ยาที่ใช้ในการยับยั้งภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด

ยาที่ใช้ในการยับยั้งภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด
(Tocolytic drugs for Preterm labor)

เฟื่องลดา ทองประเสริฐ


ภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด (preterm labor) หมายถึง การเจ็บครรภ์ก่อนอายุครรภ์ครบ 37 สัปดาห์ โดยมีเกณฑ์การวินิจฉัยดังต่อไปนี้(1)

  1. มีการหดรัดตัวของมดลูกอย่างน้อย 4 ครั้งใน 20 นาที หรือ 8 ครั้งใน 60 นาที ร่วมกับมีการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูก
  2. ปากมดลูกเปิดมากกว่า 1 เซนติเมตร
  3. มีความบางตัวของปากมดลูกร้อยละ 80 หรือมากกว่า

การให้ยาเพื่อยับยั้งไม่ให้มดลูกหดรัดตัวเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลรักษาภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ซึ่งในปัจจุบันยังไม่พบว่ามียาตัวใดตัวหนึ่งที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด The American College of Obstetricians and Gynecologists (2007) ได้สรุปไว้ว่ายาที่ใช้ยับยั้งภาวะมดลูกหดรัดตัวไม่สามารถยืดอายุครรภ์ออกไปได้มากนัก แต่อาจช่วยยืดระยะเวลาการคลอดออกไปได้อย่างน้อย 48 ชั่วโมง ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวมีประโยชน์ในการส่งต่อสตรีตั้งครรภ์ไปยังโรงพยาบาลที่มีความพร้อมในการดูแลรักษาทารกคลอดก่อนกำหนด และได้ประโยชน์จากการให้ corticosteroids เพื่อกระตุ้นปอดทารก(2) ทั้งนี้ก่อนการให้ยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูกทุกครั้งจำเป็นต้องพิจารณาถึงข้อบ่งห้ามทั่วไป (general rules) ดังต่อไปนี้ คือ

  • ไม่มีโรคแทรกซ้อนทางสูติศาสตร์ (obstetric complication) เช่น antepartum hemorrhage, hypertensive disorder in pregnancy
  • ไม่มีภาวะติดเชื้อในถุงน้ำคร่ำ (chorioamnionitis)
  • ไม่มีภาวะ fetal distress
  • ทารกไม่มีความพิการแต่กำเนิด หรือภาวะอื่นที่ไม่ควรตั้งครรภ์ต่อ
  • มารดาไม่มีโรคแทรกซ้อนทางอายุรศาสตร์ที่มีข้อบ่งห้ามในการให้ยา หรือเป็นโรคที่ไม่ควรตั้งครรภ์ต่อ

ในเอกสารคำสอนนี้จะกล่าวถึงการใช้ยาเพื่อยับยั้งภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดที่มีใช้ในประเทศไทยจำนวน 4 กลุ่ม รวมถึงข้อบ่งห้าม การเฝ้าระวัง และอาการข้างเคียงที่พบได้บ่อย ดังต่อไปนี้

1.  กลุ่ม  Beta – adrenergic Receptor Agonists

ยาในกลุ่มนี้จะทำปฏิกิริยากับ beta-adrenergic receptors เพื่อลดระดับ ionized calcium ในเซลล์ และป้องกันไม่ให้เกิดการกระตุ้นโปรตีนที่ทำหน้าที่หดรัดตัวในเซลล์กล้ามเนื้อมดลูก ยาที่อยู่ในกลุ่มนี้ ได้แก่ Terbutaline, Salbutamol, Ritodrine ในประเทศไทยนิยมใช้ Terbutaline ในการยับยั้งการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดมากที่สุด ถึงแม้ว่า Ritodrine จะเป็นยาเพียงตัวเดียวที่ได้รับการยอมรับจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาให้ใช้ในสตรีตั้งครรภ์เพื่อยับยั้งการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด

การให้ยากลุ่ม beta-adrenergic agonists แบบฉีดเข้ากระแสเลือดเพื่อป้องกันการคลอดก่อนกำหนดได้รับการยืนยันว่าสามารถยืดระยะเวลาการคลอดออกไปได้นานอย่างน้อย 48 ชั่วโมง(3) แม้ว่าระยะเวลาดังกล่าวจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์มากนักในแง่ของอายุครรภ์ที่เพิ่มมากขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่อาจมีส่วนช่วยให้มีเวลาในการส่งต่อสตรีตั้งครรภ์ไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการดูแลทารกก่อนกำหนด หรือส่งผลดีต่อการกระตุ้นปอดทารกด้วย corticosteroids อย่างไรก็ตามการให้ยาในรูปแบบรับประทานไม่พบว่ามีประโยชน์ในการป้องกันการคลอดก่อนกำหนด(4)

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระมัดระวังในการให้ยากลุ่มนี้คือ pulmonary edema เนื่องจากเกิดภาวะน้ำเกินจากการคั่งของโซเดียมและน้ำหากได้รับยาต่อเนื่องกันนานๆ เช่นมากกว่า 24 ถึง 48 ชั่วโมงขึ้นไป หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย เช่น ภาวะครรภ์แฝด ได้รับยากลุ่ม corticosteroids ร่วมด้วย หรือได้รับสารน้ำในปริมาณมาก(5)

ตัวอย่างขนาดและวิธีการให้ยา Terbutaline (Bricanyl) (0.5 mg/amp)

  • loading dose ด้วย Bricanyl 0.25 mg (1/2 amp) IV stat แล้วตามด้วย
  • maintenance dose ด้วย Bricanyl 2.5 mg (5 amp) ผสมใน 5% D/W 500 ml (1 ml = 5 ug) และให้ 5% D/NSS หรือ LRS 1,000 ml IV drip 10 d/min เพื่อเปิดเส้นไว้
  • เริ่มให้ IV drip 10 ug/min (30 d/min) ปรับเพิ่มยาครั้งละ 5 ug/min (15 d/min) ทุก 10 นาที
  • จนถึง maximum dose คือ 25 ug/min (75 d/min) หรือเมื่อไม่มี uterine contraction
  • หากไม่มี contraction แล้วให้  maintenance dose rate เดิมต่ออีก 2 ชั่วโมง (หรือให้ต่ออีก 60 นาที แล้วลดครั้งละ 5 ug/min ทุก 30 นาทีจนถึงระดับน้อยที่สุดที่ทำให้ไม่มี contraction แล้ว maintain ต่อไว้อีก 8 ชั่วโมง) แล้วตามด้วย
  • Bricanyl 0.25 mg (1/2 amp) subcutaneous ทุก 4 ชั่วโมง อีก 6  ครั้ง (ควรให้ overlap กันเล็กน้อยระหว่าง IV drip กับการฉีด subcutaneous)

ข้อบ่งห้าม  ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาใน

  1. สตรีตั้งครรภ์ที่มีโรคหัวใจ (structural heart disease, cardiac ischemia, dysrhythmia)
  2. Hyperthyroidism
  3. เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ดี
  4. ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ดี
  5. Severe hypovolemia
  6. ครรภ์แฝดหรือครรภ์แฝดน้ำ

อาการข้างเคียง 

  1. อาการข้างเคียงในแม่ : มือสั่น (tremors), ใจสั่น (palpitations), ปวดศีรษะ, น้ำท่วมปอด (pulmonary edema), ชีพจรเต้นเร็ว (tachycardia), หัวใจเต้นผิดจังหวะ (arrhythmia),  ความดันโลหิตต่ำ (hypotension), metabolic problems เช่น hyperinsulinemia, hyperlacticemia, hypocalcemia
  2. อาการข้างเคียงในเด็ก : หัวใจเต้นเร็ว (tachycardia), น้ำตาลในเลือดสูงในครรภ์ (hyperglycemia) และน้ำตาลในเลือดต่ำหลังคลอด (hypoglycemia), ความดันโลหิตต่ำหลังคลอด (hypotension)

การเฝ้าระวัง

  1. Heart rate มากกว่า 140 ครั้งต่อนาที
  2. Hypotension (Ps ลดลงมากกว่าเดิม 20 mmHg, Pd ลดลงมากกว่าเดิม 10 mmHg)
  3. Pulmonary edema
  4. Fetal distress
  5. Progressive cervical change หรือยังมี contraction หลังจากให้ยาขนาดสูงสุด หรือให้ยาเป็นเวลานานมากกว่า 24 ชั่วโมง

2.   Magnesium sulfate

Magnesium sulfate มีบทบาทในการเป็น calcium antagonist เมื่อให้ยาในระดับความเข้มข้นมากพอจะสามารถเปลี่ยนแปลงการหดรัดตัวของเซลล์กล้ามเนื้อมดลูกได้ อย่างไรก็ตามมีการศึกษาเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมพบว่าประสิทธิภาพของ Magnesium sulfate ในการยับยั้งการหดรัดตัวของมดลูกไม่แตกต่างจากยาหลอก(6) แต่ในปัจจุบันสถาบันต่างๆ นิยมให้ Magnesium sulfate ในกลุ่มสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะ threatened preterm delivery ที่มีอายุครรภ์อยู่ในช่วง 24 ถึง 28 สัปดาห์ (หรือ 23 ถึง 32 สัปดาห์) เพื่อหวังผลในการป้องกันภาวะ cerebral palsy (neuroprotective effect) โดยให้ยาในขนาด 6-gm loading dose และตามด้วย 2-gm/hour infusion นานอย่างน้อย 12 ชั่วโมง โดยมีหลักฐานการศึกษายืนยันว่าทารกที่ได้รับ Magnesium sulfate จะลดโอกาสเกิด cerebral palsy ได้ร้อยละ 32 หรือสรุปได้ว่าการให้ Magnesium sulfate ในสตรีตั้งครรภ์จำนวน 63 รายจะสามารถป้องกัน cerebral palsy ได้ 1 ราย(7) จากการที่ Magnesium ทำหน้าที่ stabilize intracranial tone, ลด cerebral blood flow fluctuation, ลด reperfusion injury และยับยั้ง calcium-mediated intracellular damage(8)

ตัวอย่างขนาดและวิธีการให้ยา Magnesium sulfate

  1. 10% MgSO4 40 ml (4 กรัม) IV slowly ในเวลา 15-30 นาที ตามด้วย
  2. 50% MgSO4 IV drip ในอัตรา 2 gm/hr ขนาดของยาสูงสุดไม่เกิน 3.5 gm/hr ปรับขนาดเพิ่มหรือลดตาม clinical response (therapeutic level 4-7 mEq/L)
  3. ถ้า uterine contraction หยุดแล้วอาจให้เป็น Terbutaline (Bricanyl) ชนิดฉีด subcutaneous 0.25 mg (1/2 amp) ทุก 4 ชั่วโมง อีก 6 ครั้ง จนครบ 24  ชั่วโมง

ข้อบ่งห้าม

  1. ผู้ป่วยโรค myasthenia gravis
  2. ผู้ป่วยโรคหัวใจ
  3. ผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตผิดปกติ

อาการข้างเคียง

  1. อาการข้างเคียงในแม่ : ร้อนวูบวาบ (flushing), ปวดศีรษะ, กล้ามเนื้ออ่อนแรง (muscle weakness), คลื่นไส้อาเจียน, pulmonary edema, , ความดันโลหิตต่ำ
  2. อาการข้างเคียงในลูก : เซื่องซึมและอ่อนแรง (hypotonia), อาจกดการหายใจของทารก (respiratory depression), APGAR scores ต่ำตอนคลอด, ความดันโลหิตต่ำ

การเฝ้าระวัง ระหว่างให้ยาต้องระวังภาวะ magnesium toxicity โดย

  1. ตรวจ deep tendon reflex (ต้องไม่ absent)
  2. Respiratory rate (> 14 ครั้ง/นาที)
  3. Blood pressure (> 90/60 mmHg)
  4. Urine output (> 30 cc/hr)
  5. Magnesium level อยู่ในช่วง 4 – 7 mEq/L
  6. ควรมี 10% calcium gluconate ขนาด 1 กรัม ไว้แก้พิษของยา

3.  Calcium-channel blockers

ยากลุ่ม calcium-channel blockers ออกฤทธิ์ยับยั้งแคลเซียมไม่ให้ผ่านเข้าสู่ cell membrane ส่งผลให้ระดับความเข้มข้นของแคลเซียมใน cytoplasm ลดลง ช่วยยับยั้งการหดรัดตัวของเซลล์กล้ามเนื้อมดลูก จากการศึกษาเปรียบเทียบยาในกลุ่ม calcium-channel blockers โดยเฉพาะอย่างยิ่ง nifedipine กับยาในกลุ่ม beta-agonists พบว่า nifedipine ปลอดภัยกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่าในการยับยั้งการเจ็บครรภ์คลอด(9) ข้อควรระวังและต้องหลีกเลี่ยงคือ การใช้ nifedipine ร่วมกับ magnesium sulfate ในการยับยั้งการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด เนื่องจาก nifedipine จะเสริมฤทธิ์ neuromuscular blocking effects ของ magnesium ทำให้รบกวนการทำงานของระบบหายใจและไหลเวียนเลือดมากขึ้น ส่วนการให้ Nifedipine ในสตรีตั้งครรภ์ที่ความดันโลหิตปกติ (normotensive) พบว่าทำให้ความดันโลหิตลดต่ำลงได้ร้อยละ 17 แต่ไม่แสดงอาการทางคลินิก(10)

ตัวอย่างขนาดและวิธีการให้ยา Nifedipine

  • Nifedipine 10 mg oral ทุก 15 นาที 4 ครั้ง (ให้ยาได้ไม่เกิน 40 mg ใน 1 ชั่วโมงแรก)
  • หลังจากนั้นอีก 4 – 6 ชั่วโมง ให้ยา Nifedipine 20 mg oral ทุก 8 ชั่วโมง เป็นเวลา 48 – 72 ชั่วโมง (ขนาดยาสูงสุดไม่เกิน 120 mg/day)
  • หลังจากครบ 72 ชั่วโมง ให้ maintenance ด้วยยา Nifedipine 30 – 60 mg oral วันละครั้ง (ไม่ควรให้ยานานเกินกว่า 7 วัน)
  • หรือ ให้ maintenance ด้วยยา Nifedipine 30 – 60 mg oral วันละครั้ง หลังได้ loading dose ด้วย Nifedipine 10 mg oral ทุก 15 นาที 4 ครั้ง แล้วไม่มี contraction (ไม่ควรให้ยานานเกินกว่า 7 – 10 วัน)

ข้อบ่งห้าม

  1. ความดันโลหิตต่ำกว่า 90/60 mmHg
  2. โรคหัวใจ
  3. การทำงานของตับบกพร่อง
  4. ได้รับยาลดความดันโลหิตตัวอื่นร่วมด้วย หรือระมัดระวังในกรณีได้รับยา MgSO4

อาการข้างเคียง

  1. อาการข้างเคียงในแม่ : ร้อนวูบวาบ (flushing), ปวดศีรษะ, คลื่นไส้ (nausea), ความดันโลหิตต่ำ (hypotension), ใจสั่น (palpitations), หัวใจเต้นเร็ว (tachycardia)
  2. อาการข้างเคียงในลูก : พบน้อยมาก, อาจพบหัวใจเต้นเร็ว (tachycardia)

การเฝ้าระวัง

  • วัดความดันโลหิตทุก 15 นาทีหลังได้รับยาในช่วงแรก (loading dose)
  • หากความดันโลหิตลดลงต่ำกว่า 90/60 mmHg ให้หยุดยา และให้สารน้ำทางหลอดเลือดเพื่อปรับความดันโลหิตให้อยู่ในช่วงไม่ต่ำกว่า 90/60 mmHg
  • ถ้าผู้ป่วยได้รับ MgSO4 ร่วมด้วย ให้สังเกตการหายใจอย่างใกล้ชิดและระมัดระวังการกดการหายใจจาก Respiratory muscle paralysis

4.   Prostaglandin inhibitors

ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์ต้าน prostaglandins โดยอาจยับยั้งการสังเคราะห์หรือยับยั้งการออกฤทธิ์ที่อวัยวะเป้าหมาย ส่งผลต่อการหดรัดตัวของมดลูกซึ่งมี prostaglandins เป็นส่วนร่วมในกระบวนการเจ็บครรภ์คลอด ยาในกลุ่มนี้ที่ทำหน้าที่ยับยั้งการเปลี่ยน arachidonic acid ไปเป็น prostaglandins ได้แก่ acetylsalicylate และ indomethacin ข้อควรระวังในการใช้ยากลุ่มนี้ได้แก่ ผลข้างเคียงต่อทารกในครรภ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งทารกที่มีอายุครรภ์มากกว่า 32 สัปดาห์ขึ้นไป พบว่า indomethacin จะทำให้เกิดภาวะ ductus arteriosus constriction ได้ถึงร้อยละ 50 และพบทุกรายหากทารกมีอายุครรภ์มากกว่า 34 สัปดาห์ ในขณะที่ทารกที่มีอายุครรภ์น้อยกว่า 27 สัปดาห์จะพบภาวะแทรกซ้อนนี้น้อยมาก(11, 12) นอกจากนี้ indomethacin ยังทำให้ลดปริมาณ urine output ของทารก ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำคร่ำน้อยตามมา อย่างไรก็ตามน้ำคร่ำจะกลับมามีปริมาณปกติได้ภายหลังจากหยุดยา ส่วนภาวะแทรกซ้อนในทารกหลังคลอดที่ได้รับ indomethacin ภายใน 48 ชั่วโมงก่อนคลอดนั้น อาจพบภาวะ necrotizing enterocolitis (NEC), intraventricular hemorrhage (IVH) และ patent ductus arteriosus (PDA) ได้บ่อยขึ้น แต่จะพบภาวะดังกล่าวน้อยมากหากทารกคลอดหลังจากได้รับยามานานมากกว่า 7 วัน(13) ในแง่ของการยับยั้งภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด การศึกษาส่วนใหญ่พบว่า indomethacin มีประสิทธิภาพดีกว่ายาในกลุ่ม beta-adrenergic agonists อย่างไรก็ตามมีข้อขัดแย้งจากการศึกษาบางส่วนที่ไม่พบข้อแตกต่างของยาทั้งสองกลุ่มนี้ แต่เห็นตรงกันว่าข้อดีของการใช้ indomethacin ได้แก่ผลข้างเคียงในมารดาน้อยกว่าเมื่อเทียบกับยาในกลุ่ม beta-adrenergic agonists

ตัวอย่างขนาดและวิธีการให้ยา Indomethacin

  • Indomethacin 50 – 100 mg oral (หรือ rectal suppository) ตามด้วย
  • Indomethacin 25 – 50 mg oral ทุก 4 – 6 ชั่วโมง (ขนาดสูงสุดไม่เกิด 200 mg/day)
  • ไม่ควรให้ยานานเกิน 24 – 48 ชั่วโมง หากไม่สามารถ monitor ปริมาณน้ำคร่ำหรือภาวะ ductus arteriosus constriction ได้

ข้อบ่งห้าม  ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาใน

  1. ผู้ป่วยโรคหอบหืด
  2. ผู้ป่วยโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ
  3. ผู้ที่มีประวัติ GI bleeding
  4. ผู้ที่มีการทำงานของไตบกพร่อง
  5. การตั้งครรภ์ที่มีภาวะน้ำคร่ำน้อย
  6. ทารกที่มีความผิดปกติของหัวใจหรือไตพิการ
  7. อายุครรภ์มากกว่า 32 สัปดาห์ขึ้นไป

อาการข้างเคียง

  1. อาการข้างเคียงในแม่ : ปวดท้อง (abdominal discomfort), จุกเสียดลิ้นปี่ (dyspepsia), คลื่นไส้ (nausea), ปวดศีรษะ, เวียนศีรษะ (dizziness)
  2. อาการข้างเคียงในลูก : ปัสสาวะออกน้อย, น้ำคร่ำน้อย (oligohydramnios), ductus arteriosus ปิดในครรภ์, pulmonary hypertension, ทารกบวมน้ำ (hydrops), ทารกเสียชีวิตในครรภ์, necrotizing enterocolitis และ intraventricular hemorrhage ในทารกหลังคลอด

การเฝ้าระวัง

  • ตรวจวัดปริมาณน้ำคร่ำ หากพบว่าน้ำคร่ำลดลง ให้หยุดยา
  • ตรวจอัลตราซาวด์ดูหัวใจทารก ระวังภาวะ ductus arteriosus constriction
  • ตรวจสุขภาพทารก ระวังภาวะ fetal distress
  • ระวังภาวะ progression of labor หากพบว่าไม่สามารถยับยั้งการคลอดได้ ให้หยุดยาทันทีและแจ้งกุมารแพทย์ว่าได้รับยา indomethacin ก่อนคลอด

นอกเหนือจากการให้ยาเพื่อยับยั้งการหดรัดตัวของมดลูกแล้ว ควรให้การรักษาแบบประคับประคอง (supportive treatment) อื่นๆ ร่วมด้วย ได้แก่ การนอนพัก เนื่องจากการนอนช่วยลดแรงดันต่อปากมดลูก ซึ่งจะไปช่วยลดการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูก และการนอนในท่าตะแคงซ้ายจะลดการกดทับต่อ Inferior vena cava vein ซึ่งทำให้เลือดไปเลี้ยงมดลูกมากขึ้น แม้ว่าจากหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันจะไม่ทั้งสนับสนุนหรือไม่เห็นด้วยในการนอนพักต่อภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด(14) ส่วนการให้สารน้ำทางหลอดเลือดเพื่อช่วยทำให้เลือดไปยังมดลูกเพิ่มมากขึ้น ทำให้ลดการหดรัดตัวของมดลูกนั้น จากหลักฐานการศึกษาพบว่าไม่เปลี่ยนแปลงผลการดูแลรักษาภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดเมื่อใช้ร่วมกับการนอนพักและการรักษาอื่นๆ(15) นอกจากนี้ไม่ควรให้ยาระงับปวดและยานอนหลับ เช่น pethidine, morphine หรือ phenobarbital เพราะจะไม่ช่วยลดการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูกและยังอาจเกิดผลร้ายต่อเด็กที่คลอดก่อนกำหนดเพราะยามีฤทธิ์กดศูนย์การหายใจ โดยที่พบว่ายาเหล่านี้ไม่ได้ดีไปกว่าการให้นอนพักแต่อย่างใดเลย

Summary of tocolytic use for preterm labor

ยาที่ใช้ในการยับยั้งภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดสามารถป้องกันการคลอดได้ชั่วคราว ซึ่งในปัจจุบันยังไม่พบว่ามียาตัวหนึ่งตัวใดที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด นอกจากนี้ยังไม่พบประโยชน์จากการให้ maintenance tocolytic therapy การเลือกใช้ยาควรพิจารณาจากข้อบ่งห้าม ข้อควรระวัง และอาการไม่พึงประสงค์ของยาแต่ละตัว โดยเลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยยาส่วนมากที่ใช้เพื่อยับยั้งมดลูกไม่ให้หดรัดตัวจะสามารถยืดระยะเวลาการคลอดออกไปได้อย่างน้อย 48 ชั่วโมง ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวมีประโยชน์ในการส่งต่อสตรีตั้งครรภ์ไปยังโรงพยาบาลที่มีความพร้อมในการดูแลรักษาทารกคลอดก่อนกำหนด และได้ประโยชน์จากการให้ corticosteroids เพื่อกระตุ้นปอดทารก (ACOG 2007) ดังนั้นโดยทั่วไปแล้วหากให้ยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก จึงควรให้ corticosteroids ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งอายุครรภ์ที่เหมาะสมในการให้ยาแม้จะยังมีการถกเถียงกันอยู่ แต่ส่วนใหญ่มักไม่ให้ corticosteroids หลังอายุครรภ์ 33 – 34 สัปดาห์ (รายละเอียดอยู่ในเอกสารคำสอนเรื่องการใช้ corticosteroids เพื่อกระตุ้นปอดทารก) ดังนั้นการให้ยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูกจึงมักไม่ให้หลังช่วงอายุครรภ์ดังกล่าว

Recommended management of preterm labor

  1. ยืนยันภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดตามเกณฑ์การวินิจฉัยข้างต้น
  2. ในกรณีอายุครรภ์น้อยกว่า 34 สัปดาห์ ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนของมารดาและทารกที่ต้องให้คลอด
  • close observation
  • monitor uterine contraction และ FHS
  • ตรวจภายในเพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูกตามความจำเป็น
  • ให้ corticosteroids เพื่อกระตุ้น lung maturation
  • พิจารณาให้ magnesium sulfate นาน 12 – 24 ชั่วโมงเพื่อหวังผล fetal neuroprotection
  • ให้ยายับยั้งภาวะมดลูกหดรัดตัวหากยังไม่เข้าสู่ระยะ advanced labor
  1. ในกรณีอายุครรภ์ 34 สัปดาห์หรือมากกว่า
  • close observation
  • monitor uterine contraction และ FHS
  • ตรวจภายในเพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูกตามความจำเป็น
  1. ในกรณี active labor ให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกัน neonatal group B streptococcal infection

เอกสารอ้างอิง

  1. ACOG practice bulletin. Management of preterm labor. Number 43, May 2003. Int J Gynaecol Obstet. 2003 Jul;82(1):127-35.
  2. ACOG Committee Opinion number 419 October 2008 (replaces no. 291, November 2003). Use of progesterone to reduce preterm birth. Obstet Gynecol. 2008 Oct;112(4):963-5.
  3. Treatment of preterm labor with the beta-adrenergic agonist ritodrine. The Canadian Preterm Labor Investigators Group. N Engl J Med. 1992 Jul 30;327(5):308-12.
  4. Lewis R, Mercer BM, Salama M, Walsh MA, Sibai BM. Oral terbutaline after parenteral tocolysis: a randomized, double-blind, placebo-controlled trial. Am J Obstet Gynecol. 1996 Oct;175(4 Pt 1):834-7.
  5. Perry KG, Jr., Morrison JC, Rust OA, Sullivan CA, Martin RW, Naef RW, 3rd. Incidence of adverse cardiopulmonary effects with low-dose continuous terbutaline infusion. Am J Obstet Gynecol. 1995 Oct;173(4):1273-7.
  6. Cox SM, Sherman ML, Leveno KJ. Randomized investigation of magnesium sulfate for prevention of preterm birth. Am J Obstet Gynecol. 1990 Sep;163(3):767-72.
  7. Doyle LW, Crowther CA, Middleton P, Marret S, Rouse D. Magnesium sulphate for women at risk of preterm birth for neuroprotection of the fetus. Cochrane Database Syst Rev. 2009(1):CD004661.
  8. Marret S, Marpeau L, Benichou J. Benefit of magnesium sulfate given before very preterm birth to protect infant brain. Pediatrics. 2008 Jan;121(1):225-6.
  9. Keirse MJ. New perspectives for the effective treatment of preterm labor. Am J Obstet Gynecol. 1995 Aug;173(2):618-28.
  10. Luewan S, Mahathep R, Tongsong T. Hypotension in normotensive pregnant women treated with nifedipine as a tocolytic drug. Arch Gynecol Obstet.  Sep 16.
  11. Eronen M, Pesonen E, Kurki T, Ylikorkala O, Hallman M. The effects of indomethacin and a beta-sympathomimetic agent on the fetal ductus arteriosus during treatment of premature labor: a randomized double-blind study. Am J Obstet Gynecol. 1991 Jan;164(1 Pt 1):141-6.
  12. Moise KJ, Jr. Effect of advancing gestational age on the frequency of fetal ductal constriction in association with maternal indomethacin use. Am J Obstet Gynecol. 1993 May;168(5):1350-3.
  13. Norton ME. Teratogen update: fetal effects of indomethacin administration during pregnancy. Teratology. 1997 Oct;56(4):282-92.
  14. Sosa C, Althabe F, Belizan J, Bergel E. Bed rest in singleton pregnancies for preventing preterm birth. Cochrane Database Syst Rev. 2004(1):CD003581.
  15. Stan C, Boulvain M, Hirsbrunner-Amagbaly P, Pfister R. Hydration for treatment of preterm labour. Cochrane Database Syst Rev. 2002(2):CD003096.
Read More

วัยหมดระดู

วัยหมดระดู

Menopause 

ร.ศ. พ.ญ. สายพิณ พงษธา


Menopause มีรากศัพท์มาจาก “Men” (Month) และ “Pausis” (Cessation)   จึงหมายความถึง การสิ้นสุดของการมีระดู  มีนิยามศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับ menopause ดังนี้  :-

  1. Premenopause (วัยก่อนหมดระดู) : มีผู้ให้ความหมายที่แตกต่างกันมากดังเช่น ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มมีระดูครั้งแรก (menarche) จนถึงวัยหมดระดู (menopause) ซึ่งมีความหมายกว้างมาก ในขณะที่บางท่านให้คำจำกัดความที่แคบลง โดยหมายถึง ภาวะก่อนหมดระดูซึ่งยังมีระดูสม่ำเสมอ  บางครั้งระดูอาจมีการขาดหายไปแต่จะไม่เกิน 3 เดือน โดยภาวะนี้มักเริ่มเมื่ออายุประมาณ 40 ปี
  2. Perimenopause (วัยใกล้หมดระดู) : หมายถึง ระยะเวลาใกล้ ๆ หมดระดูและหลังหมดระดูใหม่ ๆ โดยเริ่มนับตั้งแต่ระดูมาไม่สม่ำเสมอโดยมีการขาดหายไปตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป จนสิ้นสุดการมีระดูอย่างถาวรเนื่องจากรังไข่เริ่มทำงานไม่ปกติจึงพบรอบเดือนที่ไม่มีการตกไข่ได้บ่อยในระยะนี้ โดยทั่วไปวัยใกล้หมดระดูมีระยะเวลาเฉลี่ย 4 ปี (2-8 ปี)
  3. Natural menopause (วัยหมดระดูตามธรรมชาติ) : หมายถึง การหมดระดูอย่างถาวรเนื่องจากสิ้นสุดการทำงานของรังไข่ โดยทั่วไปนิยมวินิจฉัยเมื่อมีการขาดระดูอย่างน้อย 12 เดือน    ดังนั้นการจะบอกว่าหมดระดูเมื่อไรนั้นจึงเป็นการบอกย้อนหลัง หลังจากขาดระดูแล้ว 12 เดือน  โดยอายุที่มีระดูครั้งสุดท้าย คือ อายุที่หมดระดู  ช่วงอายุที่หมดระดู คือ 45-55 ปี  หรือ median age 51.3 ปี
  4. Surgical menopause (วัยหมดระดูจากการผ่าตัด) : หมายถึง การที่หมดระดูอย่างถาวรเนื่องจากการผ่าตัดเอารังไข่ทั้งสองข้างออก
  5. Postmenopause (วัยหลังหมดระดู) : หมายถึง ภาวะหลังการหมดระดูอย่างถาวร ไม่ว่าจะโดยธรรมชาติ การผ่าตัด หรือสาเหตุอื่น ๆ เช่น รังสีรักษา  เคมีบำบัด  โรคออโตอิมมูน
  6. Climacteric (วัยเปลี่ยน) : เป็นคำที่มีความหมายครอบคลุมมากกว่า คือ เป็นช่วงระยะเวลาที่เปลี่ยนแปลงจากภาวะเจริญพันธุ์ไปสู่วัยหมดระดู โดยเริ่มตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงจากระดูปกติ ไปสู่การมีระดูไม่สม่ำเสมอจนเข้าสู่วัยหมดระดูไปจนถึงวัยหลังหมดระดู

 

ปัจจัยที่มีผลต่อการหมดระดู

ปัจจัยที่ทำให้หมดระดูเร็วขึ้น

  • การสูบบุหรี่ สัมพันธ์กับปริมาณและระยะเวลาที่สูบ โดยเฉลี่ยทำให้หมดระดูเร็วขึ้น 1.5 ปี(1)
  • ภาวะโภชนาการบกพร่อง
  • รูปร่างผอมบาง
  •  การผ่าตัดมดลูก (hysterectomy) ซึ่งรบกวนต่อปริมาณเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงรังไข่
  • พันธุกรรม เชื่อว่ามารดาและบุตรสาวมีอายุที่หมดระดูใกล้เคียงกัน สตรีที่หมดระดูก่อนอายุ 46 ปี พบมีประวัติการหมดระดูเร็วในครอบครัวเมื่อเปรียบเทียบกับสตรีทั่วไปมากเป็น 6 เท่า(2) แต่ปัจจัยข้อนี้ยังต้องรอการศึกษาที่ดีเพื่อยืนยันต่อไป เพราะส่วนใหญ่เป็นการศึกษาย้อนหลัง
  • อาศัยอยู่ในพื้นที่สูง

 

การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

            Inhibin สร้างมาจาก granulosa cell ของรังไข่ มีหน้าที่ยับยั้งการสร้าง FSH เนื่องจากการลดจำนวนและความชราภาพของ follicle(3)  ซึ่งเริ่มเกิดขึ้นเมื่ออายุประมาณ 35 ปี(4)  ส่งผลให้การสร้าง inhibin ลดลง   และลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงอายุ 45-49 ปี   ทำให้ระดับ FSH ในกระแสเลือดสูงขึ้น การสูงขึ้นในระยะแรก ๆ เช่น อายุ 40 ต้น ๆ กระตุ้นให้มีการเจริญเติบโตของ follicle เร็วขึ้น ซึ่งระยะนี้ follicle ยังตอบสนองได้  ดังนั้น follicular phase จึงสั้นลง(5)  ระดูมาบ่อยขึ้นเช่นจากเดิมทุก 28 วัน อาจเหลือเพียง 21-24 วัน ช่วงนี้ระดับเอสโตรเจนอาจยังไม่เปลี่ยนแปลงหรืออาจสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ระดับ LH ไม่เปลี่ยนแปลง   ในบางรายพบภาวะไม่ตกไข่ได้บ่อยขึ้น ระดูจึงไม่สม่ำเสมอ แต่เมื่อใดที่ follicle ไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้นของ FSH โดยสมบูรณ์ก็จะไม่มีการตกไข่เลย และระดับเอสโตรเจนในกระแสเลือดลดลงอย่างมาก เมื่อไม่มีการตกไข่ก็ไม่มีคอร์ปัสลูเตียม จึงไม่มีการสร้างโปรเจสโตโรน  ในที่สุดก็เกิดการขาดระดู และระดับ FSH, LH ในกระแสเลือดจึงสูงขึ้นมาก

            FSH และ LH ที่เพิ่มขึ้นเริ่มเกิดขึ้นประมาณ 5 ปีก่อนหมดระดู   ในวัยหมดระดู FSH เพิ่มขึ้น 10-20 เท่าและ LH เพิ่มขึ้น 3 เท่า เมื่อเทียบกับวัยเจริญพันธุ์ โดยระดับ FSH ขึ้นสูงสุดเมื่อหมดระดู 2-3 ปี ส่วน LH เมื่อ 1 ปี

 

ตารางที่ 1.    อาการในวัยใกล้หมดระดูและวัยหมดระดู  

ที่มา  :   ดัดแปลงจาก Nachtigall LE(6)

Changes in menstrual pattern  :

  • Shorter cycles              most typical (2-7 days)
  • Longer cycle                possible
  • Irregular mense           possible

Changes in quality of bleeding  :

  • Usually heavier at first (due to anovualtory cycles) then lighter
  • Spotting may immediately proceeded menses
  • Heavy, prolonged or intermenstrual bleeding (not normal in
  • perimenopause)  consider an endometrial biopsy

 Vasomotor instability  :

  • Hot flushes
  • Night sweats
  • Sleep disturbance

Psychological / cognitive disturbances   :

  • Worsening PMS symptoms
  • Depression
  • Moody
  • Irritability
  • Loss of self confidence
  • Loss of energy
  • Poor concentration
  • Forgetfulness
  • Dizziness
  • Chest pressure
  • Shortness of breath
  • Palpitation
  • Headache
  • Insomnia
  • Disruption

Sexual difficulties   :

  • Decreased vaginal lubrication
  • Decreased libido
  • Dyspareunia
  • Vaginismus
  • Genital itching

Urinary symptoms   :

  • Loss of urine
  • Stress incontinence
  • Frequency
  •  Dysuria

Others  :

  • Numbness
  • Pins and needles sensation
  • Tiredness
  • Muscle / joint pain
  • Dry eyes
  • Dry skin

Long term sequelae   :

  • Osteoporosis
  • Coronary heart disease

 

การวินิจฉัยภาวะหมดระดู

อาการ :  วินิจฉัยเมื่อขาดระดูตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป(7)

ระดับฮอร์โมน  : ตรวจวัดระดับฮอร์โมนเมื่อไม่แน่ใจในอาการของสตรีที่มาพบแพทย์โดยยังไม่มีการขาดระดูนานถึง 12 เดือน หรือในสตรีที่เคยผ่าตัดมดลูกออกไปแล้ว   โดยแปลผลว่าหมดระดูเมื่อ :-

  • FSH > 40 mIU/ml (หรือ > 30 mIU/ml ในวันที่ 3 ของระดู)(8)
  • LH  > 25 mIU/ml
  • LH :FSH  < 0.7
  • E2  10-20 pg/ml

ในทางปฏิบัติการตรวจวัดเพียง FSH และ E2 ในกระแสเลือดก็เพียงพอในการวินิจฉัย เพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย (โดยการเปลี่ยนแปลงของ FSH ชัดเจนกว่า LH(2))

 

ข้อบ่งชี้ของการใช้ฮอร์โมนทดแทน

  1. รักษาอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น ความผิดปกติของระดู, อาการ vasomotor (ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมาก ปัญหาการนอน) การฝ่อบางของช่องคลอดและทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง รวมถึงอาการอื่น ๆ เช่น อาการทางจิตใจ  เหนื่อย  อ่อนเพลีย  ปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ
  2. ป้องกันหรือรักษาโรคกระดูกพรุน
  3.  รังไข่หยุดทำงานก่อนกำหนด (Premature ovarian failure) จากสาเหตุต่าง ๆ เช่น โรคออโตอินมูน (autoimmune disease เช่น SLE, autoimmune thyroid disease) ได้รับยาเคมีบำบัด หรือได้รับรังสีรักษาในอุ้งเชิงกรานเพื่อรักษามะเร็ง
  4. หมดระดูจากการผ่าตัดเอารังไข่ทั้งสองข้างออก (Surgical menopause)

 

 ตารางที่ 2   อาการข้างเคียงของฮอร์โมนทดแทน 

เอสโตรเจน โปรเจสติน
เจ็บคัดเต้านม หัวนม เจ็บคัดเต้านม หัวนม
คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด
หน้าเป็นฝ้า บวม
บวม สิว ผิวมัน หนังศีรษะมัน
น้ำหนักเพิ่ม อยากอาหารมากขึ้น
ปวดศีรษะ ปวดศีรษะ วิงเวียน
มีระดูหรือเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ง่วง อ่อนเพลีย
ระคายเคืองและผื่นคันทางผิวหนัง หงุดหงิด กังวล พักไม่ได้
ระดับ triglyceride ในกระแสเลือดเพิ่มสูงขึ้น ซึมเศร้า
ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ ก้าวร้าว
* เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว อารมณ์แปรปรวน
* มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก สมาธิไม่ดี หลงลืมง่าย
  ไขมันในกระแสเลือดเปลี่ยนแปลงในทางไม่ดี เช่น :- HDL Cholesterol ลดลง LDL Cholesterol เพิ่มขึ้น

*  ใช้เอสโตรเจนเพียงอย่างเดียว (unopposed estrogen)  ในสตรีที่มีมดลูกอยู่

 

ตารางที่  3  :  รูปแบบของฮอร์โมนทดแทน

เอสโตรเจน

 Route  Formulation
Oral Various estrogen – containing tablets
 Intramuscular Estradiol esters
Subcutaneous  Estradiol implants
Percutaneous Estradiol cream
Transdermal  Estradiol patch
 Intranasal  Estradiol spray
Sublingual  Estradiol tablet
 Vaginal Cream / tablet / silastic ring
  (CEE / estropipate / dinestrol / estradiol / estriol)   

โปรเจสติน

รูปแบบที่นิยม คือ oral แต่ในปัจจุบันมีรูปแบบใหม่เช่น patch, IUD (Progesterone และ levonorgestrel  releasing intrauterine device)

 

วิธีการให้ฮอร์โมนทดแทน

แบบออกฤทธิ์ไปทั่วร่างกาย (systemic treatment)

1. ให้เอสโตรเจนเพียงอย่างเดียว (unopposed estrogen)

     ใช้ในกรณีที่ไม่มีมดลูกแล้วซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องให้โปรเจสตินร่วมด้วย เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกอีกต่อไปอีก  ทั้งหลีกเลี่ยงการได้รับผลข้างเคียงจากโปรเจสติน ปัจจุบันนิยมให้เอสโตรเจนต่อเนื่องทุกวันโดยไม่มีวันหยุด มากกว่าการหยุดเป็นช่วง ๆ (เช่น 5-7 วัน/เดือน) เพราะไม่พบประโยชน์ใดจากการหยุด และทำให้สตรีบางรายมีอาการขาดฮอร์โมนในช่วงนี้ได้(9;10)

2. ให้เอสโตรเจนร่วมกับโปรเจสติน (estrogen combined with progestin)(9)

2.1    การให้โปรเจสตินเป็นรอบ ๆ (sequential regimen)

  • เอสโตรเจนเป็นรอบทุกเดือน + โปรเจสตินเป็นรอบทุกเดือน  :  เช่นให้เอสโตรเจน 21-25 วัน/เดือน  ร่วมกับให้โปรเจสติน 10-14 วัน/เดือน โดยมีระยะพัก 5-7 วัน ที่ไม่ได้รับฮอร์โมนเพื่อเลียนแบบธรรมชาติ  วิธีนี้ทำให้มีเลือดคล้ายระดูมาทุกเดือน
  • เอสโตรเจนต่อเนื่อง + โปรเจสตินเป็นรอบทุกเดือน :  ให้เอสโตรเจนต่อเนื่องทุกวันร่วมกับให้โปรเจสติน 10-14 วัน/เดือน เหมาะสำหรับสตรีที่มีอาการขาดฮอร์โมนในช่วงหยุดฮอร์โมนเอสโตรเจน  รวมทั้งสตรีทั่วไป  วิธีนี้ทำให้มีเลือดคล้ายระดูมาทุกเดือน
  • เอสโตรเจนต่อเนื่อง + โปรเจสตินทุก 3 เดือน   :   ให้เอสโตรเจนต่อเนื่องทุกวันร่วมกับโปรเจสติน 14 วัน ทุก 3 เดือน  วิธีนี้ทำให้มีเลือดคล้ายระดูมาทุก 3 เดือน  เหมาะสำหรับผู้ไม่ต้องการให้มีเลือดออกทุกเดือนหรือสตรีที่ต้องการหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงของโปรเจสติน

