พญ.กิตติภัฎ ตุ้ยเต็มวงค์
อาจารย์ที่ปรึกษา รศ.พญ.เกษมศรี ศรีสุพรรณดิฐ
บทนำ
ภาวะรกเกาะแน่น (Placenta accreta spectrum; PAS) คือ ภาวะที่เซลล์เยื่อบุผิวรก (Trophoblast) มีการเจริญรุกล้ำที่ผิดปกติเข้าไปในกล้ามเนื้อมดลูก หรือบางครั้งทะลุไปจนถึงเยื่อบุผิวชั้นนอกของมดลูกและอวัยวะข้างเคียง ซึ่งภาวะดังกล่าวเป็นภาวะที่มีความสำคัญ เนื่องจากรกไม่สามารถลอกตัวออกจากมดลูกได้ตามปกติในระหว่างการคลอด เมื่อผู้คลอดพยายามที่จะทำการคลอดรก จะก่อให้เกิดภาวะตกเลือดอย่างรุนแรง ซึ่งอาจจำเป็นต้องทำการตัดมดลูกเพื่อควบคุมภาวะเลือดออก และอาจรุนแรงถึงขั้นเกิดภาวะช็อคหรือเสียชีวิตได้อุบัติการณ์
ปัจจุบันทั่วโลกมีอุบัติการณ์การเกิดภาวะรกเกาะแน่นประมาณร้อยละ 0.17 (ร้อยละ 0.01-1.1) มีรายงานในประเทศไทยประมาณร้อยละ 0.2-2(1,2) โดยพบว่าภาวะรกเกาะแน่นมีอุบัติการณ์สูงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปี ค.ศ.1980 และค.ศ.1990 ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของการคลอดบุตรโดยวิธีการผ่าตัดคลอดที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยประเทศไทยพบอุบัติการณ์การผ่าตัดคลอดประมาณร้อยละ 32.5 และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 59.1 ในปี ค.ศ.2030(3)
คำจำกัดความ
ในอดีต มีการให้คำจำกัดความแบ่งกลุ่มตามระดับการรุกล้ำของเซลล์เยื่อบุผิวรก(4) ดังนี้
1. Placenta accreta (หรือ creta): Anchoring placental villi แนบชิดกับชั้นกล้ามเนื้อมดลูก
2. Placenta increta: Anchoring placental villi แทรกเข้าไปในชั้นกล้ามเนื้อมดลูก
3. Placenta percerta: Anchoring placental villi แทรกทะลุผ่านชั้นกล้ามเนื้อมดลูกไปสู่เยื่อบุผิวชั้นนอกของมดลูก หรืออวัยวะข้างเคียง เช่น กระเพาะปัสสาวะ ผนังช่องคลอด
ปัจจุบันวิธีการวินิจฉัยภาวะรกเกาะแน่นที่ถือเป็นมาตรฐาน (gold standard) คือ การตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งสามารถยืนยันภาวะนี้ได้หลังจากการตัดมดลูกแล้ว อย่างไรก็ตามการตรวจพยาธิวิทยาดังกล่าวไม่สามารถใช้ในการวางแผนการรักษาก่อนคลอดได้ ดังนั้นทางสมาคมนานาชาติด้านสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา (FIGO) จึงได้แนะนำให้ใช้เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะรกเกาะแน่นก่อนคลอด โดยอาศัยการประเมินอาการในระยะคลอดและความผิดปกติที่พบระหว่างการผ่าตัดคลอด เพื่อช่วยในการวางแผนแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะรกเกาะแน่น โดยจำแนกภาวะรกเกาะแน่นออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้
ตารางที่1 แสดงคำจำกัดความของภาวะรกเกาะแน่นจำแนกตามระดับต่างๆ อ้างอิงจาก FIGO classification 2019(5,6)
|
ระดับ |
การวินิจฉัยทางคลินิก |
ผลพยาธิวิทยา |
|
1 |
Abnormally adherent placenta: placenta adherent or creta |
|
| กรณีคลอดทางช่องคลอด
ไม่พบลักษณะรกลอกตัวภายหลังจากการให้ oxytocin หรือเมื่อพยายามทำการดึงสายสะดือเบาๆ (controlled cord traction) หลังจากพยายามทำการคลอดรก พบว่ามีเลือดออกบริเวณที่รกเกาะปริมาณมาก จำเป็นต้องหยุดเลือดด้วยการเย็บหรือใช้อุปกรณ์ห้ามเลือดระหว่างการผ่าตัด กรณีผ่าตัดคลอด ใช้เกณฑ์วินิจฉัยเดียวกับการคลอดทางช่องคลอด ร่วมกับไม่พบลักษณะผิดปกติที่ผนังมดลูกด้านนอก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่รกเกาะในระหว่างการผ่าตัดคลอด เช่น การปูดของรกขึ้นมาบริเวณเยื่อบุผิวชั้นนอกของมดลูก (placental bulge) ไม่พบตำแหน่งที่เนื้อรกทะลุออกมาบริเวณเยื่อบุผิวชั้นนอกของมดลูก และไม่พบความผิดปกติของหลอดเลือดบริเวณเยื่อบุผิวชั้นนอกของมดลูก (neovascularization) |
