Prospect
![]() |
ความคาดหวัง1. สุขภาพอนามัยแม่และเด็ก ตลอดจนครอบครัวดีขึ้น
|
![]() |
ความคาดหวัง1. สุขภาพอนามัยแม่และเด็ก ตลอดจนครอบครัวดีขึ้น
|
![]() |
พันธกิจรับผิดชอบในการบริบาลมารดาและทารกในครรภ์ที่มีปัญหาซับซ้อน อันประกอบด้วยการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกัน รักษา และฟื้นฟูสภาพ รวมทั้งบริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ผลิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์มารดาและทารก ศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ ๆ และเผยแพร่ไปสู่สาธารณะ อันจะนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองทางวิทยาการด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ สู่สังคมไทย และนานาชาติ โดยได้รับการส่งเสริมและรับประกันคุณภาพจากราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
เผยแพร่โดยภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เผยแพร่ 14 กุมภาพันธ์ 2561

แต่ละสถาบันฝึกอบรมจะต้องจัดระบบการบริหารเวลาอย่างเหมาะสม โดยมีตารางโปรแกรมการปฏิบัติงานที่ชัดเจน ซึ่งแต่ละสถาบันอาจปรับเปลี่ยน เวลาและปริมาณให้เข้าสภาพการปฏิบัติงานของแต่ละสถาบัน ตารางเวลาการปฏิบัติงานควรครอบคลุมหัวข้อหลักดังต่อไปนี้
{tab=Training Level}

แพทย์ประจำบ้านนอกเหนือจากการเลคเชอร์ตามหัวข้อการฝึกอบรมด้านเวชศาสตร์มารดาและทารก ตามที่ราชวิทยาลัยสูติศาสตร์และนรีแพทย์แห่งประเทศไทยได้กำหนดไว้ จะต้องผ่านการฝึกอบรมพิเศษด้านเวชศาสตร์มารดาและ
ทารกอย่างน้อย 1 เดือน โดยเน้นการฝึกอัลตราซาวด์ การแปลผล fetal surveillance การดูแลครรภ์เสี่ยงสูง และการวินิจฉัยก่อนคลอด
{tab=Fellowship Program}

แต่ละสถาบันฝึกอบรมจะต้องจัดระบบการบริหารเวลาอย่างเหมาะสม โดยมีตารางโปรแกรมการปฏิบัติงานที่ชัดเจน ซึ่งแต่ละสถาบันอาจปรับเปลี่ยน เวลาและปริมาณให้เข้าสภาพการปฏิบัติงานของแต่ละสถาบัน ตารางเวลาการปฏิบัติงานควรครอบคลุมหัวข้อหลักดังต่อไปนี้
{tab=Training Evaluation}

ผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางต่อยอดสาขาเวชศาสตร์มารดาและทารกครบตามหลักสูตรแล้ว และผ่านการประเมินผลจากสถาบันฝึกอบรม จะมีสิทธิ์สมัครสอบเพื่อประกาศนียบัตรสาขาเวชศาสตร์มารดาและทารก ตามที่กำหนดโดยราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย ์แห่งประเทศไทย
เป็นการประเมินในระหว่างการฝึกอบรมซึ่งประเมินผลอย่างเป็นทางการโดยคณาจารย์ ประจำหน่วยของแต่ละสถาบัน และรับรองโดยหัวหน้าสถาบัน ซึ่งประเมินทั้ง
สถาบันฝึกอบรมจะต้องทำหน้าที่ประเมินทั้งสามกรณีข้างต้น แล้วสรุปว่าผ่าน จึงมีสิทธิ์สมัครสอบส่วนกลาง
เมื่อสิ้นสุดการฝึกอบรม