2.2    การให้เอสโตรเจนและโปรเจสตินแบบต่อเนื่อง (continuous regimen) เป็นการให้เอสโตรเจนและโปรเจสตินแบบต่อเนื่องร่วมกันในขนาดคงที่ทุกวัน วิธีนี้เหมาะสำหรับสตรีที่ไม่ต้องการให้มีเลือดคล้ายระดูออกมาอีก  แต่ควรพิจารณาใช้เฉพาะผู้ที่หมดระดูแล้วอย่างน้อย 1 ปี เพื่อหลีกเลี่ยงเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ซึ่งพบบ่อยในสตรีที่ยังไม่หมดระดู

แบบออกฤทธิ์เฉพาะที่ (Topical Treatment)

เป็นการใช้ฮอร์โมนเฉพาะที่เพื่อรักษาอาการเฉพาะที่เท่านั้น เช่น รักษาอาการแห้ง คันบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก หรือช่องคลอด หรือรักษาอาการนัยน์ตาแห้ง  เป็นต้น

อาการ Vasomotor (Vasomotor hot flush)

            เนื่องจากอาการนี้พบได้บ่อย มีลักษณะเฉพาะเปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของวัยหมดระดู จึงขอกล่าวรายละเอียดเป็นพิเศษ  อาการนี้พบบ่อยรองลงมาจากระดูผิดปกติ (6) โดยอุบัติการณ์แปรปรวนไปแล้วแต่รายงาน  บางรายงานพบมากถึงร้อยละ 85 ของสตรีวัยหมดระดู อาการนี้อาจพบได้ตั้งแต่ยังมีระดูสม่ำเสมอ แต่ส่วนใหญ่มักมีอาการในช่วง 2 ปีแรกหลังจากหมดระดู และอาจต่อเนื่องไปได้นานถึง 10 ปี แต่ความรุนแรงและความถี่จะบรรเทาไปตามระยะเวลาที่ผ่านไป

            อาการมักเกิดขึ้นโดยไม่มีปัจจัยกระตุ้น มักพบบ่อยและรุนแรงในตอนกลางคืน อาการนำ คือ ปวดหนัก ตึงบริเวณศีรษะ ใบหน้า ลำคอ และกระจายไปลำตัวส่วนบน  แขน และทั่วร่างกาย หรืออาจมีลักษณะเป็น serial wave ก็ได้ มักมีผื่นแดง เหงื่อออก หรือตามด้วยหนาวสั่น เหตุการณ์ทั้งหมดกินเวลาจากไม่กี่วินาทีไปจนถึงหลายนาที หรืออาจนานถึง 30 นาทีได้ โดยส่วนใหญ่ประมาณ 5-60 วินาที(11) บางกรณีมีใจสั่นวิตกกังวล และนอนไม่หลับร่วมด้วย

            การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่พบ ได้แก่  การขยายตัวของหลอดเลือดบริเวณผิวหนัง, อุณหภูมิบริเวณผิวหนังเพิ่มขึ้น  แต่อุณหภูมิภายในร่างกายลดลงประมาณ 0.2OC ชีพจรเต้นเร็วขึ้น 10 ครั้ง/นาที เหงื่อออก  แต่คลื่นไฟฟ้าหัวใจและความดันโลหิตไม่มีการเปลี่ยนแปลง(12;13)

            ไม่ทราบกลไกอย่างแท้จริงของการเกิด อาการ vasomotor คาดว่าอาจเกิดจากการเสียสมดุลของศูนย์ควบคุมอุณหภูมิที่ในฮัยโปธาลามัส(14)  ส่วนปัจจัยที่ทำให้อาการรุนแรงขึ้น เช่น สภาวะอาการร้อน ชื้น ความเครียด กาแฟ แอลกอฮอล์ อาหารเผ็ดร้อนและสถานที่คับแคบ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ จึงช่วยบรรเทาอาการได้(15)

 

ตารางที่  4  :  การวินิจฉัยแยกโรค(16)

  •  Emotional flushing
  • Thyroid disorder: Hyperthyroidism, Medullary CA of the thyroid
  • Pheochromocytoma
  • Systemic mast cell disease
  • Leukemia
  • Lymphoma
  • Pancreatic islet  cell tumor
  • Renal cell CA
  • Abnormal liver function
  • Flushing reaction related to alcohol, drug, food additive
  • Systemic disease
  • Spinal cord injury

การรักษา

 1. เอสโตรเจน    มีประสิทธิภาพดีที่สุดในการรักษาอาการโดยมียาให้ใช้หลากหลายดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • 0.625 mg conjugated equine estrogen (CEE) ( Premarin )
  • 1 mg micronized 17- beta estradiol ( Estrofem)
  • 1 mg estradiol valerate ( Progynova)
  • 50 mcg /day transdermal  17- beta estradiol (Climara)
  • 1 mg /day estradiol gel   (Divigel)

2.   โปรเจสติน  การให้โปรเจสตินมีผลช่วยยับยั้งการหลั่ง gonadotropinและช่วยเพิ่มendogenous hypothalamic opioid peptide activity(17) จึงมีผลช่วยลดอาการhot flush ได้

  • MPA oral 20 mg/day(18)
  • Megestrol acetate oral 20 -80 mg /day
  • DMPA intramuscular  150 mg q 3 months(19)หรือล่าสุดก็มีการศึกษาการให้ MPA ขนาดสูงคือ 400 mg intramuscular ครั้งเดียวซึ่งพบว่าลดอาการได้ดี(20)

3.  Tibolone ( Livial ) เป็นสเตียรอยด์สังเคราะห์ซึ่งเมื่ถูกเมตาบอไลท์แล้วออกฤทธิ์ทั้งเอสโตรเจน โปรเจสโตเจนและแอนโดรเจนจึงมีคุณสมบัติที่ใช้รักษาอาการได้ดี(21;22)

4. SSRIs (Selective serotonin  reuptake inhibitors) และ SNRIs ( Selective serotonin norepinephrine reuptake inhibitors ) ซึ่งเป็น antidepressant เช่น

  • Venlafaxine (SNRIs) 37.5 mg , 75 mg ,150 mg รับประทานวันละครั้งมีประสิทธิภาพที่ดีพอควรในการรักษาเมื่อติดตามที่ 4 สัปดาห์พบว่า median hot flush scores ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการรักษาเป็น 27% , 37% และ 61% ตามลำดับ การใช้ยาในกลุ่มนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีข้อห้ามต่อการใช้ฮอร์โมนแต่ข้อเสียของยาคือมีราคาที่แพงมากและมีผลข้างเคียงเช่นคลื่นไส้ ปากแห้ง ท้องผูกและทำให้เกิดอาการง่วงซึม(23;24)
  • Desvenlafaxine (new SNRIs) 100 mg/day รับประทานใช้ในการรักษาอาการได้ดีเช่นเดียวกับvenlafaxine โดยลดอาการได้ดีกว่ายาหลอก ที่ 12 สัปดาห์ลดอาการได้ 64 %(25)พบอาการข้างเคียงเช่นเดียวกับ venlafaxine
  • Paroxetine controlled release  12.5 mg หรือ 25 mg/day ได้ผลดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอกในการรักษาอาการ(26)
  • Fluoxetine 20mg/day รับประทาน มีรายงานข้อมูลที่ขัดแย้งกันถึงประสิทธิภาพ(27-29)

5. Alpha -2 adrenergic receptor agonist

   Clonidine  0.1-0.4 mg tid รับประทาน หรือแผ่นแปะผิวหนังเปลี่ยนทุกสัปดาห์หรือบางรายก็ใช้ร่วมกันทั้ง 2 แบบ มีประสิทธิภาพที่ดีพอควร(30-32)แต่มีผลข้างเคียงเช่นปากแห้ง ง่วงซึม วิงเวียน ท้องผูกหรือคันบริเวณที่แปะ

6. Dopamine antagonist

   Veralipide มีใช้ในยุโรปเท่านั้น การศึกษาแบบเปรียบเทียบกับยาหลอกพบว่าลดอาการhot flush ได้ดีกว่ายาหลอกคือลดได้ 63%-80%ในขณะที่ยาหลอกลดได้ 30%(33)

7. Gabapentin พบว่าลดอาการ hot flush ได้ดีกว่ายาหลอกเช่นให้ยาในขนาด 900 mg / day(27;34)

 

ฮอร์โมนทดแทนและโรคหัวใจโคโรนารี

            โรคหัวใจโคโรนารีเป็นโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงอยู่ในอันดับต้น ๆ   คือ   อัตราการเสียชีวิต 1 : 2 ของ

ผู้ป่วย โดยทั่วไปพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง และอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นตามอายุ ในสตรีพบน้อยมากก่อนวัยหมดระดูแต่เพิ่มสูงขึ้นชัดเจนหลังวัยหมดระดู เพราะฮอร์โมนเอสโตรเจนมีบทบาทสำคัญในการป้องกันภาวะนี้

ในอเมริกาพบอุบัติการณ์ของโรคหัวใจโคโรนารี 6 ใน 1,000 ราย ในสตรีอายุ 35-64 ปี และเพิ่มเป็น 16 ใน 1,000 รายในสตรีอายุ 65-94 ปี  หากเทียบสัดส่วนระหว่างเพศชาย  :  เพศหญิง  =  3 :1 ในช่วงอายุ  45-54 ปี และ 1 : 1 เมื่ออายุ 75 ปี

 

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจโคโรนารี

  • ระดับ total cholesterol สูง
  • ระดับ triglyceride สูงร่วมกับระดับ HDL cholesterol ต่ำ
  • สูบบุหรี่
  • ความดันโลหิตสูง
  • เบาหวาน
  • อ้วน
  • ประวัติโรคหัวใจโคโรนารีในครอบครัว
  • เคยมีประวัติโรคหัวใจโคโรนารีมาก่อน
  • เคยมีประวัติเจ็บหน้าอก
  • ความตึงเครียด
  • วิถีชีวิตที่ไม่ได้ออกกำลังกาย
  • ผ่าตัดรังไข่ทั้งสองข้างออกก่อนวัยหมดระดู
  • รังไข่หยุดทำงานก่อนกำหนด

 

บทบาทของฮอร์โมนทดแทนต่อโรคหัวใจโคโรนารี

            ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาแบบ observational study ที่ตีพิมพ์มากกว่า 10 รายงาน(35;36) กล่าวถึงผลของฮอร์โมนทดแทนไม่ว่าจะเป็นเอสโตรเจนเดี่ยว ๆ หรือร่วมกับโปรเจสตินไปในทำนองเดียวกันว่าช่วยลดอุบัติการณ์ และอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจโคโรนารีได้ร้อยละ40-50 ข้อมูลที่ได้ทำให้แพทย์มีความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพ ของฮอร์โมนทดแทนในการป้องกันโรคหัวใจโคโรนารี นำไปสู่การสรุปและแนะนำในหลาย ๆ สถาบันให้พิจารณาใช้ฮอร์โมนทดแทนในสตรีวัยหมดระดูเพื่อผลนี้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสตรีกลุ่มเสี่ยง หรือที่เป็นโรคหัวใจโคโรนารีอยู่แล้วจะได้รับประโยชน์มากขึ้น

            ในขณะที่การศึกษาแบบ RCT, double blind ก็สนับสนุนคุณประโยชน์ของฮอร์โมนทดแทนที่มีต่อระดับไขมันในเลือดในการปกป้องจากโรคหัวใจโคโรนารี แม้การศึกษานี้ชี้ให้เห็นประโยชน์แต่ก็มิใช่ข้อสรุปสุดท้ายของการวัดผลในเรื่องโรคหัวใจ  ในขณะข้อมูลที่ได้จาก observational study ที่ได้กล่าวไปข้างต้นก็ยังไม่อาจให้ความเชื่อถือได้ดีเท่ากับการศึกษาแบบ RCT เพราะอาจมีความบกพร่องในหลาย ๆ จุด เช่น การมีอคติในการเลือกใช้ฮอร์โมนทดแทนในผู้ที่มีสุขภาพดี มีความรู้ สนใจดูแลสุขภาพตนเองเป็นอย่างดี  ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อการลดอุบัติการณ์โรคหัวใจโคโรนารี โดยสรุปข้อมูลจากการศึกษาแบบ RCT ที่มีในปัจจุบันเปรียบเทียบระหว่างการใช้ฮอร์โมนทดแทนกับยาหลอก  พบว่าการใช้ฮอร์โมนทดแทนมิได้ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจโคโรนารีในสตรีที่เป็นโรคหัวใจโคโรนารีมาก่อน (secondary prevention)

 

ข้อมูลจากการศึกษาแบบ RCT มีรายละเอียดโดยสังเขป ดังนี้ 

  • HERS Study (Heart and Estrogen / Progestin Replacement Study)(37) 

เป็นการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการใช้ฮอร์โมนทดแทนแบบต่อเนื่อง (CEE + MPA) กับกลุ่มยาหลอกในสตรีที่เคยเป็นโรคหัวใจโคโรนารีมาก่อน  ระยะเวลาที่ศึกษา 4.1 ปี  พบว่าผู้ที่ได้ฮอร์โมนทดแทนมีอัตราการเกิดโรคหัวใจโคโรนารีซ้ำมากกว่าในปีแรก  แต่ในปีที่ 3-5 มีอัตราการเกิดโรคซ้ำลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้ยาหลอก แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

  • HERS II Study (Cardiovascular diseases during 6.8 years of hormone therapy-Heart and Estrogen / Progestin Replacement Study follow up)(38)

เป็นการศึกษาต่อเนื่องจาก HERS Study อีก 2.7 ปี พบว่าอัตราการเกิดโรคหัวใจโคโรนารีมิได้ลดลงในกลุ่มที่ได้ฮอร์โมนทดแทนเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้ยาหลอก

  • WHI Study (Women’s Health Initlative Study : Risk and benefits of estrogen plus progestin in healthy postmenopausal women)(39)

เป็นการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างสตรีที่ได้ฮอร์โมนทดแทนแบบต่อเนื่อง (CEE + MPA) กับกลุ่มที่ได้ยาหลอก ในสตรีหมดระดูที่มีสุขภาพดี 16,608 คน ระยะเวลาที่ศึกษา 5.2 ปี พบว่าสตรีที่ได้ฮอร์โมนทดแทนมีอัตราการเกิดโรคหัวใจโคโรนารีและหลอดเลือดดำอุดตันมากกว่า  โดยมี hazard ratio 1.29 (95% CI, 1.02-1.63) หรือมีการเพิ่มจำนวนผู้ป่วย 7/10,000/ปี เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้ยาหลอก

  • WHI Study (Women’s Health Initlative Study: Effects of conjugated equine estrogen in postmenopausal women with hysterectomy )(40) 

เป็นการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างสตรีที่ตัดมดลูกแล้วที่ได้ฮอร์โมน CEEเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้ยาหลอก10,739 คนติดตามนานประมาณ 7 ปีพบว่าอัตราการเกิดโรคหัวใจโคโรนารีไม่ได้เพิ่มขึ้นโดยมี hazard ratio 0.95 (95% CI, 0.70-1.16)(40)แต่กลับมีแนวโน้มว่ากลุ่มสตรีอายุน้อยที่ได้รับฮอร์โมน( 50-59 ปี) ได้รับประโยชน์เพราะอัตราการเกิดโรคหัวใจโคโรนารีน้อยกว่า(41)

โดยสรุปข้อมูลที่ได้จากการศึกษาที่ผ่านมาจึงยังคงแนะนำว่าไม่ควรใช้ฮอร์โมนโดยวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการเกิดโรคหัวใจโคโรนารีทั้งชนิดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน( primary prevention )หรือที่เคยเป็นมาก่อนแล้ว( secondary prevention )แต่การใช้ให้เป็นไปตามข้อบ่งชี้ตามปกติ สำหรับสตรีที่ใช้ฮอร์โมนมาอยู่แล้วและเกิดโรคหัวใจโคโรนารีขึ้นมาควรหยุดการใช้ฮอร์โมนทันที

 

ฮอร์โมนทดแทนและโรคกระดูกพรุน(Osteoporosis)

            โรคกระดูกพรุนเป็นผลเนื่องมาจากความหนาแน่นของกระดูกลดลง ช่วงเวลาตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้นเนื้อกระดูกมีการเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งความหนาแน่นของกระดูกสูงสุดเมื่ออายุประมาณ 30 ปี   หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ ลดลงเพราะมีการสลายเนื้อกระดูกเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มที่อายุ 30-35 ปี และความหนาแน่นลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อหมดระดู(42)  โดยการสูญเสียของ trabecular bone อาจมากถึงร้อยละ 5 ต่อปี และ cortical bone ร้อยละ 1.5 ต่อปี   ซึ่งเกิดจากภาวะขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน  ตำแหน่งที่โดนผลกระทบมาก คือ กระดูกที่มีส่วนประกอบของ trabecular bone มาก  เช่น spine หรือในตำแหน่งอื่น ๆ เช่น proximal femur และ distal radius

            การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนตามนิยามขององค์การอนามัยโลก(43)  คือ เมื่อความหนาแน่นของกระดูกต่ำกว่า – 2.5 ของค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (< -2.5 SD) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยสูงสุดในวัยสาว (mean peak bone mass) ซึ่งก็คือ T score นั่นเอง  กระดูกพรุนในนิยามนี้จึงแตกต่างจากกระดูกหัก โดยกระดูกพรุนเป็นเพียงปัจจัยเสี่ยงหนึ่งของกระดูกหัก

          เนื่องจากภาวะหมดระดูเร่งให้เกิดการสูญเสียเนื้อกระดูกอย่างรวดเร็ว  ดังนั้นความเสี่ยงของกระดูกหักก็เพิ่มขึ้นตาม ที่สำคัญคือ hip fracture ซึ่งมีอันตราย ประมาณร้อยละ 24 ของสตรีอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่มี hip fracture จะเสียชีวิตภายใน 1 ปี

 

กลไกการออกฤทธิ์ของเอสโตรเจนในการป้องกันกระดูกพรุน

  • ยับยั้ง bone resorption
  • ช่วยให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้นจากการเพิ่มระดับ1,25-dihydroxyvitamin D

ฮอร์โมนทดแทนกับความหนาแน่นเนื้อกระดูก 

            การศึกษาแบบ RCT เปรียบเทียบระหว่างฮอร์โมนทดแทนกับยาหลอก ระยะเวลาการศึกษาตั้งแต่ 2-10 ปี ให้ผลสอดคล้องกันว่าการใช้ฮอร์โมนทดแทน ช่วยเพิ่มความหนาแน่นเนื้อกระดูกได้อย่างมีนัยสำคัญ  ในขณะกลุ่มที่

ใช้ยาหลอกมีการสูญเสียเนื้อกระดูกอย่างมีนัยสำคัญ(44-46) นอกจากนั้นแล้วฮอร์โมนทดแทนช่วยลดอุบัติการณ์กระดูกหักทั้งเป็นกระดูกสะโพก  กระดูกสันหลังและกระดูกข้อมืออย่างมีนัยสำคั

ฮอร์โมนทดแทนร่วมกับยาต้านสลายกระดูกกับความหนาแน่นเนื้อกระดูก 

            การศึกษาที่ใช้ฮอร์โมนทดแทนโดยให้เอสโตรเจนในขนาดที่ต่ำกว่าปกติร่วมกับแคลเซียมเสริมอย่างน้อย 1,500 mg/day พบว่าสามารถป้องกันการสูญเสียเนื้อกระดูกได้  การศึกษาแบบ RCT เปรียบเทียบกับยาหลอกก็ให้ผลเช่นเดียวกัน คือ เพิ่มความหนาแน่นเนื้อกระดูก ในขณะที่กลุ่มยาหลอกมีเนื้อกระดูกลดลง(47)

การศึกษาการใช้ฮอร์โมนทดแทนร่วมกับ bisphosphonate ไม่ว่าจะในสตรีที่มีความหนาแน่นเนื้อกระดูก ปกติหรือต่ำก็ตาม พบว่าการให้ร่วมกันเพิ่มความหนาแน่นเนื้อกระดูกได้มากกว่าการให้ฮอร์โมนทดแทนอย่างเดียว

 

ฮอร์โมนทดแทนกับการเกิดมะเร็ง

มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก   

            การใช้ฮอร์โมนทดแทนเอสโตรเจนเพียงอย่างเดียว (unopposed estrogen) เพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก 1.7-7.6 เท่า   เมื่อใช้อย่างน้อย 5 ปี  ส่วนการศึกษาแบบ metaanalysis ความเสี่ยงโดยรวมเพิ่มขึ้น 2.3 เท่า  และพบความสัมพันธ์กับระยะเวลาที่ใช้ นอกจากนั้นแล้วความเสี่ยงยังสัมพันธ์กับขนาดฮอร์โมนที่สูงขึ้นด้วย  แม้ว่าจะหยุดใช้ฮอร์โมนแล้วมากกว่า 5 ปี   แต่ความเสี่ยงก็ยังปรากฎอยู่ซึ่งแสดงว่ายังมีผลของเอสโตรเจนปรากฎในภายหลังได้(48)  สำหรับการให้เอสโตรเจนโดยมีระยะพัก 5-7 วัน/ เดือน  ไม่ช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกเมื่อเปรียบเทียบกับการให้แบบต่อเนื่องทุกวัน(48;49)

การให้โปรเจสตินร่วมกับเอสโตรเจนช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก  ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละรายงาน  เพราะขึ้นกับจำนวนวันที่ใช้โปรเจสตินร่วมด้วยในแต่ละเดือน กล่าวโดยสรุปว่าการให้โปรเจสตินเป็นรอบ ๆ อย่างน้อย 10 วัน/เดือน (sequential regimen) ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เช่นเดียวกับการให้โปรเจสตินแบบต่อเนื่องทุกวัน (continuous regimen)(50;51)

มะเร็งเต้านม

            การศึกษาผลของฮอร์โมนทดแทนกับการเกิดมะเร็งเต้านมนั้น ให้ผลที่แตกต่างกันมากทั้งเพิ่ม ลด และไม่เปลี่ยนแปลง  ระยะหลังจึงมีการศึกษาแบบ metaanalysis เพื่อจะได้ขนาดตัวอย่างมากขึ้น  โดยคัดเลือกวิเคราะห์เฉพาะการศึกษาที่เข้าเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้  เพื่อที่จะได้คำตอบที่ชัดเจนมากขึ้น

            การศึกษาแบบ meta-analysis(52) ที่ใหญ่มาก โดยรวบรวมข้อมูลจาก 51 รายงาน แบบระบาดวิทยาจาก 21 ประเทศทั่วโลก  โดย Collaborative Group on Hormonal Factors in Breast Cancer  ในสตรีที่เป็นมะเร็งเต้านม

52,705 คน  เปรียบเทียบกับสตรีที่ไม่ได้เป็นมะเร็งเต้านม 108,411 คน  แต่วิเคราะห์เฉพาะสตรีที่หมดระดูเท่านั้น   จึงได้สตรีวัยหมดระดูที่เป็นมะเร็งเต้านม 17,949 คน  เปรียบเทียบกับสตรีวัยหมดระดูที่ไม่เป็นมะเร็งเต้านม 35,916 คน  สรุปผลได้ดังนี้

  1. ผู้ที่กำลังใช้ฮอร์โมนอยู่หรือผู้ที่หยุดใช้ในช่วง 1-4 ปีพบว่าความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยคือ RR 1.023 (95%CI1.011-1.036)ในแต่ละปีที่ใช้
  2. ใช้ฮอร์โมนน้อยกว่า 5 ปี ความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมไม่ได้เพิ่มขึ้น
  3. เมื่อใช้ฮอร์โมนตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไป
  • ความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นมี RR 1.35 ในผู้ที่กำลังใช้อยู่และผู้ที่เพิ่งหยุดใช้ ( 95 % CI1.21-1.49)
  • ความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นสะสมตามระยะเวลาที่ใช้ฮอร์โมนทดแทนคือ เพิ่มจาก 45/1,000 ราย  เป็นจำนวนเพิ่มอีก 2, 6,12 / 1,000 ราย เมื่อใช้ฮอร์โมนทดแทนติดต่อกันเป็นระยะเวลา 5, 10 และ 15 ปี  ตามลำดับ

    4. เมื่อหยุดใช้ฮอร์โมน ความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมก็ลดลงเรื่อย ๆ และเมื่อหยุดใช้ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงก็ไม่แตกต่างจากผู้ไม่เคยใช้ฮอร์โมนมาก่อน

 

การศึกษาจาก WHI Study(39)  พบว่ากลุ่มที่ได้ฮอร์โมน( เอสโตรเจน+ โปรเจสโตเจน)มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม โดยมี hazard ratio 1.26 (95% CI, 1.00-1.59) หรือเพิ่มจำนวนผู้ป่วย 8/10,000/ปี เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม สำหรับการศึกษาในสตรีที่ไม่มีมดลูกแล้ว และได้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเพียงอย่างเดียว (CEE) ติดตามนาน 7.1 ปี ไม่เพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมโดยมี hazard ratio 0.80(95% CI, 0.62-1.04)  (40)ส่วนการศึกษาที่ได้จาก

Nurses’ Health Study ในสตรีที่ได้ตัดมดลูก 28,835 คนและได้ CEE ต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานพบในทำนองเดียวกันว่าความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมจะเพิ่มขึ้นเมื่อใช้ฮอร์โมนนานกว่า 20 ปีเท่านั้น โดยมี RR 1.042(95% CI, 1.13-1.77)(53)ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาอื่น(54)

การใช้ฮอร์โมนทดแทนในระยะเวลายาวนานในสตรีที่ยังมีมดลูกอยู่ จึงควรพิจารณาด้วยความระมัดระวัง

ดังนั้นเมื่ออ้างอิงจากรายงานที่ผ่านมาก็ไม่ควรใช้นานกว่า 5 ปี(52;55)ซึ่งมีแนวโน้มเหมือนกับที่ได้จากการศึกษาของ WHI แต่ในการศึกษานี้สตรีที่ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมถูกพบเป็นรายแรกในกลุ่มที่ได้ฮอร์โมนเมื่อระยะเวลาหลังจาก 3 ปี(56)ซึ่งบางท่านอาจจะแนะนำว่าไม่ควรใช้ฮอร์โมนนานกว่า 3 ปีก็ได้  ส่วนการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเพียงอย่างเดียวในสตรีที่ไม่มีมดลูกแล้วพบว่าใช้ได้อย่างยาวนานกว่าโดยที่ยังไม่เพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม

มะเร็งลำไส้ใหญ่และตรง

            การศึกษาแบบ meta-analysis ซึ่งวิเคราะห์ 18  รายงานที่เป็นการศึกษาทางระบาดวิทยา พบว่าผู้เคยใช้ฮอร์โมนทดแทน  ความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่และตรงลดลงร้อยละ 20 และ 19  ตามลำดับ  เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ไม่เคยใช้มาก่อน(57) และผลนี้สูงสุดในผู้ที่กำลังใช้ฮอร์โมนทดแทนอยู่ โดยความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่และตรงลดลงร้อยละ 34(58)  หลังการหยุดใช้ฮอร์โมนทดแทนแล้วผลของการป้องกันยังคงอยู่  โดยพบว่าหากหยุดใช้ไม่เกิน 4 ปี ความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่และตรงลดลงร้อยละ 31 แต่ถ้าหากหยุดใช้ตั้งแต่ 5 ปี  ความเสี่ยงไม่แตกต่างจากผู้ที่ไม่เคยใช้ฮอร์โมนทดแทนมาก่อน(59;60)

            การศึกษาแบบ RCT ของ WHI Study(39)  พบว่าผู้ใช้ฮอร์โมนทดแทนมีความเสี่ยงของมะเร็งสำไส้ใหญ่และตรงลดลง โดยมี hazard ratio 0.63 หรือลดจำนวนผู้ป่วยลงเท่ากับ 6/10,000/ปี  เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้ยาหลอก

 

References 

  1. Midgette AS, Baron JA. Cigarette smoking and the risk of natural menopause. Epidemiology 1990 Nov;1(6):474-80.
  2. Cramer DW, Xu H, Harlow BL. Family history as a predictor of early menopause. Fertil Steril 1995 Oct;64(4):740-5.
  3. Burger HG, Dudley EC, Hopper JL, Shelley JM, Green A, Smith A, et al. The endocrinology of the menopausal transition: a cross-sectional study of a population-based sample. J Clin Endocrinol Metab 1995 Dec;80(12):3537-45.
  4. Hughes EG, Robertson DM, Handelsman DJ, Hayward S, Healy DL, de Kretser DM. Inhibin and estradiol responses to ovarian hyperstimulation: effects of age and predictive value for in vitro fertilization outcome. J Clin Endocrinol Metab 1990 Feb;70(2):358-64.
  5. Santoro N, Brown JR, Adel T, Skurnick JH. Characterization of reproductive hormonal dynamics in the perimenopause. J Clin Endocrinol Metab 1996 Apr;81(4):1495-501.
  6. Nachtigall LE. The symptoms of perimenopause. Clin Obstet Gynecol 1998 Dec;41(4):921-7.
  7. Greendale GA, Sowers M. The menopause transition. Endocrinol Metab Clin North Am 1997 Jun;26(2):261-77.
  8. Sulak PJ. The perimenopause: a critical time in a woman’s life. Int J Fertil Menopausal Stud 1996 Mar;41(2):85-9.
  9. Johnson SR. The clinical decision regarding hormone replacement therapy. Endocrinol Metab Clin North Am 1997 Jun;26(2):413-35.
  10. Sulak PJ. Endometrial cancer and hormone replacement therapy. Appropriate use of progestins to oppose endogenous and exogenous estrogen. Endocrinol Metab Clin North Am 1997 Jun;26(2):399-412.
  11. Kronenberg F, Downey JA. Thermoregulatory physiology of menopausal hot flashes: a review. Can J Physiol Pharmacol 1987 Jun;65(6):1312-24.
  12. Ginsburg J, Swinhoe J, O’Reilly B. Cardiovascular responses during the menopausal hot flush. Br J Obstet Gynaecol 1981 Sep;88(9):925-30.
  13. Kronenberg F, Cote LJ, Linkie DM, Dyrenfurth I, Downey JA. Menopausal hot flashes: thermoregulatory, cardiovascular, and circulating catecholamine and LH changes. Maturitas 1984 Jul;6(1):31-43.
  14. Kronenberg F, Downey JA. Thermoregulatory physiology of menopausal hot flashes: a review. Can J Physiol Pharmacol 1987 Jun;65(6):1312-24.
  15.  Schwingl PJ, Hulka BS, Harlow SD. Risk factors for menopausal hot flashes. Obstet Gynecol 1994 Jul;84(1):29-34.
  16. Mohyi D, Tabassi K, Simon J. Differential diagnosis of hot flashes. Maturitas 1997 Jul;27(3):203-14.
  17. Casper RF, Alapin-Rubillovitz S. Progestins increase endogenous opioid peptide activity in postmenopausal women. J Clin Endocrinol Metab 1985 Jan;60(1):34-6.
  18. Schiff I, Tulchinsky D, Cramer D, Ryan KJ. Oral medroxyprogesterone in the treatment of postmenopausal symptoms. JAMA 1980 Sep 26;244(13):1443-5.
  19. Lobo RA, McCormick W, Singer F, Roy S. Depo-medroxyprogesterone acetate compared with conjugated estrogens for the treatment of postmenopausal women. Obstet Gynecol 1984 Jan;63(1):1-5.
  20. Loprinzi CL, Levitt R, Barton D, Sloan JA, Dakhil SR, Nikcevich DA, et al. Phase III comparison of depomedroxyprogesterone acetate to venlafaxine for managing hot flashes: North Central Cancer Treatment Group Trial N99C7. J Clin Oncol 2006 Mar 20;24(9):1409-14.
  21. Landgren MB, Bennink HJ, Helmond FA, Engelen S. Dose-response analysis of effects of tibolone on climacteric symptoms. BJOG 2002 Oct;109(10):1109-14.
  22. Modelska K, Cummings S. Tibolone for postmenopausal women: systematic review of randomized trials. J Clin Endocrinol Metab 2002 Jan;87(1):16-23.
  23. Evans ML, Pritts E, Vittinghoff E, McClish K, Morgan KS, Jaffe RB. Management of postmenopausal hot flushes with venlafaxine hydrochloride: a randomized, controlled trial. Obstet Gynecol 2005 Jan;105(1):161-6.
  24. Loprinzi CL, Kugler JW, Sloan JA, Mailliard JA, LaVasseur BI, Barton DL, et al. Venlafaxine in management of hot flashes in survivors of breast cancer: a randomised controlled trial. Lancet 2000 Dec 16;356(9247):2059-63.
  25. Speroff L, Gass M, Constantine G, Olivier S. Efficacy and tolerability of desvenlafaxine succinate treatment for menopausal vasomotor symptoms: a randomized controlled trial. Obstet Gynecol 2008 Jan;111(1):77-87.
  26. Stearns V, Beebe KL, Iyengar M, Dube E. Paroxetine controlled release in the treatment of menopausal hot flashes: a randomized controlled trial. JAMA 2003 Jun 4;289(21):2827-34.
  27. Guttuso T, Jr., Kurlan R, McDermott MP, Kieburtz K. Gabapentin’s effects on hot flashes in postmenopausal women: a randomized controlled trial. Obstet Gynecol 2003 Feb;101(2):337-45.
  28. Stearns V, Beebe KL, Iyengar M, Dube E. Paroxetine controlled release in the treatment of menopausal hot flashes: a randomized controlled trial. JAMA 2003 Jun 4;289(21):2827-34.
  29. Suvanto-Luukkonen E, Koivunen R, Sundstrom H, Bloigu R, Karjalainen E, Haiva-Mallinen L, et al. Citalopram and fluoxetine in the treatment of postmenopausal symptoms: a prospective, randomized, 9-month, placebo-controlled, double-blind study. Menopause 2005 Jan;12(1):18-26.
  30. Nagamani M, Kelver ME, Smith ER. Treatment of menopausal hot flashes with transdermal administration of clonidine. Am J Obstet Gynecol 1987 Mar;156(3):561-5.
  31. Goldberg RM, Loprinzi CL, O’Fallon JR, Veeder MH, Miser AW, Mailliard JA, et al. Transdermal clonidine for ameliorating tamoxifen-induced hot flashes. J Clin Oncol 1994 Jan;12(1):155-8.
  32. Laufer LR, Erlik Y, Meldrum DR, Judd HL. Effect of clonidine on hot flashes in postmenopausal women. Obstet Gynecol 1982 Nov;60(5):583-6.
  33. David A, Don R, Tajchner G, Weissglas L. Veralipride: alternative antidopaminergic treatment for menopausal symptoms. Am J Obstet Gynecol 1988 May;158(5):1107-15.
  34. Loprinzi CL, Sloan J, Stearns V, Slack R, Iyengar M, Diekmann B, et al. Newer antidepressants and gabapentin for hot flashes: an individual patient pooled analysis. J Clin Oncol 2009 Jun 10;27(17):2831-7.
  35. Grodstein F, Stampfer M. The epidemiology of coronary heart disease and estrogen replacement in postmenopausal women. Prog Cardiovasc Dis 1995 Nov;38(3):199-210.
  36. Grodstein F, Stampfer MJ, Manson JE, Colditz GA, Willett WC, Rosner B, et al. Postmenopausal estrogen and progestin use and the risk of cardiovascular disease. N Engl J Med 1996 Aug 15;335(7):453-61.
  37.  Hulley S, Grady D, Bush T, Furberg C, Herrington D, Riggs B, et al. Randomized trial of estrogen plus progestin for secondary prevention of coronary heart disease in postmenopausal women. Heart and Estrogen/progestin Replacement Study (HERS) Research Group. JAMA 1998 Aug 19;280(7):605-13.
  38. Grady D, Herrington D, Bittner V, Blumenthal R, Davidson M, Hlatky M, et al. Cardiovascular disease outcomes during 6.8 years of hormone therapy: Heart and Estrogen/progestin Replacement Study follow-up (HERS II). JAMA 2002 Jul 3;288(1):49-57.
  39.  Rossouw JE, Anderson GL, Prentice RL, LaCroix AZ, Kooperberg C, Stefanick ML, et al. Risks and benefits of estrogen plus progestin in healthy postmenopausal women: principal results From the Women’s Health Initiative randomized controlled trial. JAMA 2002 Jul 17;288(3):321-33.
  40. Anderson GL, Limacher M, Assaf AR, Bassford T, Beresford SA, Black H, et al. Effects of conjugated equine estrogen in postmenopausal women with hysterectomy: the Women’s Health Initiative randomized controlled trial. JAMA 2004 Apr 14;291(14):1701-12.
  41. Hsia J, Langer RD, Manson JE, Kuller L, Johnson KC, Hendrix SL, et al. Conjugated equine estrogens and coronary heart disease: the Women’s Health Initiative. Arch Intern Med 2006 Feb 13;166(3):357-65.
  42. Nilas L, Christiansen C. The pathophysiology of peri- and postmenopausal bone loss. Br J Obstet Gynaecol 1989 May;96(5):580-7.
  43. Kanis JA, Melton LJ, III, Christiansen C, Johnston CC, Khaltaev N. The diagnosis of osteoporosis. J Bone Miner Res 1994 Aug;9(8):1137-41.
  44. Lindsay R, Hart DM, Forrest C, Baird C. Prevention of spinal osteoporosis in oophorectomised women. Lancet 1980 Nov 29;2(8205):1151-4.
  45. Ryde SJ, Bowen-Simpkins K, Bowen-Simpkins P, Evans WD, Morgan WD, Compston JE. The effect of oestradiol implants on regional and total bone mass: a three-year longitudinal study. Clin Endocrinol (Oxf) 1994 Jan;40(1):33-8.
  46. Speroff L, Rowan J, Symons J, Genant H, Wilborn W. The comparative effect on bone density, endometrium, and lipids of continuous hormones as replacement therapy (CHART study). A randomized controlled trial. JAMA 1996 Nov 6;276(17):1397-403.
  47. Riggs BL, Seeman E, Hodgson SF, Taves DR, O’Fallon WM. Effect of the fluoride/calcium regimen on vertebral fracture occurrence in postmenopausal osteoporosis. Comparison with conventional therapy. N Engl J Med 1982 Feb 25;306(8):446-50.
  48. Grady D, Gebretsadik T, Kerlikowske K, Ernster V, Petitti D. Hormone replacement therapy and endometrial cancer risk: a meta-analysis. Obstet Gynecol 1995 Feb;85(2):304-13.
  49. Schiff I, Sela HK, Cramer D, Tulchinsky D, Ryan KJ. Endometrial hyperplasia in women on cyclic or continuous estrogen regimens. Fertil Steril 1982 Jan;37(1):79-82.
  50.  Gambrell RD, Jr. Strategies to reduce the incidence of endometrial cancer in postmenopausal women. Am J Obstet Gynecol 1997 Nov;177(5):1196-204.
  51. Moyer DL, de LB, Driguez P, Pez JP. Prevention of endometrial hyperplasia by progesterone during long-term estradiol replacement: influence of bleeding pattern and secretory changes. Fertil Steril 1993 May;59(5):992-7.
  52. Breast cancer and hormone replacement therapy: collaborative reanalysis of data from 51 epidemiological studies of 52,705 women with breast cancer and 108,411 women without breast cancer. Collaborative Group on Hormonal Factors in Breast Cancer. Lancet 1997 Oct 11;350(9084):1047-59.
  53. Chen WY, Manson JE, Hankinson SE, Rosner B, Holmes MD, Willett WC, et al. Unopposed estrogen therapy and the risk of invasive breast cancer. Arch Intern Med 2006 May 8;166(9):1027-32.
  54. Zhang SM, Manson JE, Rexrode KM, Cook NR, Buring JE, Lee IM. Use of oral conjugated estrogen alone and risk of breast cancer. Am J Epidemiol 2007 Mar 1;165(5):524-9.
  55. Li CI, Malone KE, Porter PL, Weiss NS, Tang MT, Cushing-Haugen KL, et al. Relationship between long durations and different regimens of hormone therapy and risk of breast cancer. JAMA 2003 Jun 25;289(24):3254-63.
  56. Chlebowski RT, Hendrix SL, Langer RD, Stefanick ML, Gass M, Lane D, et al. Influence of estrogen plus progestin on breast cancer and mammography in healthy postmenopausal women: the Women’s Health Initiative Randomized Trial. JAMA 2003 Jun 25;289(24):3243-53.
  57. Nelson HD, Humphrey LL, Nygren P, Teutsch SM, Allan JD. Postmenopausal hormone replacement therapy: scientific review. JAMA 2002 Aug 21;288(7):872-81.
  58. Grodstein F, Newcomb PA, Stampfer MJ. Postmenopausal hormone therapy and the risk of colorectal cancer: a review and meta-analysis. Am J Med 1999 May;106(5):574-82.
  59. Grodstein F, Martinez ME, Platz EA, Giovannucci E, Colditz GA, Kautzky M, et al. Postmenopausal hormone use and risk for colorectal cancer and adenoma. Ann Intern Med 1998 May 1;128(9):705-12.
  60. Troisi R, Schairer C, Chow WH, Schatzkin A, Brinton LA, Fraumeni JF, Jr. A prospective study of menopausal hormones and risk of colorectal cancer (United States). Cancer Causes Control 1997 Mar;8(2):130-8. 
Read More

Teenage Pregnancy

การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น (Teenage pregnancy)


สุชยา ลือวรรณ

 

            การเปลี่ยนแปลงอันเนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและสื่อในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของวัยรุ่น โดยเฉพาะพฤติกรรมทางเพศ การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ทำให้เกิดปัญหาที่สำคัญ คือ การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ที่ส่งผลกระทบต่อหลาย ๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นทางกาย จิตใจ เศรษฐกิจ และสังคมของตนเองและครอบครัว

 

คำจำกัดความ

            การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น (teenage pregnancy หรือ adolescent pregnancy) ตามความหมายขององค์การอนามัยโลก หมายถึงสตรีตั้งครรภ์ที่มีอายุระหว่าง 10-19 ปี(1)

