การตรวจด้วยกล้องขยายทางช่องคลอด
COLPOSCOPY
ศ.นพ.จตุพล ศรีสมบูรณ์
เนื้อหา
-
การตรวจด้วยคอลโปสโคป (Colposcopy) คือ อะไร
-
ข้อบ่งชี้ของการตรวจด้วยคอลโปสโคป
-
ข้อบ่งห้ามของการตรวจด้วยคอลโปสโคป
-
จุดประสงค์ของการตรวจด้วยคอลโปสโคป
-
เยื่อบุปากมดลูกปกติ
-
เยื่อบุปากมดลูกที่ผิดปกติ
-
อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการตรวจ
-
การให้คำแนะนำก่อนการตรวจ
-
ขั้นตอนการตรวจด้วยกล้องขยายทางช่องคลอด
-
การให้คำแนะนำหลังการตรวจ
-
การบันทึกสิ่งตรวจพบทางคอลโปสโคป
-
ขีดจำกัดของการตรวจด้วยคอลโปสโคป
-
บทสรุป
บทนำ
ผู้ที่ประดิษฐ์กล้องขยายสำหรับตรวจปากมดลูกทางช่องคลอดเป็นคนแรก คือ
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ฮานส์ ฮินเซลมานน์( Hans Hinselmann) หัวหน้าภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา โรงพยาบาลนครแฮมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ท่านมีความสนใจในการตรวจหามะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรกและมีความคิดว่ามะเร็งปากมดลูกน่าจะเริ่มต้นจากการเป็นรอยโรคเล็ก ๆ ก่อน
ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ถ้าตรวจด้วยกล้องขยายแล้วน่าจะมองเห็นความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มแรกได้ ในปี คศ. 1924 ท่านได้ประดิษฐ์กล้องขยายซึ่งมีโครงสร้างคล้ายกล้องจุลทรรศน์สองตา มีกำลังขยายต่ำตั้งแต่ 3.5 – 30 เท่า มีดวงไฟให้แสงสว่างเพื่อใช้ตรวจรายละเอียดบนผิวปากมดลูกและตั้งชื่อกล้องขยายนี้ว่า “คอลโปสโคป” (colposcope)(1) การตรวจด้วยคอลโปสโคปร่วมกับการตรวจเซลล์วิทยาของปากมดลูก มีความแม่นยำในการวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูกภายในเยื่อบุและมะเร็งระยะลุกลามสูงถึงร้อยละ 99 ในขณะที่การตรวจด้วยคอลโปสโคปอย่างเดียวและการตรวจด้วยเซลล์วิทยาอย่างเดียว มีความแม่นยำร้อยละ 80 และร้อยละ 87 ตามลำดับ(2)
การตรวจด้วยคอลโปสโคป (Colposcopy) คือ อะไร(3,4)
การตรวจด้วยคอลโปสโคป คือ การตรวจเนื้อเยื่อบุผิว (epithelium) ของปากมดลูก ช่องคลอด ปากช่องคลอด และทวารหนัก ด้วยกล้องขยายส่องสว่างหลังจากทาหรือชโลมด้วยน้ำยาเฉพาะ เพื่อตรวจหาความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง หรือเพื่อตรวจยืนยันความปกติของเนื้อเยื่อบุผิว หัตถการที่อาจจะทำร่วมกับการตรวจ คือ การตัดเนื้อเยื่อเป้าหมายออกตรวจ (targeting biopsies) จากบริเวณที่มีความผิดปกติรุนแรงที่สุด ในการวินิจฉัยโรคหลังการตรวจด้วยคอลโปสโคปจะกระทำจากพยาธิสภาพที่มีความรุนแรงมากที่สุด แต่ในการรักษาอาจจะต้องครอบคลุมรอยโรคบริเวณอื่นที่มีความรุนแรงน้อยกว่าด้วย
ข้อบ่งชี้ของการตรวจด้วยคอลโปสโคป(3-5)
ข้อบ่งชี้ของการตรวจด้วยคอลโปสโคป ได้แก่
-
ผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ด้วย Pap smear ผิดปกติ(ASC-US หรือรุนแรงกว่า) เป็นข้อบ่งชี้ให้ทำการตรวจมากที่สุด
-
ปากมดลูกมีลักษณะผิดปกติเช่น มีแผล หรือก้อนเนื้อ จากการตรวจด้วยตาเปล่า
-
เลือดออกผิดปกติระหว่างรอบเดือนที่ไม่สามารถอธิบายสาเหตุได้ หรือเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ และตกขาวเนิ่นนานที่ไม่สามารถอธิบายสาเหตุได้ อาจตรวจด้วยคอลโปสโคปเพื่อวินิจฉัยแยกโรคมะเร็ง
-
รอยโรคน่าสงสัยบริเวณช่องคลอดและปากช่องคลอดจากการตรวจด้วยตาเปล่า
-
กรณีอื่น ๆ ที่อาจพิจารณาตรวจด้วยคอลโปสโคป
- การติดเชื้อ high-risk HPV แบบเนิ่นนาน (persistent HPV infection) เช่น ผลการตรวจ HPV DNA testing ให้ผลบวก 2 ครั้ง จากการตรวจห่างกัน 12 เดือน
- ผลการตรวจด้วยน้ำส้มสายชู (visual inspection with acetic acid, VIA) พบฝ้าขาวหรือผิดปกติ
- การตรวจติดตามผลหลังการรักษารอยโรค CIN ด้วยการรักษาเฉพาะที่ เช่น การจี้ด้วยความเย็น และ การตัดด้วยห่วงไฟฟ้า ฯลฯ
- รอยโรค CIN 1 ที่คงอยู่นานกว่า12 เดือน
- คู่นอนเป็นเนื้องอกหรือหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศส่วนล่าง
- ผล Pap smear พบว่ามีการอักเสบหลายครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะในสตรีที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูก
ข้อบ่งห้ามของการตรวจด้วยคอลโปสโคป(3-5)
โดยทั่วไปไม่มีข้อบ่งห้ามที่ชัดเจนของการตรวจด้วยคอลโปสโคป อาจจะพิจารณาเลื่อนการตรวจออกไปก่อนในกรณี
-
สตรีที่กำลังมีเลือดประจำเดือนออกมาก
-
ปากมดลูก ช่องคลอด หรือปากช่องคลอดอักเสบแบบเฉียบพลันหรือรุนแรง ควรตรวจหาสาเหตุและรักษาให้หายก่อนเพราะการตรวจและการตัดชิ้นเนื้ออาจทำให้ตกเลือด เจ็บปวด และไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจ นอกจากนี้การอักเสบอาจทำให้ความแม่นยำของการตรวจลดลง
-
สตรีที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดอาจจะต้องหยุดยาหลายวันก่อนทำ cervical biopsy หรือ endocervical curettage
การตั้งครรภ์ไม่ได้เป็นข้อบ่งห้ามของการตรวจด้วยคอลโปสโคป แต่การสืบค้นอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยน เช่น หลีกเลี่ยงการทำ biopsy ถ้าการตรวจไม่สงสัยมะเร็งระยะลุกลามและไม่ควรทำ endocervical curettage สตรีหลังวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้รับฮอร์โมนทดแทนอาจจะต้องให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทาหรือรับประทาน 3 สัปดาห์ก่อนการตรวจ ควรให้งดการมีเพศสัมพันธ์ การสอดยาหรือผ้าอนามัยในช่องคลอด 24 ชั่วโมงก่อนการตรวจ
จุดประสงค์ของการตรวจด้วยคอลโปสโคป(3-5)
จุดประสงค์ของการตรวจด้วยคอลโปสโคปในสตรีที่มีผล Pap smear ผิดปกติมี 3 ประการคือ
-
เพื่อตรวจแยกว่าไม่มีมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม
-
เพื่อตรวจหารอยโรคขั้นสูงได้แก่ พยาธิสภาพ CIN2,3 และ adenocarcinoma in situ (AIS) ซึ่งต้องทำการการรักษาไม่ให้รอยโรคคืบหน้าเป็นมะเร็งระยะลุกลาม
-
เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลรักษาที่เหมาะสมต่อไปเช่น ถ้าผล Pap smear เป็น ASC-US หรือ LSIL และการตรวจด้วยคอลโปสโคปไม่พบรอยโรคสามารถตรวจติดตามดูการดำเนินโรคได้ทุก 6 เดือน หรือถ้าผล Pap smear เป็น HSIL และผลการตรวจด้วยคอลโปสโคปไม่เห็น transformation zone หรือเห็น transformation zone ได้ไม่หมดหรือเห็นรอยโรคได้ไม่หมดควรทำการตัดปากมดลูกเพื่อการวินิจฉัย (diagnostic excision) ต่อไป
เยื่อบุปากมดลูกปกติ
เมื่อตรวจปากมดลูกด้วยคอลโปสโคปจะพบเยื่อบุปกติ 3 ชนิดคือ (2 – 7)
-
เยื่อบุสเควมัส ( squamous epithelium)
-
เยื่อบุคอลัมนาร์ ( columnar epithelium)
-
เยื่อบุสเควมัสที่แปรรูปมาจากเยื่อบุคอลัมนาร์ (metaplastic squamous epithelium)
รอยต่อระหว่างเยื่อบุสเควมัสเดิมกับเยื่อบุคอลัมนาร์เรียกว่า “original squamocolumnar junction” (original SCJ) เมื่อมีการแปรรูปของเซลล์บริเวณเยื่อบุคอลัมนาร์เป็นเซลล์สเควมัส
รอยต่อระหว่างเยื่อบุสเควมัสใหม่กับเยื่อบุคอลัมนาร์ด้านบนจะเรียกว่า “new squamocolumnar junction” (new SCJ) เขตหรือบริเวณที่อยู่ระหว่างรอยต่อเดิมกับรอยต่อใหม่นี้คือ “เขตเซลล์แปรรูป” หรือ “transformation zone” รอยโรคภายในเยื่อบุสเควมัสจะเกิดขึ้นในบริเวณนี้ การตรวจปากมดลูกด้วยคอลโปสโคปจึงต้องตรวจดูบริเวณนี้อย่างละเอียด
กระบวนการแปรรูป( squamous metaplasia)ของเซลล์เยื่อบุคอลัมนาร์เป็นเซลล์เยื่อบุสเควมัสนี้เกิดขึ้นไม่พร้อมกันทั้งปากมดลูก บางบริเวณมีการแปรรูปสมบูรณ์แล้ว บางบริเวณการแปรรูปยังอยู่ในระยะต่าง ๆ ของกระบวนการ ทำให้เห็นหย่อมของเยื่อบุคอลัมนาร์หลงเหลืออยู่และมีเยื่อบุสเควมัสที่แปรรูปแล้วล้อมรอบ ถ้าเยื่อบุคอลัมนาร์นี้มีรูเปิดออกที่ผิวจะหลั่งมูกออกมาทางรูเปิดเล็ก ๆ นี้เรียกว่า “gland openings” ถ้ารูเปิดนี้ถูกเยื่อบุสเควมัสปกคลุมทำให้มูกไม่มีทางออก จะกลายเป็นถุงน้ำเล็ก ๆ เรียกว่า “nabothian cyst” ทั้ง gland openings และ nobothian cysts เป็นร่องรอยที่บ่งบอกว่าบริเวณนี้เดิมเป็นเยื่อบุคอลัมนาร์แต่มีการแปรรูปเกิดขึ้น
หลังจากชโลมด้วยกรดอะเซติก เยื่อบุสเควมัสที่แปรรูป(metaplastic squamous epithelium)นี้จะขาวกว่าเยื่อบุสเควมัสเดิม มีผิวเรียบ รูปร่างคล้ายลิ้นขนาดต่าง ๆ กัน เยื่อบุสเควมัสแปรรูปสามารถวินิจฉัยแยกจากเยื่อบุสีขาวของรอยโรคภายในเยื่อบุสเควมัสโดย
-
เยื่อบุสเควมัสแปรรูปจะขาวมากบริเวณรอยต่อใหม่ และจะค่อย ๆ จางลงออกไป รอยต่อระหว่างเยื่อบุสเควมัสแปรรูปกับเยื่อบุสเควมัสเดิมจะไม่ชัดเจน
-
เยื่อบุสเควมัสแปรรูปมักมีหลายแห่ง รูปร่างคล้ายลิ้น ภายในมี gland openings เป็นรูกลม ๆ อาจเห็น nabothian cysts สีเหลืองใส ขนาดต่าง ๆ กัน เยื่อบุสเควมัสที่คลุมถุงน้ำเล็ก ๆ นี้จะบางและโปร่งแสงจึงมองเห็นหลอดเลือดใต้เยื่อบุได้ชัดเจน
หลอดเลือดที่มาหล่อเลี้ยงเขตเซลล์แปรรูปนี้ อาจมีจำนวนมากผิดปกติ แต่ถ้าสังเกตให้ดี จะเห็นว่าหลอดเลือดเหล่านี้แตกแขนงปกติและมีขนาดไม่ใหญ่
เยื่อบุปากมดลูกที่ผิดปกติ
การแปรรูปของเซลล์เยื่อบุคอลัมนาร์เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามปกติธรรมชาติเมื่อสตรีเข้าสู่วัยรุ่น มีการสร้างเอสโตรเจนจากรังไข่ทำให้ช่องคลอดมีภาวะเป็นกรด เยื่อบุคอลัมนาร์จึงต้องปรับตัวเป็นเยื่อบุสเควมัสเพื่อให้ทนต่อภาวะกรดในช่องคลอดได้ ในช่วงที่มีการแปรรูปของเซลล์นี้ถ้ามีสารก่อมะเร็ง เช่น เชื้อเอชพีวีเข้าไปร่วมด้วย จะเกิดการแปรรูปเป็นเซลล์สเควมัสที่ผิดปกติในเยื่อบุ จึงเรียกบริเวณนี้ว่า “เขตเซลล์แปรรูปผิดปกติ” หรือ “atypical transformation zone” ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจจะดำเนินต่อไปเป็นมะเร็งระยะลุกลามได้ มะเร็งปากมดลูกมักเกิดขึ้นในเขตเซลล์แปรรูปนี้ มะเร็งที่เกิดนอกเขตนี้พบได้น้อยมาก(2 – 10)
เยื่อบุที่ผิดปกติจะมีความหนาแน่นของนิวเคลียสสูงขึ้น ขนาดของนิวเคลียสใหญ่ขึ้น เมื่อสัมผัสกับกรดอะเซติกจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางออสโมลาริตี ทำให้ความดันออสโมซิสของช่องว่างนอกเซลล์สูงขึ้น น้ำซึมออกนอกเซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์ฝ่อยุบลงล้อมรอบนิวเคลียส ทำให้
ลำแสงจากคอลโปสโคปผ่านไม่ได้จึงเห็นเป็นสีขาวทึบลักษณะเยื่อบุที่มีสีขาวทึบหลังจากชโลมด้วยกรดอะเซติกนี้ศัพท์ทางคอลโปสโคปเรียกว่า “เยื่อบุสีขาวจากกรดอะเซติก” หรือ “acetowhite epithelium” กระบวนการนี้ใช้เวลา 1 – 2 นาที เมื่อกรดอะเซติกซึมออกจากเนื้อเยื่อและหมดฤทธิ์ น้ำจะกลับเข้าสู่เซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์ขยายพองออก ความขาวจะหายไป ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้นถ้าต้องการตรวจอีกสามารถชโลมด้วยกรดอะเซติกซ้ำได้ ความรุนแรงของรอยโรคขึ้นกับ
-
ระดับความขาวของเยื่อบุ (color tone) ยิ่งขาวทึบมากความรุนแรงยิ่งมากขึ้น
-
ระยะเวลาที่เยื่อบุเปลี่ยนเป็นสีขาว (onset & duration) ยิ่งเกิดขึ้นเร็วและคงอยู่นานระดับความรุนแรงของรอยโรคจะยิ่งมากขึ้น
-
ขอบหรือรอยต่อกับเนื้อเยื่อปกติที่ล้อมรอบอยู่(margin) ขอบยิ่งคมชัดความรุนแรงยิ่งมากขึ้น ถ้าขอบม้วนขึ้น(rolling)หรือหลุดลอก(peeling)ความรุนแรงของโรคก็มากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นในขณะที่ชโลมปากมดลูกด้วยกรดอะเซติกจึงต้องรอประมาณ 1 – 2 นาที เพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก่อนที่จะประเมินความรุนแรงของรอยโรค
