นพ. อภินันท์ งามจำรัส
อาจารย์ที่ปรึกษา รศ. พญ. จารุวรรณ แซ่เต็ง
Introduction
แม้ว่าปัจจุบันจะมีความพยายามในการหาวิธีการสืบค้น คัดกรองหรือป้องกัน แต่มะเร็งทางนรีเวชก็ยังถือปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบและคร่าชีวิตของสตรีทั้งในประเทศไทยและสตรีทั่วโลก1, 2 โดยปัจจุบันการรักษามะเร็งทางนรีเวชมีการพัฒนาขึ้นอย่างมาก ไม่ได้จำเพาะเพียงแต่การรักษาด้วยการผ่าตัดเท่านั้น ยังมีการรักษารูปแบบอื่น ๆ เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการใช้รังสีรักษา (Radiotherapy) การรักษามุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัด (Targeted therapy and immunotherapy) และอีกหนึ่งชนิดของการรักษาที่ใช้มาอย่างยาวนานคือการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด
เคมีบำบัด (Chemotherapy) คือการให้ยาหรือสารเคมีโดยมีเป้าประสงค์เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง3 โดยคำว่าเคมีบำบัดบัญญัติขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ.1910 โดย Paul Ehrlich แพทย์ชาวเยอรมันผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ในปีดังกล่าว นับแต่นั้นได้มีการพยายามค้นหาและพัฒนายาใหม่ ๆ มากมายโดยมีเป้าหมายคือเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและลดผลข้างเคียงที่เกิดจากการรักษาให้ได้มากที่สุด ปัจจุบันการทดสอบตัวยาหรือสูตรการรักษาใหม่ มักเกิดจากการศึกษาภายใต้การดูแลของ Gynecologic Oncology Group (GOG) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ภายใต้การสนับสนุนของ National Cancer Institute (NCI) โดยมีเป้าหมายคือสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาวิธีป้องกันและรักษามะเร็งทางนรีเวชทุกชนิด
Biologic factors influencing treatment
- Cell kinetic concepts
การเข้าใจหลักการพื้นฐานทางชีววิทยาของเซลล์ (Cell kinetic) ถือเป็นเรื่องจำเป็นต่อการดูแลรักษาผู้ป่วยด้วยยาเคมีบำบัด เนื่องจากการพัฒนายาเคมีบำบัดมาจากหลักคิดที่ว่าเซลล์ร่างกายปกติและเซลล์มะเร็งมีความสามารถในการเจริญเติบโตหรือแบ่งตัวที่ต่างกัน เดิมทีนั้นมีแนวคิดที่ว่าเซลล์มะเร็งว่าจะต้องเป็นเซลล์ที่มีการแบ่งตัวเร็วผิดปกติเทียบกับเซลล์ในร่างกาย แต่จากการศึกษาใหม่ ๆ ในปัจจุบันพบว่าอัตราเร็วของการแบ่งตัวระหว่างเซลล์มะเร็งกับเซลล์ปกตินั้นใกล้เคียงกัน แต่ที่แตกต่างกันคือ เซลล์มะเร็งจะเกิดการแบ่งตัวอย่างต่อเนื่องที่ไร้การควบคุม (Continuous dysregulated proliferation) อันเป็นผลมาจากการสูญเสียตัวควบคุมการแบ่งตัวปกติ (Loss of normal cell cycle control) และความผิดพลาดของกระบวนการตายของเซลล์(Failure of normal apoptotic mechanism)4, 5
เซลล์ปกติในร่างกายคนเราสามารถแบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลัก ตามความสามารถในการแบ่งตัว ได้แก่
- Static population คือกลุ่มเซลล์ของเนื้อเยื่อที่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่อย่างจำเพาะ (well-differentiated cells) ตั้งแต่เป็นตัวอ่อนในครรภ์หรือเป็นทารก เซลล์กลุ่มนี้แทบจะไม่มีการแบ่งตัวอีกในวัยผู้ใหญ่
- Expanding population คือเซลล์ที่จะไม่มีการแบ่งตัวในภาวะปกติ แต่อาจมีการแบ่งตัวได้เมื่อมีปัจจัยกระตุ้นที่จำเพาะเช่น การบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ
- Renewing population คือเซลล์ที่มีการแบ่งตัวอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา โดยแตกต่างจากเซลล์มะเร็งคือเซลล์เหล่านี้มีการควบคุมความสมดุลระหว่างการเพิ่มขึ้นและการตายของเซลล์ (Balance of cell proliferation and cell loss) ในระดับที่ปกติ
| Static population | Expanding population | Renewing population |
| Striated muscle
Neurons Nephrons Oocytes |
Hepatocytes
Bile duct epithelium Vascular endothelium |
Bone marrow
Epidermis Gastrointestinal epithelium |
ตารางแสดงตัวอย่างชนิดของเซลล์ปกติแบ่งตามความสามารถในการแบ่งตัว
โดยพบว่าเซลล์ในร่างกายปกติที่ต่างชนิดกันมีความไวต่อยาเคมีบำบัดไม่เท่ากัน ทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาที่มีความจำเพาะรุนแรงต่ออวัยวะบางกลุ่มมากกว่าอีกอวัยวะหนึ่ง กลุ่ม Renewing population มีความไวต่อยาเคมีบำบัดมากที่สุดและมักได้รับผลจากความเป็นพิษมากที่สุด รองลงมาคือ Expanding และ Static population ตามลำดับ4-6
Cancer cell growth theory: มีการพยายามอย่างมากมายในการทำความเข้าใจการเจริญของมะเร็งในร่างกายมนุษย์ จากการสังเกตในห้องปฏิบัติร่วมกับการใช้หลักการทางคณิตศาสตร์ นำมาซึ่งแบบจำลอง (Mathematical model) ที่ใช้ในการศึกษารวมถึงออกแบบสูตรยาเคมีบำบัดในปัจจุบัน แบบจำลองหรือสมมติฐานที่ได้รับการอ้างอิงและนำไปใช้อย่างกว้างขวางมีดังนี้7
- Skipper’s cell hypothesis: เซลล์มะเร็งใช้ระยะเวลาในการแบ่งตัวแต่ละรอบเป็นเวลาคงที่ (Constant doubling time) การเจริญของก้อนมะเร็งเป็นแบบ Exponential growth และการได้รับยาเคมีบำบัดจะทำการฆ่าเซลล์มะเร็ง เป็นสัดส่วนที่คงที่ (Constant fraction) ไม่ใช่จำนวนคงที่ เรียกว่าการทำลายเซลล์แบบ First order kinetics โดยสัดส่วนการทำลายนี้ไม่ขึ้นกับขนาดของก้อน8

- Log kill hypothesis: หากการเจริญของมะเร็งมีอัตราเร็วที่คงที่ (Constant doubling time) ตามสมมติฐานของ Skipper มองในมุมกลับกันในการฆ่าเซลล์ด้วยยาเคมีบำบัดด้วยสัดส่วนคงที่ (Constant fraction) ย่อมต้องเป็นลักษณะฟังก์ชันของ Logarithm โดยพบว่าการได้ยาเคมีบำบัด 1 รอบจะทำลายเซลล์มะเร็งอยู่ที่ 2-4 log (ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 3 log) ตัวอย่างเช่นหากก้อนมะเร็งขนาด 1 kg (1012 cells) ได้รับยาเคมีบำบัด 1 ครั้งจะเหลือ 109 เซลล์ ดังนั้นการให้ยาเคมีบำบัดจึงควรให้หลาย ๆ ครั้งด้วยระยะเวลาที่เท่ากัน โดยมีช่วงพักคือการให้เซลล์ร่างกายปกติได้ฟื้นฟูหลังจากได้ยา (ช่วงพักเซลล์มะเร็งก็จะมีการฟื้นตัวเพิ่มจำนวนด้วยเช่นกันประมาณ 1 log) จะถือว่าหายเมื่อเซลล์มะเร็งน้อยกว่า log 3 ดังนั้นการให้ยามะเร็งในขณะก้อนยิ่งเล็กยิ่งดี นำมาซึ่งการรักษาแบบ Adjuvant chemotherapy (เช่นขณะก้อนเหลือขนาดเล็กลงหลังการผ่าตัด)8-11
ภาพแสดงแนวคิด Log kill hypothesis (Ref.10)
- Gompertzian growth: เป็นแนวคิดต่อยอดจาก Skipper model โดยกล่าวว่า solid tumor น่าจะมีรูปแบบการเจริญของก้อนเป็นแบบ S shaped curve มากกว่ากล่าวคือ ในระยะเริ่มต้นจะมีการเติบโตแบบช้า ๆ หลังจากนั้นจะมีอัตราการโตเร็วขึ้น (Shorter doubling time)
แบบ Exponential เนื่องจากก้อนมะเร็งยังมีขนาดเล็กสารอาหารและเลือดมาเลี้ยงยังเพียงพอต่อทุกเซลล์ จนขนาดก้อนโตขึ้นสารอาหารมาเลี้ยงเริ่มไม่เพียงพอต่อเซลล์ทั้งหมดอัตราการโตจะช้าลง (Longer doubling time)
-
- Doubling time: คือระยะเวลาที่มะเร็งใช้ในการแบ่งตัวเพื่อให้มีขนาดเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ซึ่งมะเร็งแต่ละชนิดมีระยะเวลาที่ใช้ต่างกัน โดยก้อนมะเร็งขนาด 1 mm ใช้ระยะเวลาประมาณ 20 doubling times, 5 mm ใช้ 27 doublings, 1 cm (ประมาณ 109 เซลล์) ใช้ 30 doublings และจุดที่จะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้คือก้อนน้ำหนัก 1 กิโลกรัมหรือเซลล์ 1012 เซลล์
ประโยชน์ทางคลินิกจากแนวคิดนี้คือ
1. การแพร่กระจาย (Metastasis) อาจเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนเจอตัวก้อนหลัก (Primary lesion) เพราะก้อนขนาด 1 cm เกิดจากการแบ่งตัว 30 รอบ (Doubling time) โดยประมาณ
2. ยิ่งก้อนมีขนาดใหญ่ จำนวน doubling time เพียงเล็กน้อยอาจทำให้ขนาดก้อนโตขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งผลต่อผู้ป่วยได้มาก เช่นจากก้อนขนาด 1 cm (30 doublings) หลังผ่านไปอีกแค่ 3 รอบการแบ่งตัว ก้อนจะมีขนาดได้ถึง 8 cm
3. ยิ่งก้อนมีขนาดเล็กรวมถึงก้อนที่แพร่กระจาย (Metastasis) Doubling time สั้น ยิ่งแปลว่ามีเซลล์ที่ active อยู่มาก ทำให้ตอบสนองต่อยาได้ดีกว่าต่อยาเคมีบำบัด 6, 7, 12, 13

ภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง Gompertzian growth และ Log kill hypothesis (Ref.11)