 

ระบาดวิทยา/อุบัติการณ์

ในสตรี 16 ล้านคนทั่วโลก ที่มีอายุในช่วง 15-19 ปี จะมีอัตราการตั้งครรภ์และการคลอดคิดเป็น ร้อยละ 11 ของประชากรทั่วโลก จากรายงานขององค์การอนามัยโลก ในปี 2553 โดยที่ร้อยละ 95 อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง โดยมีอัตราการคลอดคิดเป็น 5 และ 2 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง ตามลำดับ ซึ่งบ่งชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจก็เป็นปัจจัยที่สำคัญอันหนึ่งของอัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น(1)

จากข้อมูลของ CDC(Centers of Disease Control and Prevention) ในปี 2551 พบว่าอุบัติการณ์การตั้งครรภ์และคลอดบุตรของสตรีวัยรุ่นช่วงอายุ 15-19 ปี ในสหรัฐอเมริกา คิดเป็นร้อยละ 41.5 ต่อสตรีตั้งครรภ์ 1000 ราย  สำหรับในประเทศไทย จากรายงานของประทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ. 2546-2550 พบว่าอุบัติการณ์การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ช่วงอายุ 15-19 ปี ต่อสตรีตั้งครรภ์ 1,000 ราย  เพิ่มขึ้นจาก 127 รายในปี 2546 เป็น 146 รายในปี 2550(2) ซึ่งในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ จากสถิติการตั้งครรภ์และการคลอดในปี พ.ศ. 2552 อุบัติการณ์สตรีวัยรุ่นตั้งครรภ์ ช่วงอายุ 11-19 ปี คิดเป็นร้อยละ 9.4 โดยแบ่งเป็นช่วงอายุ น้อยกว่า 16 ปี คิดเป็นร้อยละ 1.6 และ ช่วง 17-19 ปี คิดเป็นร้อยละ 7.8(3)

 

ผลกระทบจากการตั้งครรภ์ต่อวัยรุ่น

1.  ภาวะโลหิตจาง (anemia)

ภาวะซีดหรือโลหิตจาง เป็นปัญหาสำคัญที่พบได้อย่างกว้างขวาง จากการศึกษาแบบ meta-analysis เปรียบเทียบกับสตรีที่อายุมากกว่า 20 ปี พบว่า relative risk เป็น 2.57 (CI 2.29-2.87)(4)  ส่วนใหญ่เกิดจากภาวะทุโภชนาการ โดยเฉพาะขาดธาตุเหล็ก folic acid รวมถึงการมีพยาธิในลำไส้ ซึ่งปัญหานี้พบได้ในประเทศที่กำลังพัฒนาและพัฒนาแล้ว(5-15) แต่ในประเทศไทยภาวะโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย ก็เป็นอีกสาเหตุของภาวะซีดซึ่งอุบัติการณ์แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค ทำให้รายงานจากบางแห่ง เช่น โรงพยาบาลราชวิถี พบว่าภาวะซีดในวัยรุ่นไม่แตกต่างจากทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.053)(16;17)  

2.  การคลอดก่อนกำหนด

การคลอดก่อนกำหนด เป็นอีกปัญหาที่สำคัญในสตรีวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา จาก Meta-analysis พบว่า relative risk เป็น 1.46 (CI 1.20-1.77)(4)  ในประเทศไทยจากโรงพยาบาลราชวิถี พบว่า 0dd ratio คิดเป็น 1.81 (CI 1.27-2.59)(16)  และจากอีกหลาย ๆ รายงานพบว่า ถ้ายิ่งอายุน้อยมากเท่าไหร่ โอกาสคลอดก่อนกำหนดจะยิ่งสูงขึ้น(5-13;15;16;18;19) โดยเกิดจากหลาย สาเหตุ ส่วนหนึ่งเชื่อว่าเกิดจากการเจริญเติบโตที่ไม่เต็มที่ของร่างกายวัยรุ่น การศึกษา การดำรงชีวิตและสภาพแวดล้อม การใช้ยาหรือสารเสพติด หรือแม้กระทั่งขาดการดูแลในระยะก่อนคลอดที่เหมาะสม

3.  ทารกน้ำหนักน้อย

ภาวะนี้เป็นผลต่อเนื่องมาจากการคลอดก่อนกำหนด ภาวะทุโภชนาการ การศึกษา การฝากครรภ์ที่ทำให้เกิดทารกน้ำหนักน้อยเมื่อเทียบกับสตรีตั้งครรภ์ที่อายุน้อยกว่า รวมถึงภาวะ low birth weight(LBW, น้อยกว่า 2500 กรัม) ก็มีอุบัติการณ์สูงขึ้นในวัยรุ่น(5;6;8-10;12;13;15;16;19) ยิ่งถ้าอายุน้อยกว่า 16 ปี โอกาสเกิดทารกน้ำหนักน้อยก็ยิ่งสูงขึ้น (p<0.001)(18;20)    

4.  ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ (pregnancy induced hypertension)

มีรายงานที่พบว่าโอกาสการเกิดความดันโลหิตสูงจะเพิ่มขึ้นในวัยรุ่นเมื่อเทียบกับสตรีตั้งครรภ์ที่อายุมากกว่า(14;19;21;22) แต่บางรายงานก็ไม่แตกต่างกัน  สำหรับในประเทศไทยพบว่าโอกาสเกิดภาวะความดันโลหิตสูงไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(12;15;16)

5.  การติดเชื้อเอชไอวี และโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ

เนื่องจากพฤติกรรมทางเพศที่เปลี่ยนแปลงไป โอกาสการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะเอชไอวี เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มวัยรุ่น ร่วมกับโรคทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น เช่น ซิฟิลิส หนองใน เป็นต้น ทำให้พบอัตราการติดเชื้อเอชไอวี ในสตรีวัยรุ่นตั้งครรภ์เพิ่มขึ้น(23-25) ทั้งนี้การตั้งครรภ์อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพมารดาและทารก และเพิ่มโอกาสการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก ถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยอีกด้วย

6.  อัตราตายปริกำเนิด

พบว่าอัตราตายปริกำเนิดจะเพิ่มขึ้นในสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นจากรายงานส่วนใหญ่ในประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา(4-6;8-10;13;16;17;19;24;25) จากรายงานของ WHO ในปี 2010 พบว่า อัตราการตายปริกำเนิด เพิ่มขึ้นร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับสตรีตั้งครรภ์ที่อายุมากกว่า 20 ปี ซึ่งเป็นผลจากการคลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักน้อย แต่ก็มีบางรายงานที่พบว่าไม่แตกต่างกัน(15)

7. มารดาทุพพลภาพและเสียชีวิต

อุบัติการณ์จะเพิ่มสูงขึ้นในประเทศที่ด้อยหรือกำลังพัฒนา จากรายงานของ WHO ในปี 2010พบว่าในละตินอเมริกาความเสี่ยงในที่สตรีตั้งครรภ์จะเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 4 เท่า ในสตรีตั้งครรภ์ที่อายุน้อยกว่า16 ปีเป็นส่วนในประเทศที่พัฒนาแล้วไม่แตกต่างกัน รวมถึงรายงานจากประเทศไทยก็ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(12;15;16)

 

การดูแลสตรีวัยรุ่นตั้งครรภ์

            เมื่อวัยรุ่นตั้งครรภ์ วัยรุ่นเหล่านี้ควรได้รับการดูแลให้มีสุขภาพดีทั้งทางกายและใจ  โดยอาศัยสาขาวิชาชีพ ตั้งแต่การวินิจฉัยการตั้งครรภ์และการให้คำปรึกษาที่เหมาะสมในช่วงแรก เพื่อลดอัตราการทำแท้งผิดกฎหมายในวัยรุ่น การโน้มน้าวให้พูดคุยหรือแจ้งปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับบิดามารดาหรือผู้ปกครอง ช่วยลดหรือผ่อนปรนความขัดแย้งภายในครอบครัว รวมถึงการให้คำปรึกษาและแนะนำทางเลือกในการตั้งครรภ์แก่วัยรุ่น ซึ่งได้แก่ การตั้งครรภ์ต่อและเลี้ยงดูบุตรเองหรือยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของผู้อื่น แต่ในกรณีที่จะตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ ควรอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา

ระยะก่อนคลอด(25)

            การลดภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นในการตั้งครรภ์ สามารถทำได้โดยการดูแลในช่วงฝากครรภ์ ให้ดี แต่ปัญหาที่พบบ่อยคือการไม่มาฝากครรภ์ หรือ มาฝากครรภ์ช้า ซึ่งส่วนหนึ่งวัยรุ่นมักจะไม่ทราบว่าตนตั้งครรภ์ หรือ เมื่อทราบแล้ว ยังไม่มาฝากครรภ์แต่พยายามยุติการตั้งครรภ์ด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่ไม่ปลอดภัยและผิดกฎหมาย แต่ในรายที่สามารถมาฝากครรภ์ได้ ควรให้การดูแลดังนี้

  • ตรวจหาอายุครรภ์ที่ถูกต้อง คัดกรองความผิดปกติของทารกในครรภ์ด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง เพื่อเป็นการให้ส่งเสริมให้วัยรุ่นตั้งครรภ์ต่อและมีความผูกพันกับทารกในครรภ์
  • ตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เอชไอวี  และให้การรักษาที่เหมาะสมเพื่อลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก
  • คำแนะนำเกี่ยวกับภาวะโภชนาการที่เหมาะสม ในสหรัฐอเมริกา มีรายงานถึงภาวะขาดธาตุเหล็กที่พบในสตรีวัยรุ่น ถึงร้อยละ 9-11 โดยที่มีภาวะซีดร่วมด้วยร้อยละ 2-5(26)  ดังนั้นสตรีวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ควรได้รับธาตุเหล็กเสริมวันละ 27 มิลลิกรัม(27) ส่วน แคลเซียม ในวัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 9-18 ปี ควรได้รับแคลเซียม 1300 มิลลิกรัมต่อวัน ร่วมกับการรับประทานอาหารที่มีวิตามิน D เพื่อช่วยในการดูดซึมแคลเซียม(28) 
  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างเช่น การสูบบุหรี่ การใช้ยาหรือสารเสพติด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางสูติศาสตร์ เช่น รกลอกตัวก่อนกำหนด คลอดก่อนกำหนด เป็นต้น
  • การดูแลสภาพจิตใจ ให้กำลังใจและคำปรึกษากับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจระหว่างการตั้งครรภ์
  • การเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ ภาวะซีด และการคลอดก่อนกำหนด เป็นต้น
  • การวางแผนการคลอด เช่น สถานที่คลอด สถานที่พักฟื้นหลังคลอดและผู้ที่จะช่วยดูแลหลังคลอด

ระยะคลอด(25)

            การดูแลในระยะคลอด ก็ไม่ต่างจากการดูแลสตรีตั้งครรภ์ทั่วไป แต่สิ่งที่สำคัญคือ การประเมินความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนตามมา ในอดีตมีรายงานสนับสนุนว่า ภาวะเจริญเติบโตไม่เต็มที่ของกระดูกเชิงกรานในสตรีที่อายุน้อยกว่า 16 ปี เป็นสาเหตุของภาวะแทรกซ้อนทางสูติกรรม เช่น  การผ่าตัดคลอด การใช้หัตถการทางสูติศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น

ในปัจจุบัน การศึกษาในช่วงหลัง ๆ ตั้งแต่ปลายปี ค.ศ. 1998 มีหลายรายงานที่พบว่า  ภาวะแทรกซ้อนจากการเจ็บครรภ์และการคลอดในสตรีวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่กลับลดลงเมื่อเทียบกับสตรีที่อายุมากกว่า  เช่นในรายงานปี 2000 โดย Jolly และคณะ(9) พบว่าอัตราการผ่าตัดคลอด (OR 0.47, CI 0.35,0.65) การชักนำการคลอดด้วยยา oxytocin การทำหัตถการทางสูติศาสตร์(OR 0.46, CI 0.41,0.56)  หรือแม้กระทั่งการตกเลือดหลังคลอด (OR 0.83, CI 0.72,0.95) ลดลงในสตรีวัยรุ่น

ประเทศไทยมีการศึกษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์(12) และชลบุรี(15) ผลการศึกษาต่างก็ให้ความเห็นสอดคล้องกับการศึกษาในต่างประเทศ และพบว่าสตรีวัยรุ่นอัตราการคลอดเองทางช่องคลอดสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งไม่สนับสนุนทฤษฎีการเจริญเติบโตของกระดูกเชิงกรานที่ไม่สมบูรณ์แต่น่าจะเป็นเพราะความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อมดลูกที่ดีกว่า ร่วมกับปากมดลูกที่เอื้อต่อกระบวนการคลอด รวมถึงโดยส่วนใหญ่ทารกมีน้ำหนักจึงทำให้คลอดเองได้ง่าย แต่ล่าสุดในปี 2010 มีรายงานจากโรงพยาบาลราชวิถี(16) ที่ขัดแย้งกัน โดยพบว่าอัตราผ่าตัดคลอดและการใช้หัตถการเครื่องดูดสุญญากาศสูงกว่าในสตรีวัยรุ่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.005 และ 0.004 ตามลำดับ) แต่อัตราการคลอดเองทางช่องคลอด การชักนำการคลอด การคลอดติดขัดจากความไม่เข้ากันของขนาดเชิงกรานกับศีรษะทารก หรือภาวะทารกเครียดในครรภ์ไม่มีความแตกต่างกัน

            สิ่งที่สำคัญในระยะคลอดคือ การดูแลด้านจิตใจ การเอาใจใส่ ให้กำลังใจแก่วัยรุ่น จะทำให้การดำเนินการคลอดเป็นไปอย่างราบรื่น รวมถึงระยะคลอดสั้นลง การใช้ยาระงับปวดลดลง ทารกแรกเกิดมี Apgar score < 7 ลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(5-7;9;13-15;17;19)

ระยะหลังคลอด

ภาวะแทรกซ้อนหลังคลอด 

            จากรายงานของโรงพยาบาลราชวิถี(16)  พบว่าภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ หลังคลอด เช่น ตกเลือดหลังคลอด รกค้าง ติดเชื้อหลังคลอด แผลแยก หรือ ก้อนเลือดคั่งที่บริเวณฝีเย็บ ไม่แตกต่างกันระหว่างสตรีวัยรุ่นและสตรีทั่วไป แต่ยังมีบางรายงานในต่างประเทศที่พบว่าภาวะซีด และทุพโภชนาการยังคงเป็นปัญหาต่อเนื่องหลังคลอด(25)

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

            ควรให้การสนับสนุนและช่วยเหลือวัยรุ่นในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มีการศึกษาที่เปรียบเทียบการสร้างน้ำนมในวัยรุ่นหลังคลอด พบว่ามีเพียงร้อยละ 37-54 ซึ่งน้อยกว่าในสตรีทั่วไป แต่องค์ประกอบของน้ำนมไม่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นผลจากความถี่ในการให้นมน้อยกว่า และเริ่มให้นมเสริมเร็ว

สภาพจิตใจ

            ปัญหาสภาพจิตใจของวัยรุ่นเป็นปัญหาสำคัญ เพราะวัยรุ่นมักมีปัญหาทางอารมณ์และจิตใจ ซึ่งส่งผลให้เกิดความเครียด ปรับตัวไม่ได้ อาจมีพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง และซึมเศร้าหลังคลอด มีรายงานที่ศึกษาสภาพจิตใจของวัยรุ่นโดยติดตามถึง 4 ปีหลังคลอด พบว่า ร้อยละ 57 มี อาการเก็บกดชนิดปานกลางถึงรุนแรง ความชุกของอาการเก็บกดสูงกว่าในช่วง 3 เดือนแรกหลังคลอด(29)

         

การป้องกัน

การป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมในวัยรุ่น

          ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น เป็นปัญหาระดับนานาชาติ ที่แต่ละประเทศเล็งเห็นถึงความสำคัญและมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการแก้ไข  ตั้งแต่ ปี 1990 ได้มีโครงการต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหา ซึ่งในแต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกันโดยปรับให้เหมาะสมกับสังคม ประเพณีและวัฒนธรรม โดยที่เน้นประเด็นหลัก ๆ คือ การให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา การพัฒนาเยาวชนในด้านการใช้ชีวิตในสังคม และการให้บริการการศึกษาในชุมชน(30) แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรให้แก่วัยรุ่น คือ

  • การให้ความรู้เกี่ยวกับเพศศึกษาที่เหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร หรือลดอัตราการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมในวัยรุ่น
  • การเข้าถึงการให้บริการเกี่ยวกับอนามัยการเจริญพันธุ์  การคุมกำเนิด การป้องกันและรักษาโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
  • สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมต่อวัยรุ่นที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย และสามารถให้การดูแลวัยรุ่นเมื่อเกิดปัญหาต่าง ๆ ได้
  • การดูแลและความเข้าใจจากบุคคลในครอบครัวและสังคมรอบข้างองค์กรต่าง ๆ ของภาครัฐและเอกชนให้การสนับสนุนและดูแลช่วยเหลือ  รวมถึงการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับการศึกษาต่ออย่างเหมาะสม
  • ผู้ให้บริการทางการแพทย์ สหสาขาวิชาชีพ มีบทบาทให้การส่งเสริมการคุมกำเนิด และถ้าเมื่อตั้งครรภ์แล้ว ควรให้คำปรึกษาและสนับสนุนในการดูแลระยะก่อนคลอด ระหว่างคลอดและหลังคลอดอย่างเหมาะสม เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนต่าง  ๆที่อาจเกิดขึ้น

การคุมกำเนิด(31-33)

            การคุมกำเนิดเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและซับซ้อนสำหรับวัยรุ่น ทั้งนี้เกิดจากการขาดความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการคุมกำเนิด และการเลือกใช้ที่เหมาะสม ประกอบกับวุฒิภาวะทางอารมณ์และจิตใจ ทำให้ผู้ให้บริการทางการแพทย์ต้องเข้าใจและมียุทธวิธีในการสนับสนุนการคุมกำเนิดในวัยรุ่น วิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมกับวัยรุ่นมักจะต้องใช้ง่าย ไม่ต้องพบแพทย์บ่อย ไม่ต้องตรวจภายใน ไม่มีผู้อื่นรับรู้ ราคาถูก และปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันปัจจัยเรื่องความสวยงามก็เข้ามามีบทบาทต่อการเลือกใช้อีกด้วย

  • ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม(combined oral contraception) เป็นที่นิยมและใช้ในวัยรุ่น มีประสิทธิภาพสูงกว่าร้อยละ 90 เหมาะสำหรับคนที่มีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ รักษาอาการปวดท้องประจำเดือน ปริมาณเลือดออกน้อยลง รักษาสิว โดยต้องเริ่มรับประทานภายใน 5 วันแรกของการมีระดูจึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุด

           ข้อเสีย               ต้องใช้ยาอย่างสม่ำเสมอทุกวันโดยไม่ลืม ถ้าลืมต้องใช้วิธีอื่นช่วยด้วย เช่น ถุงยางอนามัย

  • ยาเม็ดฉุกเฉิน(emergency contraceptive pill)  เป็นทางเลือกกรณีมีเพศสัมพันธ์ไปแล้วโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งควรรับประทานภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ จะป้องกันได้ร้อยละ 75 โดยใช้ฮอร์โมน levonorgestrel 1.5 มิลลิกรัม หรือ levonorgestrel 1 มิลลิกรัม ร่วมกับ ehtinyl estradiol 200 ไมโครกรัม

           ข้อเสีย               ผลข้างเคียงจากการใช้ระดับยาที่ค่อนข้างสูง ไม่สามารถใช้ได้บ่อย ๆ

  • ยาฝังคุมกำเนิด(implant contraception) เป็นฮอร์โมน progestin ชนิดฝังหลอดยาไว้ใต้ผิวหนัง ซึ่งมีหลายชนิดตั้งแต่แบบหลอดเดียวจนถึง 6 หลอด โดยออกฤทธิ์ตั้งแต่ 3-5 ปี พบว่าประสิทธิภาพสูงเทียบเท่าการทำหมัน  เหมาะสมกับวัยรุ่นเพราะไม่ต้องกังวลเรื่องการลืมใช้ยา และใช้ได้นาน

           ข้อเสีย               ในคนที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 70 กิโลกรัม ประสิทธิภาพจะลดลง ประจำเดือนอาจมาผิดปกติ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เป็นต้น

  • ยาฉีดคุมกำเนิด(injectable contraception) เป็นฮอร์โมน progestin แบบฉีดเข้ากล้ามทุก 12 สัปดาห์ แต่ปัจจุบันมีทั้งชนิด ฉีดทุก 1-2 เดือน โดยมี estrogen เป็นส่วนประกอบ  เป็นที่นิยมในวัยรุ่น เนื่องจากคุมได้นาน ใช้ง่าย

           ข้อเสีย               ทำให้ประจำเดือนผิดปกติ อาจไม่มาเลย หรือเป็นเลือดออกกปริบกะปรอย น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ปวดศีรษะได้

  • แผ่นยาคุมกำเนิดชนิดแปะผิวหนัง(transdermal patch) ประกอบด้วย estrogen และ progesterone  ใช้แผ่นละ 1 สัปดาห์ โดยติดผิวหนังตามต้นแขน หลัง สะโพก

           ข้อเสีย               ราคาแพง และมีปัญหาการหลุดลอก ซึ่งพบได้ถึงร้อยละ 32

  • ห่วงอนามัย(intrauterine device)   เป็นอุปกรณ์ที่ใส่ไว้ในโพรงมดลูก มีประสิทธิภาพสูง ใช้ได้นาน 5 ปี ถ้าใช้เป็นชนิดที่มีทองแดงจะไม่มีผลจากฮอร์โมน  ถ้าเป็นชนิดฮอร์โมน levonorgestrel จะช่วยรักษาภาวะประจำเดือนมามากได้

           ข้อเสีย               ต้องหมั่นตรวจเช็คสายห่วง และเฝ้าระวังการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน

  • ถุงยางอนามัย(condom) มีทั้งสำหรับผู้ชายและผู้หญิง เป็นที่นิยมในวัยรุ่นและยังสามารถป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ได้ด้วย มีประสิทธิภาพดีถ้าใช้อย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ บางชนิดจะมียาฆ่าเชื้ออสุจิอยู่ด้วยซึ่งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพอีกทางหนึ่ง สำหรับการคุมกำเนิดด้วยสิ่งกีดขวางชนิดอื่น เช่น หมาวกกั้นปากมดลูก ไม่ค่อยนิยมใช้ เนื่องจากใช้ยาก เพิ่มโอกาสการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในสตรีได้บ่อย  
  • การคุมกำเนิดโดยวิธีธรรมชาติ เช่น การนับวัน การหาวันตกไข่ โดยการวัดอุณหภูมิกาย การดูจากมูกปากมดลูก สำหรับวิธีเหล่านี้ไม่ค่อยได้มีใครให้ข้อมูลถึงประสิทธิภาพมากนัก เนื่องจากมีโอกาสล้มเหลวสูง

 

สรุป

          ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น เป็นปัญหาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ควรจะได้รับการแก้ไขและดูแลอย่างเหมาะสม โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งวัยรุ่นเอง ครอบครัวหรือผู้ปกครอง ครูอาจารย์ที่จะคอยชี้แนะ บุคคลากรทางการแพทย์ที่คอยช่วยเหลือและดูแลอย่างเหมาะสม รวมถึงองค์กรต่าง ๆ ที่จะเข้ามามีบทบาทให้การช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับวัยรุ่นอีกด้วย

 

เอกสารอ้างอิง

  1. WHO. Adolescent pregnancy. World Health Organization 2010 December 6. Available from:URL:http://www.who.int/making_pregnancy_safer/topics/adolescent_pregnancy/en/print.html
  2. กลุ่มภารกิจด้านข้อมูลข่าวสารและสารสนเทศสุขภาพ สส. จำนวนและอัตราเจริญพันธุ์ ต่อประชากรหญิง 1,000 คน จำแนกตามกลุ่มอายุมารดา พ.ศ. 2546-2550.  2552.
  3. Maternal-Fetal Medicine DoOaGFoMCMU. Maternal-Fetal Medicine 2009: Annual Report.  2010.
  4. Scholl TO, Hediger ML, Belsky DH. Prenatal care and maternal health during adolescent pregnancy: a review and meta-analysis. J Adolesc Health 1994 Sep;15(6):444-56.
  5. Briggs MM, Hopman WM, Jamieson MA. Comparing pregnancy in adolescents and adults: obstetric outcomes and prevalence of anemia. J Obstet Gynaecol Can 2007 Jul;29(7):546-55.
  6. Fraser AM, Brockert JE, Ward RH. Association of young maternal age with adverse reproductive outcomes. N Engl J Med 1995 Apr 27;332(17):1113-7.
  7. Goonewardene IM, Deeyagaha Waduge RP. Adverse effects of teenage pregnancy. Ceylon Med J 2005 Sep;50(3):116-20.
  8. Gupta N, Kiran U, Bhal K. Teenage pregnancies: obstetric characteristics and outcome. Eur J Obstet Gynecol Reprod Biol 2008 Apr;137(2):165-71.
  9. Jolly MC, Sebire N, Harris J, Robinson S, Regan L. Obstetric risks of pregnancy in women less than 18 years old. Obstet Gynecol 2000 Dec;96(6):962-6.
  10. Kumar A, Singh T, Basu S, Pandey S, Bhargava V. Outcome of teenage pregnancy. Indian J Pediatr 2007 Oct;74(10):927-31.
  11. Lewis LN, Hickey M, Doherty DA, Skinner SR. How do pregnancy outcomes differ in teenage mothers? A Western Australian study. Med J Aust 2009 May 18;190(10):537-41.
  12. Thato S, Rachukul S, Sopajaree C. Obstetrics and perinatal outcomes of Thai pregnant adolescents: a retrospective study. Int J Nurs Stud 2007 Sep;44(7):1158-64.
  13. Trivedi SS, Pasrija S. Teenage pregnancies and their obstetric outcomes. Trop Doct 2007 Apr;37(2):85-8.
  14. Usta IM, Zoorob D, Abu-Musa A, Naassan G, Nassar AH. Obstetric outcome of teenage pregnancies compared with adult pregnancies. Acta Obstet Gynecol Scand 2008;87(2):178-83.
  15. Watcharaseranee N, Pinchantra P, Piyaman S. The incidence and complications of teenage pregnancy at Chonburi Hospital. J Med Assoc Thai 2006 Oct;89 Suppl 4:S118-S123.
  16. Kovavisarach E, Chairaj S, Tosang K, Asavapiriyanont S, Chotigeat U. Outcome of teenage pregnancy in Rajavithi Hospital. J Med Assoc Thai 2010 Jan;93(1):1-8.
  17. Ziadeh S. Obstetric outcome of teenage pregnancies in North Jordan. Arch Gynecol Obstet 2001 Mar;265(1):26-9.
  18. Khashan AS, Baker PN, Kenny LC. Preterm birth and reduced birthweight in first and second teenage pregnancies: a register-based cohort study. BMC Pregnancy Childbirth 2010;10:36.
  19. Lao TT, Ho LF. Obstetric outcome of teenage pregnancies. Hum Reprod 1998 Nov;13(11):3228-32.
  20. Suebnukarn K, Phupong V. Pregnancy outcomes in adolescents < or = 15 years old. J Med Assoc Thai 2005 Dec;88(12):1758-62.
  21. Saftlas AF, Olson DR, Franks AL, Atrash HK, Pokras R. Epidemiology of preeclampsia and eclampsia in the United States, 1979-1986. Am J Obstet Gynecol 1990 Aug;163(2):460-5.
  22. Sarkar CS, Giri AK, Sarkar B. Outcome of teenage pregnancy and labour: a retrospective study. J Indian Med Assoc 1991 Jul;89(7):197-9.
  23. Avery L, Lazdane G. What do we know about sexual and reproductive health of adolescents in Europe? Eur J Contracept Reprod Health Care 2010 Dec;15 Suppl 2:S54-S66.
  24. Torrone EA, Wright J, Leone PA, Hightow-Weidman LB. Pregnancy and HIV infection in young women in North Carolina. Public Health Rep 2010 Jan;125(1):96-102.
  25. Treffers PE, Olukoya AA, Ferguson BJ, Liljestrand J. Care for adolescent pregnancy and childbirth. Int J Gynaecol Obstet 2001 Nov;75(2):111-21.
  26. Looker AC, Dallman PR, Carroll MD, Gunter EW, Johnson CL. Prevalence of iron deficiency in the United States. JAMA 1997 Mar 26;277(12):973-6.
  27. Institute of Medicine (U.S.).Panel on Micronutrients IoMUSFaNB. Dietary reference intakes for vitamin A, vitamin K, arsenic, boron, chromium, copper, iodine, iron, manganese, molybdenum, nickel, silicon, vanadium, and Zinc. Washington DC: National Academy Press; 2000.
  28. NIH Consensus conference. Optimal calcium intake. NIH Consensus Development Panel on Optimal Calcium Intake. JAMA 1994 Dec 28;272(24):1942-8.
  29. Tonelli M. Depression and adolescent pregnancy. J Pediatr Adolesc Gynecol 2005 Apr;18(2):137-8.
  30. Harris MB, Allgood JG. Adolescent pregnancy prevention: Choosing an effective program that fits. Children and Youth Services Review 2009;31:1314-20.
  31. Holcomb MA, Williams R, Skipper MT. Adolescent contraception: sorting out the facts. Nurse Pract 2009 Sep;34(9):18-26.
  32. Lara-Torre E. Update in adolescent contraception. Obstet Gynecol Clin North Am 2009 Mar;36(1):119-28.
  33. French RS, Cowan FM. Contraception for adolescents. Best Pract Res Clin Obstet Gynaecol 2009 Apr;23(2):233-47.
Read More

Treatment of CA Corpus: Evidence-based

การรักษามะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก: เวชศาสตร์เชิงประจักษ์


 ชัยเลิศ พงษ์นริศร



บทนำ


            มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับสามของมะเร็งอวัยวะสืบพันธ์สตรีไทย มีอุบัติการณ์เท่ากับ 2.6 ต่อประชากรแสนคน รองจากมะเร็งปากมดลูกและรังไข่ 1 มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะต้นๆอาจหายขาดด้วยการผ่าตัดอย่างเดียว อัตราอยู่รอดที่ห้าปีของโรคที่อยู่เฉพาะที่เท่ากับร้อยละ 81-90 แต่ในรายที่โรคเป็นมากแล้วน้อยกว่าร้อยละ 202


 


การผ่าตัดเพื่อกำหนดระยะโรค


            ปัจจุบันการกำหนดระยะโรคของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกทำโดยอาศัยการผ่าตัดเป็นหลัก ตามระบบของ the International Federation of Gynecology and Obstetrics (FIGO) ร่วมกับ the American Joint Committee Cancer (AJCC) ยกเว้นในรายที่มีข้อห้ามต่อการผ่าตัด จะกำหนดระยะโรคโดยอาศัยข้อมูลทางคลินิก


 


Peritoneal cytology


            เมื่อผ่าตัดเข้าสู่ช่องท้อง ควรเก็บน้ำจากช่องท้องส่งตรวจทางเซลล์วิทยา เพราะว่าในมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะที่หนึ่งทางคลินิก สามารถตรวจพบเซลล์มะเร็งน้ำล้างช่องท้องถึงร้อยละ 123 ในด้านการรักษายังไม่ทราบแน่ชัดถึงความสำคัญของการตรวจพบเซลล์มะเร็งในน้ำล้างช่องท้องในรายที่ไม่พบรอยโรคนอกตัวมดลูก การศึกษาขนาดใหญ่พบว่าการตรวจพบเซลล์มะเร็งในน้ำล้างช่องท้องทำให้พยากรณ์โรคไม่ดี4 อย่างไรก็ตามการศึกษายังขัดแย้งกันอยู่5, 6, 7 ในทางปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งชนิด endometrioid มักตัดสินใจการรักษาโดยอิงกับข้อมูลทางพยาธิวิทยาเป็นหลักโดยไม่คำนึงถึงผลเซลล์วิทยา อย่างไรก็ตามแนะนำให้ยาเคมีบำบัดร่วมในรายที่เป็นมะเร็งชนิด serous หรือ clear cell และตรวจพบเซลล์มะเร็งในน้ำล้างช่องท้อง เพราะมีความเสี่ยงสูงกว่าที่จะมี micrometastasis8


 


Hysterectomy


            การผ่าตัดกำหนดระยะโรคที่สมบูรณ์จำเป็นต้องตัดมดลูกแบบ extrafascial hysterectomy และตัดรังไข่ออกทั้งสองข้าง ยกเว้นผู้ป่วยมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะที่สองบางรายที่สามารถทำ radical hysterectomy ได้ การตัดรังไข่นอกจากเป็นการตรวจว่ามีการกระจายมายังปีกมดลูกหรือไม่แล้วยังเป็นการกำจัดแหล่งของเอสโตรเจนไปด้วย ควรผ่าตัดเปิดชิ้นเนื้อปากมดลูกในห้องผ่าตัดเสมอเพื่อประเมินการกระจายของโรค จากการศึกษาหลายสถาบันพบว่าความไว ความจำเพาะ และค่าทำนายผลบวกและลบของการตรวจการลุกลามเข้ากล้ามเนื้อมดลูกลึกเกินร้อยละ 50 ด้วยตาเปล่าในห้องผ่าตัดเท่ากับร้อยละ 73, 93, 85 และ 86 ตามลำดับ9


สำหรับการผ่าตัดที่ลุกล้ำน้อย เช่นการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองผ่านกล้องร่วมกับการตัดมดลูกทางช่องคลอด เป็นวิธีรักษาทางเลือกที่เป็นที่ยอมรับได้ในผู้ป่วยบางราย เช่น ในรายที่มีความเสี่ยงที่จะมีอันตรายถ้าผ่าตัดทางหน้าท้อง ไม่อ้วนและไม่มีพังผืด10, 11


 


Pelvic/paraaortic lymphadenectomy


แม้ว่าการผ่าตัดเพื่อกำหนดระยะโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยทุกรายยังไม่ได้รับการกำหนดอย่างชัดเจน พบว่าความเสี่ยงต่อการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองและโรคออกนอกตัวมดลูกมีความสัมพันธ์แบบเส้นตรงกับเกรดและความลึกของการลุกลามเข้ากล้ามเนื้อมดลูก3 ในการผ่าตัดต้องตรวจสำรวจอย่างละเอียดทั้งในช่องท้อง (intraperitoneum) และหลังช่องท้อง (retroperitoneum) ปัจจุบันยังไม่มีวิธีตรวจก่อนผ่าตัดชนิดใดที่สามารถตรวจพบรอยโรคในต่อมน้ำเหลืองแบบ micrometastasis ได้ เนื่องจากมีไม่ถึงร้อยละ 10 ของต่อมน้ำเหลืองเหล่านี้ที่คลำพบว่าโตผิดปกติ การคลำต่อมน้ำเหลืองขณะผ่าตัดอย่างเดียวถือว่าไม่เพียงพอสำหรับการตรวจประเมินหลังช่องท้อง4, 12 รายงานพบว่าร้อยละ 37 ของต่อมน้ำเหลืองที่มีมะเร็งกระจายมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่าหรือเท่ากับ 2 ม.ม.13


แนวคิดที่ว่าการเลาะต่อมน้ำเหลืองมีประโยชน์ด้านการพยากรณ์โรคเท่านั้น ทำให้การเลาะต่อมน้ำเหลืองในการผ่าตัดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกไม่เข้มงวดนัก พบว่าจำนวนต่อมน้ำเหลืองที่เลาะออกมาในมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกแปรปรวนตั้งแต่ 11 ถึง 3712,14 ซึ่งต่างจากการผ่าตัดในมะเร็งปากมดลูกที่มีการเลาะต่อมน้ำเหลืองออกมาจากอุ้งเชิงกรานทั้งหมดจากบริเวณ psoas, iliac, interiliac และ obturator พบว่ายิ่งมีการเลาะต่อมน้ำเหลืองหลายกลุ่ม ค่าการทำนาย (predictive value) ของการเลาะต่อมน้ำเหลืองยิ่งสูง  Kilgore และคณะได้รายงานที่ชี้ว่าการเลาะต่อมน้ำเหลืองอาจมีประโยชน์ทางด้านการรักษาด้วย โดยศึกษาในผู้ป่วย 212 รายที่ได้รับการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานหลายๆที่อย่างน้อย 4 ตำแหน่งในแต่ละข้าง โดยมีจำนวนต่อมน้ำเหลืองที่เลาะออกมาเฉลี่ย 11 ต่อม เปรียบเทียบกับผู้ป่วยอีก 205 รายที่ได้รับการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองน้อยกว่า 4 ตำแหน่งในแต่ละข้าง โดยมีจำนวนต่อมน้ำเหลืองเฉลี่ย 4 ต่อม เปรียบเทียบกับผู้ป่วยอีก 208 รายที่ไม่ได้รับการเลาะต่อมน้ำเหลือง พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการเลาะต่อมน้ำเหลืองมีอัตราการอยู่รอดดีกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการเลาะต่อมน้ำเหลืองอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.0002) เมื่อวิเคราะห์โดยแยกผู้ป่วยออกเป็นกลุ่มเสี่ยงต่ำที่มีโรคจำกัดอยู่ตัวมดลูก และกลุ่มเสี่ยงสูงที่มีโรคกระจายไปที่ปากมดลูก ปีกมดลูก เยื่อบุ serosa หรือมีเซลล์มะเร็งในน้ำล้างช่องท้อง ก็ยังพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการเลาะต่อมน้ำเหลืองมีอัตราการอยู่รอดดีกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการเลาะต่อมน้ำเหลืองอย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มเสี่ยงสูงและกลุ่มเสี่ยงต่ำมีค่า p = 0.006 และ 0.026 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการเลาะต่อมน้ำเหลืองแต่ได้รับการฉายรังสีที่อุ้งเชิงกรานเพราะมีพยาธิวิทยาเป็นเกรดสามหรือมีการลุกลามเข้ากล้ามเนื้อมดลูกชั้นลึก กับผู้ป่วยที่ได้รับการเลาะต่อมน้ำเหลืองหลายตำแหน่งในอุ้งเชิงกราน พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการเลาะต่อมน้ำเหลืองมีอัตราการอยู่รอดดีกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการเลาะต่อมน้ำเหลืองอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.0027) ดังนั้น การเลาะต่อมน้ำเหลืองหลายๆตำแหน่งในอุ้งเชิงกรานสัมพันธ์กับอัตราการอยู่รอดที่ดี โดยไม่ขึ้นกับเกรด ความลึกของการลุกลาม หรือการได้รับการฉายรังสีร่วมหลังผ่าตัด14


นอกจากนี้ ยังพบว่าในผู้ป่วยที่ได้รับการเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณ retroperitoneum อย่าง extensive มีการลดการกลับเป็นซ้ำที่บริเวณ retroperitoneumลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ได้รับการเลาะต่อมน้ำเหลืองเพียงเล็กน้อยหรือไม่ได้รับการเลาะเลย12 จากข้อมูลเหล่านี้สนับสนุนว่าการเลาะต่อมน้ำเหลืองจากหลายๆกลุ่มมีประโยชน์ในด้านการรักษา (therapeutic benefit) ในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเพื่อกำหนดระยะโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกและประเมินที่ retroperitoneum อย่าง extensive กว่า


หลักฐานที่สนับสนุนคุณประโยชน์ของการประเมินบริเวณ retroperitoneum อย่างครบถ้วนเมื่อเปรียบเทียบกับการสุ่มเลาะต่อมน้ำเหลืองบางกลุ่ม มาจากการทบทวนรายงานเมื่อไม่นานมานี้ พบว่าอัตราการอยู่รอดของผู้ป่วยมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะที่หนึ่งที่ได้รับการผ่าตัดครบถ้วนอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับการฉายแสงหลังผ่าตัด ทั้งๆที่มีความเสี่ยงสูงได้แก่เกรดสูงและลุกลามลึก15, 16 Orr และคณะได้ศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะที่หนึ่ง 396 รายที่ได้รับการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองครบถ้วนที่อุ้งเชิงกรานและข้างหลอดเลือดเอออร์ตาถึงระดับเส้นเลือด inferior mesenteric artery ได้จำนวนต่อมน้ำเหลืองเฉลี่ย 23.7 ต่อมต่อราย พบว่ามีโรคออกนอกตัวมดลูกร้อยละ 21.8 (ร้อยละ 10.4 เป็นเกรดหนึ่ง ร้อยละ 25.9 เป็นเกรดสอง ร้อยละ 59.6 เป็นเกรดสาม) แม้ว่าร้อยละ 56 ได้รับ brachytherapy ที่ช่องคลอดหลังผ่าตัดแต่ไม่มีผู้ป่วยระยะที่หนึ่งรายใดได้รับการฉายแสงที่อุ้งเชิงกราน พบว่าอัตราการรอดชีวิตโดยรวมในระยะ 1A ร้อยละ100 ระยะ 1B ร้อยละ 97 ระยะหนึ่ง 1C ร้อยละ 9317 การเลาะต่อมน้ำเหลืองที่ตรวจพบว่าไม่มีการกระจายของมะเร็งอาจได้ประโยชน์เช่นเดียวกับเลาะต่อมน้ำเหลืองที่มีมะเร็งกระจายมา Yobushita และคณะได้ศึกษาโดยการตรวจซ้ำในต่อมน้ำเหลืองที่ตรวจไม่พบเซลล์มะเร็งในตอนแรก พบว่าร้อยละ 16 ย้อมติดสี และอัตราการเป็นกลับซ้ำเท่ากับร้อยละ 36 เมื่อเทียบกับร้อยละ 0 ในกลุ่มที่ย้อมไม่ติดสี18 ดังนั้นการเลาะต่อมน้ำเหลืองหลายๆกลุ่มหรืออย่างครบถ้วนจึงมีความไวในการตรวจพบรอยโรคนอกตัวมดลูกที่กระจายไปใน retroperitoneum ได้มากกว่าการสุ่มเลาะต่อมน้ำเหลือง ซึ่งมีความสำคัญต่อการรังสีรักษาหลังผ่าตัด พบว่าการให้รังสีรักษาในผู้ป่วยกลุ่มนี้มีอัตราการหายร้อยละ 724