เยื่อบุสีขาวจากกรดอะเซติก เป็นความผิดปกติที่พบบ่อยที่สุดในเขตเซลล์แปรรูปผิดปกติ ผิวจะเรียบไม่เห็นเส้นเลือดและไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่จะมองเห็นได้หลังจากชโลมด้วยกรดอะเซติก ถ้าความผิดปกติรุนแรงขึ้นเซลล์เหล่านี้จะสร้างสารกระตุ้นการสร้างเส้นเลือด( tumor angiogenesis factors)เพื่อให้มีเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยงเยื่อบุจึงเรียกสิ่งตรวจพบตามลักษณะของเส้นเลือดเหล่านี้ ถ้าเส้นเลือดฝอยแทรกผ่านเยื่อบุขึ้นมาบนผิวเมื่อตรวจด้วยคอลโปสโคปจะเห็นเป็นจุดสีแดงของปลายเส้นเลือด เรียกว่า “punctation” ถ้าเส้นเลือดฝอยแตกแขนงคล้ายตะกร้าหรือรังผึ้งเข้าไปอยู่ระหว่างกลุ่มเซลล์ในเยื่อบุเมื่อตรวจด้วยคอลโปสโคปจะเห็นเส้นเลือดเรียงกันคล้ายแผ่นกระเบื้อง เรียกว่า “mosaic” ถ้าเส้นเลือดแตกแขนงผิดปกติในแนวระนาบบนเยื่อบุหรือใกล้ผิวเยื่อบุและมีขนาดโตขึ้นร่วมกับการแตกแขนงแปลก ๆ จะเรียกว่า “atypical vessels”(2 – 10)
รอยโรคสีขาวที่เห็นด้วยตาเปล่าบนผิวเยื่อบุปากมดลูกก่อนชโลมด้วยกรดอะเซติก เรียกว่า “leukoplakia” หรือ “keratosis” มักจะมีขอบเขตชัดเจน เนื่องจากเยื่อบุมีสารเคอราตินเคลือบอยู่
จึงทึบแสงและเห็นเป็นสีขาว อาจจะบดบังเส้นเลือดที่อยู่ข้างใต้ ทำให้วินิจฉัยเยื่อบุข้างใต้ไม่ได้ ความสำคัญของ leukoplakia ขึ้นกับตำแหน่งที่เกิด(3 –8)
-
ถ้าอยู่ภายในเยื่อบุสเควมัสปกติ ไม่ค่อยมีความสำคัญ อาจเกิดจากการบาดเจ็บ การระคายเคือง หรือการอักเสบเรื้อรัง และการติดเชื้อเอชพีวี
-
ถ้าอยู่ภายในเขตเซลล์แปรรูป และมี acetowhite epithelium, punctation หรือ mosaic ล้อมรอบจะมีความสำคัญมาก ซึ่งความสำคัญไม่ได้อยู่ตรงบริเวณที่เป็น leukoplakia แต่อยู่ตรงเยื่อบุที่อยู่ข้างใต้และเยื่อบุที่อยู่ข้างเคียง
เขตเซลล์แปรรูปจะถือว่าผิดปกติเมื่อตรวจพบสิ่งต่อไปนี้คือ acetowhite epithelium, punctation, mosaic, atypical vessels และ leukoplakia สิ่งตรวจพบเหล่านี้อาจเกิดขึ้นอย่างเดียวหรือร่วมกันหลายอย่างก็ได้ อาจจะมีแห่งเดียวหรือหลายแห่งก็ได้ แต่มักจะเห็นเด่นชัดแยกจากเนื้อเยื่อปกติรอบ ๆ ได้ ภาวะอื่น ๆ ที่ทำให้เซลล์แบ่งตัวมากขึ้นหรือมีการสร้างเส้นเลือดมากขึ้นจนทำให้มองเห็นความผิดปกติเหล่านี้ในเขตเซลล์แปรรูปได้แก่ การติดเชื้อ การอักเสบ การสร้างเนื้อเยื่อใหม่ การซ่อมแซมเยื่อบุ และการตั้งครรภ์ เป็นต้น(2 – 10)
โดยสรุปแล้วในการตรวจด้วยคอลโปสโคปให้สังเกตการเปลี่ยนแปลง 2 ประการของปากมดลูกคือ
-
การเปลี่ยนแปลงของผิวเยื่อบุ (epithelial changes) เช่น ผิวเรียบหรือขรุขระซึ่งบ่งบอกถึงความรุนแรงของรอยโรค ความทึบหรือความขาวหลังจากชโลมด้วยกรดอะเซติกซึ่งบ่งบอกถึงความหนาแน่นของเซลล์หรือความรุนแรงของรอยโรค และความคมชัดของขอบหรือรอยต่อระหว่างรอยโรคกับเยื่อบุใกล้เคียง
-
การเปลี่ยนแปลงของเส้นเลือด (vascular changes) เช่น ลักษณะและขนาดของเส้นเลือดชนิดต่างๆ ระยะห่างระหว่างเส้นเลือด ความเข้มของเส้นเลือดที่ผิดปกติ และตำแหน่งของเส้นเลือด อยู่ภายในรอยโรคหรือทอดอยู่บนผิวของรอยโรค
อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการตรวจ
อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการตรวจปากมดลูกด้วยคอลโปสโคปได้แก่(3 – 10)
-
เครื่องถ่างตรวจช่องคลอด(vaginal speculum)ขนาดต่าง ๆ กันตามความเหมาะสมกับช่องคลอดของผู้ป่วยแต่ละราย
-
เครื่องถ่างตรวจผนังช่องคลอดด้านข้าง(lateral vaginal wall retractor) ใช้ถ่างผนังช่องคลอดด้านข้างที่ยื่นมาบังการตรวจปากมดลูก
-
ตะขอเกี่ยวปากมดลูก(hook) ใช้จับยกเนื้อเยื่อที่มีผิวเรียบเพื่อให้ตัดเนื้อออกตรวจได้ง่ายขึ้น และใช้ดึงผนังช่องคลอดเพื่อตรวจบริเวณรอยย่น
-
เครื่องถ่างตรวจภายในคอมดลูก(endocervical speculum) ใช้ตรวจภายในคอมดลูกในกรณีที่รอยโรคหรือเขตเซลล์แปรรูปอยู่เข้าไปไม่ลึกมาก
-
คีมจับเนื้อเยื่อ(tissue forceps) ยาวอย่างน้อย 20 ซม. ใช้จับสำลีชุบกรดอะเซติกเพื่อชโลมปากมดลูก และใช้จับผ้ากอซเพื่อกดห้ามเลือด
-
อุปกรณ์สำหรับการตัดเนื้อออกตรวจ(punch biopsy forceps) ปลายที่ใช้ตัดต้องคมเพื่อไม่ให้ครูดได้แต่เยื่อบุผิว ด้ามต้องยาวพอสมควร ประมาณ 20 – 25 ซม. เพื่อใช้ตัดในที่ลึกได้
-
เครื่องมือขูดภายในคอมดลูก(endocervical curet) สำหรับขูดเยื่อบุภายในคอมดลูกมาตรวจทางพยาธิวิทยา ปลายเครื่องมือต้องคมและเล็กพอที่จะสอดเข้าไปภายในคอมดลูกเล็ก ๆ ได้ บางท่านใช้แปรงขนอ่อน(endocervical brush)หมุนเก็บเซลล์ตัวอย่างภายในคอมดลูกเพื่อตรวจทางเซลล์วิทยา
-
เครื่องมือจับยึดปากมดลูก เช่น tenaculum หรือ Allis clampsใช้จับยึดปากมดลูกไม่ให้เลื่อนหนีขณะตัดเนื้อออกตรวจหรือขณะขูดคอมดลูก โดยทั่วไปแล้วไม่จำเป็นต้องใช้และอาจทำให้เลือดออกตรงรอยเขี้ยวของเครื่องมือด้วย
-
ผ้ากอซพันสำลีพร้อมเชือกรัดหรือผ้ากอซยาวสำหรับประจุช่องคลอด(vaginal packing gauze) ใช้ห้ามเลือดที่ออกจากปากมดลูกหลังจากตัดเนื้อออกตรวจ
-
ก้อนสำลี(cotton ball)หรือสำลีพันปลายไม้(cotton swab) สำหรับชุบสารละลายกรดอะเซติกชโลมปากมดลูก เช็ดเลือดและกดจุดเลือดออกก่อนที่จะประจุด้วยผ้ากอซ
-
สารละลายกรดอะเซติก ความเข้มข้นร้อยละ 3 – 5 (3-5% acetic acid solution) อาจใส่ไว้ในขวดที่มีหัวฉีดเพื่อใช้ฉีดชโลมปากมดลูกเวลาตรวจปากมดลูกเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของผิวเยื่อบุ
-
สารละลายน้ำเกลือปกติ( normal saline solution) สำหรับเช็ดทำความสะอาดปากมดลูก
-
สารละลายไอโอดีน เช่น Lugol solution หรือSchiller solution สำหรับการทดสอบชิลเลอร์(Schiller test)เพื่อตรวจบริเวณที่ติดสีและไม่ติดสีไอโอดีน
-
