การใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร
พญ.จริยา วุฒิปรีดี
อาจารย์ที่ปรึกษา: รศ.พญ.เฟื่องลดา ทองประเสริฐ
การใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากยาส่วนใหญ่สามารถผ่านรก น้ำนม และอาจเกิดผลเสียแก่ทารกในครรภ์และทารกแรกเกิด จึงควรใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น1
เดิมองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา (Food and Drug Administration หรือ FDA) ได้จัดกลุ่มความเสี่ยงของยาต่อหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรออกเป็นกลุ่ม A, B, C, D และ X ดังแสดงในตารางที่ 1 อย่างไรก็ตาม ระบบการจัดกลุ่มความเสี่ยงของยาด้วยตัวอักษร A–X มีข้อจำกัดในการใช้งานทางคลินิก เนื่องจากยาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันอาจมีข้อมูลด้านความปลอดภัยแตกต่างกันอย่างมาก เช่น ยาบางชนิดถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันเพียงเพราะยังไม่มีข้อมูลการศึกษาในหญิงตั้งครรภ์ ในขณะที่ยาบางชนิดมีรายงานผลไม่พึงประสงค์จากการศึกษาในสัตว์ทดลอง ส่งผลให้การใช้ตัวอักษรเพียงตัวเดียวไม่สามารถสะท้อนระดับความเสี่ยงที่แท้จริง อันเป็นเหตุให้มีการพัฒนาระบบการแสดงฉลากยาแบบใหม่ภายใต้ Pregnancy and Lactation Labeling Rule (PLLR) เมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 20142
| หมวด | ความเสี่ยง | ตัวอย่าง |
| A | ยาที่พบว่าไม่มีความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์จากการศึกษาแบบควบคุมในมนุษย์ | Doxylamine, Folic acid, Levothyroxine |
| B | ยาที่การศึกษาในสัตว์ทดลองไม่พบความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ หรือ การศึกษาในสัตว์ทดลองพบมีผลเสีย แต่ผลการศึกษาในมนุษย์แบบควบคุมที่ดีกลับไม่พบผลเสียต่อทารกในครรภ์ |
Amoxicillin, Loratadine, Ondansetron |
| C | ยาที่การศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่ามีผลเสีย แต่ไม่มีการศึกษาแบบควบคุมที่ดีและเพียงพอในมนุษย์ หรือ ยาที่ไม่มีการศึกษาในสัตว์ทดลองและยังไม่มีการศึกษาแบบควบคุมที่ดีและเพียงพอในมนุษย์ | Fluconazole, Metoprolol, Sertraline |
| D | ยาที่มีหลักฐานว่าเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ แต่ผลดีจากการใช้ยาอาจจะมากกว่าความเสี่ยง | Lisinopril, Lithium, Phenytoin |
| X | ยาที่มีหลักฐานว่ามีผลเสียต่อทารกในครรภ์และเป็นข้อบ่งห้ามสำหรับหญิงตั้งครรภ์ ความเสี่ยงจากการใช้ยามากกว่าผลดี | Methotrexate, Simvastatin, Warfarin |
ที่มา : ดัดแปลงจาก Pernia S, DeMaagd G. The New Pregnancy and Lactation Labeling Rule. P t. 2016;41(11):713-5.2, 3
การใช้ตัวอักษรในการจัดกลุ่มความเสี่ยงทำให้ยาที่มีระดับความเสี่ยงแตกต่างกันถูกรวมอยู่ในหมวดเดียวกัน ตัวอย่างเช่น หมวด C ซึ่งเป็นหมวดที่มียาจำนวนมากที่สุด คิดเป็นประมาณร้อยละ 60 ของยาทั้งหมด ประกอบด้วยทั้งยาที่มีหลักฐานจากการศึกษาในสัตว์ว่ามีความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ และยาที่ไม่มีข้อมูลการศึกษาในหญิงตั้งครรภ์ ส่งผลให้หมวด C ไม่สามารถสื่อระดับความเสี่ยงที่แท้จริงของยาแต่ละชนิดได้ นอกจากนี้ ระบบการจัดกลุ่มแบบเดิมยังใช้ตัวอักษรเพื่อสะท้อนระดับของข้อมูลที่มีอยู่ มากกว่าการบอกถึงความรุนแรงของความเสี่ยงต่อมารดาและทารกในครรภ์
ตารางที่ 2 แสดงการเปรียบเทียบระหว่างการจัดหมวดหมู่ของยาแบบเดิมและ PLLR แบบใหม่
| การจัดหมวดหมู่ของยาแบบเดิม | การจัดหมวดหมู่ของยาด้วย PLLR แบบใหม่ |
