Font Size

Profile

Menu Style

Cpanel

17April2021

You are here: Home Lecture/Topic Residents' Topic Review Nutrition in pregnancy

Nutrition in pregnancy

Nutrition in pregnancy

นพ. เศรษฐวัฒก์ เศรษฐเสถียร
ร.ศ. พ.ญ. สายพิณ พงษธา

ในปัจจุบันนี้เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าภาวะโภชนาการนั้นมีผลต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การประเมินภาวะโภชนาการของมารดานั้นควรที่จะได้รับการประเมิน และการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ต่อเนื่องไปจนกระทั่งตั้งครรภ์ และช่วงให้นมบุตร เพื่อสุขภาพของมารดาและทารกที่สมบูรณ์ ในบทความฉบับนี้จะได้กล่าวถึงภาวะโภชนาการที่เกี่ยวข้องกับหญิงตั้งครรภ์ที่ควรทราบ

การประเมินภาวะโภชนาการ

การประเมินภาวะโภชนาการที่ดีนั้นควรจะมีการประเมินร่วมกันเป็นทีม ซึ่งอาจจะประกอบไปด้วย สูติแพทย์ และนักโภชนากรที่มีความรู้ในโภชนาการก่อนการตั้งครรภ์ รวมถึงระหว่างช่วงตั้งครรภ์

การซักประวัติ

การซักประวัติที่ดีจะทำให้ทราบได้ถึงปัญหาทางด้านโภชนาการ เช่น นิสัยในการทานอาหาร ความผิดปกติในการทานอาหาร และโรคต่าง ๆ (เช่น โรคเบาหวาน) ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพของมารดาและทารก นอกจากนี้ประวัติทางด้านสูติกรรมก็มีความสำคัญ เช่นการมีประวัติทารกครรภ์ก่อนเป็น Neural tube defect เป็นต้น โดยการซักประวัตินั้นอาจจะทำเป็นในรูปแบบของแบบสอบถามก่อนก็ได้ (ภาพที่ 1) 1

โดยทั่วไป หญิงตั้งครรภ์ที่รับประทานอาหารวันละสามมื้อที่ประกอบไปด้วยผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ต่าง ๆ และใยอาหาร มักจะได้รับสารอาหารที่เพียงพอตามความต้องการอยู่แล้ว

ประวัติทางโภชนาการอื่น ๆ ที่ควรซักร่วมด้วย ได้แก่

  • ประวัติการใช้ยา หรือสารเสพติดต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพโดยตรง และอาจก่อให้เกิดปัญหาในการรับประทานอาหารที่ได้รับสารอาหารและพลังงานที่ไม่เพียงพอ
  • ประวัติการทานยาวิตามิน หรือสมุนไพร ซึ่งอาจก่อให้เกิดโทษถ้าได้รับปริมาณที่มากเกินไป เช่น การได้รับวิตามินเอ มากกว่า 10,000 IU ต่อวัน จะก่อให้เกิดความผิดปกติของทารกได้ 2-3
  • ประวัติการหลีกเลี่ยงการทานอาหารบางประเภท การอดอาหารในบางมื้อ
  • ประวัติความผิดปกติในการรับประทานอาหารที่ผ่านมาที่อาจจะต้องได้รับการรักษา หรือนอนโรงพยาบาล
  • ความสามารถในการจัดซื้อ จัดเก็บอาหาร รวมถึงการเตรียมอาหารที่เหมาะสม

ภาพที่ 1 ตัวอย่างแบบสอบถามเพื่อประเมินถาวะโภชนาการ ดัดแปลงจาก Nutrition During Pregnancy and Lactation: An Implementation Guide by Subcommittee for Institute of Medicine. 1992, p. 506.

