 24-28 สัปดาห์ ด้วย 75 กรัม- OGTT โดยอาศัยเกณฑ์ ดังนี้
  • FBS > 126 มก./ดล.                        วินิจฉัยว่าเป็น เบาหวานก่อนตั้งครรภ์
  • FBS ปกติ ค่าอื่น ๆ ผิดปกติ 1 ค่า         วินิจฉัยว่าเป็น เบาหวานขณะตั้งครรภ์
  • ถ้า ปกติทั้งหมด                              ไม่มีภาวะเบาหวาน

 

เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีรายงานที่ศึกษาผลลัพธ์การตั้งครรภ์จากการวินิจฉัยภาวะเบาหวานด้วย 75 กรัม OGTT ตามเกณฑ์ของ IADPSG และการศึกษาเรื่องค่าใช้จ่ายกับความคุ้มค่า จาก ACOG Committee Opinion และ ADA ยังไม่แนะนำให้ใช้ วิธีการตรวจขั้นตอนเดียวด้วย 75 กรัม OGTT(12)

 

เบาหวานที่ได้รับการวินิจฉัยมาก่อนการตั้งครรภ์ (pregestational/overt  DM) (1)

            คือ ภาวะเบาหวานที่เป็นมาตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์  ซึ่งส่วนใหญ่ส่งผลกระทบต่อทั้งมารดาและทารก สามารถแบ่งออกเป็นหลายชนิดตามเกณฑ์ของ White classification ที่ส่งผลต่ออวัยวะต่าง ๆ กัน แต่พบว่าใน Type I DM จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิด preeclampsia

ผลของการตั้งครรภ์ต่อโรคเบาหวาน

  • ความต้องการอินสุลินไม่แน่นอน เนื่องจากรกสร้างฮอร์โมนที่มีฤทธิ์ต้านอินสุลิน ใน 20  สัปดาห์แรก ความต้องการอินสุลินจะลดลงประมาณ  1 ใน 3  ของปกติ  แต่ในช่วงหลังความต้องการอินสุลินจะสูงขึ้นมาก และประสิทธิภาพของอินสุลินในการควบคุมระดับน้ำตาลลดลง
  • ในสตรีตั้งครรภ์ปกติอาจจะตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะได้ เนื่องจากอัตราการกรองน้ำตาลผ่านไตมากขึ้นในขณะที่การดูดซึมกลับลดลง ทำให้ร่างกายเสียน้ำตาลทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น  และการควบคุมเบาหวานจะอาศัยปริมาณน้ำตาลที่ออกในปัสสาวะเป็นหลักไม่ได้

ผลของโรคเบาหวานต่อทารกในครรภ์และทารกแรกคลอด

  • ถ้าได้รับการดูแลอย่างดีการตายปริกำเนิดใน overt DM จะลดลงเหลือร้อยละ 2-4
  • การตายของทารกในครรภ์โดยไม่ทราบสาเหตุ  พบบ่อยขึ้นใน overt DM ซึ่งอาจเกิดจาก asphyxia, ketoacidosis  ซึ่งทารกที่เสียชีวิตจะตัวโตกว่าอายุครรภ์และเสียชีวิตก่อนที่จะเข้าสู่ระยะคลอด ตั้งแต่ 35 สัปดาห์เป็นต้นไป
  • ทารกพิการโดยกำเนิด : พบได้บ่อยขึ้นถึงร้อยละ 5type 1 DM   ซึ่งนับเป็นสาเหตุสำคัญของการตายในครรภ์ที่เป็นเบาหวาน โดยรวม ๆ พบว่าความพิการโดยกำเนิดเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่า  และสัมพันธ์กับการควบคุมน้ำตาลไม่ดีในช่วงปฏิสนธิและระยะตัวอ่อน และระดับ HbA1c สูง (เกินร้อยละ 10) ความผิดปกติที่พบได้บ่อยที่สุดคือ หัวใจ เช่น VSD ความผิดปกติที่อุบัติการณ์ต่ำมากบางอย่างกลับพบได้มากสูงขึ้นในมารดาที่เป็นเบาหวาน  เช่น   caudal  regression,   situs inversus  และ duplex ureter เป็นต้น 
  • เบาหวานไม่ได้เพิ่มความผิดปกติทางโครโมโซมของทารก
  • ทารกตัวใหญ่กว่าปกติ (macrosomia) จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะถ้าระดับ glucose มากกว่า 130 มก./ดล.
  • ทารกโตช้าในครรภ์ ในมารดาที่เป็นเบาหวานชนิดที่มีภาวะแทรกซ้อนของระบบหลอดเลือด เช่น retinopathy หรือ nephropathy เป็นต้น กลุ่มนี้เลือดจะไหลเวียนไปยังรกไม่เพียงพอ ทำให้เกิดปัญหา uteroplacental insufficiency จึงเกิดภาวะทารกโตช้าในครรภ์ตามมา 
  • การตายของทารกหลังคลอด พบสูงขึ้น 7 เท่าจาก respiratory distress syndrome (RDS) hypoglycemia, hypocalcemia, hyperbilirubinemia และการติดเชื้อ เป็นต้น
  • อัตราการเกิด RDS สูงขึ้น 5-6 เท่าจากพัฒนาการของปอดล่าช้า โดยเฉพาะการสร้าง  phosphatidylglycerol (PG) แม้แต่ L/S ratio เกิน 2 แล้วก็ยังอาจมี RDS ได้ เนื่องจาก PG ต่ำ    อย่างไรก็ตามการศึกษาใหม่ ๆ บ่งชี้ว่าผลพัฒนาการปอดช้าขึ้นกับอายุครรภ์มากกว่าจากเบาหวานเอง ถึงแม้เบาหวานจะมีผลนี้บ้างก็คงไม่มากนัก
  • Neonatal hypoglycemia  เนื่องจากกลูโคสผ่านรกได้อย่างอิสระ ถ้าระดับน้ำตาลในแม่สูง  ในทารกก็จะสูงด้วย กระตุ้นให้ตับอ่อนสร้างอินสุลิน หลังคลอดระดับของอินสุลินยังสูงอยู่ ทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดต่ำ
  • Hypocalcemia  คือ ระดับ calcium ของทารกแรกคลอดน้อยกว่า 8 มก./ดล.  อาจเกิดจาก ความผิดปกติของวงจรระหว่าง magnesium กับ calcium  asphyxia  หรือ preterm birth
  • Polycythemia เป็นผลจากการสร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นจากตับ  เนื่องจากทารกขาดออกซิเจนเรื้อรัง จาก diabetic microangiopathy พบได้ร้อยละ 40 ที่มี ระดับ hematocrit มากกว่า 65-70 %
  • Hypomagnesemia พบสูงขึ้นสัมพันธ์กับความรุนแรงของเบาหวาน
  • Renal vein thrombosis พบได้ในทารกที่คลอดจากมารดาที่เป็นเบาหวาน
  • Hypertrophic Cardiomyopathy พบประมาณร้อยละ 10-20 ของทารกที่เกิดจากมารดาที่เป็นเบาหวาน ส่วนใหญ่เกิดในรายที่มีภาวะทารกตัวโต และ hyperinsulinemia แต่จะหายไปภายใน 6 เดือนหลังคลอด
  • เด็กที่เกิดจากมารดาที่เป็น overt DM มีโอกาสเกิด type I DM ร้อยละ 1-3 ถ้าบิดาและมารดาเป็นเบาหวาน ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20

ผลของโรคเบาหวานต่อการตั้งครรภ์และการคลอด

  • การแท้ง : โดยทั่วไปแล้วไม่เพิ่มขึ้น แต่จะเพิ่มขึ้นในรายที่เป็น type I ที่ HbA1c สูงมากกว่า 12% หรือระดับน้ำตาลก่อนอาหารมากกว่า 12030
  • โอกาสการคลอดก่อนกำหนดเพิ่มขึ้น ทั้งที่มีข้อบ่งชี้ให้คลอดหรือเกิดขึ้นเอง ในบางการศึกษาเพิ่มสูงถึงร้อยละ 30 โดยส่วนใหญ่สัมพันธ์กับรายที่รุนแรงและควบคุมยาก หรือ มีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วย 
  • ภาวะครรภ์แฝดน้ำ จากการที่ทารกในครรภ์มีภาวะ hyperglycemia จึงทำให้สร้างปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีน้ำคร่ำปริมาณมาก
  • Hypoglycemia : ส่วนมากเกิดในครึ่งแรกของการตั้งครรภ์ จากการใช้อินสุลินในขนาดเดิมในขณะที่ความต้องการอินสุลินในระยะนี้ลดลง
  • Hyperglycemia : มักเกิดในครึ่งหลังของการตั้งครรภ์  ซึ่งเป็นอันตรายต่อทารกเพราะระดับน้ำตาลในทารกสูงด้วยไปกระตุ้นให้ตับอ่อนสร้างอินสุลินมากขึ้น ซึ่งเมื่อคลอดออกมาแล้วตับอ่อน ยังคงสร้างอินสุลินสูงอยู่ ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำในทารกแรกคลอดได้
  • ภาวะความดันโลหิตสูงเนื่องจากการตั้งครรภ์สูงขึ้นประมาณ 4 เท่า  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่มีโรคหลอดเลือดแอบแฝงอยู่ หรือรายมีพยาธิสภาพที่ไต nephropathy โดยที่ perinatal mortality เพิ่มสูงขึ้นถึง 20 เท่า ถ้ามี preeclampsia ร่วมกับ DM 
  • การติดเชื้อได้ง่าย พบได้ถึงร้อยละ 80 3 เท่า รวมถึงแผลผ่าตัดติดเชื้อหลังคลอด
  • อัตราการตายของมารดาเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในรายที่เป็นรุนแรง และควบคุมเบาหวานได้ไม่ดี  ส่วนมากเกิดจากketoacidosis ความดันโลหิตสูง PIH และกรวยไตอักเสบ class H มีอัตราการตายสูง
  • Diabetic  ketoacidosis  พบราวร้อยละ 1-3DM type I  เนื่องจากร่างกายสร้างอินสุลินไม่เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลังของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเสี่ยง เช่น hyperemesis gravidarum  ได้รับยายีบยั้งการคลอด กลุ่ม beta mimetic การติดเชื้อ รวมถึง corticosteroid เพื่อกระตุ้นการเจริญของปอดทารกในครรภ์   เพิ่มความเสี่ยงของทารกเสียชีวิตในครรภ์ถึงร้อยละ 20
  • ปัญหาอื่น ๆ ที่พบได้ เช่น การคลอดยากและอันตรายต่อช่องทางคลอด เนื่องจากทารกตัวใหญ่กว่าปกติ (macrosomia) การตกเลือดหลังคลอด พบได้มากขึ้นเนื่องจากทารกตัวใหญ่กว่าปกติและมี hydramnios

  

ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ

  • Diabetic  nephropathy :

โดยทั่วไปหมายถึง มี proteinuria มากกว่า 500 กรัมต่อวัน ถ้า ระดับ serum creatinie มากกว่า 1.5 มก./ดล. หรือ proteinuria มากกว่า 3 กรัมต่อวัน จะสัมพันธ์กับภาวะ end stage renal disease ซึ่งพบได้สูงถึงร้อยละ 30 ของรายที่เป็น type 1 DM และร้อยละ 4-20 ใน type 2 DM โดยเฉลี่ยพบหลังจากคลอดราว 6 ปี   แต่ถ้าควบคุมได้ดีจากรายงานของ Diabetes Control and Complications Trial ในปี 2002  โดยดูจากระดับ HbA1C ถ้าลดลงได้ ร้อยละ 10 จะลดโอกาสเกิด diabetic nephropathy ลงได้ถึงร้อยละ 25  โดยมีโอกาสเกิด end stage renal disease ภายใน 5-10 ปี ถ้ามี proteinuria มากกว่า 300 มก./ดล.  นอกจากนี้ยังสัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนทางสูติกรรมอื่น ๆ เช่น preeclampsia  ซึ่งถ้ามี chronic hypertension ร่วมกับ Diabetic  nephropathy จะมีโอกาสเกิด preeclampsia ถึงร้อยละ 60 ภาวะทารกโตช้าในครรภ์  ดังนั้นจึงควรมีการประเมินหน้าที่ของไต (serum creatinine, urine protein 24 hr ) ก่อนการตั้งครรภ์ หรือตรวจเป็นพื้นฐานในการฝากครรภ์ครั้งแรก

  • Diabetic retinopathy :

เป็นภาวะแทรกซ้อนที่จำเพาะใน type 1 และ  2 DM ความชุกจะสัมพันธ์กับระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน  พบได้ร้อยละ 8 ใน impaired glucose tolerance  ร้อยละ 13 ในรายที่เป็นเบาหวาน  ความผิดปกติเริ่มแรกคือการตรวจพบ micro aneurysm ขนาดเล็ก ต่อมามีการแตกของ aneurysm และมี serou fluid รั่วออกมา เป็น hard  exudates โดยเรียกลักษณะดังกล่าวว่า background หรือ nonproliferative retinopathy ซึ่งจัดเป็น class D  ถ้าโรคมีการลุกลามมากขึ้นเส้นเลือดทีผิดปกติจะมีการอุดตัน ทำให้เกิด retinal ischemia with infarction ทำให้เกิดลักษณะที่เรียกว่า cotton wound exudates ซึ่งจะกลายเป็น proliferative retinopathy จะจัดเป็น class R  มีการสร้างเส้นเลือดขึ้นใหม่ neovascularization ในบริเวณที่มีการขาดเลือด เมื่อเกิดการแตกของเส้นเลือดก็จะเกิด vitreous cavity ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียการมองเห็นและตาบอด ซึ่งสามารถรักษาได้ด้วยการทำ laser coagulation ดังนั้นในสตรีตั้งครรภ์ชนิด overt DM ควรได้รับการตรวจประเมินโดยจักษุแพทย์ตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ มีการตรวจติดตาของการตั้งครรภ์ทุกไตรมาส และให้การรักษาในรายที่โรคมีความรุนแรงโดยไม่เป็นข้อห้ามระหว่างการตั้งครรภ์

  • Diabetic neuropathy :

ในสตรีตั้งครรภ์ไม่ค่อยเกิด peripheral symmetrical sensorimotor diabetic neuropathy แต่มักเจอ diabetic gastropathy  ทำให้มีการคลื่นไส้ อาเจียน ทุพโภชนาการและควบคุมระดับน้ำตาลไม่ค่อยได้  สามารถรักษาโดยยากลุ่ม metoclopramide และ H2 receptor antagonists

การวินิจฉัย

    อาศัยการตรวจระดับน้ำตาลในช่วงก่อนตั้งครรภ์ ด้วยวืธีการสุ่มตรวจระดับน้ำตาล (Random glucose) หรือ 2 hr PPG จาก 75 กรัม OGTT มีค่า> 200 มก./ดล. หรือ FBS > 126 มก./ดล. หรือ HbA1C > 6.5 % ร่วมกับการมีอาการแสดงของภาวะเบาหวานเช่น น้ำหนักลด หิวน้ำ หรือปัสสาวะบ่อย มีการแท้งอาจิณ   ผลการตรวจสามารถแบ่งเป็น prediabetes หรือ impaired glucose tolerance ซึ่งในกลุ่มนี้มีแนวโน้มจะเกิดเบาหวานและโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคต ถ้าไม่เคยตรวจมาก่อนตั้งครรภ์แต่มาตรวจเจอก่อนอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ ก็ให้ถือว่าเป็น pregestational DM

การดูแลรักษา(2,12)

การตรวจติดตามระดับน้ำตาล

เป้าหมาย   FBS < 95 มก./ดล.                          ก่อนรับประทานอาหาร  < 100 มก./ดล. 

                  1 hr-PPG < 130-140 มก./ดล.          2 hr-PPG < 120 มก./ดล. 

                    ช่วง 02.00-06.00 น. > 60 มก./ดล.      HbA1C < 6

ควรตรวจติดตามระดับน้ำตาลอย่างน้อย 4 ครั้ง ต่อวัน ให้ตรวจก่อนอาหารมื้อเช้า ตามด้วยหลังอาหาร 1 หรือ 2 ชั่วโมง 3 มื้อ และอาจตรวจในช่วงก่อนนอนร่วมด้วย โดยพิจารณาเป็นราย ๆ ไป โดยส่วนใหญ่จะติดตามด้วย FBS และ 2 hr-PPG ในรายไม่ต้องใช้อินสุลิน

การควบคุมระดับน้ำตาล

การควบคุมอาหารและออกกำลัง โดยเฉลี่ยควรได้รับพลังงาน 30 กิโลแคลอรี/กก/วัน โดย American diabetic Association แนะนำการคำนวณพลังงานที่ควรได้รับจาก BMI ก่อนตั้งครรภ์ ดังนี้

  • BMI 20-25 kg/m2       ควรได้รับพลังงาน 30 กิโลแคลอรี/กก/วัน
  • BMI 25-34 kg/m2       ควรได้รับพลังงาน 25 กิโลแคลอรี/กก/วัน
  • BMI >34 kg/m2           ควรได้รับพลังงาน 20 กิโลแคลอรี/กก/วัน

ถ้าอยู่ในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ของการตั้งครรภ์ ให้เพิ่มอีก 300 กิโลแคลอรีต่อวัน ใน แต่ละวันจะประกอบด้วย

          คาร์โบไฮเดรต 55%     โปรตีน 20 %   ไขมัน 25 %

โดยแบ่งออกเป็น 3 มื้อหลักและของว่าง 1 มื้อ คือ มื้อเช้า : มื้อเที่ยง: มื้อเย็น: ก่อนนอน เป็น 2/7: 2/7: 2/7:1/7

     – หลีกเลี่ยงคาเฟอีน อาหารมัน รสจัด และแนะนำดื่มน้ำช่วงพักระหว่างมื้อ มากกว่าดื่มในช่วงมื้ออาหาร

     – การออกกำลังอย่างเหมาะสม : จะช่วยให้ดีขึ้น ดีกว่าควบคุมอาหารอย่างเดียว

ถ้าควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ตามเป้าหมายให้รักษาด้วยอินสุลิน

การรักษาด้วยอินสุลิน(Insulin) (13-15)   ใช้ในรายที่ไม่สามารถควบคุมอาหารได้ อาจให้นอนโรงพยาบาลเพื่อเริ่มและปรับขนาดอินสุลินที่เหมาะสม แล้วจึงอนุญาตให้กลับไปฉีดเองที่บ้านได้

  • การให้ Insulinจะ ผสม intermediate และ short-acting ขนาดโดยทั่วไป 20-30 ยูนิตต่อวัน แต่ปรับเปลี่ยนไปได้ตามความเหมาะสม 
  • Intermediate acting Insulin ที่นิยมใช้คือ NPH insulin(Insulatard, Humulin I)  โดยใช้ส่วนผสมของ intermediate acting insulin (NPH) และ short acting insulin (RI) ในอัตราส่วน 2:1 แบ่งฉีดวันละ 2 ครั้ง  ขนาดของการใช้ในช่วงเริ่มต้นนั้นแตกต่างกันในแต่ละไตรมาส
    • ไตรมาสแรก   ใช้ประมาณวันละ 0.7-0.8 ยูนิต/กก./วัน
    • ไตรมาสที่สอง ใช้ประมาณวันละ 0.8-1.0 ยูนิต/กก./วัน
    • ไตรมาสที่สาม ใช้ประมาณวันละ 0.9-1.2 ยูนิต/กก./วัน
    • NPH เป็น intermediate-acting insulin มี peak ของการออกฤทธิ์กว้างคือ  6-12 ชั่วโมง 
    • RI (regular insulin) ออกฤทธิ์เร็ว (15-30 นาที) และ peak ของการออกฤทธิ์แคบ (2-ชั่วโมง)
    • ถ้า ระดับ FBS สูงอย่างเดียว ให้รักษาด้วย intermediate acting insulin (NPH) ฉีดก่อนนอน เริ่มจากให้ 0.2 ยูนิต/กก. แล้วปรับตามความเหมาะสม
    • ถ้า ระดับ PPG สูงอย่างเดียว ให้รักษาด้วย short acting insulin (RI) ฉีดก่อนอาหาร โดยคำนวณจาก ยา 1.5 ยูนิตต่อ10 กรัมของคาร์โบไฮเดรต ในมื้อเช้า และ1.0 ยูนิตต่อ10 กรัมของคาร์โบไฮเดรตในมื้อเที่ยงและเย็น 

การรักษาด้วยยาชนิดรับประทาน(2,12,14,16)  สำหรับยาชนิดรับประทาน ยังไม่เป็นที่ยอมรับในการใช้รักษาเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เพราะปรับขนาดยาลำบาก ทำให้เกิด hypoglycemia และยังผ่านรกได้ทำให้ทารกแรกคลอดเกิด hypoglycemia  ยาที่ใช้ในระหว่างตั้งครรภ์ ได้แก่

Gilbencamide (Glyburide)

    เป็นยาลดระดับน้ำตาลในเลือดกลุ่ม sulfonylurea  ที่ออกฤทธิ์กระตุ้นการหลั่ง insulin จาก beta cell ซึ่งจะผ่านรกไปกระตุ้นให้เกิด fetal hyperinsulinemia  แต่คุณสมบัติของยาตัวนี้จะผ่านรกน้อยมาก สามารถให้ได้ในระหว่างการตั้งครรภ์  ในปี 2000 มีรายงานของ Langer และคณะ (2000) ศึกษาเปรียบเทียบการรักษาระหว่าง insulin กับ glyburide ในสตรีตั้งครรภ์ พบว่าสามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ทั้งคู่โดยที่ไม่พบภาวะแทรกซ้อนต่อทารก  แต่ร้อยละ 4 ต้องเปลี่ยนจาก glyburide มาเป็น insulin แทน เนื่องจากไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้  อย่างไรก็ดี ACOG และ ADA ก็ยังไม่แนะนำให้ใช้ในการรักษาเบาหวานในระหว่างการตั้งครรภ์

Metformin

    การศึกษาของ The Metformin in Gestational diabetes (MiG) ซึ่งเป็น RCT พบว่า metformin สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยเพื่อรักษาเบาหวานขณะตั้งครรภ์แต่ประสิทธิภาพในการควบคุมระดับน้ำตาลยังไม่ค่อยดี เมื่อเทียบกับ glyburide เพราะร้อยละ 46 ต้องเปลี่ยนมาใช้ insulin เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์

การดูแลรักษา

     หลักการสำคัญคือ ควบคุมน้ำตาลให้ได้ดีตลอดการตั้งครรภ์ ตรวจติดตามสุขภาพทารกในครรภ์ ป้องกันภาวะแทรกซ้อน ยุติการตั้งครรภ์ในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งประกอบด้วยแนวทางดังต่อไปนี้

การให้คำปรึกษาก่อนการตั้งครรภ์

เนื่องจากภาวะพิการโดยกำเนิดของทารกจากมารดาที่เป็นเบาหวานมีความสัมพันธ์กับระดับน้ำตาลในช่วงระยะแรกของการตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์จึงควรมีการวางแผนล่วงหน้า ควบคุมระดับน้ำตาลให้ได้ดีเสียก่อนแล้วจึงตั้งครรภ์ เพื่อลดความเสี่ยงของความพิการในทารก    

  • American Diabetes Association (2011) แนะนำให้ควบคุมระดับ HbA1C ให้น้อยกว่า ร้อยละ 7  โดยเฉพาะในช่วง 4-8 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ ถ้ามีระดับน้ำตาลสูง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อความพิการแต่กำเนิดของทารกในครรภ์ (16)
  • ดังนั้นสตรีวัยเจริญพันธ์ที่เป็นเบาหวานควรได้รับการให้คำปรึกษาที่เหมาะสมเกี่ยวกับการคุมกำเนิด และวางแผนการตั้งครรภ์ โดยหลีกเลี่ยงการใช้ยาในกลุ่มที่เป็น teratogen ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมก่อนตั้งครรภ์ คือ ให้ ระดับน้ำตาลก่อนมื้ออาหารอยู่ระห่าง 70-100 มก./ดล. หลังอาหาร น้อยกว่า 140 มก./ดล. และ 120 มด./ดล. ที่ 1ชั่วโมง และ2 ชั่วโมง ตามลำดับ 
  • เฝ้าระวังการลุกลามของโรคไปยังอวัยวะที่สำคัญเช่น  ไต ตา หัวใจ เป็นต้น
  • แนะนำให้ กรดโฟลิก 400 ไมโครกรัมต่อวัน ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ไปจนถึง อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิด neural tube defect

การดูแลระหว่างตั้งครรภ์และการคลอด

  • Class A1 ไม่จำเป็นต้องทดสอบสุขภาพในครรภ์เป็นพิเศษ แต่ควรเริ่มทดสอบเมื่อ 40 สัปดาห์  แต่ถ้ารักษาด้วย insulin (Class A2) หรือมี severe hyperglycemia
  • การพิจารณาให้คลอด ถ้าเป็น GDMA1 ไม่จำเป็นต้องรีบให้คลอดหรือ เร่งคลอด เพื่อป้องกันการคลอดยากหรือบาดเจ็บระหว่างคลอดจากทารกตัวโต ยกเว้นในรายที่อายุครรภ์ตั้งแต่ 40 สัปดาห์เป็นต้นไป หรือตั้งแต่ 38 สัปดาห์ ถ้าไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้  แต่ทั้งนี้ต้องแน่ใจในเรื่องพัฒนาการของปอด โดยทั่วไปแล้วถือว่าเมื่ออายุครรภ์ 38

 

 ตารางที่ 5   แสดงการประเมินสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_green.css]}

 ระยะก่อนตั้งครรภ์หรือตั้งแต่ฝากครรภ์ครั้งแรก  ไตรมาสที่สองและไตรมาสที่ 3
  • ระดับ creatinine  24-hr urine proteinและ creatinine clearance
  • ประเมินความดันโลหิต
  • ตรวจหา diabetic retinopathy
  • เพาะเชื้อในปัสสาวะ ตั้งแต่แรก เพื่อเอาไว้เปรียบเทียบ     
  • ระดับ HbA1C
  • คลื่นไฟฟ้าหัวใจ
  • Thyroid stimulation hormone
  • Exercise tolerate และ coronary heart disease
  • เพาะเชื้อในปัสสาวะ
  • ระดับ HbA1C
  • ประเมินการทำงานของไต
  • วัดความโลหิต  

 

  • กรณีต้องยับยั้งการเจ็บครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการให้ beta-agonist แต่อาจให้ calcium chanelblocker(nifedipine) หรือ magnesium sulfate แทน
  • โดยทั่วไปให้คลอดปกติทางช่องคลอด  ยกเว้น ถ้าประเมินน้ำหนักทารกได้ตั้งแต่ 4500 กรัม ขึ้นไปตาม ACOG (2001) สามารถพิจารณาให้ผ่าตัดคลอด
  • ระดับน้ำตาลจะกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว  ควรหยุดยาทั้งหมดที่ได้รับเมื่อมารดาเริ่มรับประทานอาหารได้หลังคลอด ไม่จำเป็นต้องจำกัดอาหารเหมือนก่อนคลอด 
  • การทดสอบความพร้อมสมบูรณ์ของปอดทารกในครรภ์โรคเบาหวาน class A,B,C มี delayed lung maturity ได้แม้ว่า L/S ratio จะมากกว่า 2  ส่วนใหญ่เป็นเพราะยังไม่มี PG ส่วนในโรคเบาหวาน class D,F,G  มักมีพัฒนาการของปอดเร็วกว่ากำหนด การทดสอบความพร้อมสมบูรณ์ของปอดจะช่วยในการพิจารณาการคลอดทารก ถ้าจะให้คลอดก่อนอายุครรภ์ 38 สัปดาห์ควรทดสอบความพร้อมของปอดทารกก่อน โดยการตรวจน้ำคร่ำหา
    • อัตราส่วนระหว่าง lecithin ต่อ sphingomyelin (L/S)
    • Foam stability test หรือ shake test
    • ระดับ phosphatidylglycerol (PG)
  • การรับไว้รักษาในโรงพยาบาล 
    • ผู้ป่วยทุกรายที่ควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดี ควรให้นอนโรงพยาบาลเพื่อควบคุมน้ำตาล
    • ในรายที่ต้องพึ่งอินสุลิน แนะนำให้รับผู้ป่วยไว้ในโรงพยาบาลตั้งแต่อายุครรภ์ 34 สัปดาห์ เป็นต้นไป
    • เนื่องจากอัตราการตายในครรภ์สูงเป็นสองเท่าในระยะท้าย ๆ ของการตั้งครรภ์ class A1 อาจไม่ต้องรับไว้ในโรงพยาบาลก่อนคลอดก็ได้ถ้าทุกอย่างปกติดี

สรุปแนวทางการดูแล

GDM      

  • class A1 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี อัตราการเสียชีวิตในทารกไม่แตกต่างกับการตั้งครรภ์ทั่วๆไป สามารถให้การดูแลแบบกลุ่มความเสี่ยงต่ำได้ ไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพทารกในครรภ์
  • Class A2 ที่ต้องรักษาด้วยอินสุลิน ให้ดูแลเหมือน overt DM เนื่องจากภาวะแทรกซ้อนมากกว่าปกติ ควรตรวจสุขภาพทารกในครรภ์

Overt DM

ไตรมาสแรก      

  • ประเมินและตรวจเพิ่มเติมเหมือนก่อนตั้งครรภ์
  • ตรวจอัลตราซาวด์ยืนยันอายุครรภ์ และคัดกรองความผิดปกติในช่วง 11-14 สัปดาห์ (NT)
  • ตรวจเลือดคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์ (serum marker) ในช่วง 11-14 สัปดาห์

ไตรมาสที่ 2      

  • ตรวจครรภ์ทุก 1-2 สัปดาห์ ติดตามระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ตรวจติดตามการทำงานของไต การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ระดับ HbA1C
  • ตรวจระดับ alpha-fetoproteinในมารดา ที่อายุครรภ์ 16-20 สัปดาห์ เพื่อคัดกรองความผิดปกติของระบบประสาทและไขสันหลัง (neural tube defect)
  • ตรวจอัลตราซาวด์คัดกรองความพิการของทารกร่วมกับตรวจหัวใจทารกโดยละเอียด ในช่วง 18-20 สัปดาห์

ไตรมาสที่ 3

  • ตรวจครรภ์ทุก 1 สัปดาห์ เฝ้าระวังภาวะความดันโลหิตสูง
  • ตรวจติดตามการทำงานของไต การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ระดับ HbA1C
  • ตรวจอัลตราซาวด์ติดตามอัตราการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ช่วง 28-32 สัปดาห์
  • ตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ ด้วย การนับลูกดิ้น ตั้งแต่ 28 สัปดาห์เป็นต้นไป และ nonstress test (NST) 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ตั้งแต่ 32 สัปดาห์ จนกระทั่งคลอด

การดูแลระยะคลอด

          ในผู้ป่วยที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีสามารถรอให้เจ็บครรภ์คลอดได้เอง หรือรอจนถึง 42 สัปดาห์ ในรายที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีแนะนำให้เร่งคลอดเมื่อตรวจพบความสมบูรณ์ของปอดทารก ในกรณีที่ประเมินน้ำหนักของทารกมากกว่า 4500 กรัม  ACOG(2001)แนะนำให้ผ่าตัดคลอดเพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บจากการคลอดเช่นการคลอดติดไหล่(2)

          ในรายที่ได้รับอินสุลิน เมื่อเข้าสู่ระยะคลอด(active labor) ให้งดน้ำและอาหาร และหยุดยาตอนเช้าแต่ให้ฉีด  intermediate-acting insulin ก่อนนอน และปฏิบัติดังนี้

  • ตรวจระดับน้ำตาลก่อนให้สารน้ำ
    • ถ้าน้อยกว่า 70 มก./ดล. ให้ 5% dextrose ในอัตรา 100-150 มล./ชม. (2.5 มก./กก./นาที)
    • ถ้ามากกว่า 70 มก./ดล. ให้ normal saline
  • ตรวจติดตามระดับน้ำตาลทุก 1 ชั่วโมง ให้มีค่าประมาณ 100 มก./ดล.
  • ให้ Regular (short-acting) insulin ถ้าระดับน้ำตาลมากกว่า 100 มก./ดล. โดยให้ในอัตรา 1.25 ยูนิต/ชม. ถ้ามากกว่า 140 มก./ดล. หรือน้อยกว่า 80 มก./ดล. ให้ปรับเพิ่มหรือลดครั้งละ 1 ยูนิต/ชม.
  • Diabetic ketoacidosis (DKA) เกิดได้ง่ายขึ้นในคนตั้งครรภ์ ในคนทั่วไปจะเกิดได้น้อย

การรักษาภาวะ Diabetic ketoacidosis (DKA)

    เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย พบได้ร้อยละ 10-15 ของสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ จะมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน หมดสติ ตรวจทางห้องปฏิบัติการ พบภาวะความเป็นกรดในเลือด (arterial pH < 7.3) ระดับ bicarbonate ในเลือดต่ำ (< 15 mEq/L) anion gap สูงขึ้น และระดับคีโตนในกระแสเลือดสูงขึ้น  แนวทางการรักษาดังแสดงในตาราง โดยไม่จำเป็นต้องให้คลอด ขึ้นกับข้อบ่งชี้ทางสูติศาสตร์ แต่ต้องตรวจติดตามสุขภาพทารกในครรภ์ด้วย continuous fetal heart rate monitor และให้การดูแลรักษาภาวะDKA อย่างเหมาะสม

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ    

  • arterial blood gas, blood sugar, ketones electrolyte ทุก 1-2 ชั่วโมง

ควบคุมระดับน้ำตาล              

  • Low dose insulin ทางหลอดเลือดดำ loading 0.2-0.4 ยูนิต/กก. ต่อด้วย 2-10 ยูนิต/ชม.