- Norton-Simon hypothesis: อ้างอิงจาก Gompertzian growth การตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดจะดีในช่วงที่ก้อนมะเร็งโตเร็วแบบ Exponential growth กล่าวอีกนัยหนึ่งคือมะเร็งจะตอบสนองไม่ดีเมื่อให้ยาขณะที่ก้อนมีขนาดเล็กหรือใหญ่มาก ๆ จากทฤษฎีนี้ทำให้เกิดการออกแบบวิธีการให้ยาเคมีบำบัดแบบ Dose Dense regimen คือให้ยาในปริมาณที่เหมาะสมแต่ลดระยะเวลาระหว่างรอบการให้ เพื่อให้เกิดการฆ่าเซลล์มะเร็งในช่วงที่ตอบสนองดีที่สุด9, 14
ถึงแม้จะมีการพยายามสร้างรูปแบบ model มากมายเพื่อนำมาคาดการณ์หรือทำนายการเจริญของก้อนมะเร็ง แต่ในปัจจุบันพบว่ายังไม่มี model แบบใดที่สามารถอธิบายการเจริญเติบโตของมะเร็งได้ทั้งหมดเนื่องจากในทางปฏิบัติพบว่ามะเร็งมีความแตกต่างกันของการเจริญเติบโตแม้ว่าจะเป็นมะเร็งชนิดเดียวกันแต่ในผู้ป่วยต่างรายก็อาจเจริญแตกต่างกันได้ หรือแม้กระทั่งในผู้ป่วยรายเดียวกันแต่ก้อนมะเร็งระยะแพร่กระจายคนละอวัยวะก็มีอัตราการโตต่างกันได้ ส่วนหนึ่งคาดว่าเกิดจากอัตราการเผาผลาญหรือการใช้พลังงานของมะเร็งและตัวผู้ป่วยเองด้วย ซึ่งประเด็นเหล่านี้ยังต้องได้รับการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปในอนาคต 7
Cell cycle (วัฏจักรของเซลล์) แม้ว่ากระบวนการแบ่งตัวของเซลล์จะมีความสลับซับซ้อนและหลากหลาย แต่ก็มีรูปแบบที่คาดการณ์ได้รวมถึงมีความจำเป็นต่อการออกแบบยาเคมีบำบัดที่ใช้ในการรักษามะเร็ง โดยระยะต่าง ๆ ของการแบ่งเซลล์มีดังนี้
G1 phase (postmitotic phase) เป็นระยะที่มีการเตรียมเอนไซม์และโปรตีนที่จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์ DNA และ RNA ของเซลล์ โดยอาศัยการทำงานของ Cyclin D-CDK4/6 เป็นตัวเริ่มต้นในการเข้าสู่วัฏจักรของเซลล์ ระยะนี้เป็นระยะที่มีความแตกต่างของเวลามากที่สุด ส่วนใหญ่กินเวลาตั้งแต่ 4 – 24 ชั่วโมง
S phase (DNA Synthetic phase) เป็นระยะที่เกิดการสังเคราะห์ DNA สายใหม่ขึ้น โดยพบการทำงานของ Cyclin E-CDK2 เริ่มตั้งแต่ G1 แต่สูงสุดใน S และ Cyclin A-CDK2 เริ่มตั้งแต่ S จนถึง G2 กินเวลาประมาณ 10-20 ชั่วโมง
G2 phase (postsynthetic phase/ premitotic phase) เป็นระยะที่เซลล์มีจำนวนสารพันธุกรรมเป็น 2 เท่าของเซลล์ปกติ เป็นระยะสั้น ๆ ที่ใช้สำหรับเตรียมพร้อมขั้นสุดท้ายก่อนเข้าสู่กระบวนการแบ่งเซลล์ อาศัยการทำงานของ Cyclin B-CDK 1 ในการเข้าสู่ M phase และยังพบการทำงานของ PLK และ Aurora A ที่ใช้สำหรับการพัฒนา Centrosome และ spindle fiber ซึ่งจำเป็นต่อกระบวนการแบ่งเซลล์ระยะต่อไป
M phase (Mitotic phase) เป็นระยะที่เกิดการแบ่งเซลล์อย่างแท้จริง
G0 phase (resting or quiescent phase) เป็นระยะพัก โดยจะไม่เกิดการแบ่งตัวใด ๆ แต่เซลล์สามารถกลับเข้าสู่วัฏจักรของเซลล์ได้อีกครั้งโดยการเปลี่ยนจาก G0 เป็น G1 หากได้รับการกระตุ้นอย่างเหมาะสม
Generation time: คือระยะเวลาที่เซลล์ใช้ในการแบ่งตัวอย่างสมบูรณ์ 1 รอบวัฏจักรของเซลล์ (ระยะจาก M phase ถึง M phase ของอีก cycle หนึ่ง)

ภาพแสดง Cell cycle และระยะเวลาโดยประมาณ (Ref.5)
วัฏจักรของเซลล์นับเป็นกระบวนการที่สลับซับซ้อนและต้องอาศัยการทำงานที่ปกติของสารในขั้นตอนต่าง ๆโดยเฉพาะกลุ่ม Cyclins และ Cylin-dependent kinase (CDKs) โดยภายในแต่ละรอบการแบ่งเซลล์จะมีจุด checkpoints สำคัญที่เป็นเสมือนการตรวจสอบคุณภาพหรือความถูกต้องของสารพันธุกรรมแล้วเลือกว่าเซลล์นั้น ๆ ควรแบ่งตัวต่อไปหรือควรหยุดกระบวนการและเข้าสู่การ apoptosis มีอยู่ 4 จุดใหญ่ ๆ คือ
1. รอยต่อระหว่างระยะ G1 และ S (G1/S checkpoint): อาศัย TP53 ซึ่งเป็น tumor suppressor gene ทำหน้าที่ยับยั้งการเพิ่มจำนวน DNA ของเซลล์
2. ภายในระยะ S (Intra S checkpoint): อาศัย ATR-CHK1 ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของ DNA
3. รอยต่อระหว่างระยะ G2 และ M (G2/M checkpoint): ยับยั้งการเข้าสู่ระยะ Mitotic phase
4. ภายในระยะ M (Metaphase to anaphase checkpoint): ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์
Checkpoints เหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการแบ่งตัวของเซลล์ปกติ หากมีความผิดปกติเกิดขึ้นที่ไม่สามารถตรวจสอบแก้ไขหรือมีความผิดพลาดของสารที่ใช้ในกระบวนการ checkpoint ต่างๆ อาจนำมาซึ่งเซลล์ที่ผิดปกติและอาจกลายเป็นมะเร็งได้ในที่สุด4-6, 15
การจำแนกประเภทของยาเคมีบำบัดนั้นสามารถทำได้หลายวิธีแต่หนึ่งในวิธีการจำแนกที่ใช้บ่อยที่สุดคือแบ่งตามความสามารถในการออกฤทธิ์ของยาต่อระยะต่าง ๆ ในวัฏจักรของเซลล์คือกลุ่ม Cell cycle specific ซึ่งมักมีประสิทธิภาพดีในการทำลายเซลล์มะเร็งประเภทที่มีการแบ่งตัวเยอะเท่านั้น
| Proliferation | |||
| Proliferation-Dependent | Less Proliferation-Dependent | ||
| Cell cycle specific | Cycle
specific |
Cytarabine | 5-Fluorouracil
Methotrexate |
| Non-cycle specific | Cyclophosphamide
Actinomycin D Cisplatin, Carboplatin |
Topotecan | |
Table 1 แสดงชนิดยาเคมีบำบัดจำแนกตามความจำเพาะต่อ Cell cycle ดัดแปลงจาก Ref.4
| ระยะ G1 | ระยะ S | ระยะ late S | ระยะ G2 | ระยะ M |
| Actinomycin D | Hydroxyurea
Cytosine Arabinoside 5-Fluorouracil Methotrexate |
Doxorubicin
Daunomycin |
Bleomycin
Etoposide Teniposide Cisplatin Carboplatin Topotecan |
Paclitaxel
Viscristine Vinblastine |
ตารางแสดงยาเคมี cycle-specific ต่อแต่ละระยะของวัฏจักรของเซลล์
Host-tumor interaction การเจริญที่ผิดปกติของมะเร็งต้องอาศัยออกซิเจน สารอาหารรวมถึงการกำจัดของเสียผ่านทางระบบหลอดเลือดของผู้ป่วย โดยทั่วไปก้อนมะเร็งไม่ได้มีระบบท่อน้ำเหลืองเป็นของตัวเองจึงทำให้เกิดการคั่งของสารน้ำ ทำให้ Interstitial pressure เพิ่มสูงขึ้นประกอบกับเส้นเลือดที่สร้างบริเวณก้อนมักเป็นเส้นเลือดที่ผิดปกติ ท้ายที่สุดแล้วจะนำไปสู่ภาวะพร่องออกซิเจนและการตายของก้อนจากการขาดเลือด ซึ่งบริเวณที่ไกลจากระบบเส้นเลือดหลักของผู้ป่วยนี้จะเป็นบริเวณที่ยาเคมีบำบัดไม่สามารถเข้าถึงได้ จึงได้มีการพัฒนายาใหม่ในกลุ่ม Anti-angiogenic therapy ที่ทำให้หลอดเลือดบริเวณก้อนดีขึ้น ทำให้การเข้าถึงของยาเคมีบำบัดเพิ่มขึ้นบริเวณนั้นและเพิ่มประสิทธิภาพของยาในการฆ่าเซลล์บริเวณดังกล่าว 6
- Chemotherapy resistance การดื้อยาเคมีบำบัด ไม่ว่าจะต่อยา 1 ชนิดหรือหลายชนิด นับเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งลดลง โดยทั่วไปสามารถแบ่งประเภทการดื้อยาออกเป็น 2 แบบใหญ่ ได้แก่
- Intrinsic หรือ Primary drug resistance คือการดื้อยาที่มีอยู่ในเซลล์มะเร็งตั้งแต่ต้นก่อนจะได้รับยาเคมีบำบัดครั้งแรก โดยอาจจะเกิดจากยีนกลายพันธุ์บางอย่าง (Spontaneous mutation) ที่ทำให้ผลของยาเคมีบำบัดในการฆ่าเซลล์นั้นลดลง หรือเกิดจากความหลากหลายของเซลล์ในก้อนมะเร็ง (Heterogeneity) ที่มีเซลล์บางส่วนของก้อนดื้อต่อยา ทำให้เหลือรอดหลังการได้รับยาเคมีบำบัดครั้งนั้น เซลล์เหล่านี้อาจทำหน้าที่เป็นเหมือนเซลล์ตั้งต้น(Stem cells) ที่แบ่งตัวใหม่และทำให้เกิดการกลับเป็นซ้ำ (Recurrent) ในอนาคต มะเร็งชนิดที่เจอการดื้ออยาประเภทนี้ได้บ่อยเช่น Metastatic uterine leiomyosarcoma และ Clear cell ovarian cancer
- Extrinsic หรือ Acquired drug resistance คือการดื้อยาที่เกิดขึ้นตามหลังจากการได้ยาเคมีบำบัดและมีการตอบสนองดีในครั้งแรก อาจเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนใหม่ การเปลี่ยนแปลงระดับการตอบสนองต่อยาเดิมหรือการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะแวดล้อมของก้อนมะเร็ง (Microenvironment) ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่อยู่ในระยะลุกลามมักจะเกิดการดื้อยาแบบนี้ตามมาในท้ายที่สุด4, 5
นอกจากกลไกข้างต้นพบว่าทั้ง Primary และ Acquired drug resistance อาจเกิดได้จากอีกหลายกลไกไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนแปลงระกับการรับเข้าหรือขับยาออกจากเซลล์มะเร็ง การเมทาบอลิซึมยาที่ผิดปกติไป ตัวอย่างเช่น การเพิ่มการแสดงออกของ P-glycoprotein และโปรตีน MRP1 ซึ่งจะทำให้เซลล์มะเร็งมีการขับยาออกมากขึ้นกว่าปกติ กลไกเหล่านี้เป็นเป้าหมายในการคิดค้นวิธีเอาชนะการดื้อยาของเซลล์มะเร็งในปัจจุบัน
Pharmacologic principles