การตรวจร่างกาย

การตรวจวัดน้ำหนัก และส่วนสูง เพื่อนำมาคำนวณเป็นค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เป็นสิ่งที่สำคัญ โดยที่ค่าดัชนีมวลกายก่อนการตั้งครรภ์ปกติจะอยู่ที่ 19.8 – 26.0 kg/m2

การตรวจร่างกายในส่วนอื่น ๆ ควรจะตรวจเพื่อคัดกรองหาลักษณะของโรค หรือการขาดสารอาหารต่าง ๆ เช่น การมีต่อมน้ำลายพาโรติดโต และมีการกร่อนของสารเคลือบฟัน ในภาวะ Bulimia เป็นต้น

ลักษณะที่จำเพาะกับการขาดวิตามินอาจจะพบได้น้อยลงในปัจจุบัน แต่ก็อาจจะพบได้ในบางสถานที่ที่ยากจน หรือในผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น Alcoholism , Malabsorption , Hemodialysis , Inborn errors of metabolism

คำแนะนำภาวะโภชนาการในหญิงตั้งครรภ์

สิ่งสำคัญในการที่จะมีสุขภาพขณะตั้งครรภ์ที่ดีนั้นขึ้นอยู่กับการควบคุมน้ำหนักให้เพิ่มอย่างเหมาะสม การทำกิจวัตรประจำวันที่เหมาะสม รับประทานอาหารปริมาณที่พอเหมาะ มีวิตามินและเกลือแร่ที่เพียงพอ รวมทั้งการหลีกเลี่ยงสารที่เป็นอันตราย เช่น สุรา บุหรี่ 4

น้ำหนักของมารดาก่อนการตั้งครรภ์ และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์

น้ำหนักของมารดาก่อนการตั้งครรภ์ และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์มีผลต่อน้ำหนักของทารกแรกคลอด และระยะเวลาของการตั้งครรภ์ โดยมารดาที่มีน้ำหนักก่อนการตั้งครรภ์น้อยและมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์น้อยนั้น มีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะคลอดบุตรที่มีน้ำหนักแรกคลอดน้อย คลอดก่อนกำหนดได้ 5 - 7 สำหรับมารดาที่มีน้ำหนักก่อนการตั้งครรภ์มากก็มีความเสี่ยงที่จะคลอดบุตรที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าเกณฑ์ อายุครรภ์เกินกำหนด และมีภาวะแทรกซ้อนทางสูติกรรมอื่น ๆ เพิ่มขึ้น

คำแนะนำของ Institute of Medicine (IOM) ล่าสุดได้แนะนำเกณฑ์ที่เหมาะสมของน้ำหนักตัวมารดาที่ตั้งครรภ์เดี่ยวไว้ดังนี้ 8

  • BMI < 18.5 kg/m2 ควรมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 12.5 – 18 กิโลกรัม
  • BMI 18.5 – 24.9 kg/m2 ควรมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 11.5 – 16 กิโลกรัม
  • BMI 25.0 – 29.9 kg/m2 ควรมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 7 – 11.5 กิโลกรัม
  • BMI ≥ 30 kg/m2 ควรมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 5 – 9 กิโลกรัม

ส่วนประกอบของอาหาร

มีการศึกษาในประเทศกำลังพัฒนาที่พบว่าระยะเวลาและส่วนประกอบของอาหารระหว่างการตั้งครรภ์มีผลต่อการตั้งครรภ์ และทารกแรกคลอด 9 แต่ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

สารอาหารหลัก (Macronutrients)

แคลอรี่เป็นปัจจัยเดียวที่มีผลต่อน้ำหนักของทารกแรกคลอด อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานที่ได้รับ น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ และน้ำหนักแรกคลอดนั้น ยังเป็นสิ่งที่ซับซ้อนและมีความเข้าใจในเรื่องนี้น้อย 10

- Balance energy/protein supplements

การให้พลังงานเสริมระหว่างการตั้งครรภ์ (300 – 850 kcal/day โดยที่เป็นพลังงานที่มาจากโปรตีนน้อยกว่าร้อยละ 25) สามารถเพิ่มน้ำหนักตัวของมารดาและทารก ลดโอกาสการเกิดปัญหาทารกน้ำหนักตัวน้อยกว่าอายุครรภ์ 11 แต่ไม่ได้มีผลต่อขนาดตัวของเด็ก และพัฒนาการในการเรียนรู้เมื่อตรวจติดตามที่ 1 ปีหลังคลอด

- Fat

การรับประทาน Long chain polyunsaturated fatty acid นั้นอาจมีผลดีต่อพัฒนาการทางด้านระบบประสาท และอาจลดการคลอดก่อนกำหนดได้

