Drugs Commonly Used in OB-GYN
Oxytocin (Syntocinon)
การบริหารยา oxytocin แก่มารดาเพื่อก่อให้เกิดการเจ็บครรภ์ (induction of labour) หรือช่วยเพิ่มการหดรัดตัวของมดลูก (augmentation) อย่างปลอดภัยคือ การให้ยา oxytocin หยดเข้าทางหลอดเลือดดำ โดยผสมในสารละลาย 5% dextrose จุดมุ่งหมายคือการใช้ oxytocin จำนวนน้อยที่สุดสำหรับมารดาแต่ละราย เพื่อให้ได้การหดรัดตัวที่คล้ายคลึงกับการเจ็บครรภ์ตามธรรมชาติ ทั้งนี้เป็นเพราะการตอบสนองของมดลูกต่อขนาดของ oxytocin ในมารดาแต่ละรายแตกต่างกัน
เริ่มต้นด้วยการใช้ยาขนาดต่ำที่สุด แล้วปรับเพิ่มขนาดยาให้เหมาะสมกับมารดาแต่ละราย การบริหารยามีหลายวิธี แต่ละเทคนิคมีข้อแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย คือ ในแง่ของขนาดของยาที่ปรับเพิ่มในแต่ละครั้ง ช่วงเวลาในการปรับและขนาดของยาสูงสุดที่ควรให้แก่ผู้ป่วย เนื่องจากการใช้ยา oxytocin ต้องการความแน่นอนของยาต่อนาที ดังนั้นจึงควรใช้เครื่องมือ automatic infusion pump
ก่อนการให้ยาต้องพิจารณา และประเมินว่าไม่มีข้อบ่งห้ามของการให้ oxytocin เช่น cephalopelvic disproportion ( CPD ) ทารกอยู่ในท่าผิดปกติ เช่น ท่าขวาง , marked overdistention uterus : polyhydramnios , excessive large fetus , multiple fetus หรือเคยมี previous uterine scar, high parity , thick meconium stained amniotic fluid ในกรณีที่มี some degree ของ CPD โดยกลไกของธรรมชาติที่จะป้องกัน uterine rupture จะทำให้มี hypotonic uterine dysfunction จึงเป็นข้อที่พึงระวังไว้ด้วย
*Syntocinon (synthetic oxytocin 5,10 unit/amp )
- Syntocinon 10 units + 5%D/W หรือ 5%D/NSS 1,000 ml IV drip ด้วย rate 2mU-40mU/min ( 3-60 drops/min ) มักใช้ไม่เกิน 20 mU/min ( 30 d/min )
- ปรับ rate ทุก 15-30 นาทีโดยเพิ่มครั้งละ 2 mu/min หรือ 3 d/min เพื่อให้ได้ adequate uterine contraction คือ duration 40-60 second , interval 2-3 minutes, intensity แรงดี
- ควรมี main tube IV ด้วยเสมอเป็น 5%D/NSS หรือ LRS โดย oxytocin เป็น side tube เนื่องจากผู้ป่วย NPO และเพื่อในกรณีฉุกเฉินที่ต้องให้สารน้ำผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเสียเลือดมากหรือเพื่อทำ intrauterine resuscitation และป้องกันการให้ bolus dose oxytocin ซึ่งถ้าให้ IV bolus dose จะทำให้เกิด hypotension ได้
- half life of oxytocin ประมาณ 5 นาที
- ACOG ( 1995 ) แนะนำให้ monitor uterine contraction และ fetal heart rate เช่นเดียวกับ high risk pregnancy แต่อย่างไรก็ดี การคลำ uterine contraction และการฟัง FHS บ่อยๆ ก็ได้การยอมรับว่าดีพอๆ กับการติด electronic monitor
