จัดทำโดย: พญ. ปิยากร พานิชยธรรม
อาจารย์ที่ปรึกษา: นพ. เศรษฐวัฒก์ เศรษฐเสถียร


บทนำ

เนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง (Borderline Ovarian Tumors) เป็นกลุ่มของเนื้องอกเยื่อบุผิวรังไข่ (Epithelial ovarian tumor) มีอัตราการเกิดประมาณ 1.8-4.8 ต่อ 100,00 คนต่อปี หรือ 15%-20% ของเนื้องอกรังไข่ชนิดเยื่อบุผิวทั้งหมด โดยเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งนี้มีลักษณะทางพยาธิวิทยาก้ำกึ่งระหว่างเนื้องอกธรรมดา (Benign ovarian tumor) กับมะเร็งรังไข่ (Ovarian cancer) และมีการลุกลามไปเป็นมะเร็งอยู่ในระดับต่ำ (Low malignant potential) ซึ่งต่างจากมะเร็งรังไข่ทั่วไป ทั้งในแง่ของลักษณะทางคลินิก พยากรณ์โรค และกลุ่มอายุของผู้ป่วย โดยมากพบในผู้หญิงอายุน้อย ส่วนใหญ่ได้รับการวินิจฉัยช่วงอายุ 30-50 ปี ในขณะที่มะเร็งรังไข่จะพบในกลุ่มคนอายุมากกว่า ช่วงประมาณ 50-70 ปี [1] นอกจากนี้ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง เช่น การได้รับยากระตุ้นไข่ ผู้หญิงที่ยังไม่มีบุตร ประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งรังไข่ หรือการสูบบุหรี่ ส่วนปัจจัยที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเนื้องอกรังไข่ เช่น ยาคุมกำเนิด การตั้งครรภ์ และการให้นมบุตร ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับมะเร็งรังไข่ แต่ความสัมพันธ์กับการกลายพันธุ์ของยีน BCRA นั้นยังพบได้น้อยมาก และเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งมักจะได้รับการวินิจฉัยในระยะเริ่มต้นของโรค (FIGO stage I) ส่งผลให้พยากรณ์โรคโดยรวมดีมาก อย่างไรก็ตามในบางกรณีอาจมีการกลับเป็นซ้ำได้ในระยะยาว ซึ่งจำเป็นต้องมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง [2], [3], [15]

เนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด serous (Serous borderline ovarian tumor) เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด mucinous (Mucinous borderline ovarian tumor) ซึ่งเป็น 2 กลุ่มหลักที่พบได้บ่อย และสุดท้ายคือ กลุ่มอื่นๆที่พบได้น้อย (Uncommon borderline ovarian tumors)

เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด serous (Serous borderline ovarian tumor)

เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด serous เป็นกลุ่มเนื้องอกรังไข่ที่พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง ประมาณ 10% ของเนื่องงอกรังไข่ชนิด serous ทั้งหมดเป็นเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง และ 50% เกิดขึ้นก่อนอายุ 40 ปี มีลักษณะสำคัญ ได้แก่ การเจริญเติบโตของเซลล์เยื่อบุแบบผิดปกติ (Epithelial hyperplasia) การเปลี่ยนแปลงของนิวเคลียสในระดับเล็กน้อย (mild nuclear atypia and mild increased mitotic activity) เซลล์อยู่กันเป็นกลุ่ม (detached cell clusters) และต้องไม่มีการบุกรุกสโตรมา (no stromal invasion) [1]

โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักตามการจำแนกขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แก่

  1. Typical serous borderline tumors ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้ประมาณ 90% (รูปที่ 1)
  2. Borderline tumors with micropapillary features ซึ่งพบประมาณ 5–10% (รูปที่ 2)

เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด serous พบได้ทั้งสองข้างของรังไข่ประมาณ 30-50% และควรระวังว่าประมาณ 40% ของเนื่องงอกกึ่งมะเร็งชนิด serous สามารถกระจายอยู่นอกรังไข่ได้ (implants) ซึ่งพบได้ตามเยื่อบุช่องท้อง อุ้งเชิงกราน และต่อมน้ำเหลือง ส่วนการกระจายออกนอกช่องท้องนั้นยังพบได้น้อย และมีรูปแบบการลุกลามที่แตกต่างกัน โดยเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด serous กลุ่ม typical serous มักไม่ค่อยมีการกระจายที่ลุกลาม มีโอกาสรอดชีวิตสูง ส่วนชนิด micropapillary มีความเกี่ยวข้องกับโรคที่มีการลุกลาม (microinvasion) คือมีการลุกลามเนื้อเยื่อไม่เกิน 10 มิลลิเมตร สัมพันธ์กับการเป็นซ้ำและการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง ทำให้โอกาสรอดชีวิตน้อยลง [1], [2], [15]

รูปที่ 1: เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง serous ชนิด typical serous
Jonathan SB, Diana PE, Teri AL, Michael F. Epithelial ovarian cancer. In: Jonathan SB, editor. Berek and Novak’s Gynecology, 16th Edition: Philadelphia: Wolters Kluwer; 2020. p. 2549.

รูปที่ 2: เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง serous ที่มีลักษณะ micropapillary
Jonathan SB, Diana PE, Teri AL, Michael F. Epithelial ovarian cancer. In: Jonathan SB, editor. Berek and Novak’s Gynecology, 16th Edition: Philadelphia: Wolters Kluwer; 2020. p. 2551.

เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด mucinous (Mucinous borderline ovarian tumor)

เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด mucinous เป็นกลุ่มเนื้องอกรังไข่ที่บรรจุสารคล้ายเมือก (mucin) ซึ่งมักมาจากกระเพาะอาหาร ลำไส้ หรือปากมดลูก พบได้รองลงมาจากเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด serous การวินิจฉัยเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด mucinous จำเป็นต้องตรวจชิ้นเนื้ออย่างละเอียดและครบถ้วน เพราะเนื้องอกกึ่งมะเร็งชนิด mucinous หนึ่งก้อนอาจมีทั้งบริเวณที่เป็นเนื้องอกธรรมดา ก้ำกึ่ง และมะเร็งผสมกันได้ [1]

โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักตามลักษณะเนื้อเยื่อและชนิดของเซลล์

  1. ชนิดทางเดินอาหาร (Gastrointestinal หรือ Intestinal type) ซึ่งพบได้ประมาณ 85% (รูปที่ 3)
  2. ชนิดที่คล้ายเยื่อบุปากมดลูก (Endocervical-like type หรือ Seromucinous) ที่พบประมาณ 15% (รูปที่ 4)

รูปที่ 3: เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง Mucinous ชนิดทางเดินอาหาร
Hart, W. Borderline epithelial tumors of the ovary. Mod Pathol 18 (Suppl 2), S33–S50 (2005).

รูปที่ 4: เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง Mucinous ชนิดเยื่อบุปากมดลูก
Nagamine, M., & Mikami, Y. (2020). Ovarian Seromucinous Tumors: Pathogenesis, Morphologic Spectrum, and Clinical Issues. Diagnostics, 10(2), 77.

เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด mucinous ส่วนมากพบข้างเดียวของรังไข่ และรอยโรคมักจะอยู่แค่ภายในรังไข่ 95-98% กลุ่ม gastrointestinal มักไม่มีการลุกลามของเนื้องอกสู่เยื่อบุช่องท้อง (peritoneal implants) จึงไม่พบระยะลุกลาม (advanced stage) ของโรค ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของชนิดนี้ หากตรวจพบระยะลุกลาม ควรตรวจสอบอวัยวะอื่น เช่น ไส้ติ่งและลำไส้ เพื่อแยกมะเร็งที่อาจเริ่มต้นจากที่อื่น แล้วแพร่กระจายมายังรังไข่ ในขณะที่กลุ่ม endocervical-like หรือ seromucinous มีลักษณะทางเนื้อเยื่อและพฤติกรรมใกล้เคียงกับเนื้องอกกึ่งมะเร็งชนิด serous และสามารถพบการลุกลามแบบมีการแทรกซึมได้ [2]

นอกจากเนื้องอกที่มีต้นกำเนิดในรังไข่ สามารถพบมะเร็งชนิด mucinous ที่แพร่กระจายจากอวัยวะอื่นมายังรังไข่ได้ เช่น ทางเดินอาหาร (ลำไส้, ตับอ่อน, ถุงน้ำดี) หรือปากมดลูก ซึ่งมักมีขนาดเล็ก และพบทั้งสองข้างของรังไข่ ต่างจากมะเร็ง mucinous ของรังไข่ ที่ต้นกำเนิดมักมีขนาดใหญ่และอยู่เพียงข้างเดียว ในกรณีที่พบภาวะมีเมือกสะสมในช่องท้อง (pseudomyxoma peritonei) ซึ่งเคยเชื่อว่าเกิดจากเนื้องอกกึ่งมะเร็งของรังไข่ แต่ปัจจุบันพบว่าเป็นผลจากมะเร็ง mucinous low-grade ของไส้ติ่งที่แตกและลุกลามเข้าสู่ช่องท้องเป็นส่วนใหญ่ และกรณีที่เกิดจากเนื้องอกในรังไข่เอง เช่น dermoid หรือ mature cystic teratoma นั้นพบได้น้อยมาก [1], [2]

เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งกลุ่มที่พบได้น้อย (Uncommon borderline ovarian tumors)

นอกเหนือจากเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด serous และเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด mucinous ที่คิดเป็นกว่า 90% ของเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งทั้งหมด ยังมีเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งกลุ่มอื่นๆที่พบได้ไม่บ่อยอยู่ประมาณ 3%–4% ของเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งทั้งหมด โดยชนิดเหล่านี้ ได้แก่

  • เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง Endometrioid (Endometrioid borderline tumors) (รูปที่ 5)
    ประกอบด้วยต่อมหรือถุงน้ำที่มีลักษณะผิดปกติหรือมีเซลล์ที่แสดงความผิดปกติทางพยาธิวิทยาแบบมะเร็งชนิด endometrioid แต่ยังไม่มีการบุกรุกเข้าสู่สโตรมา พบในเนื้อเยื่อรังไข่ที่มีพังผืดหนาแน่น โดยมักเกิดจากเยื่อบุผิวรังไข่โดยตรงหรือมีความสัมพันธ์กับเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) และมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นมะเร็ง endometrioid ระดับต่ำได้

รูปที่ 5: เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง Endometrioid
Ricotta, G., Maulard, A., Candiani, M. et al. Endometrioid Borderline Ovarian Tumor: Clinical Characteristics, Prognosis, and Managements. Ann Surg Oncol 29, 5894–5903 (2022).

  • เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง Clear cell (Clear-cell borderline tumors) (รูปที่ 6)
    มักพบในคนวัยหมดประจำเดือน มีลักษณะเป็นต่อมหรือถุงน้ำที่บุด้วยเซลล์ใส (clear cells) หรือเซลล์แบบ hobnail cells ที่ผิดปกติ หรือลักษณะมะเร็งชัดเจน แต่ไม่มีการบุกรุกเข้าสู่สโตรมา ลักษณะนี้อาจพบได้น้อยเนื่องจากเนื้องอกต้นกำเนิดของมะเร็งชนิด clear-cell มักจะมีลักษณะเป็น endometriosis ที่มี atypia มากกว่าที่จะเป็นเนื้องอก clear-cell borderline

รูปที่ 6: เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง Clear cell
Ricotta, G., Maulard, A., Candiani, M. et al. Clear Cell Borderline Ovarian Tumor: Clinical Characteristics, Prognosis, and Management. Ann Surg Oncol 29, 1165–1170 (2022).

  • เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง Brenner (Transitional/Brenner borderline tumors) (รูปที่ 7)
    แสดงลักษณะของเนื้อเยื่อที่ผิดปกติหรือมีเซลล์มะเร็งชนิด transitional epithelium (Brenner tumor) แต่ไม่มีการบุกรุกเข้าไปในเนื้อเยื่อรอบๆ

รูปที่ 7: เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง Brenner
D’Angelo E, Prat J. Brenner Tumors of the Ovary. In: Raspollini MR, Lopez-Beltran A, eds. Gynecologic and Urologic Pathology: Similarities, Differences and Challenges. Cambridge University Press; 2019:247-253.

  • เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิดผสม (Mixed epithelial borderline tumors)
    เป็นเนื้องอกที่มีการผสมผสานของเซลล์ประเภทต่างๆ อย่างน้อยสองชนิดจากห้าประเภทหลัก ได้แก่ serous, mucinous, endometrioid, clear cell และ transitional cell โดยมากกว่า 50% ของกรณีที่พบ mixed epithelial borderline tumors มีความสัมพันธ์กับ endometriosis

การวินิจฉัย

เนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งมีลักษณะอาการทางคลินิกร่วมกับเนื้องอกชนิดธรรมดา (benign) และชนิดมะเร็ง (malignant) ของรังไข่ ผู้ป่วยประมาณ 30% ไม่มีอาการ ในขณะที่ 50–60% มีอาการที่ไม่จำเพาะ เช่น ปวดท้อง ท้องโต ท้องอืด เบื่ออาหาร และเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดได้ ทำให้การวินิจฉัยแยกโรคโดยอาศัยเพียงอาการทางคลินิกนั้นทำได้ยาก [6]

การตรวจร่ายกาย เริ่มตั้งแต่การคลำต่อมน้ำเหลืองบริเวณเหนือกระดูกไหปลาร้า รักแร้ และขาหนีบ การตรวจเต้านม ตรวจทรวงอก ตรวจหน้าท้องคลำขนาดของตับ และที่สำคัญการตรวจภายใน รวมทั้งการตรวจทวารหนักด้วย หากคลำพบก้อนแข็ง ขรุขระ ขยับได้ยาก ยิ่งทำให้ต้องสงสัยก้อนเนื้อไปทางกลุ่มมะเร็งเพิ่มขึ้น

การตรวจอัลตราซาวนด์ (ultrasound) โดยเฉพาะการใช้ร่วมกันระหว่างอัลตราซาวนด์ทางหน้าท้อง และทางช่องคลอด เป็นเครื่องมือหลักในการประเมินก้อนในอุ้งเชิงกราน โดยควรดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญ และควรเสริมด้วยดอพเลอร์สี (Color Doppler ultrasound) เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการแยกแยะลักษณะของเนื้องอก มีการศึกษาเรื่องการวินิจฉัยเนื้องอกกึ่งมะเร็งของ Borrelli et al. 2017 พบว่าการตรวจด้วยอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดมีความไว 77 % และความจำเพาะ 83% ส่วนการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) มีความไว 85% และความจำเพาะ 74% [7] หากตรวจด้วยอัลตราซาวนด์แล้วยังไม่สามารถระบุลักษณะของก้อนเนื้องอกได้แน่ชัด แนะนำพิจารณาการทำ MRI บริเวณอุ้งเชิงกรานร่วมด้วยได้ (รูปที่ 8)

รูปที่ 8: แสดงขั้นตอนการส่งตรวจเพื่อวินิจฉัยของเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง 2020
Guidelines of the French National College of Obstetricians and Gynecologists (CNGOF)

ลักษณะที่พบในภาพอัลตราซาวด์ที่ทำให้สงสัยเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง

  • ผนังภายในหนาหรือมีลักษณะไม่สม่ำเสมอ (thick or irregular septations)
  • มีส่วนที่เป็นเนื้อแน่น (solid components)
  • มีการยื่นของเนื้อเยื่อแบบปุ่มนูน (papillary projections)
  • อาจพบลักษณะเป็นถุงน้ำเล็กๆ หลายใบภายในปุ่มนูน (microcystic pattern) (รูปที่ 9)

รูปที่ 9: ภาพ (a, b) แสดงลักษณะของถุงน้ำขนาดเล็กจำนวนมาก (microcysts) ขนาดประมาณ 1–2 มม. ภาพ (c) แสดงภาพเนื้อเยื่อทางพยาธิวิทยาที่สอดคล้องกัน ซึ่งยืนยันโครงสร้างแบบ microcystic
Timor-Tritsch, I.E., Foley, C.E., Brandon, C., Yoon, E., Ciaffarrano, J., Monteagudo, A., Mittal, K. and Boyd, L. (2019), New sonographic marker of borderline ovarian tumor: microcystic pattern of papillae and solid components. Ultrasound Obstet Gynecol, 54: 395-402

จากการศึกษาวิจัยของ Timor et al. 2019 พบว่า microcystic pattern เป็นลักษณะจำเพาะที่พบได้แพร่หลายในเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง และไม่พบในเนื้องอกรังไข่ธรรมดาชนิด cystadenoma หรือมะเร็งรังไข่ชนิดเยื่อบุผิว ส่วนลักษณะอื่นๆ เช่นการมีผนังกั้นภายใน มีส่วนที่เป็นเนื้อแน่น และการมีเนื้อเยื่อแบบปุ่มนูนยังสามารถช่วยสนับสนุนเรื่องของเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งได้ [4]

การวัดระดับสารชีวภาพ CA-125 ไม่ใช่วิธีที่เชื่อถือได้ในผู้ป่วยเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง เนื่องจากกว่า 50% ของผู้ป่วยจะมีระดับ CA-125 ปกติ (<35 U/mL) ซึ่งอาจทำให้เกิดการวินิจฉัยที่ผิดพลาด หากพึ่งพาเพียงค่า CA-125 อย่างเดียว เช่นเดียวกับการใช้ Risk of Malignancy Index (RMI) ซึ่งแสดงผลต่ำในการจำแนกเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง โดยเฉพาะในผู้หญิงอายุน้อย และในก้อนเนื้อที่มีลักษณะซับซ้อน[5] สำหรับก้อนเนื้องอกรังไข่ที่ไม่ชัดเจนในภาพถ่าย แนะนำตรวจด้วย HE4 ร่วมกับ CA-125 มาใช้คำนวณคะแนน Risk of Ovarian Malignancy Algorithm (ROMA) เพื่อช่วยในการบอกโอกาสความเสี่ยงสูงหรือความเสี่ยงต่ำต่อการเป็นเนื้องอกมะเร็ง และถ้าหากสงสัยเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด mucinous ในภาพถ่าย อาจพิจารณาตรวจ CA19-9 ได้ [16]