ผลึกหรือแท่งซิลเวอร์ไนเตรต(silver nitrate stick)และสารละลายมอนเซล(Monsel solution) สำหรับจี้จุดเลือดออกเพื่อห้ามเลือด บางท่านไม่นิยมใช้ซิลเวอร์ไนเตรตเพราะทำให้เกิดตะกอนสีเงินซึ่งรบกวนการตรวจด้วยคอลโปสโคปครั้งต่อไป โดยทั่วไปการประจุปากมดลูกด้วยผ้ากอซยาวก็เพียงพอที่จะห้ามเลือดตรงจุดที่ตัดเนื้อออกตรวจได้
-
อุปกรณ์สำหรับเก็บเนื้อเยื่อตัวอย่างจากการตัดเนื้อออกตรวจ ได้แก่ ขวดบรรจุน้ำยาฟอร์มาลิน ไม้จิ้มฟันสำหรับดันเนื้อเยื่อออกจากคีมตัดเนื้อออกตรวจ
-
อุปกรณ์สำหรับการทำPap smear ได้แก่ ไม้อาย์เร(Ayre spatula) แผ่นกระจก ขวดบรรจุน้ำยาตรึงสภาพเซลล์
-
แผ่นบันทึกผลการตรวจและใบคำแนะนำการปฏิบัติตัวภายหลังการตรวจ
การให้คำแนะนำก่อนการตรวจ
ก่อนการตรวจด้วยคอลโปสโคป ควรอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงความจำเป็นของการตรวจ และวิธีการตรวจเพื่อให้ผู้ป่วยคลายความวิตกกังวล และลงนามในเอกสารยินยอมรับการตรวจและการรักษา การชโลมปากมดลูกด้วยสารละลายกรดอะเซติก หรือน้ำส้มสายชูอาจทำให้มีอาการแสบร้อนเล็กน้อยในช่องคลอด การตัดเนื้อออกตรวจ( biopsy)อาจทำให้มีอาการปวดตึงเล็กน้อย การขูดคอมดลูกอาจทำให้มีอาการปวดคล้ายการปวดประจำเดือนช่วงสั้นๆ และ การที่แพทย์ทำการตัดเนื้อออกตรวจไม่ได้แสดงว่าต้องเป็นมะเร็ง หรือรอยโรคก่อนมะเร็งเสมอไป ระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดของการตรวจปากมดลูกด้วยคอลโปสโคป คือ ช่วงกลางรอบเดือนประมาณวันที่ 8-12 ของรอบเดือน ซึ่งรูปากมดลูกจะเปิดเผยออก มูกจะใสไม่เหนียวข้นมาบังผิวเยื่อบุปากมดลูก แต่อย่างไรก็ตามในช่วงอื่นของรอบเดือนก็สามารถทำการตรวจได้ยกเว้นช่วงที่มีเลือดประจำเดือนไม่ควรตรวจเพราะจะมองเห็นไม่ชัดและอาจมีเลือดออกมาบดบังการตรวจได้ แนะนำให้งดการการสอดยา การสวนล้างช่องคลอด และการมีเพศสัมพันธ์ก่อนการตรวจ 1 วัน
ตารางที่ 1 ขั้นตอนการตรวจปากมดลูกด้วยคอลโปสโคป
-
สอดเครื่องถ่างตรวจช่องคลอดให้เห็นปากมดลูกทั้งหมดรวมทั้งผนังช่องคลอดโดยรอบ
-
ตรวจดูปากมดลูกและช่องคลอดด้วยตาเปล่า
-
ตรวจปากมดลูกด้วยคอลโปสโคปก่อนและหลังจากชโลมปากมดลูกด้วยน้ำเกลือ
-
ตรวจปากมดลูกหลังจากชโลมปากมดลูกด้วย3-5% acetic acid solution
-
ตรวจปากมดลูกหลังจากป้ายด้วย Schiller solution
-
ตัดเนื้อออกตรวจ(punch biopsy)
-
สุ่มตรวจคอมดลูก( endocervical sampling)
-
ห้ามเลือดจากบริเวณที่ตัดเนื้อออกตรวจ
-
ตรวจผนังช่องคลอดและอวัยวะเพศภายนอก
-
ตรวจภายในแบบสองมือและตรวจทางทวารหนัก
ขั้นตอนการตรวจด้วยกล้องขยายทางช่องคลอด
หลังจากให้คำแนะนำเกี่ยวกับการตรวจด้วยกล้องขยายหรือคอลโปสโคป และการทำหัตถการต่าง ๆ จนผู้ป่วยเข้าใจและลงนามในใบยินยอมรับการตรวจรักษาแล้ว จึงเริ่มทำการตรวจตามขั้นตอนต่อไปนี้(3 – 10) (ตารางที่ 1)
-
การจัดท่าผู้ป่วย จัดให้อยู่ในท่าขบนิ่วหรือท่าขึ้นขาหยั่ง วางเท้าบนที่รองรับ งอเข่า และแยกต้นขาออก ปูผ้าคลุม เปิดไว้เฉพาะบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก เตียงตรวจถ้าปรับระดับได้จะช่วยให้การตรวจสะดวกขึ้น เก้าอี้ของผู้ตรวจควรเลื่อนไปมาได้
-
สอดเครื่องถ่างตรวจช่องคลอด เปิดให้เห็นปากมดลูกทั้งหมดรวมทั้งผนังช่องคลอดโดยรอบ ตรวจดูปากมดลูกด้วยตาเปล่า ดูสิ่งคัดหลั่งของปากมดลูกและช่องคลอด รวมทั้งรอยโรคและก้อนเนื้องอกที่เห็นได้ชัดเจนที่ผนังช่องคลอดหรือปากมดลูก ถ้ามีตกขาวให้เก็บส่งตรวจทางจุลชีววิทยา สำหรับการทำPap smear ซ้ำก่อนการตรวจด้วยคอลโปสโคป โดยทั่วไปไม่นิยมทำเนื่องจาก
- อาจทำให้เลือดออกมารบกวนการตรวจ
- ถ้าผลPap smear ปกติก็ไม่สามารถอธิบายผลการตรวจครั้งก่อนที่ผิดปกติได้ จำเป็นต้องตรวจด้วยคอลโปสโคปอยู่ดี ถ้าการทำกระชั้นชิดเกินไปโอกาสที่ผลPap smear จะออกมาปกติมีได้สูงถึงร้อยละ 60(11) และความรุนแรงน้อยกว่าเดิมถึงร้อยละ 70(12) จากการศึกษาของหน่วยมะเร็งวิทยานรีเวช
-
โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เพื่อประเมินประโยชน์ของการทำ Pap smear ซ้ำพบว่าความไวของการทำ Pap smear ซ้ำต่ำกว่าการทำ Pap smear ครั้งแรกมากคือ ร้อยละ 76 และร้อยละ 96 ตามลำดับ และไม่พบว่ามีการวินิจฉัยมะเร็งระยะลุกลามผิดพลาดเลยจากการไม่ทำ Pap smear ซ้ำ(13)
- อาจพิจารณาทำPap smear ซ้ำในกรณีของผู้ป่วยส่งต่อจากโรงพยาบาลอื่นที่ไม่สามารถตรวจทบทวนผลการตรวจจากแผ่นกระจกได้ ทั้งนี้เพื่อนำผลPap smear ซ้ำมาเปรียบเทียบกับผลการตรวจด้วยคอลโปสโคป ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อยืนยันหรือเปรียบเทียบผลกับการทำ Pap smear ครั้งแรก
-
-
ปรับมุมของเครื่องถ่างตรวจช่องคลอดให้ปากมดลูกทำมุมตั้งฉากกับลำแสงของคอลโปสโคป อีกมือหนึ่งจับตัวกล้องคอลโปสโคปปรับให้ได้ระยะที่คมชัด ถ้าปากมดลูกชี้ลงไปทางด้านหลังให้ใส่ผ้ากอซข้างใต้เพื่อยกปากมดลูกขึ้นมา สังเกตรอยโรคบนปากมดลูก ถ้ามีมูกหรือสิ่งคัดหลั่งปกคลุมให้ใช้สำลีชุบน้ำเกลือเช็ดออกเบา ๆ ถ้ามีเลือดออกให้ใช้สำลีกดไว้ 1–2 นาที ถ้ามีมูกออกมากให้ดูดออกด้วยเครื่องดูดหรือกระบอกฉีดยา ชโลมปากมดลูกด้วยน้ำเกลือแล้วตรวจโดยใช้กำลังขยาย 5 – 10 เท่า ให้สังเกต
-
สี( color)และลักษณะผิว(surface contour)ของเยื่อบุ
-
ขอบ(margin)ระหว่างรอยโรคกับเนื้อเยื่อปกติ
-
ลักษณะของเส้นเลือด(vasculature) ซึ่งจะเห็นได้ชัดในระยะนี้อาจใช้กระจกกรองแสงสีเขียว(green filter)ช่วยเพื่อให้มองเห็นเส้นเลือดชัดเจนขึ้น
-
-