สารน้ำและอิเล็คโตรไลท์            

  •  Isotonic sodium chloride ให้ 4-6 ลิตร ใน 12 ชั่วโมงแรก โดยให้ 1 ลิตรในชั่วโมงแรก ตามด้วย 500-1000 มล./ชม. นาน 2-4 ชม. และ 250 มล./ชม และเริ่มให้ 5% dextrose ใน normal saline เมื่อระดับน้ำตาลต่ำกว่า 250 มก/ดล.
  • รักษาระดับของ โปตัสเซียม และ ไบคาร์บอเนต ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ให้โปตัสเซียม โดยเริ่มใน 2-4 ชม.คือเมื่อมีปัสสาวะออกดี ไม่ควรหยดเกิน 30-40 mEq/ชม. ร่างกายขาดโปตัสเซียม 200-400 mEq และการให้อินสุลินจะดึงความเข้มข้นต่ำลงไป
  • ไบคาร์บอเนต เลือกให้ในรายที่ acidosis รุนแรงก็พอ (pH < 7.0) และควรหยุด เมื่อ pH ถึง 7.20

 การดูแลระยะหลังคลอด

GDM             ให้หยุดอินสุลินทันทีหลังคลอด

Overt DM       ถ้าเริ่มรับประทานอาหารได้ ให้เริ่มอินสุลินหลังคลอดต่อ โดยลดขนาดยาลงครึ่งหนึ่ง ให้ตรวจติดตามระดับน้ำตาลทุก 4-6 ชั่วโมงหลังคลอด สามารถให้ short acting insulin  เป็นครั้งคราวได้ถ้าระดับน้ำตาลสูงกว่า 200 มก./ดล.

  • แนะนำให้ตรวจซ้ำ ภายใน 6-875 g OGTT เกณฑ์การวินิจฉัยเบาหวาน คือ FBS  > 126 มก./ดล. หรือ  2 hrPPG > 200 มก./ดล. ถ้าปกติให้ตรวจคัดกรองอย่างน้อยทุก 3 ปี เพราะ GDM จะมีโอกาสกลายเป็นเบาหวานแท้จริงในเวลา 22-28 ปี ถึงร้อยละ 50 หรือเพิ่มขึ้น 7 เท่า  ถ้าระหว่างตั้งครรภ์ มีระดับ FBS สูง เกิน 130 มด./ดล. ร้อยละ 86 จะกลายเป็น overt DM และ ร้อยละ 40 จะกลับเป็นซ้ำในครรภ์ต่อมา
  • การให้นมบุตร   ให้ได้ตามปกติ แต่ควรเพิ่มปริมาณอาหารและพลังงานต่อวันเป็น 500 กิโลแคลลอรี่/วัน
  • การคุมกำเนิด   วิธีการคุมกำเนิด ควรหลีกเลี่ยงชนิดที่มีเอสโตรเจนปริมาณสูง
    • ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนต่ำ มักไม่พบผลเสียต่อ DM
    • progestin-only pill, Norplant มีผลต่อเมตาบอลิซึมของคาร์โบฮัยเดรตน้อย

แม้ว่าเชื่อกันตลอดมาว่าห่วงอนามัยอาจเพิ่มการติดเชื้อในรายที่เป็นเบาหวานและควรบ่งห้าม แต่ก็มีการศึกษาที่      ยืนยันว่าสามารถใช้ได้ดีในรายที่เป็นเบาหวาน 

สรุป

    การดูแลรักษาสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวาน ความสำคัญอยู่ที่การประเมินความเสี่ยงและให้การดูแลควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติตั้งแต่ช่วงแรกของการตั้งครรภ์ เพื่อลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน และผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ ทั้งนี้แนวทางการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยในปัจจุบันมีหลายแบบ สำหรับโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ อ้างอิงแนวปฏิบัติของ ACOG 2011 ที่แนะนำให้ตรวจคัดกรองด้วย 50 กรัม GCT และวินิจฉัยด้วย 100 กรัม-OGTT โดยอาศัยเกณฑ์ของ National Diabetes Data Group

    

เอกสารอ้างอิง

  1. Cunningham FG, Leveno KJ, Bloom SL, Hauth JC, Rouse DJ, Spong CY. Williams Obstetrics 23rd ed. McGraw-Hill : New York, 2010: 1104.
  2. ACOG Practice Bulletin. Clinical management guidelines for obstetrician-gynecologists. Number 30, September 2001. Gestational diabetes. Obstet Gynecol 2001 Sep;98(3):525-38.
  3. American College of Obstetricians and Gynecologists: Diabetes and pregnancy. Technical Bulletin No. 200, December 1994
  4. Committee opinion no. 504: screening and diagnosis of gestational diabetes mellitus. Obstet Gynecol 2011 Sep;118(3):751-3.
  5. Metzger BE, Gabbe SG, Persson B, Buchanan TA, Catalano PA, Damm P, et al. International association of diabetes and pregnancy study groups recommendations on the diagnosis and classification of hyperglycemia in pregnancy. Diabetes Care 2010 Mar;33(3):676-82.
  6. The Hyperglycemia and Adverse Pregnancy Outcome (HAPO) Study. Int J Gynaecol Obstet 2002 Jul;78(1):69-77.
  7. Hadar E, Oats J, Hod M. Towards new diagnostic criteria for diagnosing GDM: the HAPO study. J Perinat Med 2009;37(5):447-9.
  8. Cosson E. Diagnostic criteria for gestational diabetes mellitus. Diabetes Metab 2010 Dec;36(6 Pt 2):538-48.
  9. Leary J, Pettitt DJ, Jovanovic L. Gestational diabetes guidelines in a HAPO world. Best Pract Res Clin Endocrinol Metab 2010 Aug;24(4):673-85.
  10. Mulla WR, Henry TQ, Homko CJ. Gestational diabetes screening after HAPO: has anything changed? Curr Diab Rep 2010 Jun;10(3):224-8.
  11. Kendrick JM. Screening and diagnosing gestational diabetes mellitus revisited: implications from HAPO. J Perinat Neonatal Nurs 2011 Jul;25(3):226-32.
  12. ACOG Practice Bulletin. Clinical Management Guidelines for Obstetrician-Gynecologists. Number 60, March 2005. Pregestational diabetes mellitus. Obstet Gynecol 2005 Mar;105(3):675-85.
  13. ACOG Committee Opinion No. 435: postpartum screening for abnormal glucose tolerance in women who had gestational diabetes mellitus. Obstet Gynecol 2009 Jun;113(6):1419-21.
  14. Gabbe S, Hill L, Schmidt L, Schulkin J. Management of diabetes by obstetrician-gynecologists. Obstet Gynecol 1998 May;91(5 Pt 1):643-7.
  15. Berger H, Crane J, Farine D, Armson A, De La RS, Keenan-Lindsay L, et al. Screening for gestational diabetes mellitus. J Obstet Gynaecol Can 2002 Nov;24(11):894-912.
  16. Basevi V, Di MS, Morciano C, Nonino F, Magrini N. Comment on: American Diabetes Association. Standards of medical care in diabetes–2011. Diabetes Care 2011;34(Suppl. 1):S11-S61. Diabetes Care 2011 May;34(5):e53.

 

 แผนภูมิที่ 1 การตรวจคัดกรองและวินิจฉัยเบาหวานขณะตั้งครรภ์ตาม ACOG 2001

DM 1

 

Read More
AFT 1a

การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์

 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์

อ.พญ. สุชยา ลือวรรณ


การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์เป็นสิ่งที่จะช่วยยืนยันว่าทารกในครรภ์ปลอดภัย ไม่มีภาวะคับขัน  เพราะในบางครั้งอาจมีปัญหาหรือความผิดปกติเกิดขึ้นกับสตรีตั้งครรภ์เองหรือทารกในครรภ์ เช่น ภาวะความดันโลหิตสูง ภาวะเบาหวาน การตกเลือดก่อนคลอด ลูกดิ้นน้อยลง การบาดเจ็บหรือกระแทกที่ท้อง ภาวะต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดปัญหากับทั้งมารดาและทารกทั้งสิ้น หรือแม้แต่ในรายที่เป็นการตั้งครรภ์ความเสี่ยงต่ำ ก็ยังจำเป็นที่จะต้องเฝ้าระวังและตรวจติดตามสุขภาพทารกในครรภ์ เพราะอาจมีปัญหาฉับพลันที่ส่งผลกระทบต่อทารกได้ทุกเมื่อ ดังนั้นจึงต้องระวังสุขภาพทารกในครรภ์ ซึ่งมีการตรวจหลายวิธีทั้งในระยะก่อนคลอดและระยะรอคลอด

การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์

          การเคลื่อนไหวของทารกจะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุครรภ์ที่เพิ่มขึ้น โดยจะเริ่มเคลื่อนไหวเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 7 สัปดาห์ เริ่มมี tone ให้เห็น พอช่วง 8-10 สัปดาห์ เริ่มมีการเคลื่อนไหวแบบบิดตัวไปมา งอและเหยียดตัว  อายุครรภ์ 12 สัปดาห์จะมีการเคลื่อนไหวแขน ขา แยกส่วน อายุครรภ์ 16 สัปดาห์ การเคลื่อนไหวจะลดลงเล็กน้อย เริ่มมีกำมือ ดูดนิ้วได้ ในไตรมาสที่ 2 มีการพัฒนาของโครงสร้าง แขน ขา และลำตัวชัดเจนขึ้น จึงมีการเตะ ถีบ ขยับแขน ยกไปมาได้ โดยตารางที่ 1 จะแสดงรูปแบบการเคลื่อนไหวของทารก ในช่วง 18-20 สัปดาห์ขึ้นไป การเคลื่อนไหวของทารกจะเป็นช่วงที่เคลื่อนไหวมากหรือน้อยไปเลย ทั้งนี้ขึ้นกับพัฒนาการ การสร้างฮอร์โมนต่าง ๆ ที่มีผลต่อพฤติกรรมของทารก 

ในไตรมาสที่ 3 จะเริ่มมีวงจรหลับตื่น  (Sleep wake cycle) ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 4 ระยะ(1) ดังนี้

State 1F(Quiescent state) ; พบได้ร้อยละ 30  เป็นช่วงที่ทารกหลับลึก มีการเปลี่ยนแปลงของการเต้นหัวใจน้อย ไม่มีการเคลื่อนไหการเต้นของหัวใจมีการเปลี่ยนแปลงน้อย อยู่ในพิสัยที่แคบ(narrow oscillation of fetal heart rate, decreased variability)

State 2F(Active sleep) ; พบได้ร้อยละ 58  ทารกมีการเคลื่อนไหวร่างกายบ่อยขึ้น มีการเคลื่อนไหวของตาตลอดเวลา เป็นการ มีการเปลี่ยนแปลงการเต้นหัวใจมากขึ้น อยู่ในพิสัยที่กว้างออก (wider oscillation of fetal heart rate, increased variability)

State 3F(Quiet awake)  ; พบได้น้อยมาก ทารกมีการเคลื่อนไหวของตาตลอดเวลา แต่ไม่มีการเคลื่อนไหวของร่างกาย และไม่มีการเปลี่ยนแปลงของการเต้นหัวใจ

State 4F(Active awake) ; พบได้ร้อยละ 9  ทารกตื่นเต็มที่ มีการเคลื่อนไหวของทารกมาก  มีการเคลื่อนไหวของลูกตาตลอดเวลา และมีการเปลี่ยนการเต้นของหัวใจอย่างสม่ำเสมอ

ทารกส่วนใหญ่ใช่เวลาอยู่ในช่วง state 1F และ 2F  ประมาณร้อยละ 75 ของเวลาทั้งหมดของทารกอยู่ในช่วงนี้ ช่วงเวลาหลับของทารกมีผลต่อการประเมินสุขภาพทารกในครรภ์ เพราะบางครั้งทารกอาจหลับลึกโดยอยู่ในระยะ 1F  ได้ถึง 20-75 นาที โดยเฉลี่ย 23 นาที   โดยถ้าประเมินสุขภาพทารกในครรภ์ด้วย non stress test(NST) จะ แปลผลว่า reactive ในช่วง 2F-4F    โดยรวมทารกจะอยู่ในภาวะตื่นประมาณ 40 นาที

ตารางที่ 1  แสดงลักษณะการเคลื่อนไหวของทารกในช่วงครึ่งหลังของการตั้งครรภ์(2;3)

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_blue.css]}

การรับรู้ของมารดา

ลักษณะการเคลื่อนไหวที่มองเห็นได้

ชนิดของการเคลื่อนไหว

ระยะเวลา/ความแรง

กลิ้งตัวหรือหมุนตัว

ลำตัวทั้งหมด

แบบกลิ้งหมุนตัวหรือเหยียดตัว

นาน 3-30 วินาที/ แรง

เตะ กระทุ้ง หรือสะดุ้ง

ลำตัว แขน ขา

แบบธรรมดา

สั้น ๆ 1-15 วินาที/แรง

ขยับหรือเตะเบา ๆ

ขา

แบบธรรมดา

สั้น ๆ 1วินาที/เบา

สะอึก

ทรวงอก และ แขน ขา

แบบความถี่สูง

เร็ว ๆ 1วินาที/เบา

         

เทคนิคการตรวจสุขภาพทารกในครรภ์

ระยะก่อนคลอด

1.   การนับลูกดิ้น (Fetal movement count)

          การที่มารดารู้สึกลูกดิ้น เป็นวิธีที่เก่าแก่ ประหยัดที่ใช้กันมานานในการบอกถึงสุขภาพของทารกในครรภ์  เพราะมารดาสามารถรับรู้การดิ้นหรือเคลื่อนไหวของทารกได้ตั้งแต่ไตรมาสที่สองและจะรู้สึกชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ  ในไตรมาสที่ 3 ดังนั้นถ้ามีปัญหาที่เกิดขึ้นฉับพลัน คนที่จะบอกได้ดีที่สุดคือมารดา โดยอาศัยการนับลูกดิ้น ดังนั้น การทำให้มารดาเห็นความสำคัญและใส่ใจต่อการนับลูกดิ้นอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอนั้นจึงมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในสังคมปัจจุบันที่สตรีตั้งครรภ์ต้องออกมาทำงานนอกบ้าน ทำให้ลืมหรือไม่มีเวลาสนใจนับลูกดิ้น  เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่สตรีตั้งครรภ์มาด้วยลูกไม่ดิ้น ส่วนใหญ่ทารกมักจะเสียชีวิตในครรภ์แล้ว ดังนั้นถ้าให้ความสำคัญตั้งแต่ลูกดิ้นน้อยลงปัญหาทารกเสียชีวิตในครรภ์ก็จะลดลง และจะสามารถช่วยชีวิตทารกเหล่านั้นได้อย่างทันท่วงที โดยแนะนำให้นับลูกดิ้นในสตรีตั้งครรภ์ทุกราย

การรับรู้ลูกดิ้น ในสตรีครรภ์แรก จะเริ่มรู้สึกตอนอายุครรภ์ 18 -20 สัปดาห์ ในขณะที่ครรภ์หลังจะรู้สึกเร็วขึ้นคือ ประมาณ 16-20 สัปดาห์ ทารกจะเคลื่อนไหวเยอะในช่วงอายุครรภ์ 28-34 สัปดาห์ หลังจากนี้จะค่อย ๆ ลดลง แต่ก็ยังมีการเคลื่อนไหวอยู่โดยที่มารดาอาจไม่รู้สึก โดยช่วงครบกำหนดพบได้ถึงร้อยละ 40  ในทารกปกติอาจมีการเคลื่อนไหวได้ตั้งแต่ 4-100 ครั้งต่อชั่วโมง ทารกจะดิ้นมากในช่วงเย็น

 วิธีนับลูกดิ้น

          การนับลูกดิ้นที่ใช้กันในปัจจุบันมีหลายวิธี ซึ่งขึ้นกับความสะดวกในการนำไปใช้ ดังแสดงในตารางที่ 2 แต่วิธีที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง คือ Count to ten โดย Piacquadio และ Moore(4) คือการนับการดิ้นของทารกในครรภ์ให้ครบ 10 ครั้ง  ในช่วงเวลา 2 ชั่วโมงต่อกัน ในท่านอนตะแคง  ซึ่งมารดาสามารถเลือกเวลาที่สะดวกตอนไหนก็ได้หรือเวลาที่ทารกดิ้นเยอะในช่วงเย็นก็ได้ โดยไม่จำเป็นทำหลังรับประทานอาหาร เพราะการเคลื่อนไหวของร่างกายทั้งตัวไม่สัมพันธ์กับระดับน้ำตาลในเลือด แต่ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 45 mg/dl อาจส่งผลต่อการขยับแขน ขา การหายใจ อัตราการเต้นของหัวใจหรือคลื่นเสียงดอพเลอร์ได้ ถ้านับลูกดิ้นไม่ถึง 10 ครั้ง แปลผลว่า ผิดปกติ  

ต่อมาได้มีการประยุกต์วิธีการนี้เปลี่ยนเป็น “Modified Cardiff count to ten” โดย Baskett และ Liston(5) คือ นับจำนวนเด็กดิ้นจนครบ 10 ครั้ง ในเวลา 4 ชั่วโมง ซึ่งนิยมให้นับในช่วงเช้า 8.00-12.00 น. ถ้ามีความผิดปกติ ในตอนบ่ายให้มาพบแพทย์ทันที ข้อดีคือถ้ามีปัญหาจะสามารถให้การดูแลได้ทันท่วงที เพราะถ้านับช่วงใดก็ได้ของวัน ถ้านับตอนกลางคืน ถ้าผิดปกติ บางรายกว่าจะมาพบแพทย์ก็เช้าวันรุ่งขึ้น ทารกในครรภ์จะยิ่งอยู่ในภาวะอันตรายสูง 

วิธีอื่นที่มีใช้กันอีกได้แก่ วิธีของ Sadovsky และ Polishuk(6)  คือ การนับลูกดิ้น 3 เวลาหลังมื้ออาหาร ครั้งละ 1 ชั่วโมง ถ้าน้อยกว่า 3 ครั้งต่อชั่วโมง แปลผลว่าผิดปกติ และถ้านับต่ออีก 6-12 ชั่วโมงต่อวัน รวมจำนวนครั้งที่ดิ้นใน 12 ชั่วโมงต่อวัน เรียกว่า “daily fetal movement record (DFMR)”  ถ้าน้อยกว่า 10 ครั้ง ถือว่าผิดปกติ  ทารกมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตในครรภ์ โดยที่จะยังสามารถได้ยินเสียงการเต้นของหัวใจอย่างน้อย 12 ชั่วโมงก่อนเสียชีวิต เรียกภาวะนี้ว่าเป็น “movement alarm signal (MAS)”

การที่ลูกดิ้นน้อยลง หมายถึงทารกอยู่ในภาวะอันตราย มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้ ดังนั้นถ้าหากมารดาพบว่า ทารกดิ้นน้อยลงหรือหยุดดิ้นไม่ว่าเป็นเวลาใดของแต่ละวัน ให้มาพบแพทย์ทันที และควรมีการบันทึกการดิ้นของทารกในแต่ละวัน ซึ่งทำให้แพทย์หรือเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลสามารถประเมินสุขภาพของทารกในครรภ์ได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว

ตารางที่ 2   แสดงวิธีการนับลูกดิ้นแบบต่าง ๆ

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_blue.css]}

ชื่อ

วิธีการ

แปลผลผิดปกติ

Pearson และ Weaver(7)

นับการดิ้น 12 ชั่วโมง ( 9.00 AM – 9.00 PM) ใน 1 วัน

ทารกดิ้นน้อยกว่า 10 ครั้ง

 

Sadovsky และ Polishuk(6)

นับ 2 – 3 ครั้งต่อวัน  ครั้งละ 30 นาที-1 ชั่วโมง  

ทารกดิ้นน้อยกว่า 3 ครั้ง/ชั่วโมง

Neldham(8)

นับ 3 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ  2 ชั่วโมงต่อวัน

ดิ้นน้อยกว่า 3 ครั้งต่อ 1 ชั่วโมง

Leader (9)

นับ 4 ครั้งต่อวัน  ครั้งละ 30 นาที

ทารกไม่ดิ้นเลยใน 1 วัน หรือดิ้นน้อย

กว่า 10 ครั้งต่อวัน ติดต่อกันสองวัน

ในการสังเกต 1 สัปดาห์

Rayburn(3)

นับอย่างน้อย 1 ชั่วโมงต่อวัน

ทารกดิ้นน้อยกว่า 3 ครั้ง/ชั่วโมงเป็นเวลา 2 ชั่วโมงติดต่อกัน

Piacquadio และMoore(4)

นับทารกดิ้นจนครบ 10 ครั้งไม่จำกัดเวลา

( Count to 10 movements)

ทารกดิ้นน้อยกว่า 10 ครั้ง/ชั่วโมงเป็นเวลา 2 ชั่วโมงติดต่อกัน

 

ภาวะลูกดิ้นเยอะ

            หมายถึง ทารกเคลื่อนไหวมากกว่า 40 ครั้งต่อชั่วโมง ในปัจจุบันถือว่าไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด ยังไม่มีการศึกษาที่ระบุว่ามีอันตรายใด ๆ ต่อทารกในครรภ์           

ภาวะลูกดิ้นน้อย

          สตรีตั้งครรภ์อย่างน้อย ร้อยละ 40 ให้ความสำคัญกับการนับลูกดิ้น และภาวะลูกดิ้นน้อย โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 3 ซึ่งลูกดิ้นน้อยจะสัมพันธ์กับภาวะขาดออกซิเจน การเจริญเติบโตช้าในครรภ์  การคลอดก่อนกำหนด ภาวะเครียดของทารกและทารกเสียชีวิตในครรภ์ การเคลื่อนไหวของทารกเป็นการตอบสนองของระบบประสาทสั่งการต่อภาวะขาดออกซิเจน แต่การที่มารดารู้สึกลูกดิ้นน้อยไม่ได้หมายความว่าทารกอยู่ในภาวะอันตรายเสมอไป บางที่เกิดจากปัญหาการรับรู้ลูกดิ้นของมารดาเองที่อาจเกิดจาก อายุครรภ์ที่ยังน้อยไป ปริมาณน้ำคร่ำที่มากและน้อยผิดปกติ ท่าทางของมารดาขณะที่รับรู้ เช่น ท่านั่ง นอนหรือยืน ตำแหน่งของทารกในครรภ์มาดาโดยเฉพาะส่วนหลังของทารก รกเกาะด้านหน้า เวลาที่มารดามีการเคลื่อนไหวหรือกิจกรรมอื่นอยู่ทำให้ไม่ได้ตั้งใจสังเกตลูกดิ้น หรือบางครั้งอาจเกิดจากทารกหลับ มารดาได้รับยาหรือสารต่าง ๆ  เช่น กลุ่มยานอนหลับ, ยาที่มีผลข้างเคียงทำให้ง่วงซึม เช่น  aldomet ซึ่งเป็นยาลดความดันโลหิต, กลุ่มยากระตุ้นประสาท เช่น theophylline, ยาหรือสารเสพติด เช่น โคเคน แอมเฟตามีน ยา indomethacine เป็นต้น

 

แนวปฏิบัติในภาวะลูกดิ้นน้อย

  • ประเมินวิธีการนับลูกดิ้นว่าถูกต้องหรือไม่ มีปัญหาลูกดิ้นน้อยจริงหรือไม่
  • ประเมินอายุครรภ์ที่ถูกต้อง
  • ประเมินความเสี่ยงหรือสาเหตุทั้งจากมารดาและทารกในครรภ์เอง
  • ตรวจร่างกายทั้งหมด และที่สำคัญต้องฟัง fetal heart rate (FHR)
  • ตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ด้วย NST  ในกรณีที่ไม่มี NST  อาจใช้ rapid biophysical profile ซึ่งเป็นการตรวจด้วยอัลตราซาวด์ดูปริมาณน้ำคร่ำร่วมกับการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์แทนได้
  • ถ้า NST  หรือ rBPP ผลปกติ แสดงว่าสุขภาพทารกในครรภ์ยังดีอยู่ ถ้าไม่ได้มีข้อบ่งชี้หรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ไม่จำเป็นต้องตรวจติดตามด้วย NST ให้นับลูกดิ้นต่อตามปกติ
  • ถ้า NST  หรือ rBPP ผลผิดปกติ ให้ตรวจยืนยันสุขภาพด้วยวิธีอื่นๆ ต่อ เช่น contraction stress test(CST) หรือ full BPP ต่อไป
  • ทุกรายที่มีภาวะลูกดิ้นน้อย แนะนำให้ทำการตรวจอัลตราซาวด์เพื่อประเมินความผิดปกติหรือพิการของทารก อัตราการเจริญเติบโต เพราะสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากภาวะทารกโตช้าในครรภ์ (fetal growth restriction)  ปริมาณน้ำคร่ำ ตำแหน่งรก และตรวจด้วยคลื่นเสียงดอพเลอร์เพิ่มเติมเพื่อยืนยันสุขภาพทารกในครรภ์

 

ประสิทธิภาพของการนับลูกดิ้น

          โดยสรุปวิธีการนับลูกดิ้นสามารถทำได้ง่าย ไม่ต้องอาศัยเครื่องมือใด ๆ ได้ผลดีและแนะนำให้ทำในสตรีตั้งครรภ์ทุกราย

 

2.  การประเมินน้ำคร่ำ (Amniotic fluid evaluation)

            การประเมินสุขภาพทารกในครรภ์ด้วยปริมาณน้ำคร่ำเป็นอีกวิธีหนึ่งนำมาใช้กัน เพราะสามารถทำได้ง่ายจากการตรวจด้วยอัลตราซาวด์ ปริมาณน้ำคร่ำสัมพันธ์กับการเกิด uteroplacental insufficiency ที่เกิดขึ้นเพราะการไหลเวียนของเลือดไปยังไตลดลง ไตทำงานลดลง ปัสสาวะจึงสร้างได้น้อยตามด้วย การประเมินปริมาณน้ำคร่ำจะช่วยทำนายสุขภาพทารกในครรภ์ โดยเฉพาะภาวะทารกโตช้าในครรภ์ ครรภ์เกินกำหนดได้ดี เกณฑ์การวินิจฉัยน้ำคร่ำน้อยที่นิยมใช้มี  2 แบบ คือ

  • วัดแอ่งลึกที่สุดของน้ำคร่ำ (Single deepest  pocket, SDP หรือ maximum vertical pocket, MVP)  ตรวจหาตำแหน่งของแอ่งน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่ไม่มีสายสะดือหรือตัวเด็กอยู่ให้วัดในแนวดิ่ง โดยต้องมีที่ว่างในแนวนอนอย่างน้อย 1 ซม   ถ้ามีขนาด 2 ซม หรือน้อยกว่า ถือว่ามีภาวะน้ำคร่ำน้อย(Oligohydramnios) วิธีนี้ทำได้ง่าย แต่ก็มีขีดจำกัดในการวัดเช่นกัน ได้แก่ บางรายแอ่งน้ำคร่ำไม่เรียบหาจุดเหมาะสมในการวัดยาก แอ่งน้ำคร่ำแปรไปตามการเปลี่ยนท่าของทารกด้วย บางรายปริมาณน้ำคร่ำอาจเพียงพอแต่คั่งอยู่ในแอ่งที่แบนกว้าง วัดในแนวดิ่งแนวเดียวอาจแปลผลว่าน้ำคร่ำน้อยได้ และค่าที่ถือผิดปกติอาจไม่เหมาะสำหรับทุกอายุครรภ์ก็ได้
  • วัดดัชนีปริมาณน้ำคร่ำ (Amniotic fluid index, AFI) ค่านี้ได้จากการผลรวมของค่าที่ได้จากการวัดแอ่งน้ำคร่ำที่ลึกที่สุดจากการแบ่งหน้าท้องมารดาเป็น 4 ส่วน เท่า ๆ กันโดยอาศัยแนวของสะดือและ linear nigra ถ้าน้อยกว่า 5 ซม.ถือว่ามีภาวะน้ำคร่ำน้อย (Oligohydramnios)    เกณฑ์ที่ใช้อาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อยตามแต่ละสถาบัน เช่น AFI น้อยกว่า 6 หรือ 7