สำหรับ Trans fatty acid นั้นสามารถผ่านรกมายังทารกในครรภ์ได้ และอาจจะรบกวนกระบวนการดูดซึมกรดไขมันที่จำเป็น ทำให้มีผลเสียต่อการเจริญเติบโต และพัฒนาการของทารกได้ 12

สารอาหารรอง (Micronutrients)

สารอาหารรองนั้นไม่ค่อยมีผลกระทบที่สำคัญต่อน้ำหนักแรกคลอด ระยะเวลาในการตั้งครรภ์ในมารดาที่มีภาวะโภชนาการที่ดี มีการศึกษาที่พบว่าการให้ยาที่มีสารอาหารรองเสริมระหว่างตั้งครรภ์ในมารดาที่มีรายได้ต่ำและปานกลางที่อาศัยในประเทศกำลังพัฒนานั้น สามารถลดการเกิดทารกที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์ได้เมื่อเทียบกับการให้ธาตุเหล็ก และโฟลิคเสริมเพียงอย่างเดียว 13

ปริมาณของสารอาหารต่าง ๆ ที่ควรจะได้รับในระหว่างตั้งครรภ์ (RDA)

เป็นปริมาณของสารอาหารที่คำนวณแล้วเพียงพอสำหรับประชากรร้อยละ 95 โดยจะแตกต่างกันไปตามอายุ เพศ หรือการตั้งครรภ์และให้นมบุตร

Calories

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า แคลอรี่เป็นปัจจัยเดียวที่มีความสำคัญต่อน้ำหนักแรกคลอดของทารก 14 โดยมีข้อแนะนำไว้ว่าควรเพิ่มปริมาณแคลอรี่ 340 kcal/day ในช่วงไตรมาสที่สอง และเพิ่ม 452 kcal/day ในไตรมาสที่สาม 15

Protein

ตลอดการตั้งครรภ์นั้นมีความต้องการโปรตีนประมาณ 1 กิโลกรัม ซึ่งโดยส่วนใหญ่นั้นต้องการในช่วง 6 เดือนหลัง ดังนั้นมารดาที่ตั้งครรภ์ควรที่จะเพิ่มปริมาณโปรตีนที่ได้รับต่อวันจากเดิม 0.8 g/kg/day เป็น 1.1 g/kg/day 15

Carbohydrate

ความต้องการของคาร์โบไฮเดรตในหญิงตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นเป็น 175 g/day จากเดิม 130 g/day ในหญิงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์

Iron

ธาตุเหล็กเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาของตัวอ่อน และรก รวมถึงการเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดแดงของมารดา ปริมาณของธาตุเหล็กที่ต้องสูญเสียไปในระหว่างการตั้งครรภ์และการให้นมบุตรนั้นอยู่ที่ประมาณ 1,000 mg

การให้ธาตุเหล็กเสริมระหว่างตั้งครรภ์ 15 – 30 mg/day นั้นมีความพอเพียงกับมารดาที่ไม่มีภาวะซีดอยู่ก่อน และสามารถลดการเกิดภาวะซีดช่วงคลอดได้ 16 ในบางรายที่มีผลข้างเคียงจากการทานยาธาตุเหล็กก็สามารถที่จะให้ทานเพียงอาทิตย์ละ 1 – 3 ครั้งก็ได้โดยที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันภาวะซีดได้เท่ากัน 17

สำหรับมารดาที่มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ควรที่จะได้รับการเสริมธาตุเหล็ก 30 – 120 mg/day จนกระทั่งความเข้มข้นของเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ 18

Calcium

การเจริญของระบบกระดูกของทารกนั้นต้องการแคลเซียมทั้งหมดประมาณ 30 g ซึ่งนับเป็นปริมาณที่เล็กน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณของแคลเซียมทั้งหมดของหญิงตั้งครรภ์ ร่วมกับการที่มีการดูดซึมแคลเซียมที่เพิ่มขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ 19 ดังนั้นการให้เสริมแคลเซียมจึงไม่มีประโยชน์ในหญิงตั้งครรภ์ที่สุขภาพแข็งแรง ที่สามารถรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมได้อย่างเพียงพอ โดยปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับต่อวันของหญิงตั้งครรภ์ช่วงอายุ 19 – 50 ปี คือ 1,000 mg/day

