พ.ญ. วรัญญา รักฝูง
อาจารย์ที่ปรึกษา ผศ.พญ.วรชร ลัทธิวงศกร
ภาวะมีบุตรยาก หรือภาวะการมีลูกยาก (Infertility) หมายถึง การที่คู่สมรสมีเพศสัมพันธ์กันอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และไม่มีการคุมกำเนิดติดต่อกันประมาณ 1 ปี แล้วยังไม่เกิดการตั้งครรภ์จะเข้าข่ายภาวะมีบุตรยาก(1)
ภาวะมีบุตรยากแบบปฐมภูมิ (Primary infertility) หมายถึง ภาวะมีบุตรยากในคู่สมรสที่ไม่เคยมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นมาก่อนเลย
ภาวะมีบุตรยากแบบทุติยภูมิ (Secondary infertility) หมายถึง ภาวะมีบุตรยากในคู่สมรสที่เคยมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง โดยที่ไม่ว่าการตั้งครรภ์นั้นที่เป็นการตั้งครรภ์ที่สิ้นสุดลงด้วยการแท้งหรือการคลอดก็ตาม
Fecundability หมายถึง โอกาสที่คู่สมรสจะตั้งครรภ์ในหนึ่งรอบประจำเดือน ซึ่งคู่สมรสปกติมี fecundability rate อยู่ที่ประมาณร้อยละ 20-25 และจะเป็นอัตราที่คงที่ทุกรอบเดือน
Fecundity หมายถึง โอกาสที่คู่สมรสจะมีการตั้งครรภ์และการตั้งครรภ์นั้นสามารถดำเนินไปจนถึงการคลอดบุตรมีชีพ ภายใน 1 รอบประจำเดือน
ปัจจุบันภาวะมีบุตรยากพบได้มากขึ้น โดยอุบัติการณ์จะแตกต่างกันขึ้นกับเชื้อชาติและกลุ่มประเทศ อุบัติการณ์ของภาวะมีบุตรยาก พบได้ร้อยละ 5-8 ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว และร้อยละ 3.5-16.7 ในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา (2) ในคู่สมรสที่ปกติโอกาสตั้งครรภ์ภายในหนึ่งรอบระดู (Fecundability) เท่ากับร้อยละ 25-30 การตั้งครรภ์สะสมในเดือนที่ 3 เท่ากับร้อยละ 53.2-57 ในเดือนที่ 6 เท่ากับร้อยละ 69.4-72 และที่ 1 เท่ากับร้อยละ 82.5-86.4 (3) ปัจจุบันจะพบว่ามีคู่สมรสที่เข้ามาปรึกษาปัญหาเรื่องมีบุตรยากเพิ่มขึ้นทุกปีรวมถึงในประเทศไทย ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับความต้องการมีบุตรเมื่ออายุมากขึ้นหรือรอพร้อมที่จะมีบุตรเมื่ออายุมากขึ้น ทำให้อุบัติการณ์ของภาวะมีบุตรยากมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี

แผนภูมิ 1 แสดงจำนวนคู่สมรสที่มีบุตรยากที่เข้ารับบริการในช่วงปี 2565
ข้อมูลจาก: Number of infertile patients 2022, CMU annual report 2022.