ชโลมปากมดลูกด้วยสารละลายกรดอะเซติกร้อยละ 3 – 5 โดยใช้หัวฉีดพ่นสารละลายหรือใช้ก้อนสำลีชุบสารละลายกรดอะเซติกกดลงบนปากมดลูก ให้น้ำยาไหลอาบตามผิวเยื่อบุ รอประมาณ 1 นาที เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของผิวเยื่อบุ ชโลมซ้ำได้ทุก 2 – 3 นาที ตรวจด้วยกำลังขยาย 5 – 15 เท่า ถ้าเห็นเส้นเลือดผิดปกติอาจตรวจซ้ำด้วยกระจกกรองแสงสีเขียว และใช้กำลังขยายสูงขึ้นเป็น 25–40 เท่า เพื่อที่จะดูลักษณะของเส้นเลือดให้ชัดเจนขึ้น ควรตรวจดูปากมดลูกอย่างเป็นระบบตามเข็มนาฬิกาทีละเสี้ยวของปากมดลูกจะได้ไม่ผิดพลาด การตรวจปากมดลูกหลังจากชโลมด้วยกรดอะเซติกเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ซึ่งจะเห็นรายละเอียดทั้งหมด ให้สังเกตการเปลี่ยนแปลงของสีและการบวมของเยื่อบุ อาจใช้เวลานานกว่า 1 นาที จึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนที่สุด ถ้ารอยโรคหรือเขตเซลล์แปรรูปลามเข้าไปในคอมดลูกให้ใส่เครื่องถ่างตรวจภายในคอมดลูกช่วยตรวจ
บันทึกสิ่งตรวจพบทั้งหมดโดยการถ่ายภาพหรือวาดภาพบรรยายไว้ในใบรายงานผลการตรวจ นิยมบอกตำแหน่งบนปากมดลูกตามตำแหน่งของเข็มนาฬิกาตั้งแต่ 1 – 12 นาฬิกา โดยมีรูปากมดลูกเป็นจุดศูนย์กลาง -
การทดสอบชิลเลอร์ (Schiller test) อาจจะทำก่อนที่จะทำการตัดเนื้อออกตรวจ การทดสอบชิลเลอร์ขึ้นกับปฏิกิริยาระหว่างไอโอดีนกับ กลัยโคเจน เยื่อบุช่องคลอดที่มีกลัยโคเจนจะติดสีไอโอดีนเห็นเป็นสีน้ำตาลเข้มเรียกว่า “ผลลบชิลเลอร์” (Schiller negative) หรือ “ผลบวกไอโอดีน” (iodine positive) เยื่อบุที่ไม่มีกลัยโคเจนจะไม่ติดสีไอโอดีนเรียกว่า “ผลบวกชิลเลอร์”(Schiller positive) หรือ “ผลลบไอโอดีน” (iodine negative) เยื่อบุสเควมัสปกติจะติดสีน้ำตาลของไอโอดีน เยื่อบุอื่น ๆ จะมีปฏิกิริยากับไอโอดีนต่าง ๆ กัน เยื่อบุที่ไม่มีกลัยโคเจนได้แก่
-
เยื่อบุคอลัมนาร์ รวมทั้งเยื่อบุที่กำลังแปรรูปซึ่งยังเป็นเซลล์อ่อนอยู่
-
เยื่อบุที่ติดเชื้อเอชพีวี
-
รอยโรคภายในเยื่อบุสเควมัส และมะเร็งปากมดลูก
-
-
การตัดเนื้อออกตรวจ(punch biopsy)โดยใช้คอลโปสโคปช่วยชี้นำ ให้ตัดบริเวณที่ผิดปกติมากที่สุดของรอยโรคแต่ละบริเวณเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา และควรตัดให้ได้สโตรมาใต้เยื่อบุด้วยเพื่อประเมินการลุกลาม วิธีการตัดเนื้อออกตรวจให้ใช้ปลายคีมตัดเนื้อดันปากมดลูกตรงตำแหน่งที่จะตัดขึ้นไปจนไม่เลื่อนขึ้นไปอีกจึงทำการตัดโดยตัดเนื้อเยื่อให้ตั้งฉากกับผิวเยื่อบุเพื่อไม่ให้เกิดการตัดเฉียง ถ้ามีรอยโรคทั้งด้านบนและด้านล่างของปากมดลูกให้ทำการตัดที่ด้านล่างก่อนด้านบนเพื่อไม่ให้เลือดออกมาบังบริเวณที่จะตัด ถ้าเป็นไปได้ควรระบุตำแหน่งของเนื้อเยื่อที่ตัดออกมาหลายชิ้นและแยกส่งตรวจเพื่อนำผลการตรวจทางพยาธิวิทยามาสัมพันธ์กับสิ่งตรวจพบทางคอลโปสโคปจะได้เกิดการเรียนรู้และเพิ่มความชำนาญมากขึ้น
-
การสุ่มตรวจภายในปากมดลูก(endocervical sampling) อาจจะตรวจโดยการขูดด้วยเครื่องขูดภายในปากมดลูก(endocervical curet)เพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา หรือใช้แปรงหมุนเก็บเซลล์ภายในปากมดลูก(endocervical brush) เพื่อตรวจทางเซลล์วิทยา บางท่านนิยมทำการสุ่มตรวจคอมดลูกทุกรายเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีรอยโรคอยู่ด้านใน เพราะการตรวจด้วยคอลโปสโคปมีขีดจำกัดคือไม่สามารถมองเห็นภายในปากมดลูก(endocervical canal)ได้
-
การห้ามเลือดจากบริเวณที่ตัดเนื้อออกตรวจ โดยทั่วไปแล้วเลือดมักออกเพียงเล็กน้อย สามารถห้ามเลือดได้โดยการกดและประจุด้วยผ้ากอซยาว โผล่ปลายผ้ากอซออกมาด้านนอกเล็กน้อยเพื่อให้ผู้ป่วยดึงออกเอง เลือดมักจะหยุดภายใน 2 – 3 ชั่วโมง บางท่านอาจจะใช้แท่งซิลเวอร์ในเตรตหรือสารละลายมอนเซลจี้ห้ามเลือดแต่ต้องทำหลังจากการตัดเนื้อออกตรวจเสร็จแล้วมิฉะนั้นจะรบกวนการแปลผลทางพยาธิวิทยาได้(14) ในขณะจี้ห้ามเลือดต้องระวังไม่ให้สารละลายไหลย้อยมาที่ช่องคลอดเพราะจะระคายเคืองมาก ถ้ามีต้องเช็ดออกให้หมดก่อนเอาเครื่องถ่างตรวจช่องคลอดออก
-
การตรวจผนังช่องคลอดให้สังเกตดูผนังช่องคลอดในขณะที่ถอยเครื่องถ่างตรวจช่องคลอดออก อาจใช้ตะขอเกี่ยวผนังช่องคลอดช่วยตรวจบริเวณรอยย่น การใช้สารละลายชิลเลอร์ป้ายผนังช่องคลอดจะช่วยให้การตรวจหาสิ่งผิดปกติง่ายขึ้น
-
การตรวจอวัยวะเพศภายนอกอาจใช้สารละลายกรดอะเซติกร้อยละ 3 ชโลมบาง ๆ เพื่อตรวจการเปลี่ยนแปลงของผิวเยื่อบุ ถ้าพบบริเวณที่สงสัยให้ทำการตัดเนื้อออกตรวจหลังจากฉีดยาชาเฉพาะที่เพื่อระงับปวด
-
การตรวจสองมือและการตรวจทางทวารหนัก ควรทำการตรวจภายในหลังจากเสร็จสิ้นการตรวจด้วยคอลโปสโคปแล้วทุกราย ผู้ป่วยบางรายมีผลการตรวจด้วยคอลโปสโคปปกติ แต่มีก้อนมะเร็งที่คลำได้อยู่ที่คอมดลูกด้านใน ผู้ป่วยที่จะทำการสืบค้นต่อโดยการตัดปากมดลูกด้วยห่วงไฟฟ้าหรือการตัดปากมดลูกออกเป็นรูปกรวยควรจะทำการตรวจภายในและตรวจทางทวารหนักเพื่อประเมินเนื้อเยื่อข้างมดลูกหรือพารามีเทรียมไว้ก่อน เพราะหลังการทำผ่าตัดดังกล่าวอาจมีปฏิกิริยาอักเสบของเนื้อเยื่อใกล้เคียงทำให้เนื้อเยื่อตึงขึ้น การกำหนดระยะของมะเร็งยากขึ้น
ระยะเวลาที่ทำการตรวจด้วยคอลโปสโคปโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 3 – 5 นาที ผู้ที่ชำนาญแล้วจะใช้เวลาไม่เกิน 3 นาที อาจใช้เวลาอีก 2 – 3 นาที สำหรับการตัดเนื้อออกตรวจและการห้ามเลือด ผู้ที่เริ่มฝึกหัดการตรวจอาจจะใช้เวลานานขึ้นเล็กน้อย ถ้าเรียนรู้วิธีการใช้กล้อง การแปลผล และทำการตรวจเป็นประจำแล้วจะใช้เวลาตรวจน้อยลงและความชำนาญจะค่อย ๆ มากขึ้น ความแม่นยำของการตรวจด้วยคอลโปสโคปขึ้นกับประสบการณ์และความชำนาญของผู้ตรวจ จากการศึกษาแบบ meta – analysis พบว่าการตรวจด้วยคอลโปสโคปมีความไวในการวินิจฉัยรอยโรคภายในเยื่อบุสเควมัสมากกว่าร้อยละ 90 แต่ความจำเพาะค่อนข้างต่ำไม่เกินร้อยละ 40(15) ความไวของการตรวจที่สูงมากนี้เป็นรายงานของผู้ที่มีความชำนาญในการตรวจดังกล่าวแล้ว แพทย์ที่เริ่มฝึกฝนการตรวจด้วยคอลโปสโคปจึงต้องแปลผลด้วยความระมัดระวังด้วย แต่อย่างน้อยที่สุดภายหลังการตรวจแล้วแพทย์ผู้ทำต้องสามารถให้การวินิจฉัยพื้นฐานทางคอลโปสโคปได้ 1 ใน 4 ประการต่อไปนี้คือ