| ใช้การจัดระดับความเสี่ยงของยาในหญิงตั้งครรภ์เป็นตัวอักษร (A, B, C, D, X) | ยกเลิกการจัดระดับความเสี่ยงแบบตัวอักษร |
| หมวดหมู่ 8.1 การตั้งครรภ์
หมวดหมู่ 8.2 การเจ็บครรภ์และการคลอด |
ถูกรวมเป็นหมวดเดียว คือ หมวดที่ 8.1 การตั้งครรภ์ (Pregnancy) • รวบรวมข้อมูลติดตามการใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์ • สรุปความเสี่ยง • ข้อพิจารณาทางคลินิก • ข้อมูลสนับสนุน |
| หมวดหมู่ 8.3 มารดาที่ให้นมบุตร | เปลี่ยนเป็นหมวดที่ 8.2 การให้นมบุตร (Lactation) • สรุปความเสี่ยง • ข้อพิจารณาทางคลินิก • ข้อมูลสนับสนุน |
| มีข้อกำหนดให้ปรับปรุงฉลากยาเมื่อข้อมูลล้าสมัย | มีข้อกำหนดให้ปรับปรุงฉลากยาเมื่อข้อมูลล้าสมัย |
| เพิ่มหมวดใหม่: 8.3 สตรีและบุรุษที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ (Females and Males of Reproductive Potential)* • การตรวจการตั้งครรภ์ • การคุมกำเนิด • ผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ |
ที่มา :ดัดแปลงจาก Pernia S, DeMaagd G. The New Pregnancy and Lactation Labeling Rule. P t. 2016;41(11):713-5.2, 3
หมายเหตุ: *หัวข้อ “สตรีและบุรุษที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์” จะระบุเฉพาะในกรณีที่มียาหรือข้อมูลที่มีคำแนะนำหรือข้อกำหนดเกี่ยวกับการตรวจการตั้งครรภ์ การคุมกำเนิด ก่อน ระหว่าง หรือหลังการใช้ยา หรือมีข้อมูลจากการศึกษาในมนุษย์หรือสัตว์ที่บ่งชี้ถึงผลของยาต่อภาวะเจริญพันธุ์และ/หรือการสูญเสียก่อนการฝังตัว
การใช้ยาบางชนิดสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดปกติของทารกในครรภ์ได้ ซึ่งสารที่จะก่อผลต่อทารกต้องสามารถผ่านรกได้ในปริมาณที่เพียงพอ ซึ่งการผ่านรกขึ้นกับการเผาผลาญของมารดา คุณสมบัติของยา (เช่น การจับโปรตีน ขนาดโมเลกุล ประจุ และการละลายในไขมัน) รวมถึงการเผาผลาญของรกเอง เช่น ระบบเอนไซม์ CYP450 และขึ้นกับช่วงเวลาที่ได้รับยาชนิดนั้น ๆ1, 4
ผลของยาต่อการตั้งครรภ์ขึ้นกับอายุครรภ์ขณะได้รับยานั้น โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ1, 3, 4
- Preimplantation period (ระยะก่อนฝังตัว) นับตั้งแต่มีการปฏิสนธิจนถึง blastocyst ฝังตัวในโพรงมดลูก ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ถือเป็นช่วง all or none หากเซลล์จำนวนมากได้รับความเสียหาย ตัวอ่อนจะหยุดการพัฒนา แต่หากไม่ถูกทำลายก็จะตั้งครรภ์ต่อได้โดยไม่มีความพิการเกิดขึ้น
- Embryonic period (ระยะตัวอ่อน) นับตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2-8 หลังจากปฏิสนธิ เป็นช่วงที่สำคัญที่สุด ต่อการเกิดความพิการของทารก เป็นระยะที่มีการพัฒนาและแบ่งตัวของเซลล์เป็นอวัยวะต่าง ๆ
- Fetal period (ระยะทารก) นับตั้งแต่สิ้นสุดสัปดาห์ที่ 8 ไปจนกระทั่งทารกครบกำหนด เป็นระยะทารกมีอวัยวะครบแล้ว ผลของยาในช่วงนี้มีเพียงความพิการเล็กน้อย ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ หรือการทำงานบกพร่องของอวัยวะต่าง ๆ
ยาที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน
- การใช้ยาแก้หวัด3
เป็นการรักษาตามอาการ ยาที่ใช้โดยทั่วไปคือ ยาแก้แพ้ (antihistamines) ยาลดคัดจมูก (decongestants) ยาลดอาการไอ (cough suppressants)
-
- กลุ่ม Antihistamines
- มีหลายงานวิจัยขนาดใหญ่พบว่ายาแก้แพ้รุ่นเก่าที่ทำให้ง่วง มีความปลอดภัย ยาเหล่านี้ไม่เพิ่มความเสี่ยงความพิการทารก ได้แก่ Chlorpheniramine, Diphenhydramine, Trimethobenzamide, Methapyrilene, Thonzylamine, Pyrilamine, Tripelennamine, Phenyltoloxamine, Buclizine, Triprolidine with pseudoephedrine (Actifed), Phenylpropanolamine with chlorpheniramine (Ornade)