ข้อบ่งชี้ในการตรวจประเมินภาวะมีบุตรยากในฝ่ายหญิง
การตรวจหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยากโดยทั่วไป ใช้ระยะเวลา 1 ปีที่คู่สมรสพยายามมีบุตรเป็นเกณฑ์ที่จะต้องเริ่มทำการวินิจฉัย แต่ในบางกรณี เช่น ฝ่ายหญิงมีอายุเกิน 35 ปี หรือมีรอบประจำเดือนผิดปกติ หรือในคู่สมรสที่สงสัยว่าฝ่ายชายมีความผิดปกติของอสุจิ ก็สามารถทำการตรวจหาสาเหตุได้เร็วขึ้น
เกณฑ์ในการตรวจประเมินภาวะมีบุตรยากในฝ่ายหญิง(4)
- ฝ่ายหญิงมีอายุน้อยกว่า 35 ปี พยายามมีบุตรเป็นระยะเวลา 1 ปี
- ฝ่ายหญิงมีอายุน้อยกว่า 40 ปี พยายามมีบุตรเป็นระยะเวลา 6 เดือน
- ฝ่ายหญิงมีอายุมากกว่า 40 ปี พยายามมีบุตรเป็นระยะเวลา 3 เดือน
การปรับเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติเพื่อเพิ่มโอกาสของการตั้งครรภ์ สามารถทำให้ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ตั้งครรภ์เองได้ร้อยละ 15-20 โดยเฉพาะในกลุ่มมีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ (unexplained infertility)
ข้อบ่งชี้และระยะเวลาที่ควรประเมินเรื่องภาวะมีบุตรยาก
- คู่สมรสที่ฝ่ายหญิงอายุน้อยกว่า 35 ปี มีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมออย่างน้อย 2 ครั้ง ต่อสัปดาห์หรือกำหนดวันที่มีเพศสัมพันธ์ในวันไข่ตกโดยไม่ได้คุมกำเนิด เป็นระยะเวลา 12 เดือน แล้วไม่สามารถตั้งครรภ์ได้
- คู่สมรสที่ฝ่ายหญิงอายุเท่ากับหรือมากกว่า 35 ปี (35-40 ปี) มีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมออย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยไม่ได้คุมกำเนิด เป็นระยะเวลา 6 เดือน แล้วไม่สามารถตั้งครรภ์ได้
- คู่สมรสที่ฝ่ายหญิงอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ควรรีบแนะนำให้พบแพทย์ เพื่อปรึกษาเรื่องการมีบุตรทันที
- คู่สมรสที่มีสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก ดังนี้
- รอบประจำเดือนผิดปกติ
- รอบประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ (irregular menstrual cycles)
- รอบประจำเดือนน้อยกว่า 25 วัน (cycle length < 25 days)
- รอบประจำเดือนห่างมากกว่า 35 วัน (oligomenorrhea)
- มีเลือดออกระหว่างรอบประจำเดือน (intermenstrual bleeding)
- ไม่มีประจำเดือน (amenorrhea)
- มีความผิดปกติของมดลูก ท่อนำไข่ โรคที่เยื่อบุช่องท้อง (uterine/tubal/peritoneal diseases)
- โรคเยื่อบุมดลูกอยู่ผิดที่ในอุ้งเชิงกรานระยะ 3 หรือ 4 (endometriosis rASRM stage III or IV)
- ปัญหาของภาวะมีบุตรยากจากฝ่ายชาย
- ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ (sexual dysfunction)
- มีประวัติโรคทางพันธุกรรมในครอบครัว หรือญาติใกล้ชิด หรือภาวะที่ทำให้รังไข่หรืออัณฑะเสื่อม ได้แก่ ได้รับยำเคมีบำบัด(chemotherapy) หรือได้รับรังสีรักษา(radiation exposure) หรือมีการกลายพันธุ์ที่ตำแหน่งยีนที่มีความเสี่ยงต่อภาวะรังไข่เสื่อมได้แก่ FMR1(FMR1 premutation)
การตรวจหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยากในปัจจุบันนิยมใช้วิธีที่ไม่ยุ่งยาก ไม่เจ็บตัว และมีความถูกต้องแม่นยำ โดยในฝ่ายหญิงจะเริ่มจากการซักประวัติ การตรวจร่างกายอย่างละเอียด และการตรวจภายใน ซึ่งจะทำให้สามารถพบอาการหรือความผิดปกติที่อาจบ่งบอกถึงสาเหตุของภาวะมีบุตรยากในบางกรณีได้ และเป็นสิ่งที่จะช่วยในการตัดสินใจในการพิจารณาตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมอีกด้วย