ในผู้ป่วยที่มีมะเร็งกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน จะมีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองข้างหลอดเลือดเอออร์ตาร้อยละ 40-80 ในรายที่ได้รับการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองอย่างครบถ้วน และมีเพียงร้อยละ 10-38 ในรายที่ได้รับการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองแบบจำกัด ส่วนผู้ป่วยที่ไม่พบมะเร็งกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน มีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองข้างหลอดเลือดเอออร์ตาร้อยละ1-8 ในรายที่ได้รับการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองอย่างครบถ้วน และมีเพียงร้อยละ 0-2 ในรายที่ได้รับการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองแบบจำกัด Mariani และคณะรายงานอัตราการอยู่รอดห้าปีของผู้ป่วยที่มีมะเร็งกระจายมายังต่อมน้ำเหลืองข้างหลอดเลือดเอออร์ตาที่ได้รับการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองเปรียบเทียบกับไม่ได้รับการผ่าตัด ผลเท่ากับรัอยละ 77 กับ 42 ตามลำดับ19 พบอุบัติการณ์ของการกระจายของมะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานและข้างหลอดเลือดเอออร์ตาได้สูงในรายที่เป็นเกรดสามและลุกลามกล้ามเนื้อมดลูกชั้นลึก ในรายที่มีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองข้างหลอดเลือดเอออร์ตานี้ มีสัดส่วนของผู้ป่วยมากอย่างมีนัยสำคัญที่มีต่อมน้ำเหลืองโตผิดปกติคลำได้ หรือมีโรคที่ต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานที่เห็นได้ชัดทางคลินิก หรือมีรอยโรคที่ปีกมดลูก หรือลุกลามเข้ากล้ามเนื้อมดลูกชั้นลึก20 อย่างไรก็ตาม มีร้อยละ 35 ของผู้ป่วยกลุ่มนี้ที่ไม่พบว่ามีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน3 แม้ว่าบางท่านจะสรุปว่าประโยชน์ของการเลาะต่อมน้ำเหลืองข้างหลอดเลือดเอออร์ตามีน้อย21 แต่มีรายงานหนึ่งพบว่าอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยกลุ่มนี้ซึ่งได้รับการเลาะต่อมน้ำเหลืองข้างหลอดเลือดเอออร์ตาและได้รับรังสีรักษาหลังผ่าตัดสูงถึงร้อยละ 4022


ในรายที่มีพยาธิวิทยาจากการขูดมดลูกเป็น well differentiated endometrioid adenocarcinoma นั้น พบว่าเกรดของมะเร็งที่ได้จากขูดมดลูกมีความไม่แม่นยำถีงร้อยละ 3123 ผลพยาธิวิทยาของเยื่อบุโพรงมดลูกจากชิ้นเนื้อมดลูกมีเกรดสูงกว่าเดิมร้อยละ 15-20 ในรายที่เป็นเกรดหนึ่ง24, 25, 26   นอกจากนั้นร้อยละ 22 ของเกรดหนึ่งมีรอยโรคลุกลามเข้ากล้ามเนื้อมดลูกชั้นกลางและลึก พบการกระจายไปต่อมน้ำเหลืองบริเวณ retroperitoneum ร้อยละ 3-4 ของผู้ป่วยที่มีรอยโรคเกรดหนึ่งและลุกลามเข้ากล้ามเนื้อชั้นตื้น27 อาจกล่าวโดยรวมได้ว่าอย่างน้อยร้อยละ 30 ของผู้ป่วยที่วินิจฉัยก่อนผ่าตัดว่าเป็นเกรดหนึ่งจะมีปัจจัยเสี่ยงที่มดลูกที่จัดว่าเป็นความเสี่ยงปานกลางและสูงต่อการมีการกระจายไปยังบริเวณ retroperitoneum จึงเป็นที่ชัดเจนว่าการผ่าตัดมดลูกและปีกมดลูกเท่านั้นจึงไม่เพียงพอต่อการกำหนดระยะโรคในกลุ่มที่ลุกลามเข้ากล้ามเนื้อมดลูกลึกหรือมีพยาธิวิทยาเป็นเกรดสูง28 ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะวางแผนก่อนผ่าตัดว่าจะไม่เลาะต่อมน้ำเหลืองจากผลพยาธิวิทยาที่ได้จากการขูดมดลูกเท่านั้น


การเลาะต่อมน้ำเหลืองเฉพาะที่มีความเสี่ยงสูงอาจพลาดการวินิจฉัยโรคที่ต่อมน้ำเหลือง เพราะร้อยละ 19 ของผู้ป่วยที่มีโรคที่ต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานไม่พบปัจจัยเสี่ยง29 เนื่องจากยังไม่มีวิธีการตรวจต่อมน้ำเหลืองที่แม่นยำนอกจากการเลาะออกมาตรวจทางพยาธิวิทยา ส่วนใหญ่จึงแนะนำให้ถือว่าผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณ retroperitoneum เป็นส่วนสำคัญของการผ่าตัดกำหนดระยะโรค ยกเว้นในรายที่เป็นเกรดหนึ่งและมะเร็งจำกัดอยู่เฉพาะที่เยื่อบุโพรงมดลูก3, 30


การผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองโดยมะเร็งนรีแพทย์มี morbidity ค่อนข้างต่ำ แพทย์ที่มีประสบการณ์สามารถเลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานได้สำเร็จร้อยละ 97 ของผู้ป่วย30 จากรายงานพบว่าโอกาสเกิดผลข้างเคียงหลังการเลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานในระยะยาวน้อยมาก ส่วนการเลาะต่อมน้ำเหลืองข้างหลอดเลือดเอออร์ตามีภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย


    ปัจจัยต่อไปนี้บ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงสูง ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ของการเลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานและข้างเอ-ออร์ตา8 ได้แก่



  1. serous, clear cells หรือ high grade histology

  2. myometrial invasion greater than 50 percent

  3. large tumor greater than 2 cm in size or filling the endometrial cavity

  4. cervical or lower uterine segment involvement

  5. adnexal or pelvic extension of disease

  6. enlarge lymph nodes

ในรายอื่นๆ อาจทำเพียงสุ่มเลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานและข้างหลอดเลือดเอออร์ตา เพื่อประเมินพยากรณ์โรคและวางแผนการรักษาหลังผ่าตัด


 


การรักษา


            การรักษาที่แนะนำสำหรับมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกขึ้นกับการประเมินความเสี่ยงในการเกิดซ้ำ ซี่งขึ้นกับ ระยะโรคที่ได้จากการผ่าตัด, tumor grade และ histologic subtype โดยมะเร็งที่มีพยาธิวิทยาแบบ papillary serous หรือ clear cell มีโอกาสที่จะมีการกระจายเข้าสู่ lymphovascular และ ช่องท้องส่วนบน และสัมพันธ์กับพยากรณ์โรคที่แย่กว่า endometrioid adenocarcinoma ฉะนั้น จึงต้องมีการรักษาที่แตกต่างกัน ซึ่งจะกล่าวถึงในภายหลัง


 


1. Low risk


            ผู้ป่วยที่จัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำต่อการเกิดซ้ำต้องมีเกณฑ์ดังนี้8



  1. Grade 1 or 2 histology with invasion through less than one-half of the myometrium (stage IA,IB) or grade 3 tumor without myometrial invasion (stage IA)

  2. Disease confined to the uterine fundus

  3. No involvement of the lymphovascular space

  4. No lymph node metastases

การผ่าตัด


            TAH-BSO ถือเป็นการรักษาที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มนี้ ส่วนการผ่าตัดที่ลุกล้ำน้อย เช่น การผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองผ่านกล้องร่วมกับการตัดมดลูกทางช่องคลอด ยอมรับได้ว่าเป็นทางเลือกทดแทนในบางราย เช่น รายที่ไม่อ้วนและไม่มีพังผืดในช่องท้อง รายที่มีความเสี่ยงต่อการผ่าตัดสูง11, 31


            การผ่าตัดอย่างเดียวเพียงพอสำหรับการรักษารายที่มีความเสี่ยงต่ำ อัตราการเป็นซ้ำที่ห้าปีน้อยกว่าร้อยละ 7 และส่วนมากสามารถรักษาได้รังสีรักษา4, 32, 33ไม่มีประโยชน์ที่จะฉายรังสีก่อนและหลังผ่าตัดในกลุ่มนี้ ส่วนการเคมีบำบัดหลังผ่าตัดก็ไม่แนะนำในผู้ป่วยที่เป็น well differentiated endometrial carcinoma ที่โรคจำกัดอยู่ที่มดลูก หรือ moderatedly differentiated endometrial carcinoma ที่ลุกลามกล้ามเนื้อเนื้อมดลูกแค่ชั้น superficial เพราะผู้ป่วยเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อการเป็นซ้ำต่ำ


 


การรักษาด้วยรังสีปฐมภูมิ (Primary radiation)


ในผู้ป่วยสูงอายุและมี comorbidity ที่พิจารณาแล้วว่ามีความเสี่ยงต่อการผ่าตัดสามารถให้การรักษาด้วยรังสีตั้งแต่ต้น อัตราการอยู่รอดต่ำกว่าการผ่าตัดมดลูกและรังไข่เพียงเล็กน้อย 34, 35 จากการศึกษาพบว่า progression free survival ที่ห้าปีของมะเร็งระยะที่หนึ่งที่เป็น grade 1 2 และ 3 เท่ากับร้อยละ 94, 92 และ 78 ตามลำดับ ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสีและใส่แร่36


 


การรักษาแบบอนุรักษ์ (Fertility preservation)


ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะที่หนึ่ง ชนิด grade 1 ที่ต้องการรักษาสภาพการเจริญพันธุ์ สามารถให้การรักษาด้วย progestin ได้ 37-40 จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 40 ปี ที่เป็น grade 1 และได้รับการรักษาแบบอนุรักษ์ด้วย progestin มีการถดถอย (regress) ของเนื้องอกลง 9 ใน 10 ราย37 จากการศึกษาพบว่าสามารถใช้ได้ผลทั้งแบบรับประทานและฉีด แม้ว่าขนาดและระยะเวลาของการรักษาที่เหมาะสมยังไม่ทราบ ส่วนการใช้ห่วงอนามัยที่ปลดปล่อยโปรเจสเตอโรนกำลังได้รับการศึกษาอยู่


            แนะนำให้ผ่าตัดมดลูกและรังไข่ออกหลังผู้ป่วยมีบุตรแล้ว แม้ว่าจะมีการถดถอยของมะเร็งแล้วก็ตามเพราะผู้ป่วยส่วนหนึ่งยังคงมีปัจจัยเสี่ยงอยู่ เช่น อ้วน ภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรัง มีรายงานถึงการเป็นซ้ำในผู้ป่วยที่ตอบสนองดีต่อ progestin ในตอนเริ่มต้น39, 40


 


2. Intermediate risk


ผู้ป่วยจะได้รับการจัดว่ามีความเสี่ยงปานกลางต่อการเป็นซ้ำ ถ้ามีเกณฑ์ดังต่อไปนี้8



  1. Grade 1 or 2 endometrial carcinoma extending beyond one-half of the myometrium (stage IC), or with invasion of the cervix or isthmus (stage II)

  2. No involvement of the lymphovascular space

  3. No evidence of metastases

การรักษาที่เหมาะสมในกลุ่มนี้คือการผ่าตัดมดลูกแบบ extrafascial hysterectomy และตัดรังไข่ทั้งสองข้าง ร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน สำหรับการรักษาที่เหมาะสมหลังผ่าตัดยังอยู่ในระหว่างการศึกษา จาก guideline ของ the National Comprehensive Cancer Network (NCCN) ซึ่งได้รับการยอมรับจาก the American Brachytherapy Society แนะนำให้มีการให้ adjuvant RT ในกลุ่มนี้เป็นกิจวัตร41 แต่ที่ยังมีข้อถกเถียงคือจะเลือกให้ RT ชนิดใดจึงเหมาะสมระหว่าง vaginal cuff brachytherapy หรือ external beam RT42 สำหรับโรคระยะที่หนึ่ง มักแนะนำให้ vaginal cuff radiation43 ในทางตรงกันข้ามสำหรับโรคระยะที่ IIA หรือ IIB แนะนำให้ vaginal cuff brachytherapy ร่วมกับ external beam RT41, 42


 


ประโยชน์ที่ได้รับจาก adjuvant RT


            การให้รังสีรักษาหลังผ่าตัดช่วยลดการเป็นซ้ำที่อุ้งเชิงกรานในผู้ป่วยมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก แต่ผลต่ออัตราการรอดชีวิตยังไม่เห็นชัดเจน การรอดชีวิตในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงปานกลางได้รับผลจากปัจจัยอื่น อาทิเช่น high grade, ลุกลามเข้ากล้ามเนื้อมากกว่า 1/3 ด้านใน หรือมีโรคที่ปากมดลูก และมี lymphovascular space44 พบว่าในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเหล่านี้ตั้งแต่สองข้อ มีอัตราการอยู่รอดต่ำ และอาจได้รับประโยชน์จากการให้รังสีที่อุ้งเชิงกรานร่วม โชคไม่ดีที่มีการศึกษาแบบ randomize trial น้อยมากที่ศึกษาในมะเร็งระยะต้นเพราะมีจำนวนผู้ป่วยน้อยรายที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นซ้ำ ประกอบกับมีปัญหาเรื่องอคติของผู้ศึกษาเกี่ยวกับการให้ adjuvant RT ทำให้หลายการศึกษาไม่สามารถยืนยันถึงประโยชน์ที่ได้รับ


            การศึกษาหนึ่งเป็น prospective random ผู้ป่วย 540 รายที่เป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะที่หนึ่งและหลังผ่าตัดได้รับฉายรังสีเปรียบเทียบกับไม่ฉายรังสีที่อุ้งเชิงกราน45 พบว่ามีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของการเป็นซ้ำที่ช่องคลอดและอุ้งเชิงกรานในผู้ป่วยที่ได้รับการฉายรังสีในระยะที่ติดตามการรักษานาน 3-10ปี คือร้อยละ 1.9 และ 6.9 ตามลำดับ อย่างไรก็ดีพบว่าในกลุ่มที่ได้รับการฉายรังสีมีการเป็นซ้ำที่ distant มากกว่าคือ ร้อยละ 9.9 และ 5.4 ตามลำดับ ฉะนั้นอัตราการอยู่รอดที่ห้าปีจึงไม่แตกต่างกัน เมื่อศึกษาในรายละเอียดพบว่ามีผู้ป่วยเพียงหนึ่งรายที่เป็น grade 3 และลุกลามลึกเกินครึ่งของกล้ามเนื้อมดลูกที่ได้รับประโยชน์จากการรักษาด้วย adjuvant RT


            การศึกษาแบบ controlled trial คล้ายคลึงกันของ GOG ซึ่งผู้ป่วย 390 รายที่มีความเสี่ยงปานกลาง(ระยะที่ IB ถึง occult IIB) ได้รับการ random เพื่อรับการฉายรังสี 50.4 Gy เปรียบเทียบกับไม่ฉายรังสีหลังผ่าตัด46 พบว่าในกลุ่มที่ได้รับการฉายรังสีมีสัดส่วนของผู้ป่วยที่ปลอดโรคที่สองปีสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับการฉายรังสีอย่างมีนัยสำคัญ คือ ร้อยละ 96 และ 88 ตามลำดับ สำหรับอัตราการอยู่รอดไม่แตกต่างกัน แม้ว่าจะมีอัตราการเป็นซ้ำที่ช่องคลอดและอุ้งเชิงกรานลดลงอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มที่ได้รับการฉายรังสี


            การให้ brachytherapy หลังผ่าตัด ดูเหมือนจะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นซ้ำที่ช่องคลอดลงในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงปานกลาง แม้ว่าจะไม่มีรายงานที่เป็น randomized trial ตีพิมพ์ และไม่มีการศึกษาใดชี้ว่ามีประโยชน์ต่ออัตราการอยู่รอด15, 17, 47, 48 ยกตัวอย่าง จากการศึกษาหนึ่ง ในผู้ป่วย 396 รายที่เป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะ IA (grade 2 ถึง 3), IB หรือ IC ที่ได้รับ intracavitory brachytherapy 60 Gy ที่ช่องคลอดส่วนบน17 พบว่าอัตราการอยู่รอดที่ห้าปีเท่ากับร้อยละ 97 และการเป็นซ้ำทั้งหมดเกิดที่ห่างไกล(distant) ในการศึกษาที่สองซึ่งผู้ป่วย 102 รายที่เป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะ IB หรือ IC และได้รับ brachytherapy หลังผ่าตัด 15 Gy ในระยะ 3 สัปดาห์ พบว่าอัตราการอยู่รอดห้าปีและอัตราการปลอดโรคที่ห้าปีเท่ากับร้อยละ 84 และ 93 ตามลำดับ15 สำหรับอัตราการควบคุมโรคเฉพาะที่ (locoregional) ในอุ้งเชิงกรานเท่ากับร้อยละ 97


            ในทางตรงกันข้ามข้อมูลจากการศึกษาที่ผ่าตัดกำหนดระยะโรคอย่างสมบูรณ์บ่งชี้ว่าผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงปานกลางที่มีโรคจำกัดอยู่ที่มดลูกมีผลลัพท์ที่ดีโดยไม่ต้องให้ adjuvant เป็นกิจวัตร15 จากผู้ป่วย 105 รายในการศึกษานี้ซึ่งเป็น grade 2 หรือ 3 และโรคจำกัดอยู่ที่มดลูก หรือลุกลามเข้ากล้ามเนื้อมดลูกเกินครึ่ง พบว่ามีเพียง 4 รายที่เกิดซ้ำที่ช่องคลอดและทั้งหมดสามารถรักษาด้วยการฉายรังสีที่อุ้งเชิงกราน มีการศึกษาที่ได้ข้อมูลคล้ายคลึงกันนี้49


 


สรุป


RT มีประโยชน์ในแง่ของการลดโอกาสเป็นซ้ำเฉพาะที่ลง แต่ผลต่ออัตราการรอดชีวิตยังไม่ชัดเจน นอกจากนี้แล้วผู้ป่วยที่ไม่ได้รับรังสีในตอนต้น ถ้าเกิดเป็นซ้ำเฉพาะที่สามารถรักษาได้ผลดีด้วยรังสีในภายหลัง ซึ่งผลลัพธ์อาจดีกว่า


 


การให้ฮอร์โมนรักษาหลังผ่าตัด (Adjuvant hormonal therapy)


ยังไม่พบว่าการให้ progestin หลังผ่าตัดช่วยให้ความเสี่ยงของการเป็นซ้ำหรือการตายจากมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ50, 51 จึงไม่แนะนำ


 


3. high risk


ผู้ป่วยที่มีคุณลักษณะดังต่อไปนี้จัดว่ามีความเสี่ยงสูงต่อการมีโรคคงอยู่หรือเป็นซ้ำ8



  1. Grade 3 cancer with any degree of myometrial invasion

  2. Adnexal or pelvic metastases

  3. Grade 2 disease with invasion beyond one-half of the myometrium and isthmic or cervical involvement

  4. Involvement of the lymphovascular space

การผ่าตัด


ข้อมูลจากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าการผ่าตัด cytoreduction ในผู้ป่วยที่โรคเป็นมาก(advance) ซึ่งได้รับการคัดเลือกอาจช่วยให้อัตราการอยู่รอดดีขึ้น52, 53, 54 จากการศึกษาแบบย้อนหลังเปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดได้จนเหลือ residual tumor น้อยกว่า 2 ซ.ม., มากกว่า 2 ซ.ม. และไม่สามารถผ่าตัดออกได้53 พบว่าค่ามัธยฐานของอัตราการอยู่รอดสูงที่สุดในกลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดได้จนเหลือ residual tumor น้อยกว่า 2 ซ.ม. คือ 31 เดือนเทียบกับ 12 และ 3 เดือนในกลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดจนเหลือ residual tumor มากกว่า 2 ซ.ม. และไม่สามารถผ่าตัดออกได้ตามลำดับ ในอีกการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคระยะที่สี่ได้รับการผ่าตัดจนเหลือ microscopic disease มีค่ามัธยฐานของอัตราการอยู่รอดเท่ากับ 41 เดือนเปรียบเทียบกับ 15 เดือนและ 11 เดือนในกลุ่มที่ residual tumor น้อยกว่า 1 ซ.ม. และในกลุ่มที่มี bulky residual tumor ตามลำดับ54 จากการวิเคราะห์แบบ multivariate พบว่า residual disease และ performance status เป็นตัวทำนายการอยู่รอดที่ดีที่สุด


 


การรักษาร่วมหลังผ่าตัด (Adjuvant therapy)


ผลลัพธ์ของการรักษาในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงไม่ดีนักหลังจากการรักษาด้วยการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว  ผู้ป่วยที่มีโรคกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานและข้างเอออร์ตา(ระยะ IIIC), มีโรคที่ปีกมดลูก, เยื่อบุ serosa หรือ ช่องคลอด (ระยะ IIIA, IIIB) และบางรายที่เป็น high grade ควรได้รับการรักษาต่อหลังผ่าตัด แม้ว่ายังมีข้อถกเถียงว่า adjuvant therapy ใดเหมาะสมที่สุด


 


รังสีรักษา


ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง การให้ใส่แร่ที่ช่องคลอด (vaginal cuff brachytherapy), การฉายรังสีที่อุ้งเชิงกราน และการฉายรังสีทั่วช่องท้อง (whole abdominal irradiation, WAI) สามารถลดการเป็นซ้ำลงได้ และอาจช่วยยืดระยะการรอดชีวิต41,42 จากการศึกษาแบบย้อนหลังที่สถาบันเดียว พบว่าอัตราการอยู่รอดชีวิตโดยรวมที่ห้าปีของโรคระยะสามที่ได้รับการฉายรังสีที่อุ้งเชิงกรานหลังผ่าตัดเท่ากับร้อยละ 44 ในรายที่โรคอยู่เฉพาะที่ปีกมดลูกเท่านั้นมีที่อัตราการอยู่รอดที่ดีกว่าคือ ร้อยละ 6055 จากการศึกษาหลายๆสถาบันในผู้ป่วย 126 รายที่เป็นโรคระยะสามทั้งโดยคลินิกและผ่าตัด ที่ได้รับการฉายรังสีที่อุ้งเชิงกรานร่วมกับการใส่และไม่ใส่แร่ (low dose rate) ที่ช่องคลอด พบว่ามีอัตราการล้มเหลวที่ในช่องท้องเพียงร้อยละ 24 ในรายที่โรคจำกัดอยู่ที่ปีกมดลูกเพียงอย่างเดียวมีอัตราการอยู่รอดโดยรวมเท่ากับร้อยละ 7656


            การศึกษาแบบย้อนหลังในผู้ป่วย 105 รายที่เป็นโรคระยะที่สามและได้รับการฉายรังสีที่อุ้งเชิงกราน ร่วมกับการใส่และไม่ใส่แร่ พบว่า grade มีผลต่อผลลัพธ์การรักษา พบว่าที่มีโรคนอกตัวมดลูกเพียงแห่งเดียวและเป็น grade 1, 2 หรือ 3 มีอัตราปลอดโรคที่ห้าปีเท่ากับร้อยละ 100, 70 และ 48 ตามลำดับ57


            สำหรับ WAI นั้น ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่ามีประโยชน์เมื่อเทียบกับการฉายรังสีที่อุ้งเชิงกรานเพียงอย่างเดียว จากการศึกษาหนึ่งพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกชนิด adenocarcinoma ระยะที่ 3 หรือ 4 และชนิด clear cell หรือ papillary serous ระยะที่ 1 ถึง 4 ที่ได้รับการฉายรังสีที่ช่องท้องส่วนบน(median 30 Gy) และที่อุ้งเชิงกราน (median 49.8 Gy) ภายหลังการผ่าตัด cytoreduction อย่างเต็มที่58 พบว่าผู้ป่วย adenocarcinoma ระยะ 3 และ 4 มีระยะปลอดโรคที่สามปีและอัตราการอยู่รอดเท่ากับร้อยละ 79 และ89 ตามลำดับ ยังไม่ทราบว่าผลลัพธ์นี้ดีกว่าการให้เคมีบำบัดอย่างเดียวหรือให้เคมีบำบัดร่วมกับรังสีหรือไม่ ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาที่เปรียบเทียบการให้ WAI ร่วมกับเคมีบำบัด  เคมีบำบัดอย่างเดียว และเคมีบำบัดร่วมกับการฉายรังสีที่อุ้งเชิงกราน


            สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง โดยทั่วไปจะได้รับการฉายรังสีที่อุ้งเชิงกรานและข้างเอออร์ตา59, 60 จากการศึกษาหนึ่งในผู้ป่วย 50 ราย (ระยะที่สามจากการผ่าตัด 26 ราย ระยะที่สามจากคลินิก 24 ราย) พบว่าที่ห้าปีมีอัตราการรอดชีวิตและปลอดโรคร้อยละ 46 และส่วนใหญ่ของการล้มเหลวเกิดที่ระยะห่างไกล (distant)60


 


การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด


จากการศึกษาแบบไม่มีกลุ่มควบคุมบ่งชี้ว่า การให้ adjuvant chemotherapy มีประโยชน์ต่ออัตราการรอดชีวิต การศึกษาหนึ่งให้ cisplatin, doxorubicin และ cyclophosphamide (PAC) จำนวน 6 ชุดหลังผ่าตัดในผู้ป่วย 62 รายที่มีความเสี่ยงสูง (grade 2 และลุกลามเข้ากล้ามเนื้อมดลูกมากกว่า 1/3 จากด้านใน, grade 3 และลุกลามเข้ากล้ามเนื้อมดลูกทุกความลึก, มีโรคนอกตัวมดลูกและสามารถผ่าตัดได้หมด และมีพยาธิวิทยาเป็น clear cell หรือ papillary serous61 พบว่าอัตราการรอดชีวิตที่สามปีสำหรับผู้ป่วยที่มีและไม่มีโรคนอกตัวมดลูกเท่ากับร้อยละ 46 และ 82 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับผลการรักษาในอดีต พบว่าอัตราการอยู่รอดสูงกว่าเดิม


            การศึกษาต่อมาแสดงให้เห็นความสำคัญของการแบ่งชั้นความเสี่ยงต่อการแปลผลลัพธ์จากการให้เคมีบำบัด จากผู้ป่วย 61 รายที่เป็นโรคระยะที่สาม และได้รับการผ่าตัดออกจนไม่เหลือ macroscopic diseaseและยาเคมีบำบัด PAC 5 ชุด พบว่าอัตราการอยู่โดยปลอดรอดโดยรวมที่ห้าปีเท่ากับร้อยละ 7962 เมื่อแบ่งผู้ป่วยออกเป็นชั้นๆตามความเสี่ยง โดยมีเกณฑ์สองข้อคือ ลุกลามเข้ากล้ามเนื้อมดลูกมากกว่าร้อยละ 50 และมี lymphovascular space invasion แล้วแบ่งออกเป็น กลุ่มความเสี่ยงต่ำ (มีปัจจัยเสี่ยง 0 ถึง1 ข้อ) กลุ่มความเสี่ยงสูง (มีปัจจัยเสี่ยงทั้ง 2 ข้อ) พบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของอัตราการอยู่โดยปลอดโรคที่ห้าปีเท่ากับร้อยละ 100 และ 59 ตามลำดับ


 


 การให้ยาเคมีบำบัดเปรียบเทียบกับรังสีรักษา


การศึกษาของ GOG122 เป็นการศึกษา phase III ในผู้ป่วยระยะที่สามและสี่ที่มี residual tumor น้อยกว่า 2 ซ.ม. ได้รับการสุ่มแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้รับ WAI (30 Gy โดยแบ่งให้ 20 fraction ร่วมกับ 15 Gy เพิ่มเติมที่อุ้งเชิงกรานและข้างเอออร์ตา) อีกกลุ่มได้รับยาเคมีบำบัดหลังผ่าตัด (doxorubicin 60 ม.ก.ต่อตารางเมตร ร่วมกับ cisplatin 50 ม.ก.ต่อตารางเมตร ทุกๆ 3 สัปดาห์ รวม 7 ชุด ตามด้วย cisplatin อีกหนึ่งชุด) 63 โดยการฉายรังสีที่เอออร์ตาจะให้เฉพาะในรายที่มีโรคกระจายไปต่อมน้ำเหลืองหรือรายที่ไม่ได้รับการสุ่มเลาะต่อมน้ำเหลือง การรักษาในแต่ละกลุ่มไม่สมดุลกันเล็กน้อยจากการที่มีสัดส่วนของโรคกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองมากกว่าในกลุ่มยาเคมีบำบัด แต่กระนั้นก็ตาม ผลเบื้องต้นจากการติดตามผลที่ค่ามัธยฐานระยะ 52 สัปดาห์ พบว่าการให้ยาเคมีบำบัดมีอัตราการอยู่รอดที่สองปีดีกว่า WAI โดยมี hazard ratio ที่ปรับสำหรับ stage แล้วเท่ากับ 0.67 (95% ช่วงความเชื่อมั่น0.51-0.89) และมี PFS ดีกว่า โดยมี hazard ratio แล้วเท่ากับ 0.68 (95% ช่วงความเชื่อมั่น0.52-0.89) นั่นคือมี absolute benefit สำหรับ PFS เท่ากับร้อยละ 13 (ร้อยละ59 เทียบกับ 46) สำหรับอัตราการอยู่รอดโดยรวมดีขึ้นร้อยละ 11 (ร้อยละ 70 เทียบกับ 59) อย่างไรก็ตาม PFS ที่ห้าปีแตกต่างกันไม่มากนัก (ร้อยละ 42 เทียบกับ 38) กลุ่มที่ได้รับยาเคมีบำบัดมีภาวะแทรกซ้อนมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และมีค่ามัธยฐานของระยะเวลาที่ได้รับ adjuvant therapy นานกว่า (5.1 เดือน เทียบกับ 3.1 เดือน)


            การให้เคมีบำบัดหลังผ่าตัดอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการควมคุมโรคเฉพาะที่ (locoregional control) จากการศึกษาหนึ่งในผู้ป่วย 43 รายที่เป็นโรคระยะที่หนึ่งถึงสี่ที่มีความเสี่ยงสูง (ร้อยละ 84 เป็นโรคระยะที่สามและสี่) ได้รับยาเคมีบำบัด 4-6 ชุดหลังผ่าตัด(ส่วนใหญ่เป็น cisplatin และ doxorubicin) เปรียบเทียบกับไม่ได้รับรังสี พบว่าการเป็นซ้ำที่อุ้งเชิงกรานที่สามปีเกือบร้อยละ 5064 สำหรับการศึกษาของ GOG 122 พบว่าการเป็นซ้ำ(ส่วนใหญ่ที่ในอุ้งเชิงกรานและช่องท้อง)สูงในทั้งสองกลุ่ม โดยในโรคระยะที่สามพบร้อยละ 40-55 ส่วนในโรคระยะที่สี่พบร้อยละ 80-9062 ส่วนการให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับรังสีกำลังอยู่ในระยะเริ่มศึกษา65


            สำหรับการใช้ progestin ภายหลังผ่าตัดนั้นไม่ได้ผลและไม่แนะนำสำหรับการรักษามะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกไม่ว่าระยะใดๆ50, 51


คำแนะนำ


การให้ adjuvant therapy มีข้อบ่งชี้ในรายที่มีปัจจัยเสี่ยง  แต่ชนิดของการรักษายังคงถกเถียงกันอยู่ การให้ยาเคมีบำบัดก็เป็นทางเลือกที่มีเหตุผล แม้ว่ายังไม่ชัดเจนในเรื่องชนิดของยาและระยะเวลาที่ให้ยา รวมถึงความเป็นพิษจากยาที่จะเกิดขึ้น จากข้อมูลของ GOG 122 แสดงถึงประโยชน์ที่ได้จาก doxorubicin และ cisplatin เมื่อเปรียบเทียบกับ WAI ถ้าเลือกให้รังสีรักษา ควรให้รังสีทั่วช่องท้องในขนาด 20-30 Gy และให้เพิ่มที่อุ้งเชิงกรานอีกในขนาด 50.5 Gy สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคที่ต่อมน้ำเหลืองข้างเอออร์ตาควรได้รับ extended field irradiation โดยมีขนาดของรังสีที่ข้างเอออร์ตาประมาณ 45 Gy การศึกษาของ GOG เกี่ยวกับการให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับการจำกัดบริเวณที่ฉายรังสียังอยู่ในระหว่างดำเนินการอยู่8


 


4. ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดไม่สมบูรณ์ (incomplete surgical staging)


            ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการผ่าตัดสุ่มเลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานและข้างเอออร์ตาขณะผ่าตัดจัดว่าเป็นการผ่าตัดกำหนดระยะโรคที่ไม่สมบูรณ์ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยในกลุ่มนี้มักเป็นรายที่พบว่าเป็นระยะที่หนึ่งซึ่งโรคจำกัดอยู่ที่ตัวมดลูก ปัญหาในกลุ่มนี้คือโรคอาจจะกระจายไปมากกว่าที่เห็นจากการผ่าตัด และการตัดสินใจให้ adjuvant therapy อิงอยู่กับข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ อย่างไรก็ดี คุณค่าของการเลาะต่อมน้ำเหลืองในรายเช่นนี้ยังไม่ชัดเจน ปัจจุบันการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้กำลังได้รับการดำเนินอยู่


            ผู้ป่วยที่เป็น grade 1 หรือ 2 และลุกลามเข้ากล้ามเนื้อมดลูกน้อยกว่าร้อยละ 50 มีโอกาสที่จะมีการกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานแบบซ่อนเร้น (occult) น้อยกว่าร้อยละ 10 และมีอัตราการรอดชีวิตที่ห้าปีมากกว่าร้อยละ 90 ภายหลังการผ่าตัดมดลูกและรังไข่อย่างเดียว66, 67 ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงมักไม่ต้องทำการผ่าตัดเพิ่ม และไม่จำเป็นต้องให้การรักษาเพิ่มเติมหลังผ่าตัด


            สำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงมากกว่าต่อการกระจายไปต่อมน้ำเหลืองคือรายที่เป็น grade 3 และลุกลามเข้ากล้ามเนื้อมดลูกน้อยกว่าครึ่ง (stage IA, IB) และรายที่เป็น grade 1 หรือ 2 และลุกลามมากกว่าครึ่ง (stageIC) อุบัติการณ์ของการมีโรคที่ต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานและข้างเอออร์ตาแบบซ่อนเร้นในกลุ่มนี้มากกว่าร้อยละ 10 และอัตราการอยู่รอดหลังผ่าตัดมดลูกและรังไข่อย่างเดียวอยู่ระหว่างร้อยละ 70-8567 แม้ว่าการมี lymphovascular involvement มีแนวโน้มที่จะพบในโรคที่เป็น high grade และลุกลามเข้ากล้ามเนื้อมดลูกลึกกว่า แต่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อิสระสำหรับการกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง68, 69 อย่างไรก็ดี ข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจรักษาเมื่อคำนึงถึงเกณฑ์นี้เพียงข้อเดียว


            ข้อดีของการให้การฉายรังสีในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดไม่สมบูรณ์ได้มาจากการศึกษาของ the PORTEC ซึ่งเป็นการศึกษาขนาดใหญ่จากหลายสถาบันในผู้ป่วยระยะที่หนึ่งจำนวน 715 รายที่ได้รับการผ่าตัดไม่สมบูรณ์และมีปัจจัยเสี่ยงปานกลาง70 ผู้ป่วยที่เป็น grade 1 และมีลุกลามลึกกว่าร้อยละ 50  grade 2 และลุกลามทุกความลึก grade 3 และลุกลามชั้นตื้น ได้รับการสุ่มแบ่งเพื่อรับและไม่รับการฉายรังสีที่อุ้งเชิงกราน(46 Gy)หลังผ่าตัด พบว่าอัตราการเกิดซ้ำของโรคที่อุ้งเชิงกรานในกลุ่มที่ได้รับรังสีต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (ร้อยละ 4 เทียบกับ 14) แต่อัตราการรอดชีวิตที่ห้าปีคล้ายคลึงกัน(ร้อยละ 81 เทียบกับ 85) ภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวกับการรักษาสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มที่ได้รับรังสี (ร้อยละ 26 เทียบกับ 4)71 การวิเคราะห์ภายหลังพบว่าอัตราการรักษาหายในรายที่เป็นซ้ำสูงกว่าในกลุ่มที่ไม่ได้รับรังสีมาก่อน72


            ดังนั้น โดยทั่วไปจึงให้การให้รังสีรักษาหลังผ่าตัด ทั้งการใส่แร่และการฉายรังสี แก่ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดไม่สมบูรณ์เพื่อลดโอกาสของการเป็นซ้ำที่ในอุ้งเชิงกรานลง สำหรับการผ่าตัดซ้ำ แนะนำให้ทำในรายที่เป็น grade 3 และลุกลามลึก (IC) และในรายที่พบว่าเป็นโรคระยะที่สอง32


 


5. การรักษาในกรณีที่โรคเป็นมาก (advanced disease)


            ผู้ป่วยที่มีโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกเป็นมากหรือเป็นซ้ำสามารถให้การรักษาโดยฮอร์โมน ยาเคมีบำบัด หรือการฉายรังสี


 


การรักษาด้วยฮอร์โมน


            ผู้ป่วยที่เป็น grade 1 ที่มี estrogen receptors (ER) และหรือ progesterone receptors (PgR) มีโอกาสที่จะตอบสนองต่อการรักษาด้วย progestin มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่มี receptors มีการศึกษาเกี่ยวกับ progestins หลายชนิด เช่น hydroxyprogesterone caproate, medroxyprogesterone acetate ทั้งหมดให้ผลการรักษาพอๆกัน โดยอัตราการตอบสนองร้อยละ 15-3073 ยา progestins ในรูปรับประทานเช่น mesgestrol acetate ขนาด 160-320 ม.ก.ต่อวันเป็นยาที่ถูกเลือก ไม่พบว่าการใช้ยาในขนาดสูง เช่น 1000 ม.ก.ต่อวันให้ผลที่ดีกว่า74 แต่เพิ่มผลข้างเคียง ระยะเวลาที่ได้ผลดีค่อนข้างสั้น โดยเฉลี่ยนานเพียง 4 เดือน และระยะเวลาที่มีชีวิตเฉลี่ยเท่ากับ 10 เดือนหลังให้ยา


            ยา tamoxifen ซึ่งเป็นยาในกลุ่ม selective estrogen receptor modulator (SERM) ก็ดูจะได้ผลเช่นกันในผู้ป่วยที่โรคเป็นมาก และหรือเป็นซ้ำ โดยให้เป็นยาเดี่ยวหรือให้ร่วมกับ progestin ก็ได้ แม้ว่าการศึกษาเบื้องต้นของ GOG พบว่าการใช้ tamoxifen ร่วมกับ medroxyprogesterone acetate หรือ mesgestrol acetate จะมีการตอบสนองร้อยละ 32 และ 26 ตามลำดับ แต่ยังไม่มีการศึกษาที่แสดงว่าการให้ tamoxifen ร่วมกับ progestin ได้ผลดีกว่าการให้ progestin ตัวเดียว75


            ยากลุ่ม SERM ตัวอื่นๆก็ได้ผลในผู้ป่วยที่เป็นโรคมากเช่นกัน เช่น arzoxifene ซึ่งเป็น SERM รุ่นที่สาม ให้อัตราการตอบสนองร้อยละ 31 ในผู้ป่วย 37 ราย โดยทั้งหมดเป็นกลุ่มที่มี progestin-responsive disease76 สำหรับยา toremifene และ raloxifene ยังไม่ทราบว่าได้ผลหรือไม่


            ยากลุ่ม gonodotropin-releasing hormone analog ก็ได้รับการศึกษาในผู้ป่วยที่ได้เป็นโรคระยะท้ายเช่นกัน โดยมีอัตราการตอบสนองอยู่ระหว่างร้อยละ 9-28 การตอบสนองจะต่ำกว่าในกรณีที่ได้รับการรักษาด้วย progestin มาก่อน77, 78, 79


 


การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด


      มีการศึกษาการให้ยาเคมีบำบัดทั้งแบบยาเดี่ยวและยาหลายชนิดร่วมกัน


1.      single agent chemotherapy


ยา doxorubicin, cisplstin, carboplatin และ topotecan ล้วนได้ผลในการให้แบบยาเดี่ยว โดยมีอัตราการตอบสนองร้อยละ 20-2873, 80, 81 ส่วนใหญ่ของการตอบสนองเป็นแบบ partial และระยะเวลาสั้น ยา paclitaxel เองก็เป็นยาที่ได้รับการศึกษาโดยมีอัตราการตอบสนองโดยรวมร้อยละ 27-3782-84 ยา dactinomycin อัตราการตอบสนองโดยรวมร้อยละ 12 จากการศึกษาของ GOG85


2.      combination chemotherapy


การให้ยาหลายชนิดร่วมกันที่มี cisplatin และหรือ doxorubicin มีการตอบสนองอยู่ระหว่างร้อยละ 36-67 แต่ PFS มีระยะเพียง 4-8 เดือน 66, 86-91


แม้ว่าอัตราการตอบสนองของยา cisplatin ร่วมกับ doxorubicin ดูจะสูงกว่าที่ได้จากยาเดี่ยว แต่ไม่มีหลักฐานว่าการให้ยาร่วมจะมีอัตราการรอดชีวิตที่ดีกว่า จากการศึกษาของ GOG เปรียบเทียบการให้ doxorubicin อย่างเดียวกับการให้ doxorubicin ร่วมกับ cyclophosphamide พบว่าอัตราการตอบสนองในกลุ่มที่ให้ยาร่วมดีกว่าคือร้อยละ 30 เทียบกับร้อยละ 22 แต่กระนั้นก็ตามอัตราการปลอดโรคและการรอดชีวิตโดยรวมไม่ได้ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ92


ยังไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบการให้ยาร่วมที่มี paclitaxel กับการให้ยาเดี่ยว การศึกษาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับ paclitaxel ร่วมกับ carboplatin หรือ cisplatin บ่งชี้ว่ามีอัตราการตอบสนองอยู่ระหว่างร้อยละ 50-56 และมี PFS ที่ดีกว่ายาร่วมอื่นๆที่เคยใช้มาก่อน93-95 การศึกษาหนึ่ง ผู้ป่วยที่เป็น locally advanced หรือเป็นซ้ำจำนวน 63 ราย ได้รับการรักษาด้วย paclitaxel 175 ม.ก.ต่อตารางเมตร ภายใน 3 ชั่วโมง ทุก 4 สัปดาห์ ร่วมกับ carboplatin AUC 5-7 ทุก 4 สัปดาห์ โดยอาจได้รับหรือไม่ได้รับรังสีรักษาร่วม94 พบว่าอัตราการอยู่รอดที่สามปีสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับสูตรยาร่วมเพื่อรักษา locally advanced disease เท่ากับร้อยละ 39 ใน nonpapillary และร้อยละ 62 ใน papillary serous cancer นอกจากนี้ค่ามัธยฐานของระยะมีชีวิตของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดอย่างเดียวสำหรับรายที่โรคเป็นซ้ำเท่ากับ 15 เดือน


มีการศึกษาอย่างน้อย 2 การศึกษาที่ประเมินข้อดีของยาสูตรที่มี paclitaxel เทียบกับยาสูตรที่ไม่มี paclitaxel


ก.  การศึกษาของ GOG เปรียบเทียบสูตรยาร่วม paclitaxel กับ doxorubicin และ cisplatin กับ doxorubicin ในผู้ป่วยที่เป็นโรคระยะท้ายหรือเป็นซ้ำจำนวน 314 ราย พบว่าในกลุ่มของ paclitaxel ไม่ได้มีผลลัพธ์ดีกว่า โดยมีอัตราการตอบสนองในกลุ่ม cisplatin และกลุ่ม paclitaxel เท่ากับร้อยละ 40 และ 43 ตามลำดับ ส่วนอัตราการอยู่รอดโดยปลอดโรค และอัตราการอยู่รอดโดยรวมก็ไม่แตกต่างเช่นกัน96


ข.  ในทางตรงกันข้ามการศึกษาเบื้องต้นที่ฝรั่งเศสพบว่าสูตรยาที่มี paclitaxel ร่วมให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า ในผู้ป่วย 67 รายที่เป็นโรคระยะท้ายหรือเป็นซ้ำได้รับสุ่มแบ่งเพื่อรับยา doxorubicin 60 ม.ก.ต่อตารางเมตร วันที่หนึ่ง ร่วมกับ cisplatin 50 ม.ก.ต่อตารางเมตร หรือ carboplatin AUC 5 ร่วมกับ paclitaxel 175 ม.ก.ต่อตารางเมตร ภายใน 3 ชั่วโมง โดยทั้งสองสูตรนี้ให้ทุกๆ 21 วัน97 พบว่าสูตรยาร่วมระหว่าง carboplatin กับpaclitaxel มีอัตราการตอบสนองที่สูงกว่าคือร้อยละ 35 เทียบกับ28 และมีโอกาสของอัตราการมีชีวิตโดยปลอดโรคสูงกว่าคือร้อยละ 35 เทียบกับ 24 รวมทั้งอัตราการอยู่รอดโดยรวมที่ 15 เดือนดีกว่าคือร้อยละ 41 เทียบกับ 27


สำหรับสูตรยาร่วมอื่นๆเช่น cisplatin และ vinorelbine ก็พบว่าได้ผลและผู้ป่วยทนต่อยาได้ดี98 อย่างไรก็ดี จำเป็นต้องมีการศึกษาแบบ randomized trial เพื่อพิสูจน์ว่าสูตรยาร่วมมีข้อดีเหนือกว่ายาเดี่ยวจริง


 


การรักษาด้วยฮอร์โมนและยาเคมีบำบัดร่วมกัน


            มีการศึกษาถึงการให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับฮอร์โมนในมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะท้ายหรือเป็นซ้ำและพบว่ามีประโยชน์บ้าง


            การศึกษาหนึ่งในผู้ป่วยจำนวน 23 รายที่ได้รับ carboplatin, methotrexate และ 5-fluorouracil ร่วมกับ medroxyprogesterone acetate 300 ม.ก. รับประทานทุกวันจนกว่าโรคมี progression (JMF-M regimen)99 พบว่ามี objective response ในผู้ป่วย 17 รายคิดเป็นร้อยละ 74 โดยมีสองรายที่ complete response เป็นเวลานานคิดเป็นร้อยละ 9 ค่ามัธยฐานของระยะเวลาที่ตอบสนองมากกว่า 10 เดือน (พิสัย 3-45+) ค่ามัธยฐานของการมีชีวิตรอดมากกว่า 16 เดือน (พิสัย 2-45+)


            การศึกษาที่สองในผู้ป่วย 50 รายที่ได้รับการรักษาในช่วง 1978-1985 โดยได้รับ melphalan, 5-fluorouracil, medroxyprogesterone acetate (MFP regimen) เป็นยาอันดับแรก และผู้ป่วยอีก 50 รายที่ได้รับการรักษาในช่วง 1978-1993 ได้รับการศึกษาแบบไปข้างหน้าโดยได้รับ cisplatin, adrimycin etoposide และ megestrol acetate (PAV-M regimen)100 พบว่าอัตราการตอบสนองต่อ MFP regimen ไม่แตกต่างจาก PAV-M regimen อย่างมีนัยสำคัญ แต่พบว่า PAV-M regimen มีอัตรามีชีวิตรอดดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญที่ระยะสองปีคือ ร้อยละ 45 เทียบกับ 14 และที่ระยะห้าปีคือร้อยละ 30 เทียบกับ 5 และค่ามัธยฐานของการมีชีวิตดีกว่าคือ 22 เดือน เทียบกับ 9 เดือน(p=0.008) ในผู้ป่วยที่เป็น primary advanced endometrial adenocarcinoma นอกจากนี้ PAV-M regimen ยังได้ผลดีกว่าในผู้ป่วยที่เป็น papillary serous และ clear cell cancer


สรุป


            แม้ว่าการให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับฮอร์โมนในมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะท้ายหรือเป็นซ้ำ อาจดูเหมือนว่าเป็นการรักษาที่เหมาะสม แต่ยังไม่ทราบว่าสูตรยาใดดีที่สุด ไม่ว่าจะเลือกให้ megestrol ร่วมกับ cisplatin และ doxorubicin, PAV หรือ paclitaxel กับ carboplatin ล้วนแล้วแต่มีเหตุผลทั้งสิ้น


มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกชนิด Papillary serous and clear cell cancer


            มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกชนิด papillary serous และ clear cell มีลักษณะทางชีวภาพที่ aggressive มักลุกลามเข้า lymphovascular และกระจายเข้าไปใสช่องท้องส่วนบน จึงมีพยากรณ์โรคที่แย่กว่า adenocarcinoma101-103 การศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะที่ 1-2 จำนวน 574 ราย พบว่าเป็น papillary serous และ clear cell ถึงร้อยละ 12  และพบว่าอัตราเป็นซ้ำสูงกว่า adenocarcinoma คือร้อยละ 38 และ22 เทียบกับ 9 ตามลำดับ103 แม้ว่าลักษณะของการเป็นซ้ำจะคล้ายคลึงกับมะเร็งรังไข่ 102 แต่การตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดน้อยกว่า


            การผ่าตัดกำหนดระยะโรคใช้หลักการผ่าตัดเช่นเดียวกับการผ่าตัดมะเร็งรังไข่ที่มีพยาธิวิทยาแบบเดียวกัน ปัจจัยที่ใช้พยากรณ์โรคดีที่สุดคือ residual disease หลังผ่าตัด จากการศึกษาในผู้ป่วย 31 ราย ที่ได้รับการผ่าตัดจน optimal cytoreduction (residual disease มีเส้นผ่าศูนย์กลางที่มากที่สุดน้อยกว่า 1 ซ.ม.) มีค่ามัธยฐานของการรอดชีวิตนานกว่ารายที่ได้รับการผ่าตัดและมี suboptimal disease คือ 26 เดือน เทียบกับ 10 เดือน ตามลำดับ104


            การให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับรังสีรักษาอาจมีประสิทธิภาพมากกว่าการให้ยาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษาเพียงอย่างเดียว


            การศึกษาแบบ pilot ในผู้ป่วยที่เป็น uterine papillary serous carcinoma จำนวน 23 ราย พบว่าในกลุ่มที่ได้รับยา paclitaxel กับ carboplatin ร่วมกับรังสีรักษามีอัตราการรอดชีวิตโดยรวมดีกว่ากลุ่มที่ได้รับรังสีรักษาอย่างเดียวคือร้อยละ 80 เทียบกับ 30 ตามลำดับ105


            การศึกษาแบบ nonrandomized เปรียบเทียบระหว่างสูตรยา MFP และ PAV-M พบว่า PAV-M มีผลดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญในแง่อัตราการรอดชีวิตที่สองปี (ร้อยละ55 เทียบกับ 7) อัตราการรอดชีวิตที่ห้าปี (ร้อยละ 27 เทียบกับ 7) และค่ามัธยฐานของระยะมีชีวิต (15 เดือน เทียบกับ 0 เดือน) ในผู้ป่วยที่เป็น adenosquamous, clear cell, papillary serous และ undifferentiated cancer100


            สำหรับผู้ป่วยที่เป็น papillary serous หรือ clear cell tumor นั้น ทาง NCCN แนะนำให้รังสีรักษาหลังผ่าตัดเป็นกิจวัตรสำหรับโรคระยะที่ IB และ IC ส่วนโรคระยะที่ III และ IV จะให้รังสีรักษาเฉพาะรายที่ได้รับการผ่าตัดจนพอเพียง 106  การให้ adjuvant therapy มักเริ่มภายใน 4-6 สัปดาห์หลังผ่าตัด


            สำหรับ HER-2 ซึ่งเป็น transmembrane receptor ที่ถูก encoded โดย HER-2/neu (c-erbB2) gene จะพบ overexpression ใน uterine serous papillary carcinoma107, 108  พบว่า cell line ที่พบ HER-2 receptor สูงจะดื้อต่อยาเคมีบำบัด in vivo และดื้อต่อ natural killer- กับ complement-mediated cytotoxicity in vitro ซึ่งอาจมีส่วนที่ทำให้เนื้องอกชนิดนี้ aggressive และดื้อต่อยาเคมีบำบัด Herceptin จึงอาจมีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยบางรายที่เป็น uterine papillary serous carcinoma ที่ดื้อหรือเป็นซ้ำ แต่ยังไม่มีการศึกษาแบบ clinical trials


 


การเป็นซ้ำเฉพาะที่ (Local recurrence)


 


การผ่าตัด


            ส่วนใหญ่ของการเป็นซ้ำเฉพาะที่ (locoregional) เกิดขึ้นที่ช่องคลอดหรือ vaginal vault ซึ่งมีโอกาสหายได้สูง พบว่าอัตรา complete remission จาก salvage therapy สูงในรายที่ไม่เคยได้รับรังสีมาก่อน การศึกษา the PORTEC trial ศึกษาในผู้ป่วยระยะที่หนึ่งที่ได้รับการสุ่มแบ่งออกเป็นผ่าตัดอย่างเดียวกับผ่าตัดตามด้วยรังสีรักษา เมื่อติดตามผลการรักษาในรายที่โรคเกิดซ้ำที่ช่องคลอด พบว่อัตราการรอดชีวิตที่ห้าปีในกลุ่มที่ไม่ได้รับรังสีมาก่อนสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับรังสีหลังผ่าตัดคือร้อยละ 65 เทียบกับ 4372


            การผ่าตัด pelvic exenteration ในรายที่โรคเป็นซ้ำนั้นมีทุพพลภาพจากการผ่าตัดสูงและอัตราการรอดชีวิตต่ำ แม้ว่ามีเพียงร้อยละ 20 ของผู้ป่วยที่อยู่รอดเป็นเวลานาน การผ่าตัดนี้จึงเป็นทางเลือกเดียวที่อาจให้โอกาสหายจากโรคได้ ในผู้ป่วยจำนวนที่เกิด central recurrence หลังรักษาด้วยการผ่าตัดและรังสีมาแล้ว109


รังสีรักษา


            ในผู้ป่วยที่เป็น localized relapse ควรพิจารณาให้ Radical radiotherapy ซึ่งสามารถหายได้ร้อยละ 25-50110, 111 การมีโรคเกิดซ้ำที่ช่องคลอดเพียงที่เดียวอาจรักษาด้วยการฉายรังสีร่วมกับ interstitial brachytherapy การศึกษาในผู้ป่วย 30 รายสามารถทำให้มี complete clinical response ได้ร้อยละ 93 และมี cancer-specific survival rate ที่ห้าปีเท่ากับร้อยละ 65112


 


การติดตามผลการรักษา


            ความเสี่ยงต่อการเกิดซ้ำสูงที่สุดในระยะ 3 ปีแรกหลังวินิจฉัย โดยร้อยละ 75-95 เกิดในช่วงเวลาดังกล่าว4 ส่วนใหญ่เกิดในรายที่มีความเสี่ยงสูง ส่วนในรายที่มีความเสี่ยงต่ำมีเพียงร้อยละ 5 ที่เป็นซ้ำ 4, 32


            การติดตามการรักษาควรเน้นที่อาการและอาการแสดง เช่น เลือดออกทางช่องคลอด ปวดท้องหรืออุ้งเชิงกราน ไอเรื้อรัง หรือน้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ NCCN แนะนำการเฝ้าระวังดังนี้106



  1. ตรวจร่างกายทุก 3-6 เดือนเป็นเวลา 2 ปี หลังจากนั้นทุกๆปี

  2. วัดระดับ CA-125 ทุกครั้งที่มาตรวจ ถ้าครั้งแรกมีระดับสูง

  3. ตรวจทางเซลล์วิทยาของช่องคลอดทุกๆ 6 เดือนเป็นเวลา 2 ปี หลังจากนั้นทุกๆปี

 


การให้ฮอร์โมนทดแทน


            ข้อมูลจากการศึกษาพบว่า สามารถให้ estrogen replacement therapy (ERT) แก่ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกหลังการผ่าตัดได้โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นซ้ำ การศึกษาแบบย้อนหลังในผู้ป่วย 123 รายที่เป็นโรคระยะที่หนึ่งและสอง พบว่าไม่มีความแตกต่างในอัตราการมีชีวิตโดยปลอดโรคและการมีชีวิตโดยรวม113 อย่างไรก็ดี การศึกษานี้ยังมีอคติเพราะให้ ERT เฉพาะรายที่เป็นโรคระยะต้น,  low grade และลุกลามเข้ากล้ามเนื้อมดลูกตื้น นอกจากนี้ มากกว่าครึ่งของผู้ป่วยยังได้รับโปรเจสตินร่วม(HRT)ด้วย


            การศึกษาแบบ match control ในผู้ป่วยที่ได้รับเอสโตรเจน หรือ เอสโตรเจนกับโปรเจสตินร่วม (เริ่มภายใน 1 ปีหลังรักษามะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก) เปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับฮอร์โมนจำนวน 75 คู่ พบว่ากลุ่มที่ได้รับเอสโตรเจนไม่ได้เป็นซ้ำมากขึ้นและอัตราตายไม่เพิ่มขึ้นเช่นกัน114


            อย่างไรก็ดีข้อแนะนำเกี่ยวกับ ERT ยังมีความแตกต่างกัน ดังนี้



  1. The American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG) แนะนำให้พิจารณา ERT เป็นทางเลือกแก่ผู้ป่วยที่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก115 ผู้ป่วยควรได้รับการคัดเลือกอย่างรอบคอบโดยคำนึงถึงปัจจัยพยากรณ์โรคที่เสี่ยงต่อการคงอยู่หรือเป็นซ้ำของโรค และผู้ป่วยต้องยินยอมรับต่อความเสี่ยงที่จะอาจเกิดโรคซ้ำเร็วขึ้น

  2. The NCCN แนะนำว่าสามารถให้ HRTได้โดยทันทีในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่ำและได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดอย่างเดียว106 สำหรับในรายที่ได้รับ adjuvant therapy อาจเริ่มฮอร์โมนทดแทนช้าออกไป 6-12 เดือน หากจะเริ่มฮอร์โมนทดแทนตั้งแต่แรกควรพิจารณาเป็นบุคคลไปและควรอภิปรายในรายละเอียดกับผู้ป่วย

ขณะนี้ GOG กำลังทำการศึกษาแบบ randomized ถึงการให้ conjugated estrogen เปรียบเทียบกับยาหลอก ในผู้ป่วยที่มีประวัติมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะแรก โดยมีเป้าหมายของการศึกษาคือการเป็นโรคซ้ำและความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม


 


เอกสารอ้างอิง



  1. Ferlay J, Bray F, Pisani P, Parkin DM. Globocan 2000: Cancer incidence, mortality and prevalence worldwide, Version 1.0 IARC Cancer Base No.5 Lyon: IARC Press; 2001.

  2. Creasman WT, Odicino F, Maisonneuve P, Beller U, Benedet JL, Heintz AP, et al. Carcinoma of the corpus uteri. J Epid Biostat 2001; 6:47-86.

  3. Creasman WT, Morrow CP, Bundy BN, Homesley HD, Graham JE, Heller PB. Surgical pathologic spreading patterns of endometrial cancer: a Gynecologic Oncology Group study. Cancer 1987;60:2035-41.

  4. Morrow, CP, Bundy BN, Kurman, RJ, Creasman WT, Heller P, HomesleyHD et al. Relationship between surgical-pathological risk factors and outcome in clinical stage I and II carcinoma of the endometrium: a Gynecologic Oncology Group study. Gynecol Oncol 1991;40:55-65.

  5. Lurain JR, Rumsey NK, Schink JC, Wallemark CB, Chmiel JS. Prognostic significance of positive peritoneal cytology in clinical stage I adenocarcinoma of the endometrium. Obstet Gynecol 1989;74:175-9.

  6. Turner DA, Gershenson DM, Atkinson N, Sneige N, Wharton AT. The prognostic significance of peritoneal cytology for stage I endometrial cancer. Obstet Gynecol 1989; 74:775-80.

  7. Tebeu PM, Popowski GY, Verkooijen HM, Casals J, Ludicke F, Zeciri G, et al. Impact of peritoneal cytology on survival of endometrial cancer patients treated with surgery and radiotherapy. Br J Cancer 2003; 89: 2023-6.

  8. Chen Lee-May, Berek JS. Staging and treatment of endometrial cancer. In: UpToDate, Rose, BD (Ed), UpToDaten online 11.3, Wellesley, MA, 2003.

  9. Franchi, M, Ghezzi, F, Melpignano, M, Cherchi PL, Scarabelli C, Apolloni C, et al. Clinical value of intraoperative gross examination in endometrial cancer. Gynecol Oncol 2000; 76:357-61.

  10. Fowler JM. The role of laparoscopic staging in the management of patients with early endometrial cancer. Gynecol Oncol 1999;73:1-3.

  11. Gemignani ML, Curtin JP, Zelmanovich J, Patel DA, Venkatraman E, Barakat RR. Laparoscopic assisted vaginal hysterectomy for endometrial cancer: clinical outcomes and hospital charges. Gynecol Oncol 1999;73:5-11.

  12. Chuang L, Burke TW, Tornos C, Marino BD, Mitchell MF, Tortolero-Luna G, et al. Staging laparotomy for endometrial carcinoma: assessment of retroperitoneal lymph nodes. Gynecol Oncol 1995; 58: 189-93.

  13. Girardi F, Petru E, Heydarfadai M, Haas J, Winter R. Gynecol Oncol 1993; 49: 177-80.

  14. Kilgore LC, Partridge EE, Alvarez RD, Austin JM, Shingleton HM, Noojin F 3rd, et al. Adenocarcinoma of the endometrium: survival comparisons of patients with and without pelvic node sampling. Gynecol Oncol 1995;56:29-33.

  15. Larson DM, Broste SK, Krawisz BR. Surgery without radiotherapy for primary treatment of endometrial cancer. Obstet Gynecol 1998; 91:355-9.

  16. Chen SS. Operative treatment in stage I endometrial carcinoma with deep myometrial invasion and/or grade 3 tumor surgically limited to the corpus uteri. No recurrence with only primary surgery. Cancer 1989;63:1843-5

  17. Orr JW Jr, Holimon JL, Orr PF. Stage I corpus cancer: Is teletherapy necessary?. Am J Obstet Gynecol 1997; 176:777-88.

  18. Yabushita H, Shimazu M, Yamada H, Sawaguchi K, Noguchi M, Nakanishi M, et al. Occult lymph node metastases detected by cytokeratin immunohistochemistry predict recurrence in node-negative endometrial cancer. Gynecol Oncol 2001; 80: 139-44.

  19. Mariani A, Webb MJ, Galli L, Podratz KC. Potential therapeutic role of para-aortic lymphadenectomy in node-positive endometrial cancer. Gynecol Oncol 2000; 76: 348-56.

  20. Partridge EE. Endometrial cancer. Changing concepts in therapy. Surg Clin North Am 1991; 71: 991-1004.

  21. Faught W, Krepart GV, Lotocki R, Heywood M. Should selective paraaortic lymphadenectomy be part of surgical staging for endometrial cancer? Gynecol Oncol 1994; 55: 51-5.

  22. Rose PG, Cha SD, Tak WK, Fitzgerald T, Reale F, Hunter RE. Radiation therapy for surgically proven para-aortic node metastasis in endometrial carcinoma. Int J Radiat Oncol Biol Phys 1992; 24: 229-33.

  23. Sant Cassia LJ, Weppelmann B, Shingleton H, Soong SJ, Hatch K, Salter MM. Management of early endometrial carcinoma. Gynecol Oncol 1989; 35: 362-6.

  24. Daniel AG, Peters WA 3rd. Accuracy of office and operating room curettage in the grading of endometrial carcinoma. Obstet Gynecol 1988; 71: 612-4.

  25. Lampe B, Kurzl R, Hantschmann P. Reliability of tumor typing of endometrial carcinoma in prehysterectomy curettage. Int J Gynecol Pathol 1995; 14: 2-6.

  26. Larson DM, Johnson KK, Broste SK, Krawisz BR, Kresl JJ. Comparison of D&C and office endometrial biopsy in predicting final histopathologic grade in endometrial cancer. Obstet Gynecol 1995; 86: 38-42.

  27. Calais G, Descamps P, Vitu L, Body G, Lansac J, Bougnoux P, Le Floch O. Is lymphadenectomy useful in the treatment of endometrial carcinoma? Gynecol Oncol 1990; 38: 71-5.

  28. Lin HH, Chen CD, Chen CK, Chen CL, Chow SN, Huang SC. Is total abdominal hysterectomy with bilateral salpingo-oophorectomy adequate for new FIGO stage I endometrial carcinoma? Br J Obstet Gynaecol 1995; 102: 148-52.

  29. Orr JW. Surgical staging of endometrial cancer: does the patient benefit? Gynecol Oncol 1998; 71: 335-9.

  30. Orr JW Jr, Holloway RW, Orr PF, Holimon JL. Surgical staging of uterine cancer: an analysis of perioperative morbidity. Gynecol Oncol 1991; 42: 209-16.

  31. Malur S, Possover M, Michels W, Schneider A. Laparoscopic-assisted vaginal versus abdominal surgery in patients with endometrial cancer–a prospective randomized trial. Gynecol Oncol 2001;80:239-44.

  32. Shumsky AG, Brasher PM, Stuart GC, Nation JG. Risk-specific follow-up for endometrial carcinoma patients. Gynecol Oncol 1997; 65:379-82.

  33. Straughn JM Jr, Huh WK, Kelly FJ, Leath CA 3rd, Kleinberg MJ, Hyde J Jr, et al. Conservative management of stage I endometrial carcinoma after surgical staging. Gynecol Oncol 2002; 84:194-200.

  34. Varia M, Rosenman J, Halle J, Walton L, Currie J, Fowler W. Primary radiation therapy for medically inoperable patients with endometrial carcinoma–Stages I-II. Int J Radiat Oncol Biol Phys 1987; 13:11-5.

  35. Lehoczky O, Bosze P, Ungar L, Tottossy B. Stage I endometrial carcinoma: treatment of nonoperable patients with intracavitary radiation therapy alone. Gynecol Oncol 1991; 43:211-6.

  36. Grigsby PW, Kuske RR, Perez CA, Walz BJ, Camel MH, Kao MS, et al. Medically inoperable stage I adenocarcinoma of the endometrium treated with radiotherapy alone. Int J Radiat Oncol Biol Phys 1987; 13:483-8.

  37. Randall TC, Kurman RJ. Progestin treatment of atypical hyperplasia and well-differentiated carcinoma of the endometrium in women under age 40. Obstet Gynecol 1997; 90:434-40.

  38. Jobo T, Imai M, Kawaguchi M, Kenmochi M, Kuramoto H. Successful conservative treatment of endometrial carcinoma permitting subsequent pregnancy: report of two cases. Eur J Gynaecol Oncol 2000; 21:119-22.

  39. Kim YB, Holschneider CH, Ghosh K, Nieberg RK, Montz FJ. Progestin alone as primary treatment of endometrial carcinoma in premenopausal women. Report of seven cases and review of the literature. Cancer 1997; 79:320-7.

  40. Kaku T, Yoshikawa H, Tsuda H, Sakamoto A, Fukunaga M, Kuwabara Y, et al. Conservative therapy for adenocarcinoma and atypical endometrial hyperplasia of the endometrium in young women: Central pathologic review and treatment outcome. Cancer Lett 2001; 167:39-48.

  41. Nag S, Erickson B, Parikh S, Gupta N, Varia M, Glasgow G. The american brachytherapy society recommendations for high-dose-rate brachytherapy for carcinoma of the endometrium. Int J Radiat Oncol Biol Phys 2000; 48:779-90.

  42. Grigsby PW. Update on radiation therapy for endometrial cancer. Oncology (Huntingt) 2002; 16:777-86.

  43. Rittenberg PV, Lotocki RJ, Heywood MS, Jones KD, Krepart GV. High-risk surgical stage 1 endometrial cancer: outcomes with vault brachytherapy alone. Gynecol Oncol 2003;89:288-94.

  44. Kadar N, Malfetano JH, Homesley HD. Determinants of Survival of Surgically Staged Patients with Endometrial Carcinoma Histologically Confined to the Uterus: Implications for Therapy. Obstet Gynecol 1992; 80:655-9.

  45. Aalders J, Abeler V, Kolstad P, Onsrud M. Postoperative external irradiation and prognostic parameters in stage I endometrial carcinoma: clinical and histopathologic study of 540 patients. Obstet Gynecol 1980; 56:419-27.

  46. Roberts JA, Brunetto VL, KeyHM, Zaino R, Spirtos NM, Bloss JD, et al. A phase III randomized stugy of surgery vs surgery plus adjunctive radiation therapy in intermediated risk endometrial adenocarcinoma (GOG no.99). (abstract) Gynecol Oncol 1998;68:135.

  47. Chadha M, Nanavati PJ, Liu P, Fanning J, Jacobs A. Patterns of failure in endometrial carcinoma stage IB grade 3 and IC patients treated with postoperative vaginal vault brachytherapy. Gynecol Oncol 1999; 75:103-7.

  48. Anderson JM, Stea B, Hallum AV, Rogoff E, Childers J. High-dose-rate postoperative vaginal cuff irradiation alone for stage IB and IC endometrial cancer. Int J Radiat Oncol Biol Phys 2000; 46:417-25.

  49. Straughn JM, Huh WK, Orr JW Jr, Kelly FJ, Roland PY, Gold MA, et al. Stage IC adenocarcinoma of the endometrium: survival comparisons of surgically staged patients with and without adjuvant radiation therapy small star, filled. Gynecol Oncol 2003; 89:295-300.

  50. Martin-Hirsch P, L, Jarvis, G, Kitchener, H, Lilford, R. Progestagens for endometrial cancer. Cochrane Database Syst Rev. 2000; (2): CD001040. Review.

  51. Bremond A, Bataillard A, Thomas L, Achard JL, Fervers B, Fondrinier E, et al. Cancer of the endometrium. Br J Cancer 2001; 84 Suppl 2:31-6.

  52. Goff BA, Goodman A, Muntz HG, Fuller AF Jr, Nikrui N, Rice LW. Surgical stage IV endometrial carcinoma: a study of 47 cases. Gynecol Oncol 1994; 52:237-40.

  53. Chi DS, Welshinger M, Venkatraman ES, Barakat RR. The role of surgical cytoreduction in Stage IV endometrial carcinoma. Gynecol Oncol 1997; 67:56-60.

  54. Bristow RE, Zerbe MJ, Rosenshein NB, Grumbine FC, Montz FJ. Stage IVB endometrial carcinoma: The role of cytoreductive surgery and determinants of survival. Gynecol Oncol 2000; 78:85-91.

  55. Danoff BF, McDay J, Louka M, Lewis GC, Lee J, Kramer S. Stage III Endometrial carcinoma: analysis of patterns of failure and therapeutic implications. Int J Radiat Oncol Biol Phys 1980; 6:1491-5.

  56. Greven KM, Curran WJ Jr, Whittington R, Fanning J, Randall ME, Wilder J, et al. Analysis of failure patterns in stage III endometrial carcinoma and therapeutic implications. Int J Radiat Oncol Biol Phys 1989;17:35-9.

  57. Greven, KM, Corn, B, Lanciano, RM, et al. Pathologic stage III endometrial carcinoma: Significance of extrauterine sites. Radiat Oncol Invest 1996; 4:122.

  58. Smith RS, Kapp DS, Chen Q, Teng NN. Treatment of high-risk uterine cancer with whole abdominopelvic radiation therapy. Int J Radiat Oncol Biol Phys 2000; 48:767-78.

  59. Mundt AJ, Murphy KT, Rotmensch J, Waggoner SE, Yamada SD, Connell PP. Surgery and postoperative radiation therapy in FIGO Stage IIIC endometrial carcinoma. Int J Radiat Oncol Biol Phys 2001; 50:1154-60.

  60. Corn BW, Lanciano RM, Greven KM, Schultz DJ, Reisinger SA, Stafford PM, et al. Endometrial cancer with para-aortic adenopathy: patterns of failure and opportunities for cure. Int J Radiat Oncol Biol Phys 1992; 24:223-7.

  61. Burke TW, Gershenson DM, Morris M, Stringer CA, Levenback C, Tortolero-Luna G, et al. Postoperative adjuvant cisplatin, doxorubicin, and cyclophosphamide (PAC) chemotherapy in women with high-risk endometrial carcinoma. Gynecol Oncol 1994; 55:47-50.

  62. Aoki Y, Kase H, Watanabe M, Sato T, Kurata H, Tanaka K. Stage III endometrial cancer: analysis of prognostic factors and failure patterns after adjuvant chemotherapy. Gynecol Oncol 2001; 83:1-5.

  63. Randall ME, Brunetto G, Muss H, Mannel RS, Spirtos N, Jeffrey F, et al. Whole abdominal radiotherapy versus combination doxorubicin-cisplatin chemotherapy in advanced endometrial carcinoma: a randomized trial of the Gynecologic Oncology Group (abstract no.3). Proc Am Soc Clin Oncol 2003; 22:2.

  64. Mundt AJ, McBride R, Rotmensch J, Waggoner SE, Yamada SD, Connell PP. Significant pelvic recurrence in high-risk pathologic stage I–IV endometrial carcinoma patients after adjuvant chemotherapy alone: implications for adjuvant radiation therapy. Int J Radiat Oncol Biol Phys 2001; 50:1145-53.

  65. Frigerio L, Mangili G, Aletti G, Carnelli M, Garavaglia E, Beatrice S, et al. Concomitant radiotherapy and paclitaxel for high-risk endometrial cancer: first feasibility study. Gynecol Oncol 2001; 81:53-7.

  66. Pierga JY, Dieras V, Paraiso D, Dorval T, Palangie T, Beuzeboc P, et al. Treatment of advanced or recurrent endometrial carcinoma with combination of etoposide, cisplatin, and 5-fluorouracil: a phase II study. Gynecol Oncol 1996; 60:59-63.

  67. Grigsby PW, Perez CA, Kuten A, Simpson JR, Garcia DM, Camel HM, et al. Clinical stage I endometrial cancer: results of adjuvant irradiation and patterns of failure. Int J Radiat Oncol Biol Phys 1991; 21:379-85.

  68. Zaino, RJ. Lymph-vascular space invasion in endometrial adenocarcinoma: confusion, confessions, and conclusions. Gynecol Oncol 2002; 87:240-2.

  69. Cohn DE, Horowitz NS, Mutch DG, Kim SM, Manolitsas T, Fowler JM. Should the presence of lymphvascular space involvement be used to assign patients to adjuvant therapy following hysterectomy for unstaged endometrial cancer?. Gynecol Oncol 2002; 87:243-6.

  70. Creutzberg CL, van Putten WL, Koper PC, Lybeert ML, Jobsen JJ, Warlam-Rodenhuis CC, et al. Surgery and postoperative radiotherapy versus surgery alone for patients with stage-1 endometrial carcinoma: multicentre randomised trial. PORTEC Study Group. Post Operative Radiation Therapy in Endometrial Carcinoma. Lancet 2000; 355:1404-11.

  71. Creutzberg CL, van Putten WL, Koper PC, Lybeert ML, Jobsen JJ, Warlam-Rodenhuis CC, et al. The morbidity of treatment for patients with stage I endometrial cancer: results from a randomized trial. Int J Radiat Oncol Biol Phys 2001; 51:1246-55.

  72. Creutzberg, CL, van Putten, WL, Koper, PC, Lybeert ML, Jobsen JJ, Warlam-Rodenhuis CC, et al. Survival after relapse in patients with endometrial cancer: results from a randomized trial small star, filled. Gynecol Oncol 2003; 89:201-9.

  73. van Wijk FH, Lhomme C, Bolis G, Scotto di Palumbo V, Tumolo S, Nooij M, et al. Phase II study of carboplatin in patients with advanced or recurrent endometrial carcinoma. A trial of the EORTC Gynaecological Cancer Group. Eur J Cancer 2003; 39:78-85.

  74. Thigpen JT, Brady MF, Alvarez RD, Adelson MD, Homesley HD, Manetta A, et al. Oral medroxyprogesterone acetate in the rreatment of advanced or recurrent endometrial carcinoma: A dose-response study by the Gynecologic Oncology Group. J Clin Oncol 1999; 17:1736-44.

  75. Carlson JA Jr, Allegra JC, Day TG Jr, Wittliff JL. Tamoxifen and endometrial carcinoma: alterations in estrogen and progesterone receptors in untreated patients and combination hormonal therapy in advanced neoplasia. Am J Obstet Gynecol 1984; 149:149-53.

  76. McMeekin DS, Gordon A, Fowler J, Melemed A, Buller R, Burke T, et al. A phase II trial of arzoxifene, a selective estrogen response modulator, in patients with recurrent or advanced endometrial cancer. Gynecol Oncol 2003; 90:64-9.

  77. Jeyarajah AR, Gallagher CJ, Blake PR, Oram DH, Dowsett M, Fisher C, et al. Long-term follow-up of gonadotrophin-releasing hormone analog treatment for recurrent endometrial cancer. Gynecol Oncol 1996; 63:47-52.

  78. Lhomme C, Vennin P, Callet N, Lesimple T, Achard JL, Chauvergne J, et al. A multicenter phase II study with triptorelin (sustained-release LHRH agonist) in advanced or recurrent endometrial carcinoma: A French Anticancer Federation Study. Gynecol Oncol 1999; 75:187-93.

  79. Asbury RF, Brunetto VL, Lee RB, Reid G, Rocereto TF. Goserelin acetate as treatment for recurrent endometrial carcinoma: a gynecologic oncology group study. Am J Clin Oncol 2002; 25:557-60.

  80. Moore TD, Phillips PH, Nerenstone SR, Cheson BD. Systemic treatment of advanced and recurrent endometrial carcinoma: current status and future directions. J Clin Oncol 1991; 9:1071-88.

  81. Wadler, S, Levy, DE, Lincoln, ST, et al. Topotecan Is an Active Agent in the First-Line Treatment of Metastatic or Recurrent Endometrial Carcinoma: Eastern Cooperative Oncology Group Study E3E93. J Clin Oncol 2003; 21:2110-4.

  82. Lissoni A, Zanetta G, Losa G, Gabriele A, Parma G, Mangioni C. Phase II study of paclitaxel as salvage treatment in advanced endometrial cancer. Ann Oncol 1996; 7:861-3.

  83. Ball HG, Blessing JA, Lentz SS, Mutch DG. A phase II trial of paclitaxel in patients with advanced or recurrent adenocarcinoma of the endometrium: a Gynecologic Oncology Group study. Gynecol Oncol 1996; 62:278-81.

  84. Lincoln S, Blessing JA, Lee RB, Rocereto TF. Activity of paclitaxel as second-line chemotherapy in endometrial carcinoma: a Gynecologic Oncology Group study. Gynecol Oncol 2003; 88:277-81.

  85. Moore DH, Blessing JA, Dunton C, Buller RE, Reid GC. Dactinomycin in the treatment of recurrent or persistent endometrial carcinoma: A Phase II study of the Gynecologic Oncology Group. Gynecol Oncol 1999; 75:473-5.

  86. Burke TW, Stringer CA, Morris M, Freedman RS, Gershenson DM, Kavanagh JJ, et al. Prospective treatment of advanced or recurrent endometrial carcinoma with cisplatin, doxorubicin, and cyclophosphamide. Gynecol Oncol 1991; 40:264-7.

  87. Gadducci A, Romanini A, Cosio S, Fanucchi A, Tanganelli L, Ciampi B, et al. Combination of cisplatin, epirubicin, and cyclophosphamide (PEC regimen) in advanced or recurrent endometrial cancer: a retrospective clinical study. Anticancer Res 1999; 19:2253-6.

  88. Pierga JY, Dieras V, Beuzeboc P, Dorval T, Palangie T, Jouve M, et al. Phase II trial of doxorubicin, 5-fluorouracil, etoposide, and cisplatin in advanced or recurrent endometrial carcinoma. Gynecol Oncol 1997; 66:246-9.

  89. Long HJ 3rd, Langdon RM Jr, Cha SS, Veeder MH, Pfeifle DM, Krook JE, et al. Phase II trial of methotrexate, vinblastine, doxorubicin, and cisplatin in advanced/recurrent endometrial carcinoma. Gynecol Oncol 1995; 58:240-3.

  90. Cohen CJ, Bruckner HW, Deppe G, Blessing JA, Homesley H, Lee JH, et al. Multidrug treatment of advanced and recurrent endometrial carcinoma: a Gynecologic Oncology Group study. Obstet Gynecol 1984; 63:719-26.

  91. Deppe G, Malviya VK, Malone JM, Christensen CW, Saunders D. Treatment of recurrent and metastatic endometrial carcinoma with cisplatin and doxorubicin. Eur J Gynaecol Oncol 1994; 15:263-6.

  92. Thigpen JT, Blessing JA, DiSaia PJ, Yordan E, Carson LF, Evers C. A randomized comparison of doxorubicin alone versus doxorubicin plus cyclophosphamide in the management of advanced or recurrent endometrial carcinoma: A Gynecologic Oncology Group study. J Clin Oncol 1994; 12:1408-14.

  93. Scudder SA, Liu PY, Smith HO, Wilczynski SP, Hannigan EV, Alberts DS. Paclitaxel and carboplatin with amifostine in advanced or recurrent endometrial cancer: a Southwest Oncology Group trial (abstract no.819). Proc Am Soc Clin Oncol 2001; 20:205a.

  94. Hoskins PJ, Swenerton KD, Pike JA, Wong F, Lim P, Acquino-Parsons C, et al. Paclitaxel and Carboplatin, Alone or With Irradiation, in Advanced or Recurrent Endometrial Cancer: A Phase II Study. J Clin Oncol 2001; 19:4048-53.

  95. Dimopoulos MA, Papadimitriou CA, Georgoulias V, Moulopoulos LA, Aravantinos G, Gika D, et al. Paclitaxel and cisplatin in advanced or recurrent carcinoma of the endometrium: long-term results of a phase II multicenter study. Gynecol Oncol 2000; 78:52-7.

  96. Fleming, GF, Brunetto, VL, Bentley, R, et al. Randomized trial of doxorubicin (DOX) plus cisplatin (CIS) versus DOX plus paclitaxel (TAX) plus granulocyte colony-stimulating factor (G-CSF) in patients with advanced or recurrent endometrial cancer: a report on Gynecologic Oncology Group (GOG) protocol #163. (abstract no1498). Proc Am Soc Clin Oncol 2000; 19:379a.

  97. Weber, B, Mayer, F, Bougnoux, P, et al. What is the best chemotherapy regimen in recurrent or advanced endometrial carcinoma? Preliminary results (abstract no1819). Proc Am Soc Clin Oncol 2003; 22:453.

  98. Gebbia V, Testa A, Borsellino N, Ferrera P, Tirrito M, Palmeri S. Cisplatin and vinorelbine in advanced and/or metastatic adenocarcinoma of the endometrium: a new highly active chemotherapeutic regimen. Ann Oncol 2001; 12:767-72.

  99. Bafaloukos D, Aravantinos G, Samonis G, Katsifis G, Bakoyiannis C, Skarlos D, et al. Carboplatin, methotrexate and 5-fluorouracil in combination with medroxyprogesterone acetate (JMF-M) in the treatment of advanced or recurrent endometrial carcinoma: A Hellenic cooperative oncology group study. Oncology 1999; 56:198-201.

  100. Cornelison TL, Baker TR, Piver MS, Driscoll DL. Cisplatin, adriamycin, etoposide, megestrol acetate versus melphalan, 5-fluorouracil, medroxyprogesterone acetate in the treatment of endometrial carcinoma. Gynecol Oncol 1995; 59:243-8.

  101. Goff BA, Kato D, Schmidt RA, Ek M, Ferry JA, Muntz HG, et al. Uterine papillary serous carcinoma: patterns of metastatic spread. Gynecol Oncol 1994; 54:264-8.

  102. Geisler JP, Geisler HE, Melton ME, Wiemann MC. What staging surgery should be performed on patients with uterine papillary serous carcinoma?. Gynecol Oncol 1999; 74:465-7.

  103. Cirisano FD Jr, Robboy SJ, Dodge RK, Bentley RC, Krigman HR, Synan IS, et al. The outcome of stage I-II clinically and surgically staged papillary serous and clear cell endometrial cancers when compared with endometrioid carcinoma [In Process Citation]. Gynecol Oncol 2000; 77:55-65.

  104. Bristow RE, Duska LR, Montz FJ. The role of cytoreductive surgery in the management of stage IV uterine papillary serous carcinoma. Gynecol Oncol 2001; 81:92-9.