- ส่วนกลุ่ม Antihistamines รุ่นใหม่ที่ไม่ทำให้ง่วง เช่น Cetirizine, Loratadine, Fexofenadine
- Cetirizine ยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ไม่มากนักแต่ไม่พบความผิดปกติ
- Loratadine, Fexofenadine ยังไม่มีข้อมูลการใช้ในมนุษย์อย่างเพียงพอที่จะสรุปความปลอดภัยได้
- กลุ่มยาลดคัดจมูกหรือสเตียรอยด์ชนิดพ่นจมูก (topical nasal decongestants or steroids)
- ถือว่าปลอดภัยในระหว่างตั้งครรภ์และไม่พบความผิดปกติที่เกี่ยวข้อง
- กลุ่ม nasal decongestants ได้แก่ oxymetazoline (Afrin) and xylometazoline (Otrivin) แต่ phenylephrine (Neo-Synephrine) พบอุบัติการณ์ความผิดปกติของตาและหูสูงขึ้นในทารกที่ได้รับการสัมผัสแต่ไม่สามารถระบุได้ชัดว่าเป็นยาชนิดพ่นหรือชนิดกิน ดังนั้นยานี้จึงถือเป็นตัวเลือกอันดับรอง
- กลุ่ม topical nasal steroid preparations ได้แก่ Beclomethasone (Vancenase, Beconase), Budesonide (Rhinocort), Dexamethasone (Decadron), flunisolide (Nasalide) ยังไม่มีการศึกษาขนาดใหญ่ แต่เนื่องจากยากลุ่มนี้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้น้อยมาก จึงถือว่าปลอดภัยเมื่อใช้ในหญิงตั้งครรภ์
- กลุ่ม oral decongestants ได้แก่ pseudoephedrine (Sudafed), Phenylephrine (Codimal) สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย
- กลุ่มยาลดอาการไอ (cough suppressants)
- Codeine, Dextromethorphan, Guaifenesin ยาทั้งสามชนิดนี้ถือว่า มีความปลอดภัยในการใช้ระหว่างตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงยาน้ำแก้ไอที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ในหญิงตั้งครรภ์
- หญิงที่ให้นมบุตรสามารถบรรเทาอาการจากไข้หวัดได้ด้วยการใช้ยาแก้แพ้ ยาลดคัดจมูก และยาลดอาการไอ ซึ่งโดยทั่วไปถือว่าปลอดภัยในช่วงให้นมบุตร
- ยาแก้ปวดลดไข้3
ยาแก้ปวดเป็นกลุ่มยาที่ใช้บ่อยอีกกลุ่มหนึ่งในระหว่างตั้งครรภ์ โดยทั่วไปยาแก้ปวดแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
-
- Acetaminophen
- จากข้อมูลของ Collaborative Perinatal Project และการศึกษาอีกฉบับที่มีหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับยาในไตรมาสแรกมากกว่า 690 ราย พบว่าไม่เพิ่มอุบัติการณ์ความพิการแต่กำเนิดในทารก และการใช้ยาขณะในนมบุตรถือว่าปลอดภัยเช่นกัน
- มีการศึกษาของ Prada และคณะ ได้ทำการทบทวนวรรณกรรม รวมการศึกษาเชิงสังเกตทั้งหมด 46 การศึกษา เพื่อประเมินความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ acetaminophen ระหว่างตั้งครรภ์กับความผิดปกติด้านพัฒนาการทางระบบประสาทในบุตร ผลการศึกษาพบว่ามีรายงานความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างการได้รับ acetaminophen ในครรภ์กับภาวะต่าง ๆ เช่น สมาธิสั้น(ADHD), ความผิดปกติในกลุ่มออทิสซึม (autism spectrum disorder) และปัญหาด้านพฤติกรรมหรือพัฒนาการอื่น ๆ ในกรณีที่มีการใช้ยานานหรือมีปริมาณสะสมสูง อย่างไรก็ตาม หลักฐานทั้งหมดเป็นการศึกษาเชิงสังเกต ยังไม่สามารถสรุปความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลได้ ดังนั้นผู้เขียนจึงสรุปว่าหลักฐานในปัจจุบันสนับสนุนเพียงความสัมพันธ์ทางสถิติ (association) และแนะนำให้จำกัดการใช้ acetaminophen ในหญิงตั้งครรภ์ให้อยู่ในขนาดต่ำสุดที่ได้ผลและใช้ในระยะเวลาที่จำเป็นเท่านั้น5