หลักสำคัญในดูแลคู่สมรสที่มีบุตรยาก(5)
- ตรวจค้นหาและแก้ไขสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก โดยการประเมินและให้การรักษาที่เหมาะสม ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วสตรีมักจะสามารถตั้งครรภ์ได้
- ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์และภาวะมีบุตรยาก และลบล้างความเชื่อและข้อมูลที่ได้รับผิดพลาดมา
- ให้คำแนะนำปรึกษาและการรักษาเพื่อให้มีบุตร
- ให้ความช่วยเหลือด้านจิตใจควบคู่ไปกับด้านร่างกาย รวมทั้งให้คำแนะนำแก่คู่สมรสว่าเมื่อใดควรจะหยุดการสืบค้นและรักษา ให้การพยากรณ์โรคและคำแนะนำทางเลือก เช่น การรับบุตรบุญธรรม
การประเมินภาวะมีบุตรยากในคู่สมรสฝ่ายหญิง(6)
1. การซักประวัติ
- ประวัติการมีบุตรยาก ประวัติการตั้งครรภ์ และภาวะแทรกซ้อนหลังการคลอดหรือแท้ง
- ประวัติประจำเดือน ได้แก่ อายุที่มีประจำเดือนครั้งแรก ความสม่ำเสมอของประจำเดือน ระยะห่างระหว่างรอบประจำเดือน จำนวนวันที่มีเลือดออก อาการปวดประจำเดือน
- ประวัติการคุมกำเนิดที่เคยใช้
- ความถี่ห่างของการมีเพศสัมพันธ์
- ระยะเวลาของการมีบุตรยาก
- ประวัติการตรวจรักษาภาวะมีบุตรยากที่ผ่านมา
- ประวัติการเจ็บป่วย การได้รับอุบัติเหตุ และการผ่าตัดในอดีต
- ประวัติการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และภาวะการอักเสบในอุ้งเชิงกราน
- ประวัติการตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูกและการรักษา (ถ้ามี)
- ประวัติโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา และยาต่างๆที่ใช้อยู่เป็นประจำในปัจจุบัน
- ประวัติการสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มที่มีอัลกอฮอล์ หรือการใช้สารเสพติดอื่นๆ
- ประวัติการเป็นโรคในครอบครัว และโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม
- ประวัติอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น โรคไทรอยด์ ปวดท้องเรื้อรัง น้ำนมไหล ภาวะขนดก หรือ อาการเจ็บปวดระหว่างการมีเพศสัมพันธ์
2. การตรวจร่างกาย
- ตรวจร่างกายเบื้องต้น ได้แก่ บันทึกน้ำหนัก ส่วนสูง ดัชนีมวลกาย (Body mass index: BMI) ชีพจร ความดันโลหิต
- ตรวจต่อมไทรอยด์ มีภาวะต่อมไทรอยด์โต หรือมีก้อนหรือไม่
- ตรวจเต้านม เพื่อดูภาวะน้ำนมไหล (Galactorrhea)
- ตรวจเพื่อประเมินภาวะฮอร์โมนเพศชาย (แอนโดรเจน) เกิน เช่น ขนดก มีสิวมาก ผิวมัน
- ตรวจภายในเพื่อดูความผิดปกติของช่องคลอด ปากมดลูก มูกบริเวณปากมดลูก ตัวมดลูก และรังไข่ หรือก้อนที่กดเจ็บในตำแหน่ง cul-de-sac
3. การตรวจเพื่อคัดกรอง
- การตรวจเช็คมะเร็งของปากมดลูก ซึ่งแนะนำให้ตรวจในหญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้วทุกราย
- การตรวจเลือดเพื่อคัดกรองโรคต่างๆ ที่ติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์ (sexually transmitted disease: STD)ได้แก่ ซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบบี เชื้อคลาไมเดีย(Chlamydia) เชื้อไวรัสเอชไอวี(HIV)