-
เยื่อบุปกติ (normal epithelium)
-
รอยโรคภายในเยื่อบุขั้นต่ำ (low-grade lesions)
-
รอยโรคภายในเยื่อบุขั้นสูง (high-grade lesions)
-
มะเร็งระยะลุกลาม (invasive carcinoma)
ดังนั้นการตรวจหารอยโรคของปากมดลูกด้วยคอลโปสโคปในสตรีที่มีผล Pap smear ผิดปกติ ผู้ตรวจต้องสามารถตอบคำถามพื้นฐาน 3 ข้อต่อไปนี้ให้ได้ คือ (แผนผังที่ 1)
-
ผลการตรวจด้วยคอลโปสโคป สามารถเห็น transformation zone และ/หรือรอยโรคได้ทั้งหมดหรือไม่ หรืออีกนัยหนึ่งการตรวจน่าพึงพอใจหรือไม่(satisfactory or unsatisfactory colposcopy)
-
ถ้าผลการตรวจน่าพึงพอใจแล้ว ปากมดลูกปกติหรือมีรอยโรค (normal or abnormal )
-
ถ้ามีรอยโรค รอยโรคนั้นเป็นชนิดขั้นต่ำ ขั้นสูง หรือมะเร็ง (low-grade or high grade lesions or cancer)

แผนผังที่ 1. หลักการพื้นฐานของการตรวจด้วยคอลโปสโคป
การให้คำแนะนำหลังการตรวจ
ภายหลังการตรวจด้วยคอลโปสโคปผู้ป่วยสามารถทำงานได้ตามปกติ แนะนำให้ดึงผ้ากอซที่ใส่ประจุไว้ในช่องคลอดออกหลังการตรวจประมาณ 3 ชั่วโมง สังเกตเลือดออกทางช่องคลอด ภายหลังการตัดเนื้อออกตรวจอาจจะมีเลือดออกมาเล็กน้อยได้ประมาณ 1 – 3 วัน ถ้ามีเลือดออกมากผิดปกติให้กลับมาที่โรงพยาบาลทันทีเพื่อตรวจหาสาเหตุและทำการห้ามเลือด ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 2 สัปดาห์เพื่อป้องกันการตกเลือดและการติดเชื้อ ไม่ควรสวนล้างหรือใส่ผ้าอนามัยชนิดสอดในช่องคลอดในช่วง 7 วันแรกหลังการตรวจ และนัดมาฟังผลการตรวจชิ้นเนื้อเพื่อวางแผนการรักษาต่อไป
การบันทึกสิ่งตรวจพบทางคอลโปสโคป
การวินิจฉัยพยาธิสภาพบนปากมดลูกจากการตรวจด้วยคอลโปสโคปต้องสังเกตลักษณะต่าง ๆ ดังต่อไปนี้คือ(3 – 10)
-
ลักษณะและระยะห่างของเส้นเลือด(vasculature & intercapillary distance)
-
ลักษณะผิวเยื่อบุ(surface contour) เรียบหรือขรุขระ
-
ความขาว(color tone)หลังจากชโลมด้วยกรดอะเซติก
-
ความคมชัดของรอยต่อระหว่างรอยโรคกับเยื่อบุใกล้เคียง(clarity of demarcation)
ลักษณะของเส้นเลือดในเยื่อบุสเควมัสปกติมีอยู่ 2 ชนิดคือ ชนิดที่เรียงตัวเหมือนตาข่าย และชนิดที่เรียงตัวเหมือนปิ่นปักผม มีแขนงเส้นเลือดวิ่งขึ้นวิ่งลง ถ้าเยื่อบุผิวปากมดลูกบางจะเห็นเส้นเลือดฝอยเหล่านี้เรียงตัวเหมือนตาข่ายชัดเจน เส้นเลือดที่เรียงตัวเหมือนห่วงถ้าเยื่อบุผิวโปร่งแสงและมุมมองเหมาะสมก็จะเห็นห่วงเส้นเลือดฝอยได้ทั้งหมด บางครั้งจะเห็นเฉพาะส่วนสันของห่วงเท่านั้น ดูคล้ายจุดเส้นเลือดแดงแต่ลักษณะจะปกติกว่า ละเอียดและสม่ำเสมอกว่า
ถ้ามีการอักเสบจากการติดเชื้อTrichomonas ที่ปากมดลูกเส้นเลือดที่เรียงตัวเหมือนปิ่นปักผมอาจจะขึ้นมาใน stromal papillae ของเยื่อบุสเควมัส เห็นสันของห่วงเส้นเลือด 2 อันหรือมากกว่า ดูคล้ายส้อม เขากวาง หรือดอกจิก บางครั้งอาจพบได้ในบริเวณที่มีรอยโรคภายในเยื่อบุสเควมัส
ลักษณะเส้นเลือดของรอยโรคภายในเยื่อบุสเควมัสและมะเร็งปากมดลูกที่พบได้บ่อยคือ punctation, mosaic และ atypical vessels เส้นเลือดที่ผิดปกติเหล่านี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในรอยโรคสีขาวที่มีพยาธิสภาพ สำหรับ punctation แบ่งความรุนแรงออกเป็น 2 ชนิดคือ
-
Fine punctation เส้นเลือดมีขนาดเล็กกว่า อยู่ใกล้ ๆ กัน และมีระยะห่างสม่ำเสมอกว่า
-
Coarse punctation เส้นเลือดมีขนาดใหญ่กว่า สีแดงเข้มกว่า ระยะห่างระหว่างเส้นเลือดมากกว่า แต่ละจุดอยู่ห่างไม่เท่ากัน ไม่สม่ำเสมอ เส้นเลือดยกนูนขึ้นจากผิวเยื่อบุหรืออยู่ใกล้ผิวเยื่อบุมากกว่าจึงเห็นได้ง่ายกว่าและชัดเจนกว่า เยื่อบุรอบเส้นเลือดมีความขาวมากกว่าเยื่อบุที่อยู่รอบ fine punctation
ลักษณะของเส้นเลือดอีกชนิดหนึ่งคือ “mosaic” เป็นเส้นเลือดฝอยที่เรียงตัวเป็นแถวในแนวตั้งและแนวระนาบขนานกับผิวเยื่อบุ แบ่งรอยโรคหรือเยื่อบุสีขาวออกเป็นกลุ่ม ๆ คล้ายกระเบื้องหรือรังผึ้ง รูปร่างของ mosaic อาจจะเล็ก ใหญ่ กลมหรือหลายเหลี่ยม สม่ำเสมอหรือสะเปะสะปะ เส้นเลือดอาจจะละเอียด โค้ง หรือหยาบและหักงอมาก mosaic ส่วนใหญ่จะอยู่ในรอยโรคสีขาวที่มีขอบเขตชัดเจน อาจจะพบร่วมกับ punctation ภายในเขตเซลล์แปรรูปผิดปกติ แบ่งความรุนแรงของ mosaic ออกเป็น 2 ชนิดคือ
-
Fine mosaic เส้นเลือดมีขนาดเล็กกว่า สีจางกว่า มีรูปร่าง ขนาดของ mosaic และการเรียงตัวสม่ำเสมอ เยื่อบุที่อยู่ใน mosaic มีความขาวน้อยกว่า
-
Coarse mosaic เส้นเลือดมีขนาดใหญ่กว่า สีแดงเข้มกว่า ขนาดของ mosaic ใหญ่กว่า ระยะห่างระหว่างเส้นเลือดมากกว่า ขนาดของ mosaic ไม่เท่ากัน เส้นเลือดมักยกนูนขึ้นจากผิวเยื่อบุหรืออยู่ใกล้ผิวเยื่อบุ เยื่อบุที่อยู่ใน mosaic มีความขาวมากกว่าเยื่อบุของ fine mosaic
ถ้าขนาด ลักษณะ และการเรียงตัวของเส้นเลือดที่ผิดปกติไม่เหมือนดังที่กล่าวข้างต้นจะเรียกว่า “atypical vessels” ซึ่งหมายถึงเส้นเลือดที่มีความผิดปกติอย่างมากในแง่ของขนาด รูปร่างและการเรียงตัว โดยเส้นเลือดจะมีขนาดใหญ่ขึ้น มีลักษณะแปลก ๆ แตกแขนงไม่สม่ำเสมอไร้ทิศทางแน่นอน แขนงของเส้นเลือดที่แตกออกแทนที่จะมีขนาดเล็กลงกลับมีขนาดใหญ่กว่าเส้นเลือดเดิม ทิศทางการแตกแขนงไม่เหมือนเส้นเลือดปกติซึ่งจะแตกออกเป็นมุมแหลมเหมือนกิ่งไม้ แต่กลับวกย้อนหลังหมุนกลับหรือหักงอ เส้นเลือดที่ขยายใหญ่อาจจะวิ่งอยู่เป็นระยะทางยาวกว่าจะแตกแขนง เส้นเลือดมักยกนูนขึ้นวิ่งขนานกับผิวเยื่อบุ เส้นเลือดจะอยู่ห่างกันมากกว่าเส้นเลือดของเยื่อบุสเควมัสปกติ เยื่อบุที่อยู่ระหว่างเส้นเลือดนั้นคือ กลุ่มเซลล์มะเร็ง