- จากบทความของ American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG) เดือนกันยายน 2568 ยืนยันว่า acetaminophen (เช่น Tylenol) ยังคงปลอดภัยในทุกไตรมาสและมีประโยชน์ สำหรับบรรเทาอาการ ปวดและลดไข้ในหญิงตั้งครรภ์ เมื่อใช้ตามคำแนะนำของแพทย์ ข้อมูลจากการศึกษาทางการทดลองและการสังเกตหลายสิบปีไม่ได้พิสูจน์ว่า acetaminophen เป็นสาเหตุของภาวะทางระบบประสาทในเด็ก เช่น ออทิสติก หรือสมาธิสั้น6
- NSAIDs
- ในที่นี่คือกลุ่มยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์แบบดั้งเดิม รวมถึง indomethacin
- ไม่แนะนำให้ใช้หลังอายุครรภ์ 32 สัปดาห์เพราะสามารถทำให้เกิดการปิดของ ductus arteriosus ได้และทำให้เกิดภาวะน้ำคร่ำน้อย (oligohydramnios) หากใช้ยานี้เป็นเวลานานอาจนำไปสู่ pulmonary hypoplasia และทารกเสียชีวิตได้ โดยทั่วไปไม่แนะนำให้ใช้ยาเกิน 2 วัน แต่สามารถใช้ได้ในหญิงให้นมบุตร
- Opioid
- เช่น codeine, meperidine (Demerol) และ oxycodone (Percocet) ยังไม่พบว่ายาเหล่านี้ทำให้เกิดความผิดปกติแต่กำเนิดและสามารถใช้ในหญิงให้นมบุตรได้ แต่มีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะ neonatal withdrawal หรือ neonatal respiratory depression
- หอบหืด (Asthma)7, 8
- SABA (albuterol) ไม่พบการเพิ่มขึ้นของความพิการแต่กำเนิดรุนแรง ไม่พบการเพิ่มขึ้นของ preterm delivery, low birth weight ส่วนในหญิงให้นมบุตร ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน แต่การดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดต่ำ จึงคาดว่าจะผ่านสู่น้ำนมต่ำเช่นกัน
- Inhaled Corticosteroids (ICS) beclomethasone, budesonide, flunisolide, fluticasone, triamcinolone ปัจจุบันแนะนำให้ใช้ Inhaled Corticosteroids (ICS) ร่วมกับ SABA หรือ LABAตามแนวทางการรักษาโรคหืด โดยไม่พบว่าการใช้ยาระหว่างตั้งครรภ์เพิ่มความเสี่ยงของความพิการแต่กำเนิดชนิดรุนแรง
- Long-acting beta-2 agonist (LABA) เช่น salmeterol, formoterol ไม่พบการเพิ่มขึ้นของความพิการแต่กำเนิดรุนแรง ไม่พบการเพิ่มขึ้นของ preterm delivery, low birth weight ส่วนในหญิงให้นมบุตร ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน แต่พบว่าผ่านเข้าสู่น้ำนมต่ำ
- Montelukast / leukotriene receptor antagonist (LTRA) ข้อมูลจำกัด แต่ไม่พบหลักฐานของความผิดปกติรุนแรง ส่วนในหญิงให้นมบุตรพบระดับต่ำมากในน้ำนม
- Systemic corticosteroids ไม่พบความเสี่ยงของความพิการเพิ่มขึ้น ไม่มีผลเสียหากได้รับทางน้ำนม
- ยาแก้คลื่นไส้อาเจียนจากการแพ้ท้อง9
- Vitamin B6 (Pyridoxine), Doxylamine จากการศึกษาพบว่าสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ทำให้ก่อความพิการในทารก
- กลุ่ม dopamine antagonist ได้แก่
- Metoclopramide ในระหว่างตั้งครรภ์ ไม่พบว่าทำให้เสี่ยงเพิ่มขึ้นของความพิการแต่กำเนิด
- Phenothiazines (promethazine, prochlorperazine, chlorpromazine) พบว่ายากลุ่มนี้มีความปลอดภัย แต่อาจพบอาการไม่พึงประสงค์ของยากลุ่มนี้ ได้แก่ ปากแห้ง ง่วงนอน กล้ามเนื้อเกร็งผิดปกติ (dystonia) และอาการกดประสาท (sedation) มากกว่า metoclopramide
- Antihistamine เช่น dimenhydrinate และ diphenhydramine ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการควบคุมอาการคลื่นไส้อาเจียนในระหว่างตั้งครรภ์ งานวิจัยส่วนใหญ่พบว่า การได้รับยา antihistamine ระหว่างตั้งครรภ์ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อความพิการแต่กำเนิด ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่ อาการง่วงนอน ปากแห้ง เวียนศีรษะ และท้องผูก