- Route of administration and Absorption วิธีการบริหารยาและการดูดซึมของยา ปัจจุบันการให้ยาเคมีบำบัดมีการพัฒนาวิธีให้ได้หลายทางไม่ว่าจะเป็นทางการกิน ทางหลอดเลือดดำ หรือทางการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ การบริหารยาวิธีใดนั้นขึ้นอยู่กับคุณสมบัติพื้นฐานของยาแต่ละชนิดเช่น อัตราการละลายตัวของยา การต้องอาศัยเอนไซม์จะเพาะในการเปลี่ยนรูปหรือแม้กระทั่งข้อจำกัดที่เกิดจากการใช้งานของตัวผู้ป่วย โดยไม่ว่าจะเป็นการบริหารยารูปแบบใดล้วนมีจุดประสงค์เพื่อทำให้เกิด ประสิทธิผลทางการรักษาสูงสุด (Effectiveness)
Effectiveness ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของยาและระยะเวลาที่ยาอยู่ในเนื้อเยื่อหรือก้อนเป้าหมาย ซึ่งสามารถคำนวณจากพื้นที่ได้กราฟความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นและเวลาที่ได้รับยา (Area under the concentration time curve [AUC]) อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่าการออกแบบยาหรือวิธีการให้ใหม่ ๆ ก็เพื่อทำให้เกิด Optimal AUC และเกิดประสิทธิผลในการรักษาสูงสุด
- Drug distribution การกระจายตัวของยาหลังจากได้รับเข้าสู่ร่างกายส่งผลอย่างมากต่อความเข้มข้นของยาที่บริเวณเนื้อเยื่อเป้าหมาย โดยจะกระจายตัวได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยเช่น การจับ Albumin หรือโปรตีนต่าง ๆ ในพลาสมา การแตกตัวต่อ pH จำเพาะ ขนาดโมเลกุลของยาและความสามารถในการละลายในไขมัน เป็นต้น
บางบริเวณของร่างกายอาจเป็นบริเวณที่ยาไม่สามารถเข้าไปได้ เรียกบริเวณนี้ว่า Pharmacologic sanctuaries/Sanctuary site ได้แก่ สมองซึ่งมี blood brain barrier หรือบริเวณแกนกลางของก้อนมะเร็งที่มีขนาดใหญ่ทำให้เลือดเข้าไปเลี้ยงได้น้อย ตัวยาก็เข้าไปได้น้อย ซึ่งอาจเกิดภาวะขาดอ็อกซิเจนและกลายเป็นเนื้อตายในที่สุด (Central necrosis) บริเวณเหล่านี้อาจหลงเหลืออยู่ภายหลังจากการได้ยาเคมีบำบัดแต่ละรอบและกลายเป็นต้นเหตุของการกลับเป็นซ้ำหรือดื้อยาได้ในอนาคต 5, 6
- Drug metabolism ยาเคมีบำบัดบางชนิดจำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนรูปให้อยู่ใน active form จึงจะสามารถออกฤทธิ์ได้ ซึ่งส่วนใหญ่การเปลี่ยนรูปยานี้ต้องอาศัยเอนไซม์ที่ตับหรือเนื้อเยื่อเป้าหมาย หากมีการ metabolism ที่ผิดปกติไปอาจส่งผลให้ระดับยาไม่ได้เป้าหมาย ซึ่งทำให้เกิดการไม่ตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดหรือเกิดการเป็นพิษจากการใช้ยาก็ได้
- Excretion โดยส่วนใหญ่กระบวนการขับยาออกมักผ่านทางการทำงานของตับหรือไต ดังนั้นในผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับหรือไตบกพร่อง จำเป็นต้องได้รับการปรับขนาดยาที่ใช้ให้เหมาะสม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการรักษาแต่ก็ต้องลดความเสี่ยงจากความเป็นพิษ (Toxicities) ของยาเคมีบำบัดที่มากเกินไป
- Drug interaction เนื่องจากผู้ป่วยมะเร็งอาจมีโรคประจำตัวอื่นที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาร่วมด้วย ดังนั้นมีโอกาสที่ผู้ป่วยเหล่านี้จะต้องได้รับยามากกว่า 1 ชนิด ซึ่งยาบางชนิดอาจทำปฏิกิริยากับยาเคมีบำบัดส่งผลให้ปริมาณยาเคมีบำบัดในเลือดเปลี่ยนแปลงไปได้ ตัวอย่างปฏิกิริยาที่สำคัญและควรระวังได้แก่
- ยากลุ่ม Alkylating agents มักทำปฏิกิริยากับยาอื่นหลายชนิด การให้ยาร่วมกันจึงอาจลดความเข้มข้นของยาอื่น ส่งผลให้ไม่ได้รับผลลัพธ์การรักษาที่เหมาะสมได้
- การได้รับยาปฏิชีวนะบางชนิดอาจลดปริมาณแบคทีเรียในลำไส้ ส่งผลให้ปริมาณในเลือดของยาที่ถูกดูดซึมผ่านทางการรับประทานลดลงได้ เช่น Oral methotrexate
- ยาบางชนิดเช่น Cisplatin หรือ methotrexate โดยปกติจะจับอยู่กับ Albumin หรือโปรตีนชนิดอื่นพลาสมา การได้รับยาอื่น ๆ เช่น Aspirin หรือยากลุ่ม Sulfa ที่แย่งจับกับโปรตีนเหล่านี้ จะทำให้เกิด free form ซึ่งเป็น active form ของเคมีบำบัดมากขึ้นได้
- การทำปฏิกิริยาระหว่างกันของยาเคมีบำบัดมากกว่าหนึ่งตัว เช่น Methotrexate จะเพิ่มการทำงานของยา 5-fluorouracil หากให้ยา methotrexate นำมาก่อน ในทางตรงกันข้ามหากผู้ป่วยได้รับ 5-fluorouracil ก่อนหน้าจะทำให้ฤทธิ์ของ methotrexate ลดลง
- ยาปฏิชีวนะบางตัวที่มีความเป็นพิษต่อไต อาจส่งผลต่อการขับยาของ methotrexate และอาจเพิ่มความเป็นพิษต่อไตมากขึ้นหากได้รับคู่กับ Cisplatin
- ผู้ป่วยที่ได้รับ Methotrexate หรือ 5-fluorouracil ในขณะที่ทาน warfarin อาจทำให้ผลการต้านการแข็งตัวของเลือดสูงขึ้น เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องลดระดับของยา warfarin ลงในขณะได้รับยาดังกล่าว4-6, 15
General principles to be considered prior to CMT initiation
เนื่องจากยาเคมีบำบัดนับเป็นยาที่มีความเสี่ยงสูงและดัชนีการรักษาแคบ (Narrow therapeutic index) ดังนั้นก่อนจะพิจารณาให้การรักษาวิธีนี้แก่ผู้ป่วยแต่ละราย แพทย์ผู้ดูแลจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่ามีความเหมาะสมและประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการรักษานั้นมากกว่าโทษที่อาจเกิดขึ้นจากพิษของยาจริง ๆ โดยอาจพิจารณาตามประเด็นเหล่านี้
- Natural history of malignancy
- Confirm the diagnosis ก่อนเริ่มการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดชนิดใดก็ตาม ต้องมั่นใจในการวินิจฉัยว่าผู้ป่วยรายนั้นเป็นมะเร็งจริง โดยมาตรฐานหลักของการวินิจฉัยคือการตรวจทางพยาธิวิทยา (Histologic confirmation) เนื่องจากการตรวจวิธีนี้นอกจากจะยืนยันว่าเป็นมะเร็งหรือไม่แล้วนั้น ยังสามารถตรวจเพิ่มเติมถึงชนิดของเซลล์หรือย้อมพิเศษเพื่อดูแนวโน้มการตอบสนองต่อยา นำมาใช้ประกอบการเลือกสูตรยาเคมีบำบัดได้ด้วย
- Stage of disease and extent ก่อนเริ่มการรักษาควรทราบระยะที่แน่ชัดของมะเร็งรวมถึงหากมีการแพร่กระจายควรทราบถึงอวัยวะที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อจะได้เลือกวิธีการที่เหมาะสม ประเมินการตอบสนองต่อยาและบอกพยากรณ์ของโรคได้ชัดเจน
- Patient factors
- ข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วย ควรนำมาพิจารณาความเหมาะสมของวิธีการรักษาต่อผู้ป่วยแต่ละราย เช่น อายุ ภาวะโภชนนาการ โรคประจำตัวและยาที่ใช้ประจำ เป็นต้น
- Body surface area (BSA) เนื่องจากยาเคมีบำบัดมีช่วงดัชนีการรักษาที่แคบ ขนาดยาที่ใช้จึงควรถูกต้องแม่นยำเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการรักษาสูงสุดโดยไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษที่มากเกินไป การใช้ BSA เป็นหลักในการคำนวณมีความเหมาะสมกว่าการใช้น้ำหนักตัวเพียงอย่างเดียว เนื่องจาก BSA มีการเปลี่ยนแปลงระหว่างการรักษาน้อยกว่า ทำให้ปริมาณที่ผู้ป่วยได้รับมีความคงที่มากกว่า
- BSA สามารถคำนวณได้หลายวิธี โดยวิธีที่มีการใช้อย่างแพร่หลายได้แก่
- Mosteller’s formula
BSA (m2) = [(Height x Weight) / 3600]1/2
- DuBois and Dubois
BSA (m2) = (Weight)0.425 x (Height)0.725 x 71.84
- Haycock
BSA (m2) = (Weight)0.5378 x (Height)0.3964 x 0.024265
หมายเหตุ:
a. ทั้ง 3 วิธีใช้ น้ำหนักหน่วยเป็นกิโลกรัมและส่วยสูงหน่วยเป็นเซนติเมตร
b. กรณีผู้ป่วยน้ำหนักเยอะ (BMI > 25 kg/m2) ต้องใช้ Adjusted body weight (ABW) ในการคำนวณ โดยที่
ABW (kg) = IBW + [ (Actual weight – IBW) x 0.40]
IBW (Ideal body weight) = 45.5 + {[(Height in cm/2.54) -60] x 2.3}
-
- Performance status การประเมินสมรรถภาพของร่างกายผู้ป่วยสามารถบอกถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการรักษาละใช้ประกอบการพิจารณาพยากรณ์โรคของผู้ป่วยแต่ละรายได้ โดยมีเกณฑ์การประเมินได้หลายแบบ แต่วิธีที่ใช้อย่างแพร่หลายคือ
- The Karnofsky of performance status scales: คะแนน 0 หมายถึงเสียชีวิตและ 100 คือสุขภาพแข็งแรงดี ไม่มีอาการแสดงของโรค โดยทั่วไปหากผู้ป่วยประเมินได้คะแนนน้อยกว่า 60 อาจไม่เหมาะกับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดและจำเป็นต้องเลือดรักษาตามอาการหรือเชิงประคับประคองแทน16
- Eastern Cooperative Oncology Group (ECOG)/WHO/Zubrod score เป็นการประเมินอีกรูปแบบหนึ่งโดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็นคะแนน 0-4