การให้ยาแคลเซียมเสริมนั้นไม่ได้มีผลในการป้องกันการคลอดก่อนกำหนด หรือลดโอกาสการเกิดภาวะทารกน้ำหนักตัวน้อยกว่าอายุครรภ์20 แต่อาจมีส่วนช่วยในการป้องกันการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษในมารดาที่มีความเสี่ยงสูง

Folic

หญิงที่ต้องการตั้งครรภ์ควรได้รับการเสริมโฟลิค 0.4 – 0.8 mg/day เป็นเวลา 1 เดือนก่อนการตั้งครรภ์ หรือในช่วง 3 เดือนแรกของของการตั้งครรภ์ เพื่อลดโอการการเกิด Neural tube defect ของทารก 21,22

นอกเหนือจากนี้ การขาดโฟลิคยังสัมพันธ์กับการเกิดความพิการแต่กำเนิดของทารก เช่น ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ โรคหัวใจแต่กำเนิด เป็นต้น 23,24

Zinc

สังกะสีนั้นจำเป็นสำหรับการเจริญของทารกที่ปกติ ดังนั้นการขาดสังกะสีจึงสัมพันธ์กับภาวะทารกเจริญเติบโตช้า แต่โดยปกติแล้วหญิงตั้งครรภ์ทั่วไปสามารถที่จะได้รับสังกะสีอย่างเพียงพอจากการรับประทานอาหาร

Fluoride

การวัดปริมาณฟลูออไรด์ที่ได้รับนั้นสามารถทำได้ยาก อาจจะพบอยู่ได้ในอาหารบรรจุกระป๋องบางชนิด ชา หรืออาหารทะเลที่มีส่วนของกระดูก โดยปริมาณฟลูออไรด์ที่ควรได้รับในแต่ละวันคือ 3mg 25,26 ซึ่งอาจจะได้รับไม่เพียงพอ ในผู้ที่อยู่ในสถานที่ที่ไม่มีแหล่งน้ำที่มีฟลูออไรด์

ไม่มีคำแนะนำในการให้ฟลูออไรด์เสริมในระหว่างตั้งครรภ์ 27 และการให้เสริมฟลูออไรด์ในระหว่างตั้งครรภ์ก็ไม่ได้ช่วยในการฟันของทารก 28 หรือช่วยลดการเกิดฟันผุในภายหลัง 29 ส่วนการได้รับฟลูออไรด์ระหว่างตั้งครรภ์มากเกินไปก็ไม่ได้มีผลให้เกิดภาวะ Fluorosis ในทารก 30 เนื่องจากรกนั้นมีกระบวนการในการป้องกันปริมาณของฟลูออไรด์ที่มากเกินไป 31

การให้ยาวิตามินบำรุงแก่หญิงตั้งครรภ์

ตามคำแนะนำของ IOM และ CDC นั้นควรให้ยาวิตามินบำรุงแก่หญิงตั้งครรภ์ที่ไม่สามารถรับประทานอาหารที่เพียงพอ 10,32,33 ได้แก่ หญิงที่ตั้งครรภ์แฝด หญิงตั้งครรภ์ที่สูบบุหรี่อย่างมาก การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น หญิงตั้งครรภ์ที่ทานเฉพาะผัก ผลไม้ ผู้ที่ติดสารเสพย์ติด และในหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะ Lactase deficiency

ยาบำรุงนั้นจะประกอบไปด้วยส่วนประกอบต่าง ๆ กัน ตามแต่ละชนิดของยา แต่ทุก ๆ ชนิดควรที่จะมีองค์ประกอบที่สำคัญเบื้องต้นที่มักจะได้รับไม่เพียงพอจากอาหาร เช่น

  • ธาตุเหล็ก 30 mg
  • แคลเซียม อย่างน้อย 250 mg
  • โฟลิค อย่างน้อย 0.6 mg

นอกเหนือจากนี้ หญิงตั้งครรภ์ควรจะได้รับวิตามิน และเกลือแร่ที่เพียงพอตามตารางที่ 1