- การตรวจเลือดเพื่อดูภูมิคุ้มกันของโรคหัดเยอรมัน (Rubella immunity) ในกรณีที่ไม่แน่ใจว่าเคยได้รับภูมิคุ้มกันหรือเคยมีการติดเชื้อมาก่อนและทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานแล้ว แนะนำให้ให้วัคซีนก่อนและให้คุมกำเนิดเป็นระยะเวลา 3 เดือนหลังให้วัคซีน
- มีข้อแนะนำว่าควรตรวจคัดกรองเชื้อคลาไมเดีย ทราโคมาตีส (Chlamydia trachomatis) ด้วยการทดสอบที่มีความไวสูง เช่น พีซีอาร์ (PCR-polymerase chain reaction) จากตัวอย่างที่เก็บจากปากมดลูกก่อนการทำหัตถการ เช่น ก่อนการฉีดสีและเอ็กซ์เรย์เพื่อตรวจดูการอุดตันของท่อนำไข่ (Hysterosalpingogram: HSG) หรือการส่องกล้องเข้าไปตรวจในโพรงมดลูก (Hysteroscopy) และหากพบว่าผลตรวจเป็นบวก คู่สมรสควรได้รับการรักษาที่เหมาะสม ก่อนการทำหัตถการ แต่ในกรณีที่ไม่มีการตรวจคัดกรองเชื้อคลาไมเดียมาก่อน หากมีการทำหัตถการด้วยการใส่เครื่องมือผ่านปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูก ควรให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันไว้ด้วย เช่น Doxycycline เป็นต้น การตรวจหาภูมิต้านทานของเชื้อคลาไมเดียจะมีประโยชน์ในรายที่ได้ผลบวก ซึ่งอาจพิจารณาทำการตรวจดูการอุดตันของท่อนำไข่ โดยเฉพาะในรายที่มีภาวะมีบุตรยากไม่ทราบสาเหตุ
- การตรวจอื่นๆ ขึ้นกับประวัติและการตรวจพบในคู่สมรสแต่ละราย
สาเหตุของภาวะมีบุตรยากในฝ่ายหญิง
จากการสำรวจขององค์การอนามัยโลก โดยใช้มาตรฐานการวินิจฉัยเดียวกัน ทำการสำรวจจากคู่สมรสที่มีบุตรยากจำนวน 8,500 คน พบว่าในประเทศที่พัฒนาแล้ว คู่สมรสที่มีบุตรยากทั้งหมดร้อยละ 37 โดยเป็นสาเหตุการมีบุตรยากจากสาเหตุฝ่ายชายจำนวนร้อยละ 8 และมีสาเหตุจากทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย ร้อยละ 35 (7) ส่วนคู่ที่มีบุตรยากบางส่วนไม่พบสาเหตุของการมีบุตรยาก หรือบางส่วนมีการตั้งครรภ์ในระหว่างกี่สำรวจ โดยส่วนใหญ่พบว่าสาเหตุของภาวะมีบุตรยากในฝ่ายหญิง ร้อยละ 81 มีสาเหตุมาจากปัจจัยดังนี้(8)
- ความผิดปกติของการทำงานของรังไข่ (Ovulatory disorders) ร้อยละ 25
- ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) ร้อยละ 15
- มีพังผืดในอุ้งเชิงกราน (Pelvic adhesions) ร้อยละ 12
- ท่อนำไข่ตีบหรือตัน (Tubal blockage) ร้อยละ 11
- มีความผิดปกติของท่อนำไข่อื่นๆ (Other tubal abnormalities) ร้อยละ 11
- ภาวะฮอร์โมนโพรแลคตินสูง (Hyperprolactinemia) ร้อยละ 7
และผู้หญิงที่มีอายุมากขึ้นจะมีภาวะมีบุตรยากเพิ่มขึ้น โดยที่อายุที่มากขึ้นจะสัมพันธ์กับการเจริญพันธุ์ที่ลดลง นอกจากนี้สาเหตุอื่นๆ ที่มีผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ ได้แก่ ก้อนเนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก โรคของท่อนำไข่ และภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ รวมไปถึงความถี่ในการมีเพศสัมพันธ์ที่ลดลง ก็ล้วนแต่ส่งผลกับการมีบุตรยากทั้งสิ้น(8)
สาเหตุของภาวะมีบุตรยากที่พบในคู่สมรสฝ่ายหญิง(Female factors)
- การทำงานของรังไข่ผิดปกติ (Ovarian factors) อาจแบ่งออกได้เป็น ความผิดปกติของการตกไข่ (ovulation dysfunction) และปริมาณฟองไข่สำรองที่ลดลง (diminished ovarian reserve)