- Performance status การประเมินสมรรถภาพของร่างกายผู้ป่วยสามารถบอกถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการรักษาละใช้ประกอบการพิจารณาพยากรณ์โรคของผู้ป่วยแต่ละรายได้ โดยมีเกณฑ์การประเมินได้หลายแบบ แต่วิธีที่ใช้อย่างแพร่หลายคือ
0 คือสามารถปฏิบัติกิจกรรมได้ตามปกติ ไม่มีอาการของโรค, 4 คือติดเตียงแทบไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย โดยทั่วไปผู้ป่วยที่มีคะแนนระดับ 0-2 จึงจะนับว่าเหมาะสมต่อการรับยาเคมีบำบัด17
-
- Prior treatment การรักษาทั้งหมดที่เคยได้รับมาไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด การได้เคมีบำบัดสูตรก่อนหรือการฉายรังสีรักษา ล้วนอาจส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยหรือการทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวข้องซึ่งอาจทำให้การตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดรอบใหม่ลดลงได้
- Organ function การประเมินความพร้อมของอวัยวะต่าง ๆ มีผลทั้งในแง่ของการเลือกยาเคมีบำบัดที่จะใช้ และยังมีผลต่อการตรวจติดตามและเฝ้าระวังผลข้างเคียงจากยาอีกด้วย
- Bone marrow functions เนื่องจากระบบเลือดเป็นระบบที่ได้รับผลกระทบตามหลังยาเคมีบำบัดค่อนข้างมาก การทราบค่าตั้งต้นจากผล Complete blood count จึงควรทำในผู้ป่วยทุกราย โดยทั่วไปผู้ป่วยที่เหมาะต่อการได้รับยาเคมีบำบัดควรมีผลเลือด White blood cells > 4,000 cells/cu.mm, Absolute neutrophils count > 1,500 cell/cu.mm, Platelets > 100,000 cells/cu.mm หากผลเลือดของผู้ป่วยมีระดับต่ำกว่านี้อาจพิจารณาลดปริมาณยาหรือเลื่อนรอบการให้เคมีบำบัดไปก่อน 4-6
- Kidney ยาเคมีบำบัดหลายตัวอาศัยไตเป็นอวัยวะหลักในการขับออก ดังนั้นการทำงานของไตที่ผิดปกติอาจส่งผลต่อระดับยาที่มากเกินและเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้ โดยทั่วไปสามารถคำนวณการทำงานของไตได้จาก Glomerular filtration rate (GFR) หรือ creatinine clearance (CrCl) โดยค่า creatinine ที่ตรวจจากเลือดอาจไม่ได้เป็นค่าจริงในการบอกการทำงานของไต แต่เนื่องจากการวัดค่า creatinine ด้วยวิธีพิเศษมีความยุ่งยากและไม่คุ้มค่าในทางปฏิบัติ การคำนวณจากค่า serum creatinine จึงเป็นสิ่งที่ยอมรับได้โดยทั่วไปในปัจจุบัน
สูตรคำนวณ CrCl ที่ใช้บ่อย
- Cockroft-Gault Method18
CrCl (ml/min) = [(140 – Age) x Weight (kg) x 0.85 (Female patient)] / Serum Cr (mg/dL) x 72
- Jelliffe Method 19
CrCl (ml/min) = {98 – [0.8 x (Age -20)]} x 0.9 (Female patient) / Serum Cr (mg/dL)
ข้อควรระวังจากการใช้สูตรคำนวณเหล่านี้คือ การคำนวณส่วนใหญ่อิงตาม Serum Cr เป็นหลัก ดังนั้นในบางกรณีที่ส่งผลให้ระดับ serum Cr ต่ำผิดปกติอาจส่งผลให้ค่าการทำงานของไตที่ได้จากการคำนวณสูงกว่าความเป็นจริง เช่น ผู้ป่วยมวลกล้ามเนื้อต่ำ ขาดสารอาหาร รวมถึงหากผู้ป่วยอ้วนอาจทำให้ค่าที่ได้คลาดเลื่อนได้เช่นกัน จึงแนะนำว่า ในกรณีที่ BMI > 25 kg/m2 ให้ใช้ Adjusted BW แทนหรือถ้า Serum Cr ต่ำมาก ๆ ให้ใช้ค่า 0.7 แทนหรือ GFR มากที่สุดไม่เกิน 125 ml/min เป้าหมายก็เพื่อไม่ให้ค่าการทำงานที่ได้จากการคำนวณนั้นดีเกินความเป็นจริง ซึ่งแพทย์อาจให้ยาเคมีบำบัดที่มากเกินไป
Calvert formula6, 20, 21: หนึ่งในยาเคมีบำบัดที่ต้องมีการปรับขนาดยาโดยอาศัยค่า GFR ที่ได้จากการคำนวณคือ Carboplatin เนื่องจากเป็นยาที่ขับออกทางไตเป็นหลักและหากให้ในปริมาณที่มากเกินอาจทำให้เกิดการกดไขกระดูกอย่างรุนแรงได้ จึงควรคำนวณปริมาณยาอย่างเหมาะสมเสมอ
Carboplatin total dose (mg) = Target AUC x (CrCl+ 25)
Target AUC = 5-6 ในผู้ป่วยที่ไม่เคยได้ยา carboplatin มาก่อน
Target AUC = 4-5 ในผู้ป่วยที่ที่เคยได้ยาเคมีบำบัดมาก่อน และต้องการให้ Carboplatin single therapy
Target AUC = 5-6 ต้องการใช้ Carboplatin แบบ combination therapy
ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาร่วมกับรังสีรักษา ( CCRT ); Target AUC = 2
โดยปริมาณยามากสุดไม่เกิน 900 mg ใน AUC = 6, 750 mg ใน AUC = 5 และ 600 mg ใน AUC = 4 ตามลำดับ
-
-
- Liver ตับมีความจำเป็นทั้งต่อการ metabolite และการขับออกของยาบางชนิด เช่น Paclitaxel, Doxorubicin, Cyclophosphamide โดยก่อนเริ่มยาเคมีบำบัดควรมีค่าเอนไซม์ AST และ ALT น้อยกว่า 5 เท่าของค่าปกติ (upper limit of normal) และ total bilirubin น้อยกว่า 3 mg/dL
- ปัจจัยแวดล้อมของตัวผู้ป่วย: นอกจากปัจจัยทางชีวภาพข้างต้น ปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นสภาพจิตใต สภาพครอบครัว สิทธิการรักษา รายได้ ภูมิลำเนา ก็ควรนำมาคำนึงถึงในการให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็งด้วย เนื่องจากโรคมะเร็งนับเป็นเรื่องใหญ่สำหรับบุคคลหรือครอบครัวหนึ่งๆ การรักษาจำเป็นต้องผ่านหลายกระบวนการและต้องมีการนัดตรวจติดตามอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง แพทย์ผู้ดูแลจึงควรอธิบายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีความเข้าใจในกระบวนการทั้งหมดและสอบถามความพร้อมหรือปัญหาติดขัดในการดูแลผู้ป่วย
-
- Treatment goal and patient expectation: ก่อนทำการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดควรมีการพูดคุยกับผู้ป่วยให้เข้าใจในตัวโรครวมถึงความคาดหวังในผลลัพธ์จากการรักษา เนื่องจากมิใช่มะเร็งทุกชนิดจะเป้าหมายเพื่อรักษาให้หายขาดได้ หรือแม้กระทั่งมะเร็งชนิดเดียวกันระยะเดียวกันในผู้ป่วยต่างรายอาจมีความคาดหวังหรือเป้าหมายในการรักษาที่แตกต่างกันก็ได้
เนื่องจากยาเคมีบำบัดเป็นกลุ่มยาความเสี่ยงสูงการพิจารณาของแพทย์ควรต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าระหว่างผลลัพธ์จากการรักษาและความเสี่ยงจากผลข้างเคียงของยานั้น ๆ โดยทั่วไปสามารถจำแนกกลุ่มของมะเร็งตามการตอบสนองต่อยาและเป้าหมายในการรักษาดังนี้ 6, 15
- กลุ่มที่หวังรักษาให้หายขาด (Curative intent)
มะเร็งบางกลุ่มมีการตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดดีมากเช่น Choriocarcinoma และ ovarian germ cell tumor การได้ยาเคมีบำบัดเป็นวิธีการรักษาหลัก อาจจำเป็นต้องให้ยาในขนาดที่สูงและเกิดผลข้างเคียงได้บ้าง แต่เมื่อแลกมากับการหายจากโรคหรือเพิ่มระยะเวลารอดชีวิต (Overall survival) ก็นับเป็นสิ่งที่ยอมรับได้
- รักษาเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต (Improved or sustained quality of life)
มะเร็งกลุ่ม Advanced epithelial ovarian carcinoma มีอัตราการตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดได้ดี ยาเคมีบำบัดช่วยเพิ่มระยะเวลาปลอดโรคและอาจเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้ ถึงแม้ตัวโรคจะไม่หายขาดแต่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ก็ควรได้รับยาเคมีบำบัดอย่างเต็มที่ เว้นแต่จะมีข้อห้ามในการใช้ยาชัดเจน เนื่องจากนับว่าเป็นกลุ่มที่ประโยชน์จากยาเคมีบำบัดมากกว่าผลข้างเคียงจากการใช้ยา
- เพื่อควบคุมตัวโรค (Control of disease)
มะเร็งกลุ่มที่พบว่ามีการตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดอยู่บ้าง แต่ไม่พบว่าการได้ยาจะเพิ่มระยะเวลาปลอดโรคหรือระยะเวลารอดชีพอย่างชัดเจนเช่น Advanced or recurrent endometrial cancer, cervical cancer และ uterine carcinosarcoma เป็นต้น การให้ยาเคมีบำบัดในกลุ่มนี้มุ่งเน้นเพื่อควบคุมตัวโรค บรรเทาอาการหรือเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย การพิจารณาให้ยาต้องเฝ้าระวังผลข้างเคียงจากการใช้ยาว่ามิได้ส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ แย่ลง
- เพื่อประคับประคองอาการ (Palliation of symptoms)
มะเร็งที่เกิดการเป็นซ้ำหรือลุกลามเพิ่มขึ้น (recurrent or progression) หลังจากเคยได้ยาเคมีบำบัดมาก่อน พบว่ามะเร็งกลุ่มนี้มีโอกาสดื้อยาสูงและตอบสนองน้อยมาก เป้าหมายหลักในการให้ยาเพียงเพื่อลดอาการที่เกิดจากตัวโรคหรือเพิ่มคุณภาพชีวิต แค่ตัวโรคไม่ได้เป็นเพิ่ม (stable of disease) ก็นับว่าเพียงพอแล้ว การเลือกยาควรใช้อย่างเหมาะสมหลีกเลี่ยงยาที่อาจมีความเป็นพิษสูงซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการไม่สุขสบายเพิ่มขึ้นได้
Principles of CMT in clinical practice