ประเมินโดยคณะกรรมการส่วนกลางจากราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย โดยประเมินผลการวิจัย การสอบข้อเขียน และการสอบสัมภาษณ์ การสอบผ่าน หมายถึงการสอบผ่านทั้งสามกรณีต่อไปนี้ (ถ้าไม่ผ่านให้สอบใหม่เฉพาะส่วนที่ไม่ผ่านในโอกาสต่อไป)
{tab=Course Content}

วัตถุประสงค์:
ผู้ฝึกอบรมมีความเข้าใจอย่างดีและสามารถอภิปรายได้ดีถึงความรู้ก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์พื้นฐานของการตั้งครรภ์ทั้งในแนวกว้างและแนวลึกในหัวข้อดังต่อไปนี้
วิทยาศาสตร์พื้นฐานของตั้งครรภ์
วัตถุประสงค์
ภาวะแทรกซ้อนทางอายุรศาสตร์
1. ความดันโลหิตสูง
2. เบาหวาน
3. ความผิดปกติทางเอ็นโดครีนอื่น ๆ เช่น โรคต่อมธัยรอยด์ พาราธัยรอยด์ ต่อมใต้สมอง ต่อมหมวกไต
4. ความผิดปกติทางโลหิตวิทยา เช่น โลหิตจาง การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ เกล็ดเลือดต่ำ เป็นต้น
5. โรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น
6. โรคไต
7. โรคระบบทางเดินอาหาร เช่น แพ้ท้องรุนแรง ทางเดินอาหารอุดตัน ตับอ่อนอักเสบ ไส้ติ่งอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ แผลในกระเพาะและลำไส้ เป็นต้น
8. โรคตับ
9. โรคของปอด
10. โรคทางระบบประสาท
11. โรคออโตอิมมูนและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
12. โรคมะเร็ง
13. โรคผิวหนัง
14. การใช้สารเสพย์ติด : แอลกอฮอล์ กาแฟ บุหรี่ ยาบ้า โคเคน เฮโรอีน บาร์บิทุเรท ยากล่อมประสาท เป็นต้น
15. โรคทางจิตเวชศาสตร์ เช่น ภาวะซึมเศร้า หรือโรคจิตหลังคลอด
16. โรคติดเชื้อ
ภาวะแทรกซ้อนทางศัลยศาสตร์
1. การดูแลในภาวะวิกฤติและการบาดเจ็บ
2. ภาวะ acute abdomen
3. ตกเลือด – เลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบน / ส่วนล่าง
ภาวะแทรกซ้อนทางสูติศาสตร์
1. คลอดยาก (แรงเบ่งไม่ดี ทารกท่าผิดปกติ เชิงกรานแคบ)
2. ตกเลือด (แท้ง ครรภ์นอกมดลูก ครรภ์ไข่ปลาอุก รกเกาะต่ำ รกลอกตัวก่อนกำหนด มดลูกแตก มดลูกไม่แข็งตัว รกค้าง รกติด มดลูกปลิ้น ช่องทางคลอดฉีกขาด)
3. ความดันโลหิตสูง:
4. การคลอดก่อนกำหนด / น้ำเดินก่อนกำหนด
5. ครรภ์เกินกำหนด
6. ทารกโตช้าในครรภ์
7. ครรภ์แฝด
8. การสูญเสียทารกซ้ำ ๆ (recurrent pregnancy losses)
9. ทารกพิการโดยกำเนิด
10. โรคของรก สายสะดือ และเยื่อหุ้มเด็ก
วัตถุประสงค์
ผู้ฝึกอบรมมีความรู้ความเข้าใจในหลักการ ข้อดี ข้อเสีย และสามารถแปลผลการทดสอบสุขภาพทารกในครรภ์ด้วยเทคนิคต่าง ๆ ทั้งในระยะก่อนคลอดและ
ระยะคลอด
1. เทคนิคต่าง ๆ ในการประเมินสุขภาพทารกในครรภ์ในระยะก่อนคลอด
2. เทคนิคการประเมินสุขภาพทารกในครรภ์ในระยะคลอด
4. มีความรู้และทักษะสูงในการคัดกรองและวินิจฉัยก่อนคลอด Top of Page