 

3.      Non stress test (NST)

  เป็นการตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในสตรีตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูง วิธีนี้อาศัยหลักการการเปลี่ยนแปลงอัตราการเต้นของหัวใจ ดู fetal heart rate variability ซึ่งเป็นการตอบสนองของระบบประสาทอัตโนมัติต่อสิ่งกระตุ้น โดยมีการใช้มาก่อนในการตรวจสุขภาพทารกในระยะคลอด และต่อมาได้นำมาใช้ในระยะก่อนคลอด และตรวจด้วย electronic fetal monitoring ดู FHR pattern(10)

 รูปแบบการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์(fetal heart rate pattern)(11)

อัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ ในช่วงแรกจะค่อนข้างเร็ว เป็นผลจากระบบประสาท sympathetic เมื่ออายุครรภ์มากขึ้นอัตราการเต้นจะลดลงเป็นผลจากสมดุลของระบบประสาท sympathetic และ parasympathetic  ถ้ามีการกระตุ้นระบบประสาท sympathetic หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น แต่ถ้ากระตุ้นระบบประสาท parasympathetic หัวใจจะเต้นช้าลง ซึ่งมักเกิดจากการขาดออกซิเจน

FHR baseline           ทารกปกติจะอยู่ระหว่าง 110-160 bpm

FHR variability         คือ การแปรปรวนของการเต้นของหัวใจ ถ้าเป็นความแปรปรวนระหว่างการเต้นแต่ละครั้ง เรียกว่า beat to beat variability หรือ short term variability แต่ถ้าเป็นความแปรปรวนของ baseline FHR ในแต่ละช่วงเวลา เรียกว่า long term variability ซึ่งแบ่งตามขนาดของความแปรปรวนซึ่งบ่งชี้สุขภาพทารกในครรภ์ได้ดังนี้

  • Absent variability คือ ไม่มีความแปรปรวนของ FHR เมื่อมองด้วยตาเปล่า สัมพันธ์กับภาวะ asphyxia ของทารกในครรภ์สูง
  • Minimal variability คือ สังเกตเห็นความแปรปรวนของ FHR ได้แต่มีขนาดน้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 bpm สัมพันธ์กับภาวะ acidosis ของทารกในครรภ์ แต่อาจไม่มี asphyxia ก็ได้
  • Moderate (normal) variability คือช่วงขนาดของความแปรปรวนอยู่ระหว่าง 6-25 bpm มักพบในทารกปกติ
  • Marked variability คือ ความแปรปรวนของ FHR มากกว่า 25 bpm สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ และยังเป็นการตอบสนองต่อภาวะขาดออกซิเจน

FHR acceleration คือ การเพิ่มขึ้นของ FHR อย่างฉับพลัน มากกว่าหรือเท่ากับ 15 bpm และนานกว่า 15 วินาที แต่น้อยกว่า 2 นาที แต่ถ้านานกว่า 2 นาที แต่ไม่ถึง 10 นาที จัดเป็น prolonged deceleration  แต่ในรายที่อายุครรภ์น้อยกว่า 32 สัปดาห์ เกณฑ์การวินิจฉัยลดลงเป็น เพิ่มขึ้น 10 bpm นานกว่า 10 วินาที

FHR deceleration คือ การลดลงของ FHR ซึ่งแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ early variable และ late deceleration  ดังรูป

  • Early deceleration      คือ การลดลงของ FHR อย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไปและกลับคืนสู่ baseline อย่างช้า ๆ สัมพันธ์กับการหดรัดตัวของมดลูก โดยจุดตั้งต้นของการลดลงของ FHR จุดต่ำสุด และการกลับคืนสู่ baseline จะตรงกับจุดเริ่มต้นของการหดรัดตัวของมดลูก จุดสูงสุด และการคลายตัวของมดลูกกลับคืนสู่ baseline ตามลำดับ การลดลงของ FHR จะใช้เวลาจากจุดเริ่มต้นจนถึงจุดต่ำสุดมากกว่าหรือเท่ากับ 30 วินาที
  • Variable deceleration  คือ การลดลงของ FHR อย่างฉับพลัน สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า โดย FHR จะลดลงมากกว่าหรือเท่ากับ 15 bpm คงอยู่นานมากกว่าหรือเท่ากับ 15 วินาที และไม่นานเกิน 2 นาที โดยอาจจะสัมพันธ์กับการหดรัดตัวของมดลูกหรือไม่ก็ได้ การลดลงของ FHR จะใช้เวลาจากจุดเริ่มต้นจนถึงจุดต่ำสุดน้อยกว่า 30 วินาที
  • Late deceleration       คือ การลดลงของ FHR อย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไปและกลับคืนสู่ baseline อย่างช้า ๆ สัมพันธ์กับการหดรัดตัวของมดลูก โดยจุดตั้งต้นของการลดลงของ FHR จุดต่ำสุด และการกลับคืนสู่ baseline จะเกิดช้ากว่าจุดเริ่มต้นของการหดรัดตัวของมดลูก จุดสูงสุด และการคลายตัวของมดลูกกลับคืนสู่ baseline ตามลำดับ การลดลงของ FHR จะใช้เวลาจากจุดเริ่มต้นจนถึงจุดต่ำสุดมากกว่าหรือเท่ากับ 30 วินาที

 

ข้อบ่งชี้ในการตรวจ NST

            ครรภ์เสี่ยงสูงที่จำเป็นต้องเฝ้าระวังสุขภาพทารกในครรภ์ในระยะก่อนคลอดดังแสดงในตารางที่ 3

ตารางที่  3  แสดงข้อบ่งชี้ในการตรวจสุขภาพทารกในครรภ์

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_blue.css]}

ข้อบ่งชี้ในการตรวจสุขภาพทารกในครรภ์

Medical complication

Obstetrics complication

 Antiphospholipid syndrome

Poorly controlled hyperthyroidism

Hemoglobinopathies

Cyanotic heart disease

Systemic lupus erythematosis

Chronic renal disease

Type 1 diabetes mellitus

 Hypertensive disorders

Preeclampsia

Decreased fetal movement

Oligohydramnios / Polyhydramnios

Intrauterine growth restriction

Postterm pregnancy

Isoimmunization

Previous unexplained fetal demise

Multiple gestation

 

โดยแนะนำให้ตรวจสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งตามความเสี่ยง ถ้าความเสี่ยงสูงมาก เช่น ภาวะเบาหวานที่ควบคุมไม่ดี  ควรทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง แต่ถ้าในรายที่มีความรุนแรงสูง เช่น conservative management in severe preeclampsia with remote from term อาจต้องตรวจทุกวัน

AFT 1a

(a)

 AFT 1b

 (b)

 AFT 1c

 (c)

รูปที่ 1  แบบบันทึกการเต้นของหัวใจที่แสดง (a) early deceleration, (b) late deceleration และ (c) variable deceleration

วิธีการตรวจ

  • จัดท่า semi-Fowler หรือ ท่านอนตะแคงซ้าย  จะดีกว่าท่านอนหงายซึ่งมักทำให้เกิด supine hypotension มีผลต่อการแปลผล NST
  • วัดความดันโลหิต
  • ติดเครื่อง electronic fetal monitoring โดยติดหัวตรวจ tocodynamometer เพื่อบันทึกการหดรัดตัวของมดลูก ไว้ที่ตำแหน่งยอดมดลูก และหัวตรวจ FHR ไว้ที่ตำแหน่งหลังของทารกที่ได้ยินเสียงการเต้นของหัวใจชัดที่สุด
  • บันทึก นาน 20นาที ถ้ายังแปลผลไม่ได้ให้บันทึกต่ออีก 20 นาที รวมเป็น 40 นาที

 

การแปลผล

อาศัยเกณฑ์ของ Evertson และคณะ(12) ให้ดูจากลักษณะของรูปแบบการเต้นของหัวใจ โดยจะแปลผลเป็น reactive และ nonreactive (รูปที่ 1)

  • Reactiveหมายถึง การเพิ่มขึ้นของ FHR มากกว่าหรือเท่ากับ 15 bpm และนานกว่า 15 วินาที อย่างน้อย 2 ครั้งในช่วงการตรวจ  20 นาที อาจเกิดในช่วงใดของการตรวจภายใน 40 นาทีก็ได้ โดยระหว่างที่ตรวจสามารถกระตุ้นการเคลื่อนไหวด้วย artificial larynx กระตุ้นครั้งละ 1-2 วินาทีที่หน้าท้องมารดาซึ่งสามารถทำซ้ำได้ 3 ครั้ง  ถ้าอายุครรภ์น้อยกว่า 32 สัปดาห์ ให้ลดเกณฑ์ลง ให้มีการเพิ่มขึ้นของ FHR อย่างน้อย 10 bpm และนานกว่า 10 วินาที ก็ถือว่า reactive เช่นเดียวกัน โดยที่ FHR baseline อยู่ในช่วง 110-160 bpm และ baseline variability อยู่ในช่วง 5-25 bpm ดังรูปที่ 1
    • ใน reactive test อาจมี sporadic mild deceleration (amplitude < 40 bpm, duration < 30 วินาที) เกิดร่วมด้วยได้  หรือ ถ้า FHR อยู่ระหว่าง 150-170 bpm หรือ 100-110 bpm โดยที่ไม่มี deceleration ก็ถือว่าวางใจได้

 

 AFT 2

รูปที่ 2  แบบบันทึกการเต้นของหัวใจที่แสดง reactive NST

 

  • Nonreactive หมายถึง การเพิ่มขึ้นของ FHR ไม่เป็นไปตามเกณฑ์หรือไม่มีการเพิ่มขึ้นของ FHR เลยในการตรวจนาน 40 นาที

 AFT 3

รูปที่ 3  แบบบันทึกการเต้นของหัวใจที่แสดง nonreactive NST

 

แนวปฏิบัติ

  • ผล reactive  ให้ตรวจติดตามสุขภาพทารกตามความเสี่ยงเดิม
  • ผล nonreactive   ให้ตรวจยืนยันด้วยวีธีอื่นเพิ่มเติม เช่น contraction stress tesr(CST) หรือ biophysical profile(BPP) หรือ Doppler ultrasound เป็นต้น ร่วมกับการตรวจ ultrasound ประเมินความผิดปกติของทารกในครรภ์ ปริมาณน้ำคร่ำ ร่วมด้วย

 

ปัจจัยที่มีผลต่อ NST

          หมายถึงปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ  ปัจจัยทางมารดา ได้แก่ ได้รับยาลดความดัน เช่น beta-blocking agent จะลดระดับ baseline FHR ให้ต่ำลงและลดความถี่ของการเกิด acceleration ได้ ยากดประสาท เช่น barbiturate opiate จะทำให้ระยะ 1F ยาวนานขึ้น  ทำให้ variability และ acceleration ลดลง ในขณะที่การได้รับสารกระตุ้นบางอย่าง เช่น cocaine nicotine จะเพิ่ม baseline FHR แต่ละความแรงของ acceleration ทำให้ระยะเวลานาการตรวจนานขึ้น   ปัจจัยทางด้านทารกในครรภ์ เช่น อายุครรภ์ ถ้าก่อนกำหนดมาก ก็จะมี acceleration น้อย   การเกิด acute hypoxemia จะมีผลทันทีทำให้ทารกเคลื่อนไหวลดลง และไม่ค่อยมี acceleration ของ FHR  แต่ถ้าเป็น chronic hypoxia จะค่อยเกิด มักตรวจไม่เจอในทันทีต้องใช้เวลาเป็นวันหรือสัปดาห์ ขึ้นกับความรุนแรง

 

ประสิทธิภาพของ NST

          การใช้ NST ในการตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ จะช่วยลด antenatal mortality ได้เพียง 0.3/1000 และ perinatal death ได้ 2.3/1000 ทั้งนี้ NST ถือว่ามี ความจำเพาะสูง มากกว่าร้อยละ 90 แต่ความไวต่ำประมาณร้อยละ 50 ซึ่งก็คือมี ผลบวกลวงสูงนั่นเอง ดังนั้น NST reactive สามารถเชื่อมั่นได้ว่าทารกในครรภ์สุขภาพดี แต่ถ้า nonreactive ยังบอกไม่ได้ว่าทารกอยู่ในภาวะอันตรายจริงหรือไม่ต้องตรวจยืนยันเพิ่มเติมเพื่อให้การดูแลรักษาที่เหมาะสม

 

4.       Fetal acoustic stimulation test (FAST)(13;14)

อาศัยหลักการเดียวกับการตรวจ NST แต่มีการกระตุ้นด้วย กล่องเสียงเทียม (artificial larynx) ซึ่งมีความถี่  100 – 105 dB  หรือ 1000 – 2000 Hz เพื่อลดระยะเวลาในการตรวจ NST ให้สั้นลง ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ FHR baseline เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10 bpm ใน 10 วินาที อาจนานถึง 5-10 นาที ซึ่งจะช่วยทำให้ทารกที่อยู่ในระยะหลับ มีการตอบสนองส่งผลให้ผลตรวจ NST ดีขึ้นได้

วิธีการตรวจ

  • เตรียมการตรวจเหมือน NST
  • กระตุ้นด้วยกล่องเสียงเทียม (artificial larynx) โดยวางบนหน้าท้องหรือใกล้หน้าท้องมารดา (ไม่เกิน 30 เซนติเมตร)  กระตุ้นครั้งละ 1 – 3 วินาที ซ้ำได้ไม่เกิน 3 ครั้ง
  • บันทึกรูปแบบการเต้นของหัวใจโดย electronic fetal monitoring นาน 20-40 นาที

 AFT 4

รูปที่ 4 กล่องเสียงเทียม (นำมาจากgenxdad.blogspot.com)

 

การแปลผลและแนวปฏิบัติ

            ให้แปลผลจาก NST ถ้ามี acceleration ตามเกณฑ์ reactive ของ NST ถือว่าปกติ ถ้า nonreactive ให้ดูแลเหมือนรายที่ตรวจด้วย NST คือทำ การตรวจยืนยันด้วยวิธีอื่นต่อไป จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการทำ NST อย่างเดียว ความไวของ FAST จะน้อยกว่าคิดเป็นร้อยละ 93  แต่ความจำเพาะสูงกว่า คิดเป็นร้อยละ 45 ค่า positive predictive value ดีว่า คิดเป็นร้อยละ 67 รวมถึงความแม่นยำสูงกว่า เป็น ร้อยละ 83 ในการทำนายภาวะ Asphyxia ของทารกในครรภ์  และจาก Cochrane review สรุปว่าการตรวจด้วยวิธีนี้จะสามารถลดอุบัติการณ์ของ nonreactive NST ให้น้อยลงและลดระยะเวลาในการตรวจ NST ลงด้วย

 

5. Sound-provoked fetal movement (SPFM)

            เป็นอีกวิธีหนึ่งของการตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ที่สามารถทำได้ง่าย โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ เป็นการตรวจเบื้องต้นเพื่อหาว่าทารกรายได้มีความเสี่ยงต่อภาวะขาดออกซิเจน เพราะทารกที่ขาดออกซิเจนจะมีการตอบสนองของระบบประสาทช้าลง การเคลื่อนไหวลดลง  ในปี 1997 Westgren และคณะ(15)ศึกษาพบว่า ได้ตรวจโดยกระตุ้นทารกด้วยเสียงและสังเกตการดิ้นของทารก ถ้ามารดารับรู้ไดถึงการดิ้นหรือเห็นการเคลื่อนไหวของทารกทางหน้าท้องมารดา ถือว่าทารกปกติ

วิธีการตรวจ

  • ให้ผู้ป่วยนอนตะแคงซ้ายเล็กน้อย
  • •กระตุ้นทารกด้วยกล่องเสียงเทียม (Artificial larynx) โดยวางใกล้หน้าท้องมารดา (ไม่เกิน 30 เซนติเมตร) ที่บริเวณศีรษะทารก แล้วกระตุ้นนาน 3 วินาที สังเกตการดิ้นของทารกในครรภ์จากการรับรู้ของมารดาหรือเห็นเด็กดิ้นจากทางหน้าท้องหรืออัลตราซาวด์ 

การแปลผลและแนวปฏิบัติ

  • ผลปกติ
  • ผลผิดปกติNSTต่อ

          ในปี 1991 Chutiwongse S และคณะ(16)  ได้ทำการศึกษาพบว่า SPFM มีประสิทธิภาพดีในการตรวจติดตามสุขภาพทารกในครรภ์เบื้องต้น โดย มีความจำเพาะร้อยละ 99  แต่ความไวคิดเป็นร้อยละ 50 ซึ่งน้อยกว่า NST  และยังพบมีผลบวกลวงสูง เหมาะสำหรับในสถานพยาบาลที่ไม่มีเครื่อง electronic fetal monitoring

 

6.   Contraction stress test (CST)

        ในปี 1972 Ray และคณะ(17) ได้พัฒนาการตรวจวิธีนี้ใช้หลักการเดียวกับ NST แต่มีการเพิ่ม stress ก็คือการหดรัดตัวของมดลูกเข้าไป เพื่อดูการตอบสนองของระบบประสาททารกในครรภ์ที่จะแสดงออกมาทางรูปแบบการเต้นของหัวใจ วิธีนี้ใช้ประเมินภาวะ uteroplacental insufficiency ได้ดี โดยพบว่ามีการหดรัดตัวของมดลูก มีผลทำให้ระดับออกซิเจนลดลง ซึ่งในรายที่มีปัญหา uteroplacental insufficiency อยู่ก่อนแล้วนั้น จะมีระดับออกซิเจนต่ำ ถ้ามี stress ที่ลดระดับออกซิเจนลงไปอีก จะเกิด late deceleration ของ FHR ได้

        การตรวจด้วย CST จะทำในรายที่เป็น nonreactive NST  โดยวิธีการทำต้องมีการหดรัดตัวของมดลูกร่วมด้วย ถ้าไม่มีต้องชักนำให้เกิด ซึ่งมีวิธีการชักนำอยู่ 2 วิธี คือ การกระตุ้นด้วย oxytocin หรือ nipple stimulation ซึ่งจากการศึกษาพบว่าทั้งสองวิธีมีประสิทธิภาพดีพอ ๆ กัน  วิธีนี้ไม่สามารถทำได้ในทุกรายเนื่องจากต้องกระตุ้นให้มี การหดรัดตัวของมดลูก โดยห้ามทำในรายดังต่อไปนี้

  •  Preterm labor หรือมีความเสี่ยงสูงในการเกิด preterm labor.
  • Preterm premature rupture of membrane
  • มีประวัติผ่าตัดมดลูกหรือ classic cesarean delivery.
  • Placenta  previa
  •  Multiple gestation
  • Polyhydramnios เป็นต้น

 วิธีการตรวจ

  • จัดท่า semi-Fowler หรือ ท่านอนตะแคงซ้าย  จะดีกว่าท่านอนหงายซึ่งมักทำให้เกิด supine hypotension มีผลต่อการแปลผล NST
  • วัดความดันโลหิต
  • ติดเครื่อง electronic fetal monitoring โดยติดหัวตรวจ tocodynamometer เพื่อบันทึกการหดรัดตัวของมดลูก ไว้ที่ตำแหน่งยอดมดลูก และหัวตรวจ FHR ไว้ที่ตำแหน่งหลังของทารกที่ได้ยินเสียงการเต้นของหัวใจชัดที่สุด
  • บันทึกรูปแบบการเต้นของหัวใจ ระหว่างที่มีการหดรัดตัวของมดลูก ซึ่งควรมี 3 ครั้งใน 10 นาที นานครั้งละ 40-60 วินาที ถ้าไม่มีให้ชักนำด้วยวิธีดังต่อไปนี้
    • กระตุ้นด้วย oxytocin โดยให้ทางหลอดเลือดดำ เริ่มที่ 0.5 mU/เพิ่มได้ทีละ 2 เท่า ทุก 15-20 นาที จนกระทั่งมี การหดรัดตัวของมดลูก 3 ครั้งใน 10 นาที  แต่ละครั้งนาน 40-60 วินาที หรือ
    • การทำ nipple stimulation โดยใช้มือคลึงที่หัวนมทั้งสองข้างอย่างต่อเนื่อง หรือ คลึงไปมาที่หัวนมข้างเดียวนาน 2 นาที แล้วหยุด 5 นาที  ถ้าการหดรัดตัวยังไม่ถึงเกณฑ์ให้กระตุ้นแบบเดิมต่อ
  • late deceleration ของ FHR ทุกครั้งที่มีการหดรัดตัวของมดลูก ถึงแม้จะยังไม่ถึง 20 นาที หรือไม่ถึงเกณฑ์การหดรัดตัวที่น่าพอใจก็ให้หยุดทดสอบได้
  • หลังหยุดสังเกตการหดรัดตัวของมดลูก จนหายไป

 

การแปลผล(17;18)

  • ผล Negative หมายถึง ไม่มี deceleration ในขณะทำการทดสอบ โดยมีการหดรัดตัวของมดลูกอย่างน้อย 3 ครั้งใน 10 นาที นานครั้งละอย่างน้อย 40-60 วินาที
  • ผล Positive  หมายถึง มี Late deceleration มากกว่าครึ่งหนึ่งของการทดสอบที่มีการหดรัดตัวของมดลูก

 AFT 5

รูปที่ 5  แบบบันทึกการตรวจ FHR แสดง negative CST

 AFT 6 

รูปที่ 6  แบบบันทึกการตรวจ FHR แสดง positive CST

  • ผล Equivocal มี 3 แบบ
    • Suspicious หมายถึง มี Late deceleration น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของการทดสอบ
    • Hyperstimulation หมายถึง มี Late deceleration ขณะที่มีหรือตามหลังการหดรัดตัวของมดลูกที่นานกว่า 90 วินาที หรือบ่อยกว่าทุก 2 นาที แต่ถ้ามีการหดรัดตัวบ่อยโดยที่ไม่มี late deceleration ให้แปลผลเป็น negative
    • Unsatisfied หมายถึงไม่สามารถทำ ให้มีการหดรัดตัวของมดลูกที่เหมาะสมได้ หรือคุณภาพการบันทึกไม่ดี แปลผลไม่ได้

วิธีนี้ มีความไวคิดเป็นร้อยละ 50  ความจำเพาะมากกว่าร้อยละ 80  และพบผลลบลวงน้อย แต่ผลบวกลวงยังสูงเล็กน้อยคือร้อยละ 30  สามารถตรวจซ้ำได้ทุกสัปดาห์  แต่เป็นการตรวจยืนยันสุขภาพทารกในครรภ์ที่นับว่ายุ่งยาก และอันตรายต่อมารดา เพราะอาจเกิดการคลอดก่อนกำหนดได้ โดยเฉพาะในรายที่ต้องชักนำการหดรัดตัวของมดลูก  ใช้เวลาตรวจนาน บางครั้งอาจแปลผลไม่ได้ ดังนั้นปัจจุบันจึงไม่เป็นที่นิยม ยกเว้นในรายที่มีการหดรัดตัวของมดลูกมาเองโดยไม่ต้องกระตุ้นก็สามารถประเมินสุขภาพทารกด้วยวิธีนี้ได้เลย ด้วยเหตุนี้จึงมีการพัฒนาการตรวจยืนยันสุขภาพทารกในครรภ์ด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น biophysical profile มาใช้แทน CST

 

7.   Biophysical profile (BPP)

               ในปี ค.ศ. 1980 Manning(19) ได้เสนอการตรวจสุขภาพทารกในครรภ์โดยอาศัยการประเมินพฤติกรรมหลายๆอย่างร่วมกัน เพื่อลดผลบวกลวง โดยรวมเอาพฤติกรรมที่เป็นสัญญาณเฉียบพลัน (acute marker) และสัญญาณเรื้อรัง (chronic marker) แทน NST หรือ CST ซึ่งเป็นการตรวจแต่เพียงการเต้นของหัวใจ ซึ่งเป็นสัญญาณเฉียบพลันอย่างเดียวเพื่อลดผลบวกลวงจากการตรวจทั้งสองวิธี

 

สัญญาณเฉียบพลัน (Acute marker)

               การเต้นของหัวใจ การเคลื่อนไหว การหายใจ และ tone ของกล้ามเนื้อ จัดเป็นสัญญาณเฉียบพลัน ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาจะถูกควบคุมด้วยระบบประสาทส่วนกลาง (central nervous system, CNS) ที่ไวต่อภาวะขาดออกซิเจนแตกต่างกัน ดังนั้นถ้ามีความผิดปกติหรือไม่พบพฤติกรรมเหล่านี้แสดงถึงความผิดปกติของสภาวะสมดุลกรด-ด่างภายในร่างกายขณะที่ตรวจ  แต่ถ้าพฤติกรรมเหล่านี้ยังปรากฏให้เห็นแสดงว่าระบบประสาทส่วนกลางยังทำงานได้ดีอยู่  การหายไปเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่ได้หมายความว่า ทารกอยู่ในภาวะคับขัน ขาดออกซิเจน หรือมีภาวะ acidosis แต่อาจเป็นแค่ความแปรปรวนของพฤติกรรม เช่น อยู่ในวงจรหลับตื่น (sleep cycle) หรือได้รับสารที่มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางซึ่งจะเกิดเพียงชั่วคราวเท่านั้น มักพบได้บ่อยเวลาตรวจดูการหายใจและการเคลื่อนไหวที่อาจตรวจไม่พบในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงแค่ 20-40 นาที  

               ภาวะขาดออกซิเจน ไม่จำเป็นที่จะต้องพบร่วมกับ acidosis เสมอไป ถ้ามีภาวะขาดออกซิเจนแบบฉับพลัน  จะตรวจพบความผิดปกติของสัญญาณต่าง ๆ ได้แก่ nonreactive NST การหายใจและการเคลื่อนไหวลดลง แต่ถ้าเป็นภาวะขาดออกซิเจนแบบรุนแรง ทารกจะหยุดเคลื่อนไหวและ tone ก็หายไปด้วย โดยภาวะขาดออกซิเจนที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อพฤติกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะเรียงลำดับตามพัฒนาการของพฤติกรรม จากการศึกษาของ Vintzileos ในปี ค.ศ. 1983(20) พบว่า tone จะเริ่มมาแรกสุด คือ พบได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 7-8 สัปดาห์ ตามด้วยการเคลื่อนไหวตอนอายุครรภ์ 10  สัปดาห์ การหายใจเริ่มปรากฏอายุ  20 สัปดาห์และสุดท้าย variability ของการเต้นของหัวใจซึ่งจะเกิดหลังสุด โดยพบในช่วงไตรมาสที่ 3   ดังนั้นสิ่งที่เกิดก่อนมักจะหายไปหลังสุด และสิ่งที่เกิดหลังสุดเมื่อมีภาวะขาดออกซิเจนก็จะแสดงให้เห็นเป็นอย่างแรก

  

สัญญาณเรื้อรัง (Chronic marker)

           เป็นลักษณะที่เกิดมานาน เรื้อรัง ไม่ได้เพิ่งเกิด ณ ขณะนั้น เช่น ปริมาณน้ำคร่ำลดลง เกิดจากภาวะ redistribution ของเลือดที่กระจายไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกายจะไหลเวียนไปยังอวัยวะที่สำคัญเพิ่มมากขึ้น ทำให้การไหลเวียนของเลือดไปที่ไตน้อยลง มีผลลดการสร้างปัสสาวะของทารกในครรภ์ ทำให้ปริมาณน้ำคร่ำน้อย ซึ่งจะเกิดแบบค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป  อีกอย่างที่จัดเป็น สัญญาณเรื้อรัง คือ ลักษณะของรก ถ้าในรายที่รกเริ่มมีการเสื่อมสภาพ จะดูได้จากการแบ่ง grade ถ้า อยู่ใน grade 3 คือมี calcification ภายในจะทำให้การไหลเวียนและแลกเปลี่ยนสารอาหารไม่ดี  พบว่าร้อยละ 44 จะสัมพันธ์กับ abnormal fetal heart rate pattern และร้อยละ 14.8 สัมพันธ์กับภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด (placental abruption)

 

Parameter ที่ใช้ในการประเมิน biophysical profile ได้แก่

  • การหายใจ (fetal breathing movement, FBM)

               ทารกในครรภ์ โดยปกติจะได้รับออกซิเจนจากเลือด ดังนั้นการหายใจด้วยปอดจึงยังไม่จำเป็นมากนัก แต่ก็ยังต้องมีอยู่เพื่อให้เกิดการไหลเวียนของนํ้าครํ่า ทำให้มีการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์ของปอด fetal breathing movement จัดเป็นการเคลื่อนไหวแบบ paradoxical คือ ในจังหวะหายใจเข้า จะมีการยุบเข้าของทรวงอกกะบังลมจะเลื่อนต่ำลงไปด้วย แต่ในขณะหายใจออก ทรวงอกจะขยายทางด้านข้าง ส่วนกะบังลมจะเลื่อนขึ้นตามไปด้วย  ถ้ามีการเคลื่อนไหวของทรวงอกและกะบังลมหรือสะอึกนานต่อเนื่อง อย่างน้อย 30 วินาทีตั้งแต่หนึ่งครั้งเป็นต้นไปใน 30 นาที ถือว่าปกติ  การหายใจยังสัมพันธ์กับอายุครรภ์ ปริมาณออกซิเจนที่ได้รับ ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดแม่ หรือ การได้รับยากดประสาทอื่น ๆ  ทารกจะหายใจมากหลังอาหารเช้า และจะน้อยลงเรื่อยๆจนตํ่าสุดในเวลา 19.00 – 24.00 น.และ เริ่มอีกในเวลา 4.00 – 7.00 น. และสามารถหยุดหายใจได้นานถึง 122 นาที ถ้าในรายที่มีภาวะดังกล่าว อาจต้องใช้เวลาในการตรวจเพื่อดูการหายใจของทารกนานขึ้น ถ้าหยุดหายใจไปนาน แต่ยังขยับหรือเคลื่อนไหวส่วนอื่น ๆ ได้ดี ก็ถือว่าสุขภาพยังดีอยู่  มีบางกรณี เช่น การเกิดภาวะ acidosis ของทารกในครรภ์ พบได้บ่อยในมารดาที่เป็นเบาหวาน อาจพบการหายใจของทารกอย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าไม่มีการเคลื่อนไหวหรือพฤติกรรมอื่น ๆ เลย ในกรณีนี้ถือว่าทารกอยู่ในภาวะเสี่ยงสูง ไม่น่าไว้วางใจ