กรณีที่มีการตัดมดลูก จะพบการหายไปของชั้น decidua ระหว่างชั้นที่มีรกเกาะและชั้นกล้ามเนื้อมดลูก หรือพบว่ารกมีการรุกล้ำเข้าไปในชั้นกล้ามเนื้อมดลูก กรณีที่ไม่ได้ตัดมดลูก ไม่สามารถให้การวินิจฉัยจากการส่งตรวจรก หรือตัดชิ้นเนื้อรกแบบสุ่มเฉพาะบริเวณที่มีความผิดปกติได้ |
|
|
2 |
Abnormally invasive placenta: increta |
|
|
กรณีผ่าตัดคลอด พบลักษณะผิดปกติบริเวณที่รกเกาะ เช่น หลอดเลือดลักษณะผิดปกติปูดขึ้นบริเวณเยื่อบุผิวชั้นนอกของมดลูก (placental bulge) มีสีน้ำเงินหรือม่วง เป็นผลมาจากการขยายตัวของหลอดเลือด มีหลอดเลือดหนาตัวขึ้นอย่างผิดปกติ (hypervascularity) มีลักษณะเป็นกลุ่มก้อนบริเวณเยื่อบุผิวชั้นนอกของมดลูก โดยเห็นแนวเส้นเลือดอยู่ในแนวตั้ง (วิ่งในแนวบนลงล่างและขนานกัน) ไม่พบตำแหน่งที่เนื้อรกทะลุออกมาบริเวณเยื่อบุผิวชั้นนอกของมดลูก เมื่อพยายามทำคลอดรกด้วยการดึงสายสะดือเบาๆ (controlled cord traction) จะทำให้ผนังมดลูกบุ๋มเข้าด้านในตามแรงดึง เรียกว่า “dimple sign” |
จากการตัดมดลูกหรือผนังมดลูกบางส่วน พบว่ามีรกทะลุเข้ามาในชั้นกล้ามเนื้อมดลูก หรือผนังหลอดเลือดชั้นลึกของมดลูก เช่น หลอดเลือดแดง radial หรือ arcuate |
|
|
3 |
Abnormally invasive placenta: percreta |
|
|
ระดับ 3a Limited to uterine serosa |
||
|
กรณีผ่าตัดคลอด พบตำแหน่งที่มีการปูดของรกขึ้นมาบริเวณเยื่อบุผิวชั้นนอกของมดลูก และเนื้อรกทะลุออกมาที่เยื่อบุชั้นนอกของผนังมดลูก ไม่พบการลุกลามของเนื้อรกเข้าไปในอวัยวะใกล้เคียง เช่น กระเพาะปัสสาวะ สามารถแยกผนังด้านหลังของกระเพาะปัสสาวะออกจากมดลูกได้ |
จากการตัดมดลูกพบตำแหน่งที่รกทะลุออกมาบริเวณเยื่อบุผิวชั้นนอกของมดลูก |
|
|
ระดับ 3b Urinary bladder invasion |
||
|
กรณีผ่าตัดคลอด พบการลุกลามของเนื้อรกเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ แต่ไม่มีการลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง ไม่สามารถแยกผนังด้านหลังของกระเพาะปัสสาวะออกจากมดลูกได้ |
จากการตัดมดลูกพบตำแหน่งที่รกทะลุออกมาบริเวณเยื่อบุผิวชั้นนอกของมดลูก และทะลุเข้าไปในผนังกระเพาะปัสสาวะหรือชั้นเยื่อบุกระเพาะปัสสาวะ (urothelium) |
|
|
ระดับ 3c Invasion of other pelvic tissue/ organs |
||
|
กรณีผ่าตัดคลอด พบการลุกลามของเนื้อรกเข้าสู่บริเวณ broad ligament ผนังช่องคลอด เนื้อเยื่อตำแหน่งอื่นๆ ของอุ้งเชิงกราน หรืออวัยวะอื่นๆ ในอุ้งเชิงกราน (อาจมีหรือไม่มีการลุกลามเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะร่วมด้วยก็ได้) |
จากการตัดมดลูกพบตำแหน่งที่รกทะลุออกมาบริเวณเยื่อบุผิวชั้นนอกของมดลูก ร่วมกับเนื้อเยื่อตำแหน่งอื่นๆ ของอุ้งเชิงกราน หรืออวัยวะอื่นๆ ที่อยู่ในอุ้งเชิงกราน (อาจมีหรือไม่มีการลุกลามเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะร่วมด้วยก็ได้) |
|
หมายเหตุ: มดลูก ในที่นี้รวมถึงทั้งตัวมดลูกและปากมดลูก
พยาธิวิทยา