- สิ่งที่สำคัญ คือ แพทย์จะต้องเฝ้าผู้คลอดขณะให้ยา oxytocin ตลอดอย่างใกล้ชิด ห้ามทิ้งผู้ป่วยไว้ตามลำพังอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะในช่วง 15-30 นาทีแรก เพื่อสังเกตการตอบสนองของมดลูก และควบคุมการหยดของยาให้ได้จำนวนที่เหมาะสม ฟังอัตราการเต้นของหัวใจทารกทุก 30 นาที ( ในรายที่ไม่ใช่ high risk หรือทุก 15 นาที ในรายที่เป็นhigh risk ) รวมทั้งวัดความดันโลหิต ชีพจรของผู้คลอดทุกชั่วโมง ( ถ้ามี risk ควรตรวจทุก 30 นาที ) วัดอุณหภูมิร่างกายทุก 4 ชั่วโมง และสังเกตอาการผิดปกติต่างๆ เช่น เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด, meconium เป้าหมายคือ ให้ได้ uterine contraction ที่พอเหมาะเพื่อให้มีความก้าวหน้าของปากมดลูก และการเคลื่อนลงมาของส่วนนำและหลีกเลี่ยงการเกิด uterine hyperstimulation และ fetal distress
- ถ้า FHR เป็นแบบ late deceleration หรือ significant variable deceleration ควรหยุดให้ยา และทำ Intrauterine resuscitation
- ถ้ามีการหดรัดตัวของมดลูกนานกว่า 90 วินาที หรือ ความถี่ของการหดรัดตัวมากกว่าทุก 2 นาที ( หรือมี 6 ครั้งใน 10 นาที ) ถือว่าเป็น hyperstimulation ให้หยุดให้ oxytocin ทันที มิฉะนั้นจะเกิด tetanic uterine contraction ซึ่งเป็นอันตรายต่อทั้งมารดาและทารกในครรภ์ ให้เฝ้าสังเกต fetal heart rate pattern และอาจพิจารณาให้ tocolytic drugs
- ถ้าให้ยา oxytocin อย่างถูกต้องนาน 4-6 ชั่วโมงแล้วยังไม่เกิดการเจ็บครรภ์หรือ uterine contraction ตามต้องการ ควรพิจารณาหยุดให้ยา
- ภายหลังทารกคลอดต้องให้ยา oxytocin ต่อไปอีกอย่างน้อย 2 ชั่วโมงและอาจให้ขนาดของยาสูงขึ้นเพื่อป้องกันการตกเลือดหลังคลอดจากมดลูกไม่หดรัดตัว
- ภาวะแทรกซ้อนจากการให้ oxytocin ได้แก่
-
- ทารกในครรภ์ขาดออกซิเจน มักเกิดจากมดลูกถูกกระตุ้นในหดรัดตัวรุนแรงถี่เกินไป หรือเกิดภาวะการตึงตัวมากกว่าปกติของกล้ามเนื้อมดลูกในช่วงคลายตัว
- ruptured uterus เกิดจากการไม่ระมัดระวังในการให้ oxytocin และเลือกผู้ป่วยไม่เหมาะสม
- precipitated labour
- abruptio placentae
- amniotic fluid embolism
- postpartum hemorrhage จาก uterine atony
- water intoxication จากฤทธิ์ antidiuretic effect เมื่อใช้ยาขนาดเกินกว่า 20 mu/min เป็นเวลานาน โดยเฉพาะเมื่อให้ร่วมกับ electrolyte free solution ทำให้มี dilutional hyponatremia ผู้ป่วยจะมีอาการ weakness, lethargy , mental confusion , convulsion , coma และอาจถึงแก่ชีวิตได้
Drug Used in Pre-eclampsia
MgSO4 (Magnesium sulfate)
ใช้ระงับและป้องกันการชักได้โดยลดการหลั่ง acetylcholine จาก motor nerve impulse และลดความไว ( sensitivity ) ใน motor end plate ที่จะตอบสนองต่อ acetylcholine ด้วยการทำให้เกิด peripheral neuromuscular blockade อย่างไรก็ตามในปัจจุบันกลไกที่เชื่อกันมากที่สุด คือ การออกฤทธิ์ inhibit ที่ central nervous system
ยานี้ไม่ทำให้ผู้ป่วยหมดสติแต่มีฤทธิ์เป็น mild sedativeและทำให้มี vasodilatation จึงมีฤทธิ์ antihypertensive effect ด้วย แต่อย่างไรก็ตามจะไม่ใช้ MgSO4 เพื่อลดความดันโลหิตในผู้ป่วย
ข้อควรระวังในการใช้ยานี้คือ หากมีระดับ MgSO4 สูงถึง 10 mEq/L reflex จะหายไป สูงถึง 12 mEq/L จะหยุดหายใจ ประมาณ 15 mEq/L หัวใจจะหยุดทำงานในระยะ diastolic