  • การเคลื่อนไหว (fetal movement และ tone)

การตรวจ tone(fetal tone, FT)  คือ การเคลื่อนไหวแบบเหยียดงอของแขนขา หรือ กำและคลายมือ (flexion และ deflexion) จะทำได้ยากขึ้นถ้าทารกอยู่ในท่างอตัว  ทำให้เห็นการเคลื่อนไหวไม่ค่อยชัด แต่ถ้า  tone หายไปจริง เช่น เหยียดแล้วไม่คลาย  หรือกำมือแล้วไม่ปล่อย แสดงว่าผิดปกติ มีโอกาสเกิด acidosis ของทารกในครรภ์ค่อนข้างสูง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงของทารกเสียชีวิตในครรภ์ ถ้ามีการเคลื่อนไหว ในลักษณะกำและคลายมือเต็มที่และกำมือใหม่ หรือ งอแล้วเหยียดของลำตัวหรือ แขนขา โดยต้องเป็นลักษณะของ complete flexion อย่างน้อย 1 ครั้ง แปลผลว่าปกติ

การเคลื่อนไหว (fetal movement, FM)  การขยับแขนขาหรือมือ แตะแรงหรือเบา ก็จัดว่าเป็นการเคลื่อนไหวของทารกได้หมด  โดยต้องเห็นอย่างน้อย 3 ครั้งใน 30 นาที  การเคลื่อนไหวของแขนขาและลำตัว พร้อม ๆ กัน ถือว่าเป็น 1 ครั้ง ไม่นับแยกกัน

  • Non stress test (NST)

               การตรวจ non stress test เป็นการประเมินสุขภาพทารกในครรภ์ โดยอาศัยความสัมพันธ์ระหว่าง จังหวะการเต้นหัวใจทารกที่เร็วขึ้น ในขณะที่ทารกดิ้น การเต้นหัวใจทารกถูกควบคุมด้วย โดยระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในแต่ละช่วงจังหวะของการเต้นของหัวใจ(Beat to beat variability) เนื่องระบบประสาทอัตโนมัติยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ และหัวใจจะเต้นเร็วขึ้นเมื่อทารกเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะลดลงถ้ามีภาวะขาดออกซิเจน หรือมีความผิดปกติของระบบประสาท จังหวะที่เร็วขึ้นของหัวใจ (fetal heart acceleration) จะเปลี่ยนแปลงตามอายุครรภ์ คือถ้าอายุครรภ์ตั้งแต่ 32 สัปดาห์ขึ้นไป หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น 15 ครั้ง/นาที นาน15 วินาที เมื่อทารกดิ้น ถ้าอายุครรภ์ตํ่ากว่า 32 สัปดาห์จะเพิ่ม 10 ครั้ง/นาที นาน มากกว่า 10 วินาที ในการตรวจ NST จะใช้เวลาประมาณ 20 นาที ถ้ามีการดิ้น 2 ครั้ง และอัตราการเต้นหัวใจเพิ่มขึ้นดังกล่าว แสดงว่าการทดสอบให้ผลลบ หรือเรียกว่า reactive นั่นคือทารกมีสุขภาพดี อย่างน้อยภายใน 7 วันหลังการตรวจ ถ้า 20 นาทีแรกทารกไม่ดิ้นเลยให้ขยายเวลาตรวจไปเป็น 40 นาที เพราะทารกอาจหลับได้

  • ปริมาณน้ำคร่ำ (amniotic fluid measurement)

      น้ำคร่ำถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสุขภาพทารกในครรภ์  ซึ่งจะมีความหมายมากในรายที่น้ำคร่ำน้อย เพราะบ่งชี้ได้ถึงภาวะเครียดของทารกทำให้สร้างปัสสาวะได้น้อย หรือ อาจเป็นปัจจัยให้เกิดภาวะขาดออกซิเจน ได้อีกด้วย  ปริมาณน้ำคร่ำในที่นี้ใช้แอ่งที่ลึกที่สุด (deep vertical pocket, DVP) ซึ่งวัดด้วยอัลตราซาวด์ โดยวางหัวตรวจให้อยู่ในแนวตั้ง หาแอ่งที่มีน้ำคร่ำลึกมากที่สุด โดยที่ไม่มีส่วนของทารกหรือสายสะดืออยู่บริเวณนั้น จากนั้นให้หมุนหัวตรวจ 90 องศา ในแนวตั้งฉาก เพื่อดูว่าเป็นแอ่งที่มีปริมาณน้ำคร่ำมากจริง  จึงทำการวัดความลึกในบริเวณนั้น โดยตามเกณฑ์ต้องมีอย่างน้อย 1 แอ่งที่มีความลึกมากกว่า 2 เซนติเมตร แปลผลว่า ปกติ

ข้อสังเกต

  • ปริมาณน้ำคร่ำมากผิดปกติหรือครรภ์แฝดน้ำ (polyhydramnios)  ซึ่งแอ่งที่ลึกที่สุดมีค่ามากกว่า 8 เซนติเมตร ควรตรวจหาความผิดปกติโดยละเอียดของมารดาและทารกในครรภ์ เช่น ความผิดปกติของระบบประสาท ทางเดินอาหาร หรือ โครโมโซม เป็นต้น  ซึ่งในรายแบบนี้ถ้านำมาแปลผล biophysical profile ผลวิเคราะห์ที่ได้จะน่าเชื่อถือลดลง
  • ปริมาณน้ำคร่ำน้อยผิดปกติ  (oligohydramnios ) หรือมีแอ่งน้ำคร่ำที่ลึกที่สุดน้อยกว่า 2 เซนติเมตร มักจะสัมพันธ์กับภาวะทารกโตช้าในครรภ์  และมีแนวโน้มที่จะเกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ เพราะอาจเกิด repetitive deceleration ได้บ่อยในระยะเจ็บครรภ์คลอด การที่ปริมาณน้ำคร่ำน้อย  จากการที่มีเลือดไปเลี้ยงทารกลดลงทำให้เกิด redistribution ของเลือดเพื่อกระจายไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ เลือดที่ไปไตน้อยลงเลย ทำให้ปัสสาวะไม่ค่อยออกมีผลให้น้ำคร่ำลดลงตาม ดังนั้นปริมาณน้ำคร่ำจึงจัดได้ว่าเป็น พารามิเตอร์ที่สำคัญอันหนึ่งในการบอกถึงการไหลเวียนและระบบการแลกเปลี่ยนซึ่งเป็นการทำงานหลักของรก

การแปลผล

โดยวิธีการตรวจและแปลผล BPP นั้น จะมีคะแนนรวมทั้งหมด 10 คะแนน แบ่งเป็น 0 และ 2 คะแนน ในแต่ละพารามิเตอร์ ดังแสดงในตารางที่ 4 ในบางครั้งจากการประเมินพบว่าไม่สามารถให้ 2 คะแนนเต็มได้ แต่ก็ไม่ถึงกับจะไม่มีหรือเป็น 0 คะแนนไปซะทีเดียว ถ้าให้คะแนนตามเดิมอาจทำให้คะแนนรวมน้อย เพิ่มการมี intervention ให้กับทารก ทั้งที่จริง ๆ แล้ว อาจไม่มีปัญหาอะไร  ในปี 1983 Vintzileos และคณะ(20) จึงได้เสนอเกณฑ์ที่เพิ่มหัวข้อให้ 1 คะแนน ลงไปด้วย โดยจะแบ่งให้คะแนนเป็น 0, 1 และ 2 คะแนน  แต่ก็ไม่เป็นที่นิยมใช้ ส่วนใหญ่ยังคงใช้ตามเกณฑ์ของ Manning อยู่ในปัจจุบัน

การดูแลรักษา

               การดูแลให้ถือตามคะแนนที่ได้จากการตรวจ โดยให้คะแนนเต็ม 10 คะแนน จากการทำ NST ร่วมกับตรวจอัลตราซาวด์ดูพฤติกรรมต่าง ๆ  ทั้งนี้ BPP จัดเป็นการตรวจเพื่อยืนยัน หรือเป็น back up test ในรายที่ตรวจเบื้องต้นด้วย NST แล้วผิดปกติ หรือ nonreactive แต่ถ้าบางรายยังไม่ได้ตรวจ NST แต่ทำอัลตราซาวด์ก่อน แล้วได้  8 คะแนนเต็มไม่จำเป็นต้องตรวจด้วย NST ก็ได้  โดยสรุป (ตารางที่ 5)

  • 8-10 คะแนน  โดยที่ปริมาณน้ำคร่ำปกติ แปลผลว่าทารกในครรภ์ยังปกติดี ไม่จำเป็นต้องรีบให้คลอด โอกาสเกิด asphyxia ใน 1 สัปดาห์ น้อยกว่า 1 ใน  1000
  • 6-8 คะแนน  ให้พิจารณาตามปริมาณน้ำคร่ำ ถ้าน้ำคร่ำปกติ  โอกาสเกิด  asphyxia น้อย แต่ต้องตรวจ BPP ซ้ำใน 24 ชั่วโมง  แต่ถ้าน้ำคร่ำน้อย โอกาสเกิด asphyxia สูงขึ้น
  • 0-4 คะแนน  ทารกอยู่ในภาวะคับขัน ควรรีบให้คลอด

 

 ตารางที่ 4  แสดงการให้คะแนนและแปลผลการตรวจ biophysical profile ตามระบบของ Manning(21)

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_blue.css]}

 

คะแนน =  2

คะแนน=  0

Fetal breathing movement

>1episode ของการหายใจของทารกที่นานมากกว่า 30 วินาที ภายในช่วงเวลา 30 นาที  

ไม่มีการหายใจของทารก หรือ หายใจสั้นกว่า 30 วินาที ในช่วงเวลา 30 นาที

Body or limb movements

>3 episode ของการเคลื่อนไหวลำตัวและ แขนขาภายในช่วงเวลา 30 นาที โดยการเคลื่อนไหวของลำตัวและแขนขาพร้อมกัน นับเป็น 1 episode  

ไม่มีการเคลื่อนไหวของทารก หรือ น้อยกว่า 2 episode ในช่วงเวลา 30 นาที

Fetal tone/posture

>1episode ของการเหยียดของแขนขา หรือ ลำตัว หรือ กำมือ/คลายมือ ซึ่งต้องกลับคืนสู่ตำแหน่งที่งอ หรือคลายมือ

แขนขาอยู่ในท่าเหยียด การเคลื่อนไหวไม่กลับคืนสู่การงอหรือคลายมือ

Amniotic fluid evaluation

แอ่งของน้ำคร่ำที่วัดได้ในแนวดิ่งมีขนาดอย่างน้อย  2 ซม. อย่างน้อย 1 แอ่ง

แอ่งของน้ำคร่ำที่วัดได้ในแนวดิ่งมีขนาดน้อยกว่า 2 ซม.

Non stress test

มีอย่างน้อย 2  accelerations  ที่มีขนาดอย่างน้อย15 bpm นานอย่างน้อย 15 วินาที ที่สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของทารกในช่วง 30 นาที

มีน้อยกว่า 2 acceleration หรือ ไม่มีเลย

 

 ตารางที่ 5 การแปลผลและแนวทางการดูแลรักษาตาม Biophysical profile score ตามระบบของ Manning (21)

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_blue.css]}

คะแนน

การแปลผล

ความเสี่ยงการเกิด asphyxia (%)

การดูแลรักษา

10/10

8/8 (ไม่มี NST)

8/10(น้ำคร่ำปกติ)

No evidence of asphyxia

0

เฝ้าติดตาม

8/10

(น้ำคร่ำน้อย)

Chronic compensated asphyxia

5-10

ถ้าครบกำหนด พิจารณาให้คลอด

ถ้าไม่ครบกำหนด ให้ตรวจสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

6/10(น้ำคร่ำปกติ)

Acute asphyxia possible

Varied

ถ้ามากกว่า 36 สัปดาห์ พิจารณาให้คลอด

ถ้าน้อยกว่า 36 สัปดาห์ ให้ตรวจซ้ำใน 24 ชั่วโมง

–     < 6 คะแนน พิจารณาให้คลอด

–     > 6 คะแนน ให้ดูแลรักษาตามคะแนนที่ได้

6/10 (น้ำคร่ำน้อย)

chronic asphyxia with possible acute

>10

ถ้ามากกว่า 32 สัปดาห์ พิจารณาให้คลอด

ถ้าน้อยกว่า 32 สัปดาห์ ให้ตรวจซ้ำทุกวัน

4/10 (น้ำคร่ำปกติ)

Acute asphyxia

36

ถ้ามากกว่า 32 สัปดาห์ พิจารณาให้คลอด

ถ้าน้อยกว่า 32 สัปดาห์ ให้ตรวจซ้ำทุกวัน

4/10 (น้ำคร่ำน้อย)

 acute on chronic asphyxia

>36

ให้คลอดถ้ามากกว่า 26 สัปดาห์

2/10

Acute asphyxia with chronic compensation

73

ให้คลอดถ้ามากกว่า 26 สัปดาห์

0/10

Severe acute asphyxia

100

ให้คลอดถ้ามากกว่า 26 สัปดาห์

 

 การประยุกต์ใช้ BPP

          การตรวจด้วย BPP สามารถนำมาใช้ในการตรวจทั้งเป็นการตรวจเบื้องต้น และเป็นการตรวจยืนยัน หรือ back up test เพื่อเฝ้าติดตามสุขภาพทารกในครรภ์ตามข้อบ่งชี้   Manning(22) แนะนำว่าสามารถเริ่มทำ BPP  ได้ตั้งแต่อายุครรภ์  25 สัปดาห์  แต่การศึกษาส่วนใหญ่แนะนำให้ทำตั้งแต่ อายุครรภ์ 28-30 สัปดาห์ขึ้นไป ทำ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง หรือทำทุกวันขึ้นกับข้อบ่งชี้หรือความเสี่ยงในแต่ละราย(23-25)  ซึ่ง  BPP นำมาใช้ในการตรวจติดตามสุขภาพทารกในครรภ์ ของสตรีตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูง ไม่ว่าจะเป็น ความดันโลหิตสูงในขณะตั้งครรภ์  เบาหวาน  ทารกโตช้าในครรภ์  เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด หรือครรภ์เกินกำหนด เป็นต้น  จาก Cochrane review ในปี ค.ศ. 2000(23) พบว่า BPP ไม่ได้เหนือกว่า การตรวจด้วย NST เพียงอย่างเดียว แต่สามารถลด อัตราตายปริกำเนิดเหลือ ร้อยละ 0.8  เพราะพบว่า BPP เพิ่มอัตราการชักนำการคลอดให้สูงขึ้น  ทั้งนี้คงขึ้นกับการเลือกใช้  ถ้าใช้เป็น back up test  น่าจะลดผลบวกลวงจาก NST เพียงอย่างเดียวได้ดี แต่ถ้าจะใช้ตรวจเบื้องต้น ก็อาจมีผลบวกลวงสูงด้วยเช่นกัน

ภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนดก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์

          ในรายที่ยังไม่คลอดและต้องการเฝ้าระวังสุขภาพทารกในครรภ์ การตรวจยืนยันสุขภาพทารกในครรภ์(back up test) ด้วย BPP สามารถทำได้ในกรณีนี้ ถึงแม้ปริมาณน้ำคร่ำจะน้อยก็ยังประเมินได้ โดยจากการศึกษาของ Vintzileos ในปี 1986     พบว่าภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนดไม่ได้มีผลต่อคะแนนในการตรวจ BPP แต่อย่างใด  แต่พบว่าในรายที่ BPP น้อยกว่า 8 จะสัมพันธ์กับการติดเชื้อในโพรงมดลูก สูงถึงร้อยละ 93.7  แต่ถ้ามากกว่า 8 พบว่ามีการติดเชื้อเพียงร้อยละ 2.7(26)  บ่งชี้ว่า BPP สามารถนำมาใช้ทำนายภาวะติดเชื้อภายในโพรงมดลูกในรายที่มีถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนดได้อีกวิธีหนึ่ง

ข้อจำกัดในการตรวจ BPP

  • ต้องมีผู้ที่มีความชำนาญในการตรวจพฤติกรรมของทารกด้วยอัลตราซาวด์
  • ผลบวกลวงจากการตรวจสูง เพราะพฤติกรรมบางอย่างจะแสดงออกเป็นช่วงๆ เช่น การหายใจ tone ทำให้ได้คะแนนจากการตรวจ BPP น้อย ส่งผลให้ได้รับการรักษาเกินความจำเป็น ได้ เช่น การศึกษาของ Ozkaya ใน ปี 2012 พบว่า BPP score ในช่วงกลางคืนจะมากกว่าตอนเช้า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากปริมาณน้ำคร่ำและการหายใจของทารก (27)
  • พลาดที่จะวินิจฉัยปัญหาจาก abnormal fetal tracing เพราะจากการแปลผล BPP จะเห็นว่าถ้าได้คะแนน 8 ใน 8 โดยที่ไม่ทำ NST ก็ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม แต่บางครั้งต้องระวังว่า อาจจะพลาดในการตรวจ acute marker จาก NST เช่น deceleration จาก cord compression ก็เป็นได้

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อ biophysical profile score(21)

1.ปัจจัยทางมารดา

  1. การได้รับยาหรือสารต่าง ๆ  เช่น กลุ่มยานอนหลับ, ยาที่มีผลข้างเคียงทำให้ง่วงซึม เช่น  aldomet ซึ่งเป็นยาลดความดันโลหิต, กลุ่มยากระตุ้นประสาท เช่น theophylline, ยาหรือสารเสพติด เช่น โคเคน แอมเฟตามีน ยา indomethacin เป็นต้น
  2. สูบบุหรี่
  3. ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง  เช่น มีเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือได้รับยาที่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด
  4. ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เช่น ทุพโภชนาการ
  5. ภาวะแทรกซ้อนทางสูติศาสตร์ เช่น ชัก รกลอกตัวก่อนกำหนด หรือ ketoacidosis

2. ปัจจัยด้านทารก

  1. การแปรปรวนของพฤติกรรมทารกในครรภ์ บางครั้งอาจจะลดลงได้
  2. มีการหายใจอย่างต่อเนื่อง
  3. การเคลื่อนไหวที่ไม่ได้เป็นรูปแบบปกติทั่วไป
  4. ภาวะน้ำคร่ำน้อย
  5. ภาวะ acidosis ของทารกในครรภ์
  6. การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมเล็กน้อย โดยที่น้ำคร่ำปกติ

 

8. Modified biophysical profile (mBPP)

               การประเมินสุขภาพทารกในครรภ์ด้วย biophysical profile ประกอบไปด้วย acute และ chronic marker ที่จะช่วยบอกความเสี่ยงของทารกในครรภ์ได้เป็นอย่างดี แต่เนื่องจากการตรวจพฤติกรรมทารกด้วยอัลตราซาวด์ในบางครั้งอาจใช้เวลานานและไม่สามารถทำได้ในทุกราย  จึงได้มีการประยุกต์วิธีการตรวจให้เหมาะสม โดยมีการปรับลดขั้นตอนและเพิ่มการตรวจบางอย่างเข้าไป ในปี 1989 Clark S.L. และคณะ(28) ได้นำเสนอให้เหลือเพียงการตรวจ  2 อย่าง เพื่อประหยัดเวลา เพิ่มความสะดวกและทำได้ง่ายขึ้น   โดยตรวจ NST  ที่เป็น acute marker ร่วมกับ amniotic fluid index  ซึ่งเป็น chronic marker รวมเรียกว่า  modified biophysical profile  ซึ่งจากหลาย ๆ การศึกษา พบว่ามีประสิทธิภาพดี และ ผลลบลวงน้อย เมื่อเทียบกับ NST เพียงอย่างเดียว (ร้อยละ 36 กับ 43)  แต่ถ้าเทียบกับ full BPP พบว่าใกล้เคียงกัน(29-32)    ดังนั้น  mBPP สามารถนำมาใช้ในการตรวจสุขภาพทารกในครรภ์เบื้องต้นในสตรีตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูงได้ดีกว่า NST อย่างเดียว ถ้าผลผิดปกติจึงค่อยพิจารณาทำ full BPP ต่อ ซึ่งจะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย เวลาและทรัพยากรอื่นๆ ด้วย

 วิธีการตรวจ

  • ตรวจ Non stress test และแปลผลเป็น reactive และ nonreactive ใช้เกณฑ์เดียวกับ biophysical profile  คือ มี อย่างน้อย 2  accelerations  ที่มีขนาดอย่างน้อย15 bpm นานอย่างน้อย 15 วินาที ที่สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของทารกในช่วง 20 นาที
  • วัดปริมาณน้ำคร่ำด้วย amniotic fluid index (AFI) วิธีการวัดทำได้โดยแบ่ง บริเวณมดลูกที่หน้าท้องมารดาเป็น 4 ส่วน  ให้วัดปริมาณน้ำคร่ำในแนวดิ่งของแอ่งที่ลึกที่สุดของแต่ละส่วน แล้วนำค่าที่ได้มารวมกัน ถ้าน้อยกว่า 5 แปลผลว่าผิดปกติ 

 การแปลผล

               ถ้าปกติทั้ง 2 อย่างแสดงว่าสุขภาพทารกในครรภ์ยังปกติอยู่

               ถ้าผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ ทั้งสองอย่าง ให้ตรวจด้วย full BPP ต่อ

หมายเหตุ   การวัดปริมาณน้ำคร่ำสามารถใช้ได้ทั้งการวัด AFI หรือ วัดแอ่งที่ลึกที่สุด (single deepest pocket, SDP) เพียงตำแหน่งเดียว ถ้าลึกมากกว่า 2 ซม. แปลผลว่าปกติ เหมือนที่ใช้ในการตรวจ  full BPP   จากการศึกษาในระยะหลังพบว่าประสิทธิภาพไม่แตกต่างกัน โดยถ้าใช้ SDP ผลบวกลวงของภาวะน้ำคร่ำน้อยจะลดลงเล็กน้อย(33) 

 

9. Rapid biophysical profile (rBPP)

               เป็นการประยุกต์จาก full BPP  มาใช้ให้ง่ายขึ้น  โดยตัด NST ออก เพราะในสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลบางแห่งที่ห่างไกล อาจไม่มีเครื่องตรวจ electronic fetal monitor จึงไม่สามารถตรวจสุขภาพด้วย NST ได้ มีแต่เครื่องอัลตราซาวด์     ในปี ค.ศ. 1999  Tongsong และคณะ (34)  ได้นำเสนอการตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ด้วย rapid BPP โดยอาศัยหลักการของ sound provoked fetal movement (SPFM) ร่วมกับการวัดปริมาณน้ำคร่ำด้วย amniotic fluid index (AFI) โดยจากการศึกษาพบว่าวิธีนี้มีความไว ร้อยละ 73.33  ความจำเพาะ ร้อยละ 99.31  และ ค่าความเชื่อมั่นอยู่ที่ ร้อยละ 98.46 ซึ่งพบว่ามีประสิทธิภาพดีกว่า การตรวจด้วย NST อย่างเดียว ที่พบว่ามีความไวเพียงร้อยละ 56.36 ในการตรวจหาภาวะ fetal distress ในระยะคลอด  โดยวิธีนี้สามารถนำมาใช้ในการตรวจสุขภาพทารกในครรภ์เบื้องต้นโดยมีประสิทธิภาพมากกว่า

 วิธีการตรวจ

  • Sound provoked fetal movement (SPFM)  โดยวางกล่องเสียงเทียม (electrolarynx) วางบนหน้าท้องมารดา ที่ตำแหน่งของศีรษะทารก กระตุ้นนาน 1-3 วินาที  ถ้ามีการเคลื่อนไหวของทารกให้เห็นจาก ultrasound แปลผลว่า ปกติ แต่ถ้าใน 15 วินาที ยังไม่มีการเคลื่อนไหวหรือขยับของทารกสามารถ ทำซ้ำได้ถึง 3 ครั้ง  ถ้าทำครบ 3 ครั้งแล้วยังไม่มีการเคลื่อนไหว แปลผลว่าผิดปกติ  
  • วัดปริมาณน้ำคร่ำด้วย amniotic fluid index (AFI)  ถ้าแอ่งที่ลึกที่สุดทั้ง 4  ส่วนรวมกันแล้วน้อยกว่า 5 แปลผลว่า ผิดปกติ

 การแปลผล

  • ถ้าปกติทั้ง 2 อย่างแปลว่า Negative หมายถึง สุขภาพทารกในครรภ์ยังดี ไม่จำเป็นต้องรีบให้คลอด แต่ต้องตรวจติดตามสุขภาพทารกในครรภ์เป็นระยะ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ตามข้อบ่งชี้เดิม
  • ถ้าผิดปกติเพียงอย่างเดียว แปลว่า Equivocal  หมายถึง ยังไม่สามารถยืนยันสุขภาพทารกได้ ต้องตรวจต่อด้วย full BPP
  • ถ้าผิดปกติทั้ง 2 อย่าง แปลว่า Positive หมายถึง โอกาสเกิด fetal distress สูง ควรพิจารณาให้คลอดตามความเหมาะสม  เพราะในการตรวจด้วย rBPP ประกอบด้วย acute และ chronic marker ถ้าผิดปกติทั้งคู่ แสดงว่า น่าจะมี chronic with acute asphyxia ร่วมกัน  ทารกจัดว่าอยู่ในความเสี่ยงสูง

               ข้อดีของ rBPP  เมื่อเทียบกับวิธีอื่น ๆ คือ ใช้เวลาในการตรวจไม่นาน เพราะดูแค่ปริมาณน้ำคร่ำ และ การเคลื่อนไหวของทารกซึ่งในการแปลผล ใช้เวลาไม่เกิน 2-3 นาที ถ้าเทียบกับ mBPP  ซึ่งถูกประยุกต์มาเพื่อลดขั้นตอนและเวลาในการตรวจ แต่เนื่องจากรวมเอา NST เข้าไปด้วย ทำให้อย่างน้อยต้องใช้เวลาในการตรวจถึง 20 นาที จึงถือว่านานกว่า rBPP และต้องอาศัยผู้ตรวจที่ต้องมีความชำนาญในการแปลผล ดังนั้นในสถานพยาบาลที่ห่างไกลอาจทำได้ยาก  และถ้าเปรียบเทียบกับ full BPP  มีการศึกษาที่พบว่าประสิทธิภาพดีไม่ต่างกัน ถึงแม้ rBPP จะมีผลบวกลวงมากกว่า  แต่เวลาที่ใช้ทำน้อยกว่า ทำให้  rBPP เหมาะสมที่จะใช้เป็นวิธีการตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ก่อนคลอดเบื้องต้น(35)  ซึ่งถ้าพบว่ามีความผิดปกติ จึงค่อยพิจารณาตรวจยืนยันด้วย full BPP ต่อไป   ในระยะรอคลอด  ยังสามารถใช้  rBPP เป็นการตรวจยืนยันสุขภาพทารกที่มีประสิทธิภาพได้อีกด้วย จากการศึกษาของ Tongprasert และคณะ ในปี 2006(36) พบว่า rBPP  มีความไว ร้อยละ 50 ความจำเพาะ ร้อยละ 99.07   ความเชื่อมั่นคิดเป็นร้อยละ 98.18 .

 

10. คลื่นเสียงดอพเลอร์(21)

 เป็นการตรวจอัลตราซาวด์ และพัฒนาใช้คลื่นเสียงดอพเลอร์ มาแสดงการไหลเวียนของเลือดที่ไหลผ่าน ทำให้ทราบถึงพยาธิสภาพของการไหลเวียนเลือดที่ทารกและรก  โดยสามารถวิเคราะห์จากการวัดความเร็วโดยตรงหรือวิเคราะห์รูปคลื่น  ซึ่งการตรวจสามารถทำได้ทั้งที่ทารกในครรภ์และมารดา ส่วนใหญ่จะตรวจในรายที่มีปัญหา fetal growth restriction  ดังจะกล่าวพอสังเขป

การวิเคราะห์รูปคลื่นของเส้นเลือดในทารก

               เส้นเลือดที่นิยมตรวจวัดเพื่อประเมินสุขภาพทารกในครรภ์ ได้แก่ umbilical artery, middle cerebral artery, ductus venosus และ umbilical vein   

 Umbilical artery

         มีการใช้อย่างแพร่หลายและสามารถทำได้ง่ายเมื่อเทียบกับเส้นเลือดที่ตำแหน่งอื่น ๆ ของทารก

ความผิดปกติของรูปคลื่นเสียงนี้ อาศัยหลักการที่ เมื่อมีปัญหา uteroplacental insufficiency การไหลเวียนของเลือดที่รกจะลดลง ความต้านทานของรกจะเพิ่มขึ้น  ทำให้การไหลเวียนของเลือดในจังหวะคลายตัวน้อยลง ลักษณะรูปคลื่นที่ผิดปกติจะเห็น diastole(d) wave ต่ำลง ถ้าในรายที่รุนแรง ลักษณะของ d wave จะหายไป หรือคือ absent end diastolic velocity(AEDV) หรืออาจะจะมีการสะท้อนหรือไหลย้อนกลับเป็น reverse end diastolic velocity(REDV) ได้ ดังรูป ซึ่งถ้าพบลักษณะ REDV ควรพิจารณาให้คลอดให้เร็วที่สุด เพราะสัมพันธ์กับทารกเสียชีวิตในครรภ์สูง ถ้าเป็นการวัดเชิงปริมาณ ให้ดูจากค่าดัชนีคลื่นเสียงดอพเลอร์ ถ้ามากกว่า 2 เท่า ของแต่ละอายุครรภ์ก็แปลผลว่าผิดปกติ เช่นกัน

 Middle cerebral artery

          เป็นการวัดการไหลเวียนของเลือดในสมองของทารก ในรายที่มีปัญหา uteroplacental insufficiency ถึงแม้การไหลเวียนของเลือดในร่างกายจะลดลง แต่การไหลเวียนที่ไปยังสมองจะเพิ่มขึ้นตรงข้ามกันกับ umbilical artery เป็นผลของ brain sparing effect ที่เลือดพยายามไหลเวียนไปยังอวัยวะที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต จึงทำให้การไหลเวียนที่สมอง หัวใจ ต่อมหมวกไต ต่าง ๆ เหล่านี้เพิ่มขึ้น ลักษณะรูปคลื่นจึงเห็น d wave สูงขึ้น หรือ ถ้าเป็นการวัดเชิงปริมาณ ให้ดูจากค่าดัชนีคลื่นเสียงดอพเลอร์ ถ้ามากกว่า 2 เท่า ของแต่ละอายุครรภ์ก็แปลผลว่าผิดปกติ  จึงนำมาใช้ในการตรวจสุขภาพภาวะทารกโตช้าในครรภ์ร่วมกับ umbilical artery จะเพิ่มความแม่นยำมากยิ่งขึ้น

AFT 7aAFT 7b

(ก)                                                                  (ข)

 รูปที่ 7       ก)  แสดงรูปคลื่นดอพเลอร์ของ umbilical artery ที่ปกติ(a), absent end diastolic velocity(AEDV) (b) และ เป็น reverse end diastolic velocity(REDV) (c), ข) แสดงรูปคลื่นดอพเลอร์ของ middle cerebral artery ที่ปกติ(a) และ  end diastolic velocity เพิ่มขึ้นใน brain sparing effect (b) (ที่มา SMFM. Doppler assessment of fetus with IUGR. Am J Obstet Gynecol 2012.)