  105. Bancher-Todesca D, Neunteufel W, Williams KE, Prainsack D, Breitenecker G, Friedlander ML, et al. Influence of postoperative treatment on survival in patients with uterine papillary serous carcinoma. Gynecol Oncol 1998; 71:344-7.

  106. NCCN practice guidelines for endometrial carcinoma. Ann Oncol 1999;13:45.

  107. Santin AD, Bellone S, Gokden M, Palmieri M, Dunn D, Agha J, et al. Overexpression of HER-2/neu in uterine serous papillary cancer. Clin Cancer Res 2002; 8:1271-9.

  108. Santin, AD. HER2/neu overexpression: has the Achilles’ heel of uterine serous papillary carcinoma been exposed?. Gynecol Oncol 2003; 88:263-5.

  109. Barakat RR, Goldman NA, Patel DA, Venkatraman ES, Curtin JP. Pelvic exenteration for recurrent endometrial cancer. Gynecol Oncol 1999; 75:99-102.

  110. Wylie J, Irwin C, Pintilie M, Levin W, Manchul L, Milosevic M, et al. Results of radical radiotherapy for recurrent endometrial cancer. Gynecol Oncol 2000; 77:66-72.

  111. Jereczek-Fossa B, Badzio A, Jassem J. Recurrent endometrial cancer after surgery alone: results of salvage radiotherapy. Int J Radiat Oncol Biol Phys 2000; 48:405-13.

  112. Tewari K, Cappuccini F, Brewster WR, DiSaia PJ, Berman ML, Manetta A, et al. Interstitial brachytherapy for vaginal recurrences of endometrial carcinoma. Gynecol Oncol 1999; 74:416-22.

  113. Chapman JA, DiSaia PJ, Osann K, Roth PD, Gillotte DL, Berman ML. Estrogen replacement in surgical stage I and II endometrial cancer survivors. Am J Obstet Gynecol 1996; 175:1195-200.

  114. Suriano KA, McHale M, McLaren CE, Li KT, Re A, DiSaia PJ. Estrogen replacement therapy in endo metrial cancer patients: a matched control study. Obstet Gynecol 2001; 97:555-60.

  115. ACOG committee opinion. Hormone replacement therapy in women treated for endometrial cancer. Number 234, May 2000 (replaces number 126, August 1993). Int J Gynaecol Obstet 2001; 73:283-4.

 


 

Read More

Cervical Cancer Cytology Screening

ห้าคำถามเกี่ยวกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก


 ชัยเลิศ พงษ์นริศร



 บทนำ


มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นที่สองของประชากรโลกสตรีรองจากมะเร็งเต้านม จากข้อมูลของ International  Agency for Research on Cancer (IARC) รายงานว่ามีผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคนี้ 233,372 รายต่อปี ในประเทศไทยมะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดของสตรี ในปี 2000 มีผู้ป่วยรายใหม่จำนวน 6,192 ราย คิดเป็นร้อยละ 18 ของมะเร็งสตรีไทย(1)  การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีทางเซลล์วิทยาที่เรียกว่า Pap test ถือว่าเป็นการตรวจคัดกรองในอุดมคติ เพราะมะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่มีระยะก่อนมะเร็ง (premalig-nant phase) นำมาก่อนเป็นเวลาหลายปี ทำให้สามารถตรวจได้เป็นระยะๆเพื่อลดผลกระทบจากผลลบลวงที่เกิดจากการเก็บตัวอย่างไม่ถูกต้องหรือความผิดพลาดจากการอ่านผล และการตรวจนี้ทำได้ง่าย ไม่แพง ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด ในประเทศที่มีโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่มีการจัดการดีเช่นสหรัฐ พบว่าอุบัติการณ์ของโรคนี้ลดลงกว่าร้อยละ 70 เพราะการตรวจคัดกรองครอบคลุมร้อยละ 79 ของประชากรสตรีที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป(2)


สำหรับประเทศไทยที่ผ่านมา อุบัติการณ์ของมะเร็งปากมดลูกยังคงไม่ลดลง เพราะการตรวจคัดกรองไม่ครอบคลุมประชากรกลุ่มเสี่ยงทั้งหมด ปัญหาด้านคุณภาพของการบริการทางเซลล์วิทยา การตรวจวินิจฉัยและรักษาภายหลังการตรวจคัดกรองยังมีไม่เพียงพอ องค์การอนามัยโลกประมาณว่าในประเทศกำลังพัฒนามีเพียงร้อยละ 5 ของสตรีเท่านั้นที่ได้รับการตรวจคัดกรอง (3) พบว่าผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปากมดลูกในแต่ละปีนั้นร้อยละ 50 ไม่เคยตรวจคัดกรองเลย และร้อยละ 10 เคยตรวจครั้งสุดท้ายนานเกิน 5 ปี(4)


 


ธรรมชาติของโรค


            การติดเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิโลมา (Human Papillomavirus) หรือ HPV เป็นปัจจัยที่สำคัญของการเกิดเนื้องอกและมะเร็งปากมดลูก พบ DNA ของ HPV ชนิดเสี่ยงสูง (high risk) ได้ถึงร้อยละ 93-100 ของมะเร็งปากมดลูกชนิดสแควมัส(5,6) เชื้อ HPV นี้ติดต่อกันทางเพศสัมพันธ์ จากการศึกษาธรรมชาติของมะเร็งปากมดลูกพบว่า HPV ชนิดเสี่ยงสูงอาจนำไปสู่โรค low-grade Intraepithelial lesions (LSIL) และ high-grade intraepithelial lesions (HSIL) โรค HSIL อาจลุกลามและเป็นมะเร็งปากมดลูกตามมาหากไม่ได้รับการรักษา อย่างไรก็ดี ส่วนมากของการติดเชื้อ HPV โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสตรีอายุน้อย มักเป็นแบบชั่วคราว ไม่มีอาการและไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเซลล์หรือทำให้เกิดโรค LSIL โดยระบบภูมิคุ้มกันจะกำจัดไวรัสหรือลดจำนวนลงจนตรวจไม่พบในระยะเวลาเฉลี่ย 8-24 เดือน(7,8) มีเพียงส่วนน้อยที่มีการติดเชื้ออยู่นาน (persistent infection) และเกิด neoplastic transformation ขึ้น(8,9) ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าปัจจัยร่วมใดเป็นตัวกำหนดให้เกิดรอยโรค Squamous Intraepithelial Lesion (SIL) ขึ้น ได้แก่ การสูบบุหรี่หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง(10)


            ข้อมูลเกี่ยวกับการหายและการลุกลามของ SIL ยังไม่ชัดเจน จากการศึกษาหนึ่งพบว่าอัตราการหายของ CIN1, CIN2 และ CIN3 เท่ากับร้อยละ 57, 43 และ 32 ตามลำดับ(11) ส่วนอีกการศึกษาหนึ่งพบว่าอัตราการลุกลามของ LSIL และ HSIL ไปเป็นมะเร็งในช่วง 24 เดือนเท่ากับร้อยละ 0.15 และ 1.44 ตามลำดับ ขณะที่อัตราการหายของ LSIL และ HSILในช่วง 24 เดือนเท่ากับร้อยละ 47 และ 35 ตามลำดับ(12)


 


The ACS guideline for the early detection of cervical cancer(13)


ในช่วงปี ค.ศ. 2001-2002 The American Cancer Society (ACS) ได้ประชุมผู้เชี่ยวชาญและปรับปรุงแนวทางการตรวจพบมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มแรกที่แก้ไขครั้งก่อนในปี ค.ศ. 1987 โดยที่ประชุมได้แบ่งคณะทำงานออกเป็น 5 คณะตามหัวข้อดังนี้



  1. เมื่อไรจะเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

  2. เมื่อไรจะหยุดตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

  3. การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในสตรีที่ได้รับการตัดมดลูกไปแล้ว

  4. ช่วงห่างของระยะเวลาในการตรวจแต่ละครั้ง (screening interval)

  5. วิธีการตรวจ (screening test)

แนวทางการตรวจมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มแรกใหม่นี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากองค์กรต่างๆ ได้แก่ The American College of Obstetrics and Gynecologists (ACOG), The American Social Health Association (ASHA), The American Society of Colposcopy and Cervical Pathology (ASCCP), The Association of Reproductive Health Professionals (ARHP), The Gynecologic Cancer Foundation (GCF), The National Association of Nurse Practitioners in Women Health (NANP), The Society of Gynecologic Oncology (SGO)


ในปี 2003 ACOG เองก็ได้ออกแนวทางการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกใหม่เพื่อแทนของปี ค.ศ. 1995 โดยมีแนวทางคล้ายคลึงกับ ACS(14)


 


1.  เมื่อไรจะเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก


แนะนำ


            ควรเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกประมาณ 3 ปีนับตั้งแต่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด โดยอายุที่เริ่มตรวจไม่ควรเลย 21 ปี


            สตรีวัยสาวที่ไม่ต้องการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ควรได้รับความรู้ในเรื่องการดูแลป้องกันสุขภาพ (preventive health care) อย่างเหมาะสม รวมทั้งการประเมินความเสี่ยงทางสุขภาพ (health risk), การคุมกำเนิด, การให้คำปรึกษาทางด้านการป้องกัน การตรวจคัดกรองและการรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์


เหตุผล


            จากหลักฐานทั้งที่ตีพิมพ์และไม่ตีพิมพ์เกี่ยวกับอุบัติการณ์ของมะเร็งปากมดลูกและธรรมชาติโรคของการติดเชื้อ HPV และ LSIL/HSIL บ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงน้อยมากในช่วง 3-5 ปีแรกภายหลังจากสัมผัสเชื้อ HPV ดังนั้น การตรวจคัดกรองในสตรีวัยสาวจึงไม่ค่อยได้รับประโยชน์ในช่วง 3 ปีแรกที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้การตรวจคัดกรองก่อนระยะสามปีดังกล่าวอาจยังผลให้มีวินิจฉัยเกินจริง (over diagnosis) ของรอยโรคของปากมดลูกที่จะหายได้เอง และนำไปสู่ intervention ที่ไม่เหมาะสมอันอาจมีโทษมากกว่าคุณ การนับเวลาที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดเป็นจุดตั้งต้นเพราะว่าปากมดลูกมีความเสี่ยงของรับเชื้อ HPV มากกว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางอื่น


            สำหรับอายุ 21 ปีที่แนะให้เริ่มตรวจคัดกรองนั้น เพราะในบางกรณีผู้ให้บริการทางการแพทย์ไม่ได้สอบถามเรื่องประวัติทางเพศหรือผู้รับบริการไม่เต็มใจเปิดเผยประวัติส่วนตัว ในรายที่มีประวัติ sexual abuse นั้นยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนให้ทำการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกหากอายุอยู่ในวัยก่อนวัยรุ่น (prepubescent sexual abuse) ในรายที่มีการร่วมเพศทางช่องคลอดเกิดขึ้นโดยเฉพาะวัย post puberty อาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV และมีรอยโรคที่ปากมดลูกเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยควรได้รับการส่งตัวไปยังผู้ที่มีความชำนาญในเรื่อง abused adolescent เมื่อผู้ป่วยมีความพร้อมทางร่างกายและจิตใจแล้ว


หลักฐาน


            มะเร็งปากมดลูกพบในสตรีที่มีอายุน้อยกว่า 19 ปีมีน้อยมาก ในสตรีอายุ 10-19 ปี Mount และคณะศึกษาเซลล์วิทยาของปากมดลูกในสตรีอายุ 10-19 ปี รายงานความชุกที่สูงที่สุดในวัยนี้ คือ เป็น SIL เท่ากับร้อยละ 3.77 และในจำนวนนี้เป็น HSIL เพียงร้อยละ 18 (15) ข้อมูลจาก The National Cancer Institute’s Surveillance, Epidemiology, and End Results (SEER) พบว่าอุบัติการณ์ของมะเร็งปากมดลูกในสตรีอายุ 10-14 ปี, 15-19 ปีและ 20-24 ปี เท่ากับ ศูนย์ต่อแสนต่อปี, ศูนย์ต่อแสนต่อปี และ 1.7 ต่อแสนต่อปี ตามลำดับ


            ข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติของโรค LSIL และ HPV ในสตรีอายุ 13-22 ปีพบว่า ส่วนใหญ่ของการติดเชื้อ HPV เป็นแบบชั่วคราวและอัตราการหาย (regression) ภายในสามปีเท่ากับร้อยละ 70 สำหรับ HPV ชนิดเสี่ยงสูง และร้อยละ 90 สำหรับ HPV ชนิดเสี่ยงต่ำ(8) อย่างไรก็ตามข้อมูลการลุกลามของ LSIL ในวัย adolescent ยังมีจำกัด เมื่อพิจารณาจากความชุกของสเมียร์ที่เป็น HSIL และจำนวนของผู้ป่วยที่มีพยาธิวิทยาเป็น HSIL แต่สเมียร์เป็นแค่ LSIL จะประมาณได้ว่าร้อยละ 1.7 ของสตรีวัย adolescent มี HSIL อยู่ อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถบอกความเสี่ยงของการลุกลามของ HSIL ใน adolescent ได้ Nasiell และคณะสังเกตพบว่าระยะเวลาที่ใช้ในการเปลี่ยนจากCIN2 เป็น carcinoma in situ หรือ มะเร็งปากมดลูก ในสตรีอายุมากว่า 51 ปี เท่ากับ 70-80 เดือน และในสตรีอายุ 26-50ปี และ อายุน้อยกว่า 25 ปี เท่ากับ 41-42 เดือน และ 54-60 เดือน ตามลำดับ(16) ปัจจุบันยังไม่ทราบความเชื่อมโยงนี้ชัดเจนนัก อาจเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศ, การคุมกำเนิด และการสูบบุหรี่ที่แตกต่างกันในช่วงที่ทำการศึกษานี้กับการศึกษาอื่น อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันจึงใช้ ช่วงระยะเวลา 41 เดือนนี้เป็นฐาน โดยแนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกประมาณ 3 ปี นับจากสัมผัสเชื้อ HPV


 


2.  เมื่อไรจะหยุดตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก


แนะนำ


            สตรีที่มีอายุตั้งแต่ 70 ปี ที่ยังมีปากมดลูกและมีผลแป็พสเมียร์ปกติติดต่อกันตั้งแต่สามครั้งขึ้นไป และไม่มีประวัติเคยมีผลทางเซลล์วิทยาผิดปกติภายในรอบ 10 ปีก่อนอายุถึง 70 ปี อาจเลือกที่จะหยุดตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก


            โดยทั่วไปให้ทำการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกใน


ก.  สตรีที่ไม่เคยตรวจคัดกรองมาก่อน


ข.  สตรีที่ข้อมูลประวัติการตรวจก่อนหน้านี้ไม่ปรากฏ


ค. สตรีที่ไม่น่าจะได้รับการตรวจมาก่อน (past screening is unlikely)


สตรีที่มีประวัติเป็นมะเร็งปากมดลูก, เคยสัมผัสกับ diethylstilbestrol (DES) ในครรภ์ และ/หรือ มีภูมิคุ้มกันต่ำ (รวมถึงรายที่มีผลตรวจภูมิคุ้มกันเอชไอวีเป็นบวก) ควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกต่อไปอีกตราบนานเท่าที่ยังมีสุขภาพดีอยู่


สำหรับสตรีที่อายุตั้งแต่ 70 ปี ที่ตรวจ HPV DNA เป็นบวกนั้นยังไม่มีข้อมูล การพิจารณาตรวจคัดกรองต่อไปขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ สตรีอายุเกิน 70 ปี ควรปรึกษาแพทย์ในเรื่องความต้องการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นเฉพาะรายโดยพิจารณาถึงปัจจัยที่แวดล้อมของตน เช่น ประโยชน์ โทษ และข้อจำกัดต่างๆ แล้วจึงตัดสินใจ (informed decision) ที่จะหยุดการตรวจคัดกรอง


สตรีที่มีโรคที่รุนแรงร่วมหรือโรคที่คุกคามชีวิตอาจยุติการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก


 


เหตุผล


            โดยทั่วไปยอมรับกันว่าอุบัติการณ์ของมะเร็งปากมดลูกในสตรีอายุมากเกือบทั้งหมดพบในกลุ่มที่ไม่เดยตรวจคัดกรองหรือตรวจคัดกรองไม่พอ  มีหลักฐานบ่งชี้ว่าสตรีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปในประเทศที่มีการจัดการโครงการคัดกรองที่ดี มีความเสี่ยงต่ำมากของมะเร็งปากมดลูก ข้อมูลจึงไม่สนับสนุนให้ตรวจคัดกรองในสตรีอายุ 65-70 ปี ผู้ที่เคยตรวจคัดกรองเป็นประจำ นอกจากนี้การตรวจในวัยนี้ ยังเป็นการยากที่จะเก็บตัวอย่างได้ดีพอต่อการวินิจฉัย เพราะปากมดลูกฝ่อและตีบ มีหลักฐานว่าการตรวจคัดกรองอาจเกิดโทษ ได้แก่ ความวิตกกังวลและความเจ็บปวดจากการตรวจ การทำหัตถการและค่าใช้จ่ายอันเกิดจากผลบวกลวง


            การใช้อายุ 70 ปีเป็นเกณฑ์ในการหยุดตรวจคัดกรองนั้นเป็นความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ในการที่จะให้สมดุลระหว่างประโยชน์และโทษ ขณะที่บางองค์กร เช่น U.S. Preventive Service Task Force แนะนำให้ใช้อายุ 65 ปี(17)


หลักฐาน


การศึกษาจำนวนมากแสดงว่าการตรวจทางเซลล์วิทยาในสตรีอายุมากกว่า 50 ปีนั้นมีประสิทธิภาพต่ำ มะเร็งปากมดลูกในสตรีอายุมากส่วนใหญ่เกิดในคนที่ไม่เคยตรวจมาก่อนหรือไม่มีผลการตรวจปกติติดต่อกันสามครั้ง


ข้อมูลจากการศึกษาในสตรีอายุมากกว่า 65 ปีมีจำนวนน้อย Sigurdsson และคณะรายงานว่าในสตรีอายุ 60-69 ปี ที่เคยตรวจทางเซลล์วิทยาปกติจำนวนครั้งยิ่งมาก ยิ่งมีอัตราการพบ HSIL น้อยลง(18) Sawaya และคณะสังเกตว่าอัตราการพบ LSIL และ HSIL ต่ำในสตรีที่อายุมากกว่า 65 ปี ที่เคยตรวจทางเซลล์วิทยาปกติอย่างน้อยหนึ่งครั้งในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา(19)


 


3.  การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในสตรีทีได้รับการตัดมดลูกไปแล้ว


แนะนำ


            ในสตรีที่ได้รับการตัดมดลูกไปแล้วเพื่อรักษาโรคทางนรีเวชที่ไม่ใช่มะเร็ง (benign) ไม่มีข้อบ่งชี้สำหรับการตรวจคัดกรองด้วยเซลล์วิทยาของช่องคลอด ควรตรวจร่างกายและรายงานผลพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันว่าผ่าตัดด้วยโรคที่ไม่ใช่มะเร็งจริงและตัดปากมดลูกออกไปอย่างสมบูรณ์ ในรายที่ตัดมดลูกแบบเหลือปากมดลูก (subtotal hysterectomy) ควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเฉกเช่นเดียวกับสตรีทั่วไป


            ในสตรีที่มีประวัติของ CIN 2/3 หรือ ไม่ทราบแน่ชัดว่ามี CIN 2/3 ก่อนผ่าตัดหรือไม่ หรือสงสัยว่า CIN 2/3 เองเป็นข้อบ่งชี้ของการผ่าตัดมดลูก ควรได้รับการตรวจคัดกรองจนกระทั่งผลทางเซลล์วิทยาของปากมดลูกปกติติดต่อกันสามครั้งและไม่มีผลผิดปกติภายในระยะ 10 ปี


            ในสตรีที่มีประวัติสัมผัส DES ในครรภ์ และ/หรือ มีประวัติมะเร็งปากมดลูกควรได้รับการตรวจคัดกรองภายหลังผ่าตัดมดลูกไปตราบนานเท่าที่ผู้ป่วยยังมีสุขภาพดี


เหตุผล


            ในสตรีที่ตัดปากมดลูกด้วยสาเหตุไม่ใช่มะเร็ง การตรวจทางเซลล์วิทยาได้จากช่องคลอด (vaginal cuff) มะเร็งของช่องคลอดเป็นมะเร็งที่มีอุบัติการณ์ต่ำเพียง 1-2 คนต่อแสนต่อปี สเมียร์จากช่องคลอดมีโอกาสผิดปกติน้อยมากจึงไม่ค่อยมีความสำคัญทางคลินิก อย่างไรก็ดี ในรายที่มีประวัติสัมผัส DES ในครรภ์มีความเสี่ยงของทั้งมะเร็งช่องคลอดและปากมดลูก ในสตรีที่ได้รับการตัดมดลูกเพราะโรค CIN อาจมีความเสี่ยงของช่องคลอดเช่นกันแต่ข้อมูลยังมีจำกัด ในสตรีที่ได้รับการผ่าตัดมดลูกแบบเหลือปากมดลูกอยู่จึงควรได้รับการตรวจคัดกรองต่อไป สำหรับสตรีที่หยุดการตรวจคัดกรอง ควรได้รับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันต่อไป


            ในสตรีที่ผ่าตัดมดลูกเพราะโรค CIN แนะนำให้ตรวจติดตามทางเซลล์วิทยาทุกๆ 4-6 เดือน จนกระทั่งมีผลปกติติดต่อกันสามครั้ง ซึ่งมีระยะเวลา 18-24 เดือนหลังผ่าตัด จึงสามารถหยุดตรวจได้ ส่วนสตรีที่มีประวัติของ CIN 2/3 มาก่อนผ่าตัด แต่ไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้ของการผ่าตัด ควรได้รับการตรวจคัดกรองจนกระทั่งมีผลทางเซลล์วิทยาของช่องคลอดปกติติดต่อกันสามครั้งและไม่มีผลผิดปกติในรอบระยะ 10 ปี


หลักฐาน


            จากการศึกษาแบบ retrospective cohort ของการตรวจทางเซลล์วิทยาของช่องคลอด (vaginal cuff) ในสตรี 5,862 รายหลังการผ่าตัดมดลูกด้วยโรคที่ไม่ใช่มะเร็ง พบว่ามีผิดปกติเพียง 79 ราย คิดเป็นร้อยละ 1.1 ของสเมียร์ทั้งหมด มีระยะเวลาเฉลี่ยหลังผ่าตัดจนตรวจทางเซลล์วิทยาผิดปกติ 19 ปี ค่าทำนายผลบวก (positive predictive value) มะเร็งช่องคลอดเป็นศูนย์ (95% ความเชื่อมั่น 0-33)(20)


 


4. ช่วงห่างของระยะเวลาในการตรวจแต่ละครั้ง (screening interval)


แนะนำ


            หลังจากเริ่มการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกครั้งแรกแล้ว การตรวจครั้งต่อๆไป ควรกระทำทุกๆปี ถ้าใช้วิธีตรวจทางเซลล์วิทยาแบบปกติ (conventional cytology) หรือ ทุกๆ 2 ปี ถ้าใช้วิธีตรวจทางเซลล์วิทยาแบบ liquid-based cytology (LBC)


            เมื่ออายุตั้งแต่ 30 ปี และมีผลการตรวจทางเซลล์วิทยาปกติติดต่อกัน 3 ครั้ง อาจตรวจทุกๆ 2-3 ปีได้ หากไม่มีประวัติการสัมผัส DES ในครรภ์, ไม่มีผลตรวจภูมิคุ้มกันเอชไอวีเป็นบวก, ไม่อยู่ในภาวะภูมิคุ้มกันพร่องจากการปลูกถ่ายอวัยวะ รับยาเคมีบำบัด หรือได้รับยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน


 


เหตุผล (สำหรับ conventional cervical cytology)


            เมื่อเปรียบเทียบช่วงห่างของเวลาการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกระหว่าง 1, 2 และ 3 ปี พบว่าไม่มีความแตกต่างกันมากนักในแง่ความเสี่ยงสมบูรณ์ (absolute risk) ต่อการลุกลามของรอยโรคไปเป็นมะเร็ง แต่ความแตกต่างในแง่ความเสี่ยงสัมพัทธ์ (relative risk) ต่อการลุกลามของรอยโรคไปเป็นมะเร็งระหว่าง 2 หรือ 3 ปี เปรียบเทียบกับ 1 ปี แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม โอกาสที่จะเป็นโรคค่อนข้างต่ำแม้ว่าจะตรวจทุก 3 ปีก็ตาม ในสหรัฐอเมริกา จำนวนของผู้ป่วย HSIL ที่อาจลุกลามในช่วงเวลาที่นานกว่า 3 ปีค่อนข้างสูงกว่าที่จะยอมรับได้ การตรวจคัดกรองด้วยความถี่มากเป็นการเพิ่มความไว ขณะเดียวกันก็เพิ่มอันตรายและค่าใช้จ่ายด้วย


            เรื่องที่ต้องคำนึงถึงในการกำหนดระยะช่วงห่างของการตรวจ คือ specimen adequacy และคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น conventional Pap smear หรือ Liquid-based Pap test ถ้าตรวจไม่พบ endocervical cells/transformationzone elements หรือ มีปัจจัยที่มาบดบังบางส่วน (patially obcuring factors) อาจพิจารณาตรวจทุกๆปีและบางรายอาจได้ประโยชน์จากการตรวจเร็วกว่านั้น


            ข้อมูลชั้นต้นบ่งชี้ว่าช่วงห่างของเวลาการตรวจที่เหมาะสมที่สุดนั้นควรอิงกับอายุ และสตรีที่อายุน้อยอาจได้รับประโยชน์มากกว่าจากการตรวจถี่กว่า เช่น เว้นช่วง 1 ปี ดีกว่า 2 หรือ 3 ปีสำหรับสตรีอายุน้อยกว่า 30 ปี สตรีที่มีภูมิคุ้มกันพร่องควรตรวจคัดกรองตามแนวทางของ CDC สตรีที่เคยสัมผัส DES ในครรภ์ควรได้รับการตรวจทุกปี ส่วนปัจจัยอื่นๆ เช่น มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย, มีคู่นอนหลายคน ควรได้รับการตรวจถี่กว่าปกติ สำหรับสตรีที่สูบบุหรี่นั้น ยังไม่มีข้อมูลพอที่จะสนับสนุนหรือคัดค้านการตรวจถี่กว่าที่แนะนำ


            อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลว่าถ้าตรวจคัดกรองด้วยช่วงเว้นห่างมากกว่าหนึ่งปีด้วย conventional cytology จะพลาดการวินิจฉัย endocervical adenocarcinoma ยังมีข้อมูลน้อยมากเกี่ยวกับประสิทธิผลในการตรวจคัดกรองมะเร็งที่ไม่ใช่สเควมัส ดังนั้นการใช้ endocervical brushc และเทคโนโลยีอื่นๆ ได้แก่ LBC อาจช่วยเพิ่มความไวได้


หลักฐาน  (สำหรับ conventional cervical cytology)


            Swaya และคณะ(19) ศึกษาแบบ prospective cohort ในสตรี 128,805 คน หา age-adjusted incidence rate ของ HSIL, CIS หรือ มะเร็งปากมดลูกภายในสามปีหลังจากตรวจเซลล์วิทยาปกติ พบว่าอุบัติการณ์ 25 ต่อแสน, 29 ต่อแสน, และ 33 ต่อแสน ที่ระยะเวลา 9-12 เดือน, 13-24 เดือน และ 25-36 เดือน ตามลำดับ ความแตกต่างนี้ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ จากการศึกษาแบบ case control พบว่าการมีช่วงเว้น 2 หรือ 3 ปี ทำให้ความเสี่ยงสัมพัทธ์ในการวินิจฉัยมะเร็งเพิ่มขึ้นสองเท่า นอกจากนี้พบว่าความเสี่ยงสมบูรณ์ของมะเร็งปากมดลูกภายในสามปีหลัง Pap smear ปกติติดต่อกันตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป น้อยกว่า 5 ต่อแสนต่อปี(13)


            การศึกษาแบบ case control ระหว่างสตรีที่มีผลทางเซลล์วิทยาปกติสามครั้งติดต่อกันเทียบกับสตรีที่ไม่เคยตรวจเลย พบว่ากลุ่มแรกมีการความเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูกลดลงร้อยละ 90 การศึกษาแบบ cohort ที่เดนมาร์กพบว่าสตรีที่มีผลตรวจเซลล์วิทยาปกติติดต่อกัน 2-4 ครั้งมีความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปากมดลูกในระยะสองปีหลังตรวจน้อยมากๆ และความเสี่ยงนี้จะค่อยๆเพิ่มอย่างช้าๆเมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีผลเซลล์วิทยาปกติเพียงครั้งเดียว(21) Swaya และคณะ ประมาณความเสี่ยงสมบูรณ์ของมะเร็งปากมดลูกในระยะเวลา 18 เดือนหลังจากตรวจเซลล์วิทยาปกติ 1, 2 และ 3 ครั้งขึ้นไป พบว่ามีค่าเท่ากับ 3.09, 2.56 และ 1.43 ต่อแสน ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ยังมีความเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูกที่ไม่สามารถลดทอนลงได้ นั่นคือ ถ้าสตรีทุกคนในสหรัฐได้รับการตรวจทุกๆปี ประมาณว่าจะยังมีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก 1.5 รายต่อแสนเกิดขึ้น โดยที่ผลตรวจเซลล์วิทยาปกติในช่วงระยะเวลา 18 เดือน และมีผลตรวจเซลล์วิทยาปกติติดต่อกันอย่างน้อยสามครั้งก่อนหน้านั้น(13)


 


5. วิธีการตรวจคัดกรองใหม่ๆ


ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ๆที่พัฒนาออกมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำของการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ในที่นี่จะกล่าวถึงเฉพาะที่มีข้อมูลทางคลินิกตีพิมพ์มากพอและมีแนวโน้มที่จะใช้ในสหรัฐ จะไม่กล่าวถึงเทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาหรืออาจใช้ในประเทศที่มีทรัพยากรจำกัด เช่น aided visualization, cervicography, computer-assisted screening devices, optical probe devices, self-collected vaginal samples for HPV DNA testing และ spectroscopy/electronic detection devices


 


5.1  Liquid-based Pap (LBP)


แนะนำ


            ในรายที่เลือกใช้ Liquid-based Pap test แทน conventional cytology อาจเว้นช่วงระยะการตรวจออกไปเป็นทุกๆ 2 ปี


            เมื่ออายุตั้งแต่ 30 ปีเป็นต้นไป สตรีที่มีผลตรวจเซลล์วิทยาปกติติดต่อกันตั้งแต่สามครั้งอาจตรวจทุกๆ 2-3 ปี ยกเว้นในรายที่มีประวัติสัมผัส DES ในครรภ์, มีเอชไอวีบวก หรือ มีภูมิคุ้มกันต่ำ


เหตุผล


            ปัจจุบันเทคโนโลยีของ LBP ที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐฯว่ามีคุณสมบัติอย่างน้อยเทียบเท่า conventional Pap smear ในการตรวจพบรอยโรคก่อนมะเร็งและมะเร็งปากมดลูก การศึกษาส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่า LBP มีความไวมากกว่า conventional Pap smear ส่วนความจำเพาะนั้นประเมินได้ยาก แต่โดยทั่วไปเชื่อว่าใกล้เคียงหรือต่ำกว่า conventional Pap smear ปานกลาง เมื่อตรวจด้วยความถี่ที่น้อยกว่า ดังนั้นการตรวจโดยมีระยะช่วงเว้นนานกว่าเช่น 2-3 ปี จึงช่วยทดแทน ความจำเพาะที่ลดลง ในทางตรงกันข้าม หากตรวจ LBP ทุกๆเช่นเดียวกับ conventional Pap smear จะมีโอกาสพบ ASC-US และ LSIL เพิ่มขึ้น และผู้ป่วยจะถูกส่งต่อไปรับการตรวจด้วย colposcopy  และเสี่ยงต่อการได้รับการรักษาเกินจริงและเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น


            ปัญหาหลายประการของ conventional Pap smear ได้รับการแก้ไขด้วย LBP เช่น การจุ่ม sampling device โดยตรงลงไปใน liquid fixative แทนการป้ายบนแผ่นสไลด์  ช่วยลดการเกิด air dying artifact เป็นการเพิ่ม adequacy นอกจากนี้ LBP ยังทำให้การเก็บเซลล์ได้ดีขึ้น เซลล์กระจายตัวเรียงบนสไลด์ไม่ซ้อนทับกัน ลดการเกิด obscuring background นอกจากนี้ข้อดีอีกประการของ LBP คือสามารถเก็บไว้และนำไปตรวจเพิ่มเติมในภายหลังได้ เช่น การตรวจหา HPV DNA


 


หลักฐาน


          องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯรับรองวิธี LBP อยู่ 2 เทคนิก ได้แก่ ThinPrep โดยให้จำหน่ายในท้องตลาดด้วยคุณสมบัติที่ดีกว่า conventional cytology  และ SurePath โดยให้จำหน่ายในท้องตลาดด้วยคุณสมบัติที่เทียบเท่ากับ conventional cytology(22)


การศึกษาทั้งหมดเกี่ยวกับ LBP เท่าที่มีอยู่ล้วนแล้วแต่มีจุดบกพร่องและมีผลลัพท์ต่างๆกัน หากกล่าวโดยรวมจากหลักฐานที่มีอยู่สนับสนุนให้ยอมรับวิธี LBP เป็นทางเลือกในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก โดยมีความไวมากขึ้นแต่ความจำเพาะน้อยลงสำหรับการตรวจพบ HSIL นอกจากนี้อาจเพิ่มจำนวน ASC-US และต้องส่งต่อมากขึ้น ยังเป็นไปได้ที่จะมีอัตราส่วนของตัวอย่างที่ไม่มี endocervical component เพิ่มขึ้น(23, 24, 25, 26, 27, 28)


         แม้ว่ามีข้อกังขาเกี่ยวกับความสามารถของ LBP ในการตรวจพบรอยโรคชนิด glandular แต่การศึกษาเมื่อเร็วๆนี้แสดงให้เห็นว่า ความไวและความจำเพาะในการตรวจพบ adenocarcinoma เพิ่มขึ้น Ashfaq และคณะ(29) ยังพบว่าอัตราการตรวจพบความผิดปกติของรอยโรค glandular ไม่แตกต่างกันระหว่าง LBP และ conventional cytology อย่างไรก็ดี ในการตรวจพบ adenocarcinoma และ adenocarcinoma in situ (AIS) ด้วยวิธี LBP นั้น มีค่าทำนายผลบวกสูงกว่า และมีผลลบลวงน้อยกว่า Bai และคณะ(30) รายงานว่าวิธี LBP มีอัตราการตรวจพบ glandular atypia ลดลงร้อยละ 50 ขณะที่ค่าทำนายผลบวกของ AIS สูงขึ้นห้าเท่า


 


5.2 HPV DNA Testing with cytology


แนะนำ


            อาจใช้การตรวจหา HPV DNA ร่วมกับเซลล์วิทยา เพื่อตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกได้ในสตรีที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยวิธีตรวจเซลล์วิทยาจะเป็น conventional cytology หรือ LBP ก็ได้ แต่ความถี่ในการตรวจไม่ควรบ่อยกว่าสามปีครั้ง


            อย่างไรก็ตาม การให้คำปรึกษาและให้ความรู้เกี่ยวกับ HPV มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด และควรมีการพัฒนาแนวทางรักษาต่อไปในกรณีที่ตรวจแล้วมีเซลล์วิทยาปกติแต่ตรวจ HPV DNA ชนิดเสี่ยงสูงให้ผลบวก


เหตุผล


            องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯให้การรับรองการตรวจ HPV DNA ของระบบ Hybrid Capture (HC) และต่อมาได้พัฒนาเป็น Hybrid Capture II (HC2) ซึ่งสามารถตรวจ HPV DNA ชนิดเสี่ยงสูง 13 ชนิด แนะนำให้จำกัดการตรวจ HPV DNA เฉพาะในสตรีที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยที่จะถูกส่งต่อไปเพื่อรับการตรวจด้วยกล้องคอลโปสโคปี้ลง เพราะในสตรีอายุมีอุบัติการของการติดเชื้อ HPV แบบชั่วคราวสูง นอกจากนี้ การตรวจ HPV DNA มีความไวสูงและมีค่าทำนายผลลบสูง ทำให้สามารถเว้นช่วงการตรวจออกห่างได้เพื่อลดค่าใช้จ่ายลง


 


หลักฐาน


               ปัจจุบันองค์การอาหารและยาของสหรัฐ ได้รับรองการตรวจ HPV DNA ร่วมกับเซลล์วิทยาในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแบบปฐมภูมิ (primary screening) ในสตรีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป โดยอิงกับหลายการศึกษา ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ในสตรีกลุ่มนี้ที่มีผลของเซลล์วิทยาปกติและตรวจ HPV DNA ให้ผลลบ จะมีความเสี่ยงต่ำสุดๆที่จะเกิด CIN2 หรือ CIN3 ในระยะ 3-5 ปี และความเสี่ยงนี้ต่ำกว่าในรายที่มีผลปกติเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งมาก(14)


 


สรุป


แม้ว่าจะมีวิธีการตรวจใหม่ๆเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน แต่ปัจจัยสำคัญที่จะสามารถลดอุบัติการณ์และการตายจากมะเร็งปากมดลูกคือการเพิ่มอัตราการตรวจคัดกรองให้ครอบคลุมประชากรกลุ่มเสี่ยงที่ไม่เคยรับการตรวจหรือเคยตรวจนานมาแล้ว เพราะการตรวจคัดกรองทางเซลล์วิทยานอกจากทำให้พบมะเร็งระยะต้นแล้ว ยังตรวจพบรอยโรคก่อนมะเร็ง ซึ่งสามารถรักษาให้หายขาดได้


 


เอกสารอ้างอิง



  1. Ferlay J, Bray F, Pisani P, Parkin DM. Globocan 2000: Cancer incidence, mortality and prevalence worldwide, version 1.0. IARC Cancer Base No. 5. Lyon: International Agency for Research on Cancer; 2001.

  2. U.S. Department of Health and Human Services. Healthy people 2010. Vol. 1-2. 2nd ed., Washington DC; U.S. Government Printing Office; 2000.

  3. World Health Organization. Control of cancer of the cervix uteri. A WHO meeting. Bull World Health Organ 1986; 64: 607-18.

  4. Cervical Cancer. NIH Consensus statement 1996; 14: 1-38.

  5. Bosch FX, Manos MM, Munoz N, Sherman M, Jansen AM, Peto J, et al. Prevalence of human papillomavirus in cervical cancer: a worldwide perspective. International Biological Study on Cervical Cancer (IBSCC) Study Group. J Natl Cancer Inst 1995; 87: 796-802.

  6. Wallboomers JM, Jacobs MV, Manos MM, Bosch FX, Kummer JA, Shah KV, et al. Human papillomavirus is a necessary cause of invasive cervical cancer worldwide. J Pathol 1999; 189: 12-9.

  7. Ho GY, Bierman R, Beardsley L, Chang CJ, Burk RD. National history of cervicovaginal papillomavirus infection in young women. N Engl J Med 1998; 338: 423-8.

  8. Moscicki CB, Shiboski S, Broering J, Powell K, Clayton L, Jay N, et al. The national history of cervical human papillomavirus infection as mesured by repeated DNA testing in adolescent and young women. J Pediatr 1998; 132: 277-84.

  9. Ho GY, Burk RD, Klein S, Kadish AS, Chang CJ, Palan P, et al. Persistent genital human papillomavirus infection as a risk factor for persistent cervical dysplasia. J Natl Cancer Inst 1995;87: 1365-71.

  10. Mitchell MF, Tortolero-Luna G, Wright T, Sarkar A, Richards-Kortum R, Hong WK, et al. Cervical human papillomavirus infection and intraepithelial neoplasia: a review. J Natl Cancer Inst Monogr 1996; 17-25.

  11. Ostor AG. Natural history of cervical intraepithelial neoplasia: a critical review. Int J Gynecol Pathol 1993; 12: 186-92.

  12. Melnikow J, Muovo J, Willan AR, Chan BKS, hOwell LP. National history of cervical squamous intraepithelial lesions: meta-analysis. Obstet Gynecol 1998; 92: 727-35.

  13. Saslow D, Runowicz C, Solomon D, Moscicki A, Smith RA, Eyre HJ, et al. American Cancer Society guideline for the early detection of cervical neoplasia and cancer. CA Cancer J Clin 2002; 52: 342-62.

  14. ACOG Committee on Practical Bulletins Gynecology. Clinical management guidelines for obstetrician and gynecologists. ACOG Practical Bulletin 2003. No 45. Obstet Gynecol 2003; 102: 417-27.

  15. Mount SL, Papillo JL. A study of 10,296 pediatric and adolescent Papanicolaou smear diagnoses in northern New England. Pediatrics 1999;103: 539-45.

  16. Nasiell K, Nasiell M, Vaclavinkova V. Behavior of moderate cervical dysplasia during long-term follow-up. Obstet Gynecol 1983; 61: 609-14.

  17. U.S. Preventive Service Task Force. Screening for cervical cancer: recommendations and rationale. Am Fam Physician 2003; 67:1759-66.

  18. Sigurdsson K Trnds in cervical intraepithelial neoplasia in Iceland through 1995: evaluation of targeted age groups and screening intervals. Acta Obstet Gynecol Scand 1999; 78: 486-92.

  19. Swaya GF, Kerlikowske K, Lee NC, Gildengorin G, Washington AE. Frequency of cervical smear abnormalities within 3 years of normal cytology. Obstet Gynecol 2000;96:219-23.

  20. Pearce KF, Haefner HK, Sarwar SF, Nolan TE. Cytopathological findings on vaginal Papnicolaou smears after hysterectomy for benign gynecologic disease. N Engl J Med 1996; 335: 1559-62.

  21. Lynge E, Poll P. Risk of cervical cancer following negative smears in Maribo County Denmark 1996-1982. IARC Sci Publ 1986; 76: 69-86.