ปัจจุบันกลไกการเกิดโรคของภาวะรกเกาะแน่นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่มีข้อมูลสนับสนุนเกี่ยวกับบทบาทการปรับสมดุลโครงสร้างบริเวณแผลผ่าตัดหลังการผ่าตัดคลอด และอาจเกี่ยวข้องกับพยาธิสภาพที่มีอยู่เดิมในมดลูก เช่น ภาวะมดลูกปริหรือแตก หรือการมีพังผืดภายในมดลูกที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน(7-9) โดยมีข้อสันนิษฐานว่า เกิดจากความบกพร่องของกระบวนการซ่อมแซมเยื่อบุโพรงมดลูกหลังจากได้รับบาดเจ็บ ทำให้เมื่อตั้งครรภ์ไม่สามารถสร้างเยื่อบุโพรงมดลูกตามปกติได้ มีการสูญเสียกล้ามเนื้อมดลูกใต้ชั้น decidua ได้แก่ เส้นใยกล้ามเนื้อ หลอดเลือดแดง spiral และบริเวณรอยต่อของเยื่อบุโพรงมดลูกและกล้ามเนื้อมดลูก ส่งผลให้ extravillous trophoblast มีการอพยพเข้ามาใกล้กับเยื่อบุผิวชั้นนอกของมดลูก และลุกลามไปถึงแขนงของหลอดเลือดแดงขนาดใหญ่ที่เลี้ยงมดลูก เช่น หลอดเลือดแดง radial หรือ arcuate ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบไหลเวียนเลือดบริเวณมดลูก(9,10) โดยมีการไหลเวียนเลือดในปริมาณที่เพิ่มขึ้นและมีความเร็วสูงจากหลอดเลือดแดงที่อยู่ลึก อีกทั้งหลอดเลือดยังมีการขยายขนาดที่ผิดปกติ นำไปสู่การสร้าง placental lacunae และมีการสะสม fibrinoid ระหว่างปลายของ anchoring villi ที่ยึดกับผนังมดลูกที่อยู่ด้านล่าง และบริเวณรอบๆ ที่ villi มีการฝังตัวที่บริเวณรอยต่อของมดลูกและรก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับการบิดเบี้ยวของชั้น Nitabuch และสูญเสียบริเวณที่รกมีการแยกตัวจากผนังมดลูกในการตั้งครรภ์ปกติไป
อย่างไรก็ตาม ข้อสันนิษฐานดังกล่าวอาจไม่สามารถอธิบายกลไกการเกิด placenta percreta ได้ ส่วนใหญ่คาดว่าเป็นผลมาจากภาวะมดลูกปริหรือแตก หรือมีพังผืดบริเวณด้านหน้าของมดลูกส่วนล่างและด้านหลังของกระเพาะปัสสาวะอยู่เดิม ทำให้ extravillous trophoblast สามารถเข้าถึงเยื่อบุผิวชั้นนอกของมดลูก และอวัยวะข้างเคียงได้โดยตรง(8,11)
ปัจจัยเสี่ยง
หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดที่นำไปสู่การเกิดภาวะรกเกาะแน่น คือ ภาวะรกเกาะต่ำร่วมกับมีประวัติผ่าตัดคลอดในครรภ์ที่ผ่านมา จากการศึกษาในหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะรกเกาะต่ำร่วมกับมีประวัติผ่าตัดคลอดมาก่อนจำนวน 723 ราย พบว่าอุบัติการณ์การเกิดภาวะรกเกาะแน่นมีความสัมพันธ์กับจำนวนครั้งของประวัติการผ่าตัดคลอดที่เพิ่มมากขึ้น โดยเรียงลำดับจากหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่เคยมีประวัติผ่าตัดคลอดมาก่อนไปยังหญิงตั้งครรภ์ที่มีประวัติผ่าตัดคลอดถึงสี่ครั้งขึ้นไป พบอุบัติการณ์การเกิดภาวะรกเกาะแน่นเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 3 11 40 61 และ 67 ตามลำดับ และในกรณีที่ไม่มีภาวะรกเกาะต่ำร่วมด้วย อุบัติการณ์การเกิดภาวะรกเกาะแน่นจะลดต่ำลงมา อยู่ที่ประมาณร้อยละ 0.03 0.2 0.1 0.8 และ 4.7 ตามลำดับ(12)