- Ondansetron เป็นยาที่สามารถใช้ควบคุมอาการคลื่นไส้อาเจียนที่รุนแรงได้ดี พบมีรายงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยของการมีความเสี่ยงความผิดปกติของหัวใจและ cleft palate แต่โดยรวมไม่พบ major anomaly ดังนั้นการใช้ ondansetron ก่อนอายุครรภ์ 10 สัปดาห์ควรพิจารณาเป็นราย ๆ ไป โดยชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์และความเสี่ยง
- Corticosteroids (methylprednisolone) ใช้เฉพาะกรณีรุนแรงและดื้อต่อการรักษาอื่น มีงานวิจัยผลก่อให้เกิด oral clefts ได้ แต่พบเพียง 1-2 รายต่อหญิงตั้งครรภ์ 1,000 รายที่ได้รับยา จึงไม่ควรใช้ก่อนอายุครรภ์ 10 สัปดาห์
- ยารักษาอาการกรดไหลย้อนหรือแสบร้อนกลางอก3
อาการกรดไหลย้อนอาจเกิดขึ้นเดี่ยว ๆ หรือร่วมกับอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ มีการรักษาหลายวิธีที่พบว่าได้ผลและมีความปลอดภัยในระหว่างตั้งครรภ์
-
- Antacids ประกอบด้วยเกลือ aluminum, calcium, หรือ magnesium ข้อควรระวัง เนื่องจาก antacids สามารถจับกับยาและวิตามินอื่น ๆ ได้ ทำให้การดูดซึมลดลงจึงควรรับประทานห่างจากยาอื่นอย่างน้อย 1 ชั่วโมง
- Histamine-2 receptor antagonists (H2 blockers) เช่น Cimetidine (Tagamet), Famotidine (Pepcid) ปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์
- ยาปฏิชีวนะ10
สรุปยาปฏิชีวนะที่ใช้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร รวมถึงความปลอดภัยและผลกระทบที่สำคัญต่อทารกในครรภ์และทารกแรกคลอด แสดงในตารางที่ 3
-
- Aminoglycosides (Amikacin, gentamicin, streptomycin, tobramycin, plazomicin)
- มีความเสี่ยงทำให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์และมีผลสูงสุดในช่วงไตรมาสแรก สามารถทำให้เกิดหูหนวกแต่กำเนิดหรือมีผลต่อการทำงานของไต โดยทั่วไปไม่ควรใช้ ยกเว้นกรณีจำเป็นควรใช้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ยาใช้เฉพาะที่ เช่น ยาหยอดตา ยาหยอดหู สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในหญิงให้นมบุตรเพราะการดูดซึมต่ำมาก
- Beta-lactams (Penicillins, cephalosporins, carbapenems, monobactams)
- ยากลุ่มนี้ถือว่าปลอดภัยในการตั้งครรภ์ แต่ควรระมัดระวังการใช้ ceftriaxone ช่วงใกล้คลอด เนื่องจากมีความเสี่ยงการเกิด kernicterus ในทารกแรกเกิด
- Ceftolozane /tazobactam (Zerbaxa®) ยาในการรักษาภาวะติดเชื้อในช่องท้อง (Intraabdominal infections) หรือปอดติดเชื้อที่เกิดในโรงพยาบาล (Hospital-acquired pneumonia) หรือปอดบวมจากการใส่เครื่องช่วยหายใจ (Ventilator-associated pneumonia) หรือภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะรุนแรง (complicated UTI) ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานด้านความปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ที่ชัดเจน เพียงแต่อ้างอิงจากเป็นยาในกลุ่ม cephalosporins ไม่น่าจะเกิดความเสี่ยงต่อทารกรุนแรง (Major anomalies)
- Beta-lactamase inhibitors (BLIs)
- Sulbactam, Clavulanate ปลอดภัยเมื่อใช้คู่กับยาที่จับคู่กัน (ampicillin-sulbactam, ampicillin-clavulanate), Tazobactam ปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์แต่อาจจะมีผลข้างเคียงของยาคือ cytopenia
- ยารุ่นใหม่ เช่น vaborbactam, avibactam, durlobactam, and enmetazobactam ยังไม่มีข้อมูลในหญิงตั้งครรภ์แต่จากการศึกษาในสัตว์ไม่พบภาวะแทรกซ้อน
- Fluoroquinolones
- พบว่ามีพิษต่อไต ความผิดปกติของหัวใจ และพิษต่อระบบประสาทส่วนกลางของทารก