  22. Cervical cytology screening. ACOG Technology Assessment No2. American College of Obstetricians and Gynecologists. Obstet Gynecol 2002; 100: 1423-7.

  23. Lee KR, Ashfaq R, Birdsong GG, et al. Comparison of conventional Papanicolaou smears and a fluid-based thin-layer system for cervical cancer screening. Obstet Gynecol 1997; 90:278-84.

  24. Marino JF, Fremont-Smith M. Direct-to-vial experience with AutoCyte PREP in a small New England regional cytology practice. J Reprod Med 2001;460: 353-8.

  25. Hutchinson ML, Zahniser DJ, Sherman ME, et al. Utility of liquid-based cytology for cervical carcinoma screening: results of a populational-based study conducted in a region of Costa Rica with a high incidence of cervical carcinoma. Cancer 1999; 87: 48-55.

  26. Belinson J, Qiao YL, Pretorius R, et al. Shanxi Province Cervical Cancer Screening Study: a cross-sectional comparative trial of multiple techniques to detect cervical neoplasia. Gynecol Oncol 2001; 83: 439-44.

  27. Clavel C, Masure M, Bory JP, et al. Human papillomavirus testing in primary screening for the detection of high grade cervical lesion: a study of 7932 women. Br J Cancer 2001; 84: 1616-23.

  28. Obwegeser JH, Brack S. Dose liquid-based technology really improve detection of cervical neoplasia? A prospective randomized trial comparing the ThinPrep Pap Test with the conventional Pap Test including follow-up of HSIL cases. Acta Cytol 2001; 45: 709-14.

  29. Ashfaq R, Gibbons D, Vela C, et al. ThinPrep Pap Test. Accuracy for glandular disease. Acta Cytol 1999; 43:81-5.

  30. Bai H, Sung CJ, Steinhoff MM. ThinPrep Papp Test promotes detection of glandular lesions of the endocervix. Diagn Cytopathol 2000; 23: 19-22.

 


 


 

Read More

Laparoscopic surgery for cervical cancer

การผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อรักษามะเร็งปากมดลูก


(Laparoscopic surgery for cervical cancer)


 ชัยเลิศ พงษ์นริศร



ประวัติ


            การผ่าตัดรักษามะเร็งปากมดลูกเกิดขึ้นในระยะทศวรรษสุดท้ายของศตวรรษที่ 19 โดย Schuchardt(1) เป็นแพทย์คนแรกที่เสนอวิธีการผ่าตัดมดลูกทางช่องคลอดอย่างถอนรากถอนโคน (Radical Vaginal Hysterectomy, RVH) ซึ่งต่อมา Schauta(2) ได้พัฒนาและเผยแพร่การผ่าตัดชนิดนี้ และได้รับการปรับปรุงโดย Amreich(3) ในปี 1924 ที่รู้จักกันในชื่อว่า Schauta-Amreich RVH ส่วนการผ่าตัดมดลูกทางหน้าท้องอย่างถอนรากถอนโคน (Radical Abdominal Hysterectomy, RAH) เริ่มครั้งแรกในปี 1895 โดย Clark ซึ่งขณะเป็นเพียงแพทย์ประจำบ้านที่ Johns Hopkins Hospital แต่ผู้ที่รับการยกย่องว่าเป็นคนพัฒนาและปรับปรุงเทคนิกพื้นฐานของการผ่าตัดนี้คือ Wertheim(4) ซึ่งเริ่มผ่าตัดในปี 1898 และต่อมาในปี 1912 ได้รายงานผลการผ่าตัดในผู้ป่วยจำนวนมากรวมทั้งเสนอวิธีการลดปัญหาต่างๆของการผ่าตัดได้แก่ การเสียเลือด การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ การเกิดรูรั่ว และการติดเชื้อเข้ากระแสเลือด ในเวลาไล่เลี่ยกัน  Schauta ได้รายงานผลการผ่าตัด RVH ในปี 1908 แม้ว่าอัตราการเสียชีวิตจากการผ่าตัดของ Wertheim สูงถึง 40% ขณะที่อัตราการเสียชีวิตจากการผ่าตัดของ Schauta ต่ำกว่าถึง 8 เท่า แต่การผ่าตัด RVH ไม่ได้รับการยอมรับเท่า RAH ด้วยเหตุที่ไม่สามารถเลาะต่อมน้ำเหลืองออกมาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ Meigs(5) ได้เสนอแนวคิดของการผ่าตัด RAH ร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานในปี 1945 และถือเป็นมาตรฐานของการผ่าตัดรักษามะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรกในเวลานั้น ทำให้ทั่วโลกเลิกการผ่าตัด RVH ยกเว้นบางประเทศในทวีปยุโรป


            การผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวชเริ่มในช่วงกลางทศวรรษ 1980s ในปี 1986 Dargent(6) ได้นำกล้อง laparoscope มาใช้ร่วมกับการผ่าตัด RVH โดยเลาะต่อมน้ำเหลืองผ่านทางกล้องส่องช่องท้องแบบ extra-peritoneal อย่างไรก็ตามเนื่องจากนรีแพทย์ส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคยกับกายวิภาคของ retroperitoneal space จึงทำให้ไม่เป็นที่แพร่หลายนัก และในระยะแรกยังมีข้อกังขาว่าไม่สามารถเลาะต่อมน้ำเหลืองได้หมด จนกระทั่ง Querleu และคณะ(7) รายงานการเลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานแบบ transperitoneal ในปี 1991 การผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองผ่านกล้องจึงเป็นที่แพร่หลายและเป็นที่ยอมรับกันในปัจจุบัน และทำให้มะเร็งนรีแพทย์หันกลับมาสนใจการผ่าตัด RVH อีกครั้งหนึ่งโดยทำภายหลังจากเลาะต่อมน้ำเหลืองผ่านกล้อง ทำให้ผู้ป่วยเสียเลือดน้อยกว่า ระยะเวลานอนโรงพยาบาลสั้นกว่า สามารถกลับไปทำงานได้เร็วกว่าการผ่าตัดทางหน้าท้อง นอกจากนั้น การผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อรักษามะเร็งปากมดลูกยังได้รับการพัฒนาต่อไปอีก จาก LARVH เป็น LRH อย่างไรก็ดีในปัจจุบันยังคงมีข้อกังขาเรื่องความปลอดภัยของการผ่าตัดผ่านกล้องในผู้ป่วยมะเร็งนรีเวชอยู่ เพราะข้อมูลส่วนใหญ่เป็นรายงานผู้ป่วย ยังไม่มีข้อมูลในระยะยาวหรือข้อมูลที่เป็นการศึกษาแบบสุ่มไปข้างหน้า


 


Early-stage cervical cancer


            มะเร็งปากมดลูกระยะต้น ส่วนใหญ่หมายถึงมะเร็งที่มีแนวโน้มที่จะรักษาหายด้วยวิธีผ่าตัด อย่างไรก็ดี ในรายงานต่างๆยังมีความแตกต่างกันเพราะว่ายังไม่มีคำนิยามที่แน่ชัด โดยบางรายงานหมายถึงมะเร็งระยะที่ I และ II ทั้งหมด, มะเร็งระยะที่ I ทั้งหมดและระยะที่ IIa, มะเร็งระยะที่ I และ IIa ที่มีขนาดเล็ก หรือมะเร็งระยะที่ Ia และ Ib1 สำหรับในที่นี่จะหมายถึงเฉพาะมะเร็งปากมดลูกที่ในทางเทคนิกสามารถผ่าตัดมดลูกอย่างถอนรากถอนโคนได้


            การผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อรักษามะเร็งปากมดลูกระยะต้นตั้งแต่ระยะ Ia2 ถึง IIa ที่เป็นที่ยอมรับในขณะนี้มี 4 ชนิด คือ



  1. Laparoscopic Assisted Radical Vaginal Hysterectomy (LARVH)

  2. Laparoscopic Radical Hysterectomy (LRH)/Total Laparoscopic Radical Hysterectomy (TLRH)

  3. Laparoscopic Vaginal Radical Trachelectomy (LVRT)

  4. Laparoscopic Pelvic/Para-aortic Lymphadenectomy

 


LARVH


            มีรายงานเกี่ยวกับ LARVH จำนวนมาก แต่ไม่ได้กล่าวถึงว่าขั้นตอนใดของการผ่าตัดควรกระทำผ่านช่องคลอดหรือควรกระทำผ่านกล้องดีที่สุด การผ่าตัดส่วนที่ทำผ่านกล้องจึงแปรปรวนตั้งแต่การเลาะต่อมน้ำเหลืองเพียงอย่างเดียวไปจนการผ่าตัดทั้งหมดผ่านกล้องดังจะได้กล่าวต่อไปภายหลัง Dargent ทำการผ่าตัด LARVH โดยผ่าตัดผ่านกล้องร่วมกับ RVH 2 ชนิดคือ



  1. Schauta-Amreich operation (เทียบเคียงกับ Piver type 3 AH)

  2. Schauta-Stoeckel operation (เทียบเคียงกับ Piver type 2 AH)

ใน Schauta-Amreich operation นั้นหลังจากเลาะต่อมน้ำเหลืองเสร็จแล้ว จะตัด paracervical ligament (parametrium) ที่จุดตั้งต้น (origin) ตลอดความหนาผ่านกล้องด้วย endostapler หรือ bipolar cauterization ลงไปจนถึงระดับ pelvic floor ส่วนการผ่าตัดที่เหลือจะกระทำผ่านทางช่องคลอด ส่วนที่แตกต่างจากการผ่าตัดดั้งเดิมของ Schauta-Amreich คือ การเข้าสู่ paravesical กับ pararectal space และการตัด parametrium นั้นกระทำผ่านกล้อง จึงไม่จำเป็นต้องมีแผลผ่าตัดที่ขยายผนังช่องคลอดด้านข้างซึ่งเรียกว่า Schuchart incision แต่พบว่าอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนสูงและระยะเวลาของการผ่าตัดค่อนข้างนาน จึงมีการผ่าตัดที่ radical น้อยกว่าแทน นั่นคือ Schauta-Stoeckel operation หรือ modified LARVH เพื่อลดภาวะแทรก ซ้อนระหว่างและหลังผ่าตัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระเพาะปัสสาวะและท่อไตลง การผ่าตัดชนิดนี้ต่างจาก Schauta-Amreich ที่ตัด cardinal ligament ทางช่องคลอดที่ตำแหน่งจุดกึ่งกลางแทนที่จะตัดที่จุดตั้งต้น ซึ่งทำได้ง่ายกว่า จากข้อมูลของ Dargent ซึ่งทำการผ่าตัดผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกจำนวน 95 รายที่มีขนาดก้อนมะเร็งเล็กกว่า 2 ซม.แบบ Schauta-Amreich หรือ Schauta-Stoeckel พบว่าอัตราการรอดชีวิตโดยปราศจากโรคที่ 5 ปีของทั้งสองวิธีไม่แตกต่างกัน (100%) แต่ถ้าก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 2 ซม.อัตราการรอดชีวิตโดยปราศจากโรคของการผ่าตัด Schauta-Amreich ดีกว่า Schauta-Stoeckel (87.7% และ 60.1% ตามลำดับ)(8) อย่างไรก็ดีมีรายงานการเหลือรอยโรคที่ขอบของ parametrium ใน ผู้ป่วย 2 รายจากทั้งหมด 17 ราย(9) ข้อมูลเปรียบเทียบการผ่าตัด LARVH กับ  RAH ส่วนใหญ่ได้มาจากการศึกษาแบบย้อนกลับ พบว่าในกลุ่ม LARVH ระยะเวลาการผ่าตัดและภาวะแทรกซ้อนระหว่างผ่าตัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบบ Schauta-Amreich สูงกว่า อย่างไรก็ตาม ระยะเวลานอนโรงพยาบาล การเสียเลือด อัตราการเติมเลือด และภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดน้อยกว่า(10-12)


 


Laparoscopic Radical Hysterectomy (LRH)


Canis และคณะ(13) กับ Nezhat และคณะ(14) รายงานการผ่าตัด LRH เป็นครั้งแรก Spirtos และคณะ(15) ได้แบ่งการผ่าตัดออกเป็น 8 ขั้นซึ่งกระทำผ่านกล้องทั้งสิ้น ได้แก่



  1. aortic lymphadenectomy

  2. pelvic lymphadenectomy

  3. development of the paravesical and pararectal spaces

  4. ureteral dissection

  5. dissection and ligation of the uterine artery, anterior bladder pillars and uterosacral ligaments

  6. development of the vesicouterine and rectovaginal spaces

  7. resection of parametria

  8. resection of the upper vagina

แม้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับการผ่าตัด LRH ยังมีจำกัด แต่อาจกล่าวได้ว่าการผ่าตัดนี้มีข้อดีกว่า LARVH คือ สามารถมองเห็นกายวิภาคและแนวของการผ่า (surgical planes) ได้ชัดเจนกว่า, ไม่จำเป็นต้องมีแผลผ่าตัดที่ perineum หรือ ช่องคลอด, ไม่มีข้อจำกัดจากการที่ผู้ป่วยมีกระดูกเชิงกรานแคบ ช่องคลอดเล็ก หรือมดลูกไม่หย่อน, สามารถเทียบกับการผ่าตัดมาตรฐาน RAH ได้ดีกว่า, เสียเลือดน้อยกว่า และระยะเวลานอนโรงพยาบาลสั้นกว่า ส่วนข้อเสียที่มีเมื่อเทียบกับ LARVHได้แก่ ค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าถ้าใช้เครื่องมือที่มีราคาแพงเช่น endoscopic stapler และการผ่าตัดยากกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณ anterior bladder pillar


จากการศึกษาผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะ IA2 และ IB จำนวน 78 รายที่ทำการผ่าตัด LRH และเลาะต่อมน้ำเหลือง โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้มีอายุเฉลี่ย 41 ปี Quetelet index < 35 และส่วนใหญ่มีขนาดก้อนเนื้องอกไม่เกิน 4 ซม.  พบว่าระยะเวลาผ่าตัดเฉลี่ยในผู้ป่วย 26 รายแรกเท่ากับ 255 นาที และลดลงในผู้ป่วย 52 รายหลังเหลือเพียง 186 นาที ผู้ป่วย 3 รายมีรอยโรคที่ขอบชิ้นเนื้อเป็นแบบ microscopically positive หรือมีรอยโรคอยู่ใกล้ขอบของชิ้นเนื้อ จำนวนต่อมน้ำเหลือที่เลาะออกมาเฉลี่ย 34 ต่อม (aortic 10.3 และ pelvic 23.8 ) และเพิ่มเป็น 44 ต่อมในผู้ป่วย 20 รายสุดท้าย สำหรับข้อมูลทางด้านอัตราการรอดชีวิตโดยปราศจากโรคค่อนข้างมีแนวโน้มที่ดี จากการติดตามนานอย่างน้อย 3 ปี โดยเฉลี่ย 66.8 เดือน พบว่ามีโรคเกิดซ้ำ 8 ราย (10.3%) ค่าคะเนอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีเท่ากับ 89.7%(16)


 


สรุป


แม้ว่าการผ่าตัด LRH และ LARVH นั้นเป็นไปได้ (feasible) โดยมี morbidity และ mortality ในมือผู้เชี่ยวชาญและผู้ป่วยบางกลุ่มที่คัดเลือกแล้ว อาจใกล้เคียงหรือดีกว่าการผ่าตัดเปิดช่องท้อง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังมีข้อมูลที่จำกัดอยู่ ยังต้องมีศึกษาการผ่าตัด LRH หรือ LARVH ในผู้ป่วยกลุ่มอื่นๆ หรือแม้กระทั่งการศึกษาแบบ randomized controlled trials ก่อนที่ถือว่าเป็นวิธีหนึ่งของการรักษามะเร็งปากมดลูก


 


Laparoscopic Vaginal Radical Trachelectomy (LVRT)


            การผ่าตัด Radical Trachelectomy เป็นการผ่าตัดสำหรับรักษามะเร็งปากมดลูกที่มีอายุน้อยและยังต้องการรักษาภาวะการเจริญพันธุ์ไว้ โดยตัดปากมดลูกออกแบบถอนรากถอนโคนและเก็บตัวมดลูกไว้ สำหรับ LVRT นั้นเป็นการนำกล้องมาช่วยในการเลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน ส่วนการผ่าตัด Radical Trache-lectomy ส่วนใหญ่ยังคงกระทำผ่านทางช่องคลอด การผ่าตัดชนิดนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นโดย Dargent(17) ในปี 1987 และต่อมามีรายงานการทำผ่าตัดชนิดนี้เรื่อยมา(18-20) การผ่าตัดทางช่องคลอดคล้ายคลึงและพัฒนามาจากการผ่าตัด Schauta-Stoeckek แต่แตกต่างกันที่ยังคงเก็บรักษา endocervix ส่วนบนและตัวมดลูกไว้ หัตถการนี้มีสองขั้นตอนใหญ่คือ การตัดออกซึ่งได้แก่การตัดปากมดลูก, vaginal cuff, anterior bladder pillas, parame-trium, และ uterosacral ligament อีกขั้นตอนคือ การสร้างซ่อมซึ่งได้แก่ การเย็บปิด pouch of Douglas, การเย็บ cerclage รอบๆคอมดลูก (isthmus) ด้วยไหมเย็บชนิดไม่ละลายและเย็บ reanastomosing ส่วนของช่องคลอดที่เหลือกับคอมดลูก หัตถการนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าขั้นตอนใดของการผ่าตัดควรกระทำผ่านช่องคลอดหรือควรกระทำผ่านกล้องดีที่สุดเช่นเดียวกับ LARVH อย่างไรก็ดี รายงานผลการผ่าตัดมีทั้งค่อนข้างดี(17,19) และไม่ดี การประเมินสถานะของต่อมน้ำเหลืองโดยการส่ง frozen section ทำให้สามารถตัดสินได้ว่าจะผ่าตัดทางช่องคลอดต่อหลังเลาะต่อมน้ำเหลืองหรือไม่ ในรายที่มีโรคมาที่ต่อมน้ำเหลือง ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาด้วยรังสีรักษาและเคมีบำบัดต่อ สำหรับผู้ป่วยที่รอยโรคเหลือที่ขอบบนของชิ้นเนื้อจากการตรวจด้วย frozen section หรือจากผลตรวจพยาธิวิทยา ควรได้รับการผ่าตัดมดลูกออก


            จากรายงานของ Dargent และคณะ(17) พบว่ามีผู้ป่วย 2 ราย (4.3%) ที่เป็นโรคซ้ำ ภายในระยะเวลาติดตามนาน 52 เดือน ทั้งสองรายมีขนาดของเนื้องอกโตกว่า 2 ซม. และมี lymph vacular space  involvement (LVSI) ปัจจัยเสี่ยงอีกประการคือ มะเร็งชนิด adenocarcinoma ขณะที่ Roy และคณะ(19) รายงานการเป็นโรคซ้ำในผู้ป่วยระยะ IIa ที่มีขนาดก้อนเนื้องอก 3.0 x 2.5 ซม. อัตราของภาวะแทรกซ้อนระหว่างและหลังผ่าตัด ตลอดจนอัตราการรอดชีวิตโดยปราศจากโรคที่ 5 ปีไม่แตกต่างจากการผ่าตัด LAVH (Schauta-Stoeckel) อย่างมีนัยสำคัญ(8;12;21) และใกล้เคียงกับการผ่าตัด RAH และ RVH แต่เสียเลือดน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ(22,23) ยังไม่มีการศึกษาแบบ RCT เปรียบเทียบผลลัพธ์ของโรคมะเร็งของการผ่าตัด RVTเทียบกับการผ่าตัด RH อย่างไรก็ดีผลการศึกษาของ Coven และคณะ(20) แบบ case-control ชนิดย้อนหลังมีแนวโน้มดี มีผู้ป่วย 32 รายที่ได้รับการผ่าตัด LVRT เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม (matched control) ที่เป็นผู้ป่วย 30 รายที่ได้รับการผ่าตัด RH โดยจับคู่ในอายุ, ขนาดของเนื้องอก, พยาธิวิทยา, ความลึกของการลุกลามและ LVSI  อีกกลุ่มควบคุม (unmatched control) ประกอบด้วยผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด RH จำนวน 556 รายที่มีขนาดเนื้องอกเล็กกว่า 2 ซม. ไม่มีโรคที่ต่อมน้ำเหลือง ไม่เคยได้รับรังสีรักษา พบว่าอัตราการการรอดชีวิตโดยปราศจากโรคที่ 2 ปีเท่ากับ 95%, 97% และ 100% ตามลำดับซึ่งไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ Shepherd และคณะ(24) รายงานผู้ป่วย 30 รายมะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มที่ได้รับการผ่าตัด RT ติดตามผู้ป่วยนานเฉลี่ย 23 เดือน (พิสัย 1-64 เดือน) ไม่พบการเกิดเป็นซ้ำเลย แม้ว่าผลการศึกษาเบื้องต้นเหล่านี้จะสนับสนุนการผ่าตัดชนิดนี้ แต่ยังมีข้อที่ต้องตระหนักว่าส่วนของ parametria ที่ตัดออกถึงแค่ระดับท่อไตโดยมีระยะ lateral parametria และขอบช่องคลอดเพียง 1-2 ซม.เท่านั้นเอง ผู้ป่วย 2 ใน 3 รายที่เป็นกลับซ้ำเกิดโรคขึ้นที่ parametria ซึ่งคิดเป็นอัตราที่สูงกว่าที่คาดว่าจะเกิดภายหลังผ่าตัด RH(20)


            การผ่าตัด Radical Abdominal Trachelectomy (RAT) มีข้อดีกว่าการผ่าตัดทางช่องคลอดคือ มีความเป็นไปได้ทางเทคนิกมากกว่าและใช้เทคนิกที่คุ้นเคยกับมะเร็งนรีแพทย์ส่วนใหญ่และสามารถตัด parametria ได้กว้างกว่า Rodriguez และคณะ(25) รายงานผู้ป่วยระยะ Ia1 และ Ia2 จำนวน 3 รายที่ได้รับการผ่าตัด RAT พบว่าระยะเวลาในการผ่าตัดเฉลี่ย 265 นาที ไม่มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นขณะผ่าตัด แต่มีผู้ป่วยหนึ่งรายเกิดหนองในอุ้งเชิงกราน อีกหนึ่งรายเกิดการตีบของ isthmovagina จำเป็นต้องได้รับการถ่างขยาย การเสียเลือดเฉลี่ยเท่ากับ 416 มล. ระยะเวลานอนโรงพยาบาลเฉลี่ย 4.3 วัน มีผู้ป่วยหนึ่งรายตั้งครรภ์และคลอดที่ 39 สัปดาห์โดยผ่าท้องคลอด Ungar และคณะ(26) รายงานการผ่าตัด ART ในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกจำนวน 30 ราย โดย 10 รายเป็นระยะ Ia2, 15 รายเป็นระยะ Ib1 และ 5 รายเป็นระยะ Ib2 อายุเฉลี่ยเท่ากับ 30.5 ปี พิสัย 23-37 ปี ติดตามผู้ป่วยนานเฉลี่ย 32 เดือน พิสัย 14-75 ไม่พบว่ามีรายใดเกิดโรคกลับซ้ำ ผู้ป่วยเกือบทุกรายยกเว้นสองรายมีประจำเดือนกลับมาปกติภายในระยะ 8 สัปดาห์หลังผ่าตัด ในผู้ป่วย 5 รายที่พยายามการตั้งครรภ์ มี 3 รายตั้งครรภ์ หนึ่งรายแท้งในไตรมาสแรก อีกสองรายคลอดบุตรด้วยวิธีผ่าตัดเมื่อครบกำหนด อย่างไรก็ดี การผ่าตัดใช้เวลานาน???? เสียเลือดเฉลี่ย??? มีภาวะแทรกซ้อน เมื่อพิจารณาในด้านของการเสียเลือดมากกว่า ขณะที่ภาวะแทรกซ้อนขณะผ่าตัดและระยะเวลาในการผ่าตัดไม่ต่างกัน ทำให้การผ่าตัด LVRT เหนือกว่า ART


            Dargent และคณะ กับ Roy และคณะ แนะนำให้เสนอการผ่าตัด LVRT แก่ผู้ป่วยที่อายุน้อยและยังต้องการบุตรที่เป็นมะเร็งปากมดลูกระยะ Ia2 และบางรายที่เป็นระยะ IB ซึ่งมีขนาดเนื้องอกเล็กกว่า 2 ซม. และตรวจด้วยคอลโปสโคปเห็นรอยโรคจำกัดอยู่ที่ endocervix และต้องไม่มีการกระจายของโรคไปที่ต่อมน้ำเหลือง ข้อบ่งห้ามแบบสัมพัทธ์อื่นเช่น LVSI สิ่งที่สำคัญคือ ผู้ป่วยทุกรายต้องได้รับการประเมินความเสี่ยงก่อนผ่าตัดอย่างครบถ้วนก่อน ซึ่งแนะนำให้ทำ conization และ CT หรือ MRI ของอุ้งเชิงกรานและช่องท้อง(17,19)


            ผลลัพท์ที่สำคัญอีกประการของการผ่าตัด RT คือการดำรงภาวะเจริญพันธุ์ไว้ Shepherd และคณะ(24) รายงานว่าผู้ป่วย 8 ใน 13 รายเกิดการตั้งครรภ์ภายหลังผ่าตัด โดยรวม 14 ครั้งและให้กำเนิดทารกมีชีวิต 9 ราย Dargent และคณะ รายงานว่าผู้ป่วย 13 ใน 25 รายที่พยายามมีบุตรเกิดการตั้งครรภ์โดยรวม 25 ครั้ง (รวม 5 รายที่ตั้งครรภ์ขณะผ่าตัด LVRT) ในจำนวนนี้คลอดครบกำหนด 13 ราย แท้งในไตรมาสที่สอง 6 ราย และแท้งในไตรมาสแรก 6 ราย เชื่อว่าอัตราการแท้งในไตรมาสที่สองสูงขึ้นเพราะเยื่อหุ้มทารกสัมผัสกับเชื้อโรคที่อาศัยในช่องคลอดตามปกติและเกิด subclinical chorioamnionitis(17)


            ข้อวิจารณ์ที่สำคัญของการผ่าตัดนี้คือ การตัด parametrium ได้น้อยไม่พอเพียง ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นซ้ำที่ผนังอุ้งเชิงกราน และการผ่าตัดนี้ทำได้ยากในผู้ป่วยที่ยังไม่เคยมีบุตรมาก่อน อย่างไรก็ดี ถ้าเลือกผ่าตัดในรายที่มีขนาดก้อนเนื้องอกเล็กกว่า 2 ซม. และไม่มี LVSI แล้วความเสี่ยงต่อการเป็นซ้ำมีเพียงเล็กน้อย เนื่องจากประสบการณ์การผ่าตัดชนิดนี้ยังน้อย ทำให้ไม่สามารถทำนายได้ว่ามีสัดส่วนของผู้ป่วยเท่าใดที่ไม่สามารถผ่าตัดได้สำเร็จด้วยข้อจำกัดทางกายวิภาคเช่น รายที่มีช่องคลอดตีบ มดลูกไม่หย่อน ดังนั้นการผ่าตัดชนิดจึงควรทำในผู้ป่วยที่ได้รับการข้อมูลโดยครบถ้วนและสามารถยอมรับความเสี่ยงนี้ได้แล้วเท่านั้น นอกจากนี้แพทย์ผู้ผ่าตัดต้องได้รับการฝึกอบรมทั้งการผ่าตัดผ่านกล้องและการผ่าตัดทางช่องคลอดมาอย่างดี นอกจากนี้แล้วยังต้องการพยาธิแพทย์ที่สามารถให้ข้อมูลได้อย่างสมบูรณ์อีกด้วย


           


Laparoscopic lymphadenectomy


            เป็นที่ยอมรับกันในปัจจุบันว่าการเลาะต่อมน้ำเหลืองผ่านกล้องนั้นสามารถทำได้โดยมีอัตราการผ่าเปิดช่องท้อง(conversion rate)ต่ำ จากรายงานของ Querque และคณะ(7) ในผู้ป่วยจำนวน 39 รายไม่มีรายใดต้องทำการผ่าเปิดช่องท้องเลย Melendez และคณะ(27) รายงานอัตราการผ่าเปิดช่องท้องลดลงจาก 8% ในผู้ป่วย 25 รายแรกเหลือ 0% ในผู้ป่วย 100 รายต่อมา ระยะเวลาในการผ่าตัดลดลงจาก 196 นาทีเหลือ 128 นาที ระยะเวลานอนโรงพยาบาลลดลงจาก 3.2 วันเหลือ 1.8 วัน


            การผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองผ่านกล้องสามารถประเมินได้สองทางคือ ทางแรกโดยการประเมินตำแหน่งทางกายวิภาคภายหลังจากเลาะต่อมน้ำเหลือง การศึกษาของ Gynecologic Oncology Group (GOG) โดยการผ่าตัดเปิดหน้าท้องสำรวจตามหลังการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองผ่านกล้องจำนวน 40 ราย พบว่าจำนวนต่อมน้ำเหลืองที่ได้จากอุ้งเชิงกรานเฉลี่ย 32.1 ต่อม (16.6 จากด้านซ้ายและ 15.5 จากด้านขวา) แต่มี 6 รายที่มีต่อมน้ำเหลืองเหลืออยู่ขณะผ่าตัดเปิดหน้าท้อง ซึ่งมักเป็นตำแหน่งที่เลาะยากเช่นด้านข้างของ common iliac artery และ obturator nodes โดยมีเพียง 3 ใน 6 รายที่ได้รับการประเมินจากการย้อนดูบันทึกวีดีทัศน์ว่าเลาะไม่หมด อย่างไรก็ดีไม่พบเซลล์มะเร็งในต่อมน้ำเหลืองที่เหลืออยู่นี้ ส่วนต่อมน้ำเหลืองที่ได้จากบริเวณ aortic nodes มีจำนวนเฉลี่ย 12.1 ต่อม (5.9 จากด้านซ้ายและ 6.2 จากด้านขวา) ทุกรายไม่มีต่อมน้ำเหลืองเหลือขณะผ่าตัดเปิดหน้าท้อง(28) Altgassen และคณะ(29) ศึกษาคล้ายคลึงกันในผู้ป่วย 99 ราย พบว่าผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองได้หมดเกลี้ยงกว่าในผู้ป่วยรายหลังๆเมื่อเทียบกับรายแรกๆ แต่จำนวนต่อมน้ำเหลืองจากอุ้งเชิงกรานกลับลดลงจาก 24.3 ต่อมในรายแรกๆเหลือ 21.0 ต่อมในรายหลังๆ ดังนั้นไม่ว่าจะใช้การย้อนดูบันทึกภาพวีดีทัศน์หรือการนับจำนวนต่อมน้ำเหลืองที่เลาะออกมาล้วนไม่สามารถยืนยันได้แน่นอนว่าเลาะได้เกลี้ยงเกลา ทางที่สองในการในการประเมินคือวัดอัตราการเกิดโรคซ้ำในบริเวณที่เลาะต่อมน้ำเหลือง โดยการเปรียบเทียบระหว่าง LARVH กับ RAH อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาแบบนี้ ส่วนใหญ่เป็นรายงานการติดตามผู้ป่วยไปข้างหน้าขนาดใหญ่(16,30) จากข้อมูลในปัจจุบันมีแนวโน้มว่าความเสี่ยงของการมีต่อมน้ำเหลืองเหลือและอาจเป็นต้นเหตุของการเป็นโรคซ้ำไม่แตกต่างกันระหว่างการผ่าตัดผ่านกล้องและการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง


 


เอกสารอ้างอิง



  1. Schuchardt K. Eine neue Methode der Gebarmutterexstirpation. Zentralbl Chir 1893;20:1121-38.

  2. Schauta F. Die Operation des Gebarmutterkrebses mittels des Schuchardtschen Paravaginalschnittes. Mschr Geburtshilfe Gynakol 1902;15:133-52.

  3. Amreich L. Zur Anatomie und Technik der erweiterten vaginalen Carcinomoperation. Arch Gynakol 1924;122:497-533.

  4. Wertheim E. The extended abdominal operation for carcinoma uteri. Am J Obstet Gynecol 1912;66:169-232.

  5. Meigs J. radical hysterectomy with bilateral dissection of the pelvic lymph nodes for cancer of the cervix. Am J Obstet Gynecol 1954;1083-116.

  6. Dargent D. A new future for Schauta’s operation through the pre-surgical retroperitoneal pelviscopy. 8, 292. 1987.

  7. Querleu D, Leblanc E, Castelain B. Laparoscopic pelvic lymphadenectomy in the staging of early carcinoma of the cervix. Am J Obstet Gynecol 1991 Feb;164(2):579-81.

  8. Dargent DF. Laparoscopic surgery in gynecologic oncology. Surg Clin North Am 2001 Aug;81(4):949-64.

  9. Bolger B, De Bassor Lopes A, Lavie O, Monaghan J. Comparison of laparoscopic-assisted radical vaginal hysterectomy and radical abdominal hysterectomy in the treatment of early stage cervical carcinoma [abstract]. 68, 95-96. 1998.

  10. Hatch KD, Hallum AV, III, Nour M. New surgical approaches to treatment of cervical cancer. J Natl Cancer Inst Monogr 1996;(21):71-5.

  11. Malur S, Possover M, Schneider A. Laparoscopically assisted radical vaginal versus radical abdominal hysterectomy type II in patients with cervical cancer. Surg Endosc 2001 Mar;15(3):289-92.

  12. Sardi J, Vidaurreta J, Bermudez A, di PG. Laparoscopically assisted Schauta operation: learning experience at the Gynecologic Oncology Unit, Buenos Aires University Hospital. Gynecol Oncol 1999 Dec;75(3):361-5.

  13. Canis M, Mage G, Pouly JL, Pomel C, Wattiez A, Glowaczover E, et al. Laparoscopic radical hysterectomy for cervical cancer. Baillieres Clin Obstet Gynaecol 1995 Dec;9(4):675-89.

  14. Nezhat CR, Nezhat FR, Burrell MO, Ramirez CE, Welander C, Carrodeguas J, et al. Laparoscopic radical hysterectomy and laparoscopically assisted vaginal radical hysterectomy with pelvic and paraaortic node dissection. J Gynecol Surg 1993;9(2):105-20.

  15. Spirtos NM, Schlaerth JB, Kimball RE, Leiphart VM, Ballon SC. Laparoscopic radical hysterectomy (type III) with aortic and pelvic lymphadenectomy. Am J Obstet Gynecol 1996 Jun;174(6):1763-7.

  16. Spirtos NM, Eisenkop SM, Schlaerth JB, Ballon SC. Laparoscopic radical hysterectomy (type III) with aortic and pelvic lymphadenectomy in patients with stage I cervical cancer: surgical morbidity and intermediate follow-up. Am J Obstet Gynecol 2002 Aug;187(2):340-8.

  17. Dargent D, Martin X, Sacchetoni A, Mathevet P. Laparoscopic vaginal radical trachelectomy: a treatment to preserve the fertility of cervical carcinoma patients. Cancer 2000 Apr 15;88(8):1877-82.

  18. Shepherd JH, Crawford RA, Oram DH. Radical trachelectomy: a way to preserve fertility in the treatment of early cervical cancer. Br J Obstet Gynaecol 1998 Aug;105(8):912-6.

  19. Roy M, Plante M. Pregnancies after radical vaginal trachelectomy for early-stage cervical cancer. Am J Obstet Gynecol 1998 Dec;179(6 Pt 1):1491-6.

  20. Covens A, Shaw P, Murphy J, DePetrillo D, Lickrish G, Laframboise S, et al. Is radical trachelectomy a safe alternative to radical hysterectomy for patients with stage IA-B carcinoma of the cervix? Cancer 1999 Dec 1;86(11):2273-9.

  21. Schneider A, Possover M, Kamprath S, Endisch U, Krause N, Noschel H. Laparoscopy-assisted radical vaginal hysterectomy modified according to Schauta-Stoeckel. Obstet Gynecol 1996 Dec;88(6):1057-60.

  22. Covens A, Rosen B, Gibbons A, Osborne R, Murphy J, DePetrillo A, et al. Differences in the morbidity of radical hysterectomy between gynecological oncologists. Gynecol Oncol 1993 Oct;51(1):39-45.

  23. Roy M, Plante M, Renaud MC, Tetu B. Vaginal radical hysterectomy versus abdominal radical hysterectomy in the treatment of early-stage cervical cancer. Gynecol Oncol 1996 Sep;62(3):336-9.

  24. Shepherd JH, Mould T, Oram DH. Radical trachelectomy in early stage carcinoma of the cervix: outcome as judged by recurrence and fertility rates. BJOG 2001 Aug;108(8):882-5.

  25. Rodriguez M, Guimares O, Rose PG. Radical abdominal trachelectomy and pelvic lymphadenectomy with uterine conservation and subsequent pregnancy in the treatment of early invasive cervical cancer. Am J Obstet Gynecol 2001 Aug;185(2):370-4.

  26. Ungar L, Palfalvi L, Hogg R, Siklos P, Boyle DC, Del PG, et al. Abdominal radical trachelectomy: a fertility-preserving option for women with early cervical cancer. BJOG 2005 Mar;112(3):366-9.

  27. Melendez TD, Childers JM, Nour M, Harrigill K, Surwit EA. Laparoscopic staging of endometrial cancer: the learning experience. JSLS 1997 Jan;1(1):45-9.

  28. Schlaerth JB, Spirtos NM, Carson LF, Boike G, Adamec T, Stonebraker B. Laparoscopic retroperitoneal lymphadenectomy followed by immediate laparotomy in women with cervical cancer: a gynecologic oncology group study. Gynecol Oncol 2002 Apr;85(1):81-8.

  29. Altgassen C, Possover M, Krause N, Plaul K, Michels W, Schneider A. Establishing a new technique of laparoscopic pelvic and para-aortic lymphadenectomy. Obstet Gynecol 2000 Mar;95(3):348-52.

  30. Pomel C, Atallah D, Le BG, Rouzier R, Morice P, Castaigne D, et al. Laparoscopic radical hysterectomy for invasive cervical cancer: 8-year experience of a pilot study. Gynecol Oncol 2003 Dec;91(3):534-9.

Read More

Patient Preparation for Laparoscopy

การเตรียมผู้ป่วยเพื่อผ่าตัดผ่านกล้อง


 ชัยเลิศ พงษ์นริศร



การนอนท่า steep Trendelenberg และ การมี pneumoperitoneum ด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก่อให้เกิดเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายทางสรรีวิทยา การเพิ่มความดันในช่องท้องทำให้เลือดไหลกลับสู่หัวใจ (venous return) ลดลงและอาจทำให้ cardiac output ลดลงด้วย นอกจากนี้ยังมีผลเพิ่ม แรงต้านในเส้นเลือดแดงของร่างกาย (systemic arterial pressure) เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ afterload เพิ่มขึ้น ความดันในช่องท้องไม่ควรเกิน 15 mmHg การมี pneumoperitoneum ทำให้กระบังลมถูกยกสูงขึ้น เป็นผลให้ความดันในช่องปอดเพิ่มขึ้น และจำกัดการเคลื่อนไหวของกระบังลม ดังนั้นวิสัญญีแพทย์จึงต้องปรับให้มีการชดเชยโดยการใช้ peak inspiratory pressure ที่สูงขึ้น


การที่มีความดันในช่องท้องสูงร่วมกับนอนในท่า Trendelenberg เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด venous thrombosis และ การสำลัก gastric contents ผู้ป่วยจึงควรได้รับการดมยาสลบด้วยการใส่ท่อช่วยหายใจและใส่ท่อ orogastric หรือ nasogastric ถ้าระยะในการผ่าตัดนานและในรายที่คาดว่าไม่สามารถลุกเดินได้เร็ว  ควรพิจารณาใช้ pneumatic compression stockings


ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นก๊าซที่ใช้ในการทำให้เกิด pneumoperitoneum เพราะไม่ลุกไหม้ (combustion) และละลายได้ดีในเลือด ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิด air embolism แต่ปัญหาจากการใช้ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คือ มันถูกดูดซึมจากพื้นผิวของเยื่อบุช่องท้องและเพิ่ม pCO2 ซึ่งนำไปสู่ภาวะความเป็นกรดในเลือด (acidosis) วิสัญญีแพทย์สามารถชดเชยภาวะนี้ได้โดยการเพิ่มอัตราการหายใจเพื่อกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนเกินนี้ออกทางการหายใจ นอกจากนี้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เย็นทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อภาวะ hypothermia อีกด้วย


แม้ว่าในผู้ป่วยที่อายุน้อยที่แข็งแรงจะไม่เกิดผลแทรกซ้อนจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ แต่ผู้ป่วยที่มี cardiopulmonary status ไม่ดีและมีปริมาตรความจุน้อย อาจมีปัญหาทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะหัวใจขาดเลือด และ cardiopulmonary arrest ได้ นอกจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แล้ว ก๊าซที่ถูกนำมาใช้ได้แก่ ไนตรัสออกไซด์ ซึ่งละลายได้ดีเช่นกันสามารถใช้ insufflator ที่มีอยู่ได้ แต่มีปัญหาเรื่องอาจเกิดการระเบิดขึ้นได้ ก๊าซฮีเลียมและอากอนนั้นละลายได้ไม่ดี จึงมีความเสี่ยงต่อ air embolism


ข้อห้ามในการผ่าตัดผ่านกล้อง ได้แก่ cardiopulmonary compromise, hemodynamic instability, large intra-abdominal mass, advanced pregnancy, bowel obstruction หรือ ileus, generalized peritonitis และ extensive abdominal adhesion หรือ carcinomatosis


ผู้ป่วยได้รับการเตรียมการผ่าตัดเช่นเดียวกับการผ่าตัดทางช่องท้อง ในรายที่มีความเสี่ยงที่จะผ่าตัดเข้าลำไส้เช่น รายที่ได้รับการผ่าตัดมาก่อนหลายครั้ง เป็นโรค inflammatory bowel disease มีประวัติ peritonitis หรือ คาดว่ามี endometriosis จะได้รับการเตรียมลำไส้ก่อนผ่าตัด โดยให้รับประทานอาหารกากน้อยหนึ่งวันก่อนผ่าตัด และให้ magnesium citrate บ่ายวันก่อนผ่าตัด


 


การจัดท่าผู้ป่วย


            ผู้ป่วยจะได้รับการนอนขึ้นขาหยั่ง (stirrups) โดยให้ข้อต่อสะโพกอยู่ในลักษณะตรง (neutral) และให้เท้าช่วยรับน้ำหนักของขา เพื่อหลีกเลี่ยง joint sprain หรือ แรงกดทับบนขาทำให้ต้นขาไม่มาขวางการผ่าตัดของแพทย์ ท่อนแขนทั้งสองข้างอยู่แนบชิดลำตัวผู้ป่วยเพื่อหลีกเลี่ยงภยันตรายต่อ brachial plexus และให้รบกวนพื้นที่การผ่าตัดของแพทย์ อย่างไรก็ตามไม่ควรให้ Trendelenberg มากกว่า 30 องศา


 


แผลที่ผ่าตัดและการแทง trocar


            ใช้ intraumbilical incision ในแนวตั้งเพื่อความสวยงาม นิยม direct trocar insertion มากกว่าการใช้ Verres needle เพราะปลอดภัยกว่า ทั้งผู้ช่วยและผู้ผ่าตัดต่างก็ยกผนังหน้าท้องส่วนล่างบริเวณข้างๆ trocar ขึ้น ขณะแทงแพทย์ควรใช้นิ้วชี้แตะที่ trocar เพื่อกันไม่ให้แทงเข้าไปลึกเกินไป


            ในรายที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการแทง trocar โดนลำไส้ เช่นในรายที่เคยผ่าตัดมาหลายครั้งหรือมีประวัติการอักเสบในอุ้งเชิงกราน สามารถใช้กล้องส่องขนาดเล็ก 2 มม. หรือ 5 มม. แทงในแนว mid clavicular line ด้านซ้ายที่ระดับต่ำกว่าซี่โครงซี่สุดท้ายเล็กน้อย เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดภยันตรายต่อลำไส้เล็กที่มีพังผืดมายึดติดกับผนังหน้าท้องใต้สะดือ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้แม้แต่การแทง trocar แบบ direct insertion หรือ การทำ open laparoscopy ควรใส่ท่อ orogastric หรือ nasogastric ก่อนเพื่อ decompress กระเพาะอาหาร 


 


การสร้าง pneumoperitoneum และ แทง ancillary ports


            หลังจากแน่ใจว่า trocar sleeve อยู่ในช่องท้องโดยมองเห็นลำไส้และ omentum ผ่านกล้องแล้วจึงต่อก๊าซเข้ากับ trocar sleeve และควบคุมความดันของ insufflator ไม่ให้เกิน 15 mmHg


            สำหรับการแทง ancillary ports นั้นกระทำโดยมองผ่านกล้องเพื่อหลีกเลี่ยงภยันตราย จำนวนของ port มีสองแบบ



  1. two port set-up ใช้สำหรับการส่องกล้องเพื่อวินิจฉัย โดยแทงที่ตำแหน่งแนวกลางลำตัวสูงจาก symphysis pubis สองนิ้วมือ

  2. three port set-up ใช้สำหรับการผ่าตัดผ่านกล้อง โดยแทงที่ตำแหน่งบริเวณสองข้างของท้องน้อย ให้อยู่ทางด้านข้างกว่าเส้นเลือด  inferior epigastric และนอกของด้านข้างของกล้ามเนื้อ rectus

 


เอกสารอ้างอิง



  1. Goldberg JM, Falcone T, editors. Altas of endoscopic techniques in gynecology. 1st edition. W.B. Saunders: London. 2000.37-43.