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีลักษณะทางภาพถ่ายใด หรือระดับสารชีวภาพใดที่สามารถแยกเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง ออกจากมะเร็งรังไข่ได้อย่างชัดเจน จุดประสงค์หลักของการตรวจภาพถ่ายและระดับสารชีวภาพ จึงมุ่งเน้นไปที่การระบุผู้ป่วยที่อาจมีเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง หรือมะเร็ง เพื่อส่งต่อให้กับสูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง (gynecologic oncologist) เพื่อวินิจฉัยระยะของโรคได้อย่างแม่นยำ และวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งจะส่งผลต่อพยากรณ์โรคของผู้ป่วยในทางที่ดีขึ้น การวินิจฉัยที่แน่นอนยังคงต้องอาศัยการตรวจทางพยาธิวิทยาจากตัวอย่างชิ้นเนื้อที่ได้จากการผ่าตัดเท่านั้น [16]

Risk of Ovarian Malignancy Algorithm (ROMA)
Menopausal status Predictive Index (PI) High Predicted Probability (PP)
Premenopausal PI = -12.0 + (2.38 × ln(HE4)) + (0.0626 × ln(CA125)) ≥ 11.4%
Postmenopausal PI = -8.09 + (1.04 × ln(HE4)) + (0.732 × ln(CA125)) ≥ 29.9%

การรักษา

เนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งมักได้รับการวินิจฉัยในสตรีวัยเจริญพันธุ์ การวางแผนรักษาสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงต้องคำนึงถึงการอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์ (Conservative surgery) การรักษาภาวะมีบุตรยาก และการหลีกเลี่ยงการขาดฮอร์โมนก่อนวัยอันควรเป็นสำคัญ

การผ่าตัดแบบอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์ (Conservative surgery)

การผ่าตัดแบบอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์ เป็นการเก็บรักษามดลูกและรังไข่ไว้บางส่วน เหมาะสำหรับผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 40 ปี ยังต้องการมีบุตร พร้อมที่จะตรวจติดตามอย่างต่อเนื่อง และต้องไม่มีเนื้องอกที่ลุกลามแบบฝึงลึก (invasive implants) พบว่าการผ่าตัดดังกล่าวมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามอัตราการกลับเป็นซ้ำ 10-20% สูงกว่าแบบตัดออกทั้งหมดซึ่งมีอัตราการกลับเป็นซ้ำประมาณ 5% แต่ส่วนใหญ่เป็นการกลับเป็นซ้ำของเนื้องอกแบบก้ำกึ่งมะเร็งที่ไม่ลุกลาม และสามารถรักษาได้ สำหรับระยะต้นอัตราการแพร่กระจายนอกรังไข่ยังน้อยประมาณ 2% เมื่อเทียบกับระยะลุกลามประมาณ 20% [2], [3]

การผ่าตัดออกเฉพาะถุงน้ำรังไข่ (cystectomy) มีความเสี่ยงต่อการกลับเป็นซ้ำสูงถึง 31% จึงควรจำกัดในกรณีที่มีรังไข่ข้างเดียวหรือมีเนื้องอกทั้งสองข้าง โดยเฉพาะในผู้ป่วยอายุน้อยมากที่ยังต้องการรักษาเนื้อรังไข่ให้มากที่สุด [9]

การผ่าตัดเพื่อกำหนดระยะของโรค (Surgical staging)

เหมาะสำหรับสตรีวัยหมดประจำเดือนหรือผู้ที่ไม่ต้องการมีบุตรเพิ่มเติม เพื่อการวินิจฉัยและการจัดระยะโรคอย่างถูกต้อง ควรทำการสำรวจช่องท้องทั้งหมด รวมถึงการล้างช่องท้อง เก็บชิ้นเนื้อจากเยื่อบุช่องท้อง (Omentum) ตัดรอยโรคที่เห็นได้ชัด ตัดมดลูกและรังไข่ทั้งสองข้าง ส่วนการตัดต่อมน้ำเหลืองไม่จำเป็นเนื่องจากไม่มีผลต่ออัตราการกลับเป็นซ้ำหรือการรอดชีวิต ส่วนการตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจระหว่างผ่าตัด (Frozen section) มีโอกาสวินิจฉัยผิดได้สูง เนื่องจากเนื้องอกจำนวนหนึ่งซึ่งวินิจฉัยว่าเป็นชนิดก้ำกึ่งจากการส่งตรวจระหว่างผ่าตัด (frozen section) อาจกลายเป็นมะเร็ง เมื่อพิจารณาชิ้นเนื้อถาวรอย่างละเอียด ดังนั้นจึงควรเก็บตัวอย่างเนื้องอกให้เพียงพอ โดยเฉพาะในรายที่สงสัยเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด mucinous

การแบ่งระยะของโรค

รูปที่ 10 การแบ่งระยะของเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง ใช้ FIGO (International Federation of Gynecology and Obstetrics) system 2021 เช่นเดียวกับการแบ่งระยะของมะเร็งรังไข่ มะเร็งท่อนำไข่ และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก [14]

ดังที่เคยกล่าวไว้ข้างต้นว่า เนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งส่วนมากได้รับการวินิจฉัยในระยะเริ่มต้นของโรค (FIGO stage I) ส่งผลให้พยากรณ์ของโรคดี โดยพบว่าอัตราการรอดชีวิตใน 5 ปี ของผู้ป่วยที่วินิจฉัยในระยะที่ I อยู่ที่ 97–99% และอัตราการรอดชีวิตในช่วง 10 ปี ลดลงเหลือ 70–95% เนื่องจากมีการกลับเป็นซ้ำที่เกิดขึ้นช้า สำหรับผู้ป่วยในระยะ II และ III มีอัตราการรอดชีวิตใน 5 ปีอยู่ที่ 65–87% [3]

การผ่าตัดเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งในระยะเริ่มต้น (early stage disease)

สำหรับเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด serous และ mucinous เบื้องต้นต้องดูก่อนว่าผู้ป่วยยังต้องการมีบุตรหรือไม่ หากไม่ต้องการมีบุตรแล้ว หรือเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้ว แนะนำให้ตัดรังไข่และท่อนำไข่ทั้งสองข้าง (bilateral salpingo-oophorectomy) หากยังต้องการมีบุตรในชนิด serous สามารถทำการผ่าตัดออกเฉพาะถุงน้ำรังไข่ได้ (cystectomy) ส่วนชนิด mucinous แนะนำให้ตัดรังไข่และท่อนำไข่ออกเลย (unilateral salpingo-oophorectomy) (รูปที่ 11)

สำหรับเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งชนิด endometrioid ควรพิจารณาว่าผู้ป่วยต้องการมีบุตรหรือไม่ก่อนเหมือนกัน หากไม่ต้องการมีบุตรแล้ว หรือเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้ว แนะนำให้ตัดมดลูก (total hysterectomy) รังไข่และท่อนำไข่ทั้งสองข้าง (bilateral salpingo-oophorectomy) หากยังต้องการมีบุตรอยู่ สามารถพิจารณาเก็บมดลูกไว้ก่อนได้ แนะนำตรวจเยื่อบุโพรงมดลูกไม่ว่าจะเป็นการเก็บชิ้นเนื้อหรือภาพถ่ายเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีรอยโรคใดในเยื่อบุโพรงมดลูก และลอกเนื้องอกรังไข่ (cystectomy) หรือตัดรังไข่ได้เลย (รูปที่ 12)

แสดงการการรักษาเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งในระยะเริ่มต้นชนิด serous และ mucinous รูปที่ 11 และ ชนิด endometrioid รูปที่ 12

การผ่าตัดซ้ำเพื่อกำหนดระยะโรคใหม่ (Restaging surgery)

ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง มักไม่มีการกำหนดระยะของโรคอย่างครบถ้วนในการผ่าตัดครั้งแรก เนื่องจากอาจไม่ได้สงสัยว่าเป็นเนื้องอกชนิดก้ำกึ่งหรือเนื้อร้ายมาก่อน ซึ่งการพิจารณาผ่าตัดซ้ำเพื่อทำการกำหนดระยะอีกครั้ง (restaging) ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ชนิดทางพยาธิวิทยา (histology subtype) ผลการสำรวจภายในช่องท้องในการผ่าตัดครั้งแรก และความเป็นไปได้ของการหลงเหลือของเนื้องอกในช่องท้อง

โดยกลุ่มคนที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการผ่าตัดกำหนดระยะโรคอีกครั้ง (restaging) คือคนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นระยะเริ่มต้น (stage I) กรณีมีเนื้องอกชนิด serous แบบ micropapillary หรือเมื่อการตรวจช่องท้องครั้งแรกไม่สมบูรณ์ ส่วนเนื้องอกกึ่งมะเร็งชนิด mucinous ถ้าไม่ได้ตรวจไส้ติ่ง หรือผ่าตัดเฉพาะถุงน้ำรังไข่ (cystectomy) ในครั้งแรกก็ควรได้รับการทำผ่าตัดซ้ำเพื่อกำหนดระยะโรคใหม่เช่นกัน ขั้นตอนการผ่าตัดซ้ำควรเก็บน้ำล้างช่องท้อง (peritoneal washing) ตัดเยื่อบุช่องท้อง (omentectomy) สำรวจและสุ่มตัดเนื้อเยื่อในช่องท้อง ตรวจไส้ติ่ง และตัดไส้ติ่งถ้ามีลักษณะผิดปกติ สำหรับเนื้องอกกึ่งมะเร็งชนิด mucinous ที่เคยผ่าตัดเฉพาะถุงน้ำรังไข่ (cystectomy) ควรตัดรังไข่และท่อนำไข่ (salpingo-oophorectomy) ไปเลยในการผ่าตัดซ้ำ [16] (รูปที่ 13) มีการศึกษาพบว่ากลุ่มคนที่ได้รับการผ่าตัดกำหนดระยะโรคใหม่อีกครั้ง (restaging) พบการพัฒนาระยะของโรคมากขึ้น (upstage) แต่อย่างไรก็ตามข้อบ่งชี้ในการกำหนดระยะของโรคอีกครั้ง ยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ เนื่องจากไม่มีความแตกต่างในอัตราการกลับเป็นซ้ำระหว่างกลุ่มที่ได้รับ และไม่ได้รับการจัดระยะโรคใหม่ [10]

รูปที่ 13 แสดงการพิจารณาเพื่อผ่าตัดซ้ำ (restaging surgery) 2020 Guidelines of the French National College of Obstetricians and Gynecologists (CNGOF)

การผ่าตัดเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งในระยะลุกลาม (Advanced stage disease)

ผู้ป่วยที่มีเนื้องอกกึ่งมะเร็งในระยะลุกลาม (FIGO stage ≥ II) แนะนำให้ได้รับการผ่าตัดกำหนดระยะโรคโดยสมบูรณ์ (complete surgical staging) สำหรับผู้ป่วยที่ยังต้องการมีบุตรอยู่สามารถพิจารณาการผ่าตัดแบบอนุรักษ์วัยเจริญพันธุ์ได้ แต่ไม่ค่อยแนะนำเนื่องจากโอกาสการกลับเป็นซ้ำสูง เป้าหมายของการรักษาคือ เพื่อไม่ให้เหลือเนื้องอกใดๆในช่องท้อง อย่างไรก็ตามยังไม่ได้แนะนำเรื่องการตัดต่อมน้ำเหลืองในทุกระยะ [16], [17]

ความจำเป็นของการตัดเยื่อบุช่องท้อง (Omentectomy) มดลูก (Hysterectomy) และไส้ติ่ง (Appendectomy)

