Cervical Cancer

 มะเร็งปากมดลูก: Cervical Cancer

ศ.นพ.จตุพล ศรีสมบูรณ์


  • บทนำ
  • ภาระและอุบัติการณ์ของมะเร็งปากมดลูกทั่วโลกและในประเทศไทย
  • สาเหตุของมะเร็งปากมดลูก
  • การป้องกันมะเร็งปากมดลูก
  • การวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก
  • การวินิจฉัยแยกโรค
  • พยาธิวิทยา
  • การแพร่กระจายของมะเร็งปากมดลูก
  • การแบ่งระยะของมะเร็งปากมดลูก
  • การรักษา
  • การตรวจติดตามและการกลับเป็นซ้ำ
  • บทสรุป
  • เอกสารอ้างอิง

บทนำ

มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับ 2 ของมะเร็งในสตรีทั่วโลกรองมาจากมะเร็งเต้านม แต่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของสตรีเป็นอันดับ 3 ในการเสียชีวิตจากมะเร็งของสตรีทั่วโลกรองมาจากมะเร็งเต้านมและมะเร็งปอด ในปัจจุบันมีการศึกษาทางการแพทย์ยืนยันแล้วว่าสาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูกคือ การติดเชื้อ human papillomavirus (HPV) ที่ปากมดลูก องค์ความรู้ดังกล่าวนี้มีความสำคัญอย่างมากในการพัฒนาวิธีการป้องกันมะเร็งปากมดลูก ผนวกกับความก้าวหน้าในการผ่าตัด การรักษาด้วยรังสีและยาเคมีบำบัดทำให้ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้น มีภาวะแทรกซ้อนลดลงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ภาระและอุบัติการณ์ของมะเร็งปากมดลูกทั่วโลกและในประเทศไทย

สำนักงานวิจัยมะเร็งนานาชาติ (International Agency for Research on Cancer, IARC) ขององค์การอนามัยโลก ได้รายงานสถิติของผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลกในปี พ.ศ.2553 พบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ประมาณ 530,000 คนต่อปี ซึ่งประมาณร้อยละ 85 อยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนา และมีผู้ป่วยเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกประมาณ 275,000 คนต่อปี ซึ่งประมาณร้อยละ 88 อยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนาเช่นกัน(1) ดังตารางที่ 1

สำหรับในประเทศไทยมะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับที่ 2 รองมาจากมะเร็งเต้านมและปัจจุบันยังคงเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ โดยมีอุบัติการณ์ปรับมาตรฐานตามอายุ (age-standardized incidence rate) เท่ากับ 24.5 ต่อประชากรสตรี 100,000 คนต่อปี ในแต่ละปีมีจำนวนผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ประมาณ 10,000 คน และมีผู้ป่วยเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกประมาณ 5,200 คน หรือประมาณร้อยละ 52 (1) ดังตารางที่ 1 ถ้าคิดเป็นวันแล้วจะตรวจพบมะเร็งปากมดลูกในสตรีไทยวันละประมาณ 27 คนและมีสตรีไทยเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกเฉลี่ยวันละ 14 คน ในการเสียชีวิตจากมะเร็งของสตรีไทยนั้น สตรีไทยเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกเป็นอันดับ 2 รองมาจากมะเร็งตับ (1)

ตารางที่ 1. อุบัติการณ์ของมะเร็งปากมดลูกทั่วโลกและในประเทศไทย(1)

 

รายใหม่

  เสียชีวิต
  จำนวน อุบัติการณ์ * จำนวน

อุบัติการณ์ *

ทั่วโลก 529,828 15.3 275,128 7.8
ประเทศที่พัฒนาแล้ว 76,507 9.0 33,159 3.2
ประเทศที่กำลังพัฒนา 453,321 17.8  241,969 9.8
ประเทศไทย 9,999  24.5 5,216 12.8

  * ต่อประชากรสตรี 100,000 คนต่อปี

 

สาเหตุของมะเร็งปากมดลูก

จากหลักฐานทางไวรัสวิทยา ทางชีววิทยาโมเลกุล ทางคลินิก และทางระบาดวิทยา พบว่าสาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูกคือ การติดเชื้อ human papillomavirus (HPV) ชนิดก่อมะเร็ง จากการตรวจชิ้นเนื้อมะเร็งปากมดลูกของผู้ป่วย 22 ประเทศ จำนวนมากกว่า 1,000 ราย รวมทั้งจากประเทศไทยโดยตรวจด้วยวิธี polymerase chain reaction (PCR) พบว่าตรวจพบ DNA ของเชื้อ HPV สูงถึงร้อยละ 99.7(2) การติดเชื้อ HPV ชนิดความเสี่ยงสูง(high-risk) หรือชนิดก่อมะเร็ง(oncogenic)โดยเฉพาะการติดเชื้อแบบฝังแน่น(persistent) ที่ปากมดลูก เป็นขั้นตอนสำคัญของกระบวนการเกิดมะเร็งปากมดลูก ส่วนใหญ่ของการติดเชื้อ HPV บริเวณอวัยวะเพศจะเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายที่มีเชื้อ HPV ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีอาการทั้งในผู้หญิงและในผู้ชาย มะเร็งปากมดลูกจึงเป็นมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมพันธ์

จากการที่ เชื้อ HPV เป็นสาเหตุจำเพาะของมะเร็งปากมดลูก สาเหตุหรือปัจจัยอื่น ๆ ของมะเร็งปากมดลูกเป็นปัจจัยที่ทำให้ปากมดลูกมีโอกาสติดเชื้อ HPV ได้มากขึ้นหรือง่ายขึ้น เช่น การมีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อย หรือการตั้งครรภ์เมื่ออายุน้อย เป็นต้น ปัจจัยนอกจากนี้เป็นเพียงปัจจัยส่งเสริม (predisposing factors) หรือปัจจัยร่วม (co-factors) ที่ทำให้การติดเชื้อ HPV คืบหน้าหรือดำเนินโรคต่อไปจนเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ ปัจจัยเหล่านี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นปัจจัยเสี่ยง (risk factors) ของการเป็นมะเร็งปากมดลูก หรือทำให้เป็นมะเร็งปากมดลูกได้มากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับสตรีที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูกแบ่งออกเป็น 3 ชนิดใหญ่ ๆ คือ ปัจจัยเสี่ยงทางนรีเวช ปัจจัยเสี่ยงทางฝ่ายชาย และปัจจัยอื่น ๆ(3) ดังตารางที่ 2

 

ตารางที่ 2 ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก(3)


1. ปัจจัยเสี่ยงทางนรีเวช

  • การมีคู่นอนหลายคน
  • การมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อย
  • การตั้งครรภ์หรือมีลูกหลายคน
  • การมีประวัติเป็นกามโรค
  • การรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน
  • การไม่มารับการตรวจคัดโรคมะเร็งปากมดลูก

2. ปัจจัยเสี่ยงทางฝ่ายชาย

  • สตรีที่มีสามีเป็นมะเร็งขององคชาต
  • สตรีที่แต่งงานกับชายที่เคยมีภรรยาเป็นมะเร็งปากมดลูก
  • ผู้ชายที่เคยเป็นกามโรค
  • ผู้ชายที่มีประสบการณ์ทางเพศตั้งแต่อายุน้อย
  • ผู้ชายที่มีคู่นอนหลายคน

3. ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ

  • การสูบบุหรี่
  • ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ
  • สตรีที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำ
  • พันธุกรรม
  • การขาดสารอาหารบางชนิด

 


 

ปัจจัยเสี่ยงทางนรีเวช

ปัจจัยเสี่ยงทางนรีเวชส่วนใหญ่แล้วเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางเพศของสตรี ได้แก่(3-5)

  1. การมีคู่นอนหลายคน ความเสี่ยงจะสูงขึ้นตามจำนวนของคู่นอนที่เพิ่มขึ้น
  2. การมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อย การมีเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นช่วงอายุ 14-17 ปี โดยเฉพาะในช่วง 1 ปีแรกหลังจากเริ่มมีระดู จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกสูงขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงที่เซลล์เยื่อบุผิวปากมดลูกมีการกลายรูปจาก columnar epithelium เป็น squamous epithelium อย่างมาก ช่วงที่เซลล์มีการกลายรูปนี้จะมีความไวสูงต่อสารก่อมะเร็งโดยเฉพาะเชื้อ HPV
  3. การตั้งครรภ์หรือมีลูกหลายคน จำนวนครั้งของการคลอดลูกมีชีพมากกว่า 4 ครั้ง จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกสูงขึ้น 2-3 เท่า
  4. การมีประวัติเป็นกามโรค การติดเชื้อกามโรคบางชนิด เช่น herpes simplex, syphilis, gonorrhea, nongonococcal infection, trichomoniasis, candidiasis และ condyloma acuminata อาจทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV สูงขึ้นด้วย
  5. การรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน ความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกในสตรีที่ติดเชื้อ HPV จะสูงขึ้นตามระยะเวลาที่ใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิด โดยมีความเสี่ยงสัมพัทธ์ = 0.9, 1.3 และ 2.5 ถ้าใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิดนานไม่เกิน 5 ปี นาน 5-9 ปี และนานกว่า 10 ปี ตามลำดับ การคุมกำเนิดแบบขวางกั้น (barrier method) เช่น ถุงยางอนามัย หรือแผ่นครอบปากมดลูกช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก
  6. การไม่มารับการตรวจคัดโรคมะเร็งปากมดลูก เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อุบัติการณ์ของมะเร็งปากมดลูกยังคงสูงอยู่ในประเทศไทย เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่เคยมารับการตรวจคัดโรคมะเร็งปากมดลูก หรือ Pap smear เลย

สำหรับปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระดูและการเจริญพันธุ์ เช่น อายุเมื่อมีระดูครั้งแรก อายุเมื่อหมดระดู จำนวนครั้งของการแท้งเอง และการทำแท้ง จำนวนครั้งของการผ่าตัดคลอดลูกทางหน้าท้อง ไม่มีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับการเป็นมะเร็งปากมดลูก

ปัจจัยเสี่ยงทางฝ่ายชาย(3-5 )

ภูมิภาคที่มีอุบัติการณ์ของมะเร็งปากมดลูกสูงจะมีอุบัติการณ์ของมะเร็งองคชาตสูงด้วยเช่นกัน สตรีที่แต่งงานกับผู้ชายที่เป็นมะเร็งองคชาตมีความเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูกสูงขึ้น รวมทั้งสตรีที่แต่งงานกับผู้ชายที่เคยมีภรรยาเป็นมะเร็งปากมดลูกจะมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกสูงขึ้นด้วย คู่นอนของสตรีที่เป็นมะเร็งปากมดลูกอาจจะมีประวัติว่ามีคู่นอนหลายคน หรือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคหนองใน เริม หรือหูดหงอนไก่ และชอบเที่ยวโสเภณี ซึ่งจะมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ HPV ผู้ชายเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีการติดเชื้อ HPV อยู่ในท่อปัสสาวะ ที่องคชาต หรือที่อวัยวะเพศภายนอกแต่ไม่มีอาการ

ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ(3-5)

  1. การสูบบุหรี่ สตรีที่ติดเชื้อ HPV ถ้าสูบบุหรี่ด้วยจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกสูงขึ้น 2-10 เท่า ขึ้นกับปริมาณและระยะเวลาที่สูบ สตรีที่ไม่ได้สูบบุหรี่แต่ได้รับควันบุหรี่โดยอ้อม ก็มีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก
  2. ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ สตรีที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันสตรีที่ได้รับการปลูกถ่ายไต และสตรีที่ติดเชื้อ HIV จะมีความเสี่ยงต่อ การติดเชื้อ HPV แบบฝังแน่น และเป็นมะเร็งปากมดลูกได้สูงขึ้น
  3. สตรีที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำ มีความชุกของการติดเชื้อ HPV สูงกว่าและมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกสูงขึ้น 5 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับสตรีที่มีฐานะสูงกว่า
  4. พันธุกรรม จากการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่า มะเร็งปากมดลูกเกิดขึ้นได้บ่อยในมารดาและพี่สาว หรือน้องสาวของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก ทั้งนี้อาจจะเป็นผลจากการมีหน่วยพันธุกรรมที่ไวต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกหรืออาจจะเป็นผลจากสิ่งแวดล้อมในครอบครัวที่เหมือนกันก็ได้ อย่างไรก็ตามผลของกรรมพันธุ์ต่อมะเร็งปากมดลูกมีน้อยมากจนไม่น่าวิตกกังวล
  5. การขาดสารอาหารบางชนิด การรับประทานอาหารที่มีวิตามินเอ วิตามินซี และกรดโฟลิคต่ำ อาจเกี่ยวข้องกับการเป็นมะเร็งปากมดลูก แต่โดยทั่วไปแล้ว การขาดสารอาหารดังกล่าวมีผลน้อยมากต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก

การรับประทานฮอร์โมนรักษาในสตรีวัยหมดระดูไม่มีผลต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก สตรีที่เป็นมะเร็งปากมดลูกสามารถรับประทานฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ตามข้อบ่งชี้จำเป็นของการให้ฮอร์โมนรักษา

การป้องกันมะเร็งปากมดลูก

การป้องกันมะเร็งปากมดลูกมีจุดประสงค์หลักเพื่อลดอุบัติการณ์ของการเจ็บป่วย และการเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูก การป้องกันแบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ(3)

  1. การป้องกันปฐมภูมิ (primary prevention) คือ การหลีกเลี่ยงสาเหตุหรือลดปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก ซึ่งก็คือการป้องกันไม่ให้ปากมดลูกติดเชื้อ HPV เช่น การละเว้นการมีเพศสัมพันธ์ การใช้ถุงยางอนามัยคุมกำเนิด การซื่อสัตย์ต่อคู่นอนโดยการมีคู่นอนคนเดียวและหลีกเลี่ยงคู่นอนที่มี
    • คู่นอนหลายคน และ การฉีด HPV vaccine เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อ HPV
  2. การป้องกันทุติยภูมิ (secondary prevention) คือ การตรวจหาและรักษาความผิดปกติในระยะเริ่มแรกของการเกิดมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเรียกว่าระยะก่อนมะเร็ง (precancerous) หรือระยะก่อนลุกลาม (pre-invasive) ได้แก่
    • การตรวจทางเซลล์วิทยาของปากมดลูก (cervical cytology) หรือ Pap smear ซึ่งเป็นการตรวจหาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกที่เป็นผลจากการติดเชื้อ HPV เพื่อทำการสืบค้นและรักษาไม่ให้ดำเนินโรคเป็นมะเร็งปากมดลูก
    • การตรวจหาเชื้อ HPV สายพันธุ์ก่อมะเร็งที่ปากมดลูก หรือ HPV DNA testing เป็นการตรวจหาขั้นตอนแรกสุดของกระบวนการเกิดมะเร็งปากมดลูก ซึ่งก็คือการติดเชื้อ HPV
    • การตรวจวิธีอื่น ๆ เช่น การตรวจด้วยน้ำส้มสายชู เป็นต้น
    • การป้องกันทุติยภูมินี้เป็นการตรวจหาความผิดปกติของเซลล์เยื่อบุปากมดลูกหลังจากมีการติดเชื้อ HPV แล้ว ซึ่งแต่ละวิธีมีความแม่นยำ ความไว ข้อดีและข้อด้อยแตกต่างกัน
  3. การป้องกันตติยภูมิ (tertiary prevention) คือ การรักษามะเร็งปากมดลูกเพื่อให้ผู้ป่วยหายจากโรค และการรักษาแบบประคับประคองเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี

การวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก

ขั้นตอนสำคัญของการรักษาผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก คือ การวินิจฉัย และการตรวจประเมินระยะของมะเร็ง ซึ่งประกอบด้วยการซักประวัติ การตรวจร่างกาย การตรวจภายใน การตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา การตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการตรวจทางรังสี นอกจากเป็นการประเมินระยะของมะเร็งแล้ว ยังเป็นการตรวจหาภาวะแทรกซ้อน และโรคประจำตัวของผู้ป่วย ก่อนที่จะวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

ลักษณะทางคลินิก(3)

อาการของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกจะมากหรือน้อยขึ้นกับระยะและลักษณะของก้อนมะเร็ง มะเร็งในระยะเริ่มแรกจะไม่มีอาการผิดปกติ แต่อาจตรวจพบจากการตรวจคัดกรอง การทำ Pap smear และการตรวจด้วยคอลโปสโคป ร่วมกับการทำ biopsy เพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา อาการที่อาจจะพบในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก ได้แก่

1. การตกเลือดทางช่องคลอด (vaginal bleeding) เป็นอาการที่พบได้มากที่สุดประมาณร้อยละ 80-90 ของผู้ป่วยที่มีอาการ ลักษณะของการตกเลือดอาจจะเป็น เลือดออกกะปริดกะปรอยระหว่างรอบเดือน (intermenstrual bleeding) เลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ (postcoital bleeding) ตกขาวปนเลือด (bloody leukorrhea) เลือดออกสด ๆ เป็นก้อนเลือด หรือเลือดออกหลังวัยหมดระดู(postmenopausal bleeding)

ถ้าก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่เลือดจะออกบ่อยและนาน บางครั้งเหมือนมีเลือดระดูออกมากและนานผิดปกติ ถ้าเส้นเลือดที่มาเลี้ยงก้อนมะเร็งฉีกขาด เลือดจะออกตลอดเวลาจนผู้ป่วยซีดหรือช็อคได้ ในประเทศไทยสตรีที่มีเลือดออกผิดปกติหลังวัยหมดระดู ต้องทำการตรวจภายในเพื่อวินิจฉัยแยกโรคมะเร็งปากมดลูกก่อนที่จะทำการสืบค้นหาสาเหตุของการตกเลือดต่อไป

การตกเลือดทางช่องคลอดพบได้บ่อยในก้อนมะเร็งแบบงอกจากผิวปากมดลูก (exophytic tumor) ถ้ามีการติดเชื้อ anaerobic bacteria ร่วมด้วยจะมีเลือดออกปนหนองมีกลิ่นเหม็นรุนแรงมาก ถ้าก้อนมะเร็งอุดตันรูปากมดลูกทำให้เลือดระดูไหลออกไม่ได้ มดลูกจะมีขนาดโตขึ้นจากการมีเลือดคั่งอยู่ในโพรงมดลูก เรียกว่า “hematometra” ถ้ามีการติดเชื้อร่วมด้วยจะกลายเป็นหนองในโพรงมดลูก เรียกว่า “pyometra”

2. อาการในระยะหลังเมื่อมะเร็งลุกลามมากขึ้น

  1. ถ้ามะเร็งลุกลามไปที่เนื้อเยื่อข้างปากมดลูก (parametrium) จนถึงผนังด้านข้างของเชิงกราน (pelvic sidewall) จะไปกดเบียดอวัยวะที่ อยู่ระหว่างนั้น ได้แก่
    • ท่อไต เกิดอาการของทางเดินปัสสาวะอุดตันจนไตบวมน้ำ (hydronephrosis) และไตข้างนั้นหยุดทำงาน ถ้าไตหยุดทำงานทั้ง 2 ข้างจะมีอาการของภาวะไตวาย ได้ ภาวะไตบวมน้ำจะวินิจฉัยได้จากการทำ intravenous pyelogram (IVP) ซึ่งเป็นการสืบค้นเพื่อกำหนดระยะของมะเร็งปากมดลูก
    • หลอดเลือดและหลอดน้ำเหลือง ถ้าอุดตันผู้ป่วยจะมีอาการขาบวมและต่อมน้ำเหลืองโต โดยเฉพาะต่อมน้ำเหลืองข้างมดลูก (parametrial nodes) ซึ่งจะคลำได้จากการตรวจภายใน และการตรวจทางทวารหนัก
    • เส้นประสาทและกระดูก ผู้ป่วยจะมีอาการปวดรุนแรงมากบริเวณหลัง ก้นกบ และต้นขา
  2. ถ้ามะเร็งลุกลามไปทางด้านหน้าของปากมดลูกไปยังกระเพาะปัสสาวะอาจจะมีอาการถ่ายปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย หรือปัสสาวะไหลออกทางช่องคลอดตลอดเวลา ซึ่งจะพบในกรณีที่มะเร็งลุกลามทะลุจนเกิดรูรั่วระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับช่องคลอด (vesicovaginal fistula) การลุกลามของมะเร็งไปยังกระเพาะปัสสาวะจะตรวจได้จากการส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ (cystoscopy)ซึ่งเป็นการสืบค้นเพื่อกำหนดระยะของมะเร็งปากมดลูก
  3. ถ้ามะเร็งลุกลามไปทางด้านหลังของปากมดลูกไปยังลำไส้ตรง (rectum) อาจจะมีอาการถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระบ่อย ถ่ายลำบาก หรือท้องผูก เลือดออกทางทวารหนัก หรืออุจจาระออกทางช่องคลอดตลอดเวลา ซึ่งจะพบในกรณีที่มะเร็งลุกลามทะลุจนเกิดรูรั่ว ระหว่างลำไส้ตรงกับช่องคลอด (rectovaginal fistula) การลุกลามของมะเร็งไปที่ไส้ตรงจะตรวจได้จากการตรวจทางทวารหนัก (rectal examination) การส่องกล้องตรวจลำไส้ตรง (proctoscopy) และการสวนแบเรียม ตรวจทางรังสี (barium enema)
  4. ถ้ามะเร็งลุกลามลงมาตามผนังช่องคลอดอาจมีเลือดออกหรือคลำได้ก้อนทางช่องคลอด
  5. ถ้ามะเร็งลุกลามออกไปนอกเชิงกราน
    • การแพร่กระจายของมะเร็งไปที่ปอด ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ อาจมีอาการไอแห้ง ๆ หรือไอเป็นเลือด ปอดเป็นอวัยวะนอกเชิงกรานที่มะเร็งปากมดลูกแพร่กระจายไปได้มากที่สุดโดยไปตามกระแสเลือด
    • การแพร่กระจายไปที่กระดูก ที่พบมากที่สุด คือ กระดูกสันหลังบริเวณเอวข้อที่ 5 (L5) ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหลังรุนแรง

ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะสุดท้ายจะมีอาการซีด น้ำหนักลด ผอมแห้ง อ่อนเพลีย และมีอาการของภาวะไตวายหรือยูรีเมีย (uremia)

ลักษณะของก้อนมะเร็ง

มะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรกจะอยู่ภายในเขตเซลล์แปรรูป( transformation zone )แล้วจึงขยายลุกลามออกไปที่ปากมดลูกส่วนอื่น ลักษณะของก้อนมะเร็งปากมดลูกขึ้นกับ อัตราการเจริญเติบโตของก้อนมะเร็ง ปริมาณเลือดที่มาหล่อเลี้ยง ตำแหน่งเริ่มแรกที่เป็นมะเร็ง ระยะเวลาที่เป็นมะเร็ง ความดุร้ายของเซลล์มะเร็งในการลุกลามหรือแพร่กระจาย ภูมิคุ้มกันของเนื้อเยื่อปากมดลูกในการยับยั้งการลุกลามของเซลล์มะเร็ง และทิศทางการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งว่าเป็นแบบแทรกซึม (infiltrative) หรือแบบงอกขึ้นจากผิวเยื่อบุ (exophytic) หรือทั้ง 2 อย่าง