วัตถุประสงค์
ผู้ฝึกอบรมมีความรู้ก้าวหน้าเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์พื้นฐานของการวินิจฉัยก่อนคลอด สามารถคัดกรอง/วินิจฉัยโรคในทารกที่สำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่
1. ความผิดปกติของโครโมโซมที่พบได้บ่อย
2. โรคธาลัสซีเมียชนิดร้ายแรง
3. ความผิดปกติทางโครงสร้าง
4. กลุ่มโรคจำเพาะที่ประวัติมีความเสี่ยง เช่น ฮีโมฟิลเลีย เปลือกต่อมหมวกไตหนา เป็นต้น
ผู้ฝึกอบรมมีความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ วิธีการ ข้อบ่งชี้ ข้อดีข้อเสีย ภาวะแทรกซ้อน ของเทคนิคในการวินิจฉัยก่อนคลอดต่าง ๆ
ผู้ฝึกอบรมสามารถอภิปราย หรือมีทักษะในการทำการวินิจฉัยก่อนคลอดดังนี้
1.1 การวินิจฉัยก่อนคลอดด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (วินิจฉัยความผิดปกติทางโครงสร้าง)
1.2 การตรวจสารในเลือดมารดา
1.3 การวินิจฉัยทารกจากเซลล์ลูกในเลือดมารดา
การตรวจหาเซลล์ของลูกในเลือดแม่เพื่อการวินิจฉัยก่อนคลอด เข้าใจถึงวิธีการแยกเซลล์ลูกจากเลือดแม่ และหลักการทางห้องปฏิบัติการในการวิเคราะห์ดีเอ็นเอได้แก่
1.4 การล้างบริเวณปากมดลูก (transcervical flushing)
เข้าใจ อธิบายถึงหลักการ
1.5 การวินิจฉัยก่อนการฝังตัว (Preimplantation)
เข้าใจ อธิบายถึงหลักการและให้คำปรึกษาแก่คู่สมรสที่มีปัญหาโรคทางพันธุกรรม ที่มีความเสี่ยงสูง หรือรายที่มีบุตรยาก ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีช่วยภาวะเจริญพันธุ์อยู่แล้ว
2.1 การเจาะดูดน้ำคร่ำ (amniocentesis)
มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ
2.2 การตัดชิ้นเนื้อรก (chorionic villus sampling)
มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ
2.3 การเจาะเลือดจากสายสะดือทารก (cordocentesis)
มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ
2.4 เทคนิค Coelocentesis
มีความรู้ความเข้าใจในเทคนิคและหลักการทางอณูพันธุศาสตร์ เช่น FISH, PCR
2.5 การตรวจด้วยกล้องส่องทารกและการตัดชิ้นเนื้อทารก (fetoscopy and tissue biopsy)
มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ
2.6 การส่องตรวจตัวอ่อนในครรภ์ (embryoscopy)
มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ
ผู้ฝึกอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพยาธิวิทยาของโรคต่าง ๆ ของทารกที่ทำการวินิจฉัยก่อนคลอด
ผู้ฝึกอบรมมีประสบการณ์ในการวินิจฉัยโรคทารกทางพยาธิวิทยา สามารถบรรยายความผิดปกติต่าง ๆ ของโรคที่พบได้บ่อย ๆ อย่างถูกต้อง
วัตถุประสงค์
ผู้ฝึกอบรมมีความรู้ก้าวหน้า และทักษะสูงในการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงทางสูติศาสตร์ ได้แก่