Plasma Mg++ level
- 4 -7 mEq/L : prevent eclamptic convulsion
- 8 -10 mEq/L : loss of patellar reflex
- 12 mEq/L : severe respiratory depression and arrest
- 15 mEq/L : cardiac arrest
MgSO4 ที่ใช้มี 3 concentration คือ
- 10% MgSO4 10 ml = 1 gm
- 20% MgSO4 5 ml = 1 gm
- 50% MgSO4 2 ml = 1 gm
ในร.พ.มหาราชนครเชียงใหม่มีชนิด 10% , 50%
การบริหารยา
1. ก่อนให้ยาทุกครั้งต้องตรวจผู้ป่วยและเช็ค
สภาพต่างๆ ดังนี้คือ
- patellar reflex ยังคงมีอยู่
- urine output 4 ชั่วโมง ไม่น้อยกว่า 100 ml หรือ 30 ml/hr เนื่องจาก Mg++ เกือบทั้งหมดขับออกทางไต ถ้าปัสสาวะออกน้อยลง ระดับยาจะยังคงสูงอยู่ในเลือด จะทำให้เกิด MgSO4 toxicity ได้
- ไม่มี respiratory depression อัตราการหายใจไม่ควรน้อยกว่า 14 ครั้งต่อนาที
- ต้องเตรียม 10 % calcium gluconate 10 ml (1 gm) เป็นantidote ให้พร้อมไว้เสมอ สำหรับฉีดเพื่อแก้ Mg++ toxicity ถ้ามี respiratory depression ก็ให้ calcium gluconate 1 gm IV ช้าๆ ร่วมกับให้ oxygen แต่ถ้าเกิด respiratory arrest ต้อง endotracheal intubation และ artificial ventilation
2. Dose แรกให้ MgSO4 4 gm IV ฉีด ช้าๆ ด้วยอัตรา 1gm /min ( ใช้ 10% MgSO4 40 ml )
3. ต่อมามีวิธีการให้ 2 แบบ คือ
Zuspan method ( แบบที่ใช้ในร.พ. มหาราชนครเชียงใหม่ )
- หลังจากเริ่มต้นให้ MgSO4 IV 4 gm เป็น loading dose เช่นกันแล้วให้หยดเข้าหลอดเลือดดำในอัตรา 2 gm / hr (ผสม 50 % MgSO4 40 ml (20 gm) + 5% D/NSS or 5%D/W 1,000 ml IV drip rate 25 d/min )
- หยด MgSO4 ไปจนครบ 24 ชั่วโมงหลังคลอด
การให้ MgSO4 ทางหลอดเลือดดำมีข้อดีคือ สะดวก และผู้ป่วยไม่เจ็บ สามารถหยุดยาได้ทันทีที่เกิด toxicity
Prichard method (เช่น การรักษาที่ Parkland Memorial Hospital)
- 50 % MgSO4 10 gm IM. (โดยแบ่งฉีดสะโพกข้างละ 5 gm : deeply in the upper outer quadrant of both bottocks โดยใช้เข็มยาว 3 นิ้ว เบอร์ 20 อาจผสม 2 % xylocaine 1.0 ml เพื่อลดความเจ็บปวดได้บ้าง
- ในกรณีที่ชัก ถ้ายังมีอาการชักอยู่หลังฉีด 15 นาที ให้ฉีด MgSO4 ได้อีก 2 gm ด้วยอัตรา 1 gm / min ถ้าผู้ป่วยตัวใหญ่มากอาจใช้ถึง 4 gm
- ฉีด 50 % MgSO4 5 gm IM ทุก 4 ชั่วโมง
- หยุดให้ MgSO4 หลังคลอด 24 ชั่วโมง
การฉีดยาเข้ากล้ามมีข้อเสียอยู่บ้างคือ
- discomfort บริเวณที่ฉีดยา ซึ่งอาจจะมากจนกระตุ้นให้เกิดการชักได้
- absorption ของยาไม่แน่นอน เนื่องจากผู้ป่วยมัก edema
- เมื่อฉีดเข้ากล้ามแล้วไม่สามารถจะหยุดยาได้เหมือน intravenous drug ในกรณีที่มี toxicity เกิดขึ้น
- การ monitor ผู้ป่วย
- ควรเฝ้าระวังการหายใจ และปริมาณปัสสาวะที่ออกแต่ละชั่วโมง ถ้าพบว่าหายใจ น้อยกว่า 14 ครั้งต่อนาที ปัสสาวะออกน้อยกว่า 25 ml/hr ไม่มี patellar reflex ควรหยุดให้ MgSO4 ทันที และเตรียม calcium gluconate และพร้อมที่จะใส่ท่อช่วยหายใจทันที
ยา Anticonvulsant อื่นๆ
Diazepam