ลักษณะของก้อนมะเร็งปากมดลูก (gross appearance) แบ่งออกเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ คือ(3)

  1. แบบงอกขึ้นจากผิวเยื่อบุปากมดลูก (exophytic type)
  2. แบบแทรกซึมเข้าไปในเนื้อปากมดลูก (infiltrative หรือ endophytic type) มะเร็งอาจจะลุกลามทำลายเนื้อปากมดลูกจนแหว่งเป็นแผลลึก (ulcerative type) ได้

มะเร็งปากมดลูกแบบ exophytic มักวินิจฉัยได้ง่ายจากการตรวจด้วยตาเปล่า เป็นแบบที่พบได้บ่อยที่สุด อาจจะมองเห็นเป็นก้อนมะเร็งผิวขรุขระคล้ายดอกกะหล่ำ (cauliflower mass) หรือนิ้วมือเล็ก (polypoid mass) ก็ได้ มะเร็งปากมดลูกชนิดนี้มักมีเนื้อเปื่อยยุ่ย เลือดออกง่ายเมื่อสัมผัส หรือเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ถ้าก้อนมะเร็งเกิดขึ้นภายในปากมดลูก (endocervix) จะถ่างขยายปากมดลูกออกไปจน

ปากมดลูกป่องออกคล้ายถังเบียร์ (barrel-shaped) ได้

มะเร็งปากมดลูกแบบ infiltrative ถ้ารอยโรคมีขนาดเล็กมากอาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ดูคล้ายปากมดลูกปกติ ทำให้วินิจฉัยโรคผิดพลาดได้ ถ้าตรวจภายในไม่ละเอียด ถ้าไม่มีแผลลึกผู้ป่วยอาจจะไม่มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดเลย

วิธีการวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก

การวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลามประกอบด้วยขั้นตอนและหลักการสำคัญ ดังนี้(3-5)

1. การตรวจภายในพบก้อนมะเร็งปากมดลูกชัดเจน ซึ่งต้องยืนยันการวินิจฉัยโรคโดยการทำ biopsy เพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา ก่อนที่จะวางแผนการรักษาต่อไป

2. การตรวจทางเซลล์วิทยา หรือผล Pap smear ผิดปกติ ซึ่งต้องทำการตรวจภายในดูปากมดลูก อย่างละเอียด ถ้าไม่พบความผิดปกติต้องตรวจด้วยคอลโปสโคปต่อไปร่วมกับการทำ biopsyเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา

3. หัตถการอื่น ๆ ที่อาจช่วยในการวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก ได้แก่

  • การขูดภายในปากมดลูก (endocervical curettage)
  • การตัดปากมดลูกออกด้วยห่วงไฟฟ้า (loop electrosurgical excision procedure ,LEEP)
  • การตัดปากมดลูกออกเป็นรูปกรวยด้วยมีด ( cold knife conization, CKC)

การวินิจฉัยแยกโรค

การวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูกต้องได้จากการทำ biopsy เพื่อตรวจยืนยันทางพยาธิวิทยาก่อนให้การรักษา การวินิจฉัยแยกโรคสำหรับรอยโรคบริเวณปากมดลูกที่อาจทำให้ดูคล้ายกับมะเร็งปากมดลูกจากการตรวจด้วยตาเปล่า ได้แก่(3)

  1. หูดหงอนไก่ (condyloma acuminata)
  2. เยื่อบุต่อมยื่นออกมาด้านนอก (cervical eversion หรือ ectopy)
  3. ปากมดลูกอักเสบจากการติดเชื้อต่าง ๆ ที่ทำให้ปากมดลูกบวมแดงคล้ายมะเร็ง เช่น แผลริมอ่อน (chancroid) เชื้อหนองใน (gonococcal cervicitis) พยาธิใบไม้ในช่องคลอด (trichomonas cervicitis) เชื้ออมีบา (amebic cervicitis) และเชื้อวัณโรค (tuberculous cervicitis) เป็นต้น
  4. มะเร็งที่ลุกลามมาจากอวัยวะใกล้เคียง เช่น มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งรังไข่ มะเร็งช่องคลอด มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และมะเร็งไส้ตรง เป็นต้น
  5. มะเร็งที่แพร่กระจายมาจากที่อื่น เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (lymphoma)
  6. ภาวะอื่น ๆ ที่พบน้อย ได้แก่ endometriosis, choriocarcinoma, และการตั้งครรภ์ที่ปากมดลูก (cervical pregnancy) เป็นต้น

พยาธิวิทยา

มะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่มาจาก squamous epithelium และ glandular epithelium พยาธิวิทยาของมะเร็งปากมดลูกแบ่งตามชนิดของเซลล์มะเร็งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ(6)

1. Squamous cell carcinoma ได้แก่

  • Microinvasive squamous cell carcinoma
  • Invasive squamous cell carcinoma
  • Verrucous carcinoma
  • Warty (condylomatous) carcinoma
  • Papillary squamous cell (transitional) carcinoma
  • Lymphothelioma – like carcinoma

2. Adenocarcinoma ได้แก่

  • Mucinous adenocarcinoma

Encocervical type
ntestinal type
Signet – ring type

  • Endometrioid adenocarcinoma

Endometrioid adenocarcinoma with squamous metaplasia

  • Clear cell adenocarcinoma
  • Minimal deviation adenocarcinoma

Endocervical type (adenoma malignum)
Endometrioid type

  • Well – differentiated villoglandular adenocarcinoma
  • Serous adenocarcinoma
  • Mesonephric carcinoma

3. Epithelial tumors ชนิดอื่นๆได้แก่

  • Adenosquamous carcinoma
  • Glassy cell carcinoma
  • Clear cell adenosquamous carcinoma
  • Muco epidermoid carcinoma
  • Adenoid cystic carcinoma
  • Adenoid basal carcinoma
  • Typical carcinoid tumor
  • Atypical carcinoid tumor
  • Large cell neuroendocrine carcinoma
  • Small cell carcinoma
  • Undifferentiated carcinoma

ในสมัยก่อนร้อยละ 90-95 ของมะเร็งปากมดลูกเป็นชนิด squamous cell carcinoma และที่เหลือเป็น adenocarcinoma แต่ในปัจจุบันพบว่าร้อยละ 80-85 เป็นชนิด squamous cell carcinoma และร้อยละ 15-18 เป็นชนิด adenocarcinoma เนื่องจากรอยโรคก่อนมะเร็งของ adenocarcinoma ซึ่งก็คือ adenocarcinoma in situ (AIS) ตรวจคัดกรองได้ยากจากการทำ Pap smear เพราะรอยโรคมักอยู่ในแอ่ง(glandular crypts) และ ใน endocervical canal ชนิดของมะเร็งปากมดลูกที่เหลือเป็นมะเร็งที่พบได้น้อย

ชนิดมะเร็งปากมดลูกที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่จากการรวบรวมผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่ พ.ศ. 2540 – พ.ศ. 2552 จำนวน6,603 ราย พบว่าประมาณร้อยละ 80 เป็นชนิด squamous cell carcinoma ดังตารางที่ 3

 

ตารางที่ 3 ชนิดมะเร็งปากมดลูกที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ พ.ศ. 2540 – พ.ศ. 2552

พยาธิวิทยา จำนวน (ร้อยละ)
Squamous cell CA 5,301 (80.3)
Adenocarcinoma 960 (14.5)
Adenosquamous CA 162 (2.5)
Neuroendocrine tumor 128 (1.9)
อื่น ๆ 52 (0.8)
รวม 6,603 (100)

ที่มา : รายงานประจำปีหน่วยมะเร็งวิทยานรีเวช ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2540 – 2552

 

การแพร่กระจายของมะเร็งปากมดลูก

การแพร่กระจายของมะเร็งปากมดลูกมี 3 ทาง คือ(3-5)

1. การลุกลามโดยตรง (direct invasion) ไปยังเนื้อเยื่อใกล้เคียง ได้แก่

1.1 ด้านข้างไปยังเนื้อเยื่อข้างปากมดลูก(parametrium) ซึ่งแบ่งออกเป็น

– ด้านหน้าคือ vesicocervical ligaments และ vesicovaginal ligaments

– ด้านข้างคือ cardinal ligaments ซึ่งยึดระหว่างด้านข้างของปากมดลูกกับผนังด้านข้างของเชิงกราน ภายในเนื้อเยื่อนี้มีต่อมน้ำเหลือง ท่อน้ำเหลือง เส้นเลือด และท่อไต parametrium ด้านข้างเป็นด้านที่มะเร็งปาก มดลูกลุกลามมามากที่สุด

– ด้านหลังคือ uterosacral ligaments และ rectouterine ligaments

1.2 ด้านบนเข้าไปในโพรงมดลูกกล้ามเนื้อมดลูกส่วนล่างและขึ้นไปถึงตัวมดลูกได้ มักพบในกรณีที่รอยโรคอยู่ภายในปากมดลูก

1.3 ด้านหน้าเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะอาจทำให้ผู้ป่วยถ่ายปัสสาวะเป็นเลือดและเกิดรูรั่วได้

1.4 ด้านหลังเข้าไปในลำไส้ตรง อาจทำให้ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดและเกิดรูรั่วได้

1.5 ด้านล่างลงมาในผนังช่องคลอด

การลุกลามของมะเร็งปากมดลูกขึ้นไปในเยื่อบุโพรงมดลูกมักตรวจพบหลังจากผ่าตัดมดลูกออกมาแล้ว แม้ว่าการลุกลามดังกล่าวจะมีผลต่อการพยากรณ์โรค แต่ก็ไม่มีผลต่อการเลือกวิธีการรักษาจึงไม่ได้นำมาพิจารณาในการแบ่งระยะของมะเร็ง

2. การแพร่กระจายทางหลอดน้ำเหลือง (lymphatic spreading) เริ่มแรกจะไปตามท่อน้ำเหลืองและต่อมน้ำเหลืองในพารามีเทรียมก่อน แล้วจึงแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองกลุ่มอื่น ๆ ต่อไป อุบัติการณ์ของการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองขึ้นกับขนาดของก้อนมะเร็ง และระยะ ของมะเร็ง ดังตารางที่ 4 การแพร่กระจายของมะเร็งปากมดลูกไปยังต่อมน้ำเหลือง แบ่งออกได้ 2 กลุ่ม คือ

2.1 กลุ่มปฐมภูมิคือต่อมน้ำเหลืองกลุ่มแรกที่มะเร็งปากมดลูกแพร่กระจายไปก่อนที่จะแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองกลุ่มทุติยภูมิได้แก่ต่อมน้ำเหลือง parametrial, obturator, hypogastric, external iliac และ presacral

2.2 กลุ่มทุติยภูมิ ได้แก่ ต่อมน้ำเหลือง common iliac ,inguinal และ para-aortic

โดยทั่วไปการแพร่กระจายของมะเร็งปากมดลูกจะไปยังกลุ่มปฐมภูมิก่อนที่จะไปยังกลุ่มทุติยภูมิ การแพร่กระจายไปยัง par-aaortic lymph nodes โดยไม่แพร่กระจายไปยัง pelvic lymph nodes พบเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ถ้ามะเร็งแพร่กระจายไปยัง pelvic lymph nodes จะมีโอกาสแพร่กระจายไปที่ para-aortic lymph nodes ได้สูงถึง 1 ใน 4 หรือร้อยละ 25 จึงต้องเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณนี้ด้วย ถ้าตรวจพบว่ามะเร็งแพร่กระจายไปที่ pelvic lymph nodes ในขณะผ่าตัด

3. การแพร่กระจายทางกระแสเลือด (hematogenous spreading) มักพบในระยะท้าย ๆ ของมะเร็ง

เมื่อมะเร็งลุกลามออกนอกเชิงกราน ถ้าเซลล์มะเร็งลุกลามเข้าไปในเส้นเลือด การพยากรณ์โรคจะไม่ดี การแพร่กระจายของมะเร็งทางกระแสเลือด มักพบร่วมกับการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองด้วย อวัยวะที่มะเร็งปากมดลูกแพร่กระจายทางกระแสเลือดมากที่สุด คือ ปอด

ตารางที่ 4 อุบัติการณ์ของการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองของมะเร็งปากมดลูก(3-5,7,8)

ระยะ อุบัติการณ์ของการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง (ร้อยละ)
I  
         IA1 1
                 – ไม่มี LVSI 0.3
                 –  มี LVSI 3
         IA2 7 – 8
                 – ไม่มี LVSI 3
                 –  มี LVSI 15
         IB1 15 – 25
         IB2 30 – 50
II 25 – 30
III 45
IVA 60

การแบ่งระยะของมะเร็งปากมดลูก

การแบ่งระยะของมะเร็งปากมดลูกเป็นการแบ่งโดยอาศัยการตรวจทางคลินิก เรียกว่า “clinical staging” ซึ่งสหพันธ์สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยานานาชาติ (International Federation of Gynecology and Obstetrics หรือ FIGO) ได้กำหนดขึ้นและปรับปรุงล่าสุดในปี พ.ศ.2552 โดยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังตารางที่ 5

ตารางที่ 5 การแบ่งระยะของมะเร็งปากมดลูกตามข้กำหนดของสหพันธ์สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยานานาชาติ (FIGO) ปี พ.ศ.2552 (9,10)

ระยะ I มะเร็งจำกัดอยู่ภายในปากมดลูกเท่านั้น การลุกลามไปที่ตัวมดลูกไม่นำมากำหนดระยะของมะเร็งปากมดลูก
      ระยะ IA มะเร็งระยะลุกลามที่ตรวจพบโดยการตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์เท่านั้น  ถ้าเห็นรอยโรคชัดเจน แม้ว่าจะมีการลุกลามเพียงเล็กน้อยให้กำหนดเป็นมะเร็งระยะ IB การลุกลามของมะเร็งลงไปในสโตรมา (stroma) มีความลึก ≤ 5.0 มม. และความกว้าง ≤7.0 มม.
              ระยะ IA1 การลุกลามลงไปในสโตรมามีความลึก ≤3.0 มม. และความกว้าง ≤ 7.0 มม.
              ระยะ IA2 การลุกลามลงไปในสโตรมามีความลึก> 3.0 มม. แต่ ≤ 5.0 มม. และความกว้าง ≤7.0 มม.
      ระยะ IB มะเร็งจำกัดอยู่ภายในปากมดลูก หรือรอยโรคที่มีขนาดใหญ่กว่าระยะ IA
              ระยะ IB1 ขนาดของก้อนมะเร็งที่มองเห็นใหญ่ที่สุด ≤4.0 ซม.
              ระยะ IB2 ขนาดของก้อนมะเร็งที่มองเห็นใหญ่ที่สุด > 4.0 ซม.
ระยะ II มะเร็งลุกลามออกนอกปากมดลูกแต่ไม่ถึงผนังด้านข้างของเชิงกราน มะเร็งลุกลามช่องคลอดแต่ลงมาไม่ถึงส่วนล่าง 1 ใน 3 ของช่องคลอด
      ระยะ IIA ไม่มีการลุกลาม parametrium ชัดเจน แบ่งออกเป็น2 ระยะย่อย คือ
              ระยะ IIA1 ขนาดของก้อนมะเร็งที่มองเห็นใหญ่ที่สุด ≤ 4.0 ซม.
              ระยะ IIA2 ขนาดของก้อนมะเร็งที่มองเห็นใหญ่ที่สุด >4.0 ซม.
ระยะ IIB มีการลุกลาม parametrium ชัดเจน
ระยะ III  มะเร็งลุกลามถึงผนังด้านข้างของเชิงกราน การตรวจทางทวารหนักไม่พบช่องว่างระหว่างก้อนมะเร็งกับผนังด้านข้างของเชิงกราน หรือ มะเร็งลุกลามถึงส่วนล่าง 1 ใน 3 ของช่องคลอด ถ้ามีภาวะไตบวมน้ำ(hydronephrosis)หรือไตไม่ทำงาน(nonfunctioning kidney)ให้กำหนดอยู่ในระยะ III ยกเว้นว่าเกิดจากสาเหตุอื่น
      ระยะ IIIA มะเร็งลุกลามไม่ถึงผนังด้านข้างของเชิงกรานแต่ลงมาถึงส่วนล่าง 1 ใน 3 ของช่องคลอด
      ระยะ IIIB มะเร็งลุกลามถึงผนังด้านข้างของเชิงกราน และ/หรือ มีภาวะไตบวมน้ำหรือไตไม่ทำงาน
ระยะ IV  มะเร็งลุกลามออกไปนอกอุ้งเชิงกราน หรือลุกลามเยื่อบุกระเพาะปัสสาวะหรือไส้ตรง ภาวะเยื่อบุบวมบุลลัส (bullous edema)ไม่ถือว่าเป็นระยะ IV
      ระยะ IVA มะเร็งแพร่กระจายไปที่อวัยวะข้างเคียง เช่น กระเพาะปัสสาวะและลำไส้ตรง
      ระยะ IVB มะเร็งแพร่กระจายไปที่อวัยวะห่างไกลเช่น ปอด และต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง

การตรวจและการสืบค้นที่ FIGO กำหนดให้ทำในการแบ่งระยะของมะเร็งปากมดลูกได้แก่

1. การตรวจร่างกายทั่วไป คลำต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ แอ่งเหนือกระดูกไหปลาร้า และบริเวณขาหนีบ

2. การตรวจภายใน การตรวจทางช่องคลอดและทางทวารหนัก (rectovaginal examination) ตรวจดูและคลำบริเวณปากมดลูก ประเมินลักษณะและขนาดของก้อนมะเร็ง รวมทั้งประเมินการลุกลามของมะเร็งที่ผนังช่องคลอดและparametrium การตรวจทางทวารหนัก จะช่วยประเมินขนาดของก้อนมะเร็งโดยรวม และการลุกลามได้แม่นยำกว่าการตรวจ parametrium ทางช่องคลอด

3. การสืบค้นอื่น ๆ ได้แก่ การถ่ายภาพรังสีทรวงอก (chest x-ray) การถ่ายภาพรังสีโครงกระดูก (skeletal x-ray) การส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ (cystoscopy)การส่องกล้องตรวจลำไส้ตรง (proctoscopy) การทำintravenous pyelogram และการสวนตรวจทวารด้วยแบเรียม (barium enema)

4. การตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันการวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก ชิ้นเนื้ออาจจะได้มาจากการทำcervical biopsy การทำbiopsyโดยใช้คอลโปสโคปชี้นำ (colposcopically-directed biopsy) การทำendocervical curettage และการตัดปากมดลูกออกเป็นรูปกรวยด้วยมีด (knife conization) ห่วงไฟฟ้า (electrical loop) หรือเลเซอร์ (laser)

5. การสืบค้นที่ FIGO ถือว่าข้อมูลที่ได้จากการสืบค้นเหล่านี้ไม่เปลี่ยนแปลงระยะของมะเร็งปากมดลูก แต่มีประโยชน์ในการประเมินการแพร่กระจายของมะเร็ง ขนาดของก้อนมะเร็งและการวางแผนดุแลรักษา เนื่องจากการสืบค้นเหล่านี้ไม่สามารถทำได้ทุกสถาบัน ได้แก่ lymphangiography ,arteriography, venography, laparoscopy, ultrasonography, computerized tomography และ magnetic resonance imaging

6. มะเร็งปากมดลูกชนิด microinvasive adenocarcinoma ให้แบ่งระยะเหมือน squamous cell carcinoma

จากการรวบรวมผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกจำนวน 6,581 รายที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ในช่วงปี พ.ศ. 2540 – พ.ศ. 2552 พบว่าประมาณ 3 ใน 4 อยู่ในระยะที่ I และ II ดังตารางที่ 6

ตารางที่ 6 จำนวนผู้ป่วยในแต่ละระยะของมะเร็งปากมดลูกที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

ระยะ จำนวน  (ร้อยละ)
I 2,448  (37.1)
II 2,346  (35.6)
III 1,514   (23.0)
IV 283  (4.3)
รวม 6,581  (100.0)
ที่มา : รายงานประจำปี หน่วยมะเร็งวิทยานรีเวช ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยาคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2540 – 2552.