 

Ductus venosus และ umbilical vein

                   เป็นการตรวจคลื่นเสียงดอพเลอร์ในเส้นเลือดดำ ซึ่งจะเป็นตัวที่บ่งชี้ถึงการทำงานของหัวใจ ในรายที่มีการทำงานของหัวใจล้มเหลวจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น ทารกโตช้าในครรภ์ชนิดรุนแรง หัวใจพิการ เป็นต้น หรือเป็นทารกบวมน้ำ (Hydrops fetalis) การตรวจดู venous Doppler ไม่ว่าจะเป็น ductus venosus หรือ inferior vena cava จะประเมินความรุนแรงของโรคได้

               ในรายที่โรครุนแรงมาก เมื่อตรวจ ductus venosus จะเห็นรูปคลื่นเสียงผิดปกติไป โดยเฉพาะ a wave ที่บอกถึง atrial contraction ถ้ามีปัญหาการทำงานของหัวใจ ค่า a wave จะลดลง หายไป หรือไหลย้อนกลับก็ได้ (reversed a wave)  ดังแสดงในรูปที่ 8  แต่ถ้าเป็น umbilical vein ปกติจะไหลเวียนมีลักษณะเป็น monophasic wave ไม่ขึ้นหรือลง ถ้าในรายที่มีความผิดปกติชนิดรุนแรงจะเห็นการไหลเวียนเป็นรูปคลื่น (pulsation) ดังแสดงในรูปที่ 7

AFT 8aAFT 8b 

(ก)                                                     (ข)

รูปที่ 8   ก)  แสดงรูปคลื่นดอพเลอร์ของ ductus venosus ที่ปกติ(a), decreased a wave (b) และ เป็น reverse a wave (c) (ที่มา SMFM. Doppler assessment of fetus with IUGR. Am J Obstet Gynecol 2012.) , ข) แสดงรูปคลื่นดอพเลอร์ของ umbilical vein ที่ปกติ(a) และผิดปกติเป็น  pulsation (b) (ที่มาhttp://herkules.oulu.fi/isbn9514267370/html/graphic77.png)

                  

คลื่นเสียงดอพเลอร์ของทารก อื่น ๆ ที่มีการนำมาใช้ได้แก่ fetal cardiac Doppler แต่ยังไม่แพร่หลายมากนัก เพราะทำได้ยาก และต้องมีความชำนาญ ซึ่งส่วนใหญ่การตรวจเพียง umbilical artery ก็ถือว่าประเมินสุขภาพทารกได้ดีอยู่แล้ว

 

การวิเคราะห์รูปคลื่นของเส้นเลือดในสตรีตั้งครรภ์

Uterine artery

               การไหลเวียนของเลือดที่มดลูกจะมากขึ้น เพราะความต้านทานของหลอดเลือดจะลดลงตามอายุครรภ์ โดยเฉพาะช่วงต้นของไตรมาสที่สอง ในรายที่มีปัญหาการไหลเวียนของมดลูกที่ไม่ดี ก็จะพบความผิดปกติของรูปคลื่นเสียงดอพเลอร์ได้ ในภาวะปกติช่วงไตรมาสแรกจะพบลักษณะ early diastolic notch ได้ แสดงถึงความต้านทานของหลอดเลือดที่ยังสูงแต่หลัง 20 สัปดาห์ notch จะหายไปเพราะความต้านทานลดลง เลือดไหลเวียนไปยังมดลูกได้ดีขึ้น  แต่ถ้ายังตรวจเจอ notch อยู่ ในไตรมาสที่ปลายสองถึงสาม บ่งชี้ถึงความเสี่ยงในการเกิดทารกโตช้าในครรภ์ จึงนำมาใช้ในการทำนายภาวะดังกล่าวในสตรี ตั้งครรภ์ที่มีความดันโลหิตสูง มีโรคทางหลอดเลือดอื่น ๆ ที่มีปัจจัยเสี่ยงในการ uteroplacental insufficiency  

AFT 9

รูปที่ 9  ก)  แสดงรูปคลื่นดอพเลอร์ของ uterine arteru  ที่ปกติ(a) และ ที่มี end diastolic notch (b) (ที่มา SMFM. Doppler assessment of fetus with IUGR. Am J Obstet Gynecol 2012.)

 โดยสรุป การใช้คลื่นเสียงดอพเลอร์สามารถนำมาทำนายสุขภาพทารกในครรภ์ได้ โดยที่แนะนำให้ใช้มากที่สุดคือ umbilical artery  แต่ไม่ควรใช้เป็นเคร่องมือเพียงอย่างเดียวในการตัดสินการรักษาควรพิจารณาการตรวจด้วยวิธีอื่น เพิ่มเติม เช่น การทำ biophysical profile ร่วมด้วย ดังแสดงในตารางที่ 6

 

ตารางที่ 6   แสดงการตรวจติดตามสุขภาพทารกในครรภ์ในรายที่มีความผิดปกติของคลื่นเสียงดอพเลอร์และการถี่ของการตรวจด้วย biophysical profile(BPP) (21)

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_blue.css]}

ความผิดปกติ

ความถี่ในการตรวจ BPP

ข้อบ่งชี้ในการคลอด

Elevated indices only

สัปดาห์ละครั้ง

BPP ผิดปกติ หรือ อายุครรภ์ครบกำหนด หรือ อายุครรภ์ > 36 สัปดาห์ และทารกหยุดเจริญเติบโต

AEDV

2 ครั้ง/สัปดาห์

BPP ผิดปกติ หรือ อายุครรภ์ > 34 สัปดาห์ และปอดทารกเจริญแล้ว

REDV

ทุกวัน

BPP < 10 หรือ อายุครรภ์ >32 สัปดาห์ ที่ได้รับ dexamethasone เพื่อกระตุ้นการเจริญของปอดแล้ว

REDV + UV pulsation

3 ครั้ง/วัน

BPP < 10 หรือ อายุครรภ์ >28 สัปดาห์ ที่ได้รับ dexamethasone เพื่อกระตุ้นการเจริญของปอดแล้ว

 

บทสรุปการตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ในระยะก่อนคลอด

ข้อแนะนำจาก American college of Obstetrics and Gynecology(ACOG) หลักฐานเชิงประจักษ์ระดับ  B(37)

  • สตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงควรได้รับการตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ด้วยวิธี nonstress test, contraction stress test, biophysical profile หรือ modified biophysical profile.
  • เริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 32 -34 สัปดาห์ ในรายที่มีความเสี่ยงสูงบางกรณี อาจเริ่มได้เร็วตั้งแต่ 26-28 สัปดาห์
  • สตรีตั้งครรภ์บางรายควรได้รับการตรวจติดตามสุขภาพทารกในครรภ์อย่างต่อเนื่อง โดยทำได้สัปดาห์ละ 1 -2 ครั้ง ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงและดุลยพินิจของแพทย์
  • ถ้าผลตรวจ nonstress test หรือ modified biophysical profile ผิดปกติ ควรได้รับการตรวจยืนยันสุขภาพทารกด้วย  contraction stress test หรือ full biophysical profile และให้การดูแลรักษาตามผลตรวจยืนยัน อายุครรภ์ สุขภาพมารดาและปริมาณน้ำคร่ำ 
  • ถ้ามีภาวะน้ำคร่ำน้อย หรือ Oligohydramnios ควรพิจารณาให้คลอดหรือติดตามต่ออย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ขึ้นกับอายุครรภ์และความเสี่ยงของสตรีตั้งครรภ์นั้น ๆ
  • ในรายที่ผลการตรวจยืนยันผิดปกติหรือพบว่าทารกมีความเสี่ยงสูงที่จะเสียชีวิตในครรภ์ ควรพิจารณาให้คลอด โดยสามารถชักนำการคลอดและให้คลอดทางช่องคลอดได้ ถ้าไม่มีข้อบ่งห้ามทางสูติศาสตร์ โดยต้องตรวจติดตามการเต้นของหัวใจทารกอย่างต่อเนื่อง ถ้ามี repetitive late decelerations ให้พิจารณาผ่าตัดคลอดฉุกเฉิน
  • ถึงแม้ว่าผลการตรวจติดตามสุขภาพทารกในระยะก่อนคลอดจะปกติ ก็ยังจำเป็นที่จะต้องตรวจติดตามการเต้นของหัวใจทารกอย่างต่อเนื่องในระยะคลอดด้วย
  • การตรวจคลื่นเสียงดอพเลอร์ของ Umbilical artery มีประโยชน์ในรายที่มีปัญหาทารกโตช้าในครรภ์ โดยการตัดสินใจให้คลอดนั้นให้พิจารณาผลตรวจอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น อัลตราซาวด์ fetal herat rate monitoring เป็นต้น

 

ระยะคลอด

การดูแลสตรีตั้งครรภ์ในระยะคลอดที่มีความเสี่ยงสูงจำเป็นต้องมีการตรวจติดตามสุขภาพทารกเพื่อเฝ้าระวังระยะคับขันที่อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างการเจ็บครรภ์คลอด โดยมีการใช้ intrapartum electronic fetal monitoring (EFM) ซึ่งแปลผลตามคำแนะนำของ  American College of Obstetrics and Gynecology ในปี 2009 ที่มีแนวทางในการดูแลรักษาตามระบบการแปลผลดังนี้(11)

          ในการแปลผล FHR pattern ในระยะคลอด ต้องพิจารณาองค์ประกอบต่อไปนี้

  1. การหดรัดตัวของมดลูก
  2. Baseline FHR
  3. FHR variability
  4. การมี acceleration
  5. Periodic หรือ episodic deceleration
  6. การเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบข้างต้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา

 

การหดรัดตัวของมดลูก มดลูกปกติควรมีการหดรัดตัวน้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 ครั้งใน 10 นาที โดยควรสังเกตในช่วงระยะเวลา 30 นาที

  • Tachysystole หมายถึง ภาวะที่มีการหดรัดตัวของมดลูกมากกว่า 5 ครั้งใน 10 นาที โดยควรสังเกตในช่วงระยะเวลา 30 นาที และควรประเมินด้วยว่ามี FHR deceleration ร่วมด้วยหรือไม่ ภาวะ tachysystole อาจเกิดในสตรีที่เจ็บครรภ์คลอดเองหรือในรายที่ได้รับยากระตุ้นการคลอดก็ได้ สำหรับคำว่า “hyperstimulation” และ”hypercontractility” ไม่แนะนำให้ใช้แล้ว

ส่วนคำจำกัดความของลักษณะ fetal heart rate pattern  เหมือนกับที่ใช้ในระยะก่อนคลอด ซึ่งได้กล่าวไว้ข้างต้นของบทแล้ว

 

การแปลผล FHR tracing

          จำแนกเป็น 3 Category  ซึ่งการแปลผล FHR tracing เป็นการประเมินภาวะสมดุลกรดด่างของทารกในช่วงขณะนั้นๆ รูปแบบของ FHR tracing สามารถเปลี่ยนแปลงกลับไปมาได้ระหว่าง Category  ต่างๆ ขึ้นอยู่กับการดูแลแก้ไขที่ได้รับและสภาวะของทารกในขณะนั้นๆ รายละเอียดของการวินิจฉัย Category ต่าง ๆ ดังแสดงในตารางที่ 7

  

ตารางที่ 7  การแปลผล FHR tracing(38)

Category I ต้องมีองค์ประกอบต่อไปนี้ครบทุกข้อ

  • Baseline FHR 110-160 bpm
  • Baseline FHR variability : moderate
  • ต้องไม่มี late หรือ variable deceleration
  • Early deceleration : อาจมีหรือไม่มีก็ได้
  • Acceleration : อาจมีหรือไม่มีก็ได้

Category II รวม FHR tracing ที่ไม่จัดอยู่ใน Category I หรือ Category III

ตัวอย่างของ FHR tracing ที่จัดเป็น Category II ได้แก่

  • Baseline FHR
    • Bradycardia ที่ยังมี variability
    • Tachycardia
  • Baseline FHR variability
    • Minimal baseline variability
    • Absent baseline variability ที่ไม่มี recurrent deceleration
    • Marked baseline variability
  • Acceleration
    • ไม่มี acceleration เมื่อกระตุ้นทารกด้วย digital scalp stimulation หรือ vibroacoustic stimulation
  • Periodic or episodic deceleration
    • Recurrent variable deceleration ที่ยังมี minimal หรือ moderate baseline variability
    • Prolonged deceleration ที่นานเกิน 2 นาที แต่ไม่ถึง 10 นาที
    • Recurrent late deceleration ที่มี moderate baseline variability
    • Variable deceleration ที่มีลักษณะ slow return to baseline, overshoot หรือ shoulder

Category III อาจมีลักษณะเหมือนข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้

  • Absent baseline FHR variability ร่วมกับข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้
    • Recurrent late deceleration
    • Recurrent variable deceleration
    •  Bradycardia
  • Sinusoidal pattern

 

การแปลผลและแนวทางการดูแลรักษา

Category I: แปลผลว่า FHR tracing ปกติ

ทำนายได้ว่าในช่วงขณะนั้นทารกในครรภ์มีภาวะกรดด่างปกติ

การดูแลรักษา   ไม่จำเป็นต้องให้การดูแลรักษาเพิ่มเติม ให้เฝ้าระวังต่อไปได้ตามปกติควรได้รับการประเมิน FHR tracing เป็นระยะๆ ขึ้นกับปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วยรายนั้นๆ

 Category II: แปลผลว่า FHR tracing มีลักษณะ intermediate

ไม่สามารถทำนายได้ว่าทารกมีภาวะกรดด่างที่ผิดปกติ ขณะเดียวกันก็ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะจำแนกเป็น Category  I หรือ Category  III ได้

การดูแลรักษา   ทารกกลุ่มนี้จำเป็นจะต้องได้รับการประเมิน (evaluation) การตรวจติดตามสุขภาพทารกต่อ และควรประเมินซ้ำภายหลังได้รับการดูแลแก้ไข โดยในการดูแลทารกเหล่านี้จะต้องคำนึงถึงข้อมูลอื่นๆ ทางคลินิกประกอบด้วย ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องทำ intrauterine resuscitation หรือทำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าทารกยังมีสุขภาพดีอยู่

Category III: แปลผลว่า FHR tracing ผิดปกติ

ทำนายว่าในช่วงขณะนั้นทารกในครรภ์มีภาวะกรดด่างที่ผิดปกติ

การดูแลรักษา   ทารกควรได้รับการประเมินโดยทันที การดูแลแก้ไขขึ้นอยู่กับข้อมูลอื่นๆ ทางคลินิก โดยอาจประกอบด้วย การให้ออกซิเจน การเปลี่ยนท่ามารดา หยุดยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูก แก้ไขภาวะความดันโลหิตต่ำของมารดา แก้ไขภาวะ tachysystole เป็นต้น หากได้ให้การดูแลแก้ไขแล้ว FHR pattern ไม่ดีขึ้นอาจพิจารณาให้คลอดโดยด่วน

การทำ digital scalp stimulation

          ใช้ในการประเมินภาวะกรดด่างของทารกในครรภ์ในขณะนั้น โดยเป็นการกระตุ้นระบบประสาท sympathetic ของทารก การพบมี FHR acceleration (เพิ่มขึ้น 15 bpm นานอย่างน้อย 15 วินาที) บ่งชี้ว่าทารกปกติไม่มีภาวะ acidosis และสัมพันธ์กับ fetal scalp pH มากกว่า 7.20  อย่างไรก็ดีการไม่พบ FHR acceleration หลังการกระตุ้นไม่ได้บ่งชี้แน่ชัดว่าทารกอยู่ในภาวะอันตราย ต้องอาศัยหลักฐานอื่น ๆ มาประเมินทารกต่อไป เช่น การทำ fetal scalp pH

Digital scalp stimulation ทำโดยการตรวจภายในใช้นิ้วกระตุ้นบริเวณศีรษะทารกเบา ๆ เป็นเวลา 15 วินาที ควรระมัดระวังไม่ทำด้วยความรุนแรงเพราะอาจกระตุ้นให้เกิด vagal bradycardia ได้ และควรหลีกเลี่ยงไม่ทำ digital scalp stimulation ในขณะที่มี FHR deceleration เพราะอาจบดบังการตอบสนองของทารกได้

การทำ fetal scalp pH

          ใช้ในการประเมินภาวะกรดด่างของทารกโดยตรง โดยเฉพาะในรายที่มี Category II FHR tracing ที่มี minimal หรือ absent variability ที่ไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้น หรือ Category III FHR tracing ที่แก้ไขแล้วไม่ดีขึ้น ในปัจจุบันมีการทำน้อยลงเนื่องจากต้องทำโดยผู้มีประสบการณ์และต้องมีห้องปฏิบัติการที่มีความพร้อม อีกทั้งการทำ digital scalp stimulation ก็สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับภาวะกรดด่างของทารกได้ใกล้เคียงกับการทำ fetal scalp pH โดยไม่ต้องทำหัตถการที่รุกล้ำทารกในครรภ์

 บทสรุปการตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ในระยะคลอด

ข้อแนะนำจาก American college of Obstetrics and Gynecology(ACOG) (38)

Level A: (based on good and consistent scientific evidence)

  • Category I  FHR tracing สามารถให้การดูแลตามปกติได้ เพราะไม่สัมพันธ์กับภาวะ fetal acidemia
  • Category III  FHR tracing ถือว่าผิดปกติและบ่งชี้ว่าในขณะนั้นทารกมีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะมีภาวะ fetal acidemia
  • Amnioinfusion สามารถช่วยลด recurrent variable deceleration ได้ และช่วยลดอัตราการผ่าตัดคลอดจาก abnormal FHR pattern ด้วย

Level B: (based on evidence that may be limited or inconsistent)

  • การให้สารน้ำทดแทน การจัดท่าให้นอนตะแคง และการให้ออกซิเจนแก่มารดา อาจช่วยเพิ่มออกซิเจนให้แก่ทารกในครรภ์ได้
  • Tachysystole ที่พบร่วมกับ FHR pattern Category II หรือ III จำเป็นจะต้องได้รับการประเมินและการดูแลแก้ไข ไม่ว่าการหดรัดตัวของมดลูกนั้นจะเกิดขึ้นเองหรือเกิดจากการใช้ยาเร่งคลอด
  • Category II tracing ควรได้รับการประเมิน การเฝ้าระวังติดตามสุขภาพทารกในครรภ์ต่อไป การดูแลรักษาเพื่อแก้ไขปัญหา และการประเมินซ้ำในเวลาต่อมา การพบมี FHR acceleration (ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเองหรือจากการกระตุ้น) หรือ moderate variability หรือทั้งสองอย่าง เป็นตัวทำนายที่ดีว่าทารกในครรภ์มี acid-base status ที่ปกติดี และอาจช่วยในการวางแผนการดูแลต่อไป

Level C: (based primarily on consensus and expert opinion)

  • ใน Category III  FHR tracing ไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอนว่าทารกควรจะคลอดภายในเวลากี่นาที

AFT 10 

แผนภูมิที่ 1 แนวทางการดูแลรักษา FHR tracing ชนิดต่าง ๆ ในระยะคลอด(38)

AFT 11

แผนภูมิที่ 2 แนวทางการดูแลรักษาสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะ tachysystole (38)

 

เอกสารอ้างอิง

  1. Nijhuis JG, Prechtl HF, Martin CB, Jr., Bots RS. Are there behavioural states in the human fetus? Early Hum Dev 1982 Apr;6(2):177-95.
  2. Rayburn WF. Clinical implications from monitoring fetal activity. Am J Obstet Gynecol 1982 Dec 15;144(8):967-80.
  3. Rayburn WF. Monitoring fetal body movement. Clin Obstet Gynecol 1987 Dec;30(4):899-911.
  4. Moore TR, Piacquadio K. A prospective evaluation of fetal movement screening to reduce the incidence of antepartum fetal death. Am J Obstet Gynecol 1989 May;160(5 Pt 1):1075-80.
  5. Baskett TF, Liston RM. Fetal movement monitoring: clinical application. Clin Perinatol 1989 Sep;16(3):613-25.
  6. Sadovsky E, Polishuk WZ. Fetal movements in utero: nature, assessment, prognostic value, timing of delivery. Obstet Gynecol 1977 Jul;50(1):49-55.
  7.  Pearson JF, Weaver JB. Fetal activity and fetal wellbeing: an evaluation. Br Med J 1976 May 29;1(6021):1305-7.
  8. Neldam S. Fetal movements as an indicator of fetal wellbeing. Lancet 1980 Jun 7;1(8180):1222-4.
  9. Leader LR, Baillie P, Van Schalkwyk DJ. Fetal movements and fetal outcome: a prospective study. Obstet Gynecol 1981 Apr;57(4):431-6.
  10. Freeman RK. The use of the oxytocin challenge test for antepartum clinical evaluation of uteroplacental respiratory function. Am J Obstet Gynecol 1975 Feb 15;121(4):481-9.
  11. ACOG Practice Bulletin No. 106: Intrapartum fetal heart rate monitoring: nomenclature, interpretation, and general management principles. Obstet Gynecol 2009 Jul;114(1):192-202.
  12. Evertson LR, Paul RH. Antepartum fetal heart rate testing: the nonstress test. Am J Obstet Gynecol 1978 Dec 15;132(8):895-900.
  13. Batcha TM, Goonewardene IM. The fetal acoustic stimulation test: a reliable and cost effective method of antepartum fetal monitoring. Ceylon Med J 2005 Dec;50(4):156-9.
  14. Tan KH, Smyth R. Fetal vibroacoustic stimulation for facilitation of tests of fetal wellbeing. Cochrane Database Syst Rev 2001;(1):CD002963.
  15. Westgren M, Almstrom H, Nyman M, Ulmsten U. Maternal perception of sound-provoked fetal movements as a measure of fetal well-being. Br J Obstet Gynaecol 1987 Jun;94(6):523-7.
  16. Chutiwongse S, Tannirandorn Y, Sukcharoen N, Witoonpanich P, Snidvongs W, Phaosavasdi S. Maternal perception of sound-provoked fetal movement as a test of antepartum fetal wellbeing. J Med Assoc Thai 1991 May;74(5):257-63.
  17. Ray M, Freeman R, Pine S, Hesselgesser R. Clinical experience with the oxytocin challenge test. Am J Obstet Gynecol 1972 Sep 1;114(1):1-9.
  18. Ray M, Freeman R, Pine S, Hesselgesser R. Clinical experience with the oxytocin challenge test. 1972. Am J Obstet Gynecol 1995 Jul;173(1):224.
  19. Manning FA, Platt LD, Sipos L. Antepartum fetal evaluation: development of a fetal biophysical profile. Am J Obstet Gynecol 1980 Mar 15;136(6):787-95.
  20. Vintzileos AM, Campbell WA, Ingardia CJ, Nochimson DJ. The fetal biophysical profile and its predictive value. Obstet Gynecol 1983 Sep;62(3):271-8.
  21.  Creasy RK, Resnik R, Iams JD. Creasy and Resnik’s Maternal-Fetal Medicine: Principles and Practice. Saunders/Elsevier; 2009.
  22. Manning FA. Dynamic ultrasound-based fetal assessment: the fetal biophysical profile score. Clin Obstet Gynecol 1995 Mar;38(1):26-44.
  23.  Alfirevic Z, Neilson JP. Biophysical profile for fetal assessment in high risk pregnancies. Cochrane Database Syst Rev 2000;(2):CD000038.
  24. Faundes A, Pires P, Albuquerque R. The value of a clinical fetal biophysical profile in high risk pregnancies. Int J Gynaecol Obstet 2000 Dec;71(3):235-6.
  25. Oyelese Y, Vintzileos AM. The uses and limitations of the fetal biophysical profile. Clin Perinatol 2011 Mar;38(1):47-vi.
  26. Vintzileos AM, Feinstein SJ, Lodeiro JG, Campbell WA, Weinbaum PJ, Nochimson DJ. Fetal biophysical profile and the effect of premature rupture of the membranes. Obstet Gynecol 1986 Jun;67(6):818-23.
  27. Ozkaya E, Baser E, Cinar M, Korkmaz V, Kucukozkan T. Does diurnal rhythm have an impact on fetal biophysical profile? J Matern Fetal Neonatal Med 2012 Apr;25(4):335-8.
  28. Clark SL, Sabey P, Jolley K. Nonstress testing with acoustic stimulation and amniotic fluid volume assessment: 5973 tests without unexpected fetal death. Am J Obstet Gynecol 1989 Mar;160(3):694-7.
  29. Compitak K, Pheungtavechok O. Diagnostic performance of a modified biophysical profile for fetal acidemia in high-risk pregnancies. J Med Assoc Thai 2004 Oct;87 Suppl 3:S12-S17.
  30. Eden RD, Seifert LS, Kodack LD, Trofatter KF, Killam AP, Gall SA. A modified biophysical profile for antenatal fetal surveillance. Obstet Gynecol 1988 Mar;71(3 Pt 1):365-9.
  31.  Habek D, Hodek B, Herman R, Maticevic A, Jugovic D, Habek JC, et al. Modified fetal biophysical profile in the assessment of perinatal outcome. Zentralbl Gynakol 2001 Jul;123(7):411-4.
  32. Miller DA, Rabello YA, Paul RH. The modified biophysical profile: antepartum testing in the 1990s. Am J Obstet Gynecol 1996 Mar;174(3):812-7.
  33. Chauhan SP, Doherty DD, Magann EF, Cahanding F, Moreno F, Klausen JH. Amniotic fluid index vs single deepest pocket technique during modified biophysical profile: a randomized clinical trial. Am J Obstet Gynecol 2004 Aug;191(2):661-7.
  34. Tongsong T, Piyamongkol W, Anantachote A, Pulphutapong K. The rapid biophysical profile for assessment of fetal well-being. J Obstet Gynaecol Res 1999 Dec;25(6):431-6.
  35. Phattanachindakun B, Boonyagulsrirung T, Chanprapaph P. The correlation in antepartum fetal test between full fetal biophysical profile (FBP) and rapid biophysical profile (rBPP). J Med Assoc Thai 2010 Jul;93(7):759-64.
  36. Tongprasert F, Jinpala S, Srisupandit K, Tongsong T. The rapid biophysical profile for early intrapartum fetal well-being assessment. Int J Gynaecol Obstet 2006 Oct;95(1):14-7.
  37. Preboth M. ACOG guidelines on antepartum fetal surveillance. American College of Obstetricians and Gynecologists. Am Fam Physician 2000 Sep 1;62(5):1184, 1187-4, 1188.
  38. Practice bulletin No. 116: Management of intrapartum fetal heart rate tracings. Obstet Gynecol 2010 Nov;116(5):1232-40.