- Ovulation dysfunction เป็นสาเหตุที่พบได้ประมาณร้อยละ 15 ของคู่สมรสที่มีบุตรยาก (9) ผู้ป่วยมักมีการขาดประจำเดือน(amenorrhea) หรือประจำเดือนมาน้อย (oligomenorrhea) เช่น ภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (polycystic ovarian syndrome: PCOS) ภาวะโปรแลคตินในเลือดสูง (hyperprolactinemia) ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ (thyroid dysfunction) เป็นต้น โดยการหาสาเหตุความผิดปกติของการทำงานของรังไข่จากประวัติและการตรวจเพิ่มเติมดังรี้
- ประวัติประจำเดือน (Menstrual history) ในผู้หญิงปกติจะมีรอบประจำเดือนประมาณ 21-35 วัน ระยาเวลาที่มีประจำเดือน 3-7 วัน โดยการตกไข่จะอาศัยประวัติประจำเดือนเป็นหลัก หากมีประวัติประจำเดือนมาน้อย หรือไม่มีประจำเดือนจะต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่ทำให้ไข่ไม่ตกได้ เช่น ตรวจระดับฮอร์โมนโพรแลคติน ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ เป็นต้น
- การตรวจอุณหภูมิร่างกาย (Basal body temperature :BBT) ก่อนที่จะมีการตกไข่ 12-24 ชั่วโมง ร่างกายจะมีอุณหภูมิต่ำลง หลังจากนั้นอุณหภูมิจะสูงขึ้นประมาณ 0.5 องศา การที่ BBT สูงขึ้นเมื่อไข่ตกเนื่องจากอิทธิพลของฮอร์โมนโพรเจนเทอโรนที่ถูกผลิตออกมาจากคอร์ปัสลูเทียม หลังไข่ตกระดับโพรเจสเทอโรนจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นซึ่งจะไปช่วยทำให้ผนังโพรงมดลูกมีการฟอร์มตัวหนาขึ้นมีเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยงมากขึ้น นอกจากนี้โพรเจสเทอโรนยังมีผลต่ออุณหภูมิร่างกายทำให้ BBT สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและสามารถวัดออกมาเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างได้ดังนั้น BBT จึงสามารถบ่งบอกวันที่ไข่ตกได้ นอกจาก BBT จะสามารถดูวันตกไข่ได้แล้ว ยังสามารถดูการทำงานของคอร์ปัสลูเทียม และใช้ในการดูรอบประจำเดือนได้อีกด้วย แต่มีข้อจำกัดคือ มีโอกาสให้ผลลบลวงได้ และการสูบบุหรี่หรือการพักผ่อนไม่เพียงพอจะไปรบกวนการวัด BBT ทำให้ความแม่นยำลดลง
- การตรวจหาระดับฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน (Serum progesterone) โดยจะตรวจในวันที่ 21ของรอบเดือน (ในรายที่รอบเดือน 28 วัน) หรือ 7 วันก่อนวันที่คาดว่าจะมีประจำเดือน หากระดับโพรเจสเตอโรนมากกว่า 3 ng/ml ทำนายถึงการตกไข่ แต่การตรวจในเวลาที่ไม่ถูกต้องมีโอกาสทำให้แปลผลผิดพลาดได้ และการที่ระดับโพรเจสเตอโรนในช่วงกลางรอบเดือนมีระดับที่ต่ำ ไม่สามารถบอกได้ว่าจะไม่มีการตกไข่
- การตรวจหาระดับฮอร์โมน LH ในปัสสาวะ (Urinary LH): การตรวจหาฮอร์โมน LH ในปัสสาวะเพื่อหา LH surge โดยตรวจในช่วง 2-3 วันก่อนวันที่ค่าว่าจะมี LH surge การตกไข่จะเกิดหลังจากมี LH surge 14-26 ชั่วโมง วันที่เหมาะสมที่จะมีเพศสัมพันธ์คือวันหลังจากที่การตรวจให้ผลบวก การตรวจนี้อาจมีประโยชน์ในรายที่สามีภรรยาอยู่คนละที่และจำเป็นต้องหาช่วงที่จะมีเพศสัมพันธ์ให้ใกล้เคียงกับช่วงตกไข่
- การตรวจชิ้นเนื้อในโพรงมดลูก (Endometrial biopsy) เป็นการเก็บชิ้นเนื้อในโพรงมดลูกมาตรวจดูระยะของรอบเดือนจากลักษณะของเยื่อบุโพรงมดลูก หากอยู่ในช่วง follicular phase จะมีลักษณะ proliferative endometrium หากอยู่ใน Luteal phase จะเป็น secretory endometrium แต่มีข้อเสียคือเป็นวิธีที่ค่อนข้างยุ่งยาก ไม่สะดวก ค่าใช้จ่ายสูงกว่า และต้องอาศัยวิธีอื่นร่วมด้วย มีความแม่นยำน้อย วิธีนี้จึงไม่แนะนำให้ใช้ในการประเมินภาวะมีบุตรยาก