- ยารุ่นใหม่ เช่น Delafloxacin ยังไม่มีข้อมูลในความปลอดภัยของหญิงตั้งครรภ์
- Glycopeptides, Lipoglycopeptides, Lipopeptides
- Vancomycin ใช้รักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกรุนแรงถือว่าปลอดภัยในไตรมาสสองและสาม
- Telavancin มีงานวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่าอาจทำให้เกิดความผิดปกติของแขนขาและโครงกระดูก (limb and skeletal malformations) น้ำหนักทารกลดลง ในขนาดเทียบเท่าการใช้ในมนุษย์ จึงควรหลีกเลี่ยงในการใช้ในหญิงตั้งครรภ์
- Daptomycin ปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ เหมาะสำหรับการติดเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกรุนแรง เช่น MRSA bacteremia, enterococcal infection เมื่อยาทางเลือกอื่นไม่เหมาะสมหรือดื้อยา
- Macrolides
- งานวิจัยปี ค.ศ. 2017 จากประเทศแคนาดา11พบว่าการได้รับยา macrolides ในไตรมาสแรกมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการแท้งบุตร
- อย่างไรก็ตามมีงานวิจัยขนาดใหญ่จากเดนมาร์กในปี ค.ศ. 202112ซึ่งไม่สนับสนุนว่า macrolide (azithromycin, clarithromycin, erythromycin, roxithromycin, and spiramycin) จะส่งผลให้ทารกพิการแต่กำเนิดชนิดรุนแรง
- จากข้อมูลการศึกษาที่มีความขัดแย้งกันและยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน10 ดังนั้นยาปฏิชีวนะกลุ่ม macrolides ควรใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วง ไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์
- Tetracyclines and glycylcyclines
- Tetracyclines เป็นยาที่มีหลักฐานชัดเจนว่าก่อพิษต่อทารกในมนุษย์ โดยเฉพาะผลต่อการสร้างกระดูกและการเปลี่ยนสีของฟันถาวร และแม้จะมีการอนุมัติยาใหม่ขึ้นหลังปี ค.ศ. 2015 (Eravacycline, omadacycline) แต่ยังไม่มีข้อมูลใหม่ในมนุษย์ที่ยืนยันความปลอดภัย
- Miscellaneous antibiotics
- Clindamycin ยังไม่มีงานวิจัยทางคลินิกใดที่รายงานความเสี่ยงของความผิดปกติแต่กำเนิดหรือการแท้งบุตรที่อาจเกี่ยวข้องกับ clindamycin ดังนั้น clindamycin โดยทั่วไปถือว่าเป็นยาที่มีความปลอดภัยระหว่างตั้งครรภ์
- Fosfomycin มีการศึกษาในฝรั่งเศสและเยอรมัน13, 14พบว่าไม่เพิ่มความเสี่ยงของความผิดปกติแต่กำเนิดรุนแรงเมื่อใช้ในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์
- Lefamulin อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากสามารถผ่านรกและตรวจพบในเนื้อเยื่อของทารกในครรภ์ จากการทดลองในสัตว์พบว่าทำให้ทารกในครรภ์น้ำหนักตัวลดลง มีพัฒนาทางเพศล่าช้าและการเจริญเติบโตของกระดูกช้า
- Metronidazole หากเป็นยาใช้เฉพาะที่เพื่อรักษา rosacea สามารถใช้ได้ทุกไตรมาส ยาชนิดรับประทานมีข้อมูลการศึกษาที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับความเสี่ยงการแท้งบุตรในช่วงไตรมาสแรก อย่างไรก็ตามไม่พบความเสี่ยงเพิ่มของความพิการแต่กำเนิด และยังคงแนะนำให้ใช้รักษา bacterial vaginosis ในหญิงตั้งครรภ์ตามแนวทาง ACOG และ Centers for Disease Control and Prevention (CDC)
- Nitrofurantoin ถือว่าปลอดภัยโดยทั่วไปเมื่อใช้ในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในหญิงตั้งครรภ์ช่วงใกล้คลอดและทารกอายุต่ำกว่า 1 เดือน เนื่องจากพบความเสี่ยงต่อการเกิด hemolytic anemia
- Sulfamethoxazole-trimethoprim (SMX/TMP) แนะนำให้เสริมกรดโฟลิก (folic acid) อย่างน้อย 4 มก. ต่อวัน ในหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับ SMX/TMP ในช่วงไตรมาสแรก เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิด neural tube defects