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับคลื่นเสียงความถี่สูง
การตรวจพื้นฐานทางสูติศาสตร์ (Basic Examination)
การตรวจขั้นละเอียด (Targeted Ultrasound)
1.1 ความผิดปกติของท่อประสาท
1.2 หัวบาตร (Ventriculomegaly/hydrocephalus)
1.3 Holoprosencephaly
1.4 Dandy-Walker Malformations
1.5 พยาธิสภาพการทำลายเนื้อสมอง
1.6 Microcephaly/Macrocephaly
1.7 Agenesis of corpus callosum
1.8 อื่น ๆ เช่น หินปูนจับในสมอง กระดูกสันหลังคดและโก่ง เป็นต้น
2.1 ความผิดปกติของใบหน้า
2.2 ก้อนที่คอ
3.1 ความผิดปกติในโครงสร้างของหัวใจ
3.2 ความผิดปกติในจังหวะการเต้นของหัวใจ (arrhythmia)
4.1 ไตฝ่อ (renal agenesis)
4.2 การอุดตันของทางเดินปัสสาวะ
4.3 ถุงน้ำที่ไต
4.4 ก้อนที่ต่อมหมวกไต
4.5 ความผิดปกติของท่อสืบพันธุ์ เช่น ถุงน้ำรังไข่
5.1 ทางเดินอาหารอุดตัน
5.2 ผนังหน้าท้องโหว่
5.3 น้ำและก้อนในช่องท้อง
6.1 ปอดแฟบ (pulmonary hypoplasia)
6.2 ก้อนในทรวงอก
6.3 น้ำในทรวงอก (pleural effusion)
7.1 กลุ่มแขนขาสั้นที่ไม่รอดชีวิต (lethal)
7.2 กลุ่มแขนขาสั้นที่รอดชีวิต (non-lethal)
7.3 แขนขาขาดหาย (limb reduction defects)
7.4 ความผิดปกติของมือและเท้า
7.5 Caudal regression
7.6 Sacrococcygeal teratoma
8.1 Twin-twin transfusion syndrome, Stuck twins
8.2 แฝดไม่มีหัวใจ (acardiac twins)
8.3 แฝดติดกัน (conjoined twins)
10.1 Soft sign
10.2 ความผิดปกติรุนแรง (ดูโอดีนั่มตีบตัน endocardial cushion defect เป็นต้น)
วัตถุประสงค์
ผู้ฝึกอบรมมีความรู้และสามารถอภิปรายถึงแนวทางในการรักษาทารกในครรภ์ รวมทั้งเทคนิคต่าง ๆ ที่กำลังพัฒนาหรือแนวโน้มในอนาคต และมีทักษะในการรักษาทารกในครรภ์ที่กระทำกันบ่อย ๆ
{/tabs}

ผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางต่อยอดสาขาเวชศาสตร์มารดาและทารกครบตามหลักสูตรแล้ว และผ่านการประเมินผลจากสถาบันฝึกอบรม จะมีสิทธิ์สมัครสอบเพื่อประกาศนียบัตรสาขาเวชศาสตร์มารดาและทารก ตามที่กำหนดโดยราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย ์แห่งประเทศไทย
เป็นการประเมินในระหว่างการฝึกอบรมซึ่งประเมินผลอย่างเป็นทางการโดยคณาจารย์ ประจำหน่วยของแต่ละสถาบัน และรับรองโดยหัวหน้าสถาบัน ซึ่งประเมินทั้ง
สถาบันฝึกอบรมจะต้องทำหน้าที่ประเมินทั้งสามกรณีข้างต้น แล้วสรุปว่าผ่าน จึงมีสิทธิ์สมัครสอบส่วนกลาง
เมื่อสิ้นสุดการฝึกอบรม
ประเมินโดยคณะกรรมการส่วนกลางจากราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย โดยประเมินผลการวิจัย การสอบข้อเขียน และการสอบสัมภาษณ์ การสอบผ่าน หมายถึงการสอบผ่านทั้งสามกรณีต่อไปนี้ (ถ้าไม่ผ่านให้สอบใหม่เฉพาะส่วนที่ไม่ผ่านในโอกาสต่อไป)