ตารางที่ 1 แสดงถึงปริมาณวิตามินและเกลือแร่ที่ควรได้รับในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร

ผลเสียจากการได้รับวิตามินและเกลือแร่ชนิดต่าง ๆ ที่มากเกินไป

เนื่องจากว่าในปัจจุบันหญิงตั้งครรภ์สามารถซื้อหายาบำรุงมารับประทานเองได้ง่าย จึงมีความเสี่ยงที่จะได้รับวิตามินและแร่ธาตุบางชนิดเกินความเหมาะสม และก่อให้เกิดอันตรายได้ เช่น ธาตุเหล็ก , วิตามินเอ และวิตามินดี

การที่ได้รับวิตามินเอมากกว่า 10,000 IU/day นั้นมีความเสี่ยงต่อความผิดปกติของทารก สำหรับประเทศที่กำลังพัฒนาซึ่งมีผู้ที่มีปัญหาขาดวิตามินเออยู่มากนั้น การให้วิตามินเอเสริม น้อยกว่า 10,000 IU/day หรือ อาทิตย์ละไม่เกิน 25,000 IU/day อาจมีประโยชน์สำหรับสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์ และทารก เช่น การลดภาวะซีดในหญิงตั้งครรภ์ โดยที่ไม่ได้มีผลต่อความผิดปกติของทารก 3,34 แต่ไม่ได้ลดอัตราการตายของหญิงตั้งครรภ์ หรือทารกแรกคลอด 35-39

ในส่วนของวิตามินดีนั้นยังไม่ทราบปริมาณที่ก่อให้เกิดอันตรายอย่างชัดเจน และมักจะพบการขาดวิตามินดีได้บ่อยมากกว่ามาก แต่ได้มีการประมาณไว้ว่าไม่ควรที่จะได้รับเกิน 400 IU/day 40 โดยที่ความจำเป็นในการให้วิตามินดีเสริมระหว่างตั้งครรภ์นั้นยังเป็นส่วนที่ยังต้องศึกษากันต่อไป

การได้รับไอโอดีนที่มากเกินไปก็สามารถก่อให้เกิดภาวะคอพอกในทารกได้ แต่อย่างไรก็ตามการขาดโอโอดีนก็มีผลเสียอย่างมาก ดังนั้นทาง WHO จึงได้แนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับไอโอดีน 250 mcg/day โดยอาจให้ในเสริมในยาเม็ดบำรุงครรภ์ที่ประกอบไปด้วยไอโอดีน 150 mcg 41

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงในขณะตั้งครรภ์

อาหารบางประเภทนั้นควรที่จะหลีกเลี่ยงในขณะตั้งครรภ์ ที่สำคัญได้แก่ ปลาบางชนิด เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ผักผลไม้ที่ไม่สะอาด หรือเนื้อสัตว์ที่ไม่ได้รับการปรุงให้สุก

อาหารมังสวิรัติ

การทานอาหารมังสวิรัติที่ไม่มีเนื้อสัตว์เลยนั้นทำให้ได้รับกรดอะมิโนที่จำเป็น , ธาตุเหล็ก , วิตามินบี 12 , วิตามินดี , แคลเซียม และไขมันบางชนิดไม่พียงพอ ก่อให้เกิดผลเสียต่อการพัฒนาของทารกในครรภ์ รวมทั้งทำให้ได้พลังงานที่ไม่เพียงพอ

การที่จะแก้ไขภาวะที่ได้รับกรดอะมิโนที่จำเป็นไม่เพียงพอนั้นอาจจะแก้ไขได้โดยการรับประทานผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง , อาหารที่ผสมกรดอะมิโนที่จำเป็น หรือเพิ่มการรับประทานผลิตภัณฑ์จากนม หรือไข่ถ้าสามารถทำได้

การเลือกรับประทานปลา

เนื่องจากในปลาบางชนิดนั้นมีการปนเปื้อนของปรอทอยู่มาก ซึ่งก่อให้เกิดการทำลายต่อระบบประสาทที่รุนแรง ดังนั้น FDA จึงได้แนะนำหญิงตั้งครรภ์ไว้ดังนี้