- Types of CMT usage in current practice
- Induction chemotherapy: เป็นการให้ยาเคมีบำบัดในขนาดสูง เป็นการรักษาหลักในผู้ป่วยมะเร็งชนิดตอบสนองต่อยาเคมีได้ดี
- Adjuvant chemotherapy: เป็นการให้ยาเคมีบำบัดตามหลังการรักษาหลักซึ่งอาจเป็นการผ่าตัดหรือฉายรังสี เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่อาจหลงเหลืออยู่หลังการรักษาเหล่านั้น นิยมทำในกรณีที่มีโอกาสกลับเป็นซ้ำค่อนข้างสูง (โดยทั่วไปคือมากกว่า 20%)
- Neoadjuvant chemotherapy: เป็นการให้ยาเคมีบำบัดก่อนการรักษาหลัก มักใช้ในกลุ่ม advanced cancer ที่ไม่สามารถผ่าตัดได้อย่างเพียงพอ การให้ยาเคมีไปก่อนมุ่งหวังว่าจะช่วยลดขนาดมะเร็งทำให้การผ่าตัดง่ายขึ้นและอาจช่วยลดภาวะแทรกซ้อนตามหลังการผ่าตัดได้อีกด้วย
- Consolidation therapy: เป็นการให้ยาเคมีบำบัดต่อเนื่องหลังจากผู้ป่วยไม่มีมะเร็งหลงเหลืออยู่แล้ว เพื่อเพิ่มอัตราการตอบสนองหลังเข้าสู่ระยะปลอดโรค
- Maintenance therapy: เป็นการให้ยาเคมีบำบัดในขนาดต่ำอย่างต่อเนื่องสำหรับผู้ป่วยที่เข้าสู่ระยะปลอดโรคแล้ว เพื่อยืดระยะเวลาการหายของมะเร็งและลดโอกาสกลับเป็นซ้ำ นิยมใช้คำนี้กับมะเร็งเม็ดเลือดมากกว่า
- Salvage chemotherapy: เป็นการให้ยาเคมีบำบัดเพื่อหวังผลการรักษาให้หายขาด (Curative intent) ในผู้ป่วยมะเร็งกลับเป็นซ้ำหรือดื้อยาเคมีบำบัดสูตรเริ่มต้น
- Concurrent chemoradiation: เป็นการให้ยาเคมีบำบัดควบคู่ไปกับการฉายรังสี โดยหวังผล radiosensitize จากยาเคมียำยัด ทำให้ก้อนมะเร็งตอบสนองต่อรังสีได้ดีขึ้น ใช้บ่อยในการรักษามะเร็งปากมดลูก โดยนิยมใช้ยากลุ่ม platinum-analogs
- CMT combination
การให้ยาเคมีบำบัดแบบหลายชนิดร่วมกันนับว่าเป็นสูตรยามาตรฐานในการรักษามะเร็งหลายชนิดในปัจจุบัน โดยคาดหวังว่าการได้ยามากกว่าหนึ่งชนิดจะมีผลดีกว่าในแง่ของประสิทธิภาพในการลดขนาดก้อนมะเร็งอย่างรวดเร็วและลดโอกาสเกิดการดื้อยา แต่ทั้งนี้ยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่าการได้ยาเคมีบำบัดร่วมกันหลายตัวทำให้ผลลัพธ์ดีขึ้นในผู้ป่วยกลุ่มที่เป้าหมายการรักษาคือ Palliative intent ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาเมื่อต้องการใช้ยาร่วมกัน4คือ
- ยาที่จะใช้ร่วมกันต้องมีความสามารถในการทำลายเซลล์มะเร็งชนิดนั้น ๆ ได้แม้จะใช้เป็นยาเดี่ยว
- ยาที่จะใช้ร่วมกันควรออกฤทธิ์ผ่านกลไกที่ต่างกัน เพื่อลดโอกาสเกิดการดื้อยา
- ยาที่จะนำมาใช้ร่วมกันควรออกฤทธิ์เสริมกัน (Additive or synergistic effect)
- ยาที่นำมาใช้ร่วมกันควรมีผลข้างเคียงหรือพิษที่ต่างกัน เพื่อให้สามารถใช้ปริมาณยาแต่ละตัวได้ระดับสูงสุดโดยที่ไม่ทำให้เกิดผลเสียต่อผู้ป่วยมากเกินไป
- การให้ยาควรให้แบบเป็นระยะ (intermittent) เพื่อให้เซลล์ร่างกายปกติได้มีโอกาสฟื้นตัวจากยาเคมีบำบัดในแต่ละรอบ โดยเฉพาะไขกระดูก
การทำปฏิกิริยาระหว่างกันของยา เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาก่อนการใช้สูตรยารวม (combination therapy)22, 23 โดยสามารถเกิดปฏิกิริยาดังต่อไปนี้
- Additive effect: เมื่อใช้ร่วมกันฤทธิ์ของยาจะเท่ากับฤทธิ์ของยาทั้งสองรวมกัน (1+1 = 2)
- Synergistic effect: เมื่อใช้ร่วมกันฤทธิ์ของยาจะมากกว่าฤทธิ์ของยาทั้งสองรวมกัน (1+1 > 2)
- Antagonistic effect: เมื่อใช้ยาสองชนิดร่วมกัน ฤทธิ์ที่ได้จะน้อยกว่าการใช้ยาเพียงชนิดเดียว
(1 +1 < 1)
- Dose adjustment: ถึงแม้ว่าก่อนเริ่มต้นยาจะมีการคำนวณยาขนาดจำเพาะสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายแล้วก็ตาม ระหว่างกระบวนการรักษาจำเป็นต้องตรวจติดตามผลข้างเคียงที่อาจเกิดกับผู้ป่วยแต่ละรายอย่างใกล้ชิด และในบางครั้งอาจจำเป็นต้องมีการปรับขนาดยาหรือเลื่อนรอบการให้ยาโดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นต่อผู้ป่วยรายนั้น ๆ
- Response evaluation: สิ่งสำคัญสุดท้ายในกระบวนการรักษาคือการติดตามดูการตอบสนองของยาเคมีบำบัดเพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจให้การรักษาต่อหรือเปลี่ยนชนิดยา รวมทั้งยังสามารถนำมาใช้ในการเปรียบเทียบผลของยาต่างชนิดกันได้อีกด้วย โดยการประเมินที่ดีควรเป็นสิ่งที่วัดผลได้ชัดเจน (Objective measurement) เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างแพทย์ที่ทำการรักษารวมถึงผลจากงานวิจัยก็สามารถแปลความได้เข้าใจตรงกัน ไม่ต้องอาศัยการตีความส่วนบุคคล
โดยเกณฑ์การประเมินมีหลายเกณฑ์แต่ที่ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับกลุ่ม solid tumor ในปัจจุบันคือ Response Evaluation Criteria in Solid Tumors (RECIST) criteria ซึ่งเกิดจากความร่วมมือกันขององค์กรระดับนานาชาติหลายองค์กร ปัจจุบันคือ RECIST 1.1 (ปรับปรุงปี พ.ศ 2552) 4, 5, 15, 24 ในบทนี้จะไม่ขอกล่าวในรายละเอียดของการประเมินทั้งหมด แต่โดยรวมจะสรุปผลการประเมินได้ดังนี้
| Definitions of response for target lesions | |
| Complete response (CR) | Target lesion หายไปทั้งหมดและต่อมน้ำเหลืองขนาดน้อยกว่า 10 mm |
| Partial response (PR) | ผลรวม longest diameter(LD) ของ Target lesion ลดลงอย่างน้อย 30% จากผลรวมก่อนการรักษา |
| Progressive disease (PD) | ผลรวมของ Target lesion เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20% หรือ ขนาด target lesion เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5 mm หรือมีรอยโรคที่เกิดขึ้นมาใหม่อย่างน้อย 1 ตำแหน่ง |
| Stable disease (SD) | พบการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของ Target lesion ที่เข้าไม่ได้กับ PR หรือ PD |
Categories of drugs in current use4-6
- Alkylating agents: กลไกการออกฤทธิ์คือการสอดแทรกตัวยา (Intercalation) เข้าไปในโมเลกุลของ DNA ทำให้เกิดการแตกหักของสาย DNA และการแบ่งเซลล์มะเร็งหยุดชะงักไป ทำงานแบบ Non cycle specific กลไกการทำงานที่เข้าไปทำให้ DNA เกิดความเสียหายคล้ายคลึงกับการโดยทำงายโดยรังสีรังษา (Radiomimetic) ตัวอย่างของยาในกลุ่มนี้ได้แก่ Cisplatin, Carboplatin, Oxaliplatin, Cyclophosphamide, Ifosfamide, Thiotepa
หมายเหตุ Cisplatin, Carboplatin และ Oxaliplatin เป็นยาจำพวก Platinum analog แต่เนื่องจากกลไกการออกฤทธิ์เป็นแบบ alkylating-like agent จึงอาจจัดกลุ่มอยู่ในประเภทนี้ได้เช่นกัน
- Antimetabolites: ยากลุ่มนี้มีกลไกการทำงานคือยับยั้งการสังเคราะห์หรือลดปริมาณของสารที่จำเป็นสำหรับการสร้างสารพันธุกรรม (purines, pyrimidines, and nucleic acids) และสารที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของเซลล์ โดยทั่วไปยากลุ่มนี้จะเป็น S phase specific agents ตัวอย่างได้แก่
- Methotrexate เป็น Folate antagonist (ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Dihydrofalate reductase)
- 5- Fluorouracil และ Cytarabine เป็น pyrimidine antagonists
- 6- Mercaptopurine และ 6-Thioguanine เป็น purine antagonist
- Gemcitabine เป็น nucleoside analog แย่งทำปฏิกิริยากับ nucleoside ปกติ
- Antitumor antibiotics ยาต้านจุลชีพ ส่วนใหญ่สกัดได้จากแบคทีเรีย โดยในธรรมชาติสารเหล่านี้มีหน้าที่ทำลายการเจริญของเซลล์รุกราน แต่ได้มีการนำมาประยุกต์ใช้ทางคลินิกคือต้านการเจริญของเซลล์มะเร็ง ยากลุ่มนี้มีกลไกการออกฤทธิ์หลากหลายแต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นการทำให้ DNA เสียหายและขัดขวางกระบวนการซ่อมแซมของ DNA ทำให้เซลล์มะเร็งตายในที่สุด ส่งผลต่อเซลล์แบบ non cycle specific แต่ออกฤทธิ์มากที่สุดตอน Late S และ G2 phase ตัวอย่างยาเช่น Doxorubicin, Actinomycin D, Bleomycin
- Topoisomerase inhibitors: โดยปกติในกระบวนการจำลองตัวเองของ DNA (DNA replication) จำเป็นต้องใช้เอนไซม์ Topoisomerase I และ II เพื่อทำหน้าที่ในการคลายเกลียวสายของ DNA ทำให้เกิดการจำลองขึ้นได้ ตัวอย่างยาเช่น
- Camptothecins (Topotecan และ Irinotecan) ยับยั้ง Topo I
- Podophyllotoxins (Etoposide) ยับยั้ง Topo II
- Plant alkaloids (Mitotic spindle agents): สารกลุ่มนี้สกัดได้จากพืช กลไกการออกฤทธิ์หลักคือยับยั้งการทำงานของ microtubules เป็น Cell cycle specific ที่ระยะ M phase ของวัฏจักรเซลล์ ตัวอย่างยาได้แก่