ยังคงมีการถกเถียงกันเกี่ยวกับความจำเป็นของการผ่าตัดเยื่อบุช่องท้อง มดลูก และไส้ติ่ง พบว่าเนื้องอกที่เป็นข้างเดียวมีเพียง 15% เท่านั้นที่จะมีการลุกลามออกนอกรังไข่ หากไม่มีรอยโรคในเยื่อบุช่องท้องหรือลักษณะเนื้องอกที่ยื่นเป็นปุ่มนูนออกมา (micropapillary) จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำการผ่าตัดกำหนดระยะโดยสมบูรณ์ (complete surgical staging) แต่สำหรับเนื้องอกที่เป็นทั้งสองข้างมีถึง 56% ที่มีการลุกลามออกนอกรังไข่ และมักมีการลุกลามแบบฝังลึก (invasive implants) จึงแนะนำให้ทำการผ่าตัดกำหนดระยะโรคโดยสมบูรณ์ (complete surgical staging) พร้อมกับการเก็บตัวอย่างจากรอยโรคให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้

โดยเยื่อบุช่องท้องเป็นตำแหน่งที่พบบ่อยของการแพร่กระจายแบบลุกลาม จึงควรเก็บตัวอย่างให้ได้จำนวนมากพอ เพื่อให้พยาธิแพทย์สามารถแยกแยะระหว่างการลุกลามและไม่ลุกลามได้อย่างชัดเจน ส่วนการตัดมดลูกสามารถหลีกเลี่ยงได้หากไม่มีรอยโรคบนเยื่อผิวชั้นนอกของมดลูก (serosa) และการตัดไส้ติ่งอาจมีประโยชน์ในกรณีที่เป็นเนื้องอกชนิด mucinous ที่สงสัยภาวะเมือกสะสมในช่องท้อง (pseudomyxoma peritonei) หรือไส้ติ่งมีลักษณะผิดปกติ

การรักษากรณีโรคกลับเป็นซ้ำ

หากโรคกลับเป็นซ้ำเฉพาะในรังไข่ที่ยังเหลืออยู่ ในรูปแบบเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งหลังการผ่าตัดแบบอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์ สามารถพิจารณาทำการผ่าตัดแบบอนุรักษ์ซ้ำได้ เช่น การผ่าตัดเฉพาะถุงน้ำรังไข่ (cystectomy) เพื่อรักษาภาวะเจริญพันธุ์ หากไม่ต้องการเก็บรักษาภาวะเจริญพันธุ์ ควรทำการตัดรังไข่และท่อนำไข่ทั้งสองข้าง (bilateral salpingo-oophorectomy) พร้อมพิจารณาตัดมดลูก (รูปที่ 14)

รูปที่ 14 แสดงการรักษาเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งที่กลับเป็นซ้ำ 2020 Guidelines of the French National College of Obstetricians and Gynecologists (CNGOF)

หากโรคกลับเป็นซ้ำลุกลามนอกรังไข่ในรูปแบบเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง หรือมะเร็งควรให้การรักษาด้วยการผ่าตัดออกหมด (cytoreductive surgery) เหมือนกับการรักษามะเร็งรังไข่ การตัดเนื้องอกให้หมดเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพยากรณ์โรค โดยผู้ป่วยที่ได้รับการตัดเนื้องอกออกหมดมีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าผู้ที่ตัดออกไม่หมดมาก อย่างไรก็ตามโรคที่กลับเป็นซ้ำในรูปแบบเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง หรือมะเร็งชนิดที่มีการแบ่งตัวช้า มีอัตราตอบสนองต่อเคมีบำบัดแบบ platinum-taxane ต่ำ ซึ่งจากรายงานพบว่ามีผู้ตอบสนองต่อเคมีบำบัดเพียง 15% เท่านั้น [12]

วิธีการผ่าตัดแบบส่องกล้อง (Laparoscopy) หรือ ผ่าตัดเปิดหน้าท้อง (Laparotomy)

การผ่าตัดผ่านกล้อง (laparoscopy) นิยมใช้ในรายที่รักษาแบบอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์ แต่มีความเสี่ยงต่อการแตกของถุงน้ำรังไข่ และการกำหนดระยะของโรคจะไม่สมบูรณ์เท่ากับการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง (laparotomy) [8] อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากบางการศึกษาพบว่าไม่มีความแตกต่างในด้านอัตราการรอดชีวิตหรือการกลับเป็นซ้ำอย่างมีนัยสำคัญ การผ่าตัดผ่านกล้องยังส่งผลให้เกิดพังผืดน้อยและมีโอกาสตั้งครรภ์สูงกว่า จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในผู้ป่วยที่ต้องการอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์ไว้ [9]

การตั้งครรภ์และเนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็ง

โดยทั่วไปการอัลตราซาวนด์อุ้งเชิงกรานเป็นการตรวจด่านแรกเพื่อตรวจหาก้อนในรังไข่ระหว่างตั้งครรภ์ ถ้าหากก้อนเนื้องอกไม่สามารถจำแนกได้ชัดเจนจากการอัลตราซาวนด์ ร่วมกับการใช้คะแนน ADNEX MR/O-RADS ในการสรุปว่าเป็นเนื้องอกชนิดมะเร็งหรือไม่ แนะนำทำ MRI อุ้งเชิงกรานหลังสัปดาห์ที่ 12 ของการตั้งครรภ์ ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่แนะนำให้ทำการผ่าตัดเฉพาะถุงน้ำรังไข่ (cystectomy) หรือ ตัดรังไข่และก้อนเนื้องอก (adnexectomy) ระหว่างตั้งครรภ์ หากจำเป็นต้องผ่าตัด แนะนำใช้การผ่าตัดส่องกล้อง (laparoscopic) และควรคำนึงถึงขนาดก้อน อายุครรภ์ร่วมด้วย [16]

การรักษาเสริม (Adjuvant Treatment)

จนถึงปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการให้เคมีบำบัดช่วยลดอัตราการกลับเป็นซ้ำ หรือเพิ่มอัตราการรอดชีวิตในผู้ป่วยเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งได้ โดยผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัดหรือรังสีรักษาหลังผ่าตัดกลับมีโรคคงอยู่หรือกลับเป็นซ้ำสูงถึง 40% ซึ่งอาจเกิดจากอัตราการแบ่งตัวของเซลล์ในเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งที่ต่ำ นอกจากนี้แม้กว่า 90% ของเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง serous จะแสดงผลบวกต่อ estrogen receptor แต่รายงานการตอบสนองต่อฮอร์โมนบำบัด เช่น tamoxifen leuprolide หรือ anastrazole มีเพียงบางกรณีเท่านั้น ดังนั้นไม่ได้แนะนำให้ใช้เคมีบำบัดหรือฮอร์โมนบำบัดในทุกระยะ [2], [3]