นิยมใช้ในประเทศอังกฤษเพื่อป้องกันและหยุดอาการชัก เป็นยากล่อมประสาทและป้องกันการชักที่มี safety margin กว้าง ใช้ dose 5-10 mg IV ให้ซ้ำได้จนถึง maximum 30 mg แต่มีผลเสียต่อทารก คือ อาจทำให้เกิด apnea , hypotonia , poor feeding และ temperature regulation imbalance ในทารกแรกคลอดได้ จึงแนะนำให้ใช้ diazepam เพียงในรายหลังคลอด หรือเพียงเพื่อหยุดอาการชักครั้งแรกที่เริ่มรักษา
ยาลดความดัน
Dihydralazine (NepresolÒ ) ( 25 mg / amp )
เป็น direct arteriolar vasodilator ออกฤทธิ์โดยตรงต่อกล้ามเนื้อหลอดเลือด เป็นยาลดความดันโลหิตที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษา PIH สามารถลด cerebral hemorrhage ในแม่ได้และยังมีผลดีต่อ placental perfusion ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหากความดันโลหิตลดลงมากเกินไปจะทำให้ placental perfusion แย่ลง และ เป็นอันตรายต่อทารกได้
- ใช้เมื่อ systolic BP > 160 mmHg และ/หรือ diastolic BP > 110 mmHg
- การบริหารยา
- initial dose 5 mg IV แล้ววัด BP ทุก 5 นาที x 4 ครั้ง ถ้า Pd ยังลดไม่ถึง 90-100 mmHg ใน 20 นาที จะให้อีก 10 mg IV แล้ววัด BP ทุก 5 นาที x 4 ครั้ง ห้ามให้ large dose เป็น initial dose
- Repeat dose ได้ทุก 20 นาที จนกว่า Pd ประมาณ 90-100 mmHg มักใช้ Hydralazine 5-20 mg
- ระดับของความดันโลหิตที่พอใจคือ Pd ประมาณ 90- 100 mmHg
- ถ้า blood pressure ยังคงสูงอยู่ตลอดอาจใช้ intravenous drip โดยผสม Nepresol 25 mg + 5% D/W 500 ml IV drip titrate dose ตาม BP หรือฉีดเป็น single dose ได้ถ้า Pd กลับสูงเกิน 100 mmHg อย่างไรก็ดี ควรอยู่ในความดูแลแลบริหารโดยอายุรแพทย์จะดีกว่า
- ถ้าให้ IV form
- onset 10-20 min
- maximum 20-40 min
- duration 4-8 hrs.
- ก่อนฉีดต้องมี IVfluid keep veinไว้เสมอ
- Side effect : tachycardia , palpitation, headache , flushing , nausea, vomiting , hypotension
- Pd ไม่ควรน้อยกว่า 90 mmHg เพราะจะทำให้ placental perfusion ลดลงอาจเกิด FHE deceleration ได้
Calcium channel blockers
Nifedipine (soft capsule) เช่น adalat, nelapine 10 mg sublingual
Nifedipine (film-coated tablet) เช่น nifecard 10 mg oral
การเฝ้าระวัง
- วัดความดันโลหิตทุก 5 นาที หลังได้รับยา (ระวังภาวะ hypotension ในกรณีได้ยาแบบ sublingual)
- หากความดันโลหิตไม่ลดลงภายใน 30 นาที พิจารณาให้ยาลดความดันโลหิตซ้ำ (ขนาดยาสูงสุดไม่เกิน 40 mg)
- ปรับความดันโลหิตให้อยู่ในช่วง 140/90 – 155/105 mmHg
Antihypertensive drug ตัวอื่นๆ เช่น Diazoxide ( Hyperstat ) ซึ่งเป็น very potent antihypertensive ให้ทางหลอดเลือดดำมีผลเสีย คือ arrest labour , retention of water ;sodium , uric acid , serious hyperglycemia in mother and newborn , อาจทำให้เกิด irreversible and lethal hypotension
ส่วน Sodium nitroprusside ซึ่งให้ intravenous drip ยาสามารถผ่าน placenta ได้ อาจทำให้เกิด cyanide poisoning ได้ใน fetus และยังเพิ่ม intracranial pressure ด้วย