 

Read More

Anatomy for Gynecologic Laparoscopy

กายวิภาคที่สำคัญสำหรับนรีแพทย์ผ่าตัดผ่านกล้อง


  ชัยเลิศ พงษ์นริศร



ผนังหน้าท้องด้านหน้า


            เส้นเลือดใหญ่ aorta แยกออกใกล้กับระดับกระดูกสันหลัง lumbar ที่ 4 ซึ่งตรงกับระดับสะดือในคนปกติ ในคนอ้วนระดับระดับสะดือจะอยู่ต่ำกว่านี้


            เส้นเลือด inferior epigastric แยกออกจากเส้นเลือด external iliac ทอดขึ้นไปทางศีรษะอยู่ระหว่างชั้นเยื่อบุช่องท้องและกล้ามเนื้อ rectus อยู่ทางด้านข้างต่อเส้นเลือด obliterated umbilical และอยู่ทางด้านในต่อ deep inguinal ring ซึ่งสังเกตได้จากตำแหน่งที่ round ligament ทอดเข้าสู่ inguinal canal ไม่สามารถใช้ transillumination ช่วยหาตำแหน่งเส้นเลือดนี้ได้ แต่สามารถมองเห็นได้โดยตรง ปกติมักประกอบด้วยเส้นเลือดแดงหนึ่งเส้นและเส้นเลือดดำสองเส้น บางรายที่ไม่สามารถมองเห็นเส้นเลือดนี้ ควรแทง trocar ในตำแหน่งข้างต่อกล้ามเนื้อ rectus และอยู่ห่างจากแนวกลางลำตัวออกไป 8 ซม. และเหนือกว่า symphysis pubis ประมาณ 4-5 ซม. ข้อมูลจากการตรวจด้วยเอซเรย์คอมพิวเตอร์พบว่าระยะห่างเฉลี่ยจากแนวกลางลำตัวไปถึงเส้นเลือดนี้เท่ากับ 5.6  ซม. และ 5.2 ซม. ที่ระดับเหนือ symphysis pubis 3 ซม. และ 5 ซม. ตามลำดับ


            เส้นเลือดชั้นผิวของผนังหน้าท้อง ได้แก่ superficial epigastric และ superficial circumflex iliac แยกออกมาจากเส้นเลือด femoral เส้นเลือด มีระยะห่างจากแนวกลางลำตัวเท่ากับ 5.2 ซม.และ 9.5 ซม. ตามลำดับที่ระดับเหนือกว่า symphysis pubis 3 ซม.


 


ผนังอุ้งเชิงกราน


            พื้นที่สามเหลี่ยมที่มีเส้นเลือด external iliac a. อยู่ทางด้านข้าง มีเส้นเลือด ovarian a. อยู่ทางด้านใน และ มี round ligament เป็นฐานเป็นกายวิภาคที่นรีแพทย์ผ่าตัดผ่านกล้องต้องทำความคุ้นเคย ท่อไตจะอยู่กับ broad ligament ส่วนด้านใน (medial leaf) ที่ระดับขอบบนกระดูกเชิงกราน (pelvic brim) ท่อไตอยู่ทางด้านในต่อเส้นเลือด ovarian ท่อไตจะทอดเข้าสู่อุ้งเชิงกรานและมักมองเห็นอยู่หน้าต่อ internal iliac a. เพื่อไปยังกระเพาะปัสสาวะ เส้นเลือด uterine a. ทอดขนานกับท่อไตเป็นระยะทางสั้นๆก่อนทอดข้ามท่อไตไปยังมดลูก ระยะห่างของท่อไตจาก uterosacral ligament ไปทางด้านข้าง 1.5-2 ซม.


 


            การเลาะเนื้อเยื่อบริเวณด้านข้างของอุ้งเชิงกรานจะทำให้มองเห็นเส้นเลือด internal iliac a. และแขนงของมัน เส้นเลือด obliterated umbilical a. ทอดอยู่บริเวณผนังเชิงกรานจาก internal iliac a. ไปยังผนังหน้าท้องด้านหน้า เส้นเลือด uterine a. มักแยกออกที่ตำแหน่งนี้วิ่งลงล่างขนานกับท่อไต จะมองเห็นเส้นเลือด superior vesical a. แยกจาก umbilical a. ถัดจาก uterine a. ถ้าเลาะออกไปทางด้านข้างมากขึ้นจะมองเห็น obturator neurovascular bundle ได้


 


Presacral space


            กายวิภาคส่วนนี้สำคัญสำหรับทำ presacral neurectomy หรือ vaginal vault suspension โดย presacral space นี้มีส่วนพื้นคือ periosteum กับ ligament ของกระดูกสันหลัง lumbar ที่ 5 และเส้นเลือด middle sacral ขอบเขตด้านขวาคือ common iliac a. และ ท่อไต ขอบเขตด้านซ้ายคือ เส้นเลือด inferior mesenteric ขอบเขตด้านบนคือ bifurcation ของ aorta และ common iliac v. ซ้าย ขอบเขตด้านล่างคือ กระดูกสันหลัง sacral ที่หนึ่ง


 


Space of Retzius


            มีขอบเขตด้านบนคือ กระดูก pubis ขอบเขตด้านข้างคือ กล้ามเนื้อ obturator และ fascia กับ neurovascular bundle ขอบเขตด้านล่างคือ กระเพาะปัสสาวะและpubocervical fascia ส่วนของ fascia ที่อยู่ลึกลงไปในอุ้งเชิงกรานได้แก่ pubocervical, arcus tendineus และ obturator fascia


ชั้น pubocervical fascia นั้นเป็นส่วนของ anterior vaginal fascia สำหรับ Cooper’s ligament เปอยู่ที่ส่วนบนของกระดูกเชิงกราน ทอดอยู่ทางด้านในกว่าเส้นเลือด external iliac 3-4 ซม.


            Obturator neurovascular bundle ทอดอยู่เหนือกว่า arcus tendineus 3-4 ซม. เส้นประสาทนี้ทอดเข้าสู่อุ้งเชิงกรานอยู่ใต้ต่อ external iliac v. และวิ่งอยู่บนผิวหน้าของกล้ามเนื้อ obturator internus เข้าสู่ obturator canal ร่วมกับเส้นเลือด


 


Paravesical and pararectal spaces


            paravesical spacesเป็นบริเวณที่อยู่ทางด้านข้างของกระเพาะปัสสาวะไปจนถึงกล้ามเนื้อ obturator internus ประกอบด้วย loose areolar tissue มักจะมองเห็นขณะเลาะเข้าบริเวณ retropubic ส่วน pararectal spaces เป็นบริเวณที่อยู่ในส่วนลึกของอุ้งเชิงกรานสองข้างของลำไส้ rectum มักเข้าถึงได้ทางด้านในของ uterosacral ligament แต่อาจเข้าได้ทางด้านนอกของ uterosacral ligament ก็ได้ในรายที่มี severe endometriosis โดยเลาะท่อไตกันออกไปทางด้านข้างก่อน แล้วเลาะต่อลงไปทางด้านหลัง ถ้าเข้าถูกต้อง จะไม่มีเลือดออก


 


 เอกสารอ้างอิง



  1. Goldberg JM, Falcone T, editors. Altas of endoscopic techniques in gynecology. 1st edition. W.B. Saunders: London. 2000.13-6.

 

Read More

Internal iliac artery ligation

การผูกหลอดเลือดแดง Internal iliac artery


 ชัยเลิศ พงษ์นริศร



ในปี 1893 Howard Kelly ได้ทำผ่าตัดผูกเส้นเลือด internal iliac artery และ ovarian artery ทั้งสองข้างระหว่างการผ่าตัดมดลูกทางหน้าท้องเพื่อรักษามะเร็งปากมดลูกที่มีเลือดออกอย่างรุนแรงเข้าไปใน broad ligaments ที่เมืองบัลติมอร์1


ในปี 1896 Pryorแห่งนิวยอร์กได้ทำผ่าตัดผูกเส้นเลือด internal iliac artery ในรายที่ไม่สามารถผ่าตัดเนื้องอกออกได้ พบว่าทำให้เนื้องอกหดเล็กลง (shrinkage)1  และรายงานผู้ป่วยในปีต่อมา2


จากการศึกษาพบว่าหลังจากผูกเส้นเลือด internal iliac artery แล้ว collateral circulation ของ  internal iliac artery  มี 5 ทาง ดังนี้ 1



  1. ovarian artery

  2. inferior mesenteric artery

  3. lumbar artery

  4. middle sacral artery

  5. external iliac and femoral artery

 


เทคนิคการผ่าตัดของ Siegel P และ Mengert WF3



  1. เปิดแผล 7-8 ซม. ตามแนวขนานกับเส้นเลือด ระมัดระวังอันตรายที่จะเกิดกับท่อไตซึ่งทอดข้ามหน้าต่อ bifurcation ของเส้นเลือด ท่อไตมักติดอยู่กับ peritoneal flap ทางด้านใน (medial) หลังจากเห็นเส้นเลือด internal iliac artery แล้วเลาะตามลงไปประมาณ 2 ซม. ต่ำกว่า bifurcation ต้องระวังอย่างมากไม่ให้เกิดภยันตรายต่อ external iliac vain ซึ่งอยู่ทางด้านหลังและข้างต่อเส้นเลือดนี้

  2. ใช้ aneurysm needle ที่ร้อยด้วย ไหมเบอร์ 1 คล้องผูกเส้นเลือดสองตำแหน่ง ตำแหน่งแรกผูกที่จุดที่เส้นเลือดนี้เริ่มแยกจากเส้นเลือด common iliac artery ตำแหน่งที่สองอยู่ถัดจากตำแหน่งแรกลงมาประมาณ 1.5-2 ซม.

  3. เย็บผูกเส้นเลือดแบบ transfixing suture ระหว่างตำแหน่งที่ผูกทั้งสองที่ แต่ค่อนไปทางด้าน proximal แล้วตัดเส้นเลือดให้ขาดจากกันระหว่างจุดที่เย็บผูกกับตำแหน่งที่คล้องผูกด้าน distal

 



 รูบที่ 1  แสดงตำแหน่งที่คล้องผูก (1 และ 2) และเย็บผูก (3) เส้นเลือด internal iliac artery


  



รูปที่ 2  แสดงตำแหน่งที่ตัดเส้นเลือด internal iliac artery อยู่ distal กว่าจุดที่เย็บผูก


 


เอกสารอ้างอิง



  1. Kelly HA. Ligation of both internal iliac arteries for hemorrhage in hysterectomy for carcinoma uteri. Bull Johns Hopkins Hosp1894; 5:53-4.

  2. Pryor WR. Surgical anatomy of internal iliac artery in women, and more radical operation for malignant disease of uterus. Am J Obstet Gynecol 1896; 33: 801-17.

  3. Pryor WR. Transperitoneal simultaneous ligation of both internal iliac arteries for recurrence in cicatrix following vaginal hysterectomy for carcinoma uteri. Am J Obstet Gynecol 1897; 35: 511-7.

  4. Shafiroff BG, Grillo EB, Boron H. Bilateral ligation of hypogastric arteries. Am J Surg 1959; 98: 34-40.

  5. Siegel P, Mengert WF. Internal iliac artery ligation in obstetrics and gynecology 1961; 178: 1059-62.

 

Read More

GTT: staging & treatment

GTT: ควรกำหนดระยะโรคและมีแนวทางรักษาอย่างไรดี?

ชัยเลิศ พงษ์นริศร


บทนำ

Gestational trophoblastic disease (GTD) เป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการเจริญแบ่งตัวผิดปกติของเซลล์เนื้อรก ซึ่งเมื่อแบ่งตามลักษณะทางพยาธิวิทยาได้แก่ hydatidiform mole, invasive mole, choriocarcinoma และ placentalsite trophoblastic tumor (PSTT) แต่ในทางคลินิกเวลารักษาโรคกลุ่มนี้ ไม่จำเป็นต้องได้ชิ้นเนื้อมาตรวจทางพยาธิวิทยา  สามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้จากลักษณะทางคลินิก การตรวจทางรังสีวินิจฉัย และการตรวจหา tumor marker คือ HCG ซึ่งมีความไวและความจำเพาะต่อโรคกลุ่มนี้สูงมาก  ส่วนคำว่า gestational trophoblastic tumor (GTT) คือ โรค GTD ที่มีความโน้มเอียงที่จะเป็นมะเร็งสูง (malignant potential)  หรือกล่าวง่ายๆว่าได้แก่โรคกลุ่ม GTD ทั้งหมด ยกเว้น hydatidiform mole นั่นเอง  GTT จัดว่าเป็นมะเร็งของอวัยวะสืบพันธุ์สตรีที่สามารถรักษาให้หายขาดได้มากที่สุด เพราะว่า

  1. มะเร็งตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดหลายชนิดได้ดีมากๆ  
  2. มะเร็งสร้าง HCG ซึ่งมีความไวและความจำเพาะสูง สามารถใช้เป็นตัวติดตาม (tumor marker) เพราะปริมาณฮอร์โมนสัมพันธ์โดยตรงกับจำนวนของเซลล์มะเร็ง
  3. มะเร็งกลุ่มนี้มีปัจจัยพยากรณ์โรคที่ค่อนข้างชัดเจน ทำให้สามารถเลือกวิธีรักษาได้เหมาะสมเฉพาะราย 
  4. สามารถใช้การรักษาหลายๆวิธีร่วมกันได้ (multiple modalities) เช่น การใช้ยาเคมีบำบัด การผ่าตัด และการฉายรังสี

แม้ว่าส่วนใหญ่จะเกิดตามหลังโรคครรภ์ไข่ปลาอุก (50%)  แต่อาจเกิดตามหลังการตั้งครรภ์ปกติ (25%)  และตามหลังการแท้งหรือการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้ (25%)1

 

ปัจจัยพยากรณ์โรค

แม้ว่าโรคกลุ่ม GTT นี้ส่วนใหญ่จะมีพยากรณ์โรคดี แต่มีผู้ป่วยบางรายที่มีการกระจายของโรคไปหลายที่และดื้อต่อยาเคมีบำบัด     ดังนั้นจึงมีการศึกษาถึงปัจจัยต่างๆที่จะนำมาใช้ในการแยกผู้ป่วยที่มีพยากรณ์โรคดีและไม่ดีออกจากกัน เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมไม่ให้มากหรือน้อยเกินไป ปัจจัยที่มีผลต่อพยากรณ์โรคมีดังต่อไปนี้2

  1. ระยะเวลาของโรคนับจากการตั้งครรภ์ครั้งก่อนจนถึงเริ่มการรักษา
  2. ระดับ HCG ก่อนเริ่มการรักษา
  3. ประวัติเคยได้รับยาเคมีบำบัดมาก่อน
  4. ตำแหน่งการแพร่กระจายของโรคไปที่อื่นๆนอกเหนือจากที่ช่องคลอดและปอด
  5. ขนาดและจำนวนของการแพร่กระจายของโรค
  6. ชนิดของการตั้งครรภ์ก่อนหน้าครั้งนี้
  7. ผลการตรวจทางพยาธิวิทยา
  8. หมู่เลือดของผู้ป่วยและสามี

อย่างไรก็ตามมีการศึกษาวิเคราะห์แบบ multivariate พบว่ามีบางปัจจัยเท่านั้นที่เป็นปัจจัยพยากรณ์โรคอย่างอิสระและมีนัยสำคัญทางสถิติ  อาทิเช่น  Azab และคณะ3  ศึกษาผู้ป่วย GTT จำนวน 162 ราย ในประเทศฝรั่งเศส พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติคือ การตั้งครรภ์ครั้งก่อนไม่ใช่ครรภ์ไข่ปลาอุก, มีการแพร่กระจายของโรคไปยังอวัยวะต่างๆมากกว่า 1 แห่ง, เคยได้รับยาเคมีบำบัดมาก่อน และมีผลทางพยาธิวิทยาเป็นมะเร็งเนื้อรก (choriocarcinoma)    DuBeshter และคณะ4 ศึกษาในผู้ป่วย GTT ที่มีความเสี่ยงสูงจำนวน 51 ราย ที่ New England Trophoblastic Disease Center (NETDC)พบว่าปัจจัยที่ทำนายการล้มเหลวต่อการรักษาคือ การที่โรคแพร่กระจายไปยังตับ สมอง หรือลำไส้   และการได้รับยาเคมีบำบัดมาก่อน   Lurain และคณะ5 ศึกษาในผู้ป่วย GTT ที่เป็น invasive mole และ choriocarcinoma จำนวน 391 คน ที่ John I. Brewer Trophoblastic Disease Center พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการอยู่รอดของผู้ป่วยที่โรคแพร่กระจายคือ พยาธิวิทยาเป็นมะเร็งเนื้อรก, รอยโรคแพร่กระจายไปที่อื่นๆนอกเหนือจากที่ช่องคลอดและปอด, จำนวนของรอยโรคที่แพร่กระจายมากกว่า 8 แห่ง, เคยไดัรับยาเคมีบำบัดมาก่อน   Soper และคณะ6 ศึกษาในผู้ป่วย GTT จำนวน 454 ราย พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการอยู่รอดของผู้ป่วยคือ เคยไดัรับยาเคมีบำบัดมาก่อน, ชนิดของการตั้งครรภ์ก่อนหน้าครั้งนี้, จำนวนของโรคที่แพร่กระจาย, ระยะเวลาของโรคก่อนเริ่มรักษา

 

การแบ่งระยะโรค

 

การแบ่งระยะโรคมี 3 ระบบที่สำคัญ คือ

 

1.      Hammond / The National Cancer Institute (NCI) classification 7,8

เป็นระบบที่นิยมใช้มากที่สุดในสหรัฐฯ เพราะไม่ซับซ้อน ใช้ง่ายและมีความไวสูงในการคัดแยกผู้ป่วยที่มีแนวโน้มดื้อต่อการรักษา โดยระบบนี้จะแบ่งผู้ป่วย GTT ออกเป็น 3 กลุ่มตามปัจจัยเสี่ยงคือ 1.กลุ่มไม่มีโรคแพร่กระจาย  2.กลุ่มที่มีโรคแพร่กระจายและพยากรณ์โรคดี  3.กลุ่มที่มีโรคแพร่กระจายและพยากรณ์โรคไม่ดี (ตารางที่ 1)

 

ตารางที่ 1

  1. Non metastasis : no evidence of disease outside the uterus
  2. Metastasis : any disease outside the uterus
    1. good prognosis (high risk) : absence of any risk factors
    2. poor prognosis (low risk)   :  presence of any risk factors
      1. Serum HCG > 40,000 miu/ml or urine HCG >100,000 iu/24 hr.
      2. Symptoms present  for more than 4 months
      3. Brain or liver metastasis
      4. Prior chemotherapy failure
      5. Antecedent term pregnancy

กลุ่มที่ไม่มีโรคแพร่กระจาย และกลุ่มที่มีโรคแพร่กระจายแต่พยากรณ์โรคดี มีอัตราการหายจากโรค(remission) 100%  ส่วนกลุ่มที่มีโรคแพร่กระจายและพยากรณ์โรคไม่ดี มีอัตราการตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดชนิดเดียวลดลงจาก 81% เหลือ 36%9 จึงแนะนำให้ยาเคมีบำบัดแบบชนิดร่วมหลายชนิดในผู้ป่วยกลุ่มนี้ตั้งแต่ต้น ปัจจุบันมียาเคมีบำบัดหลายตำรับให้ใช้ อัตราการหายเพิ่มขึ้นเป็น 80-90% 1,4,5

 

2.    The World Health Organization (WHO) prognostic scoring system10

          ระบบนี้เริ่มใช้โดย Bagshawe ที่ รพ. Charing Cross ในประเทศอังกฤษตั้งแต่ปี 1976 ต่อมาคณะทำงานขององค์การอนามัยโลกได้นำมาปรับปรุงและนำมาใช้ในปี 1983  มีปัจจัยพยากรณ์โรค 9 ปัจจัย ได้แก่ 1.อายุ  2.ชนิดของการตั้งครรภ์ครั้งก่อน  3.ระยะเวลาของโรคหลังสิ้นสุดการตั้งครรภ์ครั้งก่อนจนเริ่มให้การรักษา  4.ระดับ HCG ก่อนการรักษา  5.หมู่เลือดของผู้ป่วยและสามี  6.ขนาดของรอยโรคที่ใหญ่ที่สุด  7.อวัยวะที่มีการแพร่กระจาย  8.จำนวนรอยโรคที่แพร่กระจาย  9.ยาเคมีบำบัดที่เคยได้รับมาก่อน  ทั้งนี้แต่ละปัจจัยมีคะแนนแบ่งย่อยตามความเสี่ยงเป็น 0,1,2,และ4 คะแนนตามความสำคัญ (ตารางที่ 2)

 

ตารางที่ 2

Prognostic score

Score

0

1

2

4

Age(yr.)

£    39

>  39

 

 

Antecedent preg.

Hydatidiform mole

abortion

term

 

Interval between end of antecedent preg. & start of chemotherapy (mo.)

 

<   4

 

4 – 6

 

7 – 12

 

>   12

HCG (mIu/ml)

<  103

103-104

104-105

>  105

ABO group (female´male)

 

A´O,O´A

B,AB

 

Largest tumor, including uterine (cm)

<  3

3 – 5

>  5

 

Site of metastasis

 

Spleen, kidney

GI, liver

brain

No. of metastasis

 

1 – 3

4 – 8

> 8

Prior chemotherapy

 

 

1  drug

³  2

 

เมื่อนำคะแนนทั้งหมดมารวมกัน แล้วแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำมีคะแนน £ 4, กลุ่มที่ความเสี่ยงปานกลางมีคะแนน 5-7, กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงมีคะแนน ³ 8  จึงเป็นระบบที่หวังผลในการทำนายผลการรักษาและช่วยคัดแยกผู้ป่วยที่ต้องให้การรักษาแบบ intensive  แต่ปรากฎว่ามีข้อจำกัดหลายประการที่ทำให้ไม่เป็นที่นิยม ดังนี้

  1. มีความยุ่งยากซับซ้อนในการคิดคะแนน
  2. ในทางปฏิบัติ มักไม่ทราบหมู่เลือดของผู้ป่วยและสามี คะแนนส่วนนี้จึงมักถูก   ละเลยไป4,5  สำหรับหมู่เลือดนั้นมีนัยสำคัญต่อผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเนื้อรกเท่านั้น  แต่ไม่สำคัญในผู้ป่วยที่เป็น GTT ตามหลังครรภ์ไข่ปลาอุก  บางท่านจึงเสนอให้ยกเลิกคะแนนของปัจจัยนี้11
  3. มีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับคะแนนที่ให้ในระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากต่างสถาบัน เช่น     Bagshawe ให้เพิ่มน้ำหนักคะแนนในตัวแปรพยากรณ์โรคแย่สุดจาก 4 เป็น 6 คะแนน12 ขณะที่ Wong ให้คะแนนตัวแปรเดียวกันนี้เพียงแค่ 3 คะแนน13  ทำให้คะแนนที่ได้ไม่เท่ากันและไม่สามารถเปรียบเทียบข้อมูลกันได้ นอกจากนี้บางท่านยังเสนอให้เปลี่ยนเกณฑ์การแบ่งกลุ่มความเสี่ยงใหม่ โดยถ้าคะแนน < 8 มีความเสี่ยงต่ำ ถ้าคะแนน 8-12 มีความเสี่ยงปานกลาง และถ้าคะแนน >12 มีความเสี่ยงสูง เพราะพบว่าผู้ป่วยกลุ่ม GTT ที่มีโรคแพร่กระจายซึ่งดื้อต่อการรักษาและเสียชีวิต      ทั้งหมดล้วนมีคะแนน >1214
  4. ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องรอยโรคที่แพร่กระจายไปที่ปอดว่าจะนับรวมเข้าไว้ในปัจจัยจำนวนของโรคที่กระจายหรือไม่2
  5. ระบบ WHO ไม่ได้ระบุวิธีการตรวจหารอยโรคที่แพร่กระจายไว้ โดยทั่วไปใช้วิธีถ่ายภาพรังสีทรวงอก ยกเว้นในรายที่ภาพถ่ายรังสีทรวงอกไม่ชัดเจนแต่ยังสงสัยว่ามีรอยโรคในปอด การตรวจ CT scan ของปอดสามารถ ตรวจพบ micrometastasis ได้โดยที่ภาพถ่ายรังสีทรวงอกเป็นปกติถึง 41%ของ GTT ที่ตอนแรกถูกจัดว่าไม่มีการกระจายของโรค15  นอกจากนี้ การทำ MRI ของสมองสามารถ เห็นรอยโรคที่ตรวจไม่พบด้วย CT scan โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าระยะตัดของ scan เท่ากับ 2 เซ็นติเมตร ด้วยเหตุนี้จึงสามารถอธิบายว่าในบางครั้ง ทำไมจึงพบโรคแพร่กระจายไปสมองได้ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำขณะให้ยาเคมีบำบัดชนิดเดียว11

อย่างไรก็ตามข้อดีของระบบนี้คือ แบ่งย่อยผู้ป่วยออกเป็น 3 กลุ่มตามความเสี่ยง Kohorn16 แนะนำให้ใช้ WHO score ร่วมกับระบบของ NCI เฉพาะที่มีการแพร่กระจายและมีพยากรณ์โรคไม่ดีเพื่อช่วยบอกพยากรณ์โรค

 

3.      The International Federation of Gynecology and Obstetrics (FIGO) classification (1992)

ระบบนี้จำแนกตามกายวิภาคของโรค เริ่มใช้ครั้งแรกโดย Sung และ คณะ ที่รพ. Capital ในประเทศจีน ต่อมา FIGO Cancer Committee17 ได้นำมาปรับใช้ในปี 1982  เป็นระบบที่คุ้นเคยได้ง่ายเพราะ แบ่งเป็น 4 ระยะ เหมือนโรคมะเร็งอื่นๆ  การกำหนดระยะอาศัยการตรวจทางคลินิก ภาพถ่ายรังสีทรวงอกเป็นหลัก โดยไม่จำเป็นต้องตรวจพิเศษอื่นเช่น CT, MRI ซึ่งทำให้ยุ่งยากในทางปฏิบัติ เพราะอาจไม่มีใช้ในทุกสถาบัน ระบบนี้แบ่งผู้ป่วยเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1  รอยโรคจำกัดอยู่ในมดลูก ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยระยะนี้เป็น persistent mole ที่ตรวจพบว่าระดับ HCG เพิ่มหรือ คงที่เท่านั้น โดยตรวจไม่พบรอยโรคที่อื่นใด  ระยะที่ 2 มีรอยโรคลุกลามออกนอกตัวมดลูก แต่จำกัดอยู่ในอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น ช่องคลอด ปีกมดลูก และ broad ligament  ระยะที่ 3 มีการแพร่กระจายของโรคไปยังปอด ตรวจพบด้วยภาพถ่ายรังสีทรวงอก หรือ CT/MRI แล้วแต่ความจำเป็น  ระยะที่ 4  มีการแพร่กระจายไปยังที่อื่นๆที่ไม่ใช่อุ้งเชิงกรานหรือปอด ผู้ป่วยมักเป็นมะเร็งเนื้อรกที่เกิดหลังการตั้งครรภ์ที่ไม่ใช่ครรภ์ไข่ปลาอุก

หลังจากนำมาใช้ พบว่ามีข้อจำกัด คือไม่สามารถนำมาช่วยบอกพยากรณ์โรคได้ เนื่องจากไม่นำเอาปัจจัยเสี่ยงมาพิจารณาร่วมด้วยในการกำหนดระยะของโรค Smith  และคณะศึกษาโดยการนำระบบการกำหนดโรคของ FIGO ไป เปรียบเทียบกับ ระบบของ WHO ในผู้ป่วย 207 ราย พบว่าถ้าใชัระบบ FIGO จะมีผู้ป่วย 17 รายที่ได้รับการรักษาไม่เพียงพอ และมี 9 รายที่ได้รับการรักษามากเกินไป18  ต่อมาในปี1992 FIGO Cancer Committee  จึงได้เพิ่มปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ  2  ข้อเข้าไปในการกำหนดระยะโรค19,20 ดังนี้ (ตารางที่ 3) 

  1. ระดับ HCG ก่อนการรักษา
  2. ระยะเวลาของโรคหลังการสิ้นสุดของครรภ์ครั้งก่อนหน้านี้

 

ตารางที่ 3

 

          Stage :-

            Stage 1    disease confined to  the uterus

            Stage 2    disease extends outside of the uterus, but is limited to the genital 

                             structures ( adnexa, vagina, broad ligament )

            Stage 3    disease extends to the lungs, with or without known genital tract

                             involvement

            Stage 4    all other metastatic sites

 

Substages :-

  1.  
    1.  
      1. no risk factors
      2. one risk factor
      3. both risk factors

 

Risk factors used to assign substages :-

  1. urinary HCG > 100,000 mIu/ml or serum HCG > 40,000 mIu/ml
  2. duration of disease > 6 months from termination of  antecedent pregnancy

ผู้ป่วยแต่ละระยะมีความเสี่ยงแตกต่างกัน ตั้งแต่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง มีปัจจัยเสี่ยง 1 ข้อ และมีปัจจัยเสี่ยง 2 ข้อ จากรายงานของ FIGO เองพบปัจจัยเสี่ยง1หรือ 2 ข้อนี้ ใน17.9% ของผู้ป่วยระยะที่ 1 ขณะที่พบมากถึง 90% ของผู้ป่วยระยะที่ 4 20 แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างระยะโรคและปัจจัยเสี่ยงไปในทางเดียวกัน

นอกจากนี้ FIGO ยังให้บันทึกรายการดังต่อไปนี้ไว้ด้วย19,20

  1. ประวัติการได้รับยาเคมีบำบัด
  2. กรณีที่เป็น PSTT ควรรายงานแยกมาต่างหาก
  3. ไม่จำเป็นต้องมีผลชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยามายืนยันการวินิจฉัย

อย่างไรก็ตาม FIGO ไม่ได้ให้แนวทางในการแบ่งว่าระยะใดถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงหรือต่ำ ตลอดจนการรักษา โดยทั่วไปถือว่า FIGO ระยะ I-IIIa  เทียบเท่ากับ  non metastatic และ  good prognosis, metastatic GTT1

จากการสำรวจสมาชิก ของ The Society of Gynecologic Oncologists ของประเทศสหรัฐฯ พบว่าสมาชิกส่วนใหญ่ ใช้การแบ่งระยะโรคแบบ NCI โดยให้เหตุผลว่าไม่ใช้ FIGO เพราะ ไม่สามารถแยกผู้ป่วย GTT ที่มีการแพร่กระจายของโรค  ระหว่างผู้ที่ต้องการเคมีบำบัดแบบร่วมหลายชนิดกับผู้ที่ตอบสนองดีต่อยาเคมีบำบัดชนิดเดียว9

แม้ว่าการแบ่งระยะโรคทั้ง 3 ระบบมีมานานแล้ว แต่ยังคงไม่สามารถสรุปได้ว่าระบบใดดีที่สุด จากการศึกษารวบรวม 4 รายงาน มีผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดในการรักษา metastatic GTT , good prognosis 170 คน พบว่ามี อัตราการหายขาด (complete response,CR) 64 คน (87.7%) ส่วนในผู้ป่วยที่มีคะแนน WHO < 8 จำนวน 222 คน พบมี CR ในกลุ่มคะแนน < 5 เท่ากับ 84.9% กลุ่มคะแนน 5-7 เท่ากับ 72.7% ซึ่งแสดงถึงความแม่นยำของคะแนน WHO ในผู้ป่วยกลุ่มนี้9

 

Goldstein และคณะ ศึกษาที่ NETDC แนะนำให้กำหนดระยะโรค GTTโดยใช้ระบบ FIGO ร่วมกับ WHO มีแนวทางการรักษาดังนี้9

Stage  (all substages),  Nonmetastatic disease :-

1.      ไม่ต้องการบุตร   

  • ผ่าตัดมดลูก (ตัด/ไม่ตัดรังไข่ร่วมด้วย)
  • adjuvant single chemotherapy  เช่น Methotrexate(MTX), MTX-FA (folinic acid), Actinomycin-D(ACT-D) โดยเริ่มให้ตอนผ่าตัด เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่กระจายแบบซ่อนเร้น (occult metastasis) ซึ่งพบได้ 41%15ช่วงระยะของการให้ยา 10-14 วัน

2.      ต้องการบุตร

  • adjuvant single chemotherapy เช่นเดียวกัน
  • โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องขูดมดลูกนอกจากตกเลือด21แต่Goldstein  และคณะแนะนำให้ขูดมดลูกตอนให้ยาเคมีบำบัดชุดแรกเพื่อลดปริมาณเนื้องอก  ยกเว้นผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการขูดมดลูกไปภายใน 30 วัน หรือ ตรวจทางคลินิก/รังสีพบว่ามดลูกปกติ9
  • โอกาสหายขาด (complete remission) จากยาเคมีบำบัดชนิดเดียว 95% และรายที่ดื้อต่อยาสามารถหายขาดด้วยยาเคมีบำบัดชนิดหลายตัวร่วมกัน หรือผ่าตัด                                        

 

Stage II (all substages), IIIa and IIIb  WHO low- and medium-risk disease (คะแนน < 8)

adjuvant single chemotherapy

  • กลุ่มความเสี่ยงต่ำ  ที่ไม่มี/มีการแพร่กระจายไปปอด ตอบสนองดีต่อยาเคมีบำบัดชนิดเดียว  โอกาสหายขาด > 80%  รายที่ดื้อต่อยาสามารถรักษาหายขาดด้วยยาเคมีบำบัดร่วมหลายชนิด
  • กลุ่มความเสี่ยงปานกลาง มีโอกาสหายขาด  < 70% ดังนั้นควรเปลี่ยนยาเคมีบำบัดชนิดร่วมหลายชนิดในทันที่มีอาการแสดงการดื้อยา อย่างไรก็ตามโอกาสหายขาดโดยรวมยังเป็น 100%
  • การตัดมดลูก อาจจำเป็นในรายที่มีเนื้องอกขนาดใหญ่, อาการตกเลือดมาก หรือติดเชื้อ

 

Stage IIIc and IV (all substage), WHO high –risk and very high-risk disease

  • ผู้ป่วยกลุ่มนี้ตอบสนองไม่ดีต่อยาเคมีบำบัดชนิดเดียว จึงควรเริ่มต้นด้วยยาเคมีบำบัดชนิดร่วมหลายตัว เช่น MAC, EMA-CO, EMA
  • consolidation chemotherapy ให้ยาต่ออีก 2-4 ชุดหลังจาก HCG ลงสู่ปกติเพื่อลดโอกาส relapse
  • การผ่าตัด (surgical excision) เอาก้อนเนื้องอกขนาดใหญ่ออก ได้แก่ ตัดมดลูก, local uterine resection, thoracotomy, craniotomy, hepatic resection, nephrectomy, splenectomy, bowel resection พิจารณาทำเมื่อมีข้อบ่งชี้เช่นเลือดออกหรือดื้อต่อการรักษา
  • การฉายรังสี  ควรให้ร่วมกับยาเคมีบำบัดเพื่อรักษาในผู้ป่วยระยะที่ 4
  • ประมาณ 20-25% ดื้อต่อยาต้องให้ salvage regimens เช่น EMA-CE, BEP, VIP และICE เป็นต้น

 เอกสารอ้างอิง

  1. DiSaia PJ, Creasman WT.  Clinical gynecologic oncology. 5th ed. St. Louis : Mosby -Year   Book;1997:180-201.
  2. Tham KF, Ratnum SS.  The classification of gestational trophoblastic disease : a critical review .  Int J Gynecol Obstet 1998; 60(suppl1):s39-s49.
  3. Azap MB, Pejovic  MH,  Theodore C, et al. Prognostic factors in gestational trophoblastic tumors. A multivariate analysis. Cancer 1988; 62(3):585-92.
  4. DuBeshter B, Berkowitz RS, Goldstien DP, Bernstein MR.  Analysis of treatment failure in high-risk metastatic gestational trophoblastic disease. Gynecol Oncol 1988; 29(2):199-207.
  5. Lurain JR, Casanova LA, Miller DS, Rademaker AW.  Prognostic factors in gestational trophoblastic tumors : a proposed new scoring system based on multivariate analysis. Am J Obstet Gynecol 1991; 164(2):611-6.
  6. Soper JT,Evans AC, Conoway MR, Clarke-Pearson DL, Berchuck A, Hammond CB. Obstet Gynecol 1994; 84(6):969-73.
  7. Hammond CB, Borchert LG, Tyrey L, et al.  Treatment of metastatic gestational trophoblastic disease : good and poor prognosis. Am J Obstet Gynecol 1973; 115:451-7.
  8. Hammond CB, Soper JT. Poor prognosis metastasis gestational trophoblastic neoplasia. Clin Obstet Gynecol 1984; 27:228-9.
  9. Goldstein DP, Zanten-Przybysz IV, Berstein MR, Berkowitz RS.  Revised FIGO staging system for gestational trophoblastic tumors. Recommendations regarding therapy. J Reprod Med1998;43:37-43.

10.  World Health Organization Scientific Group. Gestational trophoblastic disease. Techical report series no. 692. Geneva, Switzerland, WHO 1983.

11.  Kohorn EI. Staging and assessing trophoblastic tumors a possible solution to an intractable problem.J Reprod Med 1998;43:33-6.

12.  Bagshawe KD. High risk metastatic trophoblastic disease. Obstet Gynecol Clin North Am 1988;15:531-43.

13.  Wong LC, Choo YC, Ma HK. Modified Bagshawe’s regimens in high-risk gestational trophoblastic disease. Gynecol Oncol  1986;23:87-93.

14.  Dubuc-Lissoir J, Sweizig S, Schlaerth JB, Morrow P. Metastatic gestational trophoblastic disease: a comparison of prognostic classification systems. Gynecol Oncol 1992;45::40-5.

15.  Mutch DG, Soper JT,Baker ME, et al. Role of computerized axial,tomography of the chest in staging patients with nonmetastatic gestational trophoblastic disease.  Obstet Gynecol 1986;68:348-52.

16.  Kohorn EI. Clinical opinion. The trophoblastic tower of Babel : classification systems for metastatic gestational trophoblastic neoplasia. Gynecol Oncol 1995;56:280-8.

17.  Pattersson F, Kolstad P, Ludwig H, et al.  Annual report on the results of treatment in gynecologic cancer. Vol 19. Stockolm: International Federation of Gynecology and Obstetrics,1985

18.  Smith DB, Newlands ES, Bagshawe KD. Correlation between clinical staging (FIGO) and prognostic groups with gestational trophoblastic disease.     Br J Obstet Gynaecol  1993; 100:157-160.

19.  FIGO Oncology Committee Report. Int J Gynecol Obstet 1992;39:149-50.

20.  FIGO Annual report on the results of treatment in gynecological cancer. 23th  volumne.  J Epidemiol biostat 1998;3:129-35. 

21.  Kohorn EI. Evaluation of the criteria used to make the diagnosis of nonmetastatic gestational trophoblastic neoplasia. Gynecol Oncol 1993;48:139-47.

 

Read More