การรักษาภาวะมีบุตรยาก

ผู้ป่วยเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งที่ได้รับการผ่าตัดแบบอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์ มีโอกาสตั้งครรภ์โดยธรรมชาติประมาณ 50% แม้จะไม่มีผลกระทบต่ออัตราการรอดชีวิต แต่ภาวะมีบุตรยากพบได้บ่อยในกลุ่มนี้ โดยมีผู้ป่วยที่มีประวัติภาวะมีบุตรยากมากถึง 35% ก่อนรับการรักษา และการผ่าตัดยังอาจก่อให้เกิดภาวะมีบุตรยากหลังผ่าตัดได้เนื่องจากพังผืดหรือเนื้อรังไข่เหลือน้อย โดยเฉพาะในผู้หญิงที่อายุมากกว่า 40 ปี ซึ่งพบอัตราการตั้งครรภ์ต่ำมากในกลุ่มนี้

การทำเด็กหลอดแก้ว (In Vitro Fertilization, IVF) เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ได้ แต่มีงานวิจัยที่ชี้ว่าการกระตุ้นไข่เพื่อการทำ IVF อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง และมะเร็งรังไข่ในระยะยาวได้มากกว่า 2 เท่าของคนที่ไม่ได้รับการกระตุ้นไข่ ดังนั้นผู้ป่วยที่เคยเป็นเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งควรได้รับคำแนะนำอย่างละเอียด และได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดหากต้องเข้ารับการรักษาด้วย IVF ในกรณีที่เนื้องอกลุกลามมากจนไม่สามารถรักษาแบบอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์ได้ [11]

การรักษาภาวะขาดฮอร์โมน

ผู้ป่วยเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งส่วนใหญ่ยังเป็นวัยเจริญพันธุ์ หรือวัยก่อนหมดประจำเดือน ส่วนมากรักษาโดยการผ่าตัดแบบอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์ได้ แต่บางกรณีที่ไม่สามารถเก็บรักษารังไข่ทั้งสองข้างได้ ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ขาดฮอร์โมนก่อนวัยอันควร มีการศึกษาพบว่าการให้ฮอร์โมนทดแทน (HRT) เพื่อป้องกันโรคหัวใจ กระดูกพรุน และช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตนั้นมีประโยชน์และปลอดภัย สำหรับผู้ป่วยเนื้องอกกึ่งมะเร็งชนิด mucinous และ serous ที่ไม่ได้มีลักษณะ micropapillary แนะนำให้ฮอร์โมนทดแทน (HRT) ในคนที่อายุน้อยกว่า 45 ปี หรือ คนที่อายุมากกว่า 45 ปีและมีอาการวัยทองได้ ส่วนชนิด serous ที่มีมีลักษณะ micropapillary หรือมีปัจจัยที่ทำให้พยากรณ์โรคแย่ ยังไม่ได้มีคำแนะนำชัดเจนในเรื่องการให้ฮอร์โมนทดแทน (HRT) และหากประเมินแล้วไม่เหมาะสมต่อการให้ฮอร์โมนทดแทน (HRT) แนะนำใช้ฮอร์โมนเฉพาะที่ในช่องคลอดแทนได้ หรือใช้ยากลุ่มอื่นๆ ที่ช่วยบรรเทาอาการวัยทองได้ เช่น gabapentin, selective serotonine receptor inhibitors (SSRIs) [16]

การติดตามผลการรักษา

การติดตามผลอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการตรวจพบการกลับเป็นซ้ำในรูปแบบเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง หรือมะเร็งชนิดลุกลามตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ซึ่งต้องทำการติดตามนานกว่าผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ชนิดอื่น ๆ เนื่องจากมีรายงานการกลับเป็นซ้ำและเสียชีวิตหลังการรักษาเกิน 10–15 ปี ในกรณีที่เกิดการกลับเป็นซ้ำช้าจนเกินไป อาจแยกไม่ออกระหว่างการกลับเป็นซ้ำของเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งเดิม กับเนื้องอกชนิดใหม่ที่เกิดขึ้น แต่การแยกความแตกต่างนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแนวทางการรักษา โดยผู้ป่วยเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งมีอัตราการกลับเป็นซ้ำโดยรวมประมาณ 11%

สำหรับการเปลี่ยนแปลงเป็นมะเร็งชนิดลุกลาม (malignant transformation) ซึ่งมักพบในระยะติดตามผลที่ยาวนานกว่า 5 ปี อัตราเกิดมะเร็งลุกลาม อยู่ที่ประมาณ 2%–4% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมะเร็งชนิด low-grade carcinoma [13]

วิธีการติดตาม

ระยะเวลาการติดตาม

– การตรวจร่างกายและตรวจภายในทางนรีเวชอย่างละเอียด

– การตรวจด้วยอัลตราซาวด์ (ทั้ง transvaginal และ transabdominal) ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการตรวจพบความผิดปกติภายในรังไข่และการลุกลามนอกรังไข่ โดยเฉพาะในผู้ที่รักษาแบบอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์

– การตรวจเลือดวัดระดับ CA-125 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ใช้ติดตามในผู้ป่วยที่แสดงระดับสูงในระหว่างวินิจฉัยครั้งแรก แต่เนื่องจากเนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็ง mucinous มักไม่แสดงผล CA-125 สูง บางงานวิจัยจึงแนะนำให้ใช้ CA19-9 แทนในกรณีนี้