- Vinca alkaloids: Vincristine, Vinblastine
- Taxanes: Paclitaxel, Docetaxel
Common toxicities of chemotherapy4, 6
เนื่องจากยาเคมีบำบัดมิได้ส่งผลจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็งเพียงอย่างเดียว แต่ยังกระทบการทำงานของเซลล์ปกติในร่างกายด้วย ผลข้างเคียงจากการใช้ยาจึงเป็นสิ่งที่แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ในผู้ป่วยทุกราย โดยเฉพาะในผู้ป่วยสูงอายุ มีโรคร่วมหลายโรค มีภาวะขาดสารอาหารหรืออวัยวะทำงานได้ไม่ปกติตั้งแต่ก่อนเริ่มยา มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงหรือพิษจากยาเคมีบำบัดได้มากและรุนแรงกว่าปกติ ดังนั้นแพทย์ผู้ทำการรักษาจึงต้องตรวจติดตามทั้งค่าผลเลือดและอาการอย่างใกล้ชิดในผู้ป่วยทุกรายที่ได้รับยาเคมีบำบัด ปัจจุบันได้มีเกณฑ์การประเมินอาการข้างเคียงจากการใช้ยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งเกิดจากความร่วมมือขององค์นานาชาติหลายองค์กรและมีการใช้อย่างแพร่หลายทั้งในทางคลินิกและในทางการวิจัยชื่อว่า Common terminology criteria for adverse events (CTCAE)25 ตีพิมพ์ล่าสุดเป็นเวอร์ชันที่ 5.0 เมื่อปี 2017 โดยแบ่งระดับความรุนแรงของอาการข้างเคียงออกเป็น 1-5 จากรุนแรงน้อยไปมาก โดยหากเข้ากับเกณฑ์ระดับ 3 ขึ้นไปจะถือว่ามีความรุนแรงมาก ควรต้องพิจารณาลดปริมาณหรือเลื่อนรอบการให้ยาเคมีบำบัดออกไปก่อน อาการข้างเคียงไม่พึงประสงค์หรือความเป็นพิษจากเคมีบำบัดนั้นสามารถเกิดได้ทุกระบบของร่างกาย
- Hematologic toxicity เนื่องจากไขกระดูกเป็นอวัยวะที่มีเซลล์ที่แบ่งตัวอยู่ตลอดเวลา (Renewing population) จึงเป็นระบบที่ได้รับผลกระทบจากยาเคมีบำบัดบ่อยที่สุด ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ (neutropenia)เป็นภาวะที่พบได้บ่อยที่สุดในบรรดากลุ่มอาการจากการกดไขกระดูก โดยทั่วไปจะเกิดขึ้นภายใน 6-12 วันหลังได้รับยาและกลับสู่ค่าปกติภายใน 21 วัน ส่วนภาวะเกล็ดเลือดต่ำมักเกิดตามหลังอีก 4-5 วันและระดับเกล็ดเลือดจะกลับสู่ค่าปกติหลังจากเม็ดเลือดขาวเป็นปกติ
ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำเป็นภาวะที่อันตรายในผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด เนื่องจากพบว่าหาก Absolute neutrophil count (ANC) ต่ำกว่า 500 cell/mm3 เป็นระยะเวลานาน 5 วันผู้ป่วยจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ Febrile neutropenia ได้สูงซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายถึงแก่ชีวิตสำหรับการให้ยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว (Myeloid growth factors) นั้นตามคำแนะนำไม่จำเป็นต้องให้ในผู้ป่วยที่เม็ดเลือดขาวต่ำทุกราย แต่อาจพิจารณาให้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิด Febrile neutropenia ได้สูงเช่น เม็ดเลือดขาวต่ำมาก ANC < 100, อายุเกิน 65 ปี, มีอาการแสดงของการติดเชื้อในกระแสเลือด, มีไข้ระหว่างนอนโรงพยาบาลและเคยมีประวัติ Febrile neutropenia จากการได้ยารอบก่อน เป็นต้น 26, 27
ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia) หากผู้ป่วยมีเกล็ดเลือดต่ำกว่า 10,000 cells/mm3 จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหารหรือในสมองได้ซึ่งอันตรายถึงแก่ชีวิต ควรให้เกล็ดเลือดทดแทน (Platelet transfusion) ในกลุ่มนี้ทุกราย แต่หากเป็นผู้ป่วยมีไข้กำลังมีการติดเชื้อหรือมีเลือดออกผิดปกติควรให้เกล็ดเลือดทดแทนเมื่อต่ำกว่า 20,000 cells/mm3 โดยทั่วไปหากระดับเกล็ดเลือดสูงกว่า 50,000 มักจะไม่พบการเลือดออกรุนแรงไม่ได้จำเป็นต้องให้เกล็ดเลือดทดแทนแต่จะพิจารณาให้เมื่อมีความจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดเร่งด่วนหรือกำลังมีเลือดออกอยู่ขณะนั้น หลังจากเติมเกล็ดเลือดแนะนำให้ตรวจดูระดับเกล็ดเลือดอีกครั้ง 1 ชั่วโมงหลังได้เกล็ดเลือดทดแทนเพื่อดูการตอบสนองและความจำเป็นในการให้เกล็ดเลือดเพิ่มเติม
ภาวะซีด อาจจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลียระหว่างรับยาเคมีบำบัดโดยทั่วไปหากเป็นซีดเรื้อรัง ไม่ได้แนะนำให้ทำการเติมเลือดในผู้ป่วยทุกรายเนื่องจากอาจทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่มากับผลิตภัณฑ์เลือดได้ แต่สิ่งที่แนะนำให้ทำในผู้ป่วยทุกรายที่มีภาวะซีดคือการเจาะเลือดเพิ่มเติมเพื่อหาภาวะซีดจากการขาดเหล็ก (Iron deficiency anemia) หากเจอภาวะนี้ร่วมด้วยควรให้การรักษาทดแทนเหล็กทันที 28
- Immunosuppression
ยาเคมีบำบัดส่วนใหญ่จะมีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันในระดับหนึ่ง โดยความรุนแรงขึ้นอยู่กับปริมาณยาที่ใช้และสูตรยาที่ให้ ส่วนใหญ่การกดภูมิคุ้มกันจะเป็นแบบเฉียบพลันและมักหายได้เองหรือดีขึ้นหลังจากหยุดยาเคมีบำบัด ในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีร่วมด้วยหรือเคยสัมผัสเชื้อมาก่อนมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการตับวายหลังจากได้รับยาเคมีบำบัด จากกระบวนการ reactivation ของตัวไวรัสจึงมีคำแนะนำให้ตรวจตัดกรองหาการติดเชื้อตับอักเสบบีและหากพบว่ามีการติดเชื้อแนะนำให้ใช้ยาต้านไวรัสก่อนและตลอดระยะเวลาที่ได้ยาเคมีบำบัดเพื่อลดโอกาสเกิด reactivation ดังกล่าว 29, 30 นอกจากนี้หากผู้ป่วยต้องการฉีดวัคซีนแนะนำให้หลีกเลี่ยงวัคซีนกลุ่ม Live หรือ Live-attenuated ระหว่างการได้ยาเคมีบำบัดเนื่องจากอาจทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงได้
- Gastrointestinal toxicity
- Upper gastrointestinal: ภาวะเยื่อบุทางเดินอาหารอักเสบ (mucositis) เป็นผลโดยตรงของยาเคมีบำบัดต่อเซลล์เยื่อบุทางเดินอาหารซึ่งเป็นเซลล์ที่มีการแบ่งตัวตลอดเวลา มักเกิดอาการ 3-5 วันก่อนจะมีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ ภาวะนี้อาจทำให้มีแผลบริเวณเยื่อบุทางเดินอาหารและเป็นช่องทางในการเข้าของเชื้อโรคได้ โดยทั่วไปการรักษาตามอาการเช่น บ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่น หรือใช้ยาชาเฉพาะที่ มักเพียงพอแต่หากผู้ป่วยมีอาการเยอะจนทานไม่ได้ อาจมีความจะเป็นต้องพิจารณาให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ จนกว่าภาวะอักเสบนี้จะดีขึ้น
- Lower gastrointestinal: การอักเสบของทางเดินอาหารส่วนล่างอาจทำให้เกิดอาการถ่ายเหลวซึ่งพบได้บ่อยในผู้ป่วยรับยาเคมีบำบัด ในกรณีรุนแรงอาจทำให้เกิดภาวะลำไส้ทะลุ เลือดออกในทางเดินอาการหรือลำไส้เน่า (Necrotizing enterocolitis) หากเกิดถาวะนี้ในผู้ป่วยเม็ดเลือดขาวต่ำอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ การส่งตรวจ อัลตราซาวด์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์อาจช่วยในการวินิจฉัยได้ สำหรับการรักษาโดยทั่วไปคือการให้ยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมเชื้อแบคทีเรียแกรมลบและกลุ่ม anaerobe เป็นหลัก บางกรณีอาจต้องใส่สาย nasogastric decompression ให้สารน้ำเพื่อพักการทำงานของลำไส้ การผ่าตัดจำพิจารณาทำเฉพาะผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้
- Chemotherapy-induced nausea and vomiting (CINV): เป็นภาวะที่เจอบ่อยแล้วทำให้ผู้ป่วยเกิดความไม่สุขสบายและกลัวต่อการได้ยาเคมีบำบัดมากที่สุดจึงมีความพยายามอย่างมากเพื่อคิดหาวิธีการลดอาการเหล่านี้ในขณะได้ยา CINV แบ่งได้เป็น 3 ชนิดได้แก่
- Acute emesis: เกิดภายใน 1-2 ชั่วโมงหลังได้ยา และอาการมักมากที่สุดใน 4-6 ชั่วโมง
- Delayed emesis: เกิดตามหลัง 24 ชั่วโมงหลังจากได้ยา
- Anticipatory emesis: เกิดในผู้ป่วยที่มีประวัติ CINV หนักจากการได้ยาเคมีบำบัดรอบก่อน ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนรุนแรงอีกครั้งก่อนที่จะได้ยารอบใหม่
การป้องกันภาวะนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของยาเคมีบำบัดที่ผู้ป่วยได้รับ มีคำแนะนำการใช้ยากลุ่ม Antiemetic หลายชนิดขึ้นอยู่กับโอกาสในการเกิด CINV ของยานั้น ๆ โดยยาเคมีบำบัดสามารถแบ่งกลุ่มตามความเสี่ยงต่อการเกิด CINV ได้เป็น 4 กลุ่มคือ
- Highly emetic: โอกาสเกิด CINV มากกว่า 90% เช่น Cisplatin, cyclophosphamide >1500mg/m2
- Moderately emetic: โอกาสเกิด CINV 30 – 90% เช่น Carboplatin, Ifosfamide, Thiotepa