- การตรวจคลื่นความถี่สูงทางช่องคลอด (Transvaginal ultrasound: TVS) วิธีนี้จะต้องมีการตรวจติดตามลักษณะเยื่อบุโพรงมดลูกและฟองไข่ ซึ่งมีความยุ่งยาก แต่หากมีการตกไข่แล้วจะมีความแม่นยำในการประเมินมากขึ้น
- Diminished ovarian reserve หมายถึง สตรีที่มีปริมาณฟองไข่ลดลง ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากอายุของฝ่ายหญิงที่มากขึ้น หรือมีประวัติเคยได้รับยาที่มีผลทำลายเซลล์สืบพันธุ์มาก่อน (gonadotoxic agents) ทั้งนี้การประเมินปริมาณฟองไข่จะช่วยในการวินิจฉัยผู้หญิงที่มีแนวโน้มตอบสนองต่อยา gonadotropin ต่อยาหรือเรียกว่า “poor responders” ได้ (5,6)
การตรวจคลื่นความถี่สูงทางช่องคลอด (Transvaginal ultrasound: TVS) เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจหาปริมาณฟองไข่ที่ยังเหลืออยู่และความผิดปกติของท่อนำไข่ รังไข่ รวมถึงความผิดปกติของมดลูกได้
- ระดับฮอร์โมน Basal FSH, Estradiol: การตรวจวัดระดับฮอร์โมน Estradiol (E2) ในวันที่ 3 ของรอบเดือนบ่งบอกถึงการเจริญของฟองไข่ โดยจะเจาะในวันที่ 2-4 ของรอบเดือน หากมีการเพิ่มขึ้นของ FHS >10 IU/L โอกาสในการตอบสนองในการกระตุ้นรังไข่จะลดลง หากระดับ FSH ปกติ แต่ระดับ Estradiol ที่สูงมากกว่า 60-80 pg/ml มีโอกาสตอบสนองในการกระตุ้นรังไข่ไม่ดี เนื่องจากแสดงว่าไข่อ่อนที่ถูกคัดเลือกเข้ามาในรอบนั้นจะเกิดการเจริญของถุงไข่เร็วเกินไป ในบางรอบที่ระดับเอสตร้าไดอัลในเลือดสูง อาจมีค่าของระดับ FSH อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ เนื่องจากค่าของ Estradiol ในเลือดที่สูงเร็วเกินไป จะมีผลย้อนกลับไปกดการหลั่ง FSH จึงแนะนำให้แปลผลพร้อมกับค่าของระดับ FSH เสมอ
- ระดับ Antimullerian Hormone (AMH): ฮอร์โมน AMH นี้สร้างจาก granulosa cell ของ antral follicle ซึ่งระดับจะคงที่ตลอดรอบเดือน ใช้ในการทำนายโอกาสตอบสนองต่อการกระตุ้นรังไข่ และโอกาสตั้งครรภ์ในผู้หญิงที่มีบุตรยาก โดยระดับ AMH ที่น้อยกว่า 0.2-0.7 ng/ml มีโอกาสในการตอบสนองต่อการกระตุ้นรังไข่น้อย ซึ่ง AMH ได้ถูกนำมาใช้แทนการดูระดับ Basal FSH/E2 แต่ถ้าหากค่า AMH ต่ำมากๆ ก็จะนำค่า Basal FSH/E2 มาใช้ร่วมด้วย
- การนับจำนวนฟองไข่ (Antral Follicle Count: AFC): โดยการใช้ TVS ประเมินจำนวนฟองไข่ โดยนับฟองไข่ที่ขนาด 2-10 mm ในรังไข่ทั้ง 2 ข้าง หากจำนวนฟองไข่ทั้งสองข้างรวมกันน้อยกว่า 3-6 ฟอง สามารถทำนายโอกาสการตอบสนองต่อฮอร์โมนที่ใช้กระตุ้นรังไข่ได้ลดลง วิธีนี้มีความจำเพาะสูง (specificity 73-100%) แต่มีความไวน้อย (sensitivity 9-73%)
- การวัดปริมาตรของรังไข่ (Ovarian volume)
ปริมาตรของรังไข่ (ml) = ความยาว x ความกว้าง x ความสูง x 0.52
ปริมาตรรังไข่ที่น้อยกว่า 3 ml หรือขนาดรังไข่น้อยกว่า 2 cm โอกาสการตอบสนองต่อฮอร์โมนที่ใช้กระตุ้นรังไข่ได้ลดลง จะให้การทำนายการทำงานของรังไข่ที่ไม่ดี และอาจมีโอกาสสูงที่ต้องยกเลิกการกระตุ้นไข่ในรายที่กระตุ้นเพื่อทำเด็กหลอดแก้ว

รูปแสดงการวัดปริมาตรของรังไข่ในแนวระนาบโดยการใช้คลื่นความถี่สูงทางช่องคลอด (TVS)
ที่มา: Rosendahl M. Et al. True ovarian volume is underestimated by two-dimensional transvaginal ultrasound measurement. Fertil Steril. 2010;93(3):995-8.