– ใน 2 ปีแรก ควรติดตามทุก 3 เดือน

– 3–5 ปีต่อมาติดตามทุก 6 เดือน

– ติดตามทุกปีหลังจากนั้นต่อเนื่องไป

บทสรุป

เนื้องอกรังไข่ชนิดกึ่งมะเร็งเป็นกลุ่มของเนื้องอกเยื่อบุผิวรังไข่ที่มีลักษณะผิดปกติมากกว่าเนื้องอกชนิดธรรมดา (benign) แต่ยังไม่มีการลุกลามแบบมะเร็ง (invasive carcinoma) โดยเฉพาะไม่มี stromal invasion ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของเนื้องอกชนิดนี้ การวินิจฉัยอาศัยการซักประวัติ แต่เนื่องด้วยไม่มีอาการที่เฉพาะเจาะจง จึงต้องอาศัยการตรวจร่ายกาย และการทำอัลตราซาวด์ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการช่วยวินิจฉัย อย่างไรก็ตามการยืนยันว่าเป็นเนื้องอกชนิดกึ่งมะเร็งนี้ ต้องได้ผลชิ้นเนื้อที่ยืนยันจากการส่งตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา ส่วนการรักษาโดยมากผู้ป่วยที่เป็นเนื้องอกชนิดกึ่งมะเร็งมักจะเป็นกลุ่มที่มีอายุน้อย อาจพิจารณารักษาด้วยการผ่าตัดแบบอนุรักษ์ภาวะเจริญพันธุ์ก่อนหากทำได้ แต่มีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้หากคนไข้อายุมากแล้ว และไม่ต้องการมีบุตรแล้ว แนะนำให้ตัดมดลูก รังไข่ร่วมกับท่อนำไข่ทั้งสองข้าง และก้อนเนื้องอกออกทั้งหมด รวมทั้งทำการประเมินระยะของโรคอย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้เนื้องอกรังไข่กึ่งมะเร็งมีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้ช้า จึงต้องมีการติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง

เอกสารอ้างอิง

  1. Jonathan SB, Diana PE, Teri AL, Michael F. Epithelial ovarian cancer. In: Jonathan SB, editor. Berek and Novak’s Gynecology, 16th Edition: Philadelphia: Wolters Kluwer; 2020. p. 2545-2558.
  2. Fischerova D, Zikan M, Dundr P, Cibula D. Diagnosis, treatment, and follow-up of borderline ovarian tumors. Oncologist. 2012;17(12):1515-33.
  3. Abascal-Saiz A, Sotillo-Mallo L, de Santiago J, Zapardiel I. Management of borderline ovarian tumours: a comprehensive review of the literature. Ecancermedicalscience. 2014 Feb 17.
  4. Timor-Tritsch, I.E., Foley, C.E., Brandon, C., Yoon, E., Ciaffarrano, J., Monteagudo, A., Mittal, K. and Boyd, L. (2019), New sonographic marker of borderline ovarian tumor: microcystic pattern of papillae and solid components. Ultrasound Obstet Gynecol, 54: 395-402
  5. Van Gorp T, Veldman J, Van Calster B et al. Subjective assessment by ultrasound is superior to the risk of malignancy index (RMI) or the risk of ovarian malignancy algorithm (ROMA) in discriminating benign from malignant adnexal masses. Eur J Cancer 2012;48:1649 – 1656.
  6. Sun, Y., Xu, J., & Jia, X. (2020). The Diagnosis, Treatment, Prognosis and Molecular Pathology of Borderline Ovarian Tumors: Current Status and Perspectives. Cancer Management and Research, 12, 3651–3659.
  7. Borrelli GM, de Mattos LA, Andres MP, Goncalves MO, Kho RM, Abrao MS. Role of imaging tools for the diagnosis of borderline ovarian tumors: a systematic review and meta-analysis. J Minim Invasive Gynecol. 2017;24(3):353–363.
  8. Fauvet R, Boccara J, Dufournet C, Poncelet C, Daraï E. Laparoscopic management of borderline ovarian tumors: results of a French multicenter study. Ann Oncol. 2005 Mar:403-10.
  9. Romagnolo C, Gadducci A, Sartori E, Zola P, Maggino T. Management of borderline ovarian tumors: results of an Italian multicenter study. Gynecol Oncol. 2006 May;101(2):255-60.
  10. Fauvet R, Boccara J, Dufournet C, David-Montefiore E, Poncelet C, Daraï E. Restaging surgery for women with borderline ovarian tumors: results of a French multicenter study. Cancer. 2004 Mar 15;100(6):1145-51.
  11. van Leeuwen FE, Klip H, Mooij TM, van de Swaluw AM, Lambalk CB, Kortman M, Laven JS, Jansen CA, Helmerhorst FM, Cohlen BJ, Willemsen WN, Smeenk JM, Simons AH, van der Veen F, Evers JL, van Dop PA, Macklon NS, Burger CW. Risk of borderline and invasive ovarian tumours after ovarian stimulation for in vitro fertilization in a large Dutch cohort. Hum Reprod. 2011 Dec:3456-65.
  12. Crispens MA, Bodurka D, Deavers M et al. Response and survival in patients with progressive or recurrent serous ovarian tumors of low malignant potential. Obstet Gynecol 2002;99:3–10.
  13. Zanetta G, Rota S, Lissoni A et al. Ultrasound, physical examination, and CA 125 measurement for the detection of recurrence after conservative surgery for early borderline ovarian tumors. Gynecol Oncol 2001; 81:63– 66.
  14. Berek JS, Renz M, Kehoe S, Kumar L, Friedlander M. Cancer of the ovary, fallopian tube, and peritoneum: 2021 update. Int J Gynecol Obstet. 2021; 155(Suppl. 1): 61–85.
  15. Charakorn, C. Management of Borderline Ovarian Tumors. Thai J Obstet Gynaecol 2018, 26, 70-74.
  16. Canlorbe G, Lecointre L, Chauvet P, Azaïs H, Fauvet R, Uzan C. Tumeurs frontières de l’ovaire. Recommandations pour la pratique clinique du CNGOF – Prise en charge thérapeutique des stades précoces [Borderline Ovarian Tumours: CNGOF Guidelines for Clinical Practice – Therapeutic Management of Early Stages]. Gynecol Obstet Fertil Senol. 2020 Mar;48(3):287-303. French.
  17. Colombo, N.Baert. ESMO–ESGO consensus conference recommendations on ovarian cancer: pathology and molecular biology, early and advanced stages, borderline tumours and recurrent disease. Annals of Oncology, Volume 30, Issue 5, 672 – 705