  • ควรงดการรับประทานปลาฉลาม , ปลาดาบ , king mackerel และ tilefish
  • ควรรับประทานปลาที่มีปริมาณปรอทปนเปื้อนน้อย สัปดาห์ละ12 ออนซ์ (ประมาณสองมื้ออาหาร) เช่น ปลาทูน่ากระป๋อง ปลาแซลม่อน ปลาดุก ยกเว้นปลาทูน่าขาว (Albacore) ที่ไม่ควรเกินอาทิตย์ละ 6 ออนซ์
  • ควรสอบถามกับทางท้องถิ่นสำหรับปริมาณของปรอทที่ปนเปื้อนในปลาที่จับได้ตามแม่น้ำ ทะเลสาบ โดยที่หากไม่มีข้อมูลนั้น ไม่ควรที่จะรับประทานเกิน 6 ออนซ์ต่อสัปดาห์

สำหรับการรับประทานปลาดิบ ที่ได้มีการแช่แข็งปลาเป็นอย่างดี เช่นที่พบในการทานซูชินั้นสามารถที่จะรับประทานได้อย่างปลอดภัย42

Caffeine

มีการศึกษาที่พบว่าคาเฟอีนมีผลเสียต่อการตั้งครรภ์ โดยอาจจะก่อให้เกิดการแท้งบุตร การคลอดก่อนกำหนด และการรบกวนต่อการเจริญของทารก อย่างไรก็ตามเป็นการยากที่จะวัดปริมาณคาเฟอีนที่มีอยู่ในเครื่องดื่มแต่ละแก้วได้ แต่ปริมาณของคาเฟอีนที่ได้รับในแต่ละวันนั้นไม่ควรเกิน 200 – 300 mg เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว

Artificial sweeteners

ไม่ได้มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าสารให้ความหวานแทนน้ำตาลชนิดต่าง ๆ อันได้แก่ aspartame , sucralose , saccharin , acesulfame , potassium หรือ stevioside นั้นเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดความพิการของทารก 43 แต่สำหรับ saccharin นั้นถูกขับออกได้ช้าในทารก44 ดังนั้นจึงมีผู้เชี่ยวชาญบางรายที่แนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้ saccharin ในระหว่างตั้งครรภ์

กรณีการตั้งครรภ์แฝด

สำหรับการตั้งครรภ์แฝดนั้นควรที่จะได้รับพลังงานที่เพิ่มขึ้นประมาณ 300 kcal เมื่อเทียบการการตั้งครรภ์เดี่ยว หรือ มากกว่าหญิงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ 600 kcal 45 โดยทาง IOM ได้มีคำแนะนำในเรื่องของน้ำหนักที่ควรเพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ดังนี้ 46

  • ผู้ที่ BMI < 18.5 kg/m2 ยังไม่มีข้อมูลที่เพียงพอ
  • ผู้ที่ BMI 18.5 – 24.9 kg/m2 ควรมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 16.8 – 24.5 kg
  • ผู้ที่ BMI 25.0 – 29.9 kg/m2 ควรมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 14.1 – 22.7 kg
  • ผู้ที่ BMI ≥ 30.0 kg/m2 ควรมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 11.4 – 19.1 kg

สำหรับการให้ยาวิตามินและเกลือแร่เสริมนั้น ควรที่จะให้ธาตุเหล็กและโฟลิคร่วมด้วยเสมอเนื่องจากมีโอกาสการเกิดภาวะโลหิตจางได้บ่อย นอกเหนือจากนี้ควรได้รับตามตารางที่ 2

ตารางที่ 2 แสดงถึงปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับในหญิงตั้งครรภ์แฝด

 