- Low emetogenicity: โอกาสเกิด CINV 10 – 30% เช่น Etoposide, Methotrexate, Paclitaxel
- Minimally emetic: โอกาสเกิด น้อยกว่า 10 % เช่น Bevacizumab, Vincristine, Bleomycin
สำหรับรายละเอียดในการให้ยาเพื่อป้องกัน CINV จะไม่ได้กล่าวถึงในบทความนี้ 31-33
- Dermatologic reaction
ผลข้างเคียงต่อผิวหนังสามารถเกิดได้หลายรูปแบบตั้งแต่ ผื่นคัน สีผิวคล้ำขึ้น(Hyperpigmentation) ผื่นแพ้แสงหรือลักษณะของเล็บผิดปกติ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มอาการจำเพาะที่เรียกว่า palmar-plantar erythrodysesthesia (PPE) ซึ่งมาอาการคือฝ่ามือฝ่าเท้าบวมแดง ผิวลอก ปวดหรือมีแผลเกิดขึ้น โดยสามารถเจอได้ในยาหลายชนิดเช่น oral etoposide, PEG-liposomal doxorubicin และ capecitabine เป็นต้น การรักษาเป็นการประคับประคองอาการ หากอาการรุนแรงอาจต้องพิจารณาลดขนาดยาหรือหยุดใช้ยาดังกล่าว
นอกจากนี้อาจพบอาการทางผิวหนังที่เกิดจากการรั่วซึมของยาเคมีบำบัดออกนอกหลอดเลือด(extravasation reaction) ที่พบได้ในยาเคมีบำบัดกลุ่มที่เป็น vesicant agents ได้แก่ actinomycin, doxorubicin, vincristine, vinblastine, mitomycin การรักษาคือ หยุดยาทันที พยายามดูดเอายาออกให้ได้มากที่สุด ยกแขนสูงและใช้น้ำแข็งประคบ หากพบว่ามีเนื้อตายมากอาจจำเป็นต้องพิจารณาทำ skin graft 15
ภาวะผมร่วง (Alopecia) พบได้บ่อยหลังใช้เคมีบำบัดโดยเฉพาะ paclitaxel และ docetaxel ภาวะผมร่วงหลังได้ยาเคมีบำบัดนี้สามารถหายได้เอง โดยผมใหม่จะเริ่มขึ้นหลังจากสิ้นสุดกระบวนการให้ยา แต่เนื่องจากภาวะนี้อาจส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ป่วยแพทย์ผู้ดูแลจึงควรให้ความเข้าใจแก่ผู้ป่วยรวมถึงอาจจะแนะนำการสวมวิกผมหรือหมวกระหว่างรอผมงอกใหม่ หากจะทำให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจมากขึ้น
- Hepatotoxicity
ระหว่างได้ยาเคมีบำบัดค่าเอนไซม์ตับอาจสูงขึ้นได้แต่โดยทั่วไปจะกลับสู่ค่าปกติอย่างรวดเร็วหลังหยุดยา แต่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในผู้ป่วยที่ต้องใช้ Methotrexate เป็นระยะเวลานานเนื่องจากยานี้สามารถทำให้เกิด hepatic fibrosis ที่อาจพัฒนาเป็นภาวะตับแข็ง (cirrhosis) ได้ในที่สุด นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่มีโรคตับอยู่ก่อนหน้าแล้วก็จะมีความเสี่ยงในการเกิดตับแข็งหรือภาวะตับวายได้มากขึ้น หากพบว่าเอนไซม์ตับสูงขึ้นในผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจต้องพิจารณาปรับหรือหยุดยาเคมีบำบัดที่เป็นสาเหตุ
- Pulmonary toxicity
อาการทางระบบทางเดินหายใจโดยปกติเกิดจากตัวโรคของผู้ป่วยเองมากกว่าจากยาเช่น มีการแพร่กระจายของมะเร็งมาที่ปอด ลิ่มเลือดอุดตันเส้นเลือดปอดหรือปอดอักเสบติดเชื้อ แต่มียามะเร็งบางชนิดที่อาจออกฤทธิ์โดยตรงต่อปอดได้เช่น Bleomycin, alkylating agents และ gemcitabine เป็นต้น โดยทำให้เกิดปอดอักเสบแบบ interstitial pneumonitis และมักเจอร่วมกับพังผืดในปอด ซึ่งภาวะนี้อาจจะแยกได้ยากจากการติดเชื้อที่ปอดหรือการแพร่กระจายของมะเร็ง สำหรับการรักษาหากสงสัยภาวะนี้คือหยุดยาที่อาจเป็นสาเหตุและรักษาตามอาการ การให้ยากลุ่ม steroids อาจช่วยลดอาการในผู้ป่วยบางราย
- Cardiotoxicity
แม้ว่าเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจจะเป็นกลุ่มเซลล์ที่ไม่มีการแบ่งตัวเพิ่ม แต่ยาเคมีบำบัดบางตัวสามารถทำให้เกิดความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจรุนแรงได้ (severe cardiomyopathy) ยาพบปัญหานี้ได้บ่อยคือ doxorubicin ซึ่งความเสี่ยงในการเกิดขึ้นอยู่กับปริมาณสะสมที่ผู้ป่วยได้รับ จึงแนะนำว่าปริมาณยามากสุดของ doxorubicin คือ 450-500 mg/m2 และต้องเฝ้าติดตามการทำงานของหัวใจอย่างใกล้ชิดโดยดูจาก Ejection fraction หากหยุดยาตั้งแต่เริ่มมีการลดลงของ LV ejection fraction จะลดโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายในอนาคตได้
ความผิดปกติอื่นที่อาจพบได้เช่น ยากลุ่ม anthracyclines และ paclitaxel อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเฉียบพลัน, Busulfan และ mitomycin C อาจทำให้เกิดพังผืดบริเวณเยื่อหุ้มหัวใจหรือกล้ามเนื้อหัวใจได้, 5-fluorouracil อาจทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก(angina) คล้ายโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด อันเป็นผลมาจาก coronary artery spasm การใช้ยาเหล่านี้ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคหัวใจอยู่เดิม ซึ่งการได้รับยาอาจส่งผลให้การทำงานของหัวใจแย่ลงจนอันตรายถึงชีวิตได้
- GU toxicity
ในผู้ป่วยมะเร็งการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันอาจเป็นได้จากหลายสาเหตุเช่น ภาวะขาดน้ำ การติดเชื้อ มีการแพร่กระจายของมะเร็งมากยังไต มีการอุดตันของท่อไตจากตัวก้อน หรือ tumor lysis syndrome เป็นต้น สำหรับยาเคมีบำบัดที่ส่งผลต่อการทำงานของไตโดยตรงได้แก่
- Cisplatin: เป็นพิษต่อ renal tubules อาจทำให้เกิดการคั่งของของเสีย (Azotemia) หรือมีการสูญเสียเกลือแร่เช่น แคลเซียม และแมกนีเซียมได้
- Methotrexate: ทำให้เกิดตะกอนขึ้นใน renal tubules อาจทำให้เกิดปัสสาวะออกน้อยจนไตวายได้ สามารถป้องกันเบื้องต้นได้โดยการให้สารน้ำเพื่อให้มีปริมาณปัสสาวะเพียงพอร่วมกับการทำให้ปัสสาวะเป็นด่าง (urine alkalinization)
- Nitrosoureas: อาจทำให้เกิด chronic interstitial nephritis แล้วทำให้เกิดภาวะไตวายเรื้อรังตามมาได้
- Mitomycin C: อาจทำให้เกิด systemic microangiopathic hemolysis และภาวะไตวายเฉียบพลันได้
สาร metabolite ของ Cyclophosphamide อาจระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะปัสสาวะและทำให้เกิด chronic hemorrhagic cystitis ได้ สามารถป้องกันได้โดยการให้สารน้ำร่วมกับยาขับปัสสาวะ หรือในกรณีต้องใช้ยาปริมาณสูงของ Cyclophosphamide และ Ifosfamide อาจให้ยาต้านพิษคือ N-acetylcysteine หรือ Mesna ซึ่งจะไปยับยั้ง Acrolein ซึ่งเป็นสาร toxic metabolite ดังกล่าว
- Neurotoxicity
ยาเคมีบำบัดหลายชนิดอาจทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทได้ทั้งระบบประสาทส่วนกลางและส่วนปลาย โดยส่วนใหญ่มักเป็นอาการไม่รุนแรง เช่น
- Vinca alkaloids: อาจทำให้เกิด peripheral motor, sensory and autonomic neuropathy โดยเฉพาะจาก Vincristine อาการเจอได้ตั้งแต่ สูญเสีย deep tendon reflex, ชาปลายมือปลายเท้า ลำไส้ทำงานน้อย (adynamic ileus) และปัสสาวะไม่ออกจาก bladder atony with retention เป็นต้น โดยอาการเหล่านี้มักจะค่อย ๆ ดีขึ้นหลังหยุดใช้ยา
- Cisplatin: อาจทำให้เกิดพิษต่อหู ระบบประสาทส่วนปลาย หรือเกิด Retrobulbar neuritis จนถึงขั้นตาบอดได้ ผู้ป่วยจะมีอาการชาและสูญเสียการทรงตัวแต่การทำงานของกล้ามเนื้อยังปกติ (spare motor power) หากใช้ cisplatin ปริมาณสูงจะเสี่ยงมากขึ้นและอาจเป็นได้แม้ผ่านไป 1-2 เดือนหลังหยุดยาแล้ว
- Paclitaxel: สัมพันธ์กับการเกิดอาการชาปลายมือปลายเท้า (peripheral neuropathy) โดยอุบติการณ์และความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับระดับของยาในกระแสเลือด การใช้ยานี้คู่กับ cisplatin จะทำให้มีโอกาสเกิดอาการได้มากขึ้น
- Secondary malignancy
ยาเคมีบำบัดหลายตัวมีโอกาสทำให้เซลล์ปกติเกิดการกลายพันธุ์ได้ ที่พบได้บ่อยคือ Alkylating agents (โดยเฉพาะ melphalan), procarbazine และ nitrosoureas นอกจากนี้การใช้ Etoposide เป็นระยะเวลานานอาจทำให้มีโอกาสเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ อีกข้อที่ควรพิจารณาคือการใช้ยาเคมีบำบัดร่วมกับรังสีรักษา (CCRT) อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตามมาได้มากขึ้น
- Gonadal dysfunction
ยาเคมีบำบัดหลายตัวมีโอกาสกดการทำงานของรังไข่และอัณฑะได้ โดยเฉพาะกลุ่ม alkylating agents มีโอกาสทำให้ผู้ชายเกิด azoospermia และผู้หญิงเกิดภาวะขาดประจำเดือน (amenorrhea) แต่พบว่าในกรณีใช้ยาเคมีบำบัดแค่ระยะเวลาสั้น ๆ โอกาสเกิดปัญหาต่อระบบสืบพันธุ์พบได้ไม่บ่อยนัก
Chemotherapy in pregnancy