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดภาวะรกเกาะแน่น ได้แก่ มีประวัติผ่าตัดบริเวณมดลูกและมีการรุกล้ำเข้าไปในชั้นเยื่อบุโพรงมดลูก (เช่น การผ่าตัดเนื้องอกมดลูกที่มีการรุกล้ำเข้าโพรงมดลูก การส่องกล้องเข้าไปในโพรงมดลูกเพื่อเลาะพังผืดในมดลูกหรือเนื้องอกมดลูก การผ่าตัดที่ตัดเอาส่วนของท่อนำไข่ที่ลึกเข้าไปในกล้ามเนื้อมดลูกในผู้ป่วยที่มีการตั้งครรภ์บริเวณท่อนำไข่ การขูดมดลูก การสลายเยื่อบุโพรงมดลูก เป็นต้น(13,14)) หญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี มีประวัติคลอดบุตรหลายครั้ง มีประวัติฉายรังสีบริเวณอุ้งเชิงกราน มีประวัติล้วงรกในครรภ์ก่อน มีประวัติเยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบหลังคลอด หรือมีการใช้เทคโนโลยีช่วยในการเจริญพันธุ์ เป็นต้น
ส่วนภาวะการตั้งครรภ์บริเวณแผลผ่าตัดคลอด (Cesarean scar pregnancy) ในอดีตเคยถือเป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งของการเกิดภาวะรกเกาะแน่น แต่ในปัจจุบันเชื่อว่าทั้งสองภาวะนี้อาจแสดงถึงความต่อเนื่องของโรคเดียวกัน เนื่องจากมีลักษณะพยาธิวิทยาที่คล้ายคลึงกัน(15-17) ซึ่งหากภาวะการตั้งครรภ์บริเวณแผลผ่าตัดคลอดนั้น ยังคงดำเนินต่อไป มักเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าอาจเกิดภาวะรกเกาะต่ำ รกเกาะแน่น และอาจมีผลร้ายแรงถึงขั้นมีภาวะมดลูกปริแตกในอนาคตได้(18)
อาการแสดงทางคลินิก
ในทางอุดมคติ การตรวจพบภาวะรกเกาะแน่นสามารถพบได้โดยบังเอิญจากการทำอัลตราซาวด์เพื่อตรวจดูความผิดปกติของทารกในช่วงไตรมาสที่สอง ซึ่งในขณะนั้นหญิงตั้งครรภ์อาจยังไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการตรวจพบความผิดปกติจากอัลตราซาวด์ในระยะแรก การวินิจฉัยภาวะรกเกาะแน่นอาจไม่สามารถทำได้จนกระทั่งถึงช่วงเวลาการคลอด ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ โดยบ่อยครั้งอาการแรกที่พบในกรณีที่ไม่สามารถวินิจฉัยได้ตั้งแต่ต้น คือ ภาวะตกเลือดอย่างรุนแรง ขณะพยายามคลอดรก นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า หญิงตั้งครรภ์บางรายอาจมาด้วยอาการปวดท้องอย่างรุนแรงและฉับพลันบริเวณเหนือหัวหน่าว มีเลือดออกทางช่องคลอด มีอาการเจ็บครรภ์ หรือน้ำเดินก่อนกำหนด ซึ่งอาการเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงภาวะรกเกาะแน่น ควรต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและการดูแลรักษาอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดตามมา(19)
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
เมื่อพยายามคลอดรกโดยการเลาะแยกบริเวณรอยต่อระหว่างฐานรกและผนังมดลูกในผู้ที่มีภาวะรกเกาะแน่น จะทำให้เกิดการเสียเลือดอย่างรุนแรง เนื่องจากรกเกาะตัวแน่นกับผนังมดลูกและมีหลอดเลือดที่เชื่อมต่อกันจำนวนมากที่ฐานรก ซึ่งเมื่อพยายามคลอดรก จะทำให้หลอดเลือดเหล่านี้เกิดการแตกและทำให้มีเลือดออกปริมาณมาก หากยิ่งรกฝังตัวลึกมากเท่าใด ปริมาณเลือดที่สูญเสียไปก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ภาวะแทรกซ้อนจากการเสียเลือดจำนวนมากอาจนำไปสู่การเกิดภาวะเลือดแข็งตัวในหลอดเลือดแบบแพร่กระจาย (DIC) ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว ภาวะไตล้มเหลวฉับพลัน และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการเติมเลือด เช่น พบภาวะเม็ดเลือดแตกอันเป็นผลมาจากปฏิกิริยาตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย หรือการเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้จากการให้เลือด เป็นต้น(20-22)
การวินิจฉัยก่อนคลอด