 

การรักษา

การรักษาผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลามโดยทั่วไปแล้วขึ้นกับ(3-5)

  1. ระยะของมะเร็ง การผ่าตัดใช้รักษาผู้ป่วยในระยะที่ I และระยะที่ IIA บางรายส่วนรังสีใช้รักษาได้ทุกระยะของมะเร็งปากมดลูก มักใช้ในระยะที่ IIB ขึ้นไปและระยะที่ I และ IIA ที่มีข้อบ่งห้ามในการผ่าตัด
  2. อายุ สุขภาพ หรือโรคประจำตัวของผู้ป่วย ถ้าอายุน้อยและเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะที่ I ถึงระยะ IIA นิยมรักษาด้วยการผ่าตัดเพื่ออนุรักษ์การทำงานของรังไข่และผนังช่องคลอด ถ้ามีโรครุนแรงที่มีความเสี่ยงต่อการผ่าตัดในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะที่ I ถึง IIA จะเลือกรักษาด้วยรังสี
  3. ความต้องการอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์ ซึ่งพิจารณาเฉพาะในระยะ IA และ IB บางรายเท่านั้น
  4. ความพร้อมของสถาบันและความสามารถของแพทย์ผู้ดูแลรักษา ได้แก่ อุปกรณ์การรักษาด้วยรังสี ธนาคารเลือด วิสัญญีแพทย์ และศักยภาพของแพทย์ในการผ่าตัดมะเร็ง เป็นต้น

วิธีการรักษามะเร็งปากมดลูก

แบ่งออกเป็น 4 วิธี ตามระยะของมะเร็ง ( ดังตารางที่ 7) ได้แก่ (3-5,11)

1. การผ่าตัด (surgical treatment) ใช้สำหรับมะเร็งปากมดลูกระยะที่ I เป็นส่วนใหญ่และในระยะที่ IIA บางราย

2. รังสีรักษา (radiation therapy) ใช้รักษาได้ทุกระยะของมะเร็งปากมดลูก

3. เคมีบำบัด (chemotherapy) ใช้รักษาในระยะลุกลามมาก (advanced stage) และในกรณีที่มะเร็งกลับเป็นซ้ำ (recurrent tumor) ที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่น

4. การรักษาร่วม (combined treatment) โดยใช้หลายวิธีร่วมกัน เช่น

  • การให้เคมีบำบัดพร้อมกับรังสีรักษา เรียกว่า “concurrent chemoradiation” ปัจจุบันเป็นวิธีมาตรฐานในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลามที่จะรักษาด้วยรังสี ซึ่งแนะนำให้ยาเคมีบำบัดร่วมด้วยเพื่อเพิ่มประสิทธิผลของการรักษา
  • การให้ยาเคมีบำบัดก่อนการรักษาด้วยวิธีมาตรฐานเช่น ก่อนผ่าตัด เรียกว่า “neoadjuvant chemotherapy” มีจุดประสงค์เพื่อทำให้ก้อนมะเร็งเล็กลงหรือ ระยะของมะเร็งลดลงทำให้สามารถผ่าตัดได้(operable)และอาจจะช่วยทำลายเซลล์มะเร็งที่เริ่มแพร่กระจายและยังมีขนาดเล็ก (micrometastasis) ประสิทธิผลของการให้ยาเคมีบำบัดก่อนผ่าตัดอาจจะสูงขึ้นจากการที่ยาสามารถไปออกฤทธิ์ได้มากขึ้นเพราะยังไม่มีการรบกวนเส้นเลือดที่มาเลี้ยงก้อนมะเร็ง
  • การให้รังสีรักษาเมื่อพบว่ามะเร็งแพร่กระจายออกไปนอกปากมดลูกหลังการผ่าตัด เรียกว่า “adjuvant radiation therapy” ซึ่งปัจจุบันจะให้ยาเคมีบำบัดร่วมด้วยเพื่อเพิ่มประสิทธิผลของการรักษา
  • การให้ยาเคมีบำบัดก่อนหรือหลังรังสีรักษา ปัจจุบันไม่นิยมใช้รักษามะเร็งปากมดลูก เพราะไม่ได้ทำให้ประสิทธิผลของการรักษาสูงขึ้น และอาจมีผลเสียต่อการรักษา

ตารางที่ 7 วิธีการรักษาผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก (3-5,11)

ระยะ วิธีการรักษา
IA1*  
–  ต้องการอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์  การตัดปากมดลูกออกเป็นรูปกรวย
–  ไม่ต้องการอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์  การตัดมดลูกออกแบบธรรมดา 
IA2*  
–  ต้องการอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์  การตัดปากมดลูกออกเป็นรูปกรวยขนาดใหญ่ร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองในเชิงกราน
–  ไม่ต้องการอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์  การตัดมดลูกออกแบบกึ่งถอนรากถอนโคนร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองในเชิงกราน
IB1  
–  ไม่มีข้อห้ามในการผ่าตัด การตัดมดลูกออกแบบถอนรากถอนโคนร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองในเชิงกราน หรือ การผ่าตัด radical trachelectomy ร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองในเชิงกรานในกรณีต้องการอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์และก้อนมะเร็งมีขนาดเล็ก
–  มีข้อห้ามในการผ่าตัด การรักษาด้วยรังสีร่วมกับยาเคมีบำบัด หรือ การรักษาด้วยรังสีอย่างเดียว
IB2 การรักษาด้วยรังสีร่วมกับยาเคมีบำบัด หรือ การตัดมดลูกออกแบบถอนรากถอนโคนร่วมกับ การเลาะต่อมน้ำเหลืองในเชิงกราน หรือ  การให้ยาเคมีบำบัดก่อนผ่าตัดในบางกรณีที่เลือกเฟ้น
IIA 1-IIA2  พิจารณาเหมือนในระยะ IB2
IIB การรักษาด้วยรังสีร่วมกับยาเคมีบำบัด หรือ การให้ยาเคมีบำบัดก่อนผ่าตัดในบางกรณีที่เลือกเฟ้น
IIIA-IIIB การรักษาด้วยรังสีร่วมกับยาเคมีบำบัด หรือ การรักษาด้วยรังสีอย่างเดียว
IVA การรักษาด้วยรังสีร่วมกับยาเคมีบำบัด หรือ การรักษาด้วยรังสีอย่างเดียว หรือ การผ่าตัด pelvic exenteration ในบางกรณีที่เลือกเฟ้น 
IVB ยาเคมีบำบัดร่วมกับรังสีรักษาแบบประคับประคองในบางกรณีและการรักษาแบบประคับประคอง
* พิจารณาเลาะต่อมน้ำเหลืองในเชิงกรานถ้ามีการลุกลามของเซลล์มะเร็งเข้าไปในหลอดเลือดหรือหลอดน้ำเหลือง (lymph-vascular space invasion, LVSI )

 

มะเร็งปากมดลูกระยะ IA1(3-5)

การวินิจฉัย

ต้องวินิจฉัยจากการทำ diagnostic conization หรือ LEEP เพื่อตรวจทางพยาธิวิทยาและพบว่า มะเร็งลุกลามทะลุ basement membrane ลงไปในสโตรมา ? 3 มม. และความกว้างของการลุกลาม < 7.0 มม. ถ้ามองเห็นรอยโรคด้วยตาเปล่าแม้ว่าจะลุกลามเพียงเล็กน้อยให้จัดอยู่ในระยะ IB ถ้าตรวจพบรอยโรคที่ขอบของชิ้นเนื้อ อาจจะบอกระยะที่แน่นอนของโรคไม่ได้ เพราะรอยโรคที่หลงเหลืออยู่ที่ปากมดลูกอาจจะรุนแรงกว่าที่ตรวจพบจากชิ้นเนื้อก็ได้ อาจทำการตัดออกซ้ำ (repeat excision) เพื่อตรวจหาความรุนแรงของรอยโรคที่แน่นอนก่อนวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป การมี LVSI ไม่มีผลต่อการแบ่งระยะของมะเร็ง แต่มีผลต่อการวางแผนการรักษา

ความสำคัญ

ปัจจัยพยากรณ์โรคที่สำคัญที่สุดของมะเร็งปากมดลูกระยะ IA1 คือ การแพร่กระจายของมะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลือง อุบัติการณ์นี้ขึ้นกับการมี LVSI ดังตารางที่ 3

การรักษา

การรักษามะเร็งปากมดลูกระยะ IA1 ขึ้นกับ ความต้องการอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์ การมี LVSI การตรวจพบรอยโรคที่ขอบของชิ้นเนื้อ ผลการทำ ECC หลังการทำ diagnostic conization หรือ LEEP และ ความน่าเชื่อถือในการมารับการตรวจติดตามผลการรักษา

วิธีการรักษาแบ่งออกเป็น 2 วิธี ได้แก่

1. การตัดปากมดลูกออกเป็นรูปกรวย พิจารณาทำในกรณีที่ผู้ป่วยต้องการอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์

ไม่มี LVSI ไม่มีรอยโรคที่ขอบของชิ้นเนื้อ การทำ ECC ให้ผลลบ และผู้ป่วยสามารถมารับการตรวจติดตามผลการรักษาในระยะยาวได้ ถ้าตรวจพบรอยโรคที่ขอบของชิ้นเนื้อ หรือผลการทำ ECC ให้ผลบวกควรทำ conization ซ้ำ เพื่อการวินิจฉัยที่แน่นอนก่อนที่จะตรวจติดตาม หรือทำผ่าตัดมดลูกออกต่อไป

2. การตัดมดลูกออกแบบธรรมดา (simple hysterectomy) อาจจะตัดมดลูกออกทางหน้าท้อง

ทางช่องคลอด หรือผ่านกล้องส่องตรวจช่องท้องก็ได้ พิจารณาทำในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ต้องการอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์ มี LVSI มีรอยโรคที่ขอบของชิ้นเนื้อที่ได้จากการตัดปากมดลูกออกเป็นรูปกรวย การทำ ECC ให้ผลบวก และผู้ป่วยไม่สามารถมารับการตรวจติดตามผลในระยะยาว ควรพิจารณาเลาะต่อมน้ำเหลืองในเชิงกรานถ้ามี LVSI ร่วมด้วย ปัจจัยที่บ่งบอกว่า อาจมีรอยโรคหลงเหลือ ได้แก่ การตรวจพบรอยโรคที่ขอบของชิ้นเนื้อ การทำ ECC ให้ผลบวกและการมี LVSI ร่วมด้วย

มะเร็งปากมดลูกระยะ IA2(3-5)

การวินิจฉัย

ต้องวินิจฉัยจากการทำ diagnostic conization หรือ LEEP เพื่อตรวจทางพยาธิวิทยาและพบว่ามีการลุกลามของมะเร็งทะลุชั้น basement membrane ลงไปในสโตรมาระหว่าง 3.1-5.0 มม. และมีความกว้างของการลุกลาม < 7.0 มม.

ความสำคัญ

อุบัติการณ์ของมะเร็งแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองสูงกว่าระยะ IA1 คือ ประมาณร้อยละ7-8 ปัจจัยพยากรณ์โรคที่สำคัญที่สุด คือ การแพร่กระจายของมะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลือง ซึ่งขึ้นกับความลึกของการลุกลามสโตรมา และการมี LVSI เนื่องจากมะเร็งระยะ IA2 มีการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองได้สูงขึ้น ดังนั้นไม่ว่าจะรักษามะเร็งปากมดลูกระยะ IA2 ด้วยการผ่าตัดแบบใด จะต้องเลาะต่อมน้ำเหลืองในเชิงกรานด้วยเสมอ สำหรับอุบัติการณ์ของการลุกลาม parametrium นั้นพบได้น้อยเพียงร้อยละ 0.5 เท่านั้น

การรักษา

การรักษามะเร็งปากมดลูกระยะ IA2 มี 3 แนวทาง คือ

1. การตัดปากมดลูกออกเป็นรูปกรวยร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองในเชิงกราน อาจจะพิจารณาทำในกรณีที่ผู้ป่วยต้องการอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์ ไม่มี LVSI ไม่มีรอยโรคที่ขอบของชิ้นเนื้อ การทำ ECC ให้ผลลบ ผู้ป่วยสามารถมารับการตรวจติดตามผลการรักษาในระยะยาวได้ และเข้าใจความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำ การเลาะต่อมน้ำเหลืองในเชิงกรานอาจจะเลาะทางแผลผ่าตัดนอกเยื่อบุช่องท้อง หรือเลาะโดยการผ่าตัดผ่านกล้องส่องตรวจช่องท้องเพื่อลดการเกิดพังผืดในเชิงกรานซึ่งอาจจะทำให้มีลูกยากได้ ถ้าผลการตรวจทางพยาธิวิทยาไม่พบรอยโรคที่ขอบของชิ้นเนื้อ และไม่มีมะเร็งแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง สามารถตรวจติดตามและให้ผู้ป่วยตั้งครรภ์ได้

2. การตัดมดลูกออก ร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองในเชิงกราน การตัดมดลูกออกอาจจะตัด

  • แบบธรรมดาหรือนอกพังผืด (simple / extrafascial) หรือ
  • แบบกว้างหรือกึ่งถอนรากถอนโคน (extended / modified radical) เพราะอุบัติการณ์ของการลุกลาม parametrium พบได้เพียงร้อยละ 0.5 เท่านั้น

3. รังสีรักษา พิจารณาในกรณีที่ผู้ป่วยมีโรครุนแรงที่เป็นข้อห้ามในการผ่าตัด

มะเร็งปากมดลุกระยะ IB-IIA(3-5,11)

มะเร็งปากมดลูกระยะ IB แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ย่อย คือระยะ IB1 ( ก้อนมะเร็งมีขนาด < 4 ซม.) และระยะ IB2 ( ก้อนมะเร็งมีขนาด > 4 ซม.) ส่วนมะเร็งปากมดลูกระยะ IIA แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ย่อย คือระยะ IIA1 ( ก้อนมะเร็งมีขนาด < 4 ซม.) และระยะ IIA2 ( ก้อนมะเร็งมีขนาด > 4 ซม.) ถึงแม้ว่ามะเร็งจะอยู่ในระยะ IB เหมือนกัน แต่มะเร็งปากมดลูกระยะ IB1 และระยะ IB2 ก็มีอุบัติการณ์ของการลุกลาม parametrium(ร้อยละ15-30 เปรียบเทียบกับร้อยละ 30-60) อุบัติการณ์ของการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง(ร้อยละ15-25 เปรียบเทียบกับร้อยละ 30-50) และการพยากรณ์โรค (อัตราการอยู่รอด 5 ปี ร้อยละ 80-90 เปรียบเทียบกับร้อยละ 60-70)แตกต่างกันมาก(3-5)

ปัจจัยการพยากรณ์โรคที่สำคัญที่สุด คือ การแพร่กระจายของมะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลือง ถ้าไม่มีมะเร็งแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองจะมีอัตราการอยู่รอด 5 ปี สูงถึงร้อยละ 85-95 แต่ถ้ามีมะเร็งแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองอัตราการอยู่รอด 5 ปีจะลดลงเหลือเพียงร้อยละ 40-60 เท่านั้น(3-5)

การรักษา

วิธีมาตรฐานในการรักษามะเร็งปากมดลูกระยะ IB-IIA มี 3 วิธี คือ

1. การผ่าตัดมดลูกออกแบบถอนรากถอนโคนร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองในเชิงกราน (radical hysterectomy & pelvic lymphadenectomy, RHPL) ซึ่งอาจจะทำผ่าตัดผ่านทางหน้าท้อง(laparotomy) ผ่านกล้องส่องตรวจช่องท้อง (laparoscopy) หรือผ่านหุ่นยนต์ (robotic) ในปัจจุบันมีการทำผ่าตัดมะเร็งปากมดลูกแบบอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์ (fertility-sparing) เช่นการผ่าตัด radical trachelectomy ซึ่งจะทำในกรณีที่เลือกเฟ้นอย่างเหมาะสม การผ่าตัดแบบอนุรักษ์เส้นประสาท (nerve-sparing) เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนของการเกิด bladder dysfunction และ colorectal dysfunction หลังผ่าตัด

2. การรักษาด้วยรังสีอย่างเดียวหรือการรักษาด้วยรังสีร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัด (concurrent chemoradiation, CCRT) ซึ่งนิยมให้ยาเคมีบำบัดที่มียา cisplatinum เป็นหลัก

3. การให้ยาเคมีบำบัดก่อนผ่าตัด RHPL (neoadjuvant chemotherapy, NACT) พิจารณารักษาในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะ IB2 และIIA2 ที่ต้องเลือกเฟ้นอย่างเหมาะสม(11-14)

ข้อดีของการรักษามะเร็งปากมดลูกด้วยการผ่าตัด(3)

1. การทราบระยะที่แน่นอนของมะเร็ง สามารถตรวจการแพร่กระจายและการลุกลามของมะเร็งได้ โดยเฉพาะการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง และการลุกลาม parametrium

2. การอนุรักษ์รังไข่ สามารถเก็บรังไข่ไว้สร้างฮอร์โมนได้

3. การอนุรักษ์ผนังช่องคลอด หลังผ่าตัดผนังช่องคลอดยังคงมีความยืดหยุ่น ไม่แห้งหรือตีบแข็ง

4. ก้อนมะเร็งบางชนิดที่อาจดื้อต่อรังสีรักษา การผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกสามารถลดปัญหาการคงอยู่ และการคืบหน้า ของมะเร็งปากมดลูกที่รักษาไม่หายด้วยรังสีได้

5. ระยะเวลาที่ใช้ในการรักษาสั้นกว่า การผ่าตัดใช้เวลาในการรักษาและอยู่ในโรงพยาบาลประมาณ 10-14 วัน ในขณะที่การรักษาด้วยรังสีจะใช้ระยะเวลาประมาณ 6-8 สัปดาห์

6. การรักษาโรคทางนรีเวชที่เป็นร่วมด้วย ถ้ามีโรคทางนรีเวชที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดอยู่แล้ว เช่น เนื้องอกมดลูก หรือเนื้องอกรังไข่ ก็สามารถรักษาไปพร้อมกันในการผ่าตัดรักษามะเร็งปากมดลูก

7. ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากการผ่าตัด มักเกิดในระยะแรกหลังการผ่าตัดและสามารถรักษาแก้ไขได้ เช่น การติดเชื้อและ การตกเลือด เป็นต้น ในขณะที่ภาวะแทรกซ้อนของรังสีรักษามักเกิดขึ้นในระยะหลัง และรักษาไม่ค่อยหายขาด เช่น การถ่ายปัสสาวะเป็นเลือดจากการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะ (radiation cystitis) และ การถ่ายอุจจาระเป็นเลือดจากการอักเสบของลำไส้ตรง (radiation proctitis) เป็นต้น

8. ความพึงพอใจ ผู้ป่วยบางคนรู้สึกพึงพอใจที่ก้อนมะเร็งได้ถูกผ่าตัดออกไปจากร่างกาย ในขณะที่การรักษาด้วยรังสี ปากมดลูก และมดลูกยังคงอยู่ที่เดิม

ข้อเสียหรือข้อด้อยของการรักษามะเร็งปากมดลูกด้วยการผ่าตัด

1. ระยะของมะเร็ง ไม่สามารถรักษามะเร็งปากมดลูกได้ทุกระยะ สามารถใช้รักษาได้ในระยะที่ I ถึงระยะ IIA บางรายเท่านั้น

2. ความพร้อมของการผ่าตัด สามารถใช้รักษาได้เฉพาะในสถาบันที่มีความพร้อมในการผ่าตัดมะเร็งเท่านั้น เช่น มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางมะเร็งวิทยานรีเวช วิสัญญีแพทย์ อุปกรณ์ผ่าตัด และคลังเลือด

ภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัด

ภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัดแบ่งออกเป็น(3-5)

1. ภาวะแทรกซ้อนในขณะผ่าตัด ได้แก่

1.1 การตกเลือด จากการฉีกขาดหรือการบาดเจ็บของเส้นเลือด

1.2 การบาดเจ็บต่ออวัยวะในเชิงกราน เช่น ท่อไต และ กระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น

2. ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดได้แก่

2.1 ภาวะแทรกซ้อนของกระเพาะปัสสาวะ

  • การทำหน้าที่ผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะ (bladder dysfunction)
  • รูรั่วระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับช่องคลอด

2.2 ภาวะแทรกซ้อนของท่อไต อาจเกิด

  • รูรั่วระหว่างท่อไตกับช่องคลอด ผู้ป่วยจะมีปัสสาวะไหลออกทางช่องคลอดประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังผ่าตัด
  • การตีบแคบของท่อไต(ureteric stricture) ทำให้ท่อไตและไตบวมน้ำ จนไตทำงานบกพร่องได้

2.3 ถุงน้ำเหลือง (lymphocyst) เกิดจากการสะสมของสารน้ำในช่องว่างหลังเยื่อบุช่องท้อง

2.4 ภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ(febrile morbidity) พบได้ประมาณร้อยละ 25-30 สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะ การติดเชื้อในเชิงกราน การติดเชื้อของแผลผ่าตัดและภาวะปอดแฟบ (atelectasis)

2.5 ภาวะหลอดเลือดดำมีลิ่มเลือด (venous thrombosis)

2.6 ภาวะลิ่มเลือดหลุดอุดในปอด (pulmonary embolism) พบในผู้ป่วยที่มีภาวะvenous thrombosis มีประวัติ embolism และมี varicose vein

2.7 การตกเลือดหลังผ่าตัดพบได้น้อย

ปัจจัยพยากรณ์โรค

หลังผ่าตัดผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกอาจแบ่งผู้ป่วยออกได้เป็น 3 กลุ่ม ตามปัจจัยเสี่ยงทางพยาธิวิทยา (pathological risk factors) ของการพยากรณ์โรค ได้แก่(3-5)

1. กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง(high-risk) คือ ผู้ป่วยที่มีปัจจัยข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ได้แก่ การแพร่กระจายของมะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลืองซึ่งเป็นปัจจัยการพยากรณ์โรคที่สำคัญที่สุด การลุกลาม parametrium และการตรวจพบมะเร็งที่ขอบของชิ้นเนื้อ(positive surgical margins) ผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงต้องให้รังสีรักษาหลังผ่าตัดเพื่อป้องกันหรือลดการกลับเป็นซ้ำ ซึ่งในปัจจุบันจะแนะนำให้ยาเคมีบำบัดร่วมด้วยเสมอ(15,16)

2. กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงปานกลาง(intermediate-risk) คือ ผู้ป่วยที่มีปัจจัยข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ได้แก่ การลุกลามหลอดเลือดหรือหลอดน้ำเหลือง (LVSI) การลุกลามสโตรมาชั้นลึก (deep stromal invasion) สำหรับขนาดของก้อนมะเร็งใหญ่กว่า 4 ซม (bulky tumor) บางท่านจัดให้อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงปานกลางอาจพิจารณาให้รังสีรักษาร่วมด้วยหลังผ่าตัด ซึ่งอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้ดูแลรักษา

3. กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงต่ำ (low-risk) คือ ผู้ป่วยที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงสูง และ ปัจจัยเสี่ยงปานกลาง กลุ่มนี้จะมีอัตราการอยู่รอด 5 ปี สูงที่สุด คือมากกว่าร้อยละ 90-95

มะเร็งปากมดลูกระยะ IIB – IVA

วิธีมาตรฐานของการรักษามะเร็งที่ลุกลามออกนอกปากมดลูกแล้ว คือ การรักษาด้วยรังสีร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัด( concurrent chemoradiation) ซึ่งพบว่าทำให้อัตราการอยู่รอดสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่ได้รับรังสีรักษาอย่างเดียว ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาร่วมมีความเสี่ยงต่อการกลับเป็นซ้ำ และการเสียชีวิตจากมะเร็งลดลงถึงร้อยละ 30-50 เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่ได้รับรังสีรักษาอย่างเดียว ยาเคมีบำบัดที่แนะนำให้ใช้ควรมียา cisplatinum เป็นหลัก(17-24)

การรักษาด้วยรังสีร่วมกับเคมีบำบัดทำให้อัตราการอยู่รอดสูงขึ้นและการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาด้วยรังสีเพียงอย่างเดียว (17-24) ดังนั้นในปัจจุบันจึงถือว่าการรักษาด้วยรังสีร่วมกับเคมีบำบัดเป็นวิธีมาตรฐานของการรักษามะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม

การให้ยาเคมีบำบัดที่มียา cisplatinum เป็นหลักก่อนผ่าตัด RHPL (neoadjuvant chemotherapy) อาจพิจารณารักษาในมะเร็งปากมดลูกระยะ IIB ที่เลือกเฟ้นอย่างเหมาะสม การรักษาด้วยวิธีนี้ถ้าสามารถทำผ่าตัดได้ (resectable)พบว่าทำให้อัตราการอยู่รอดของผู้ป่วยสูงขึ้นและความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตลดลงร้อยละ35 เมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาด้วยรังสีเพียงอย่างเดียว(12) อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวกับการรักษาด้วยรังสีร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดพบว่า อัตราการอยู่รอดของผู้ป่วยไม่แตกต่างกัน(25,26)การให้ยาเคมีบำบัดก่อนผ่าตัดสำหรับมะเร็งปากมดลูกระยะ IIB-IIIB ในปัจจุบันยังถือว่าเป็นการรักษาวิธีหนึ่งที่ใช้เปรียบเทียบในงานวิจัยเพี่อพัฒนาประสิทธิภาพการรักษามะเร็งปากมดลูกเท่านั้น