ลักษณะผิวหรือโครงร่างของเยื่อบุสเควมัสปกติจะเรียบ ในขณะที่โครงร่างของเยื่อบุคอลัมนาร์จะโป่งยื่นออกมาคล้ายนิ้วมือหรือพวงองุ่น ผิวของ carcinoma in situ (CIS) และมะเร็งระยะลุกลามเริ่มแรก มักจะขรุขระและยกนูนขึ้นจากเยื่อบุปกติข้างเคียง แต่ถ้าเป็นมะเร็งระยะลุกลามชัดเจนลักษณะผิวจะคล้ายติ่งเนื้อตะปุ่มตะป่ำหรือมีรูปร่างของก้อนมะเร็งแบบงอกขึ้นจากผิวหรือแบบแผลลึก
ความขาวหรือความทึบของเยื่อบุหลังขากชโลมด้วยกรดอะเซติก บ่งบอกถึงความรุนแรงของรอยโรค การเปรียบเทียบความขาวอาจเปรียบเทียบกับเยื่อบุเมือกปกติ ซึ่งจะเปรียบเทียบได้ง่าย เยื่อบุของรอยโรคขั้นสูงจะมีความขาวหรือความทึบมากกว่าเยื่อบุของรอยโรคขั้นต่ำและทึบกว่าเยื่อบุสเควมัสปกติมาก เยื่อบุของมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลามจะมีสีขาวเป็นมันเหมือนเจลาติน
ขอบเขตระหว่างรอยโรคกับเยื่อบุปกติใกล้เคียงมักจะคมชัดและนูนขึ้นหรือหนากว่าเยื่อบุใกล้เคียง ขอบของรอยโรคบางครั้งอาจจะม้วนขึ้นหรือหลุดออก รอยต่อระหว่างรอยโรคขั้นสูงกับเยื่อบุสเควมัสปกติจะคมชัดแยกขอบเขตได้ชัดเจน แต่รอยต่อระหว่างเยื่อบุสเควมัสปกติกับรอยโรคจากการอักเสบหรือรอยโรคขั้นต่ำจะพร่ามัวไม่ค่อยชัด บริเวณรอยต่อระหว่างเยื่อบุสเควมัสปกติกับเยื่อบุคอลัมนาร์ปกติจะคมชัดเหมือนกัน
การบันทึกสิ่งตรวจพบทางคอลโปสโคป และนำมาสัมพันธ์กับผลการตรวจทางเซลล์วิทยาและทางพยาธิวิทยา จะมีประโยชน์อย่างมากในการวิเคราะห์ลักษณะรอยโรคทางคอลโปสโคป ถ้าไม่สามารถถ่ายภาพปากมดลูกทั้งหมดโดยเฉพาะบริเวณที่มีพยาธิสภาพด้วยกล้องถ่ายรูปทางคอลโปสโคปได้ แพทย์ส่วนใหญ่นิยมบรรยายสิ่งตรวจพบด้วยการวาดภาพ โดยการใช้วงกลมแทนปากมดลูก มีวงรีแนวนอนเล็ก ๆ ตรงกลางแทนรูปากมดลูก แล้ววาดสิ่งตรวจพบและเขียนตัวย่อของคำบรรยายลงในนั้น เช่น P หมายถึง punctation, M หมายถึง mosaic และ AV หมายถึง atypical vessels เป็นต้น
การบันทึกความรุนแรงของรอยโรค ขอบเขต ขนาด และตำแหน่งไว้ จะมีประโยชน์อย่างมากต่อการรักษาและการติดตามผลการรักษาด้วยคอลโปสโคปโดยเฉพาะถ้าจะทำการรักษาแบบอนุรักษ์ เช่น การจี้ด้วยเลเซอร์หรือความเย็น ซึ่งต้องทำลายรอยโรคออกให้หมดเพื่อไม่ให้กลับเป็นซ้ำในภายหลัง
การบรรยายสิ่งตรวจพบทางคอลโปสโคปที่ดีที่สุดคือ การถ่ายภาพ ซึ่งควรถ่ายอย่างน้อย 4 ภาพคือ ภาพก่อนและหลังชโลมด้วยกรดอะเซติก ภาพเมื่อถ่างขยายรูปปากมดลูก และภาพหลังจากชโลมด้วยสารละลายไอโอดีน สิ่งตรวจพบแบบเดียวกันอาจจะมีพยาธิสภาพแตกต่างกัน ในทำนองเดียวกันพยาธิสภาพแบบเดียวกันก็อาจมีสิ่งตรวจพบทางคอลโปสโคปแตกต่างกันได้ สหพันธ์คอลโปสโคปีและพยาธิวิทยาของปากมดลูกนานาชาติ( International Federation of Cervical Pathology and Colposcopy ,IFCPC)ได้บัญญัติศัพท์วิทยาของสิ่งตรวจพบทางคอลโปสโคป และแนะนำให้ใช้สำหรับการวินิจฉัยทางคลินิก การรักษา และการวิจัยเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก โดยแบ่งสิ่งตรวจพบออกเป็น 5 กลุ่มดังนี้ (16)
-
สิ่งตรวจพบปกติทางคอลโปสโคป(normal colposcopic findings)
-
เยื่อบุสเควมัสเดิม(original squamous epithelium)
-
เยื่อบุคอลัมนาร์(columnar epithelium)
-
เขตเซลล์แปรรูปปกติ (normal transformation zone)
-
-
สิ่งตรวจพบผิดปกติทางคอลโปสโคป(abnormal colposcopic findings)
-
เยื่อบุสีขาวแบบเรียบจากกรดอะเซติก(flat acetowhite epithelium)
-
เยื่อบุสีขาวแบบหนาจากกรดอะเซติก*(dense acetowhite epithelium)
-
เส้นเลือดเรียงตัวคล้ายกระเบื้องแบบละเอียด (fine mosaic) (รูปที่ 2)
-
เส้นเลือดเรียงตัวคล้ายกระเบื้องแบบหยาบ*(coarse mosaic) (รูปที่ 2)
-
เส้นเลือดเรียงตัวเป็นจุดแบบละเอียด (fine punctation) (รูปที่ 3)
-
เส้นเลือดเรียงตัวเป็นจุดแบบหยาบ*(coarse punctation) (รูปที่ 3)
-
เยื่อบุติดสีไอโอดีนบางส่วน(iodine partial positivity)
-
เยื่อบุไม่ติดสีไอโอดีน*(iodine negativity)
-
เส้นเลือดผิดปกติรุนแรง*(atypical vessels) (รูปที่ 4)
-
-
ลักษณะทางคอลโปสโคปส่อว่าเป็นมะเร็งระยะลุกลาม (colposcopic features suggestive of invasive carcinoma)
-
การตรวจทางคอลโปสโคปไม่น่าพอใจ (unsatisfactory colposcopy)
-
ไม่เห็นรอยต่อระหว่างเยื่อบุสเควมัสกับเยื่อบุคอลัมนาร์
-
การอักเสบรุนแรง การฝ่อลีบรุนแรง การบาดเจ็บ(severe inflammation, atrophy,trauma)
-
ไม่เห็นปากมดลูก (cervix not visible)
-
-
สิ่งตรวจพบอื่น ๆ(miscellaneous findings)
-
หูดหงอนไก่ (condylomata)
-
เยื่อบุหนาตัวสีขาว (keratosis)
-
เยื่อบุหลุดหาย (erosion)
-
การอักเสบ (inflammation)
-
การฝ่อลีบ (atrophy)
-
เดซิดูโอซิส (deciduosis)
-
ติ่งเนื้อ(polyps)
-
* = การเปลี่ยนแปลงหลัก (major changes)
เขตเซลล์แปรรูป (transformation zone) แบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ(16)
-
Type 1 เขตเซลล์แปรรูปอยู่ที่ปากมดลูกด้านนอกและมองเห็นได้ทั้งหมด อาจจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ได้
-
Type 2 เขตเซลล์แปรรูปบางส่วนอยู่ในคอมดลูกแต่มองเห็นได้ทั้งหมดและอาจจะมีบางส่วนอยู่ที่ปากมดลูกด้านนอก อาจจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ได้
-
Type 3 เขตเซลล์แปรรูปอยู่ในคอมดลูกซึ่งมองเห็นได้ไม่หมด อาจจะมีบางส่วนอยู่ที่ปากมดลูกด้านนอก ซึ่งอาจจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ได้
ลักษณะทางคอลโปสโคปที่ส่อว่าเป็น transformation zone ได้แก่(16)
-
เยื่อบุผิวเรียบมีเส้นเลือดละเอียดขนาดเท่า ๆ กัน
-
เยื่อบุสีขาวบาง ๆ จาก กรดอะเซติก
-
ไม่ติดสีไอโอดีนหรือติดสีบางส่วน
ลักษณะทางคอลโปสโคปที่ส่อว่าเป็นรอยโรคขั้นต่ำ(low-grade lesions)หรือการเปลี่ยนแปลงรอง(minor changes)ได้แก่(16)