การวินิจฉัยก่อนคลอดถือเป็นกระบวนการที่สำคัญ เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วย และวางแผนการรักษาขณะคลอด จากการศึกษาพบว่า หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะรกเกาะแน่นก่อนคลอด มีอัตราการผ่าตัดคลอดฉุกเฉิน อัตราการเสียเลือด และอัตราการเติมเลือดที่ต่ำกว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยก่อนคลอด(23) ดังนั้นจึงแนะนำให้มีการคัดกรองภาวะรกเกาะแน่นในบุคคลที่มีประวัติเสี่ยงสูง ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะรกเกาะต่ำร่วมกับมีประวัติผ่าตัดคลอด หรือเคยได้รับการผ่าตัดบริเวณมดลูกมาก่อน ควรได้รับการทำอัลตราซาวด์ทางหน้าท้องและทางช่องคลอด เพื่อช่วยประเมินบริเวณรอยต่อระหว่างเนื้อรกและกล้ามเนื้อมดลูก ในช่วงอายุครรภ์ประมาณ 18 ถึง 24 สัปดาห์
เทคนิคการทำอัลตราซาวด์
การวินิจฉัยก่อนคลอดช่วงไตรมาสแรก
ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ควรตรวจอัลตราซาวด์ประเมินมดลูกอย่างละเอียด เพื่อระบุตำแหน่งของถุงการตั้งครรภ์หรือรก (ขึ้นอยู่กับอายุครรภ์) เทียบกับกระเพาะปัสสาวะ ปากมดลูกภายใน และแผลผ่าตัดคลอด
ตารางที่ 2 แสดงลักษณะทางอัลตราซาวด์ที่พบได้ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ อ้างอิงจาก SMFM 2021(25)
|
ลักษณะที่พบ |
คำอธิบาย |
| Cesarean scar pregnancy
|
ถุงการตั้งครรภ์ฝังตัวภายในบริเวณแผลผ่าตัดคลอด (บางส่วนหรือทั้งหมด) ถุงการตั้งครรภ์อาจมีรูปร่างคล้าย teardrop หรือ triangular |
| Low implantation pregnancy |
ถุงการตั้งครรภ์ฝังตัวอยู่ใกล้กับบริเวณปากมดลูกภายใน (นานถึงอายุครรภ์ 8+6 สัปดาห์) และ/หรือรกมีการฝังตัวอยู่บริเวณด้านหลังกระเพาะปัสสาวะของมารดา (นานถึงอายุครรภ์ 13+6 สัปดาห์) |

ภาพที่ 1 แสดง cesarean scar pregnancy จากภาพอัลตราซาวน์ทางช่องคลอด (A) grayscale (B) color doppler(25)

ภาพที่ 2 แสดง low implantation pregnancy จากภาพอัลตราซาวน์ทางช่องคลอด (A) grayscale (B) color doppler(25)
การวินิจฉัยก่อนคลอดช่วงไตรมาสที่สองและสาม
ลักษณะจากอัลตราซาวด์ดังต่อไปนี้สามารถพบได้ในภาวะรกเกาะแน่น โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีครบทุกลักษณะ อีกทั้งหากรกเกาะที่ตำแหน่งด้านหลังของมดลูก อาจทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก
ตารางที่ 3 แสดงลักษณะทางอัลตราซาวด์ที่พบในช่วงไตรมาสที่สองและสาม อ้างอิงจาก SMFM 2021(25)
|
ลักษณะที่พบ |
คำอธิบาย |
| Placental lacunae |
พบช่องว่างภายในรก ขอบเขตไม่สม่ำเสมอ ลักษณะเป็น hypoechoic area มี vascular flow (อาจเห็นได้จากภาพ grayscale และ/หรือ doppler ก็ได้) โดยหากพบ lacunae ปริมาณมาก (ตั้งแต่ 3 ตำแหน่งขึ้นไป) มีขนาดใหญ่ ขอบเขตไม่สม่ำเสมอ มี high velocity (มากกว่า 15 เซนติเมตรต่อวินาที) และ/หรือมี turbulent flow อยู่ภายใน มักสัมพันธ์กับภาวะรกเกาะแน่นที่มีความเสี่ยงสูง |
| Abnormal uteroplacental interface |
ไม่พบ retroplacental hypoechoic zone (clear zone) ระหว่างรกและกล้ามเนื้อมดลูก รอยต่อระหว่างมดลูกและกระเพาะปัสสาวะขาดตอนหรือไม่สม่ำเสมอกันบางส่วนหรือทั้งหมด มักพบบริเวณด้านหลังของผนังกระเพาะปัสสาวะ พบกล้ามเนื้อมดลูกด้านหลังรกบางลง (ความหนาน้อยกว่า 1 มิลลิเมตร) |
| Abnormal uterine contour (placental bulge) |