มะเร็งปากมดลูกระยะ IVB

การรักษาผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกในระยะ IVB มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาอาการ (palliative aim) เป็นหลัก มะเร็งที่อยู่ในเชิงกรานอาจจะรักษาโดยการฉายรังสีจากภายนอกเพื่อลดอาการตกเลือด และความทรมานของผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยมีอาการปวดรุนแรงจากมะเร็งแพร่กระจายไปที่กระดูก การรักษาด้วยรังสีค่อนข้างได้ผลดีในการบรรเทาอาการปวดกระดูก(3-5)

การแพร่กระจายของมะเร็งไปที่ปอดถ้ามีเพียงก้อนเดียว และไม่ตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดอาจพิจารณาทำผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งในเนื้อปอดออกเพื่อให้ผู้ป่วยมีชีวิตรอดได้นานขึ้น แต่กรณีดังกล่าวนี้พบได้น้อยเพราะมักจะมีมะเร็งแพร่กระจายไปที่อื่นด้วย จึงไม่ควรรักษาด้วยการผ่าตัด เพราะมีภาวะแทรกซ้อนและอัตราการเสียชีวิตสูงมากควรเลือกรักษาด้วยยาเคมีบำบัดก่อน

ยาเคมีบำบัดแบบชนิดเดียวที่ใช้ได้ผลดีในการรักษามะเร็งปากมดลูก คือ cisplatinum ซึ่งมีอัตราการตอบสนองประมาณร้อยละ 20-30 แต่ระยะเวลาตอบสนองค่อนข้างสั้น มีพิสัยตั้งแต่ 4-6 เดือน และระยะเวลาที่ผู้ป่วยมีชีวิตรอดประมาณ 6-9 เดือน การให้ยาเคมีบำบัดหลายชนิดที่มี cisplatinum ร่วมด้วย ถึงแม้ว่าจะมีอัตราการตอบสนองสูงกว่า และระยะเวลาการอยู่รอดอย่างปลอดโรค นานกว่าการให้ยา cisplatinum อย่างเดียว แต่ระยะเวลาการอยู่รอดโดยรวมของผู้ป่วยไม่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผู้ป่วยที่มีสุขภาพแข็งแรงและอายุมากกว่าจะมีชีวิตรอดได้นานกว่า อวัยวะที่เคยได้รับรังสีมาก่อนจะมีอัตราการตอบสนองต่ำกว่าอวัยวะที่ไม่เคยได้รับรังสี

การตรวจติดตามและการกลับเป็นซ้ำ

หลังจากรักษาผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกด้วยการผ่าตัดหรือรังสีแล้ว จำเป็นต้องตรวจติดตามผลการรักษาเป็นระยะ ๆ จุดประสงค์ของการตรวจติดตามมี 5 ประการ คือ(3-5)

1. เพื่อตรวจหาการกลับเป็นซ้ำ

2. เพื่อตรวจหาและรักษาภาวะแทรกซ้อนของการรักษา

3. เพื่อตรวจหาและรักษาโรคทางอายุรกรรมอื่น ๆ เมื่อสตรีอายุมากขึ้นเช่นโรคความดันโลหิตสูงโรคเบาหวานและอาการของวัยหมดระดู เป็นต้น

4. เพื่อตรวจหามะเร็งปฐมภูมิอื่นที่อาจพบในภายหลังจากเป็นมะเร็งปากมดลูก ได้แก่ มะเร็งช่องคลอด และมะเร็งปากช่องคลอด เป็นต้น

5. เพื่อให้กำลังใจและความเชื่อมั่นแก่ผู้ป่วย เกี่ยวกับโอกาสหายจากโรคเมื่อติดตามผู้ป่วยเป็นระยะ ๆ เช่น ถ้าติดตามผู้ป่วยถึง 2 ปีแล้ว ไม่พบการกลับเป็นซ้ำ จะมีโอกาสหายจากโรคมากกว่าร้อยละ 80 เป็นต้น

ความถี่ของการตรวจติดตามขึ้นกับความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำและดุลพินิจของแพทย์ โดยทั่วไป ถ้ามีการกลับเป็นซ้ำหลังผ่าตัดมะเร็งปากมดลูกจะเกิดขึ้นดังนี้

  • ร้อยละ 50-60 จะเกิดขึ้นภายใน 1 ปี แรกหลังสิ้นสุดการรักษา
  • ร้อยละ 70-80 จะเกิดขึ้นภายใน 2 ปี แรกหลังสิ้นสุดการรักษา
  • ร้อยละ 95-100 จะเกิดขึ้นภายใน 5 ปี แรกหลังสิ้นสุดการรักษา

ความถี่ในการนัดตรวจติดตามจึงบ่อยในช่วง 2 ปีแรก โดยทั่วไปจะนัดตรวจทุก 3 เดือน ในปีที่ 1 ทุก 4 เดือน ในปีที่ 2 และ ทุก 6 เดือน ในปีที่ 3-5 หลังจากปีที่ 5 แล้วจะนัดตรวจทุก 1 ปี เพราะมีโอกาสกลับเป็นซ้ำน้อย ด้วยเหตุนี้ การรายงานประสิทธิภาพของการรักษามะเร็งปากมดลูกหรือการพยากรณ์โรคจึงนิยมใช้จำนวนร้อยละของผู้ป่วยที่มีชีวิตอยู่รอดเกิน 5 ปี หรือ 5- year survival เป็นเกณฑ์

การกลับเป็นซ้ำของมะเร็งปากมดลูก แบ่งตามตำแหน่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

1. การกลับเป็นซ้ำภายในเชิงกราน (pelvic หรือ loco-regional recurrence) แบ่งย่อยออกเป็น

  • การกลับเป็นซ้ำเฉพาะที่ (local recurrence) คือ การกลับเป็นซ้ำบริเวณปากมดลูก ผนังช่องคลอด และparametrium
  • การกลับเป็นซ้ำที่ด้านข้างของเชิงกราน (pelvic sidewall recurrence) ส่วนใหญ่เป็นการกลับเป็นซ้ำของต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ในบริเวณนี้
  • การกลับเป็นซ้ำตรงกลาง (central recurrence) หมายถึง การกลับเป็นซ้ำเฉพาะที่และการกลับเป็นซ้ำที่กระเพาะปัสสาวะและลำไส้ตรง

2. การกลับเป็นซ้ำนอกเชิงกราน (extrapelvic recurrence) หรือการกลับเป็นซ้ำที่อวัยวะห่างไกล (distant recurrence) จะพบที่ปอดมากที่สุด รองลงมาพบที่ต่อมน้ำเหลืองรอบเส้นเลือด aorta และต่อมน้ำเหลืองบริเวณแอ่งกระดูกไหปลาร้า

การกลับเป็นซ้ำประมาณร้อยละ 50-75 พบภายในเชิงกราน และร้อยละ 25-50 พบนอกเชิงกราน ดังนั้นการตรวจติดตามผู้ป่วยจึงต้องเน้นการตรวจภายในบริเวณเชิงกราน และการตรวจหาอาการแสดงของการแพร่กระจายนอกเชิงกรานด้วย การกลับเป็นซ้ำภายในเชิงกรานอาจจะปรากฏขึ้นก่อนการกลับเป็นซ้ำนอกเชิงกราน

การตรวจติดตามเพื่อตรวจหาการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งปากมดลูกประกอบด้วย(3)

1. การซักประวัติ เกี่ยวกับอาการทั่วไปและอาการของการกลับเป็นซ้ำ ได้แก่

  • อาการทั่วไป ได้แก่ อาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย และน้ำหลักลด
  • ระบบหายใจ ได้แก่ อาการไอ หรือไอเป็นเลือด หอบเหนื่อย และเจ็บหน้าอก
  • ระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ อาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง ท้องผูก ท้องเสีย ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ท้องอืด แน่นท้อง หรือระบบย่อยอาหารผิดปกติ
  • ระบบทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ อาการปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ และปัสสาวะเป็นเลือด
  • ระบบอวัยวะเพศ ได้แก่ การตกเลือด หรือมีของไหลออกทางช่องคลอด อาการปวดแน่นในเชิงกราน
  • ระบบกล้ามเนื้อและกระดูกได้แก่ อาการปวดขา ปวดหลัง ปวดต้นขาและขาบวม เป็นต้น

2. การตรวจร่างกายทั่วไปร่วมกับการตรวจภายในได้แก่

  • การคลำต่อมน้ำเหลืองที่แอ่งเหนือกระดูกไหปลาร้าและบริเวณขาหนีบ
  • การตรวจภายในและการตรวจทางทวารหนักเพื่อประเมินก้อนเนื้องอกบริเวณปากมดลูก parametrium และในอุ้งเชิงกราน

3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่

  • การทำ Pap smear บริเวณช่องคลอดและปากมดลูก(ถ้ารักษาด้วยรังสี)
  • การถ่ายภาพรังสีทรวงอกปีละครั้ง
  • การตรวจอื่น ๆ พิจารณาตามข้อบ่งชี้ เช่น CT scan หรือ MRI ของช่องท้องหรือเชิงกรานในกรณีที่สงสัยมะเร็งกลับเป็นซ้ำ

การรักษามะเร็งปากมดลูกกลับเป็นซ้ำขึ้นกับปัจจัย 4 ประการ คือ(3)

1. สุขภาพโดยรวม(performance status)ของผู้ป่วยที่จะสามารถรับการรักษาด้วยการผ่าตัด รังสีรักษา หรือเคมีบำบัด

2. ขอบเขต(extent)และตำแหน่ง(site)ของการกลับเป็นซ้ำหรือ การแพร่กระจาย

3. วิธีการรักษาที่ได้รับครั้งแรก(primary treatment)ก่อนการกลับเป็นซ้ำนั้น เป็นการรักษาด้วยการผ่าตัดหรือรังสี

4. ความพร้อมของสถาบันในการรักษาด้วยการผ่าตัด รังสีหรือเคมีบำบัด

ถ้าผู้ป่วยมีสุขภาพแข็งแรงดี และสถาบันมีความพร้อมในการรักษาแล้ว แนวทางการดูแลรักษามะเร็งปากมดลูกที่กลับเป็นซ้ำจะแบ่งตามตำแหน่งที่มะเร็งกลับเป็นซ้ำ และการรักษาที่ผู้ป่วยได้รับครั้งแรก ดังตารางที่ 8

 

ตารางที่ 8 แนวทางการรักษามะเร็งปากมดลูกกลับเป็นซ้ำ

ตำแหน่งที่มะเร็งกลับเป็นซ้ำ วิธีการรักษาครั้งแรก แนวทางการรักษา
ในเชิงกราน รังสีรักษา การผ่าตัด*
ในเชิงกราน การผ่าตัด รังสีรักษา**
นอกเชิงกราน – เคมีบำบัด  ±  รังสีรักษา
* การตัดอวัยวะในอุ้งเชิงกรานออกแบบถอนรากถอนโคน (pelvic exenteration)    ** อาจร่วมกับการให้เคมีบำบัด

สรุป

มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับสองรองมาจากมะเร็งเต้านมในมะเร็งของสตรีไทย สาเหตุของมะเร็งปากมดลูก เกิดจากการติดเชื้อ HPV ชนิดก่อมะเร็งบริเวณปากมดลูก การป้องกันมะเร็งปากมดลูกแบ่งออกเป็น3ระดับ การป้องกันปฐมภูมิ คือ การหลีกเลี่ยงสาเหตุหรือลดปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก ซึ่งก็คือการป้องกันไม่ให้ปากมดลูกติดเชื้อ HPV การป้องกันทุติยภูมิ คือ การตรวจหาและรักษาความผิดปกติในระยะเริ่มแรกของการเกิดมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเรียกว่าระยะก่อนมะเร็ง หรือระยะก่อนลุกลาม เพื่อไม่ให้รอยโรคคืบหน้าเป็นมะเร็งระยะลุกลาม การป้องกันตติยภูมิ คือ การรักษามะเร็งปากมดลูกเพื่อให้ผู้ป่วยหายจากโรค และการรักษาแบบประคับประคองเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี

มะเร็งปากมดลูก แบ่งออกเป็น 2 ระยะใหญ่ ๆ คือ ระยะก่อนลุกลามและระยะลุกลาม อาการที่พบมากที่สุดในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก คือ การตกเลือดทางช่องคลอด การวินิจฉัยต้องได้ชิ้นเนื้อมาตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคก่อนให้การรักษา การแบ่งระยะของมะเร็งปากมดลูกอาศัยข้อมูลทางคลินิก การรักษามะเร็งปากมดลูกขึ้นกับระยะของมะเร็ง สุขภาพของผู้ป่วย ความสามารถของแพทย์และความพร้อมของสถาบัน วิธีการรักษามะเร็งปากมดลูกแบ่งออกเป็น 4 วิธี คือ การผ่าตัด รังสีรักษา เคมีบำบัด และการรักษาร่วมโดยใช้หลายวิธีร่วมกัน หลังจากสิ้นสุดการรักษาต้องนัดผู้ป่วยมาตรวจเป็นระยะ ๆ เพื่อตรวจหาการกลับเป็นซ้ำของมะเร็ง ตรวจหาและรักษาภาวะแทรกซ้อน ตรวจหาและรักษาโรคทางอายุกรรม ตรวจหาและรักษามะเร็งปฐมภูมิที่อาจเกิดขึ้นจุดประสงค์ประการสุดท้ายคือ การให้กำลังใจและความเชื่อมั่นแก่ผู้ป่วย

เอกสารอ้างอิง

1. Ferlay J, Shin HR, Bray F, Forman D, Mathers C , Parkin DM. GLOBOCAN 2008, Cancer Incidence and Mortality Worldwide: IARC CancerBase No. 10 .Lyon, France: Internati onal Agency for Research on Cancer; 2010. Available from: http://globocan.iarc.fr

2. Walboomers JMM, Jacobs MV, Manos MM, Bosch FX, Kummer JA, Shah KV, et al. Human papillomavirus is a necessary cause of invasive cervical cancer worldwide. J Pathol 1999 ; 189 : 12-9.

3. จตุพล ศรีสมบูรณ์. มะเร็งปากมดลูก การวินิจฉัยและการรักษา. กรุงเทพฯ : พี.บี.ฟอเรนบุ๊คส์เซนเตอร์, 2547 : 1-227.

4. Randall ME, Michael H, Long HIII, Tedjarati S. Uterine cervix. In: Barakat RR, Markman ME, Randall ME, editors.Principles and practice of gynecologic oncology. Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins; 2009:623-

81.

5. Hacker NF, Friedlander ML. Cervical cancer. In : Berek JS, Hacker NF, editors. Berek & Hacker’s gynecologic

oncology. 5th ed. Philadelphia : Lippincott Williams & Wilkins; 2010 : 341-95.

6. Wright TC, Ferenczy A, Kurman RJ. Carcinoma and other tumors of the cervix. In : Kurman RJ, editor. Blaustein’s pathology of the female genital tract. 5th ed. New York : Springer – Verlag ; 2002 : 325 – 81.

7. Bidus MA, Elkas JC. Cervical and vaginal cancer. In : Berek JS, editor. Berek & Novak ’ s gynecology.14th ed.

Philadelphia : Lippincott Williams & Wilkins; 2007 : 1403-56.

8. Hacker NF. Cervical cancer. In : Berek JS, Hacker NF, editors. Practical gynecologic oncology. 4th ed. Philadelphia : Lippincott Williams & Wilkins; 2005 : 337-96.

9. Pecorelli S. Revised FIGO staging for carcinoma of the vulva, cervix, and endometrium. Int J Gynecol Obstet.

2009;105(2):103-4

10. Pecorelli S, Zigliani L, Odicino F. Revised FIGO staging for carcinoma of the cervix Int J Gynecol Obstet. 2009

;105(2):107-8.

11. Ngan HYS. FIGO Cancer Committee guidelines for early cervical cancer management. In: Global guidance for

cervical cancer prevention and control. FIGO 2009: 69-70.

12. Tierney J, Neoadjuvant Chemotherapy for Locally Advanced Cervical Cancer Meta-Analysis Collaboration.

Neoadjuvant chemotherapy for locally advanced cervical cancer: a systematic review and meta-analysis of

individual patient data from 21 randomised trials. Eur J Cancer 2003; 39:2470–86.

13. Benedetti-Panici PL, Zullo MA, Muzii L, et al. The role of neoadjuvant chemotherapy followed by radical surgery

in the treatment of locally advanced cervical cancer. Eur J Gynaecol Oncol 2003; 24:467–70.

14. Rydzewska L, Tierney J, Vale CL, Symonds PR. Neoadjuvant chemotherapy plus surgery versus surgery for

cervical cancer. Cochrane Database Syst Rev. 2010 Jan 20;(1):CD007406.

15. Rosa DD, Medeiros LR, Edelweiss MI, Bozzetti MC, Pohlmann PR, Stein AT, et al. Adjuvant platinum-based

chemotherapy for early stage cervical cancer. Cochrane Database Syst Rev. 2009 Jul 8;(3):CD005342.

16. Rogers L, Siu SS, Luesley D, Bryant A, Dickinson HO. Adjuvant radiotherapy and chemoradiation after surgery for

cervical cancer. Cochrane Database Syst Rev. 2009 Oct 7;(4):CD007583.

17. Keys HM, Bundy BN, Stehman FB, Muderspach LI, Chafe WE, Suggs CL 3rd, et al. Cisplatin, radiation, and

adjuvant hysterectomy compared with radiation and adjuvant hysterectomy for bulky stage IB cervical carcinoma.

N Engl J Med. 1999;340:1154-61.

18. Whitney CW, Sause W, Bundy BN, et al. Randomized comparison of fluorouracil plus cisplatin versus hydroxyurea as an adjunct to radiation therapy in stage IIB-IVA carcinoma of the cervix with negative para-aortic lymph nodes: a Gynecologic Oncology Group and Southwest Oncology Group study. J Clin Oncol 1999; 17:1339–48.

19. Rose PG, Bundy BN, Watkins EB, et al. Concurrent cisplatin-based radiotherapy and chemotherapy for locally

advanced cervical cancer. N Engl J Med 1999; 340:1144–53.

20. Morris M, Eifel PJ, Lu J, et al. Pelvic radiation with concurrent chemotherapy compared with pelvic and para-aortic radiation for high-risk cervical cancer. N Engl J Med 1999; 340:1137–43.

21. Peters WA 3rd, Liu PY, Barrett RJ 2nd, et al. Concurrent chemotherapy and pelvic radiation therapy compared with pelvic radiation therapy alone as adjuvant therapy after radical surgery in high-risk early-stage cancer of thecervix. J Clin Oncol 2000; 18:1606–13.

22. Green J, Kirwan J, Tierney J, Vale C, Symonds P, Fresco L, Williams C, Collingwood M. Concomitant chemotherapy and radiation therapy for cancer of the uterine cervix. Cochrane Database Syst Rev. 2005 Jul 20;(3):CD002225.

23. Lukka H, Hirte H, Fyles A, Thomas G, Elit L, Johnston M ,et al. Concurrent cisplatin-based chemotherapy plus radiotherapy for cervical cancer–a meta-analysis. Clin Oncol (R Coll Radiol). 2002 ;14(3):203-12.

24. Chemoradiotherapy for Cervical Cancer Meta-analysis Collaboration (CCCMAC).Reducing uncertainties about the effects of chemoradiotherapy for cervical cancer: individual patient data meta-analysis. Cochrane Database Syst Rev.2010 Jan 20;(1):CD008285

25. Duenas-Gonzalez A, Lopez-Graniel C, Gonzalez-Enciso A, Mohar A, Rivera L, Mota A, et al. Concomitant chemoradiation versus neoadjuvant chemotherapy in locally advanced cervical carcinoma: results from two consecutive phase II studies. Ann Oncol 2002; 13:1212–9.

26. Modarress M, Maghami FQ, Golnavaz M, Behtash N, Mousavi A, Khalili GR et al. Comparative study of chemoradiation and neoadjuvant chemotherapy effects before radical hysterectomy in stage IB-IIB bulky cervical cancer and with tumor diameter greater than 4 cm. Int J Gynecol Cancer 2005; 15:483–8.