Reference

  1. American College of Obstetricians and Gynecologists. Nutrition and Women. ACOG Educational Bulletin 229. ACOG, Washington, DC 1996.
  2. Rothman KJ, Moore LL, Singer MR, et al. Teratogenicity of high vitamin A intake. N Engl J Med 1995; 333:1369.
  3. WHO, Safe vitamin A dosage during pregnancy and lactation: recommendations and report of a consultation www.who.int/nutrition/publications/micronutrients/vitamin_a_deficieny/WHO_NUT_98.4/en/index.html (1998) (accessed May 28, 2010).
  4. Kaiser L, Allen LH, American Dietetic Association. Position of the American Dietetic Association: nutrition and lifestyle for a healthy pregnancy outcome. J Am Diet Assoc 2008; 108:553.
  5. Oken E, Taveras EM, Kleinman KP, et al. Gestational weight gain and child adiposity at age 3 years. Am J Obstet Gynecol 2007; 196:322.e1.
  6. Schieve LA, Cogswell ME, Scanlon KS, et al. Prepregnancy body mass index and pregnancy weight gain: associations with preterm delivery. The NMIHS Collaborative Study Group. Obstet Gynecol 2000; 96:194.
  7. Mercer BM, Macpherson CA, Goldenberg RL, et al. Are women with recurrent spontaneous preterm births different from those without such history? Am J Obstet Gynecol 2006; 194:1176.
  8. www.iom.edu/CMS/3788/48191/68004/68230.aspx. (Accessed May 29, 2009).
  9. Persson LA, Arifeen S, Ekstrom EC, et al. Effects of Prenatal Micronutrient and Early Food Supplementation on Maternal Hemoglobin, Birth Weight, and Infant Mortality Among Children in Bangladesh: The MINIMat randomized trial. JAMA 2012; 307.
  10. Institute of Medicine, Food and Nutrition Board, Committee on Nutritional Status During Pregnancy, part II: Dietary Intake and Nutrient Supplements. National Academy Press 1990; Washington, DC.
  11. Kramer MS, Kakuma R. Energy and protein intake in pregnancy. Cochrane Database Syst Rev 2003; :CD000032.
  12. Innis SM. Trans fatty intakes during pregnancy, infancy and early childhood. Atheroscler Suppl 2006; 7:17.
  13. Haider BA, Yakoob MY, Bhutta ZA. Effect of multiple micronutrient supplementation during pregnancy on maternal and birth outcomes. BMC Public Health 2011; 11 Suppl 3:S19.
  14. Delgado, H, Lechug, A, Yarbrough, C, et al. Maternal nutrition-Its effects on infant growth and development and birthspacing. In: Nutritional Impacts on Women, Moghissi, KS, Evans, TN (Eds), Hagerstown, MD, Harper and Row 1977. p.133.
  15. Institute of Medicine. Dietary Reference Intakes: The Essential Guide to Nutrient Requirements. Washington, DC. National Academies Press, 2006.
  16. Pena-Rosas JP, Viteri FE. Effects of routine oral iron supplementation with or without folic acid for women during pregnancy. Cochrane Database Syst Rev 2006; :CD004736.
  17. Peña-Rosas JP, De-Regil LM, Dowswell T, Viteri FE. Intermittent oral iron supplementation during pregnancy. Cochrane Database Syst Rev 2012; 7:CD009997.
  18. Institute of Medicine. Iron Deficiency Anemia: Recommended Guidelines for the Prevention, Detection, and Management Among U.S. Children and Women of Childbearing Age. National Academy Press 1993; Washington, DC.
  19. Heaney RP, Skillman TG. Calcium metabolism in normal human pregnancy. J Clin Endocrinol Metab 1971; 33:661.
  20. Buppasiri P, Lumbiganon P, Thinkhamrop J, et al. Calcium supplementation (other than for preventing or treating hypertension) for improving pregnancy and infant outcomes. Cochrane Database Syst Rev 2011; :CD007079.
  21. U.S. Preventive Services Task Force. Folic acid for the prevention of neural tube defects: U.S. Preventive Services Task Force recommendation statement. Ann Intern Med 2009; 150:626.
  22. Wolff T, Witkop CT, Miller T, et al. Folic acid supplementation for the prevention of neural tube defects: an update of the evidence for the U.S. Preventive Services Task Force. Ann Intern Med 2009; 150:632.