พบตำแหน่งที่มีการปูดของเนื้อรกขึ้นมาบริเวณเยื่อบุผิวชั้นนอกของมดลูก |
| Exophytic mass |
พบเนื้อรกทะลุออกมาบริเวณเยื่อบุผิวชั้นนอกของมดลูก |
| Bridging vessels |
พบการลุกลามของหลอดเลือดจากรกข้ามไปยังกล้ามเนื้อมดลูก และอาจลุกลามไปจนถึงผิวชั้นนอกของผนังมดลูก |

ภาพที่ 3 แสดง Placenta lacunae (A) transvaginal sagittal image (B) transabdominal sagittal image (25)

ภาพที่ 4 แสดง Hypervascularity of the uterovesical space (A) grayscale (B) color doppler(25)

ภาพที่ 5 แสดง Retroplacental hypoechoic zone (Clear zone) (A) Normal (B) PAS (Loss of clear zone) (25)

ภาพที่ 6 แสดง Abnormal uteroplacental interface จากอัลตราซาวด์ทางช่องคลอด (A) grayscale (B) color doppler (*) Placental bulge () Bladder wall interruption (25)

ภาพที่ 7 แสดง Myometrial thinning จากอัลตราซาวด์ทางหน้าท้อง (*) Normal () Abnormal(25)
ภาพที่ 8 แสดง Bridging vessels จากอัลตราซาวด์ทางหน้าท้อง (ซ้าย) color doppler (ขวา) grayscale(60)
ลักษณะที่พบได้จากการทำอัลตราซาวด์ Color Doppler มีดังนี้(30)
● Turbulent lacunar blood flow (>15 cm/sec)
● Bridging vessels
● Diffuse or focal intraparenchymal flow
● Hypervascularity of serosa-bladder interface
● Prominent subplacental venous complex
การส่งตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม
การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
แนะนำให้ตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าโดยปราศจาก Gadolinium เนื่องจากอาจส่งผลต่อระบบประสาท ระบบผิวหนัง เกิดปฏิกิริยาการอักเสบในร่างกายของทารกในครรภ์ได้(31) โดยพิจารณตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในกรณีดังต่อไปนี้(32,33)
● ต้องการประเมินภาวะรกเกาะแน่นทางด้านหลัง (posterior PAS)
● ต้องการประเมินระดับความลึกของการลุกลามเข้าไปในชั้นกล้ามเนื้อมดลูก เนื้อเยื่อด้านข้างปกมดลูก และอวัยวะข้างเคียง
● ต้องการประเมินกล้ามเนื้อมดลูกและเนื้อรกบริเวณส่วนข้างของมดลูก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มองได้ยากจากการทำอัลตราซาวด์ทางช่องคลอด
โดยลักษณะที่พบได้จากการทำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มีดังนี้(34)
● Uterine bulging into the bladder (placental/ uterine bulge)
● Interruption of the bladder wall
● Loss of retroplacental hypointense line on T2W images
● Abnormal vascularization of the placental bed
● Dark intraplacental bands on T2W imaging (T2-dark bands)
● Myometrial thinning
● Focal exophytic mass
การส่องกล้องทางเดินปัสสาวะ (Cystoscope)
หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะรกเกาะแน่นและลุกลามไปยังกระเพาะปัสสาวะ อาจมีอาการปัสสาวะเป็นเลือดได้ จากการทบทวนวรรณกรรม พบว่ามีรายงานเกี่ยวกับหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะดังกล่าวจำนวน 54 ราย(35) ซึ่งในจำนวนนี้มี 17 ราย (ร้อยละ 31) ที่มีอาการปัสสาวะเป็นเลือด และได้รับการตรวจส่องกล้องทางเดินปัสสาวะจำนวน 12 ราย ผลการตรวจพบว่า การส่องกล้องทางเดินปัสสาวะอาจไม่พบความผิดปกติใดๆ ในกรณีที่เนื้อรกลุกลามเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะในระดับจุลทรรศน์ ดังนั้นจึงไม่ได้แนะนำให้ใช้การส่องกล้องทางเดินปัสสาวะเป็นวิธีหลักในการวินิจฉัยภาวะรกเกาะแน่นก่อนคลอด
การตรวจตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker)
ปัจจุบันยังไม่พบตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่ช่วยในการวินิจฉัยภาวะรกเกาะแน่น แม้มีรายงานว่า พบระดับ maternal serum alpha-fetoprotein (MSAFP) เพิ่มสูงขึ้น (มากกว่า 2 หรือ 2.5 MoM) ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีการฝังตัวของรกที่ผิดปกติ อย่างไรก็ตามในรายที่มีระดับ MSAFP ปกติก็ยังไม่สามารถแยกภาวะดังกล่าวออกไปได้ (36-38)
แนวทางการดูแลรักษา
การดูแลรักษาในระยะก่อนคลอด
หญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะรกเกาะแน่น ควรได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับภาวะดังกล่าว ทั้งในเรื่องของแนวทางการวินิจฉัย ภาวะแทรกซ้อนที่คาดว่าจะเกิดขึ้น รวมถึงแนวทางการดูแลรักษาในแต่ละระยะโดยละเอียด
ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนการผ่าตัด
การดูแลระยะคลอด
อายุครรภ์ที่เหมาะสมในการผ่าตัดคลอด
ทางเลือกในการผ่าตัด
1. การผ่าตัดคลอดพร้อมตัดมดลูก (Cesarean hysterectomy)
เป็นทางเลือกหลักในรายที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะรกเกาะแน่นก่อนคลอด
2. การผ่าตัดเพื่อชะลอเวลาก่อนตัดมดลูก (Delay interval hysterectomy)
การผ่าตัดเพื่อชะลอเวลาก่อนตัดมดลูกเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยเฉพาะในรายที่สงสัย placenta percreta แนะนำให้ทำเฉพาะในกรณีหากผ่าตัดมดลูกในทันทีอาจมีความเสี่ยงมากเกินไปจากการรุกรานของเนื้อรก หรือทำในกรณีที่ขาดแหล่งทรัพยากรที่เหมาะสม ต้องมีการส่งตัวผู้ป่วย โดยการผ่าตัดมดลูกจะทำในช่วงระยะเวลาหลังคลอด 4 ถึง 6 สัปดาห์ ซึ่งผลลัพธ์ของวิธีดังกล่าวยังไม่ชัดเจน ขึ้นกับประสบการณ์ของผู้ดูแล จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม(46-48)
3. การผ่าตัดคลอดโดยไม่ผ่าตัดมดลูกออกและทิ้งรกไว้ภายในมดลูก (Leaving placental in situ)
ไม่แนะนำให้เป็นทางเลือกแรกของการรักษา ควรพิจารณาทำในรายที่ต้องการมีบุตรมากและได้รับคำปรึกษาอย่างละเอียดเกี่ยวกับประสิทธิภาพ และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น โดยวิธีนี้รกจะอยู่ในตำแหน่งเดิมหลังจากทำคลอดทารก และเย็บปิดมดลูกได้ตามปกติ ซึ่งอาจมีการทำหัตถการอื่นเพิ่มเติม เพื่อช่วยลดเลือดมาเลี้ยงบริเวณมดลูก อาทิเช่น การเย็บเพื่อควบคุมจุดเลือดออก การใช้บอลลูนในมดลูกเพื่อหยุดเลือด การอุดหลอดเลือดในมดลูก หรือการผูกหลอดเลือดในมดลูก ส่วนการผ่าตัดส่องกล้องเพื่อกำจัดเศษรกที่หลงเหลือออก อาจมีประโยชน์ในแง่ของการกำจัดเศษรกได้รวดเร็วขึ้น เพื่อรักษาอาการเลือดออกทางช่องคลอดหรืออาการปวดบริเวณอุ้งเชิงกรานที่ยังไม่หายขาด แต่อย่างไรก็ตามวิธีดังกล่าวยังคงต้องการการศึกษาเพิ่มเติม ส่วนการใช้ยา Methotrexate ปัจจุบันยังไม่แนะนำ เนื่องจากไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา อีกทั้งยังมีรายงานว่าเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น ภาวะโลหิตจางจากไขกระดูกทำงานบกพร่อง มีพิษต่อตับ และเป็นข้อห้ามในการให้นมบุตร(45)