 

Read More

Basic Colposcopy

 

การตรวจด้วยกล้องขยายทางช่องคลอด

COLPOSCOPY

ศ.นพ.จตุพล ศรีสมบูรณ์


เนื้อหา

  • การตรวจด้วยคอลโปสโคป (Colposcopy) คือ อะไร
  • ข้อบ่งชี้ของการตรวจด้วยคอลโปสโคป
  • ข้อบ่งห้ามของการตรวจด้วยคอลโปสโคป
  • จุดประสงค์ของการตรวจด้วยคอลโปสโคป
  • เยื่อบุปากมดลูกปกติ
  • เยื่อบุปากมดลูกที่ผิดปกติ
  • อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการตรวจ
  • การให้คำแนะนำก่อนการตรวจ
  • ขั้นตอนการตรวจด้วยกล้องขยายทางช่องคลอด
  • การให้คำแนะนำหลังการตรวจ
  • การบันทึกสิ่งตรวจพบทางคอลโปสโคป
  • ขีดจำกัดของการตรวจด้วยคอลโปสโคป
  • บทสรุป

 

บทนำ

ผู้ที่ประดิษฐ์กล้องขยายสำหรับตรวจปากมดลูกทางช่องคลอดเป็นคนแรก คือ

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ฮานส์ ฮินเซลมานน์( Hans Hinselmann) หัวหน้าภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา โรงพยาบาลนครแฮมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ท่านมีความสนใจในการตรวจหามะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรกและมีความคิดว่ามะเร็งปากมดลูกน่าจะเริ่มต้นจากการเป็นรอยโรคเล็ก ๆ ก่อน

ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ถ้าตรวจด้วยกล้องขยายแล้วน่าจะมองเห็นความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มแรกได้ ในปี คศ. 1924 ท่านได้ประดิษฐ์กล้องขยายซึ่งมีโครงสร้างคล้ายกล้องจุลทรรศน์สองตา มีกำลังขยายต่ำตั้งแต่ 3.5 – 30 เท่า มีดวงไฟให้แสงสว่างเพื่อใช้ตรวจรายละเอียดบนผิวปากมดลูกและตั้งชื่อกล้องขยายนี้ว่า “คอลโปสโคป” (colposcope)(1) การตรวจด้วยคอลโปสโคปร่วมกับการตรวจเซลล์วิทยาของปากมดลูก มีความแม่นยำในการวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูกภายในเยื่อบุและมะเร็งระยะลุกลามสูงถึงร้อยละ 99 ในขณะที่การตรวจด้วยคอลโปสโคปอย่างเดียวและการตรวจด้วยเซลล์วิทยาอย่างเดียว มีความแม่นยำร้อยละ 80 และร้อยละ 87 ตามลำดับ(2)

การตรวจด้วยคอลโปสโคป (Colposcopy) คือ อะไร(3,4)

การตรวจด้วยคอลโปสโคป คือ การตรวจเนื้อเยื่อบุผิว (epithelium) ของปากมดลูก ช่องคลอด ปากช่องคลอด และทวารหนัก ด้วยกล้องขยายส่องสว่างหลังจากทาหรือชโลมด้วยน้ำยาเฉพาะ เพื่อตรวจหาความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง หรือเพื่อตรวจยืนยันความปกติของเนื้อเยื่อบุผิว หัตถการที่อาจจะทำร่วมกับการตรวจ คือ การตัดเนื้อเยื่อเป้าหมายออกตรวจ (targeting biopsies) จากบริเวณที่มีความผิดปกติรุนแรงที่สุด ในการวินิจฉัยโรคหลังการตรวจด้วยคอลโปสโคปจะกระทำจากพยาธิสภาพที่มีความรุนแรงมากที่สุด แต่ในการรักษาอาจจะต้องครอบคลุมรอยโรคบริเวณอื่นที่มีความรุนแรงน้อยกว่าด้วย

ข้อบ่งชี้ของการตรวจด้วยคอลโปสโคป(3-5)

ข้อบ่งชี้ของการตรวจด้วยคอลโปสโคป ได้แก่

  1. ผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ด้วย Pap smear ผิดปกติ(ASC-US หรือรุนแรงกว่า) เป็นข้อบ่งชี้ให้ทำการตรวจมากที่สุด
  2. ปากมดลูกมีลักษณะผิดปกติเช่น มีแผล หรือก้อนเนื้อ จากการตรวจด้วยตาเปล่า
  3. เลือดออกผิดปกติระหว่างรอบเดือนที่ไม่สามารถอธิบายสาเหตุได้ หรือเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ และตกขาวเนิ่นนานที่ไม่สามารถอธิบายสาเหตุได้ อาจตรวจด้วยคอลโปสโคปเพื่อวินิจฉัยแยกโรคมะเร็ง
  4. รอยโรคน่าสงสัยบริเวณช่องคลอดและปากช่องคลอดจากการตรวจด้วยตาเปล่า
  5. กรณีอื่น ๆ ที่อาจพิจารณาตรวจด้วยคอลโปสโคป
  • การติดเชื้อ high-risk HPV แบบเนิ่นนาน (persistent HPV infection) เช่น ผลการตรวจ HPV DNA testing ให้ผลบวก 2 ครั้ง จากการตรวจห่างกัน 12 เดือน
  • ผลการตรวจด้วยน้ำส้มสายชู (visual inspection with acetic acid, VIA) พบฝ้าขาวหรือผิดปกติ
  • การตรวจติดตามผลหลังการรักษารอยโรค CIN ด้วยการรักษาเฉพาะที่ เช่น การจี้ด้วยความเย็น และ การตัดด้วยห่วงไฟฟ้า ฯลฯ
  • รอยโรค CIN 1 ที่คงอยู่นานกว่า12 เดือน
  • คู่นอนเป็นเนื้องอกหรือหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศส่วนล่าง
  • ผล Pap smear พบว่ามีการอักเสบหลายครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะในสตรีที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูก

ข้อบ่งห้ามของการตรวจด้วยคอลโปสโคป(3-5)

โดยทั่วไปไม่มีข้อบ่งห้ามที่ชัดเจนของการตรวจด้วยคอลโปสโคป อาจจะพิจารณาเลื่อนการตรวจออกไปก่อนในกรณี

  1. สตรีที่กำลังมีเลือดประจำเดือนออกมาก
  2. ปากมดลูก ช่องคลอด หรือปากช่องคลอดอักเสบแบบเฉียบพลันหรือรุนแรง ควรตรวจหาสาเหตุและรักษาให้หายก่อนเพราะการตรวจและการตัดชิ้นเนื้ออาจทำให้ตกเลือด เจ็บปวด และไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจ นอกจากนี้การอักเสบอาจทำให้ความแม่นยำของการตรวจลดลง
  3. สตรีที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดอาจจะต้องหยุดยาหลายวันก่อนทำ cervical biopsy หรือ endocervical curettage

การตั้งครรภ์ไม่ได้เป็นข้อบ่งห้ามของการตรวจด้วยคอลโปสโคป แต่การสืบค้นอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยน เช่น หลีกเลี่ยงการทำ biopsy ถ้าการตรวจไม่สงสัยมะเร็งระยะลุกลามและไม่ควรทำ endocervical curettage สตรีหลังวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้รับฮอร์โมนทดแทนอาจจะต้องให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทาหรือรับประทาน 3 สัปดาห์ก่อนการตรวจ ควรให้งดการมีเพศสัมพันธ์ การสอดยาหรือผ้าอนามัยในช่องคลอด 24 ชั่วโมงก่อนการตรวจ

จุดประสงค์ของการตรวจด้วยคอลโปสโคป(3-5)

จุดประสงค์ของการตรวจด้วยคอลโปสโคปในสตรีที่มีผล Pap smear ผิดปกติมี 3 ประการคือ

  1. เพื่อตรวจแยกว่าไม่มีมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม
  2. เพื่อตรวจหารอยโรคขั้นสูงได้แก่ พยาธิสภาพ CIN2,3 และ adenocarcinoma in situ (AIS) ซึ่งต้องทำการการรักษาไม่ให้รอยโรคคืบหน้าเป็นมะเร็งระยะลุกลาม
  3. เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลรักษาที่เหมาะสมต่อไปเช่น ถ้าผล Pap smear เป็น ASC-US หรือ LSIL และการตรวจด้วยคอลโปสโคปไม่พบรอยโรคสามารถตรวจติดตามดูการดำเนินโรคได้ทุก 6 เดือน หรือถ้าผล Pap smear เป็น HSIL และผลการตรวจด้วยคอลโปสโคปไม่เห็น transformation zone หรือเห็น transformation zone ได้ไม่หมดหรือเห็นรอยโรคได้ไม่หมดควรทำการตัดปากมดลูกเพื่อการวินิจฉัย (diagnostic excision) ต่อไป

เยื่อบุปากมดลูกปกติ

เมื่อตรวจปากมดลูกด้วยคอลโปสโคปจะพบเยื่อบุปกติ 3 ชนิดคือ (2 – 7)

  1. เยื่อบุสเควมัส ( squamous epithelium)
  2. เยื่อบุคอลัมนาร์ ( columnar epithelium)
  3. เยื่อบุสเควมัสที่แปรรูปมาจากเยื่อบุคอลัมนาร์ (metaplastic squamous epithelium)

รอยต่อระหว่างเยื่อบุสเควมัสเดิมกับเยื่อบุคอลัมนาร์เรียกว่า “original squamocolumnar junction” (original SCJ) เมื่อมีการแปรรูปของเซลล์บริเวณเยื่อบุคอลัมนาร์เป็นเซลล์สเควมัส

รอยต่อระหว่างเยื่อบุสเควมัสใหม่กับเยื่อบุคอลัมนาร์ด้านบนจะเรียกว่า “new squamocolumnar junction” (new SCJ) เขตหรือบริเวณที่อยู่ระหว่างรอยต่อเดิมกับรอยต่อใหม่นี้คือ “เขตเซลล์แปรรูป” หรือ “transformation zone” รอยโรคภายในเยื่อบุสเควมัสจะเกิดขึ้นในบริเวณนี้ การตรวจปากมดลูกด้วยคอลโปสโคปจึงต้องตรวจดูบริเวณนี้อย่างละเอียด

กระบวนการแปรรูป( squamous metaplasia)ของเซลล์เยื่อบุคอลัมนาร์เป็นเซลล์เยื่อบุสเควมัสนี้เกิดขึ้นไม่พร้อมกันทั้งปากมดลูก บางบริเวณมีการแปรรูปสมบูรณ์แล้ว บางบริเวณการแปรรูปยังอยู่ในระยะต่าง ๆ ของกระบวนการ ทำให้เห็นหย่อมของเยื่อบุคอลัมนาร์หลงเหลืออยู่และมีเยื่อบุสเควมัสที่แปรรูปแล้วล้อมรอบ ถ้าเยื่อบุคอลัมนาร์นี้มีรูเปิดออกที่ผิวจะหลั่งมูกออกมาทางรูเปิดเล็ก ๆ นี้เรียกว่า “gland openings” ถ้ารูเปิดนี้ถูกเยื่อบุสเควมัสปกคลุมทำให้มูกไม่มีทางออก จะกลายเป็นถุงน้ำเล็ก ๆ เรียกว่า “nabothian cyst” ทั้ง gland openings และ nobothian cysts เป็นร่องรอยที่บ่งบอกว่าบริเวณนี้เดิมเป็นเยื่อบุคอลัมนาร์แต่มีการแปรรูปเกิดขึ้น

หลังจากชโลมด้วยกรดอะเซติก เยื่อบุสเควมัสที่แปรรูป(metaplastic squamous epithelium)นี้จะขาวกว่าเยื่อบุสเควมัสเดิม มีผิวเรียบ รูปร่างคล้ายลิ้นขนาดต่าง ๆ กัน เยื่อบุสเควมัสแปรรูปสามารถวินิจฉัยแยกจากเยื่อบุสีขาวของรอยโรคภายในเยื่อบุสเควมัสโดย

  1. เยื่อบุสเควมัสแปรรูปจะขาวมากบริเวณรอยต่อใหม่ และจะค่อย ๆ จางลงออกไป รอยต่อระหว่างเยื่อบุสเควมัสแปรรูปกับเยื่อบุสเควมัสเดิมจะไม่ชัดเจน
  2. เยื่อบุสเควมัสแปรรูปมักมีหลายแห่ง รูปร่างคล้ายลิ้น ภายในมี gland openings เป็นรูกลม ๆ อาจเห็น nabothian cysts สีเหลืองใส ขนาดต่าง ๆ กัน เยื่อบุสเควมัสที่คลุมถุงน้ำเล็ก ๆ นี้จะบางและโปร่งแสงจึงมองเห็นหลอดเลือดใต้เยื่อบุได้ชัดเจน

หลอดเลือดที่มาหล่อเลี้ยงเขตเซลล์แปรรูปนี้ อาจมีจำนวนมากผิดปกติ แต่ถ้าสังเกตให้ดี จะเห็นว่าหลอดเลือดเหล่านี้แตกแขนงปกติและมีขนาดไม่ใหญ่

เยื่อบุปากมดลูกที่ผิดปกติ

การแปรรูปของเซลล์เยื่อบุคอลัมนาร์เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามปกติธรรมชาติเมื่อสตรีเข้าสู่วัยรุ่น มีการสร้างเอสโตรเจนจากรังไข่ทำให้ช่องคลอดมีภาวะเป็นกรด เยื่อบุคอลัมนาร์จึงต้องปรับตัวเป็นเยื่อบุสเควมัสเพื่อให้ทนต่อภาวะกรดในช่องคลอดได้ ในช่วงที่มีการแปรรูปของเซลล์นี้ถ้ามีสารก่อมะเร็ง เช่น เชื้อเอชพีวีเข้าไปร่วมด้วย จะเกิดการแปรรูปเป็นเซลล์สเควมัสที่ผิดปกติในเยื่อบุ จึงเรียกบริเวณนี้ว่า “เขตเซลล์แปรรูปผิดปกติ” หรือ “atypical transformation zone” ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจจะดำเนินต่อไปเป็นมะเร็งระยะลุกลามได้ มะเร็งปากมดลูกมักเกิดขึ้นในเขตเซลล์แปรรูปนี้ มะเร็งที่เกิดนอกเขตนี้พบได้น้อยมาก(2 – 10)

เยื่อบุที่ผิดปกติจะมีความหนาแน่นของนิวเคลียสสูงขึ้น ขนาดของนิวเคลียสใหญ่ขึ้น เมื่อสัมผัสกับกรดอะเซติกจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางออสโมลาริตี ทำให้ความดันออสโมซิสของช่องว่างนอกเซลล์สูงขึ้น น้ำซึมออกนอกเซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์ฝ่อยุบลงล้อมรอบนิวเคลียส ทำให้

ลำแสงจากคอลโปสโคปผ่านไม่ได้จึงเห็นเป็นสีขาวทึบลักษณะเยื่อบุที่มีสีขาวทึบหลังจากชโลมด้วยกรดอะเซติกนี้ศัพท์ทางคอลโปสโคปเรียกว่า “เยื่อบุสีขาวจากกรดอะเซติก” หรือ “acetowhite epithelium” กระบวนการนี้ใช้เวลา 1 – 2 นาที เมื่อกรดอะเซติกซึมออกจากเนื้อเยื่อและหมดฤทธิ์ น้ำจะกลับเข้าสู่เซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์ขยายพองออก ความขาวจะหายไป ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้นถ้าต้องการตรวจอีกสามารถชโลมด้วยกรดอะเซติกซ้ำได้ ความรุนแรงของรอยโรคขึ้นกับ

  1. ระดับความขาวของเยื่อบุ (color tone) ยิ่งขาวทึบมากความรุนแรงยิ่งมากขึ้น
  2. ระยะเวลาที่เยื่อบุเปลี่ยนเป็นสีขาว (onset & duration) ยิ่งเกิดขึ้นเร็วและคงอยู่นานระดับความรุนแรงของรอยโรคจะยิ่งมากขึ้น
  3. ขอบหรือรอยต่อกับเนื้อเยื่อปกติที่ล้อมรอบอยู่(margin) ขอบยิ่งคมชัดความรุนแรงยิ่งมากขึ้น ถ้าขอบม้วนขึ้น(rolling)หรือหลุดลอก(peeling)ความรุนแรงของโรคก็มากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นในขณะที่ชโลมปากมดลูกด้วยกรดอะเซติกจึงต้องรอประมาณ 1 – 2 นาที เพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก่อนที่จะประเมินความรุนแรงของรอยโรค

เยื่อบุสีขาวจากกรดอะเซติก เป็นความผิดปกติที่พบบ่อยที่สุดในเขตเซลล์แปรรูปผิดปกติ ผิวจะเรียบไม่เห็นเส้นเลือดและไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่จะมองเห็นได้หลังจากชโลมด้วยกรดอะเซติก ถ้าความผิดปกติรุนแรงขึ้นเซลล์เหล่านี้จะสร้างสารกระตุ้นการสร้างเส้นเลือด( tumor angiogenesis factors)เพื่อให้มีเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยงเยื่อบุจึงเรียกสิ่งตรวจพบตามลักษณะของเส้นเลือดเหล่านี้ ถ้าเส้นเลือดฝอยแทรกผ่านเยื่อบุขึ้นมาบนผิวเมื่อตรวจด้วยคอลโปสโคปจะเห็นเป็นจุดสีแดงของปลายเส้นเลือด เรียกว่า “punctation” ถ้าเส้นเลือดฝอยแตกแขนงคล้ายตะกร้าหรือรังผึ้งเข้าไปอยู่ระหว่างกลุ่มเซลล์ในเยื่อบุเมื่อตรวจด้วยคอลโปสโคปจะเห็นเส้นเลือดเรียงกันคล้ายแผ่นกระเบื้อง เรียกว่า “mosaic” ถ้าเส้นเลือดแตกแขนงผิดปกติในแนวระนาบบนเยื่อบุหรือใกล้ผิวเยื่อบุและมีขนาดโตขึ้นร่วมกับการแตกแขนงแปลก ๆ จะเรียกว่า “atypical vessels”(2 – 10)

รอยโรคสีขาวที่เห็นด้วยตาเปล่าบนผิวเยื่อบุปากมดลูกก่อนชโลมด้วยกรดอะเซติก เรียกว่า “leukoplakia” หรือ “keratosis” มักจะมีขอบเขตชัดเจน เนื่องจากเยื่อบุมีสารเคอราตินเคลือบอยู่

จึงทึบแสงและเห็นเป็นสีขาว อาจจะบดบังเส้นเลือดที่อยู่ข้างใต้ ทำให้วินิจฉัยเยื่อบุข้างใต้ไม่ได้ ความสำคัญของ leukoplakia ขึ้นกับตำแหน่งที่เกิด(3 –8)

  1. ถ้าอยู่ภายในเยื่อบุสเควมัสปกติ ไม่ค่อยมีความสำคัญ อาจเกิดจากการบาดเจ็บ การระคายเคือง หรือการอักเสบเรื้อรัง และการติดเชื้อเอชพีวี
  2. ถ้าอยู่ภายในเขตเซลล์แปรรูป และมี acetowhite epithelium, punctation หรือ mosaic ล้อมรอบจะมีความสำคัญมาก ซึ่งความสำคัญไม่ได้อยู่ตรงบริเวณที่เป็น leukoplakia แต่อยู่ตรงเยื่อบุที่อยู่ข้างใต้และเยื่อบุที่อยู่ข้างเคียง

เขตเซลล์แปรรูปจะถือว่าผิดปกติเมื่อตรวจพบสิ่งต่อไปนี้คือ acetowhite epithelium, punctation, mosaic, atypical vessels และ leukoplakia สิ่งตรวจพบเหล่านี้อาจเกิดขึ้นอย่างเดียวหรือร่วมกันหลายอย่างก็ได้ อาจจะมีแห่งเดียวหรือหลายแห่งก็ได้ แต่มักจะเห็นเด่นชัดแยกจากเนื้อเยื่อปกติรอบ ๆ ได้ ภาวะอื่น ๆ ที่ทำให้เซลล์แบ่งตัวมากขึ้นหรือมีการสร้างเส้นเลือดมากขึ้นจนทำให้มองเห็นความผิดปกติเหล่านี้ในเขตเซลล์แปรรูปได้แก่ การติดเชื้อ การอักเสบ การสร้างเนื้อเยื่อใหม่ การซ่อมแซมเยื่อบุ และการตั้งครรภ์ เป็นต้น(2 – 10)

โดยสรุปแล้วในการตรวจด้วยคอลโปสโคปให้สังเกตการเปลี่ยนแปลง 2 ประการของปากมดลูกคือ

  1. การเปลี่ยนแปลงของผิวเยื่อบุ (epithelial changes) เช่น ผิวเรียบหรือขรุขระซึ่งบ่งบอกถึงความรุนแรงของรอยโรค ความทึบหรือความขาวหลังจากชโลมด้วยกรดอะเซติกซึ่งบ่งบอกถึงความหนาแน่นของเซลล์หรือความรุนแรงของรอยโรค และความคมชัดของขอบหรือรอยต่อระหว่างรอยโรคกับเยื่อบุใกล้เคียง
  2. การเปลี่ยนแปลงของเส้นเลือด (vascular changes) เช่น ลักษณะและขนาดของเส้นเลือดชนิดต่างๆ ระยะห่างระหว่างเส้นเลือด ความเข้มของเส้นเลือดที่ผิดปกติ และตำแหน่งของเส้นเลือด อยู่ภายในรอยโรคหรือทอดอยู่บนผิวของรอยโรค

อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการตรวจ

อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการตรวจปากมดลูกด้วยคอลโปสโคปได้แก่(3 – 10)

  1. เครื่องถ่างตรวจช่องคลอด(vaginal speculum)ขนาดต่าง ๆ กันตามความเหมาะสมกับช่องคลอดของผู้ป่วยแต่ละราย
  2. เครื่องถ่างตรวจผนังช่องคลอดด้านข้าง(lateral vaginal wall retractor) ใช้ถ่างผนังช่องคลอดด้านข้างที่ยื่นมาบังการตรวจปากมดลูก
  3. ตะขอเกี่ยวปากมดลูก(hook) ใช้จับยกเนื้อเยื่อที่มีผิวเรียบเพื่อให้ตัดเนื้อออกตรวจได้ง่ายขึ้น และใช้ดึงผนังช่องคลอดเพื่อตรวจบริเวณรอยย่น
  4. เครื่องถ่างตรวจภายในคอมดลูก(endocervical speculum) ใช้ตรวจภายในคอมดลูกในกรณีที่รอยโรคหรือเขตเซลล์แปรรูปอยู่เข้าไปไม่ลึกมาก
  5. คีมจับเนื้อเยื่อ(tissue forceps) ยาวอย่างน้อย 20 ซม. ใช้จับสำลีชุบกรดอะเซติกเพื่อชโลมปากมดลูก และใช้จับผ้ากอซเพื่อกดห้ามเลือด
  6. อุปกรณ์สำหรับการตัดเนื้อออกตรวจ(punch biopsy forceps) ปลายที่ใช้ตัดต้องคมเพื่อไม่ให้ครูดได้แต่เยื่อบุผิว ด้ามต้องยาวพอสมควร ประมาณ 20 – 25 ซม. เพื่อใช้ตัดในที่ลึกได้
  7. เครื่องมือขูดภายในคอมดลูก(endocervical curet) สำหรับขูดเยื่อบุภายในคอมดลูกมาตรวจทางพยาธิวิทยา ปลายเครื่องมือต้องคมและเล็กพอที่จะสอดเข้าไปภายในคอมดลูกเล็ก ๆ ได้ บางท่านใช้แปรงขนอ่อน(endocervical brush)หมุนเก็บเซลล์ตัวอย่างภายในคอมดลูกเพื่อตรวจทางเซลล์วิทยา
  8. เครื่องมือจับยึดปากมดลูก เช่น tenaculum หรือ Allis clampsใช้จับยึดปากมดลูกไม่ให้เลื่อนหนีขณะตัดเนื้อออกตรวจหรือขณะขูดคอมดลูก โดยทั่วไปแล้วไม่จำเป็นต้องใช้และอาจทำให้เลือดออกตรงรอยเขี้ยวของเครื่องมือด้วย
  9. ผ้ากอซพันสำลีพร้อมเชือกรัดหรือผ้ากอซยาวสำหรับประจุช่องคลอด(vaginal packing gauze) ใช้ห้ามเลือดที่ออกจากปากมดลูกหลังจากตัดเนื้อออกตรวจ
  10. ก้อนสำลี(cotton ball)หรือสำลีพันปลายไม้(cotton swab) สำหรับชุบสารละลายกรดอะเซติกชโลมปากมดลูก เช็ดเลือดและกดจุดเลือดออกก่อนที่จะประจุด้วยผ้ากอซ
  11. สารละลายกรดอะเซติก ความเข้มข้นร้อยละ 3 – 5 (3-5% acetic acid solution) อาจใส่ไว้ในขวดที่มีหัวฉีดเพื่อใช้ฉีดชโลมปากมดลูกเวลาตรวจปากมดลูกเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของผิวเยื่อบุ
  12. สารละลายน้ำเกลือปกติ( normal saline solution) สำหรับเช็ดทำความสะอาดปากมดลูก
  13. สารละลายไอโอดีน เช่น Lugol solution หรือSchiller solution สำหรับการทดสอบชิลเลอร์(Schiller test)เพื่อตรวจบริเวณที่ติดสีและไม่ติดสีไอโอดีน
  14. ผลึกหรือแท่งซิลเวอร์ไนเตรต(silver nitrate stick)และสารละลายมอนเซล(Monsel solution) สำหรับจี้จุดเลือดออกเพื่อห้ามเลือด บางท่านไม่นิยมใช้ซิลเวอร์ไนเตรตเพราะทำให้เกิดตะกอนสีเงินซึ่งรบกวนการตรวจด้วยคอลโปสโคปครั้งต่อไป โดยทั่วไปการประจุปากมดลูกด้วยผ้ากอซยาวก็เพียงพอที่จะห้ามเลือดตรงจุดที่ตัดเนื้อออกตรวจได้
  15. อุปกรณ์สำหรับเก็บเนื้อเยื่อตัวอย่างจากการตัดเนื้อออกตรวจ ได้แก่ ขวดบรรจุน้ำยาฟอร์มาลิน ไม้จิ้มฟันสำหรับดันเนื้อเยื่อออกจากคีมตัดเนื้อออกตรวจ
  16. อุปกรณ์สำหรับการทำPap smear ได้แก่ ไม้อาย์เร(Ayre spatula) แผ่นกระจก ขวดบรรจุน้ำยาตรึงสภาพเซลล์
  17. แผ่นบันทึกผลการตรวจและใบคำแนะนำการปฏิบัติตัวภายหลังการตรวจ