 

 

Read More

โรคทางระบบประสาทในสตรีตั้งครรภ์

โรคทางระบบประสาทในสตรีตั้งครรภ์

อ.พญ.สุชยา ลือวรรณ


โรคทางระบบประสาทที่เกิดในคนทั่วไป ก็สามารถเกิดขึ้นได้ในสตรีตั้งครรภ์ ซึ่งมีโรคอยู่จำนวนมาก แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะปัญหาสำคัญบางประการที่พบได้บ่อย ๆ เท่านั้น

การวินิจฉัยโรคทางระบบประสาทระหว่างการตั้งครรภ์(1)

มักมีอาการตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ หรืออาจวินิจฉัยครั้งแรกในขณะตั้งครรภ์ ควรต้องแยกจากภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์รวมถึงโรงทางจิตเวช  การวินิจฉัยด้วยรังสีวิทยาที่ใช้ในระหว่างการตั้งครรภ์ ได้แก่

  • Magnetic resonance imaging(MRI)  ปริมาณรังสีน้อย ใช้วินิจฉัยโรคโรคที่มีการทำลายของปลอกหุ้มปลายประสาท ความผิดปกติของระบบหลอดเลือด ความผิดปกติหรือความพิการแต่กำเนิดของระบบประสาทและไขสันหลัง รวมถึงภาวะขาดเลือด เลือดออกหรือคั่งในสมองที่เป็นมานานด้วย
  • Computed tomography (CT)  ปริมาณรังสีมากกว่า ทำได้ง่ายและเร็วกว่าในภาวะฉุกเฉิน
  • Cerebral angiography เป็นการฉีดสารทึบแสงเข้าทางหลอดเลือด femoral เพื่อวินิจฉัยโรคของเส้นเลือดในสมอง

โรคทางระบบประสาท

ปวดศีรษะ (Headache) (1,2)

ร้อยละ  90 ของการปวดศีรษะขณะตั้งครรภ์เกิดจากความเครียด (tension  headache)  และไมเกรน (migraine) รายที่ปวดจากความตึงเครียดอาจรู้สึกหัวจะระเบิดที่กลางกระหม่อม โดยอาการจะเลวลงตอนสาย  ๆ อาจเริ่มทันทีตอนลืมตาตอนเช้า คลำกล้ามเนื้อแข็ง ๆ  ด้านหลังของคออาจกระตุ้นการปวด ตรวจระบบประสาทและจอตาปกติ มักมีประวัติปวดศีรษะมาก่อนไม่มากก็น้อย  มีวิตกกังวลซึมเศร้าได้บ่อย ๆ ขณะตั้งครรภ์อาการปวดอาจเลวลงได้จากการเปลี่ยนท่า

International Headache Society (2004)     ได้แบ่งอาการปวดศีรษะออกเป็น โรคปวดศีรษะปฐมภูมิ เช่น โรคปวดศีรษะชนิดตึงตัว ไมเกรน ปวดศีรษะข้างเดียวหรือเป็นคลัสเตอร์ที่มีอาการของระบบประสาทอัตโนมัติ เป็นต้น และทุติยภูมิที่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น บาดเจ็บที่ศีรษะและคอ โรคของเส้นประสาท สารเสพติด การติดเชื้อ เป็นต้น

  • โรคปวดศีรษะชนิดตึงตัว (tension headache)
    การรักษา: ให้นวดกล้ามเนื้อ ประคบด้วยถุงน้ำร้อนหรือน้ำแข็งที่บริเวณคอ
  • ไมเกรน (migraine)serotonin มีบทบาทในกลไกการเกิดโรค เกือบร้อยละ 70 ดีขึ้นชัดเจนขณะตั้งครรภ์ แต่อย่างไรก็ตามพบว่ามีผู้ป่วยเริ่มเป็นครั้งแรกขณะตั้งครรภ์ถึงร้อยละ 15 ของผู้ป่วยไมเกรน ถ้าเป็นตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์แรก จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิด limb reduction defect ของทารกในครรภ์
    การรักษา: ได้ผลด้วยยาแก้ปวดธรรมดาเช่น แอสไพริน อะเซตามิโนเฟน และอาจให้ยาแก้อาเจียน ในรายรุนแรงมาก ๆ หรือต้องให้ codeine หรือ meperidine ร่วมกับ promethazine  ยากลุ่ม ergotamine ทำให้หลอดเลือดตีบตัวอย่างรุนแรง จึงไม่แนะนำให้ใช้ในระหว่างตั้งครรภ์  แต่ให้ใช้ยา sumatriptan  (serotonin  agonist)  ช่วยในการรักษาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาเส้นเลือดในสมองให้หดรักตัว ลดอาการคลื่นไส้อาเจียน และปวดศีรษะได้ดี  ในรายที่เป็นบ่อยๆ แนะนำให้ป้องกันด้วย  amitriptyline 10-150 มก.ต่อวัน, propranolol 20-80 มก.วันละ 3 ครั้ง หรือ atenolol 50-100 มก.ต่อวัน

โรคลมชัก (epilepsy) (2,3)

ในระหว่างการตั้งครรภ์พบโรคลมชักได้ไม่น้อย และจำเป็นต้องให้การรักษาไม่ให้มีอาการชักเพราะมีผลเสียทั้งต่อมารดาและทารก  มีความชุกขณะตั้งครรภ์ประมาณร้อยละ  0.4-0.8  ในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่พบร้อยละ 0.15 ของการคลอด(4)

ผลของการตั้งครรภ์ต่อโรคลมชัก

การตั้งครรภ์ไม่มีผลต่อการดำเนินโรคโดยตรง   การดำเนินโรคมักจะทำนายได้จากความถี่ของการชักก่อนการตั้งครรภ์  สตรีที่ชักมาอย่างน้อยทุก ๆ เดือนทั้งที่ได้รับยาเหมาะสม  เกือบทั้งหมดจะมีการชักระหว่างการตั้งครรภ์ ระยะเวลาที่ควบคุมมาได้ยิ่งนานเท่าใดพยากรณ์ก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น โดยทั่วไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่ง มีอาการคงเดิม 1/4 มีอาการดีขึ้น และ 1/4 อาการเลวลง ซึ่งมักจะเป็นรายที่โรครุนแรงอยู่แล้วก่อนตั้งครรภ์

ในขณะตั้งครรภ์อาจชักบ่อยขึ้น เนื่องจากปริมาณยาที่ได้รับไม่เพียงพอ จากอาการคลื่นไส้อาเจียน  ไม่กล้ากินยามากกลัวอันตรายกับลูก หรืออาจเป็นผลจากยาถูกขจัดออกเร็วขึ้น  เนื่องจากการตั้งครรภ์เร่งการสร้างเอนไซม์ใน microsome ของเซลล์ตับ ทำให้เมตาบอลิซึมของยาเปลี่ยนไป เช่น phenytoin ถูกขจัดออกเร็วกว่าปกติ

ผลของโรคต่อการตั้งครรภ์(5)

PIH คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักคลอดน้อย พิการโดยกำเนิด การตายปริกำเนิด และการผ่าตัดคลอดมากขึ้น ทารกมีอัตราการชัก cerebral palsy และปัญญาอ่อน มากขึ้น

  • ผลต่อมารดา

โดยทั่วไปไม่มีผลอันตรายต่อมารดามากไปกว่ารายที่ไม่ได้ตั้งครรภ์  การเจ็บครรภ์ก่อนกำหนดและการแท้งไม่เพิ่มขึ้น ยากันชักส่วนใหญ่มีฤทธิ์ต้านโฟเลต ทำให้เกิด  megaloblastic anemia และยังกระตุ้นเอนไซม์จากตับในการทำลายปัจจัยการแข็งตัวของเลือดที่อาศัยวิตามินเค จึงเพิ่มความเสี่ยงทางอ้อมต่อการตกเลือดได้

  • ผลต่อทารก
  1. อัตราตายปริกำเนิดสูงขึ้นในมารดาที่เป็นโรคลมชัก
  2. มีความเสี่ยงต่อการโตช้าในครรภ์สูงขึ้น
  3. ทารกมีการแข็งตัวของเลือดบกพร่อง (factor II, VII, IX, และ X) ได้บ่อยขึ้นในมารดาที่ได้ยากันชัก (hydantoin หรือ phenobarbital) แต่แก้ไขได้ด้วยการให้วิตามินเคแก่มารดาก่อนคลอด
  4. ความเสี่ยงต่อความพิการโดยกำเนิดสูงขึ้น 3 เท่า (จากร้อยละ 3 เป็น 14) ซึ่งเพิ่มขึ้นทั้งกลุ่มที่ได้รับยากันชักและไม่ได้รับ  แต่กลุ่มที่ได้รับยากันชักมีความเสี่ยงสูงกว่า  ยิ่งได้ยาหลายตัวยิ่งเพิ่มความเสี่ยง 
    • valproic acid เพิ่มความเสี่ยงต่อ neural tube defect (NTD) และ microcephaly  ได้สูงสุดถึง 4-8 เท่า
    • phenytoin เพิ่มความเสี่ยงต่อความพิการเล็กน้อยของหน้า ศีรษะ และนิ้ว แต่ไม่เพิ่มความพิการใหญ่ ๆ หรือปัญญาอ่อน  แต่อาจทำให้เกิดกลุ่มอาการที่เรียกว่า phenytoin syndrome คือ  มีความผิดปกติของศีรษะใบหน้า ร่วมกับความบกพร่องทางจิตใจ ยาทำให้ปัจจัยแข็งตัวของเลือดที่ใช้วิตามินเคในทารกบกพร่องไปด้วย จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อเลือดออกในทารกแรกคลอด
    • trimethadone ทำให้ทารกพิการได้มากกว่า  phenytoin  
    • carbamazepine อาจมีผลความพิการเช่นเดียวกับ phenytoin (รวมทั้ง NTD ด้วย) แต่ไม่รุนแรงเท่า จึงมักแนะนำให้ใช้เป็นยา first-line โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่วินิจฉัยครั้งแรกขณะตั้งครรภ์

ยาใหม่ที่ใช้ในปัจจุบันอื่น ๆ  ได้แก่ Lamotrigrine  และ Levetiracetam ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงเพียงเล็กน้อย

การวินิจฉัย  อาศัยประวัติการตรวจร่างกาย การตรวจค้นพิเศษที่จำเป็นเช่น EEG, และ ควรทำ  CT scan  เพื่อแยกความผิดปกติอื่น ๆ  ของสมองออกไป  ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักได้รับการวินิจฉัยมาก่อนการตั้งครรภ์ การชักครั้งแรกควรปรึกษา neurologist ด้วยเสมอ

การดูแลรักษา  แบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้คือ

ระยะก่อนการตั้งครรภ์

  • วางแผนตั้งครรภ์เมื่ออาการสงบไม่ชักต่อเนื่องนานกว่า 2 ปี ควรพิจารณาถึงความจำเป็นในการให้ยาต่อ แต่ไม่ควรเริ่มหยุดในขณะตั้งครรภ์ แต่ควรใช้ยาตัวเดียวในขนาดต่ำสุดที่ควบคุมโรคได้
  • ให้คำปรึกษาก่อนการตั้งครรภ์ : เกี่ยวกับความเสี่ยง ยุทธวิธีในการลดความเสี่ยง และความเสี่ยงจากการใช้ยา
  • ให้กรดโฟลิก 4 มก./วัน เพื่อลดการเกิด neural tube defect ในคนที่ได้รับยากันชักตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย เดือนจนถึงอายุครรภ์ 3 เดือน

ระยะตั้งครรภ์และระยะคลอด

  • ในไตรมาสแรกควรเปลี่ยนมาใช้ยาที่มีอันตรายน้อย  เช่น phenobarbital หรือใช้ยากันชักเพียงตัวเดียว
  • ตรวจวัดระดับฮีโมโกลบินและการแข็งตัวของเลือดเป็นระยะ
  • ตรวจวัดระดับยากันชักเป็นระยะและปรับขนาดให้เหมาะสม
  • ตรวจระดับ alpha fetoprotein(AFP) ในช่วงอายุครรภ์ 14-16 สัปดาห์ เพื่อคัดกรองหาความผิดปกติของระบบประสาทและไขสันหลัง (neural tube defect, NTD)
  • ตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงดูความพิการของทารกในครรภ์ โดยเฉพาะถ้าให้  valproic acid
  • อาจพิจารณาให้ วิตามินเค 10-20 มก.ต่อวัน ในช่วงเดือนสุดท้ายก่อนคลอดแก่สตรีตั้งครรภ์ที่ได้รับยากันชักหลายตัว หรือดื่มสุราในช่วงตั้งครรภ์
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นการชัก เช่น ใช้หัตถการช่วยคลอดเพื่อลดการเบ่งคลอด ให้ยาระงับปวดในช่วงเจ็บครรภ์

ระยะหลังคลอด

  • ระดับยากันชักมักจะสูงกว่าก่อนคลอด ควรตรวจวัดระดับยาและปรับให้เหมาะสม
  • แนะนำให้มารดาหลังคลอดได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ กินยาสม่ำเสมอ มีคนคอยดูแลมารดาและทารกหลังคลอดเพื่อป้องกันอุบัติการณ์ไม่พึงประสงค์ของทารกในมารดาที่ชัก เช่น ชักขณะให้นมบุตร บุตรตกเตียง เป็นต้น
  • ประเมินทารกให้รอบคอบโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความพิการ ทารกอาจมีอาการ withdrawal  ของยาป้องกันชักได้ เช่น tremor ร้องเสียงสูง มีปัญหาในการดูดนม
  • ทารกสามารถดูดนมแม่ได้เพราะปริมาณยาในน้ำนมต่ำ
  • การคุมกำเนิด : อาจหลีกเลี่ยงการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด เนื่องจากยากลุ่ม phenobarbital, primidone, phenytoin, carbamazepine ชักนำเอ็นไซม์ hepatic P450 microsomal enzyme system ซึ่งเพิ่มเมตาบอลิซึมของเอสโตรเจน ทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดไม่ดี   แต่ ACOG ก็ยังแนะนำว่าให้ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดมีเอสโตรเจน  50 มคก.ได้ ในรายที่กินยาป้องกันชัก ยาเม็ดคุมกำเนิดไม่ทำให้การชักกำเริบ

โรคหลอดเลือดสมอง (cerebrovascular disease,CVD)(1)

ในสตรีตั้งครรภ์พบได้ค่อนข้างน้อย แต่อันตรายสูง มีอัตราการตายของมารดาและทารกสูงมาก การดูแลรักษาต้องคำนึงถึงสาเหตุของโรคที่แอบแฝงอยู่ด้วยเสมอ  CVD ที่พบบ่อยๆ ได้แก่ เลือดออกในสมอง  (hemorrhagic stroke) และการอุดตันในสมอง (ischemic stroke) ซึ่งพบได้เท่า ๆ กัน

  • เลือดออกในสมอง(hemorrhagic stroke)aneurysm หรือ arteriovenous malformation (AVM) แบ่งออกเป็น เลือดออกในเนื้อสมอง ซึ่งรุนแรงกว่าเลือดออกในเยื่อหุ้มสมอง การวินิจฉัยและการรักษาให้พิจารณาทำนองเดียวกับคนที่ไม่ตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตามเลือดออกในสมองมักจะมีโรคแทรกซ้อนรุนแรงแอบ แฝงอยู่ด้วย อัตราการตายของมารดาและทารกสูงมาก
           สำหรับ aneurysm และ AVM นั้น  ถ้าได้รับการวินิจฉัยเมื่อใดก็ควรได้รับการผ่าตัดโดยเร็วโดยไม่ต้องคำนึงถึงอายุครรภ์ พบว่าการผ่าตัดก่อนแตกมักปลอดภัยทั้งต่อมารดาและทารก โดยทั่วไปแล้ว aneurysm  มักจะแตกในไตรมาสที่สาม โดยเฉพาะตอนใกล้กำหนดคลอด ในขณะที่ AVM มักจะแตกในไตรมาสที่สองและขณะเจ็บครรภ์คลอดหรือหลังคลอด พบว่าร้อยละ 10  มีการแตกครั้งแรกขณะตั้งครรภ์ รายที่ยังไม่ได้รับการผ่าตัดอาจเหมาะสำหรับการผ่าตัดทำคลอด  เพื่อหลีกเลี่ยงการแตกขณะเบ่งคลอด
  • เลือดอุดตันในสมอง(ischemic stroke) premature atherosclerosis มักมีเบาหวาน ความดันโลหิตสูงเรื้อรัง  hyperlipidemia หรือประวัติสูบบุหรี่บ่อย ๆ preeclampsia  ลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำในสมอง หรือลิ่มเลือดหลุดลอย (cerebral embolism) ซึ่งส่วนใหญ่มาจากหัวใจ โดยอาจเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ  หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง atrial fibrillation กรณีลิ้นหัวใจรูห์มาติค   พบในช่วงหลังคลอดบ่อยกว่าระยะก่อนคลอด พบในชาวตะวันตกมากกว่าชาวตะวันออก  ใน eclampsia The reversible cerebral vasoconstriction syndrome หรือ postpartum angiopathy
           การวินิจฉัยและการรักษาให้พิจารณาในทำนองเดียวกับคนไม่ตั้งครรภ์ อาจพิจารณาให้ heparin ซึ่งปัจจุบันแนะนำให้ใช้ low molecular weight heparin   แต่ต้องระมัดระวังอย่างมาก รายที่ไม่รุนแรงนักอาจให้แค่การรักษาแบบประคับประคอง  ให้ยาป้องกันชักในรายที่มีการชักหรือเกร็ง  ในรายที่มีก้อนเลือดใหญ่จะต้องผ่าตัด

 ตารางที่ 1  แสดง cerebrovascular disease ชนิดต่าง ๆ(1)

{tabulizer:style[gr.alterora.elemental_1_blue.css]}

ความผิดปกติ

ตำแหน่งที่เกิด

ลักษณะสำคัญ

Hemorrhagic stroke    
Intracerebral hemorrhage Midbrain and hind brain
  • เกิดใน CHT ที่มี PAH, AVM, Charcot-Bouchard microaneurysms (เกิดบริเวณแขนงสาขาของ middle cerebral artery)
Subarachnoid hemorrhage

  • Aneurysm
  • Arteriovenous malformation
Circles of Willis
  • เกิดใน AVM, Berry aneurysms, angiopathies, venous thrombosis, infection เป็นต้น
  • Aneurysm พบบ่อย เกิดในช่วงครึ่งหลังของการตั้งครรภ์
  • รักษาด้วยการผ่าตัด
Ischemic stroke    
Arterial thrombosis Internal carotid artery
  • สัมพันธ์กับ atherosclerosis
  • ตรวจ lipid profile, antiphospholipid antibodies
  • รักษาด้วย Thrombolytic therapy
 Venous thrombosis Lateral or superior sagittal venous sinus
  • เกิดช่วงหลังคลอด
  • สัมพันธ์กับ eclampsia, sepsis, thrombophilia
  • รักษาด้วย anticonvulsant และ anticoagulant
 Cerebral Embolism Middle  cerebral artery
  • สัมพันธ์กับ patent foramen ovale, arrhythmia (AF, rheumatic valve damage หรือ mitral valve prolapse)
  • รักษาด้วย antiplatelet therapy

PAH; pregnancy aggravated hypertension, AVM; arteriovenous malformation

Myasthenia Gravis(1-3)

Myasthenia  gravis เป็นโรคออโตอิมมูนที่มีแอนติบอดีย์ต่อ acetylcholine receptors  ของกล้ามเนื้อลาย  มีความอ่อนแรงของกล้ามเนื้อตา กล้ามเนื้อใบหน้า oropharynx  กล้ามเนื้อแขนขาก็มีได้แต่น้อยกว่า  ส่วนกล้ามเนื้อเรียบและกล้ามเนื้อมดลูกเป็นปกติ ไม่ทำให้การเจ็บครรภ์ยืดเยื้อ  และมดลูกหดรัดตัวหลังคลอดดี และเข้าอู่ตามปกติ ความชุก 1 ต่อ 10,000 เป็นในสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่มีแอนติเจน HLA-B8 ได้บ่อยกว่าทั่วไป มี thymic hyperplasia หรือ thymoma ประมาณร้อยละ 75 รักษาด้วยยากลุ่ม pyridostigmine

ผลของการตั้งครรภ์ต่อการดำเนินโรค

  • การดำเนินโรคแน่นอน มีทั้งดีขึ้นและเลวลง หรือไม่เปลี่ยนแปลง แต่ระยะหลังคลอดโรคเลวลงได้บ่อย ๆ ถ้าโรคสงบอยู่ตอนเริ่มตั้งครรภ์ก็มักจะสงบไปตลอดการตั้งครรภ์
  • มดลูกขนาดใหญ่อาจทำให้หายใจลำบากและเหนื่อยได้ง่ายกว่าคนตั้งครรภ์ทั่วไป

ผลของโรคต่อการตั้งครรภ์

  • โดยทั่วไปมีผลต่อมารดาน้อย
  • ทารกอาจเกิด neonatal myasthenia gravis ได้ ซึ่งจะเป็นอยู่ชั่วคราว  เกิดจากแอนติบอดีย์ ในมารดาผ่านรกไปมีผลต่อกล้ามเนื้อทารก  ซึ่งอาจมีอาการร้องเบา  ดูดนมลำบาก  กล้ามเนื้ออ่อนแรง Moro reflex อ่อน เนื้อตัวอ่อนปวกเปียก ทดสอบได้ด้วยการฉีด neostigmine 0.1 มก.  เข้าใต้ผิวหนัง แล้วอาการดีขึ้นทันที อย่างไรก็ตามทารกเหล่านี้มักต้องให้ anticholinesterase บางรายต้องช่วยการหายใจ ภาวะนี้จะหายไปได้เองภายใน 2-6 สัปดาห์

การวินิจฉัย

อาศัยอาการและอาการแสดงที่ชวนให้สงสัย การตรวจ electromyography และ  ตรวจหาแอนติบอดีย์ต่อ acetylcholine receptor ช่วยสนับสนุนการวินิจฉัย

การดูแลรักษา

ระยะก่อนคลอด

  • สตรีอายุน้อยที่อ่อนแรงทั่วร่างกาย แนะนำให้ทำ thymectomy ในระยะแรก ๆของโรค
  • ควรให้โรคสงบอย่างน้อยหนึ่งปีก่อนแล้วจึงตั้งครรภ์ เมื่อต้องการตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้ cyclophosphamide
  • รักษาด้วย pyridostigmine และ neostigmine ให้ทุก 3-4 ชั่วโมง
  • สำหรับ  plasmapheresis ร่วมกับยากดภูมิคุ้มกันอื่น ๆ เช่น cyclosporine ควรสงวนไว้ใช้ในรายที่ไม่ตอบสนองด้วยสเตียรอยด์ ส่วน cyclophosphamide เลือกใช้ในรายที่ดื้อจริง ๆ

ระยะคลอด

  • ระยะคลอด มดลูกหดรัดตัวได้ตามปกติแต่ในระยะที่สองการเบ่งอาจไม่ดี เพราะกล้ามเนื้อหน้าท้องอ่อนแรง อาจต้องช่วยคลอดด้วยคีมหรือเครื่องดูดสูญญากาศ
  • ในการคลอดนิยมให้ regional anesthesia ถ้าต้องดมยาสลบควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาคลายกล้ามเนื้อ(muscle relaxant)

ระยะหลังคลอด

  • ระวังการกำเริบซ้ำของโรค และเฝ้าสังเกตอาการของทารกแรกคลอด มารดาที่ได้รับยา pyridostigmine อนุญาตให้เลี้ยงลูกด้วยนมมารดาได้
  • ห้ามใช้ แมกนีเซียมซัลเฟต เพราะระดับแมกนีเซียมสูง ๆ จากการรักษา severe PIH มีผลยับยั้งการปล่อย acetylcholine ในผู้ป่วย myasthenia gravis อาจทำให้ผู้ป่วยเป็นลมและหยุดหายใจได้
  • ระวังยาที่อาจทำให้โรคกำเริบ(curare-like effect) ได้แก่ aminoglycosides(gentamicin) , narcotics, magnesium  sulfate, lithium, quinidine, chloroprocaine, tetracaine, succinylcholine และ curare

อัมพาตจากไขสันหลัง(paralysis) (6)

สตรีที่มี  paraplegia หรือแม้แต่ quadriplegia  ก็สามารถประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์ได้แต่ต้องระวังและหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์และการคลอดโดย เฉพาะการกลั้นปัสสาวะไม่ได้และการติดเชื้อซึ่งเพิ่มมากขึ้นต้องดูแลสายสวนปัสสาวะอย่างระมัดระวัง  ทำปัสสาวะให้เป็นกรดด้วยวิตามินซี  อาจให้กิน 500 มก. 4 ครั้ง/วัน เลือกอาหารมีกาก ให้ stool softeners  และการได้สารน้ำที่เพียงพอจะช่วยป้องกันท้องผูก  ระวังการเกิดแผลกดทับและการหายของแผลไม่ดี  โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายที่ซีด  ซึ่งอาจจำเป็นต้องให้เลือด

  • ปัญหาที่เจอได้บ่อย คือ autonomic hyperreflexia  (ในรายสูงกว่า T5-6) จะเกิดในระยะคลอดจากการกระตุ้นปากมดลูก ช่องคลอด กระเพาะปัสสาวะ หรือขณะมดลูกหดรัดตัว หรือ ทำให้ระบบประสาทซิมพาเธติกที่ระดับต่ำกว่าพยาธิสภาพทำงานผิดปกติ จะทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ(cardiac arrhythmia)  ความดันโลหิตสูงขั้นรุนแรง  เส้นเลือดที่ไหลเวียนจากมดลูกมายังรกมีการหดรัดตัวทำให้เด็กขาดออกซิเจนได้
  • ระดับของพยาธิสภาพที่ไขสันหลังอาจมีผลต่อการคลอด เช่น รายมีพยาธิสภาพที่ cauda equina กล้ามเนื้อแถวฝีเย็บจะหย่อน  แต่รู้สึกเจ็บครรภ์เพราะประสาทรับความรู้สึกของมดลูกเข้าสู่ไขสันหลังที่  T11  และ T12  ถ้าพยาธิสภาพเหนือ T11จะไม่ปวดจากการหดรัดตัวของมดลูก ปัญหาคลอดก่อนกำหนดได้
  • แนะนำให้ตรวจครรภ์ทุกสัปดาห์ ตั้งแต่อายุครรภ์ 28  สัปดาห์ และรับไว้ในโรงพยาบาลเร็ว  การหดรัดตัวของมดลูกมีได้ตามปกติ และคลอดได้ง่าย ไม่ค่อยปวด
  • บางรายอาจต้องตรวจภายในประเมินปากมดลูกสัปดาห์ละครั้งในช่วงใกล้คลอด
  • ในรายที่เสี่ยงต่อ autonomic hyperreflexia  ควรระงับปวดด้วย epidural anesthesia โดยให้ถึงไขสันหลังระดับ T10 และอาจต้องใส่สายสวนปัสสาวะเพื่อลดการกระตุ้นต่อกระเพาะปัสสาวะ
  • แนะนำให้คลอดทางช่องคลอด และมักต้องทำหัตถการช่วยคลอดเนื่องจากปัญหาไม่มีแรงเบ่ง การผ่าตัดทำคลอดถือไปตามข้อบ่งชี้ทางสูติกรรม แผลฝีเย็บควรซ่อมด้วยไหมหรือไนล่อน ส่วน catgut จะดูดซึมได้ไม่ดี สามารถให้นมบุตรได้ การหลั่งน้ำนมยังคงปกติ

 เนื้องอกสมอง(cerebral tumor) (1)          

เนื้องอกสมองบางอย่างขยายใหญ่ขึ้นขณะตั้งครรภ์และฝ่อลงหลังคลอด  (อย่างน้อยก็ชั่วคราว)เช่น meningiomas, neurofibromas และเนื้องอกอื่น ๆ เชื่อว่ามี estrogen receptors อยู่ เนื้องอกส่วนมากมีอาการในครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ ภาวะน้ำคั่งในระวห่างการตั้งครรภ์ทำให้อาการเป็นมากขึ้น ก้อนจะโตและมีเส้นเลือดมาเลี้ยงมากขึ้น ประมาณ 1 ใน 3  ของผู้ป่วยเสียชีวิตระหว่างการตั้งครรภ์  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  malignant gliomas, choroid plexus papillomas และ ส่วนมากของเนื้องอกใต้ต่อ tentorium (ยกเว้น acoustic neuromas) อาจเกิด tentorial herniation ได้ในระยะคลอด

เนื้องอกอันตรายมักจำเป็นต้องผ่าตัดระหว่างการตั้งครรภ์ เนื้องอกชนิด benign (มักเป็น meningioma และ acoustic neuromas) อาจรอผ่าตัดได้หลายสัปดาห์หลังคลอด  ซึ่งเป็นขณะที่ขนาดเนื้องอกเล็กลงและ field ผ่าตัดแห้งกว่า บางรายอาจบรรเทาอาการด้วยการใช้ยากันชักหรือสเตียร์รอยด์  ข้อบ่งชี้สำหรับการทำแท้งเพื่อการรักษาที่ยอมรับกัน คือ  ความดันสูงในกระโหลกศีรษะ ชักที่ควบคุมไม่ได้ มีความผิดปกติทางสายตา สตรีที่เป็น glioma ส่วนมากเลือกยุติการตั้งครรภ์

Prolactinoma

ต่อมใต้สมองและ  prolactinoma บวมขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์  มีอาการหรือไม่แล้วแต่ขนาดของเนื้องอก มีเพียงร้อยละ 5 ของ microadenoma (< 1 ซม.) และร้อยละ 15 ของ macroadenoma ที่จะโตขึ้นจากการตั้งครรภ์  ปกติแล้วจะเกิดปวดศีรษะในครึ่งแรกของการตั้งครรภ์นำมาก่อนการผิดปกติทางสายตาอย่างน้อย 1 เดือน macroadenoma ทำให้การหลั่งฮอร์โมนอื่น ๆ บกพร่องไปได้ เนื้องอกขนาดใหญ่มักได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดก่อนชักนำให้ตกไข่ด้วย bromocriptine แต่การรักษาเหล่านี้มิได้หายขาด จึงควรติดตามการตรวจลานสายตาระหว่างการตั้งครรภ์ ตรวจ CT scan ซ้ำเมื่อมีอาการ การวัด prolactin  เป็นระยะ  ๆ มักไม่มีประโยชน์ เพราะการตั้งครรภ์ปกติก็มีระดับสูงอยู่แล้ว  ความผิดปกติทางสายตาในระยะเริ่มแรกอาจติดตามอย่างใกล้ชิด หรือรักษาด้วย bromocriptine ซึ่งจะพิจารณาเป็นราย ๆ ไป ถ้ามี  visual acquity  ต่ำกว่า 20/50,000 จะต้องให้การรักษา  ถ้าทารกรอดชีวิตแล้วอาจต้องทำให้สิ้นสุดการตั้งครรภ์  ในรายที่ไม่ดีขึ้นด้วย bromocriptine หรือตาบอดฉับพลัน ก็ต้องผ่าตัด  macroadenoma อาจโตขึ้นได้ในระยะให้นมบุตร

ความผิดปกติอื่น ๆ ของระบบประสาท(1,2,7-10)

ตะคริวที่ขา

พบได้ประมาณหนึ่งในสี่ของสตรีในครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ซึ่งอาจเจ็บปวดมากน้อยได้หลายระดับ มักเป็นตอนกลางคืน  หรือตอนเริ่มเคลื่อนขยับจะลุกตื่น มักเป็นกับกล้ามเนื้อน่อง  แต่ที่ต้นขาหรือกล้ามเนื้อสะโพกก็พบได้ สาเหตุของการหดเกร็งกล้ามเนื้อนี้ยังไม่เข้าใจกันชัดเจน ยากที่จะป้องกันได้ การรักษาที่แนะนำกันคือ ให้รับประทานแคลเซี่ยมเสริม ดื่มนมมาก ๆ  นอกจากนี้ความบกพร่องของต่อมธัยรอยด์  และระดับแมกนีเซียมต่ำอาจเป็นสาเหตุให้เกิดกล้ามเนื้อหดเกร็ง หรือทำให้เลวลงได้

Restless Leg Syndrome

พบได้ร้อยละ 10 ของสตรีตั้งครรภ์ มีอาการปวดร้อนที่ขา มีความรู้สึกเหมือนหนอนไต่  มักเป็นตอนหลังเข้านอน 10-20 นาที แต่ขณะนั่งนานๆก็พบได้แต่จะเกิดเพียงอาการเล็กน้อย การเดินอาจช่วยได้  มักเข้าใจผิดว่าเป็นตะคริว ไม่ทราบสาเหตุ การให้กรดโฟลิคอาจลดภาวะนี้ได้  สตรีที่ขาดเหล็กบางคนดีขึ้นเมื่อแก้ไขภาวะซีด ในรายรุนแรงอาจต้องใช้ยากล่อมประสาทขนาดต่ำ ๆ ช่วย

Chorea gravidarum

เป็นความเคลื่นไหวที่ผิดปกติแบบต่อเนื่องและไม่เป็นจังหวะและไม่มีแบบแผนที่แน่นอน  เกิดระหว่างการตั้งครรภ์ เกิดได้ทุกส่วนของร่างกาย อาจเกิดครั้งแรกในช่วงตั้งครรภ์ พบบ่อยในช่วงเดือนที่ 2 -5  มักมีสาเหตุจากไข้รูห์มาติก ธัยรอยด์เป็นพิษ antiphospholipid syndrome Wilson’s disease หรือจากสารพาตกค้าง ต่าง ๆ  อาการต่าง ๆ มักหายได้เอง อาจนานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน

 Myotonic Muscular Dystrophy

เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ autosomal dominant มีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อคอ หน้าและปลายมือปลายเท้า และมีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อเรียบและกล้ามเนื้อมดลูกอาจฝ่อได้  ทำให้การเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารช้า และการคลอดยืดเยื้อได้ ความอ่อนแรงอาจเลวลงขณะตั้งครรภ์ ถ้ามีอาการเกิดขึ้นอาจต้องใช้  phenytoin อาจเพิ่มการแท้งเอง แท้งอาจิณ  คลอดก่อนกำหนด  การตกเลือดหลัง คลอดเกิดจากมดลูกหดตัวไม่ดี แต่ใน myotonia congenita มีการหดรัดตัวของมดลูกแรง ทารกในมารดาที่เป็นโรคนี้อยู่โดยแม้ไม่มีอาการอาจเป็น myotonic muscular dystrophyอย่างรุนแรงได้ อาจมี polyhydramnios จากการที่ทารกกลืนน้ำคร่ำได้ไม่ดี และเพิ่มการตายของทารกแรกคลอดเนื่องจาก respiratory distress และมีปัญหาการให้อาหาร

ก่อนคลอดควรเช็คว่ามารดามีปัญหาในระบบทางเดินหายใจหรือไม่ การใช้ succinylcholine อาจทำให้เกิด spasms รุนแรงและ hyperthermia ส่วนยากลุ่ม curariform สามารถใช้ได้

Polymyositis

เป็นโรคอักเสบของกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นกับแขนขาส่วนบน และกล้ามเนื้อลำตัวเป็นหลัก  อาจเกิดที่ผิวหนังร่วมด้วย polymyositis ในวัยเจริญพันธุ์สัมพันธ์กับโรคทางคอลลาเจนได้บ่อย รักษาด้วยคอร์ติโคสเตียรอยด์ขนาดสูง ๆ การใช้ azathioprine และ cyclophosphamide สงวนไว้ใช้ในรายรุนแรงมากและควรหลีกเลี่ยงในสตรีตั้งครรภ์   และถ้าโรค  active  จะเพิ่มการสูญเสียทารกแต่ไม่พบ  polymyositis หรือ dermatomyositis เกิดแก่ทารกแรกคลอดที่รอดชีวิต

Carpal Tunnel Syndrome

เกิดจากการที่ median  nerve  ใน  carpal tunnel ถูกรัด ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากการบวมขณะตั้งครรภ์ มีอาการชา ปวด บริเวณนิ้วชี้ นิ้วกลาง  และนิ้วนาง มักเป็นตอนกลางคืน  ถ้าเป็นมากอาจมีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ thenar ร้อยละ 80  จะเป็นสองข้าง ควรแยกจาก De  Quervain  tendinitis ซึ่งเกิดจากการบวมของ  conjoined  tendons  และ sheaths ใกล้กับปลายเรเดียส

การวินิจฉัย     จากอาการและอาการแสดงดังกล่าว ความรู้สึกตามแนวของ median  nerve ลดลง หรืออ่อนแรงลงด้วย และถ้าเคาะ median nerve ที่ข้อมือจะชาที่ส่วนปลายนิ้ว (Tinel’s sign) ถ้างอพับข้อมือสักครู่จะมีอาการมากขึ้น (Phelen’s maneuver)

การรักษา       อาการจะดีขึ้นและหายไปเองใน 3 เดือน ให้รักษาตามอาการ อาจใส่สพลิ้นท์ท่างอข้อมือเล็กน้อย เช่น ขณะนอน ซึ่งมักจะช่วยบรรเทาอาการได้ดี การผ่าตัดทำแยก  trans carpal ligament เพื่อบรรเทาอาการ จะพิจารณาทำในรายมีการอ่อนแรงของ abductor  pollicis brevis และ opponens pollicis

Guillain-Barre’ syndrome(Acute inflammatory demyelinating olyradiculoneuropathy,AIDP)

เป็น demyelinating polyneuropathy ชนิดอักเสบเฉียบพลัน สัมพันธ์กับการติดเชื้อ จะเกิดภายใน 30 วันหลังได้รับเชื้อ  มีลักษณะคือ รีเฟลกซ์หายไป กล้ามเนื้อแขนขาและหน้าอ่อนแรงแบบสมมาตร สูญเสียการรับรู้ทางประสาทสัมผัส  และอาการทางประสาทอัตโนมัติ อาจมีอัมพาตในการหายใจและการกลืน  การควบคุมปัสสาวะมักปกติ อาการมักจะเลวลงเป็นเวลา 1-4  สัปดาห์ก่อน  แล้วดีขึ้นเอง การทำ plasmapheresis ใน 10 วันแรก  หลังเริ่มมีอาการอ่อนแรงจะช่วยให้ฟื้นเร็ว ผู้ป่วยอายุน้อยมักกลับมาปกติสมบูรณ์ดังเดิม ปัญหาสำคัญคือการหายใจไม่ได้ พบบ่อยในระยะหลังคลอดถึง 3 เท่า

ผลของการตั้งครรภ์ต่อโรค     การตั้งครรภ์ไม่ทำให้การดำเนินโรคเปลี่ยนแปลง แต่อาจกระทบกระเทือนต่อการควบคุมการถ่ายปัสสาวะและการหายใจบ้าง

ผลของโรคต่อการตั้งครรภ์     การคลอดก่อนกำหนดเกิดขึ้นได้ในรายรุนแรง แต่การแท้งไม่เพิ่มขึ้น  โรคไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อการหดรัดตัวของมดลูก ทารกไม่มีอาการของ Guillain-Barre’ syndrome

การรักษา  plasmapheresis หรือ immune globulin ใช้รักษาในระยะแรก ๆ ของโรค ป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง  ๆ ด้วยการเฝ้าสังเกตผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด (ทั้งแพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด)  การรักษาด้วยสเตียรอยด์ มักสงวนไว้ใช้ในรายไม่ดีขึ้นหลังเริ่มอ่อนแรง 4-6 สัปดาห์ อนุญาตให้เลี้ยงลูกด้วยนมมารดา

Gestational Polyneuropathy

มีอาการชาหรือเจ็บปลายมือปลายเท้า ถ้าเป็นมากอาจสูญเสียประสาทสัมผัสความรู้สึก  แขนขาอ่อนแรงและรีเฟลกซ์หายไป อาจเกิดจากการขาด thiamine ในกลุ่มติดแอลกอฮอล์ แพ้ท้องรุนแรง เบาหวาน  และอาจสัมพันธ์ กับ Wernicke’s encephalopathy   รักษาด้วยการให้อาหารและวิตามินเสริมอย่างเพียงพอ   ถ้ามี Wernicke’s encephalopathy ควรให้ thiamine แบบฉีดอย่างน้อย 1 สัปดาห์

Bell’s Palsy

เป็นอัมพาตชนิด  lower motor neurone ของเส้นประสาทคู่ที่ 7  มักเกิดฉับพลัน ภายใน 48 ชั่วโมง และเป็นข้างเดียว ทำให้อ่อนแรงของบริเวณหน้า หนังตาบน มุมปากล่าง ปากเบี้ยว กลืนลำบาก พูดไม่ชัด พบไม่บ่อย แต่พบคนตั้งครรภ์มากกว่าคนไม่ตั้งครรภ์ 4 เท่า พบบ่อยในไตรมาสที่สามคือร้อยละ 75  ในรายที่มีการติดเชื้อไวรัส เช่น  Herpes หรือ HIV-1  มีโอกาสเป็นได้ง่ายขึ้น   ในคนที่เป็น bell palsy อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด gestational hypertension    มีพยากรณ์โรคดี มักหายเองอย่างสมบูรณ์ภายใน 6 สัปดาห์หลังคลอด มีโอกาสกลับเป็นซ้ำในครรภ์ต่อไป   การให้สเตียรอยด์ขนาดสูงในระยะสั้น ๆ ใช้ในรายที่กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงมาก

Meralgia Paresthetica

เป็นอาการปวดชาตามด้านนอกของต้นขาเกิดจาก  lateral femoral cutaneous nerve  ถูกรัดขณะที่ลอดผ่าน inguinal ligament ความอ้วนและการเพิ่มน้ำหนักอย่างรวดเร็วของการตั้งครรภ์  เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดภาวะนี้ มักเป็นในไตรมาสที่สาม ค่อยๆหายไปเองหลังคลอด ไม่ต้องรักษา

Maternal Obstetric Palsy

เป็นอาการปวดชา หรืออ่อนแรงเนื่องจากเส้นประสาทถูกกดขณะมีการคลอดยาวนาน ปัญหาที่พบบ่อยที่สุด คืออาการ foot drop หลังคลอด เนื่องจาก lumbosacral trunk (L4,L5 roots) ถูกหน้าผากทารกกดต้านกับ sacral alar จะเกิดด้านตรงข้ามกับ occiput ของทารก ซึ่งอยู่ด้านหน้าของช่องเชิงกราน

  • footdrop  อาจเกิดจากการกด  common peroneal  nerve  ระหว่างที่จับขาของท่าขบนิ่วกับหัวfibula
  • obturator nerve อาจถูกกดได้ในระยะคลอด ทำให้มี adduction ของขาอ่อนแรงลง และรู้สึกชาแถวต้นขาด้านใน     พยากรณ์โรคดีมาก เพราะมีเพียงช้ำหรือฉีกขาด  myelin sheath ดีขึ้นชัดเจนหลังคลอด

Wilson’s Disease

เป็นโรคที่มี hepatolenticular degeneration เกิดจากความผิดปกติในเมตาบอลิซึมของทองแดงซึ่งเป็นมาโดยกำเนิด มักเป็นในช่วงอายุ 10-20 ปี เมื่อมีการนำ D-penicillamine  มารักษาทำให้ผู้ป่วยบางรายสามารถตั้งครรภ์ได้ และดำเนินการตั้งครรภ์ไปจนครบกำหนด และคลอดลูกปกติ

แนะนำให้รักษาโดยวิธีให้ chelation ด้วย D-penicillamine (0.5 กรัม) ร่วมกับวิตามินบี 6 (เพราะ D-penicillamine มีฤทธิ์ต้านวิตามินบี 6) ในระหว่างการตั้งครรภ์อาการดีขึ้น ถ้าวางแผนจะผ่าตัดทำคลอดทางหน้าท้องแนะนำให้ลดขนาดของ D-penicillamine ลงเป็น 0.25 กรัม เนื่องจากยาทำให้การหายของแผลไม่ดี สามารถให้นมบุตรได้ น้ำนมมีปริมาณทองแดงปกติ

Pseudotumor Cerebri

เป็นกลุ่มอาการจากการเพิ่มความดันในกระโหลกศีรษะโดยไม่มีก้อนเนื้องอกและhydrocephalus มักมีอาการเพียงปวดศีรษะอย่างเดียวซึ่งบางทีอาจตรวจพลาดได้ถ้าไม่ตรวจจอตาซึ่งจะพบ papilledemaอาการและอาการแสดงอย่างอื่น ได้แก่ มองไม่ชัด มองไม่เห็นภาพสี ลานสายตาบกพร่อง  มองเห็นภาพซ้อน มักพบในสตรีอ้วน อายุน้อย มักเริ่มเป็นขณะกึ่งการตั้งครรภ์ เป็นอยู่นาน 1-3 เดือน หายได้เอง บางรายไม่ดีขึ้นจนกว่าจะถึงหลังคลอด การเกิดซ้ำในครรภ์ต่อมาพบไม่บ่อย สตรีอ้วนที่เป็นภาวะนี้แล้วมาตั้งครรภ์ อาการมักจะเลวลง ไม่พบผลเสียต่อปริกำเนิด การดำเนินการคลอดเหมือนปกติ ไม่ห้ามการให้ยาชาทางไขสันหลัง

การวินิจฉัย     แยกพยาธิสภาพอื่นๆในสมองด้วย CT scan และการตรวจพบแรงดันน้ำไขสันหลังสูง ความเข้มข้นของโปรตีนใน CSF น้อยกว่า 20 มก/ 100 มล.

การรักษา       ระหว่างการตั้งครรภ์อาจต้องเจาะหลังหลาย ๆ ครั้ง หรือใช้ยากลุ่ม acetazolamide furosemide topiramate  หรือ   การใช้สเตียรอยด์   เพื่อลดความดันภายในช่องไขสันหลัง ในรายรุนแรง   จำกัดแคลอรี  กรณีที่ไม่ดีขึ้น มีความผิดปกติทางสายตา  ต้องพิจารณาทำ  lumboperitoneal shunt ป้องกันตาบอด ในรายมีอาการเล็กน้อยอาจเพียงติดตามสังเกตอาการโดยตรวจ ลานสายตาเป็นระยะ

Multiple Sclerosis (MS)

MS เป็น demyelinating disorder ที่พบได้บ่อยที่สุด ไม่ทราบสาเหตุ มีอาการสำคัญคือ สายตาไม่ดี  และมี optic neuritis ได้บ่อย นอกจากนั้นอาจมีอาการอื่น ๆ ได้แก่ ystagmus,  dysarthria, การรับรู้สั่นสะเทือนลดลง สั่นพริ้ว (intention tremor) แขนขาอ่อนแรง หดเกร็ง  กระเพาะปัสสาวะทำงานไม่ดี พบได้น้อยในคนตั้งครรภ์ ซึ่งการดำเนินโรคส่วนใหญ่ไม่เปลี่ยนแปลง แต่แย่ลงได้ร้อยละ 10 อย่างไรก็ตามการกำเริบอาจเพิ่มขึ้นในช่วงหลังคลอดถึง 3 เท่า  แต่การให้นมบุตรไม่ทำให้โรคกำเริบหลังคลอดมากขึ้น

  • ในรายที่ไม่รุนแรง ไม่มีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์
  • ในรายที่มีปัญหาขับถ่ายปัสสาวะไม่ได้ ต้องระวังการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะควรตรวงเพาะเชื้อทุกเดือน
  • การตั้งครรภ์มีผลต่อการรักษา เพราะยาส่วนใหญ่ที่ใช้จัดเป็น teratogen เช่น methotrexate Cytoxan หรือ Interferon แต่ คอร์ติโคสเตียรอยด์ และ adenocorticotrophin(ACTH) สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย อาจเพียงช่วยลดความรุนแรงของการกำเริบ
  • ให้คลอดทางช่องคลอดตามปกติ แต่อาจเพิ่มโอกาสการทำหัตถการ เช่น ใช้คีมหรือเครื่องดูดสูญญากาศ
  • โอกาสที่ลูกจะเป็น multiple sclerosis ด้วยสูงขึ้นเป็น 15 เท่า

 การวินิจฉัย    อาศัยประวัติการตรวจร่างกาย และ MRI จะพบรอยโรคจำเพาะใน white  matter (plaque ของตำแหน่ง demyelination) กว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วย

เอกสารอ้างอิง

  1. Cunningham FG, Leveno KJ, Bloom SL, Hauth JC, Rouse DJ, Spong CY. Williams Obstetrics 23rd ed. McGraw-Hill : New York, 2010: 1164-83
  2. Aminoff MJ. Neurologic disorders. In: Creasy RK,  Resnik R, Iams JD, editors. Creasy and Resnik’s Maternal-Fetal Medicine: Principles and Practice. 6th ed. Saunders Elsevier : Philadelphia, 2009:1089.
  3. Edmund F. Funai, Mark I. Evans and Charles J. Lockwood. High risk Obstetrics the requisites in Obstetrics and Gynecology. Mosby Elsevier. 2009
  4. Maternal-fetal medicine. สถิติประจำปี 2534-2554 หน่วยเวชศาสตร์มารดาและทารก ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2554
  5. Borthen I, Gilhus NE. Pregnancy complications in patients with epilepsy. Curr Opin Obstet Gynecol. 2012 Feb 9 [Epub ahead of print].
  6. American College of Obstetricians and Gynecologists. ACOG Committee Opinion: Number 275, September 2002. Obstetric management of patients with spinal cord injuries. Obstet Gynecol. 2002;100(3):625.
  7. Cook SD, Troiano R, Bansil S, Dowling PC. Multiple sclerosis and pregnancy. Adv Neurol 1994; 64:83.
  8. Kalayjian L, Goodwin M. Nervous System & Autoimmune Disorders in Pregnancy. In: DeCherney AH, Nathan L, Goodwin TM, Laufer N, editors. Current Diagnosis & Treatment Obstetrics & Gynecology.10th ed. McGraw-Hill : New York, 2003.
  9. Mabie WC. Peripheral neuropathies during pregnancy. Clin Obstet Gynecol 2005; 48:57.
  10. Padua L, Aprile I, Caliandro P, et al. Symptoms and neurophysiological picture of carpal tunnel syndrome in pregnancy. Clin Neurophysiol 2001; 112:1946

 

Read More

โรคต่อมธัยรอยด์ในสตรีตั้งครรภ์

 โรคต่อมธัยรอยด์ในสตรีตั้งครรภ์

อ.พญ.สุชยา ลือวรรณ


การเปลี่ยนแปลงของการทำงานของต่อมธัยรอยด์ขณะตั้งครรภ์

การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาในการตั้งครรภ์ปกติ มีผลทำให้การทำงานของต่อมธัยรอยด์เปลี่ยนแปลงไปมาก ที่สำคัญได้แก่ การเพิ่มขึ้นของ thyroxine binding globulin (TBG) ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระตุ้นของเอสโตรเจนที่สูงมากขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์และมีการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ เป็นผลตามมาอีกมาก ทั้งที่ถือว่าครรภ์ปกติอยู่สภาพธัยรอยด์ปกติ แต่ก็มีการเพิ่มขึ้นของ basal metabolic rate  ขนาดของต่อมธัยรอยด์ และเพิ่มการจับไอโอดีนกัมมันตรังสี

การทำงานของต่อมธัยรอยด์ในคนตั้งครรภ์สรุปได้ดังนี้ (1)

  1. .ต่อมธัยรอยด์โตขึ้นเล็กน้อย แต่อยู่ในภาวะ euthyroid
  2. ระดับของ TSH มีการเปลี่ยนแปลงไม่ชัดเจน แต่ ในช่วงไตรมาสแรก  TSH จะต่ำกว่าปกติ เนื่องจากฮอร์โมน hCG ที่ทำงานคล้ายคลึงกับธัยรอยด์ฮอร์โมนเพิ่มขึ้นทำให้การสร้างและหลั่ง TSH ลดลง ซึ่งจะมีผลมากในช่วงอายุครรภ์ 7-11 สัปดาห์ ค่าปกติของ TSH ในช่วงการตั้งครรภ์จะเปลี่ยนไปตามไตรมาส โดยที่ในไตรมาสแรก ค่าอยู่ระหว่าง 0.2-2.5 มิลลิยูนิต/ลิตร ในไตรมาสที่สองและเป็น  0.3-3.0 มิลลิยูนิต/ลิตร
  3. .TBG เพิ่มมากขึ้น ทำให้ระดับ total T3,T4 เพิ่มขึ้น ในช่วงอายุครรภ์ 4-8 สัปดาห์  แต่ free T3 และอยู่ในระดับปกติ หลัง 12-14 สัปดาห์ TBG ก็จะเพิ่มถึงระดับสูงคงที่ ซึ่ง T3,T4 ก็ขึ้นตามไปด้วยกัน
  4. T3 resin uptake (RT3U) ลดลงจากร้อยละ 25-35 เป็นร้อยละ 20-(คล้ายกับคนไม่ตั้งครรภ์ที่เป็นhypothyroidism สะท้อนถึงส่วน TBG ที่ยังว่างจากการถูกจับมีมากขึ้น)
  5. Free thyroxin index (FTI) ไม่มีการเปลี่ยนแปลงถึงแม้ TBG จะเพิ่มขึ้น
  6. .ต่อมจับสารไอโอดีนกัมมันตรังสีได้มากขึ้น
  7. .BMR ในครรภ์ปกติเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20
  8. T4 ผ่านรกได้น้อยแต่มีนัยสำคัญ แต่ T3 ไม่ผ่านรก
  9. TSH ถือว่าเป็นฮอร์โมนที่ไม่ผ่านรก                 

ภาวะพร่องธัยรอยด์ฮอร์โมนในสตรีตั้งครรภ์ (Hypothyroidism) (2-3)

hypothyroidism ในระหว่างการตั้งครรภ์พบได้ไม่บ่อย อุบัติการณ์ต่ำ ประมาณ 2-3 ต่อสตรีตั้งครรภ์ 1000 ราย อาจเป็นเพราะสตรีที่เป็น hypothyroidism  จะมีภาวะมีบุตรยาก ซึ่งมักสัมพันธ์กับการไม่ตกไข่  สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของ  primary hypothyroidism (พยาธิสภาพอยู่ที่ต่อมธัยรอยด์) คือ idiopathic hypothyroidism  ซึ่งมีแอนติบอดีย์ต่อต่อมธัยรอยด์ ต่อมฝ่อลง ถ้าต่อมตอบสนองต่อการเพิ่ม TSH ด้วยการเกิดคอพอกเรียกว่า Harshimoto’s disease  และภาวะขาดไอโอดีน สาเหตุอื่นที่พบรองลงไปคือ iatrogenic จากการผ่าตัดหรือได้รับไอโอดีนกัมมันตรังสี  การใช้ยากลุ่ม amiodarone   ยาต้านธัยรอยด์หรือ lithium เป็นต้น ในการดูแลรักษาจะแบ่งภาวะพร่องธัยรอยด์ออกเป็น 2 ชนิด คือ clinical  หรือ overt hypothyroidism  และ subclinical hypothyroidism

1 ภาวะพร่องธัยรอยด์ชนิดมีอาการ(Overt hypothyroidism, OH )

โดยมากเกิดจาก Hashimoto thyroiditis  ร้อยละ 0.3-0.5   อาการที่พบบ่อยได้แก่  เหนื่อยง่าย อารมณ์ผันผวน ผิวหยาบและแห้ง ผมแห้ง เสียงแหบ น้ำหนักเพิ่ม กลืนลำบาก ขี้หนาว เบื่ออาหาร ท้องผูก วินิจฉัย ได้โดยการตรวจระดับ thyrotropin  จะเพิ่มสูง (TSH>2.5 มิลลิยูนิต/ลิตร)และ thyroxin (FT4) ต่ำผิดปกติ การตรวจ thyroid autoantibodies titer ได้แก่ แอนติบอดีย์ ของ thyroid peroxidase (TPO) และ thyroglobulin (TG) (TPOAb and TGAb) จะช่วยยืนยันสาเหตุที่เกิดจาก autoimmune

2. ภาวะพร่องธัยรอยด์ไม่มีอาการ หรือ แอบแฝง (subclinical hypothyroidism, SCH)

 พบได้ร้อยละ 1.5-4  วินิจฉัย จากระดับ TSH  สูงแต่ FT4 ปกติ พบบ่อยขึ้นในรายเบาหวาน type I ทั้งที่ฮอร์โมนธัยรอยด์ก่อนการตั้งครรภ์ปกติ

 ผลของการตั้งครรภ์ต่อโรค    

โดยทั่วไปแล้วการตั้งครรภ์ไม่มีผลต่อการดำเนินโรค แต่อย่างไรก็ตามรายที่เป็น euthyroid แต่มีแอนติบอดีย์ต่อธัยรอยด์จะปรากฏอาการพร่องธัยรอยด์ชัดเจนได้ถึงร้อยละ 40

 ผลของโรคต่อการตั้งครรภ์    

พบภาวะแท้งได้ถึง ร้อยละ 60  ส่วนภาวะแทรกซ้อนทางสูติกรรมอื่น ๆ เช่น ความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ รกลอกตัวก่อนกำหนด หรือ ตกเลือดหลังคลอด ก็อาจเกิดขึ้นได้  ทารกในครรภ์ จะ เพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด  ทารกน้ำหนักน้อย รวมถึงทารกตายคลอด  ด้านสติปัญญา พบว่า ระดับความสามารถทางสติปัญญา (IQ) น้อยกว่าเด็กทั่วไป มีโอกาสเกิดปัญหาด้านพัฒนาการเรียนรู้สูงถึง 3 เท่า

Isolated Maternal Hypothyroxinemia

คือ ภาวะที่ ระดับ FT4 ต่ำ แต่ TSH ปกติ  พบได้ ร้อยละ 1.3  ของสตรีตั้งครรภ์ จากรายงานของ Casey (2007) พบว่าภาวะนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์และทารกในครรภ์  และไม่จำเป็นต้องตรวจคัดกรองในสตรีตั้งครรภ์

สรุปหลักการรักษา hypothyroidism ในสตรีตั้งครรภ์ อ้างอิงจาก The American Thyroid Association ปี 2011(3)

  • ในรายที่เป็น  Overt hypothyroidism หรือระดับ TSH สูงกว่าค่าปกติในแต่ละช่วงอายุครรภ์ และระดับ FT4 ต่ำกว่าปกติ  หรือ TSH มากกว่า 10 มิลลิยูนิต/ลิตรเพียงอย่างเดียว และ Subclinical hypothyroidism ที่มี แอนติบอดีย์ต่อ Thyroid peroxidase(TPOAb) ควรจะให้การรักษาระหว่างการตั้งครรภ์ แต่ในรายที่ไม่มี TPOAb ยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนเพียงพอถึงความจำเป็นในการรักษา
  • ในรายที่เป็น Isolated hypothyroxinemia ไม่จำเป็นต้องรักษา
  • ในรายที่มี TPOAb โดยที่ระดับฮอร์โมนปกติ และไม่ได้รับยา ควรตรวจติดตามระดับ TSH เฝ้าระวังการเกิด hypothyroidism
  • ยาที่ใช้รักษาอยู่ในรูปแบบรับประทาน คือ levothyroxine(LT4)  และไม่แนะนำให้ใช้ รูปแบบอื่น เช่น T3 หรือ desiccated thyroid
  • SCH ที่ไม่ได้รับการรักษาระหว่างการตั้งครรภ์ ควรมีการตรวจติดตามระดับ TSH และ FT4 เป็นระยะ

เป้าหมายในการรักษา       

ควบคุมให้ระดับ TSH อยู่ในเกณฑ์ดังนี้(4)

  • ไตรมาสแรก          0.1-2.5 มิลลิยูนิต/ลิตร
  • ไตรมาสที่สอง        0.2-3.0 มิลลิยูนิต/ลิตร
  • ไตรมาสที่สาม        0.3-3.0 มิลลิยูนิต/ลิตร

การตรวจติดตาม     

ตรวจวัดระดับ TSH และ FT4 ทุก 4 สัปดาห์ในช่วงครึ่งแรกของการตั้งครรภ์ จนกระทั่งถึง 16-20 สัปดาห์ และควรตรวจซ้ำอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ในช่วง 26-32 สัปดาห์

  • ในรายที่ได้รับการรักษามาตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์  ควรปรับเพิ่มขนาดยา LT4 ขึ้นอีกร้อยละ 25-30 ทันทีที่ทราบว่าตั้งครรภ์ เพราะร่างกายต้องการ T4 เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ตั้งแต่ช่วงอายุครรภ์ 4-6 สัปดาห์ ไปจนถึง 16-20 สัปดาห์
  • ก่อนตั้งครรภ์ควรควบคุมระดับ TSH ให้น้อยกว่า 2.5 มิลลิยูนิต/ลิตร
  • หลังคลอด  ควรปรับลดระดับยาลงมาให้ใกล้เคียงช่วงก่อนตั้งครรภ์ และตรวจวัดระดับ TSH ซ้ำหลังคลอด 6 สัปดาห์
  • Hypothyroidism  ที่ได้รับการรักษาและตรวจติดตามระดับ TSH และ FT4 อย่างเหมาะสมในระหว่างการตั้งครรภ์ ไม่จำเป็นต้องตรวจพิเศษอย่างอื่นๆ เพิ่มเติมทั้งในมารดาและทารกในครรภ์ ( เช่น ตรวจอัลตราซาวด์ประเมินทารกในครรภ์  ตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ ด้วย nonstress test เป็นต้น)
  • มีการศึกษา RCT เกี่ยวกับการให้ selenium เพื่อป้องกัน การเกิด postpartum thyroiditis ปัจจุบัน ยังไม่แนะนำให้ใช้ selenium ในสตรีตั้งครรภ์ ที่มี TPOAb + เนื่องจากยังไม่มีการศึกษาที่สนับสนุนเพียงพอถึงประโยชน์ของการรักษา

อนึ่งคอพอกธรรมดาในสตรีตั้งครรภ์ที่ไม่มีปัญหาฮอร์โมนบกพร่อง ไม่มีผลต่อการดำเนินการตั้งครรภ์   nodule เดี่ยวๆของต่อมธัยรอยด์ในคนอายุน้อยก็อาจเป็นมะเร็งได้ (ส่วนใหญ่เป็นมะเร็ง low grade  ชนิด papillary  หรือ  follicular)  ในสตรีที่ไม่ตั้งครรภ์จะทดสอบโดยการให้ไอโอดีนกัมมันตรังสี  ถ้าเป็น nonfunctioning (cold) มีโอกาสเป็นมะเร็งสูงกว่า ในสตรีตั้งครรภ์ทดสอบได้โดยให้ T4  ขนาดสูงเพื่อลดขนาดของ nodule ถ้าลดขนาดได้ ให้ T4 ไปตลอดการตั้งครรภ์ ถ้าขนาดไม่ลดลงควรผ่าตัด

การให้ไอโอดีนเสริมในครรภ์ปกติ(3)

ในสตรีตั้งครรภ์และหลังคลอด จะมีความต้องการไอโอดีนเพิ่มขึ้นเนื่องจาก ระหว่างการตั้งครรภ์มีการสร้างธัยรอยด์ฮอร์โมนเพิ่มมากขึ้น การขับไอโอดีนออกทางไตเพิ่ม และต้องแบ่งให้ทารกในครรภ์  ส่วนหลังคลอด ทารกจะได้ไอโอดีนผ่านทางน้ำนมแม่   ถ้าขาดไอโอดีนย่างรุนแรง มีผลให้สร้างธัยรอยด์ฮอร์โมนลดลง  เกิดคอพอกในมารดาและทารก   และเพิ่มอัตราการแท้ง ทารกตายคลอดและภาวะทุพพลภาพของทารกในครรภ์ การขาดธัยรอยด์ในช่วงเดือนที่ 3-4 ของการตั้งครรภ์จะมีผลกระทบกับการพัฒนาของระบบประสาท และสติปัญญาของทารกหลังคลอด และทำให้เกิดภาวะพร่องธัยรอยด์โดยกำเนิด  (congenital hypothyroidism)  ทารกปัญญาอ่อน เป็นใบ้หูหนวก ได้  หลาย ๆ องค์กรจึงแนะนำให้เสริมไอโอดีนในสตรีตั้งครรภ์  ทั้งนี้