จากการศึกษาผู้ที่มีภาวะรกเกาะแน่นจำนวน 434 ราย พบภาวะแทรกซ้อนหลังการรักษาด้วยวิธีดังกล่าว ได้แก่ มีภาวะตกเลือดทางช่องคลอดอย่างรุนแรง ร้อยละ 53 ติดเชื้อในกระแสเลือด ร้อยละ 6 ได้รับการผ่าตัดมดลูกในภายหลัง ร้อยละ 19 เสียชีวิต ร้อยละ 0.3 และมีโอกาสตั้งครรภ์ครั้งถัดไปถึงร้อยละ 67(49)
นอกจากนี้ ปัจจุบันยังไม่มีแนวทางการติดตามผู้ป่วยที่รักษาด้วยวิธีการทิ้งรกไว้ภายในโพรงมดลูกชัดเจน แต่มีรายงานว่าระยะเวลาเฉลี่ยในการเฝ้าติดตามรอให้รกเสื่อมไปจนโพรงมดลูกมีลักษณะปกติ อาจใช้เวลานานถึง 9-12 เดือน(50-52)
4. การอนุรักษ์มดลูกโดยการตัดเศษรก (Uterine conservation with placental resection)
พิจารณาทำในกรณี
การดูแลอื่นๆ ขณะผ่าตัด
ภาวะรกเกาะแน่นที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยในระยะก่อนคลอดมาก่อน
กรณีทารกยังไม่คลอด หากเลือดออกไม่มาก มารดาและทารกในครรภ์มีสัญญาณชีพปกติ สามารถใช้ผ้า swab ชุบน้ำอุ่นคลุมบริเวณมดลูกไว้ ระหว่างที่รอทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือขณะเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์ อย่างไรก็ตาม หากสถานพยาบาล ณ ขณะนั้นไม่มีความพร้อมในการจัดการกับภาวะดังกล่าว สามารถพิจารณาเย็บปิดหน้าท้อง และส่งตัวผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลที่มีความพร้อมในการดูแลต่อไป โดยที่ผู้ป่วยต้องยินยอมรับความเสี่ยงจากการสูญเสียเลือดปริมาณมากขณะส่งตัวร่วมด้วย
หากเลือดออกมากหรือสัญญาณชีพทารกผิดปกติ ควรพิจารณาผ่าตัดคลอดทันที โดยพยายามลงมีดบริเวณมดลูกให้ห่างจากขอบรก จากนั้นทำการเย็บปิดมดลูกโดยที่รกยังคงอยู่ภายในมดลูก จากนั้นส่งตัวผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลที่มีความพร้อมต่อไป
ควรส่งตัวผู้ป่วยไปยังห้องผ่าตัดโดยเร็วที่สุด ระหว่างนั้นควรมีการให้สารน้ำและผลิตภัณฑ์เลือดอย่างเหมาะสม
การดูแลระยะหลังคลอด
ในระยะหลังคลอด ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการพักฟื้นในหอผู้ป่วยวิกฤต เพื่อติดตามสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เช่น มีเลือดออกซ้ำ ภาวะแทรกซ้อนของระบบทางเดินหายใจ เช่น น้ำท่วมปอด ซึ่งเป็นผลมาจากการให้สารน้ำและผลิตภัณฑ์เลือดในปริมาณมาก(57) เฝ้าระวังอวัยวะที่อาจมีการบาดเจ็บระหว่างผ่าตัด เช่น กระเพาะปัสสาวะ ท่อไต ลำไส้ เป็นต้น
การตั้งครรภ์ในครั้งถัดไป
จากการศึกษาย้อนหลัง 2 ศึกษาที่ผ่านมา(58,59) พบว่า ภาวะรกเกาะแน่นสามารถเกิดซ้ำได้ในการตั้งครรภ์ครั้งถัดไป ร้อยละ 22 และ 29 ตามลำดับ โดยในครรภ์ถัดไป ผู้ป่วยควรรีบมาฝากครรภ์ และปรึกษาสูติแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ เพื่อช่วยคัดกรองและวินิจฉัยภาวะรกเกาะแน่นให้เร็วที่สุด
สรุป
ในปัจจุบัน ภาวะรกเกาะแน่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ซึ่งสัมพันธ์กับอัตราการผ่าตัดคลอดที่สูงขึ้น ภาวะนี้สามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง เช่น การสูญเสียเลือดจำนวนมาก การบาดเจ็บของอวัยวะข้างเคียง และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ การตรวจวินิจฉัยภาวะรกเกาะแน่นตั้งแต่ระยะก่อนคลอดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะสามารถนำไปสู่การวางแผนการรักษาที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ
เอกสารอ้างอิง