- 15
- (เช่น )ภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงถาวรในทารกแรกเกิด (Persistent Pulmonary Hypertension of the Newborn,) ได้น้อย
- และได้
- ,
- มีต่อการร้อยละ15ภาวะทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ () ความผิดปกติของรูปหน้า() ความพิการของแขนขาและหัวใจแต่กำเนิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ () มีอาการถอนยาในทารกแรกเกิด () และ
- มากกว่าหรือเท่ากับมักแสดง
หยุดการใช้ชักนำการคลอด (elective induction) หรือการผ่าตัดคลอดตามแผน(delivery) คำแนะนำเกี่ยวกับการให้นมบุตรในกรณีที่มารดาได้รับลิเทียมยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน โดยพบว่าระดับลิเทียมในซีรัมของทารกที่กินนมแม่มีค่าประมาณ ร้อยละ 10–60 15ของระดับยาในมารดา เนื่องจากทารกแรกเกิดมีการทำงานของไตที่ยังไม่สมบูรณ์ และมีความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำจึงอาจเกิดภาวะพิษจากลิเทียมในทารกแรกเกิด ได้ ดังนั้น หากมีการพิจารณาให้นมบุตร ควรมีการประสานการดูแลอย่างใกล้ชิดระหว่างสูติแพทย์ กุมารแพทย์ และจิตแพทย์
| ยา | ตัวอย่าง | ความปลอดภัยช่วงตั้งครรภ์ | ความปลอดภัยช่วงให้นมบุตร | ผลกระทบ |
| Aminoglycosides | Gentamicin, Amikacin, Tobramycin, Streptomycin | หลีกเลี่ยงหากไม่จำเป็น | ปลอดภัยเมื่อใช้เฉพาะที่ แต่ข้อมูลการใช้แบบ systemic ยังจำกัด | พิษต่อหูและไต |
| Beta-lactams | Penicillin, Cephalosporin, Carbapenem | ปลอดภัย | ปลอดภัย | หลีกเลี่ยงการใช้ ceftriaxone ใกล้คลอดเพระเพิ่มความเสี่ยง kernicterus ต่อทารกแรกเกิด |
| BLIs (classic) | Clavulanate, Sulbactam, Tazobactam | ปลอดภัย | ปลอดภัย | ภาวะเม็ดเลือดต่ำ (พบได้น้อยมากจากการใช้ tazobactam) |
| New BLIs | Vaborbactam, Avibactam | มีข้อมูลด้านความปลอดภัยในมนุษย์จำกัด | ข้อมูลความปลอดภัยยังจำกัด | ไม่พบฤทธิ์ก่อความพิการแต่กำเนิดในสัตว์ทดลอง |
| Fluoroquinolones | Ciprofloxacin, Levofloxacin | หลีกเลี่ยง | ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง | พิษต่อกระดูกอ่อนและไตของทารกในครรภ์ |
| Glycopeptide | Vancomycin | ปลอดภัย (ไตรมาสที่สองและสาม) | ปลอดภัย | – |
| Lipoglycopeptide | Telavancin | หลีกเลี่ยง | หลีกเลี่ยง | ความผิดปกติของแขนขาและโครงกระดูก |
| ยา | ตัวอย่าง | ความปลอดภัยช่วงตั้งครรภ์ | ความปลอดภัยช่วงให้นมบุตร | ผลกระทบ |
| Lipopeptide | Daptomycin | ปลอดภัย | มีแนวโน้มว่าปลอดภัย | – |
| Macrolides | Azithromycin, Clarithromycin, Erythromycin | หลีกเลี่ยงในช่วงไตรมาสแรก | ปลอดภัย
ผ่านน้ำนมได้น้อย |
– |
| Tetracyclines | Tetracycline, Doxycycline | หลีกเลี่ยง | การใช้ระยะสั้นสามารถยอมรับได้ โดยมีความเสี่ยงเชิงทฤษฎีต่อการเกิดฟันเปลี่ยนสีและการเจริญเติบโตของกระดูกผิดปกติ | การเปลี่ยนสีของฟัน และการเจริญเติบโตของกระดูกผิดปกติ |
| Glycylcyclines | Eravacycline | หลีกเลี่ยง | หลีกเลี่ยง | มีรายงานความเป็นพิษต่อทารกในครรภ์จากการศึกษาในสัตว์ทดลอง |
| Clindamycin | PO/IV/Topical | ปลอดภัย | ปลอดภัย | ทารกมีอาการท้องเสียหรือการติดเชื้อรา candida |
| Fosfomycin | Single dose | ปลอดภัย | ปลอดภัย | – |
| Lefamulin | PO/IV | หลีกเลี่ยง | หลีกเลี่ยง | ทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้าลง และมีการสร้างกระดูกล่าช้า |
| ยา | ตัวอย่าง | ความปลอดภัยช่วงตั้งครรภ์ | ความปลอดภัยช่วงให้นมบุตร | ผลกระทบ |