Analgesia and sedation during labor
การให้ยาระงับปวดและยากล่อมประสาท นิยมให้ในช่วง first stage of labour เพื่อลดอาการปวดและช่วยให้มารดาสงบลงและพักได้มากขึ้น ยาที่นิยมใช้ได้แก่ narcotic analgesia เช่น meperidine ( Pethidine Ò) ร่วมกับ transquilizer drugs เช่น promethazine ( PhenerganÒ)
Pethidine
- เป็น narcotic analgesia ที่มี sedative effect ด้วย กด respiratory center น้อยกว่า morphine เพราะผ่าน blood brain barrier ได้น้อยกว่า ขนาดยาที่ใช้กันทั่วไป คือ 50 – 100 mg โดย
- Intramuscular : onset 10-15 min , duration 3-4 hrs. peak analgesic effect 45 mins
- Intravenous : onset 5-10 min , duration 3-4 hrs
- การฉีดเข้ากล้ามให้ฉีดซ้ำได้ทุก 3-4 ชั่วโมง การให้ยาขนาดน้อยๆ แต่บ่อยครั้งจะดีกว่าการให้ยาในขนาดสูงแต่นานๆ ครั้ง
- ถ้าการคลอดเกิดขึ้นเร็วทารกจะถูกกดด้วยยาน้อยกว่า กล่าวคือ จะกดเด็กมากถ้าคลอดชั่วโมงที่ 2-3 หลังได้ยา แต่มีผลน้อยถ้าเด็กคลอดภายใน 1 ชั่วโมงหรือหลังจากฉีดยาไปแล้ว 4 ชั่วโมง
- การให้ meperidine เข้าทางหลอดเลือดดำ ยาจะออกฤทธิ์เร็วกว่าแต่ก็หมดฤทธิ์เร็วขึ้นด้วย บางท่านแนะนำให้ฉีดเข้าเส้นเลือดดำขณะที่มดลูกหดรัดตัวเพื่อที่ยาจะได้ผ่านไปยังทารกน้อยลงด้วย อย่างไรก็ดีในทารกที่มีอัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติแบบต่างๆ เช่น variable deceleration, late deceleration, bradycardia เป็นต้น ควรต้องระมัดระวังในการให้ยา เนื่องจากอาจมีผลต่อเด็กได้
- ผลของยา meperidine นั้น เดิมเคยเชื่อกันว่าจะทำให้มดลูกหดรัดตัวไม่ดี แต่จากหลักฐานในปัจจุบันพบว่า meperidine อย่างเดียวหรือร่วมกับ promethazine ในขนาดที่กำหนด ไม่ลดการหดรัดตัวของมดลูก แต่อาจเพิ่มการหดรัดตัวได้เล็กน้อยด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดีควรให้ยาเมื่อเข้าสู่ active phase of labour
Promethazine ( Phenergan)
มีฤทธิ์ antiemetic & sedative นิยมใช้ร่วมกับ analgesia เพื่อ control pain ทำให้ใช้ขนาดของ meperidine ได้น้อยลงและป้องกันอาการคลื่นไส้ อาเจียน จากผลของ meperidine ขนาดของยาที่ใช้ 25 mg IM or IV
Narcotic antagosist (Narcan)
เนื่องจากยา meperidine ผ่านรกไปยังทารกได้ และมีฤทธิ์กดการหายใจของทารก โดยกดศูนย์การหายใจโดยตรง ดังนั้นถ้าทารกคลอดมาในขณะที่ยายังออกฤทธิ์อยู่ จึงจำเป็นต้องให้ยาแก้ฤทธิ์กดการหายใจ ยาที่นิยมใช้มากที่สุดคือ naloxone hydrochloride ( NarcanÒ) ซึ่งเป็น narcotic antagonist ที่สามารถแก้ฤทธิ์กดการหายใจได้ แต่ยาก็จะไปต้านฤทธิ์ระงับปวดด้วยเหมือนกัน ในกรณีที่ให้ยาแก่แม่ก่อนเพื่อหวังผลแก้ฤทธิ์กดเด็กนิยมให้ 15 นาทีก่อนคลอด ฉีดเข้าเส้นเลือดดำมารดา ยาจะผ่านรกได้เร็วมาก ตรวจพบ naloxone ในเลือดลูกภายใน 2 นาที และมีระดับสูงภายใน 10-30 นาที อย่างไรก็ดีควรให้ยานี้แก่เด็กโดยตรงถ้ามีการกดการหายใจหลังคลอดเกิดขึ้น
ขนาดยาที่ใช้
Narcan (1 amp = 0.4 mg ) 0.1 mg/kg ของทารกฉีดเข้าumbilical vein หรือเข้ากล้ามเนื้อต้นขา