การให้คำแนะนำก่อนการตรวจ

ก่อนการตรวจด้วยคอลโปสโคป ควรอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงความจำเป็นของการตรวจ และวิธีการตรวจเพื่อให้ผู้ป่วยคลายความวิตกกังวล และลงนามในเอกสารยินยอมรับการตรวจและการรักษา การชโลมปากมดลูกด้วยสารละลายกรดอะเซติก หรือน้ำส้มสายชูอาจทำให้มีอาการแสบร้อนเล็กน้อยในช่องคลอด การตัดเนื้อออกตรวจ( biopsy)อาจทำให้มีอาการปวดตึงเล็กน้อย การขูดคอมดลูกอาจทำให้มีอาการปวดคล้ายการปวดประจำเดือนช่วงสั้นๆ และ การที่แพทย์ทำการตัดเนื้อออกตรวจไม่ได้แสดงว่าต้องเป็นมะเร็ง หรือรอยโรคก่อนมะเร็งเสมอไป ระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดของการตรวจปากมดลูกด้วยคอลโปสโคป คือ ช่วงกลางรอบเดือนประมาณวันที่ 8-12 ของรอบเดือน ซึ่งรูปากมดลูกจะเปิดเผยออก มูกจะใสไม่เหนียวข้นมาบังผิวเยื่อบุปากมดลูก แต่อย่างไรก็ตามในช่วงอื่นของรอบเดือนก็สามารถทำการตรวจได้ยกเว้นช่วงที่มีเลือดประจำเดือนไม่ควรตรวจเพราะจะมองเห็นไม่ชัดและอาจมีเลือดออกมาบดบังการตรวจได้ แนะนำให้งดการการสอดยา การสวนล้างช่องคลอด และการมีเพศสัมพันธ์ก่อนการตรวจ 1 วัน

ตารางที่ 1 ขั้นตอนการตรวจปากมดลูกด้วยคอลโปสโคป

  1. สอดเครื่องถ่างตรวจช่องคลอดให้เห็นปากมดลูกทั้งหมดรวมทั้งผนังช่องคลอดโดยรอบ
  2. ตรวจดูปากมดลูกและช่องคลอดด้วยตาเปล่า
  3. ตรวจปากมดลูกด้วยคอลโปสโคปก่อนและหลังจากชโลมปากมดลูกด้วยน้ำเกลือ
  4. ตรวจปากมดลูกหลังจากชโลมปากมดลูกด้วย3-5% acetic acid solution
  5. ตรวจปากมดลูกหลังจากป้ายด้วย Schiller solution
  6. ตัดเนื้อออกตรวจ(punch biopsy)
  7. สุ่มตรวจคอมดลูก( endocervical sampling)
  8. ห้ามเลือดจากบริเวณที่ตัดเนื้อออกตรวจ
  9. ตรวจผนังช่องคลอดและอวัยวะเพศภายนอก
  10. ตรวจภายในแบบสองมือและตรวจทางทวารหนัก

ขั้นตอนการตรวจด้วยกล้องขยายทางช่องคลอด

หลังจากให้คำแนะนำเกี่ยวกับการตรวจด้วยกล้องขยายหรือคอลโปสโคป และการทำหัตถการต่าง ๆ จนผู้ป่วยเข้าใจและลงนามในใบยินยอมรับการตรวจรักษาแล้ว จึงเริ่มทำการตรวจตามขั้นตอนต่อไปนี้(3 – 10) (ตารางที่ 1)

  1. การจัดท่าผู้ป่วย จัดให้อยู่ในท่าขบนิ่วหรือท่าขึ้นขาหยั่ง วางเท้าบนที่รองรับ งอเข่า และแยกต้นขาออก ปูผ้าคลุม เปิดไว้เฉพาะบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก เตียงตรวจถ้าปรับระดับได้จะช่วยให้การตรวจสะดวกขึ้น เก้าอี้ของผู้ตรวจควรเลื่อนไปมาได้
  2. สอดเครื่องถ่างตรวจช่องคลอด เปิดให้เห็นปากมดลูกทั้งหมดรวมทั้งผนังช่องคลอดโดยรอบ ตรวจดูปากมดลูกด้วยตาเปล่า ดูสิ่งคัดหลั่งของปากมดลูกและช่องคลอด รวมทั้งรอยโรคและก้อนเนื้องอกที่เห็นได้ชัดเจนที่ผนังช่องคลอดหรือปากมดลูก ถ้ามีตกขาวให้เก็บส่งตรวจทางจุลชีววิทยา สำหรับการทำPap smear ซ้ำก่อนการตรวจด้วยคอลโปสโคป โดยทั่วไปไม่นิยมทำเนื่องจาก
    •  อาจทำให้เลือดออกมารบกวนการตรวจ
    • ถ้าผลPap smear ปกติก็ไม่สามารถอธิบายผลการตรวจครั้งก่อนที่ผิดปกติได้ จำเป็นต้องตรวจด้วยคอลโปสโคปอยู่ดี ถ้าการทำกระชั้นชิดเกินไปโอกาสที่ผลPap smear จะออกมาปกติมีได้สูงถึงร้อยละ 60(11) และความรุนแรงน้อยกว่าเดิมถึงร้อยละ 70(12) จากการศึกษาของหน่วยมะเร็งวิทยานรีเวช
      • โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เพื่อประเมินประโยชน์ของการทำ Pap smear ซ้ำพบว่าความไวของการทำ Pap smear ซ้ำต่ำกว่าการทำ Pap smear ครั้งแรกมากคือ ร้อยละ 76 และร้อยละ 96 ตามลำดับ และไม่พบว่ามีการวินิจฉัยมะเร็งระยะลุกลามผิดพลาดเลยจากการไม่ทำ Pap smear ซ้ำ(13)
      •  อาจพิจารณาทำPap smear ซ้ำในกรณีของผู้ป่วยส่งต่อจากโรงพยาบาลอื่นที่ไม่สามารถตรวจทบทวนผลการตรวจจากแผ่นกระจกได้ ทั้งนี้เพื่อนำผลPap smear ซ้ำมาเปรียบเทียบกับผลการตรวจด้วยคอลโปสโคป ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อยืนยันหรือเปรียบเทียบผลกับการทำ Pap smear ครั้งแรก
  3. ปรับมุมของเครื่องถ่างตรวจช่องคลอดให้ปากมดลูกทำมุมตั้งฉากกับลำแสงของคอลโปสโคป อีกมือหนึ่งจับตัวกล้องคอลโปสโคปปรับให้ได้ระยะที่คมชัด ถ้าปากมดลูกชี้ลงไปทางด้านหลังให้ใส่ผ้ากอซข้างใต้เพื่อยกปากมดลูกขึ้นมา สังเกตรอยโรคบนปากมดลูก ถ้ามีมูกหรือสิ่งคัดหลั่งปกคลุมให้ใช้สำลีชุบน้ำเกลือเช็ดออกเบา ๆ ถ้ามีเลือดออกให้ใช้สำลีกดไว้ 1–2 นาที ถ้ามีมูกออกมากให้ดูดออกด้วยเครื่องดูดหรือกระบอกฉีดยา ชโลมปากมดลูกด้วยน้ำเกลือแล้วตรวจโดยใช้กำลังขยาย 5 – 10 เท่า ให้สังเกต
    • สี( color)และลักษณะผิว(surface contour)ของเยื่อบุ
    • ขอบ(margin)ระหว่างรอยโรคกับเนื้อเยื่อปกติ
    • ลักษณะของเส้นเลือด(vasculature) ซึ่งจะเห็นได้ชัดในระยะนี้อาจใช้กระจกกรองแสงสีเขียว(green filter)ช่วยเพื่อให้มองเห็นเส้นเลือดชัดเจนขึ้น
  4. ชโลมปากมดลูกด้วยสารละลายกรดอะเซติกร้อยละ 3 – 5 โดยใช้หัวฉีดพ่นสารละลายหรือใช้ก้อนสำลีชุบสารละลายกรดอะเซติกกดลงบนปากมดลูก ให้น้ำยาไหลอาบตามผิวเยื่อบุ รอประมาณ 1 นาที เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของผิวเยื่อบุ ชโลมซ้ำได้ทุก 2 – 3 นาที ตรวจด้วยกำลังขยาย 5 – 15 เท่า ถ้าเห็นเส้นเลือดผิดปกติอาจตรวจซ้ำด้วยกระจกกรองแสงสีเขียว และใช้กำลังขยายสูงขึ้นเป็น 25–40 เท่า เพื่อที่จะดูลักษณะของเส้นเลือดให้ชัดเจนขึ้น ควรตรวจดูปากมดลูกอย่างเป็นระบบตามเข็มนาฬิกาทีละเสี้ยวของปากมดลูกจะได้ไม่ผิดพลาด การตรวจปากมดลูกหลังจากชโลมด้วยกรดอะเซติกเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ซึ่งจะเห็นรายละเอียดทั้งหมด ให้สังเกตการเปลี่ยนแปลงของสีและการบวมของเยื่อบุ อาจใช้เวลานานกว่า 1 นาที จึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนที่สุด ถ้ารอยโรคหรือเขตเซลล์แปรรูปลามเข้าไปในคอมดลูกให้ใส่เครื่องถ่างตรวจภายในคอมดลูกช่วยตรวจ
          บันทึกสิ่งตรวจพบทั้งหมดโดยการถ่ายภาพหรือวาดภาพบรรยายไว้ในใบรายงานผลการตรวจ นิยมบอกตำแหน่งบนปากมดลูกตามตำแหน่งของเข็มนาฬิกาตั้งแต่ 1 – 12 นาฬิกา โดยมีรูปากมดลูกเป็นจุดศูนย์กลาง
  5. การทดสอบชิลเลอร์ (Schiller test) อาจจะทำก่อนที่จะทำการตัดเนื้อออกตรวจ การทดสอบชิลเลอร์ขึ้นกับปฏิกิริยาระหว่างไอโอดีนกับ กลัยโคเจน เยื่อบุช่องคลอดที่มีกลัยโคเจนจะติดสีไอโอดีนเห็นเป็นสีน้ำตาลเข้มเรียกว่า “ผลลบชิลเลอร์” (Schiller negative) หรือ “ผลบวกไอโอดีน” (iodine positive) เยื่อบุที่ไม่มีกลัยโคเจนจะไม่ติดสีไอโอดีนเรียกว่า “ผลบวกชิลเลอร์”(Schiller positive) หรือ “ผลลบไอโอดีน” (iodine negative) เยื่อบุสเควมัสปกติจะติดสีน้ำตาลของไอโอดีน เยื่อบุอื่น ๆ จะมีปฏิกิริยากับไอโอดีนต่าง ๆ กัน เยื่อบุที่ไม่มีกลัยโคเจนได้แก่
    • เยื่อบุคอลัมนาร์ รวมทั้งเยื่อบุที่กำลังแปรรูปซึ่งยังเป็นเซลล์อ่อนอยู่
    • เยื่อบุที่ติดเชื้อเอชพีวี
    • รอยโรคภายในเยื่อบุสเควมัส และมะเร็งปากมดลูก
  6. การตัดเนื้อออกตรวจ(punch biopsy)โดยใช้คอลโปสโคปช่วยชี้นำ ให้ตัดบริเวณที่ผิดปกติมากที่สุดของรอยโรคแต่ละบริเวณเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา และควรตัดให้ได้สโตรมาใต้เยื่อบุด้วยเพื่อประเมินการลุกลาม วิธีการตัดเนื้อออกตรวจให้ใช้ปลายคีมตัดเนื้อดันปากมดลูกตรงตำแหน่งที่จะตัดขึ้นไปจนไม่เลื่อนขึ้นไปอีกจึงทำการตัดโดยตัดเนื้อเยื่อให้ตั้งฉากกับผิวเยื่อบุเพื่อไม่ให้เกิดการตัดเฉียง ถ้ามีรอยโรคทั้งด้านบนและด้านล่างของปากมดลูกให้ทำการตัดที่ด้านล่างก่อนด้านบนเพื่อไม่ให้เลือดออกมาบังบริเวณที่จะตัด ถ้าเป็นไปได้ควรระบุตำแหน่งของเนื้อเยื่อที่ตัดออกมาหลายชิ้นและแยกส่งตรวจเพื่อนำผลการตรวจทางพยาธิวิทยามาสัมพันธ์กับสิ่งตรวจพบทางคอลโปสโคปจะได้เกิดการเรียนรู้และเพิ่มความชำนาญมากขึ้น
  7. การสุ่มตรวจภายในปากมดลูก(endocervical sampling) อาจจะตรวจโดยการขูดด้วยเครื่องขูดภายในปากมดลูก(endocervical curet)เพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา หรือใช้แปรงหมุนเก็บเซลล์ภายในปากมดลูก(endocervical brush) เพื่อตรวจทางเซลล์วิทยา บางท่านนิยมทำการสุ่มตรวจคอมดลูกทุกรายเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีรอยโรคอยู่ด้านใน เพราะการตรวจด้วยคอลโปสโคปมีขีดจำกัดคือไม่สามารถมองเห็นภายในปากมดลูก(endocervical canal)ได้
  8. การห้ามเลือดจากบริเวณที่ตัดเนื้อออกตรวจ โดยทั่วไปแล้วเลือดมักออกเพียงเล็กน้อย สามารถห้ามเลือดได้โดยการกดและประจุด้วยผ้ากอซยาว โผล่ปลายผ้ากอซออกมาด้านนอกเล็กน้อยเพื่อให้ผู้ป่วยดึงออกเอง เลือดมักจะหยุดภายใน 2 – 3 ชั่วโมง บางท่านอาจจะใช้แท่งซิลเวอร์ในเตรตหรือสารละลายมอนเซลจี้ห้ามเลือดแต่ต้องทำหลังจากการตัดเนื้อออกตรวจเสร็จแล้วมิฉะนั้นจะรบกวนการแปลผลทางพยาธิวิทยาได้(14) ในขณะจี้ห้ามเลือดต้องระวังไม่ให้สารละลายไหลย้อยมาที่ช่องคลอดเพราะจะระคายเคืองมาก ถ้ามีต้องเช็ดออกให้หมดก่อนเอาเครื่องถ่างตรวจช่องคลอดออก
  9. การตรวจผนังช่องคลอดให้สังเกตดูผนังช่องคลอดในขณะที่ถอยเครื่องถ่างตรวจช่องคลอดออก อาจใช้ตะขอเกี่ยวผนังช่องคลอดช่วยตรวจบริเวณรอยย่น การใช้สารละลายชิลเลอร์ป้ายผนังช่องคลอดจะช่วยให้การตรวจหาสิ่งผิดปกติง่ายขึ้น
  10. การตรวจอวัยวะเพศภายนอกอาจใช้สารละลายกรดอะเซติกร้อยละ 3 ชโลมบาง ๆ เพื่อตรวจการเปลี่ยนแปลงของผิวเยื่อบุ ถ้าพบบริเวณที่สงสัยให้ทำการตัดเนื้อออกตรวจหลังจากฉีดยาชาเฉพาะที่เพื่อระงับปวด
  11. การตรวจสองมือและการตรวจทางทวารหนัก ควรทำการตรวจภายในหลังจากเสร็จสิ้นการตรวจด้วยคอลโปสโคปแล้วทุกราย ผู้ป่วยบางรายมีผลการตรวจด้วยคอลโปสโคปปกติ แต่มีก้อนมะเร็งที่คลำได้อยู่ที่คอมดลูกด้านใน ผู้ป่วยที่จะทำการสืบค้นต่อโดยการตัดปากมดลูกด้วยห่วงไฟฟ้าหรือการตัดปากมดลูกออกเป็นรูปกรวยควรจะทำการตรวจภายในและตรวจทางทวารหนักเพื่อประเมินเนื้อเยื่อข้างมดลูกหรือพารามีเทรียมไว้ก่อน เพราะหลังการทำผ่าตัดดังกล่าวอาจมีปฏิกิริยาอักเสบของเนื้อเยื่อใกล้เคียงทำให้เนื้อเยื่อตึงขึ้น การกำหนดระยะของมะเร็งยากขึ้น

ระยะเวลาที่ทำการตรวจด้วยคอลโปสโคปโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 3 – 5 นาที ผู้ที่ชำนาญแล้วจะใช้เวลาไม่เกิน 3 นาที อาจใช้เวลาอีก 2 – 3 นาที สำหรับการตัดเนื้อออกตรวจและการห้ามเลือด ผู้ที่เริ่มฝึกหัดการตรวจอาจจะใช้เวลานานขึ้นเล็กน้อย ถ้าเรียนรู้วิธีการใช้กล้อง การแปลผล และทำการตรวจเป็นประจำแล้วจะใช้เวลาตรวจน้อยลงและความชำนาญจะค่อย ๆ มากขึ้น ความแม่นยำของการตรวจด้วยคอลโปสโคปขึ้นกับประสบการณ์และความชำนาญของผู้ตรวจ จากการศึกษาแบบ meta – analysis พบว่าการตรวจด้วยคอลโปสโคปมีความไวในการวินิจฉัยรอยโรคภายในเยื่อบุสเควมัสมากกว่าร้อยละ 90 แต่ความจำเพาะค่อนข้างต่ำไม่เกินร้อยละ 40(15) ความไวของการตรวจที่สูงมากนี้เป็นรายงานของผู้ที่มีความชำนาญในการตรวจดังกล่าวแล้ว แพทย์ที่เริ่มฝึกฝนการตรวจด้วยคอลโปสโคปจึงต้องแปลผลด้วยความระมัดระวังด้วย แต่อย่างน้อยที่สุดภายหลังการตรวจแล้วแพทย์ผู้ทำต้องสามารถให้การวินิจฉัยพื้นฐานทางคอลโปสโคปได้ 1 ใน 4 ประการต่อไปนี้คือ

  1. เยื่อบุปกติ (normal epithelium)
  2. รอยโรคภายในเยื่อบุขั้นต่ำ (low-grade lesions)
  3. รอยโรคภายในเยื่อบุขั้นสูง (high-grade lesions)
  4. มะเร็งระยะลุกลาม (invasive carcinoma)

ดังนั้นการตรวจหารอยโรคของปากมดลูกด้วยคอลโปสโคปในสตรีที่มีผล Pap smear ผิดปกติ ผู้ตรวจต้องสามารถตอบคำถามพื้นฐาน 3 ข้อต่อไปนี้ให้ได้ คือ (แผนผังที่ 1)

  1. ผลการตรวจด้วยคอลโปสโคป สามารถเห็น transformation zone และ/หรือรอยโรคได้ทั้งหมดหรือไม่ หรืออีกนัยหนึ่งการตรวจน่าพึงพอใจหรือไม่(satisfactory or unsatisfactory colposcopy)
  2. ถ้าผลการตรวจน่าพึงพอใจแล้ว ปากมดลูกปกติหรือมีรอยโรค (normal or abnormal )
  3. ถ้ามีรอยโรค รอยโรคนั้นเป็นชนิดขั้นต่ำ ขั้นสูง หรือมะเร็ง (low-grade or high grade lesions or cancer)

 

แผนผังที่ 1. หลักการพื้นฐานของการตรวจด้วยคอลโปสโคป

การให้คำแนะนำหลังการตรวจ

ภายหลังการตรวจด้วยคอลโปสโคปผู้ป่วยสามารถทำงานได้ตามปกติ แนะนำให้ดึงผ้ากอซที่ใส่ประจุไว้ในช่องคลอดออกหลังการตรวจประมาณ 3 ชั่วโมง สังเกตเลือดออกทางช่องคลอด ภายหลังการตัดเนื้อออกตรวจอาจจะมีเลือดออกมาเล็กน้อยได้ประมาณ 1 – 3 วัน ถ้ามีเลือดออกมากผิดปกติให้กลับมาที่โรงพยาบาลทันทีเพื่อตรวจหาสาเหตุและทำการห้ามเลือด ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 2 สัปดาห์เพื่อป้องกันการตกเลือดและการติดเชื้อ ไม่ควรสวนล้างหรือใส่ผ้าอนามัยชนิดสอดในช่องคลอดในช่วง 7 วันแรกหลังการตรวจ และนัดมาฟังผลการตรวจชิ้นเนื้อเพื่อวางแผนการรักษาต่อไป

การบันทึกสิ่งตรวจพบทางคอลโปสโคป

การวินิจฉัยพยาธิสภาพบนปากมดลูกจากการตรวจด้วยคอลโปสโคปต้องสังเกตลักษณะต่าง ๆ ดังต่อไปนี้คือ(3 – 10)

  1. ลักษณะและระยะห่างของเส้นเลือด(vasculature & intercapillary distance)
  2. ลักษณะผิวเยื่อบุ(surface contour) เรียบหรือขรุขระ
  3. ความขาว(color tone)หลังจากชโลมด้วยกรดอะเซติก
  4. ความคมชัดของรอยต่อระหว่างรอยโรคกับเยื่อบุใกล้เคียง(clarity of demarcation)