-
เยื่อบุผิวเรียบ ขอบด้านนอกไม่สม่ำเสมอ
-
เยื่อบุสีขาวเล็กน้อยจาก acetic acid ปรากฎขึ้นช้าและหายไปเร็ว
-
ติดสีไอโอดีนเป็นจุดเล็ก ๆ บางส่วน
-
เส้นเลือดเรียงตัวเป็นจุดหรือกระเบื้องแบบละเอียด ( fine punctuation/mosaic)
ลักษณะทางคอลโปสโคปที่ส่อว่าเป็นรอยโรคขั้นสูง(high-grade lesions)หรือการเปลี่ยนแปลงหลัก(major changes)ได้แก่(16)
-
เยื่อบุผิวเรียบทั่วไป ขอบด้านนอกคมชัด
-
เยื่อบุสีขาวแบบหนาจากacetic acid ซึ่งปรากฏขึ้นเร็วและหายไปช้า อาจจะสีขาวเหมือนหอยนางรม
-
เส้นเลือดเรียงตัวเป็นจุดแบบหยาบ(coarse punctuation)และเส้นเลือดเรียงตัวคล้ายกระเบื้องแบบไม่สม่ำเสมอและมีขนาดต่าง ๆ กัน(coarse mosaic)
-
เยื่อบุสีขาวแบบหนาจากacetic acid ที่อยู่ภายในเยื่อบุคอลัมนาร์อาจจะเป็นรอยโรคของเยื่อบุต่อม
ลักษณะทางคอลโปสโคปที่ส่อว่าเป็นมะเร็งระยะลุกลาม(invasive cancer)ได้แก่(16)
-
ผิวเยื่อบุขรุขระ เยื่อบุหลุดหาย (erosion)หรือเป็นแผลเปื่อย( ulcer)
-
เยื่อบุสีขาวแบบทึบจากกรดอะเซติก(dense acetowhite epithelium)
-
เส้นเลือดเรียงตัวเป็นจุดหรือกระเบื้องที่กว้างและไม่สม่ำเสมอ
-
เส้นเลือดผิดปกติรุนแรง (atypical vessels)

ขีดจำกัดของการตรวจด้วยคอลโปสโคป
การตรวจด้วยคอลโปสโคปมีขีดจำกัดคือ
-
ไม่สามารถตรวจภายใน endocervical canal ได้อย่างละเอียดโดยเฉพาะส่วนที่อยู่ลึกเข้าไปข้างใน
-
ไม่สามารถตรวจรอยโรคก่อนมะเร็งของมะเร็งชนิด adenocarcinomaได้ โดยเฉพาะถ้ารอยโรคอยู่ใน endocervical canal
บทสรุป
การตรวจปากมดลูกด้วยคอลโปสโคปร่วมกับการตัดเนื้อออกตรวจทางพยาธิวิทยาเป็นการสืบค้นหาพยาธิสภาพในสตรีที่มีผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกผิดปกติ เพื่อที่จะให้การรักษาที่เหมาะสมก่อนที่รอยโรคจะคืบหน้าเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม ปัจจุบันการตรวจดังกล่าวมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกโดยการตรวจคัดกรองด้วย Pap smear สูตินรีแพทย์ ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการป้องกันมะเร็งปากมดลูกควรเข้ารับการฝึกอบรมเพิ่มเติมทำการฝึกฝนการตรวจด้วยคอลโปสโคปอย่างสม่ำเสมอและนำผลการตรวจมาสัมพันธ์กับผลการตรวจทางเซลล์วิทยาและผลการตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อที่จะได้มีความชำนาญในการทำหัตถการดังกล่าวมากขึ้น
บรรณานุกรม
1. Coppleson M, Pixley EC. Colposcopy of cervix. In : Coppleson M, Monaghan JM, Morrow CP, Tattersall MHN, editors.Gynecologic oncology, fundamental principles and clinical practice. 2nd ed. Edinburgh :
Churchill Livingstone ; 1992 : 297-302.
2. Burghardt E. Colposcopy cervical pathology, textbook and atlas. Stuttgart : Georg Thime Verlag ; 1984 : 1 – 248.
3. Ferris DG, Cox JT, O’Connor DM, Wright VC, Foerster J. Modern colposcopy : textbook and atlas. 2nd ed. Iowa: Kendall/Hunt Publishing; 2004: 144-249.
4. Campion MJ. Preinvasive disease. In : Berek JS, Hacker NF, editors. Berek & Hacher’s gynecologic oncology. 5th ed. Philadelphia : Wolters Kluwer ; 2010 : 294-307.
5. Sellors JW, Sankaranarayanan R. Colposcopy and treatment of cervical intraepithelial neoplasia : A beginners manual. Lyon : IARC ; 2003 1-94.
6. Kolstad P, Stafl A. Atlas of colposcopy. 3 rd ed. Baltimore : University Park Press ; 1982 : 1 – 160.
7. Burke L, Antonioli DA, Ducatman BS. Colposcopy text and atlas. Norwalk : Appleton & Lange ; 1991 : 1 – 174.
8. Ferris DG. The abnormal transformation zone. In : Ferris DG, editor. Comprehensive colposcopy. Washington, DC : American Society for Colposcopy and Cervical Pathology ; 1998 : 115 – 27.
9. Apgar BS, Rubin MM, Brotzman GL. Principles and technique of the colposcopic examination. In : Apgar BS, Brotzman GL, Spitzer M, editors. Colposcopy principles and practice. An integrated textbook and atlas. Philadelphia : W.B. Saunders ; 2002: 115 – 32.
10. จตุพล ศรีสมบูรณ์. การตรวจปากมดลูกด้วยกล้องขยาย. เชียงใหม่ : โครงการตำราคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ; 2542 : 1 – 135.
11. Koss LG. The Papanicolaou test for cervical cancer detection : a triumph and a tragedy. JAMA 1989 ; 261 : 737 – 43.
12. Young NA, Naryshkin S, Bowman RL. Value of repeat cervical smears at the time of colposcopic biopsy. Diagn Cytopathol 1993 ; 9 : 646 – 9.
13. Ployleumsaeng D, Srisomboon J, Phongnarisorn C, Suprasert P. The clinical benefit of a repeated Papanicolaou smear at the time of colposcopy. Chiang Mai Med Bull 1998 ; 37 : 1 – 5.
14. Spitzer M, Chernys AE. Monsel’s solution – induced artifact in the uterine cervix. Am J Obstet Gynecol 1996 ; 75 : 1204 – 7.
15. Mitchell MF, Schottenfeld D, Tortolero-Luna G, Cantor SB, Richards-Kortum R. Colposcopy for the diagnosis of squamous intraepithelial lesions : a meta – analysis. Obstet Gynecol 1998 ; 91 : 626 – 31.
16. Walker P, Dexeus S, De Palo G, Barrasso R, Campion M, Girardi F, et al. International terminology of colposcopy : an updated report from the International Federation for Cervical Pathology and Colposcopy. Obstet Gynecol 2003 ; 101 : 175 – 7.