( ACOG 1996 ) ถ้าไม่มี response อาจให้ซ้ำได้อีก เนื่องจาก naloxone มีระยะเวลาออกฤทธิ์สั้นกว่า meperidine จึงต้องดูแลทารกใกล้ชิดหลังคลอด ถ้าการหายใจถูกกดก็ให้ยาซ้ำได้อีก สำหรับ narcotic antagonist อื่นๆ เช่น levallorphan (Lorphan) , nalorphine ( Nalline ) สามารถใช้แทน naloxone ได้ แต่ต้องระวังเพราะยาอาจเพิ่มการกดการหายใจของทารกได้ ถ้าให้ยาเกินขนาด แต่ naloxone ไม่กดการหายใจแม้จะได้รับยาเกินขนาด
Suppress Lactation
ในมารดาที่ไม่ต้องการให้นมบุตรหรือ คลอดบุตร stillbirth หรือมีโรคร้ายแรงที่ไม่ควรให้นมบุตรจำเป็นต้องยับยั้งการหลั่งน้ำนม และลดภาวะ breast engorgement การรักษาแบ่งเป็น
1. Symptomatic and supportive treatment
· งด suckling stimuli อย่าให้ทารกดูดนมหรือ ห้ามทำ breast pumping จะทำให้หยุด lactation ใน 1 สัปดาห์ โดยไม่ต้องใช้ยาใดๆเลย
· support เต้านมด้วย breast binder
· ประคบน้ำเย็น ( cold pack ) จะช่วยลด venous congestion ได้บ้าง
· ให้ยาแก้ปวด เช่น paracetamol
2. Medical treatment
Estrogen จะให้ผลดีที่สุดเมื่อให้ก่อนคลอด แต่อาจมีผลเสียในระยะยาวต่อทารกได้ จึงนิยมให้หลังคลอดทันที ต้องให้ยาในขนาดสูงเป็นเวลานานๆ หรือใช้ยาที่มีฤทธิ์นานขนาดสูง เดิมนิยมใช้เป็นแบบ estrogen เดี่ยวๆ หรือร่วมกับ testosterone ( Ablacton â : Estrogen +Progesterone + Testosterone ) แต่ปัจจุบันไม่นิยมแล้วเนื่องจากอาจทำให้เกิด thromboembolism ได้
Dopamine agonist
bromocriptine or Parlodel â ออกฤทธิ์กระตุ้น PIF ทำให้ลดการหลั่งของ prolactin ใช้ได้ผลดีแม้มี lactation แล้วขนาดยา Parlodel â 2.5 mg/tab orally 1 x 2 x 14 days ได้ผล 95-100% ปัญหาที่พบในระยะเริ่มแรกของการใช้ยา คือ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ และหน้ามืดเป็นลม เนื่องจากความดันโลหิตต่ำ นอกจากนี้อาจพบอาการวิงเวียน อ่อนเพลีย ท้องบิด คัดจมูก หรืออาการทางจิตได้แต่น้อย อย่างไรก็ดีมีรายงานการใช้ bromocriptine ในการ suppress postpartum lactation ว่าทำให้เกิด hypertension ,seizure, stroke และ myocardial infarction ได้ ( Katz,1985; Ruch and Duhring,1989; Watson and associated,1989) Morgan (1995) ได้รวบรวมรายงานและสรุปว่าถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีหลักฐานว่า bromocriptine เป็นสาเหตุอย่างแน่ชัดต่อภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวแต่ก็ให้ตัด postpartum lactation suppression ออกจาก indication ในการใช้ bromocriptine(Physicians’ Desk Reference,1996 )
อย่างไรก็ดีปัจจุบันก็ยังนิยมใช้ bromocriptine ในการ suppress lactation เพียงแต่จากข้อมูลดังกล่าวทำให้เพิ่มความระมัดระวังในการใช้ยามากขึ้น
Lisulide (Dopergine)
ให้ขนาด 0.2 mg 1 x 2 x 14 days เริ่มภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอดแต่ถ้าผู้ป่วยมีน้ำนมแล้วให้ 1 x 3 โดยให้ยานานจนกระทั่งน้ำนมหยุดแล้ว 4 วันจึงหยุดยา