ลักษณะของเส้นเลือดในเยื่อบุสเควมัสปกติมีอยู่ 2 ชนิดคือ ชนิดที่เรียงตัวเหมือนตาข่าย และชนิดที่เรียงตัวเหมือนปิ่นปักผม มีแขนงเส้นเลือดวิ่งขึ้นวิ่งลง ถ้าเยื่อบุผิวปากมดลูกบางจะเห็นเส้นเลือดฝอยเหล่านี้เรียงตัวเหมือนตาข่ายชัดเจน เส้นเลือดที่เรียงตัวเหมือนห่วงถ้าเยื่อบุผิวโปร่งแสงและมุมมองเหมาะสมก็จะเห็นห่วงเส้นเลือดฝอยได้ทั้งหมด บางครั้งจะเห็นเฉพาะส่วนสันของห่วงเท่านั้น ดูคล้ายจุดเส้นเลือดแดงแต่ลักษณะจะปกติกว่า ละเอียดและสม่ำเสมอกว่า

ถ้ามีการอักเสบจากการติดเชื้อTrichomonas ที่ปากมดลูกเส้นเลือดที่เรียงตัวเหมือนปิ่นปักผมอาจจะขึ้นมาใน stromal papillae ของเยื่อบุสเควมัส เห็นสันของห่วงเส้นเลือด 2 อันหรือมากกว่า ดูคล้ายส้อม เขากวาง หรือดอกจิก บางครั้งอาจพบได้ในบริเวณที่มีรอยโรคภายในเยื่อบุสเควมัส

ลักษณะเส้นเลือดของรอยโรคภายในเยื่อบุสเควมัสและมะเร็งปากมดลูกที่พบได้บ่อยคือ punctation, mosaic และ atypical vessels เส้นเลือดที่ผิดปกติเหล่านี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในรอยโรคสีขาวที่มีพยาธิสภาพ สำหรับ punctation แบ่งความรุนแรงออกเป็น 2 ชนิดคือ

  1. Fine punctation เส้นเลือดมีขนาดเล็กกว่า อยู่ใกล้ ๆ กัน และมีระยะห่างสม่ำเสมอกว่า
  2. Coarse punctation เส้นเลือดมีขนาดใหญ่กว่า สีแดงเข้มกว่า ระยะห่างระหว่างเส้นเลือดมากกว่า แต่ละจุดอยู่ห่างไม่เท่ากัน ไม่สม่ำเสมอ เส้นเลือดยกนูนขึ้นจากผิวเยื่อบุหรืออยู่ใกล้ผิวเยื่อบุมากกว่าจึงเห็นได้ง่ายกว่าและชัดเจนกว่า เยื่อบุรอบเส้นเลือดมีความขาวมากกว่าเยื่อบุที่อยู่รอบ fine punctation

ลักษณะของเส้นเลือดอีกชนิดหนึ่งคือ “mosaic” เป็นเส้นเลือดฝอยที่เรียงตัวเป็นแถวในแนวตั้งและแนวระนาบขนานกับผิวเยื่อบุ แบ่งรอยโรคหรือเยื่อบุสีขาวออกเป็นกลุ่ม ๆ คล้ายกระเบื้องหรือรังผึ้ง รูปร่างของ mosaic อาจจะเล็ก ใหญ่ กลมหรือหลายเหลี่ยม สม่ำเสมอหรือสะเปะสะปะ เส้นเลือดอาจจะละเอียด โค้ง หรือหยาบและหักงอมาก mosaic ส่วนใหญ่จะอยู่ในรอยโรคสีขาวที่มีขอบเขตชัดเจน อาจจะพบร่วมกับ punctation ภายในเขตเซลล์แปรรูปผิดปกติ แบ่งความรุนแรงของ mosaic ออกเป็น 2 ชนิดคือ

  1. Fine mosaic เส้นเลือดมีขนาดเล็กกว่า สีจางกว่า มีรูปร่าง ขนาดของ mosaic และการเรียงตัวสม่ำเสมอ เยื่อบุที่อยู่ใน mosaic มีความขาวน้อยกว่า
  2. Coarse mosaic เส้นเลือดมีขนาดใหญ่กว่า สีแดงเข้มกว่า ขนาดของ mosaic ใหญ่กว่า ระยะห่างระหว่างเส้นเลือดมากกว่า ขนาดของ mosaic ไม่เท่ากัน เส้นเลือดมักยกนูนขึ้นจากผิวเยื่อบุหรืออยู่ใกล้ผิวเยื่อบุ เยื่อบุที่อยู่ใน mosaic มีความขาวมากกว่าเยื่อบุของ fine mosaic

ถ้าขนาด ลักษณะ และการเรียงตัวของเส้นเลือดที่ผิดปกติไม่เหมือนดังที่กล่าวข้างต้นจะเรียกว่า “atypical vessels” ซึ่งหมายถึงเส้นเลือดที่มีความผิดปกติอย่างมากในแง่ของขนาด รูปร่างและการเรียงตัว โดยเส้นเลือดจะมีขนาดใหญ่ขึ้น มีลักษณะแปลก ๆ แตกแขนงไม่สม่ำเสมอไร้ทิศทางแน่นอน แขนงของเส้นเลือดที่แตกออกแทนที่จะมีขนาดเล็กลงกลับมีขนาดใหญ่กว่าเส้นเลือดเดิม ทิศทางการแตกแขนงไม่เหมือนเส้นเลือดปกติซึ่งจะแตกออกเป็นมุมแหลมเหมือนกิ่งไม้ แต่กลับวกย้อนหลังหมุนกลับหรือหักงอ เส้นเลือดที่ขยายใหญ่อาจจะวิ่งอยู่เป็นระยะทางยาวกว่าจะแตกแขนง เส้นเลือดมักยกนูนขึ้นวิ่งขนานกับผิวเยื่อบุ เส้นเลือดจะอยู่ห่างกันมากกว่าเส้นเลือดของเยื่อบุสเควมัสปกติ เยื่อบุที่อยู่ระหว่างเส้นเลือดนั้นคือ กลุ่มเซลล์มะเร็ง

ลักษณะผิวหรือโครงร่างของเยื่อบุสเควมัสปกติจะเรียบ ในขณะที่โครงร่างของเยื่อบุคอลัมนาร์จะโป่งยื่นออกมาคล้ายนิ้วมือหรือพวงองุ่น ผิวของ carcinoma in situ (CIS) และมะเร็งระยะลุกลามเริ่มแรก มักจะขรุขระและยกนูนขึ้นจากเยื่อบุปกติข้างเคียง แต่ถ้าเป็นมะเร็งระยะลุกลามชัดเจนลักษณะผิวจะคล้ายติ่งเนื้อตะปุ่มตะป่ำหรือมีรูปร่างของก้อนมะเร็งแบบงอกขึ้นจากผิวหรือแบบแผลลึก

ความขาวหรือความทึบของเยื่อบุหลังขากชโลมด้วยกรดอะเซติก บ่งบอกถึงความรุนแรงของรอยโรค การเปรียบเทียบความขาวอาจเปรียบเทียบกับเยื่อบุเมือกปกติ ซึ่งจะเปรียบเทียบได้ง่าย เยื่อบุของรอยโรคขั้นสูงจะมีความขาวหรือความทึบมากกว่าเยื่อบุของรอยโรคขั้นต่ำและทึบกว่าเยื่อบุสเควมัสปกติมาก เยื่อบุของมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลามจะมีสีขาวเป็นมันเหมือนเจลาติน

ขอบเขตระหว่างรอยโรคกับเยื่อบุปกติใกล้เคียงมักจะคมชัดและนูนขึ้นหรือหนากว่าเยื่อบุใกล้เคียง ขอบของรอยโรคบางครั้งอาจจะม้วนขึ้นหรือหลุดออก รอยต่อระหว่างรอยโรคขั้นสูงกับเยื่อบุสเควมัสปกติจะคมชัดแยกขอบเขตได้ชัดเจน แต่รอยต่อระหว่างเยื่อบุสเควมัสปกติกับรอยโรคจากการอักเสบหรือรอยโรคขั้นต่ำจะพร่ามัวไม่ค่อยชัด บริเวณรอยต่อระหว่างเยื่อบุสเควมัสปกติกับเยื่อบุคอลัมนาร์ปกติจะคมชัดเหมือนกัน

การบันทึกสิ่งตรวจพบทางคอลโปสโคป และนำมาสัมพันธ์กับผลการตรวจทางเซลล์วิทยาและทางพยาธิวิทยา จะมีประโยชน์อย่างมากในการวิเคราะห์ลักษณะรอยโรคทางคอลโปสโคป ถ้าไม่สามารถถ่ายภาพปากมดลูกทั้งหมดโดยเฉพาะบริเวณที่มีพยาธิสภาพด้วยกล้องถ่ายรูปทางคอลโปสโคปได้ แพทย์ส่วนใหญ่นิยมบรรยายสิ่งตรวจพบด้วยการวาดภาพ โดยการใช้วงกลมแทนปากมดลูก มีวงรีแนวนอนเล็ก ๆ ตรงกลางแทนรูปากมดลูก แล้ววาดสิ่งตรวจพบและเขียนตัวย่อของคำบรรยายลงในนั้น เช่น P หมายถึง punctation, M หมายถึง mosaic และ AV หมายถึง atypical vessels เป็นต้น

การบันทึกความรุนแรงของรอยโรค ขอบเขต ขนาด และตำแหน่งไว้ จะมีประโยชน์อย่างมากต่อการรักษาและการติดตามผลการรักษาด้วยคอลโปสโคปโดยเฉพาะถ้าจะทำการรักษาแบบอนุรักษ์ เช่น การจี้ด้วยเลเซอร์หรือความเย็น ซึ่งต้องทำลายรอยโรคออกให้หมดเพื่อไม่ให้กลับเป็นซ้ำในภายหลัง

การบรรยายสิ่งตรวจพบทางคอลโปสโคปที่ดีที่สุดคือ การถ่ายภาพ ซึ่งควรถ่ายอย่างน้อย 4 ภาพคือ ภาพก่อนและหลังชโลมด้วยกรดอะเซติก ภาพเมื่อถ่างขยายรูปปากมดลูก และภาพหลังจากชโลมด้วยสารละลายไอโอดีน สิ่งตรวจพบแบบเดียวกันอาจจะมีพยาธิสภาพแตกต่างกัน ในทำนองเดียวกันพยาธิสภาพแบบเดียวกันก็อาจมีสิ่งตรวจพบทางคอลโปสโคปแตกต่างกันได้ สหพันธ์คอลโปสโคปีและพยาธิวิทยาของปากมดลูกนานาชาติ( International Federation of Cervical Pathology and Colposcopy ,IFCPC)ได้บัญญัติศัพท์วิทยาของสิ่งตรวจพบทางคอลโปสโคป และแนะนำให้ใช้สำหรับการวินิจฉัยทางคลินิก การรักษา และการวิจัยเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก โดยแบ่งสิ่งตรวจพบออกเป็น 5 กลุ่มดังนี้ (16)

  1. สิ่งตรวจพบปกติทางคอลโปสโคป(normal colposcopic findings)
    • เยื่อบุสเควมัสเดิม(original squamous epithelium)
    • เยื่อบุคอลัมนาร์(columnar epithelium)
    • เขตเซลล์แปรรูปปกติ (normal transformation zone)
  2. สิ่งตรวจพบผิดปกติทางคอลโปสโคป(abnormal colposcopic findings)
    • เยื่อบุสีขาวแบบเรียบจากกรดอะเซติก(flat acetowhite epithelium)
    • เยื่อบุสีขาวแบบหนาจากกรดอะเซติก*(dense acetowhite epithelium)
    • เส้นเลือดเรียงตัวคล้ายกระเบื้องแบบละเอียด (fine mosaic) (รูปที่ 2)
    • เส้นเลือดเรียงตัวคล้ายกระเบื้องแบบหยาบ*(coarse mosaic) (รูปที่ 2)
    • เส้นเลือดเรียงตัวเป็นจุดแบบละเอียด (fine punctation) (รูปที่ 3)
    • เส้นเลือดเรียงตัวเป็นจุดแบบหยาบ*(coarse punctation) (รูปที่ 3)
    • เยื่อบุติดสีไอโอดีนบางส่วน(iodine partial positivity)
    • เยื่อบุไม่ติดสีไอโอดีน*(iodine negativity)
    • เส้นเลือดผิดปกติรุนแรง*(atypical vessels) (รูปที่ 4)
  3. ลักษณะทางคอลโปสโคปส่อว่าเป็นมะเร็งระยะลุกลาม (colposcopic features suggestive of invasive carcinoma)
  4. การตรวจทางคอลโปสโคปไม่น่าพอใจ (unsatisfactory colposcopy)
    • ไม่เห็นรอยต่อระหว่างเยื่อบุสเควมัสกับเยื่อบุคอลัมนาร์
    • การอักเสบรุนแรง การฝ่อลีบรุนแรง การบาดเจ็บ(severe inflammation, atrophy,trauma)
    • ไม่เห็นปากมดลูก (cervix not visible)
  5. สิ่งตรวจพบอื่น ๆ(miscellaneous findings)
    • หูดหงอนไก่ (condylomata)
    • เยื่อบุหนาตัวสีขาว (keratosis)
    • เยื่อบุหลุดหาย (erosion)
    • การอักเสบ (inflammation)
    • การฝ่อลีบ (atrophy)
    • เดซิดูโอซิส (deciduosis)
    • ติ่งเนื้อ(polyps)

* = การเปลี่ยนแปลงหลัก (major changes)

เขตเซลล์แปรรูป (transformation zone) แบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ(16)

  1. Type 1 เขตเซลล์แปรรูปอยู่ที่ปากมดลูกด้านนอกและมองเห็นได้ทั้งหมด อาจจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ได้
  2. Type 2 เขตเซลล์แปรรูปบางส่วนอยู่ในคอมดลูกแต่มองเห็นได้ทั้งหมดและอาจจะมีบางส่วนอยู่ที่ปากมดลูกด้านนอก อาจจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ได้
  3. Type 3 เขตเซลล์แปรรูปอยู่ในคอมดลูกซึ่งมองเห็นได้ไม่หมด อาจจะมีบางส่วนอยู่ที่ปากมดลูกด้านนอก ซึ่งอาจจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ได้

ลักษณะทางคอลโปสโคปที่ส่อว่าเป็น transformation zone ได้แก่(16)

  1. เยื่อบุผิวเรียบมีเส้นเลือดละเอียดขนาดเท่า ๆ กัน
  2. เยื่อบุสีขาวบาง ๆ จาก กรดอะเซติก
  3. ไม่ติดสีไอโอดีนหรือติดสีบางส่วน

ลักษณะทางคอลโปสโคปที่ส่อว่าเป็นรอยโรคขั้นต่ำ(low-grade lesions)หรือการเปลี่ยนแปลงรอง(minor changes)ได้แก่(16)

  1. เยื่อบุผิวเรียบ ขอบด้านนอกไม่สม่ำเสมอ
  2. เยื่อบุสีขาวเล็กน้อยจาก acetic acid ปรากฎขึ้นช้าและหายไปเร็ว
  3. ติดสีไอโอดีนเป็นจุดเล็ก ๆ บางส่วน
  4. เส้นเลือดเรียงตัวเป็นจุดหรือกระเบื้องแบบละเอียด ( fine punctuation/mosaic)

ลักษณะทางคอลโปสโคปที่ส่อว่าเป็นรอยโรคขั้นสูง(high-grade lesions)หรือการเปลี่ยนแปลงหลัก(major changes)ได้แก่(16)

  1. เยื่อบุผิวเรียบทั่วไป ขอบด้านนอกคมชัด
  2. เยื่อบุสีขาวแบบหนาจากacetic acid ซึ่งปรากฏขึ้นเร็วและหายไปช้า อาจจะสีขาวเหมือนหอยนางรม
  3. เส้นเลือดเรียงตัวเป็นจุดแบบหยาบ(coarse punctuation)และเส้นเลือดเรียงตัวคล้ายกระเบื้องแบบไม่สม่ำเสมอและมีขนาดต่าง ๆ กัน(coarse mosaic)
  4. เยื่อบุสีขาวแบบหนาจากacetic acid ที่อยู่ภายในเยื่อบุคอลัมนาร์อาจจะเป็นรอยโรคของเยื่อบุต่อม

ลักษณะทางคอลโปสโคปที่ส่อว่าเป็นมะเร็งระยะลุกลาม(invasive cancer)ได้แก่(16)

  1. ผิวเยื่อบุขรุขระ เยื่อบุหลุดหาย (erosion)หรือเป็นแผลเปื่อย( ulcer)
  2. เยื่อบุสีขาวแบบทึบจากกรดอะเซติก(dense acetowhite epithelium)
  3. เส้นเลือดเรียงตัวเป็นจุดหรือกระเบื้องที่กว้างและไม่สม่ำเสมอ
  4. เส้นเลือดผิดปกติรุนแรง (atypical vessels)

 

 

ขีดจำกัดของการตรวจด้วยคอลโปสโคป

การตรวจด้วยคอลโปสโคปมีขีดจำกัดคือ

  1. ไม่สามารถตรวจภายใน endocervical canal ได้อย่างละเอียดโดยเฉพาะส่วนที่อยู่ลึกเข้าไปข้างใน
  2. ไม่สามารถตรวจรอยโรคก่อนมะเร็งของมะเร็งชนิด adenocarcinomaได้ โดยเฉพาะถ้ารอยโรคอยู่ใน endocervical canal

บทสรุป

การตรวจปากมดลูกด้วยคอลโปสโคปร่วมกับการตัดเนื้อออกตรวจทางพยาธิวิทยาเป็นการสืบค้นหาพยาธิสภาพในสตรีที่มีผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกผิดปกติ เพื่อที่จะให้การรักษาที่เหมาะสมก่อนที่รอยโรคจะคืบหน้าเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม ปัจจุบันการตรวจดังกล่าวมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกโดยการตรวจคัดกรองด้วย Pap smear สูตินรีแพทย์ ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการป้องกันมะเร็งปากมดลูกควรเข้ารับการฝึกอบรมเพิ่มเติมทำการฝึกฝนการตรวจด้วยคอลโปสโคปอย่างสม่ำเสมอและนำผลการตรวจมาสัมพันธ์กับผลการตรวจทางเซลล์วิทยาและผลการตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อที่จะได้มีความชำนาญในการทำหัตถการดังกล่าวมากขึ้น

บรรณานุกรม

1. Coppleson M, Pixley EC. Colposcopy of cervix. In : Coppleson M, Monaghan JM, Morrow CP, Tattersall MHN, editors.Gynecologic oncology, fundamental principles and clinical practice. 2nd ed. Edinburgh :

Churchill Livingstone ; 1992 : 297-302.

2. Burghardt E. Colposcopy cervical pathology, textbook and atlas. Stuttgart : Georg Thime Verlag ; 1984 : 1 – 248.

3. Ferris DG, Cox JT, O’Connor DM, Wright VC, Foerster J. Modern colposcopy : textbook and atlas. 2nd ed. Iowa: Kendall/Hunt Publishing; 2004: 144-249.

4. Campion MJ. Preinvasive disease. In : Berek JS, Hacker NF, editors. Berek & Hacher’s gynecologic oncology. 5th ed. Philadelphia : Wolters Kluwer ; 2010 : 294-307.

5. Sellors JW, Sankaranarayanan R. Colposcopy and treatment of cervical intraepithelial neoplasia : A beginners manual. Lyon : IARC ; 2003 1-94.

6. Kolstad P, Stafl A. Atlas of colposcopy. 3 rd ed. Baltimore : University Park Press ; 1982 : 1 – 160.

7. Burke L, Antonioli DA, Ducatman BS. Colposcopy text and atlas. Norwalk : Appleton & Lange ; 1991 : 1 – 174.

8. Ferris DG. The abnormal transformation zone. In : Ferris DG, editor. Comprehensive colposcopy. Washington, DC : American Society for Colposcopy and Cervical Pathology ; 1998 : 115 – 27.

9. Apgar BS, Rubin MM, Brotzman GL. Principles and technique of the colposcopic examination. In : Apgar BS, Brotzman GL, Spitzer M, editors. Colposcopy principles and practice. An integrated textbook and atlas. Philadelphia : W.B. Saunders ; 2002: 115 – 32.

10. จตุพล ศรีสมบูรณ์. การตรวจปากมดลูกด้วยกล้องขยาย. เชียงใหม่ : โครงการตำราคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ; 2542 : 1 – 135.

11. Koss LG. The Papanicolaou test for cervical cancer detection : a triumph and a tragedy. JAMA 1989 ; 261 : 737 – 43.

12. Young NA, Naryshkin S, Bowman RL. Value of repeat cervical smears at the time of colposcopic biopsy. Diagn Cytopathol 1993 ; 9 : 646 – 9.

13. Ployleumsaeng D, Srisomboon J, Phongnarisorn C, Suprasert P. The clinical benefit of a repeated Papanicolaou smear at the time of colposcopy. Chiang Mai Med Bull 1998 ; 37 : 1 – 5.

14. Spitzer M, Chernys AE. Monsel’s solution – induced artifact in the uterine cervix. Am J Obstet Gynecol 1996 ; 75 : 1204 – 7.

15. Mitchell MF, Schottenfeld D, Tortolero-Luna G, Cantor SB, Richards-Kortum R. Colposcopy for the diagnosis of squamous intraepithelial lesions : a meta – analysis. Obstet Gynecol 1998 ; 91 : 626 – 31.

16. Walker P, Dexeus S, De Palo G, Barrasso R, Campion M, Girardi F, et al. International terminology of colposcopy : an updated report from the International Federation for Cervical Pathology and Colposcopy. Obstet Gynecol 2003 ; 101 : 175 – 7.