  • WHO (2007) ได้กำหนดว่าในสตรีตั้งครรภ์ได้รับไอโอดีน ในปริมาณที่เหมาะสมจะมีค่าไอโอดีนในปัสสาวะ อยู่ระหว่าง 149-249 มคก./ล.
  • The American Thyroid Association (2011) แนะนำให้สตรีตั้งครรภ์และให้นมบุตรควรได้รับไอโอดีนเสริม 250 มคก./วัน  โดยได้รับจากอาหารที่รับประทาน ร่วมกับยาเสริมไอโอดีนในรูปของ potassium iodide ขนาด 150 มคก./วัน หรือในรูปของเกลือไอโอดีน

ในประทศไทย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้สำรวจข้อมูลพบว่า โรคขาดสารไอโอดีน (Iodine Deficiency Disorder-IDD) ของไทยมีแนวโน้มเป็นปัญหามากขึ้น จากการสำรวจไอโอดีนในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์เมื่อ พ.ศ.2552พบว่าร้อยละ 59  มีปัญหาการขาดสารไอโอดีน  มีระดับไอโอดีนในปัสสาวะต่ำกว่า 150 มคก/ล.  และจากการสำรวจระดับไอคิวของกลุ่มเด็ก 6000 คน จาก21 จังหวัดปี พ.ศ.2552 พบว่ามีไอคิวเฉลี่ย 91  จุด ซึ่งค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับมาตรฐานไอคิวเฉลี่ยของสากลคือ 90-110 จุด  องค์การเภสัชกรรมของประเทศไทย ได้ผลิตยาเสริมไอโอดีน ซึ่งมี 2 สูตรดังนี้

  • TRIFERDINE 150 (ยาเม็ดผสมประกอบด้วย Iodine 0.15 มก.+Ferrous fumarate 185 มก. +Folic acid 0.4 มก.) ให้กินวันละ 1 เม็ด ตลอดการตั้งครรภ์และขณะเลี้ยงลูกด้วยนม
  • Iodine GPO (Iodine เดี่ยว ขนาด 0.15 มก.) สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่เป็น Thalassemia ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องการได้รับธาตุเหล็ก ให้กินวันละ 1 เม็ด

คอพอกเป็นพิษในสตรีตั้งครรภ์ (Thyrotoxicosis) (3-6)

คอพอกเป็นพิษในสตรีตั้งครรภ์พบได้ราว 1:1000-1:2000 สถิติของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ในปี 2553 พบโรคคอพอกเป็นพิษในสตรีตั้งครรภ์ร้อยละ 1.1 ของการคลอด สาเหตุของคอพอกเป็นพิษขณะตั้งครรภ์ ได้แก่ Graves’ disease เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด เป็นโรคออโตอิมมูน thyroid stimulating  immunoglobulin (TSI) เป็นแอนติบอดีย์จับกับ receptor ของ TSH  และกระตุ้นต่อมธัยรอยด์ให้สังเคราะห์และหลั่งฮอร์โมน เพิ่มขึ้นและทำให้เกิดอาการของคอพอกเป็นพิษ ส่วน   Plummer’s disease ในวัยเจริญพันธุ์ พบได้ค่อนข้างน้อยเพราะเกิดขึ้นใน nodular goiter ที่เป็นมายาวนาน  สาเหตุอื่น ๆ เช่น การตั้งครรภ์แฝด ครรภ์ไข่ปลาอุก หรือมะเร็งเนื้อรก   คอพอกเป็นพิษอาจเกิดจากการตั้งครรภ์เอง เรียกว่า Gestational hyperthyroidism หรือ Transient  hyperthyroidism เกิดในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ ระดับของ FT4 สูงอย่างเดียว โดยที่ TSH จะต่ำมาก โดยไม่ได้เกิดจาก autoimmunity  พบได้ ร้อยละ 1-3 ของสตรีตั้งครรภ์ สัมพันธ์กับระดับของ hCG ที่สูงขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ อาจพบร่วมกับ hyeremesis gravidarum    ซึ่งจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนอย่างรุนแรง  มากกว่าร้อยละ 5 จะมี น้ำหนักลด ขาดสารน้ำ และมีคีโตนในปัสสาวะ(ketonuria)  

 การวินิจฉัยคอพอกเป็นพิษระหว่างการตั้งครรภ์ 

การวินิจฉัยอาจยากขึ้นเพราะสตรีตั้งครรภ์ปกติอาจมีอาการและอาการแสดงแบบคอพอกเป็นพิษที่ไม่รุนแรงได้ หรือ Gestational hyperthyroidism เช่น

  • การเพิ่มการไหลเวียนของเลือดบริเวณผิวหนังในระหว่างการตั้งครรภ์  ทำให้ทนร้อนไม่ค่อยได้  ผิวหนังอุ่น
  • ชีพจรเร็วขึ้นเล็กน้อยในระหว่างครรภ์ปกติ
  • การเปลี่ยนแปลงผลการทดสอบการทำงานของต่อมธัยรอยด์ ในครรภ์ปกติมีระดับธัยรอยด์ฮอร์โมนเพิ่มขึ้น, ต่อมจับไอโอดีนกัมมันตรังสีเพิ่มขึ้น

อาการแสดงของคอพอกเป็นพิษ  เช่น น้ำหนักลด  อาจถูกบดบังไว้ด้วยการเพิ่มน้ำหนักของการตั้งครรภ์ การเปลี่ยนแปลงทางตาของ Graves’ disease หรือ pretibial myxedema อาจช่วยได้ แต่อาจไม่จำเพาะต่อคอพอกเป็นพิษเสมอไป อาการแสดงที่ช่วยในการวินิจฉัยคอพอกเป็นพิษระหว่างการตั้งครรภ์ที่เกิดจาก Grave’s disease ออกจาก Gestational hyperthyroidism ได้แก่

  • ชีพจรเร็วมากกว่าครรภ์ปกติ ชีพจรขณะพักมากกว่า 100 ครั้ง/นาทีหรือชีพจรเร็วขณะหลับ
  • การมี onycholysis หรือปลายเล็บยกแยกขึ้นจากฐาน ตาโปน ต่อมธัยรอยด์โต (ครรภ์ปกติก็อาจโตได้บ้าง) ช่วยสนับสนุนคอพอกเป็นพิษ
  • ไม่สามารถเพิ่มน้ำหนักได้อย่างครรภ์ปกติ

การตรวจการทำงานของต่อมธัยรอยด์

TSH < 0.1 มิลลิยูนิต/ลิตร และระดับ FT4 > 15 มค./ดล. บ่งชี้ว่าเป็นคอพอกเป็นพิษ  หรือถ้าเป็น T3 thyrotoxicosis ผู้ป่วยจะมีคอพอก แต่เมื่อตรวจ FT4 แล้วปกติให้นึกถึงภาวะนี้  ในผู้ป่วยที่ไม่ขาด TBG เมื่อตรวจพบ RT3U ระหว่างตั้งครรภ์อยู่ในเกณฑ์ปกติของคนไม่ตั้งครรภ์ ก็บ่งชี้ว่าเป็นคอพอกเป็นพิษ   free thyroxin index(FTI) ก็พอจะนำมาช่วยวินิจฉัยคอพอกเป็นพิษระหว่างการตั้งครรภ์ได้ อย่างไรก็ตามการเพิ่มของ TBG ระหว่างการตั้งครรภ์ ทำให้ค่า FTI ไม่แน่นอนนัก  ไม่ถูกต้องเหมือนค่า FT4 จริงๆ การตรวจหา FT4 หรือ FT3 ให้การวินิจฉัยที่แน่นอนแต่เทคนิคการตรวจยุ่งยากกว่า

ผลของการตั้งครรภ์ต่อคอพอกเป็นพิษ   

  • การดำเนินโรคของคอพอกเป็นพิษระหว่างการตั้งครรภ์และหลังคลอดมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายระหว่างการตั้งครรภ์  ในระยะแรกของการตั้งครรภ์โรคอาจมีการกำเริบได้ แต่เมื่ออายุครรภ์มากขึ้นการดำเนินโรคมีแนวโน้มดีขึ้น  น้อยมากที่จะมีอาการเลวลงขณะที่อายุครรภ์มากขึ้น มีรายงานว่าสามารถหยุดยาต้านธัยรอยด์ได้ในไตรมาสที่สามได้ถึงร้อยละ 40 แต่ในระยะหลังคลอดจะมีโอกาสโรคกำเริบสูงขึ้นชัดเจน มีหลักฐานบ่งชี้ว่าการตั้งครรภ์มีการกดระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ TSI ลดลงและอาการของโรคดีขึ้นหรือสงบลงระหว่างตั้งครรภ์
  • การตั้งครรภ์ ทำให้การวินิจฉัยยากขึ้นเพราะค่าการทดสอบต่างๆของต่อมธัยรอยด์เปลี่ยนแปลงไป
  • การตั้งครรภ์ส่งเสริมทำให้เกิดหัวใจล้มเหลวมากขึ้นในกลุ่มที่ควบคุมโรคไม่ดี  หัวใจล้มเหลวเกิดจากผลระยะยาวของฮอร์โมนธัยรอยด์ต่อหัวใจ ซึ่งจะถูกซ้ำเติมด้วยความดันโลหิตสูงจากการตั้งครรภ์ ติดเชื้อ ซีด

 ผลของโรคต่อการตั้งครรภ์    

อาจมีผลทำให้เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูงจากการตั้งครรภ์ถึงร้อยละ 11-17 ภาวะหัวใจวาย จนถึงเสียชีวิต ผลต่อทารกในครรภ์ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด ทารกโตช้าในครรภ์ ทารกเสียชีวิตในครรภ์ และทารกน้ำหนักน้อยได้ในกลุ่มที่ควบคุมโรคได้ไม่ดี(8) ในรายที่ควบคุมได้ทารกในครรภ์ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ thyrotoxicosis hypothyroidism หรือ goiter ได้

 ผลกระทบต่อทารกในครรภ์หลังการรักษา ขึ้นกับ

  • การควบคุมภาวะ hyperthyroidism ถ้าคุมไม่ได้ อาจทำให้เกิด transient centeral hypothyroidism
  • การรักษาด้วยยาต้านธัยรอยด์ปริมาณมาก จะผ่านรกไปมีผลกดการทำงานของต่อมธัยรอยด์ทำให้เกิด fetal และ neonatal goitrous hypothyroidism
  • ระดับ TSH receptor antibody (TRAb) ที่สูงมากในแม่ที่เป็น Grave’s disease จะผ่านรกไปกระตุ้นให้เกิด fetal และ neonatal goitrous hyperthyroidism ในรายที่รุนแรงอาจเกิดภาวะบวมน้ำ(hydrops)และทารกเสียชีวิตได้
  • ในรายที่เคยได้ ไอโอดีนกัมมันตรังสี ทารกในครรภ์ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิด fetal thyrotoxicosis ได้ จาก thyroid-stimulating antibodies ที่ผ่านทางรก(9)

การดูแลรักษา(3,7)  

มารดาที่มีคอพอกเป็นพิษทุกรายควรได้รับการควบคุมให้อยู่ในสภาพธัยรอยด์ปกติ เนื่องจากคอพอกเป็นพิษมีผลเสียทั้งต่อมารดาและทารก   โดยทั่วไปแนะนำว่าการควบคุมที่ดีควรให้อยู่ในภาวะ Hyperthyroid เล็กน้อย (ชีพจร 100-110 ครั้ง/นาที) ซึ่งถือว่าควบคุมโรคได้โดยใช้ยาต้านธัยรอยด์น้อยที่สุด

Gestational hyperthyroidism

การรักษาขึ้นกับความรุนแรงของโรค  ในรายที่มี อาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง(Hyperemesis gravidarum) ให้รักษาตามอาการ จากภาวะขาดน้ำ หรือความไม่สมดุลของเกลือแร่ต่าง ๆ    แต่ไม่แนะนำให้ใช้ยาต้านธัยรอยด์ เพราะระดับ T4 จะกลับมาสู่ระดับปกติในช่วง 14-18 สัปดาห์

Grave’s disease       

  • ก่อนการตั้งครรภ์ ควรรักษาให้อยู่ในภาวะ euthyroid  อาจรักษาด้วย ยาต้านธัยรอยด์หรือ ไอโอดีนกัมมันตรังสี หรือ ผ่าตัดรักษา
  • ถ้ารักษาด้วย ไอโอดีนกัมมันตรังสี ควรคุมกำเนิดไว้อย่างน้อย 4 เดือนหลังการรักษา
  • ในระหว่างการตั้งครรภ์ ไม่ควรรักษาด้วยไอโอดีนกัมมันตรังสี เพราะมีผลทำลายต่อมธัยรอยด์ทารก โดยเฉพาะในช่วงหลัง  thyroid organogenesis คืออายุครรภ์ 10-11 สัปดาห์ แต่ถ้าก่อนหน้านั้น ไม่ค่อยมีผลต่อต่อมธัยรอยด์
  • การผ่าตัดควรพิจารณาเฉพาะรายที่รักษาด้วยยาไม่ได้ผล
  • การรักษาด้วยยาต้านธัยรอยด์: เป็นวิธีหลักของการรักษาคอพอกเป็นพิษ  ยาต้านธัยรอยด์ที่ใช้กันส่วนมากเป็น thioamides ซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์ธัยรอยด์ฮอร์โมน โดยการยับยั้ง  iodine ของ tyrosine molecules  ยับยั้งการสังเคราะห์แต่ไม่ยับยั้งการหลั่ง  การตอบสนองต่อการรักษาด้วย thioamides จึงยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าธัยรอยด์ฮอร์โมนที่สะสมไว้ใน colloid จะถูกใช้ไปก่อน การควบคุมจึงต้องใช้เวลาบ้างกว่าจะเห็นผล ขึ้นอยู่กับปริมาณการเก็บสะสมของฮอร์โมน โดยทั่วไปแล้ว อาการทางคลินิกมักจะดีขึ้นใน  1  สัปดาห์หลังเริ่มรักษา และเข้าสู่ภาวะ euthyroidism หลังเริ่มรักษา  5-8  สัปดาห์  ยาที่ใช้ได้แก่

 Propylthiouracil  (PTU)

เป็นยาต้านธัยรอยด์ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ผ่านรกร้อย ไม่มีรายงานของ embryopathy ต่างจาก methimazole(MMI)  PTU มีข้อดีเหนือกว่า methimazole ในแง่ของการออกฤทธิ์คือ PTU ยังมีฤทธิ์ยับยั้งการเปลี่ยน T4 ไปเป็น T3ได้บางส่วน แต่ในปี 2009 FDA ของ สหรัฐอเมริกา ได้รายงานการเกิดพิษต่อตับ (hepatotoxicity) หลังจากใช้ PTU จึงมีการควบคุมการใช้ยาตัวนี้ระหว่างการตั้งครรภ์  ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้แก่ ผื่นแดงเล็กน้อย  คัน หรือเป็น purpura  พบได้ร้อยละ 3-5 อาจมีไข้เนื่องจากยา, คลื่นไส้ ซึ่งเกิดขึ้นได้ประมาณร้อยละ 2 ของผู้ที่ได้รับ PTU  ฤทธิ์ข้างเคียงที่ไม่รุนแรงเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเกิดภายใน 4 สัปดาห์ของการรักษา ขนาดที่ใช้รักษา คือ 100-450 มก./วัน แบ่งให้ 3 เวลา

Methimazole (MMI)

ผ่านรกได้มากกว่า PTU มีความสัมพันธ์กับการเกิด aplasia cutis ในทารกด้วย และทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอื่น ๆ เรียกว่า “MMI embryopathy” ซึ่งอาจพบ choanal หรือ esophageal atresia หรือ dysmothic facies ขนาดที่ใช้รักษา คือ 10-20 มก./วัน ให้วันละ  1 ครั้ง

   ในกลุ่ม Thioamide อาจเกิด agranulocytosis  ได้ร้อยละ 0.2  มักเกิดหลังรักษาไปได้  4-8 สัปดาห์ จะต้องหยุดยา thioamide ทันที รายที่รุนแรงขั้นชีวิตพบได้น้อยกว่า 1:10,000    ก่อนที่จะเริ่มต้นการรักษาควรตรวจนับ leukocytes ก่อนเพราะร้อยละ 10 ของ Graves’ disease เป็น leukopenia อยู่ก่อนแล้ว    การตรวจเม็ดเลือดขาวสัปดาห์ละครั้งระหว่างการรักษานี้ก็อาจไม่มีประโยชน์ เพราะเม็ดเลือดขาวอาจลดเร็วมาก

 Propranolol  

เป็น beta blocker ช่วยลดชีพจร  แต่ไม่ลดฮอร์โมน  เห็นผลเร็วกว่า PTU  โดยเริ่มให้ปริมาณ 20-40 มก.ทุก 6-8 ชั่วโมง แต่อย่างไรก็ตามการใช้ยานี้เป็นเวลานาน อาจทำให้รกมีขนาดเล็ก ทารกโตช้าในครรภ์ ทนต่อการขาดออกซิเจนได้ไม่ดี และอาจทำให้ทารกแรกคลอดมีชีพจรช้า และน้ำตาลในเลือดต่ำ ใช้ควบคุมคอพอกเป็นพิษที่ต้องการเห็นผลเร็ว ก็มักต้องใช้ร่วมกันระหว่าง propranolol 40 มก.ทุก 6 ชั่วโมง กับ iodide  ซึ่งยับยั้งการ หลั่งธัยรอยด์ฮอร์โมนซึ่งมักจะดีขึ้นใน 2-7 วัน iodide ออกฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งและยับยั้งการ uptake ของ iodide เข้าสู่ต่อมธัยรอยด์อย่างเฉียบพลัน แต่ iodide มีผลเช่นเดียวกันนี้ต่อการทำงานของต่อมธัยรอยด์ทารกด้วย

สรุปการรักษา Grave’s disease ระหว่างการตั้งครรภ์ อ้างอิงจาก The American Thyroid Association ปี 2011 (3)

  • ในรายที่ได้รับยาต้านธัยรอยด์  ให้รักษาด้วย PTU ในไตรมาสแรก หลังจากนั้นให้เปลี่ยนเป็น MMI ตลอดการตั้งครรภ์ ในช่วงที่ได้รับ PTU ควรตรวจติดตามการทำงานของตับเป็นระยะ
  • ไม่แนะนำให้ใช้ PTU เพราะอาจเกิดพิษต่อตับได้ตลอดการตั้งครรภ์ อนุโลมให้ใช้ กรณีแพ้ MMI หรือ มีภาวะ thyroid storm
  • ขนาดของยา ควรเริ่มด้วย PTU 50-300 มก./วัน หรือ MMI 5-15 มก./วัน

เป้าหมายการรักษา  ให้ระดับ FT4 อยู่ระดับปกติหรือสูงกว่าเล็กน้อย

การตรวจติดตาม เจาะ FT4 และ TSH ทุก 2-4 สัปดาห์ในช่วงแรก หลังจากปรับยาได้ ให้ตรวจติดตาม ทุก4-6 สัปดาห์

  • ไม่ควรให้ ยาต้านธัยรอยด์ ร่วมกับ LT4  เพราะจะทำให้เกิด fetal hypothyroidism จะมีที่ใช้ในกรณีที่มี fetal hyperthyroidism
  • ตรวจหา TRAb ในช่วงอายุครรภ์ 20-24 สัปดาห์ ในรายที่เคยเป็นหรือกำลังเป็น Grave’s disease
  • เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนต่อทารกในครรภ์ โดยการตรวจอัลตราซาวด์ ร่วมกับการตรวจสุขภาพทารกในครรภ์(NST)ในรายที่ไม่สามารถควบคุมโรคได้ หรือ มีค่า TRAb สูงเกินกว่าค่าปกติ 3 เท่า  เพื่อดูอัตราการเจริญเติบโต การเต้นของหัวใจ  ปริมาณน้ำคร่ำ และคอพอกในทารก
  • ถ้ามีลักษณะอาการที่บ่งชี้ว่าเป็น fetal hyperthyroidism จากการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงคือ หัวใจเต้นเร็วมากกว่า 170 ครั้งต่อนาที นานมากกว่า 10 นาที มีภาวะทารกโตช้าในครรภ์ มีก้อนที่คอทารก สงสัยคอพอก มีการเจริญเติบโตของอายุกระดูกมากกว่าปกติ อาการแสดงของภาวะหัวใจล้มเหลว หรือบวมน้ำ ควรตรวจวินิจฉัยทารกในครรภ์โดยการเจาะเลือดสายสะดือ (umbilical blood sampling) และให้การรักษาด้วยยาต้านธัยรอยด์ผ่านทางมารดา

ภาวะหลังคลอด         

ตรวจติดตามฮอร์โมนธัยรอยด์เป็นระยะตั้งแต่ 6 สัปดาห์หลังคลอด เฝ้าระวัง Grave’s disease กำเริบ โดยต้องแยกกับ ระยะ hyperthyroid ใน postpartum thyroiditis

สามารถให้นมบุตรได้ ในมารดาที่ใช้ thioamides ปริมาณไม่สูง คือ  MMI  20–30 มก./วัน และอาจให้ PTU ไม่เกิน 300 มก./วัน เสริมในรายที่ควบคุมยาก

การคุมกำเนิด   วิธีไหนก็ได้ แต่ถ้าใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม  เอสโตรเจนอาจมีผลรบกวนทดสอบการทำงานของต่อมธัยรอยด์คล้ายขณะตั้งครรภ์ จึงต้องระมัดระวังในการแปลผล

ภาวะธัยรอยด์วิกฤต (thyroid storm) 

พบได้ร้อยละ 2 ของคอพอกเป็นพิษในคนตั้งครรภ์ เป็นอันตรายขั้นชีวิต มักเกิดขึ้นในรายคอพอกเป็นพิษที่ถูกละเลย  หรือได้รับการรักษาไม่เพียงพอ และมีปัจจัยกระตุ้นเช่นการคลอด  การผ่าตัดทำคลอดทางหน้าท้อง การติดเชื้อ อาจมีอาการไข้สูง (เช่น 106 ‘F) ชีพจรเร็ว อ่อนเพลียหมดแรง มีภาวะขาดน้ำรุนแรง อันตรายขั้นชีวิตประมาณร้อยละ 25 ทั้งๆ ที่ให้การรักษาอย่างดี แนวทางในการดูแลรักษามีดังนี้

  1. ดูแลรักษาในหอผู้ป่วยหนัก
  2. ให้สารน้ำอย่างเพียงพอ (5 ลิตร) และแก้ความสมดุลย์ของอีเลคโตรลัยท์
  3. ลดไข้ เช่น อาจให้ acetaminophen หลีกเลี่ยงการให้ salicylate เพราะจะไล่ฮอร์โมนธัยรอยด์จากโปรตีนในพลาสมา
  4. 4.ยับยั้งการสังเคราะห์ฮอร์โมนและยับยั้ง deiodination ของ T4 ไปเป็น T3 โดยรับประทานPTU 600-800 มิลลิกรัม ตามด้วย 150-200 มก.ทุก 4-6 ชั่วโมง  ถ้ากินไม่ได้ให้ methimazole เหน็บทางทวาร
  5. ยับยั้งการปล่อย T3,T4 จากต่อมธัยรอยด์ โดยรับประทาน
    • Supersaturated  solution of potassium iodide (SSKI) 2-5 หยด ทุก 8 ชม. หรือ
    • Sodium  iodide 0.5-1.0 กรัม ทางหลอดเลือดดำ ทุก  8 ชม. หรือ
    • Lugol 10 หยดทุก 8 ชม. ถ้ามีประวัติแพ้ไอโอดีน ให้ lithium carbonate 300  มก.ทุก 6 ชม.แทนไอโอไดด์    
  6. ยับยั้งการเปลี่ยน  ไปเป็น T3 โดย dexamethasone 2 มก. ทางหลอดเลือดดำ ทุก 6 ชม. 4 ครั้ง
  7. ควบคุม beta-adrenergicโดย propranolol (หรือ esmolol) รับประทาน 40 มก. ทุก 6 ชั่วโมง  ถ้าจำเป็นก็สามารถให้ยาโดยการฉีด 1-2 มก. ทางหลอดเลือดดำทุก 5 นาที จนครบ 6 มก. จึงให้ต่อ 1-10 มก. ทุก 4 ชม.
  8. ขจัดปัจจัยกระตุ้น เช่น ลดความดันโลหิตสูงรุนแรง รักษาการติดเชื้อ และภาวะโลหิตจาง ในรายที่กระวนกระวายพักไม่ได้ ให้รับประทาน  phenobarbital 30-60 มก. ทุก 6-8 ชม. ได้

 ธัยรอยด์อักเสบหลังคลอด (postpartum thyroiditis)(10,11)

การกดภูมิคุ้มกันวิทยาระหว่างการตั้งครรภ์  อาจมีอิทธิพลต่อการดำเนินโรคออโตอิมมูนของต่อมธัยรอยด์ที่สงบอยู่ตลอดการตั้งครรภ์และเกิดอาการในระยะหลังคลอด ทั้งที่ไม่เคยมีอาการมาก่อนการตั้งครรภ์  ธัยรอยด์อักเสบหลังคลอด  ซึ่งมี destructive lymphocytic thyroiditis  การขาดไอโอดีนก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย   พบได้ถึงร้อยละ 5-10  ในรายที่ระดับธัยรอยด์ฮอร์โมนปกติในไตรมาสแรกแต่มี thyroid autoantibodies จะเกิด postpartum thyroiditis ได้ถึงร้อยละ 50  และอาจพบได้ถึงร้อยละ  25 ของรายที่เป็นเบาหวาน type I ซึ่งมีได้ทั้ง hyperthyroidism หรือ hypothyroidism อาการจะคล้ายคลึงกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด  ซึ่งแบ่งเป็น 2 ระยะ

  • ระยะ thyrotoxicosisthyroid microsomal autoantibodies ได้ร้อยละ 7-10 พบบ่อยขึ้นในรายโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ตรวจพบคอพอกขนาดเล็ก ไม่เจ็บ อ่อนเพลีย และใจสั่น  ส่วนใหญ่รักษาตามอาการ โดยให้กลุ่ม beta blocker (Propanolol 10-20 มก 4 มื้อต่อวัน) ไม่ต้องให้ยาต้านธัยรอยด์  พบว่า 2 ใน 3 จะกลับมาเป็นปกติ มีเพียง 1 ใน 3 ที่จะเข้าสู่ระยะ hypothyroidism  เมื่ออาการดีขึ้นควรตรวจติดตาม TSH ทุก 2 เดือนจนครบ 1 ปีหลังคลอดเพื่อเฝ้าระวังภาวะพร่องธัยรอยด์
  • ระยะ hypothyroidism พบได้ช่วง 4-8 เดือน หลังคลอด ประมาณร้อยละ 2-5 มีการพร่องของธัยรอยด์ มีคอพอกชัดเจน อ่อนเพลียง่าย เหม่อลอย ไม่มีสมาธิ รักษาด้วยธัยรอยด์ฮอร์โมน(thyroxine) 25-75 มคก./วัน นาน 6-12 เดือน อาจเกิดภาวะพร่องธัยรอยด์ถาวรได้ประมาณ 1 ใน 3 ส่วนใหญ่หายไปได้เอง หลังจากนั้นควรตรวจติดตามระดับ TSH ทุกปี

ก้อนที่ต่อมธัยรอยด์(thyroid nodule)(3)

พบได้ร้อยละ 20 โดยเกิดจากหลายสาเหตุ ควรซักประวัติครอบครัวว่ามีใครเคยเป็นมาก่อนหรือไม่ หรือเป็น familial medullary thyr oid carcinoma multiple endocrine neoplasia type 2 (MEN 2), familial papillary thyroid carcinoma, and familial polyposis coli เป็นต้น

การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง         ดูขนาดและของเหลวภายใน ถ้าขนาดมากกว่า 1 ซม.ควรตรวจด้วย Fine needle aspiration หรือ FNA ต่อ  ร่วมกับตรวจ TFT  ในรายที่เป็นมะเร็ง ค่า TFT จะปกติได้ โดยสรุปแนวทาการดูแลรักษาดังแสดงในรูปที่ 1

Thyroid1

รูปที่ 1  แนวทางการดูแล สืบค้น และรักษาก้อนที่ต่อมธัยรอยด์ในสตรีตั้งครรภ์(3)

 เอกสารอ้างอิง

  1. Cunningham FG, Leveno KJ, Bloom SL, Hauth JC, Rouse DJ, Spong CY. Williams Obstetrics 23rd ed. McGraw-Hill : New York, 2010: 1126.
  2. Committee on Patient Safety and Quality Improvement, Committee on Professional Liability. ACOG Committee Opinion No. 381: Subclinical hypothyroidism in pregnancy. Obstet Gynecol 2007; 110:959.
  3. Stagnaro-Green A, Abalovich M, Alexander E, et al. Guidelines of the American Thyroid Association for the diagnosis and management of thyroid disease during pregnancy and postpartum. Thyroid 2011; 21:1081.
  4. Stricker R, Echenard M, Eberhart R, et al. Evaluation of maternal thyroid function during pregnancy: the importance of using gestational age-specific reference intervals. Eur J Endocrinol 2007; 157:509.
  5. .American College of Obstetricians and Gynecologists.. ACOG Practice Bulletin. Clinical management guidelines for obstetrician-gynecologists. Number 37, August 2002. Thyroid disease in pregnancy. Obstet Gynecol 2002; 100:387
  6. Laurberg P, Bournaud C, Karmisholt J, Orgiazzi J. Management of Graves’ hyperthyroidism in pregnancy: focus on both maternal and foetal thyroid function, and caution against surgical thyroidectomy in pregnancy. Eur J Endocrinol. 2009;160:1.
  7. Negro R, Mestman JH. Thyroid disease in pregnancy. Best Pract Res Clin Endocrinol Metab. 2011;25:927
  8. Luewan S, Chakkabut P, Tongsong T. Outcomes of pregnancy complicated with hyperthyroidism: a cohort study. Arch Gynecol Obstet 2011 Feb;283(2):243-7.
  9. Srisupundit K, Sirichotiyakul S, Tongprasert F, Luewan S, Tongsong T. Fetal therapy in fetal thyrotoxicosis: a case report. Fetal Diagn Ther 2008;23(2):114-6.
  10. Stagnaro-Green A. Postpartum thyroiditis. Best Pract Res Clin Endocrinol Metab 2004 Jun;18(2):303-16.
  11. .Abalovich M, Amino N, Barbour LA, Cobin RH, De Groot LJ, Glinoer D, et al. Management of thyroid dysfunction during pregnancy and postpartum: an Endocrine Society Clinical Practice Guideline. J Clin Endocrinol Metab 2007 Aug;92(8 Suppl):S1-47.
Read More