โอกาสเกิดความพิการแต่กำเนิดต่อทารกในครรภ์ขึ้นอยู่กับยาเคมีบำบัดและช่วงอายุครรภ์ที่ได้รับยา โดยพบว่าโอกาสทารกพิการในครรภ์จะสูงหากใช้ยากลุ่ม Antimetabolites และ alkylating agent ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ในกรณีที่มารดาได้รับยาเคมีบำบัดช่วงไตรมาสสองและสามพบว่าไม่ได้สัมพันธ์กับอุบัติการณ์ความผิดปกติแต่กำเนิดที่เพิ่มขึ้นชัดเจน ทั้งนี้หลังได้รับยาเคมีบำบัดสุขภาพโดยรวมของมารดามักแย่ลง อาจมีปัญหาเรื่องทานไม่ได้ น้ำหนักลดหรือติดเชื้อง่ายขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ย่อมกระทบต่อผลลัพธ์ของการตั้งครรภ์ไม่ว่าจะเป็นภาวะทารกโตช้าในครรภ์ (fetal growth restriction) หรือการคลอดก่อนกำหนดจากการติดเชื้อได้ 4
บทสรุป
ถึงแม้ยาเคมีบำบัดจะเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาหลักของมะเร็งในปัจจุบันแต่ก็พบว่าตัวยานั้นมิได้มีแต่ประโยชน์เพียงอย่างเดียว ยาหลายชนิดทำให้เกิดความไม่สุขสบายต่อผู้ป่วยได้มากและบางครั้งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ การเลือกว่าจะใช้ยาชนิดใดนั้นขึ้นอยู่กับทั้งตัวโรคและปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ป่วยแต่ละคน แพทย์ควรเลือกยาที่เหมาะสมที่สุดต่อผู้ป่วยแต่ละรายเพื่อลดโอกาสเกิดผลลัพธ์ไม่พึงประสงค์ดังกล่าว ปัจจุบันการดื้อยาเคมีบำบัดพบได้มากขึ้นและเป็นตัวฉุดรั้งประสิทธิภาพจากยาอย่างใหญ่หลวง การศึกษาเพิ่มเติมในอนาคตควรมุ่งเน้นมิใช่เพียงประสิทธิภาพของยาแต่ละตัวแต่ต้องพยายามค้นหาวิธีการลดโอกาสดื้อยาเคมีบำบัดร่วมด้วย
References
- Priyadarshini S, Swain PK, Agarwal K, et al. Trends in gynecological cancer incidence, mortality, and survival among elderly women: A SEER study. Aging Med (Milton). 2024;7(2):179-88.
- Bray F, Laversanne M, Sung H, et al. Global cancer statistics 2022: GLOBOCAN estimates of incidence and mortality worldwide for 36 cancers in 185 countries. CA Cancer J Clin. 2024;74(3):229-63.
- Anand U, Dey A, Chandel AKS, et al. Cancer chemotherapy and beyond: Current status, drug candidates, associated risks and progress in targeted therapeutics. Genes Dis. 2023;10(4):1367-401.
- Berek JS, Hacker NF. Berek & Hacker’s gynecologic oncology. Seventh edition ed. Philadelphia: Wolters Kluwer; 2021.
- Creasman WT, Mannel RS, Mutch DG, et al. DiSaia and Creasman clinical gynecologic oncology. Philadelphia, PA: Elsevier; 2022. Available from: https://www.sciencedirect.com/science/book/9780323776844.
- Chi DS, Berchuck A, Dizon DS, et al. Principles and practice of gynecologic oncology. Seventh edition ed. Philadelphia: Wolters Kluwer Health; 2017.
- Al-Huniti N, Feng Y, Yu JJ, et al. Tumor Growth Dynamic Modeling in Oncology Drug Development and Regulatory Approval: Past, Present, and Future Opportunities. CPT Pharmacometrics Syst Pharmacol. 2020;9(8):419-27.
- Skipper HE, Schabel FM, Jr., Mellett LB, et al. Implications of biochemical, cytokinetic, pharmacologic, and toxicologic relationships in the design of optimal therapeutic schedules. Cancer Chemother Rep. 1970;54(6):431-50.
- Norton L. Cancer log-kill revisited. Am Soc Clin Oncol Educ Book. 2014:3-7.
- Katzung BG, Kruidering-Hall M, Tuan RL, et al. Cancer Chemotherapy. Katzung & Trevor’s Pharmacology: Examination & Board Review, 13e. New York, NY: McGraw-Hill Education; 2021.
- Schwinghammer TL, DiPiro JT, Ellingrod V, et al. DiPiro’s Pharmacotherapy Handbook, 12th Edition: McGraw Hill LLC; 2023.
- Hanin L, Bunimovich-Mendrazitsky S. Reconstruction of the natural history of metastatic cancer and assessment of the effects of surgery: Gompertzian growth of the primary tumor. Math Biosci. 2014;247:47-58.
- Rodriguez-Brenes IA, Komarova NL, Wodarz D. Tumor growth dynamics: insights into evolutionary processes. Trends Ecol Evol. 2013;28(10):597-604.
- Norton L, Simon R. The Norton-Simon hypothesis revisited. Cancer Treat Rep. 1986;70(1):163-9.
- ธาริณี ม, ธาริณี ม, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นรีเวชวิทยา. เล่ม 3. พิมพ์ครั้งที่ 5, [กรุงเทพมหานครฯ]: ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2565.
- West H, Jin JO. Performance Status in Patients With Cancer. JAMA Oncology. 2015;1(7):998.
- Azam F, Latif MF, Farooq A, et al. Performance Status Assessment by Using ECOG (Eastern Cooperative Oncology Group) Score for Cancer Patients by Oncology Healthcare Professionals. Case Rep Oncol. 2019;12(3):728-36.
- Cockcroft DW, Gault MH. Prediction of creatinine clearance from serum creatinine. Nephron. 1976;16(1):31-41.
- Jelliffe RW. Letter: Creatinine clearance: bedside estimate. Ann Intern Med. 1973;79(4):604-5.
- Calvert AH, Newell DR, Gumbrell LA, et al. Carboplatin dosage: prospective evaluation of a simple formula based on renal function. J Clin Oncol. 1989;7(11):1748-56.
- Collins IM, Roberts-Thomson R, Faulkner D, et al. Carboplatin dosing in ovarian cancer: problems and pitfalls. Int J Gynecol Cancer. 2011;21(7):1213-8.
- Beijnen JH, Schellens JHM. Drug interactions in oncology. The Lancet Oncology. 2004;5(8):489-96.
- Blower P, de Wit R, Goodin S, et al. Drug–drug interactions in oncology: Why are they important and can they be minimized? Critical Reviews in Oncology/Hematology. 2005;55(2):117-42.
- Eisenhauer EA, Therasse P, Bogaerts J, et al. New response evaluation criteria in solid tumours: revised RECIST guideline (version 1.1). Eur J Cancer. 2009;45(2):228-47.
- Common Terminology Criteria for Adverse Events [CTCAE] version 5.0 [Internet]. U.S. department of health and human service, National Institutes of health, National Cancel Institute. 2017. Available from: https://ctep.cancer.gov/protocoldevelopment/electronic_applications/ctc.htm.
- Smith TJ, Bohlke K, Lyman GH, et al. Recommendations for the Use of WBC Growth Factors: American Society of Clinical Oncology Clinical Practice Guideline Update. J Clin Oncol. 2015;33(28):3199-212.
- Crawford J, Caserta C, Roila F. Hematopoietic growth factors: ESMO Clinical Practice Guidelines for the applications. Ann Oncol. 2010;21 Suppl 5:v248-51.
- Schrijvers D, De Samblanx H, Roila F. Erythropoiesis-stimulating agents in the treatment of anaemia in cancer patients: ESMO Clinical Practice Guidelines for use. Ann Oncol. 2010;21 Suppl 5:v244-7.
- Sudevan N, Manrai M, Tilak T, et al. Chronic hepatitis B and occult infection in chemotherapy patients – evaluation in oncology and hemato-oncology settings: The CHOICE study. World J Virol. 2024;13(1):89104.
- Artz AS, Somerfield MR, Feld JJ, et al. American Society of Clinical Oncology provisional clinical opinion: chronic hepatitis B virus infection screening in patients receiving cytotoxic chemotherapy for treatment of malignant diseases. J Clin Oncol. 2010;28(19):3199-202.
- Kennedy SKF, Goodall S, Lee SF, et al. 2020 ASCO, 2023 NCCN, 2023 MASCC/ESMO, and 2019 CCO: a comparison of antiemetic guidelines for the treatment of chemotherapy-induced nausea and vomiting in cancer patients. Support Care Cancer. 2024;32(5):280.
- Hesketh PJ, Kris MG, Basch E, et al. Antiemetics: ASCO Guideline Update. J Clin Oncol. 2020;38(24):2782-97.
- Herrstedt J, Clark-Snow R, Ruhlmann CH, et al. 2023 MASCC and ESMO guideline update for the prevention of chemotherapy- and radiotherapy-induced nausea and vomiting. ESMO Open. 2024;9(2):102195.