  23. Obermann-Borst SA, Isaacs A, Younes Z, et al. General maternal medication use, folic acid, the MDR1 C3435T polymorphism, and the risk of a child with a congenital heart defect. Am J Obstet Gynecol 2011; 204:236.e1.
  24. Bliek BJ, van Schaik RH, van der Heiden IP, et al. Maternal medication use, carriership of the ABCB1 3435C > T polymorphism and the risk of a child with cleft lip with or without cleft palate. Am J Med Genet A 2009; 149A:2088.
  25. Standing Committee on the Scientific Evaluation of Dietary Reference Intakes, Food and Nutrition Board of the Institute of Medicine. Dietary Reference Intakes for Calcium, Phosphorus, Magnesium, Vitamin D, and Fluoride. 1997.
  26. 26 Dietary Reference Intakes: The Essential Guide to Nutrient Requirements. Otten, JJ, Hellwig, JP, Meyers, LD (Eds), The National Academies Press, Washington, DC 2006. pp. 530-541. Copyright ©2006, National Academy of Sciences.
  27. Recommendations for using fluoride to prevent and control dental caries in the United States. MMWR 2001; 50:RR-14.
  28. Sá Roriz Fonteles C, Zero DT, Moss ME, Fu J. Fluoride concentrations in enamel and dentin of primary teeth after pre- and postnatal fluoride exposure. Caries Res 2005; 39:505.
  29. Leverett DH, Adair SM, Vaughan BW, et al. Randomized clinical trial of the effect of prenatal fluoride supplements in preventing dental caries. Caries Res 1997; 31:174.
  30. Gupta S, Seth AK, Gupta A, Gavane AG. Transplacental passage of fluorides. J Pediatr 1993; 123:139.
  31. Levy SM, Hillis SL, Warren JJ, et al. Primary tooth fluorosis and fluoride intake during the first year of life. Community Dent Oral Epidemiol 2002; 30:286.
  32. Moos MK, Dunlop AL, Jack BW, et al. Healthier women, healthier reproductive outcomes: recommendations for the routine care of all women of reproductive age. Am J Obstet Gynecol 2008; 199:S280.
  33. Dietary reference intakes for calcium and vitamin D. www.iom.edu/vitamind.
  34. Checkley W, West KP Jr, Wise RA, et al. Maternal vitamin A supplementation and lung function in offspring. N Engl J Med 2010; 362:1784.
  35. Kirkwood BR, Hurt L, Amenga-Etego S, et al. Effect of vitamin A supplementation in women of reproductive age on maternal survival in Ghana (ObaapaVitA): a cluster-randomised, placebo-controlled trial. Lancet 2010; 375:1640.
  36. Costello A, Osrin D. Vitamin A supplementation and maternal mortality. Lancet 2010; 375:1675.
  37. Oliveira-Menegozzo JM, Bergamaschi DP, Middleton P, East CE. Vitamin A supplementation for postpartum women. Cochrane Database Syst Rev 2010; :CD005944.
  38. van den Broek N, Dou L, Othman M, et al. Vitamin A supplementation during pregnancy for maternal and newborn outcomes. Cochrane Database Syst Rev 2010; :CD008666.
  39. West KP Jr, Christian P, Labrique AB, et al. Effects of vitamin A or beta carotene supplementation on pregnancy-related mortality and infant mortality in rural Bangladesh: a cluster randomized trial. JAMA 2011; 305:1986.
  40. ACOG Committee on Obstetric Practice. ACOG Committee Opinion No. 495: Vitamin D: Screening and supplementation during pregnancy. Obstet Gynecol 2011; 118:197.
  41. Stagnaro-Green A, Abalovich M, Alexander E, et al. Guidelines of the American Thyroid Association for the diagnosis and management of thyroid disease during pregnancy and postpartum. Thyroid 2011; 21:1081.
  42. Spogen, D, Passalacqua, B. Evidence-Based Practice 2008; 11:5.
  43. www.Reprotox.org. (Accessed April 2, 2008).
  44. Cohen-Addad N, Chatterjee M, Bekersky I, Blumenthal HP. In utero-exposure to saccharin: a threat? Cancer Lett 1986; 32:151.
  45. American College of Obstetricians and Gynecologists. Special problems of multiple gestation. In: ACOG Educational Bulletin 253, American College of Obstetricians and Gynecologists, Washington, DC 1998.
  46. www.iom.edu/CMS/3788/48191/68004/68230.aspx. (Accessed May 29, 2009).

Login Form