| Metronidazole | PO | ปลอดภัย | ปลอดภัย | – |
| Nitrofurantoin | For UTI | ปลอดภัยแต่ระวังช่วงใกล้คลอด | ควรหลีกเลี่ยงในทารกอายุน้อยกว่า 1 เดือน หรือทารกที่มีภาวะขาดเอนไซม์ G6PD | ภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก |
| TMP-SMX | Sulfamethoxazole + Trimethoprim | หลีกเลี่ยงไตรมาสแรกหากไม่จำเป็น | ปลอดภัย แต่ควรหลีกเลี่ยงในทารกคลอดก่อนกำหนดหรือทารกที่มีภาวะตัวเหลือง | ความพิการของระบบประสาท / kernicterus |
เอกสารอ้างอิง
- การใช้ยาในระยะตั้งครรภ์และระยะให้นมบุตร. In: ธีระ ท, editor. สูติศาสตร์. กรุงเทพฯ: ลักษมีรุ่ง จำกัด; 2564. p. 781-93.
- Pernia S, DeMaagd G. The New Pregnancy and Lactation Labeling Rule. P t. 2016;41(11):713-5.
- Hansen WF, Peacock AE, Yankowitz J. Safe prescribing practices in pregnancy and lactation. J Midwifery Womens Health. 2002;47(6):409-21.
- Teratology, Teratogens, and Fetotoxic Agents. In: al. CFLKBSDJHBCBe, editor. Williams Obstetrics. 26th ed. ed. New York: McGraw-Hill Education; 2022. p. 144-63.
- Prada D, Ritz B, Bauer AZ, Baccarelli AA. Evaluation of the evidence on acetaminophen use and neurodevelopmental disorders using the Navigation Guide methodology. Environmental Health. 2025;24(1):56.
- (ACOG) ACoOaG. ACOG Affirms Safety and Benefits of Acetaminophen During Pregnancy 2025 [cited 2025 Dec 27]. Available from: https://www.acog.org/news/news-releases/2025/09/acog-affirms-safety-benefits-acetaminophen-pregnancy.
- Chambers CD, Krishnan JA, Alba L, Albano JD, Bryant AS, Carver M, et al. The safety of asthma medications during pregnancy and lactation: Clinical management and research priorities. J Allergy Clin Immunol. 2021;147(6):2009-20.
- Jones CE, Jamil Y. Management of asthma in pregnancy. Clin Med (Lond). 2025;25(1):100277.
- ACOG Practice Bulletin No. 189: Nausea And Vomiting Of Pregnancy. Obstet Gynecol. 2018;131(1):e15-e30.
- Nguyen J, Madonia V, Bland CM, Stover KR, Eiland LS, Keating J, et al. A review of antibiotic safety in pregnancy-2025 update. Pharmacotherapy. 2025;45(4):227-37.
- Muanda FT, Sheehy O, Bérard A. Use of antibiotics during pregnancy and risk of spontaneous abortion. Cmaj. 2017;189(17):E625-e33.
- Andersson NW, Olsen RH, Andersen JT. Association between use of macrolides in pregnancy and risk of major birth defects: nationwide, register based cohort study. Bmj. 2021;372:n107.
- Benevent J, Araujo M, Beau AB, Sicard D, Sommet A, Hurault-Delarue C, et al. First trimester pregnancy exposure to fosfomycin and risk of major congenital anomaly: a comparative study in the EFEMERIS database. Infection. 2023;51(1):137-46.
- Philipps W, Fietz AK, Meixner K, Bluhmki T, Meister R, Schaefer C, et al. Pregnancy outcome after first-trimester exposure to fosfomycin for the treatment of urinary tract infection: an observational cohort study. Infection. 2020;48(1):57-64.
- Treatment and Management of Mental Health Conditions During Pregnancy and Postpartum: ACOG Clinical Practice Guideline No. 5. Obstet Gynecol. 2023;141(6):1262-88.
