 

Read More

Cesarean Control

แนวทางในการลดอัตราการผ่าตัดคลอดที่ไม่จำเป็น: RTCOG Recommendation

1.  ให้การศึกษาและความรู้ที่ถูกต้องแก่แพทย์และสาธารณชน

  • การศึกษาและความรู้ของแพทย์และชุมชนเกี่ยวกับผลประโยชน์ต่อมารดาและทารกในแง่ของการคลอดทางช่องคลอด
  • ทั้งแพทย์และผู้ป่วยควรมีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเลือกทางคลอด ว่าควรเป็นไปตามข้อบ่งชี้ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนว่าการผ่าตัดคลอดที่ไม่มีข้อบ่งชี้ไม่เหมาะสมในเชิงจริยธรรม
  • ใช้สื่อต่าง ๆ ทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเลือกทางคลอด สร้างค่านิยมที่ถูกต้อง

2. มาตรฐานการดูแลทางสูติศาสตร์ที่เหมาะสม

  • มีมาตรฐานการดูแลสตรีตั้งครรภ์ระยะคลอด เน้นการเฝ้าคลอดอย่างถูกต้อง และใช้ partograph หรือ labor curve ติดตามความก้าวหน้าในการคลอด และสุขภาพทารกในครรภ์
  • ผ่าตัดคลอดตามข้อบ่งชี้ที่มีเกณฑ์มาตรฐาน (clinical guidelines) เช่น ยึดแนวทางการวินิจฉัยเพื่อการผ่าตัดคลอดด้วยข้อบ่งชี้การดำเนินการคลอดล้มเหลว ทารกอยู่ในภาวะเครียด ทารกท่าก้น ตามแนวทางที่ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยแนะนำไว้ เป็นต้น
  • ชักนำการคลอดตามข้อบ่งชี้ที่เหมาะสม
  • การทดลองให้คลอดทางช่องคลอดในรายที่ได้รับการผ่าตัดคลอดมาก่อนในสถาบันที่มีความพร้อม

3. มีระบบการตรวจสอบทางเวชปฏิบัติ (Medical Audit)

  • มีผู้นำทางความคิด (opinion leader) ที่สนับสนุนนโยบายการควบคุมอัตราการผ่าตัดคลอดที่ไม่จำเป็น
  • มีการกำหนดเป้าหมาย  ระบบการติดตามและประเมินผลที่ชัดเจน และมีการนำเสนออย่างเป็นระบบ
  • มีการตรวจสอบอัตราการผ่าตัดคลอดโดยทีมงานแพทย์เป็นระยะ (periodic peer review)
  • มีการตรวจสอบการปฏิบัติงานในห้องคลอดอย่างเป็นทางการ เพื่อเพิ่มคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพในการดูแลสตรีตั้งครรภ์และทารก
  • มีการเปิดเผยอัตราการผ่าตัดคลอดของแพทย์เป็นระยะ ๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่น มีการรายงานและนำเสนอในรายงาน vital statistics ประจำปีของราชวิทยาลัยสูติแพทย์ฯ เป็นต้น

4. มาตรการอื่น ๆ

  • สนับสนุนให้มีนโยบายระดับชาติ หรือ national consensus หรือบรรจุไว้ในแผนพัฒนาระดับชาติ ในการควบคุมอัตราการผ่าตัดคลอดที่ไม่จำเป็น
  • สนับสนุนให้เป็นหนึ่งในตัวชี้กำหนด (determinant) ในการประกันคุณภาพโรงพยาบาล
  • ทุกสถาบันควรรายงานอัตราการผ่าตัดคลอดไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ (ร่วมกับสถิติสำคัญอื่น ๆ)
  • ปรับเปลี่ยนค่าตอบแทนแก่แพทย์และโรงพยาบาลเสียใหม่ ค่าตอบแทนแพทย์ในการดูแลการคลอดทางช่องคลอดควรสูงกว่าการผ่าตัดคลอด เพราะต้องใช้เวลาในการดูแลมากกว่ากันมาก ระบบประกันสังคมก็ไม่สนับสนุนให้จ่ายค่าผ่าตัดคลอดสูงกว่าการคลอดทางช่องคลอด เป็นต้น
  • ไม่รับผู้ป่วยพิเศษไว้ในการดูแลรักษามากเกินไป ซึ่งนำไปสู่การบริหารเวลาได้ยาก
Read More

Phytoestrogen

P้hytoestrogen

สายพิณ พงษธา


Phytoestrogen

คือ สารธรรมชาติที่ได้มาจากพืช ซึ่งมีโครงสร้างและการออกฤทธิ์คล้ายคลึง estradiol โดยเมื่อเข้าสู่ลำไส้แล้วจึงจะมีฤทธิ์ของ Estradiol ปรากฎขึ้นมา ปัจจุบันจึงกล่าวถึง phytoestrogen  อย่างกว้าง ขวาง    เนื่องจากโครงสร้างและการออกฤทธิ์ที่คล้าย estrogen ดังกล่าวการที่ได้รับสารอาหารธรรมชาติชนิดนี้ จึงน่าจะมีบทบาทในการรักษา อาการที่เกิดขึ้น ในช่วงวัยหมดระดู   รวมถึงการปกป้องการเกิดโรคหัวใจและ หลอดเลือดรวมถึงโรคกระดูกพรุน   นอกจากนั้นพบว่าประชากรที่มีวิถีชีวิตการกินอยู่ที่สัมพันธ์กับ phytoestrogen อย่างแนบแน่น เช่น กลุ่มที่รับประทานมังสวิรัติ , ประชากรในแถบเอเชียโดยเฉพาะญี่ปุ่น พบว่ามีอัตราการเกิดโรคหัวใจ และมะเร็งต่ำ

Phytoestrogen พบในพืช 3 ประเภทดังนี้

  • Legume : พืชชนิดที่เป็นฝัก เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลันเตา ถั่วลิสง ทองหลาง กระถิน
  • Cereal : พืชชนิดที่เป็นเมล็ด เช่น ข้าว , เมล็ดของต้น flax ซึ่งใช้ทำผ้าลินิน ( Flaxseed หรือ Linseed)
  • Grasses : พืชจำพวกหญ้า

ซึ่ง Phytoestrogen ประกอบด้วยสารสำคัญดังนี้

  • Isoflavones
  • Lignans
  • Coumestans
  • Resorcyclic acid lactones

        โดย   lignans และ isoflavones ออกฤทธิ์ทางชีววิทยาได้ทั้งในคนและสัตว์ ส่วน coumestans  และ resorcyclic acid lactones ออกฤทธิ์ได้เฉพาะในสัตว์เท่านั้น ดังนั้น phytoestrogen  ที่จะกล่าวถึงเป็นพิเศษนี้ก็คือ   isoflavones  และ lignans ซึ่งทั้งสองชนิดออกฤทธิ์แบบ   weak  estrogenic activity   แต่ในขณะเดียวกันก็มี   antiestrogenic  activity  ด้วย    หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Tamoxifen like activity

การออกฤทธิ์ Isoflavones และ Lignans
–  antiviral
–  antifungal
–  bacteriocidal
–  anticarcinogenic
Flavones
–  antioxidant
–  antimutagen
–  antihypertensive
–  antiinflammatory
–  antiproliferative
แหล่งที่พบ Isoflavones พบมากใน legume เช่น ถั่วเขียว ถั่วลันเตา แต่ที่พบอุดมสมบูรณ์ที่สุด คือ ถั่วเหลือง สารหลักที่ได้จาก isoflavones คือ genistein และ daidzein ดังรายละเอียดในตารางที่ 1
Lignans  พบมากใน cereal โดยเฉพาะ flaxseed แต่ก็สามารถพบได้ใน cereal อื่น ๆ   และพืชประเภทผักสารหลักที่ได้จาก lignans คือ enterolactone และ enterodiol ซึ่งได้แสดงรายละเอียดที่ได้จากแหล่งต่าง ๆ ดังตารางที่ 2.

ตารางที่ 1 แสดงปริมาณสารที่ได้จาก Isoflavones ในแหล่งอาหารต่าง ๆ

ชนิดอาหาร

Daidzein(mg/100g.)

Genistein(mg/100g.)

Glycetein (mg/100g.)

Total
(mg/100g.)

Roasted soybeans

56.3

86.9

19.3

162.5

Textured vegetable protein

47.3

70.7

20.2

138.2

Green soybean

54.6

72.9

7.9

135.4

Soyflour

22.6

81.0

8.8

112.4

Tempen

27.3

32.0

3.2

62.5

Tofu

14.6

16.2

2.9

33.7

Tofu yogurt

5.7

9.4

1.2

16.4

Soy hot dog

3.4

8.2

3.4

15.0

Soy noodle (dry)

0.9

3.7

3.9

8.5

เมื่อมาแยกดูแหล่งของ isoflavones ที่สำคัญที่สุด คือ ถั่วเหลืองและดูปริมาณของ   isoflavones ต่ออาหารเหล่านี้ปริมาณ 100 g ได้ค่าดังที่แสดง

Isoflavones (gm)

Soy flours

178- 305

Soy protein isolate

103- 145

Soy protein concentrate

21- 317

Soy drink

26- 31.3

        ประมาณกันไว้ว่าการได้รับผลิตภัณฑ์อาหารถั่วเหลืองนั้น ในคนญี่ปุ่นได้รับสูงสุดคือ เป็น isoflavones 200  mg/Day  ส่วนคนเอเชียอื่น ๆ ได้รับ 25-45 mg/Day  และประเทศทางตะวันตกได้รับน้อยกว่า   5 mg/Day

ตารางที่ 2 แสดงสารที่ได้จาก lignans ในแหล่งอาหารต่าง ๆ

ชนิดอาหาร

Enterodiol (mg/100g.)

Enterolactone (mg/100g.)

Total (mg/100g.)

Flaxseed meal

59.02

8.52

67.51

Flaxseed flour

40.86

11.82

52.68

Lentil ( ถั่วแขก)

1.00

0.78

1.78

Dried seaweed

0.98

0.16

0.14

Soybeans

0.17

0.69

0.86

Oat bran

0.39

0.26

0.65

Kidney bean

0.23

0.33

0.56

Wheat

0.08

0.41

0.46

Garlic

0.33

0.08

0.41

Squash ( แตง , น้ำเต้า)

0.11

0.27

0.38

Asparagus ( หน่อไม้ฝรั่ง)

0.24

0.14

0.38

Pears

0.07

0.11

0.18

Rye

0.09

0.07

0.16

Plums

0.10

0.05

0.15

Phytoestrogen และ hot flush

อุบัติการของ Hot flush ในแต่ละแห่งมีความแปรปรวนมาก ซึ่งทางเอเชียพบน้อยกว่าทางยุโรปมาก
โดยเฉพาะในสตรีญี่ปุ่น พบน้อยมากน่าจะมีบทบาทของอาหารที่มี phytoestrogen เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง   ฤทธิ์ของ estrogen  มีผลต่อความถี่และความรุนแรงของอาการ   vasomotor symptom และการที่เสริมอาหารแป้งถั่วเหลือง ( soy flour) และ flaxseed เข้าไปซึ่งจะให้ isoflavones  และ   lignans  ซึ่งจาก   pilot study  พบว่าทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของ vaginal epithelium ได้ หรือเมื่อมีการสังเคราะห์ phytoestrogen จาก zearalenone และ resorcyclic acid  lactone  ซึ่งมีฤทธิ์ estrogen เหมือนกับ conjugated  estrogen  สามารถใช้รักษา   hot flush, dyspareunia, vaginitis ได้ และแตกต่างจากการใช้ placebo

Phytoestrogen และโรคมะเร็ง

ประชากรในภูมิภาคเอเซียและยุโรปตะวันออก   พบการเกิด   CA breast,  CA colon,   CA prostate gland, CA corpus, CA ovary และรวมถึง coronary heart disease  น้อยกว่าทางประเทศแถบตะวันตกมาก ทางระบาดวิทยาพบว่า phytoestrogen มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการป้องกันภาวะเหล่านี้ในคนเอเซียโดย เฉพาะอย่างยิ่งการบริโภคถั่วเหลือง   รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากถั่วเหลือง เป็นประจำซึ่งเป็นแหล่งหลักของ   isoflavones คนญี่ปุ่นซึ่งรับประทานอาหารประเภทนี้มาก   พบว่าพบอุบัติการของมะเร็งที่สัมพันธ์กับ hormone น้อยที่สุด   ในขณะที่คนญี่ปุ่น ซึ่งอพยพออกจากประเทศแล้วดำเนินวิถีชีวิตแบบชาวตะวันตก พบว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

CA breast

คนญี่ปุ่นนอกจากจะพบ CA breast น้อยกว่าคนอังกฤษและอเมริกันแล้ว ยังพบว่ามีพยากรณ์โรคดี กว่าเนื่องจากพบในระยะไม่ลุกลามมากว่า และหากพบในระยะลุกลามก็พบว่ามีการกระจายไปต่อม น้ำเหลืองที่น้อยกว่าจึงมีอัตราการอยู่รอดมากกว่า
การศึกษาในสิงคโปร์พบว่าการรับประทานอาหารที่มีถั่วเหลืองมากจะช่วยลดความเสี่ยงของ   CA breast ในสตรีวัยก่อนหมดระดู โดยมี relative risk = 0.29
Allercreutz และคณะ พบว่าสตรีที่รับประทานมังสวิรัติและในภูมิภาคที่มี CA breast ต่ำ มีปริมาณของ lignans ในปัสสาวะมากกว่าในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง
การศึกษาในห้องทดลองสนับสนุนว่า phytoestrogen ยับยั้งการเจริญของ breast  cancer cell โดย enterolactone, enterodiol, synthetic mammalian lignan derivatives สามารถยับยั้งการเติบโตได้ 18-20%  และในขณะเดียวกัน ก็พบผลนี้เช่นกันทั้ง synthetic และ   natural flavonoid การศึกษายังพบอีกว่า phytoestrogen  นี้ไม่เพียงแต่ยับยั้งการเจริญเติบโตของ cell เท่านั้น แต่ยังทำลาย cell ให้ตายไปด้วย   ดังนั้นจึงมีบทบาทต่อการป้องกัน    การเกิด CA breast ได้

CA Colon

อุบัติการของ CA colon ก็พบแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคเช่นกัน เช่น ในคนญี่ปุ่นที่อาศัยใน ประเทศญี่ปุ่น พบ 8.1/100,000 คน (ผู้หญิง) 6.7/100,000 คน (ผู้ชาย) แต่ชายญี่ปุ่นที่อาศัยในฮาวาย กลับพบว่ามีอุบัติการมากกว่า ดังนี้
19.1/100,000 คนในปี 1962-1965 และเพิ่มเป็น 34.2/100,000 คนในปี ซึ่งสะท้อนว่า อาหารมีบทบาทต่อการเกิดโรคหรือป้องกันโรค ไม่ได้หมายความเฉพาะอาหารที่มีกากใย ( fiber) เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง phytoestrogen ด้วย      ปัจจุบันค้นพบแล้วว่า estradiol, progesterone, DHT receptors อธิบายถึง   primary colon  cancer ได้โดย estradiol ช่วยยับยั้งการเจริญของ colon cancer cell  ได้ 15-30 % ใน cell line culture
การศึกษาในห้องทดลองโดยใช้ biochanin A, genistein และ isoflavones สามารถยับยั้งการเจริญของ colon cancer cell ได้เช่นกัน
อาหารถั่วเหลืองสามารถช่วยป้องกันการเกิด CA colon ได้   โดยทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของ estrogen  level และ bile acid concentration ในลำไส้   รวมถึงการมีระดับความเข้มข้นที่สูงขึ้นของ fiber, soy และ phytoestrogen

Phytoestrogen และ Osteoporosis

ปัจจัยที่มีผลต่อการแข็งแรงของกระดูกมีหลายประการ เช่น รูปร่าง , เชื้อชาติ , เพศ , การออกกำลังกาย และอาหาร ซึ่งอาหารที่มีบทบาทสำคัญคือ calcium และ phytoestrogen   คนเอเชียพบภาวะ osteoporosis น้อย และสตรีญี่ปุ่นพบ hip fracture น้อยกว่าคนผิวขาวซึ่งแสดงว่า phytoestrogen เป็นปัจจัยที่สำคัญมากประการหนึ่งในรูป
ของอาหารที่มีในชีวิตประจำวัน มีการศึกษาหลาย ๆ อันที่สนับสนุนผลในการป้องกันของ phytoestrogen นี้ เช่น Genistein ในขนาดต่ำ ๆ มีฤทธิ์เท่ากับ conjugated equine estrogen และสามารถป้องกัน osteoporosis ในหนูที่ถูกตัดรังไข่ออกทั้งสองข้าง   Ipriflavone ( ซึ่งให้ main metabolite คือ daidzein) ใช้ป้องกัน osteoporosis ในผู้ป่วยที่ได้รับ   GnRH agonist, รักษาเนื้อกระดูก รวมถึงเพิ่มเนื้อกระดูกได้   ในสตรีที่หมดระดูโดยขนาดที่ใช้คือ 600 mg/Day ของ Ipriflavone ซึ่งเท่ากับ 60 mg/Day ของ daidzein

Phytoestrogen และ Cardiovascular Disease

เป็นที่ทราบอย่างชัดเจนว่าโรคนี้เกี่ยวข้องกับ hormone เพศหญิง โดยในผู้หญิงช่วงก่อนหมดระดู พบโรคนี้น้อยกว่าผู้ชาย และจะเพิ่มอย่างชัดเจนเมื่อหมดระดู แต่เมื่อใช้ hormone  ทดแทนก็สามารถลดความเสี่ยง
การเกิดโรคนี้ได้ถึง   50 % โดยการออกฤทธิ์เป็นไปในหลายกลไก ดังนั้น   phytoestrogen  ที่ออกฤทธิ์เหมือน estrogen ซึ่งมีความสามารถเช่นเดียวกับการใช้ hormone ทดแทน
การรับประทานอาหารถั่วเหลืองมีหลักฐานว่าช่วยเปลี่ยนแปลงไขมันในร่างกายได้โดยช่วยลด   total cholesterol, LDL, triglyceride โดยมีการเปลี่ยนแปลงได้ถึง 60-70 %
ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดโรคหัวใจอีกประการหนึ่งคือ ระดับของ Lipoprotein (a)  ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ แต่ estrogen หรือ hormone เพศอื่น ๆ ก็สามารถช่วยลดระดับ lipoprotein (a) ได้ประมาณ   35 % ในขณะที่ยาที่ใช้รักษาเกี่ยวกับโรคหัวใจทั้งหลาย ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงค่านี้ได้   เนื่องจากโครงสร้างของ isoflavones ที่คล้าย estradiol และมีความสามารถในการจับ estrogen receptor ที่ดี ดังนั้นอาหารที่มี isoflavones จึงลดระดับของ lipoprotein (a) ได้

เอกสารอ้างอิง

  1. Knight DC, Eden JA. A review of the clinical effects of  phytoestrogens. Obstet Gynecol 1996; 87 : 897-904.
  2. Boulet MJ, Oddens BJ, Lehert P, Vemer HM, Visser A.   Climacteric  and menopause in seven south-east Asian countries. Maturitas 1994; 19:157-76.
  3. Kaldas R, Hughes Jnr CL. Reproductive and general metabolic effects  of phytoestrogens in mammals. Reprod Toxicol 1989; 3 : 81-9.
  4. Axelson M, Sjovall J, Gustafsson BE, Setchell KDR. Soya  –  A  dietary source  of  the  non-steroidal estrogen equol in man  and  animals.   J Endocrinol 1984; 102 : 49-56.
  5. Price KR, Fenwick GR. Naturally occurring estrogens in foods – A review. Food Addit Contam 1985;2 : 73-106.
  6. Adlercreutz H. Diet, breast cancer and sex hormone metabolism. Ann N  Y Acad Sci 1990; 595 :281-90.
  7. Wyman JG, Vanettan HD. Antibacterial activity of selected isoflavonoids. Phytopathology 1978; 68 : 583-9.
  8. MacRae WD, Hudson JB, Towers GHN. The antiviral  action  of  lignans. Planta Med 1989; 55 : 531-5
  9. Naim M, Gestetner B, Zilkah S, Birk Y, Bondi A. Soy  bean  isoflavones. Characterization,determination and antifungal activity. J  Agric  Food Chem 1974; 22 : 806-10.
  10. Hirano T, Oka K, Akiba M. Antipro ส iferative activity of  synthetic  and maturally  occurring flavonoids  on tumour cells  of  the  human  breast carcinoma cell line, ZR-75-1. Res Commun Chem Pathol pharmacol 1989;  64 : 69-78.
  11. Hartman PE , Shankel DM. Antimutagens and anticarcinogens : A survey  of putative interceptor molecules. Environ Mol Mutagen 1990; 15 : 145-82.
  12. Martin PM, Horwitz KB, Ryan DS, McGuire WL.  Phytoestrogen  interaction with  estrogen receptors in human breast cancer  cells.   Endocrinology 1978; 103 : 1860-7.
  13. Messina MJ, Persky V, Setchell KDR, Barnes S. Soy intake and cancer risk: A review of the in vitro and in vivo data. Nutr Cancer 1994; 21 : 113-31.
  14. Valente M, Bufalino L, Castiglione GN. Effects of 1-year treatment  with ipriflavone  on bone in postmenopausal women with low bone mass.  Calcif Tissue Int 1994; 54 : 377-80.
  15. Gambacciani M, Spinetti A, Piaggesi L. Ipriflavone prevents  the  bone mass   reduction  in  premeno-pausal  women  treated  with   gonadotropin hormone-releasing hormone agonists. Bone Miner 1994;6 : 19-26.
  16. Wilcox G, Wahlqvist ML, Burger HG, Medley G. O’estrogenic effects  of plant foods in postmenopausal women. BMJ 1990; 301 : 905-6.
  17. Nilsson K, Risberg B, Heimer G. The vaginal epithelium in the  postmenopause-cytology,  histology and pH as methods of assessment.   Maturitas 1995; 21 : 51-6.
  18. Rose DP, Boyer AP, Wynder EL. Internatinal comparison of mortality rates for  cancer  of the breast,ovary, prostate, and colon,  per  capita  fat consumption. Cancer 1986; 58 : 2363-71.
  19. Lee HP, Gourley L, Duffy SW. Dietary effects on breast cancer risk  in Singapore . Lancet 1991; 337:1197-200.
  20. Coward L, Barnes NC, Setchell KDR, Barnes S. The isoflavones  genistein and  daidzein in soy bean foods from American and Asain diets.  J  Agric Food Chem 1993; 41 : 1961-7.
  21. Adlercreutz  H,  Fotsis  T, Heikkinen R.   Excretion  of  the  lignans enterolactone  and enterodiol and of equol in omnivorous  and  vegetarian women and in women with breast cancer. Lancet 1982; 2 :1295-9.
  22. Cohen LA, Rose DP, Wynder EL. A rationale for dietary intervention  in postmenopausal breast cancer patients : An update. Nutr Cancer 1993;  19 : 1-10.
  23. Stemmerman GN, Catts A, Fukunaga FH, Horie A, Nomura AMY. Breast cancer in women of Japanese and Caucasian ancestry in Hawaii . Cancer 1985; 56 : 206-9.
  24. Nomura AMY, Le Marchand L, Kolonel LN, Hankin JH. The effect of  dietary fat  in  breast  cancer survival among Caucasian and  Japanese  women  in Hawaii . Breast Cancer Res treat 1991; 18 : 1355-415.
  25. Lointier P, Witdrisk DM, Boman BM. The effects of steroid hormones on  a human colon cancer cell line in vitro. Anticancer Res 1992; 12 : 1327-30.
  26. Sica V, Nola E, Contieri E. Estradiol and  progesterone  receptors  in malignant gastrointestinal tumours. Cancer Res 1984; 44 : 4670-4.
  27. Anderson JW, Johnstone BM, Cook-Newell ME. Meta-analysis of the  effects of soy protein intake on serum lipids. N Engl J Med 1995; 333 : 276-82.
  28. Stampfer MJ, Colditz GA. Estrogen replacement therapy and coronary heart disease : A quantitative assessment of the epidemiologic evidence.  Prev Med 1991; 20 : 47-63.
  29. Carroll KK. Review of clinical studies on cholesterol-lowering  response to soy protein. J Am Diet Assoc 1991; 91 : 820-7.
Read More