- Clomiphene Citrate Challenge Test (CCCT): Clomiphene เป็นยาชักนำให้ไข่ตกกลุ่ม non-steroid agent โดยมีสูตรโครงสร้างคล้ายกับ diethylstilbestrol ออกฤทธิ์คล้ายๆกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ดังนั้นจึงมีลักษณะเป็น antiestrogen ไม่มีผลไปรบกวนการทำงานของ adrenal หรือ thyroid โดยจับกับตัวรับเอสโตรเจนที่ไฮโปธาลามัส ทำให้แปลผลว่ามีระดับเอสโตรเจนต่ำ negative feedback ลดลง มีการเพิ่มความถี่ของการหลั่ง GnRH (แต่ amplitude ไม่เปลี่ยนแปลง) โดย GnRH ที่เพิ่มขึ้นนี้จะกระตุ้นให้มีการหลั่งของ gonadotropins มากขึ้น ถุงไข่ก็จะมีการเจริญไปถึงมีการตกไข่ได้ โดยการทำ CCCT นี้จะวัดระดับ basal FSH, Estradiol ในวันก่อนให้ยา (วันที่ 3 ของรอบเดือน) จะให้ยา clomiphene ในขนาด 100 mg/day ในวันที่ 5-9 ของรอบเดือน จากนั้นจะวัดระดับ FSH หลังให้ยาอีกครั้ง (วันที่ 10 ของรอบเดือน) การแปลผลหากระดับ FSH ในวันที่ 3 ของรอบประจำเดือนปกติ แต่วันที่ 10 สูง จะพยากรณ์ได้ว่าการกระตุ้นไข่จะไม่ค่อยได้ผล เช่นเดียวกับรายที่มีระดับ FSH สูงตั้งแต่วันที่ 3 ของรอบประจำเดือน ส่วนระดับของเอสตร้าไดอัลในวันที่ 10 มักไม่ค่อยนำมาแปลผล
- ปัจจัยของท่อนำไข่ (Tubal factors)
ท่อนำไข่เป็นอวัยวะที่มีความสำคัญต่อการตั้งครรภ์ เพราะเป็นตำแหน่งที่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้น รวมทั้งการเจริญของตัวอ่อนในระยะแรกก็เกิดในท่อนำไข่ ผู้ป่วยมักมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง หรือมีอาการปวดประจำเดือน ซึ่งประวัตินี้อาจจะสงสัยในเรื่องการอุดตันของท่อนำไข่ได้ ดังนั้นเมื่อมีความผิดปกติของท่อนำไข่ก็จะทำให้ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ พบว่าร้อยละ 25-35 ของคู่สมรสที่มีปัญหามีบุตรยากเกิดจากความผิดปกติของท่อนำไข่ พบว่าส่วนใหญ่ของสตรีที่มีการอุดตันของท่อนำไข่มักจะเคยมีการอักเสบในอุ้งเชิงกรานมาก่อน โดยเชื้อก่อโรคที่พบบ่อยได้แก่ Chlamydia trachomatis and Neisseria gonorrhoeae โดยการอักเสบของท่อนำไข่นี้จะมีผลทำให้เกิดการอุดตันของท่อนำไข่รวมทำให้เกิดความเสียหายของเยื่อบุท่อนำไข่ด้วย(5) ในสตรีที่มีประวัติการอักเสบในอุ้งเชิงกรานมาก่อนจะมีโอกาสเกิดภาวะมีบุตรยากตามมาได้ร้อยละ 10-12, หากมีการอักเสบในอุ้งเชิงกรานครั้งที่ 2,3 จะมีโอกาสมีบุตรยากได้มากขึ้นร้อยละ 23-35 และ 54-75 ตามลำดับ รวมถึงโอกาสในการเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกก็จะสูงขึ้นเป็น 6-7 เท่าเมื่อเทียบกับคนที่ไม่เคยติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน
สาเหตุอื่นๆ ของการเกิดท่อนำไข่อุดตัน ได้แก่ การทำหมันหญิง (tubal resection) การผ่าตัดท่อนำไข่ออก (salpingectomy) และมีพังผืดรัดท่อนำไข่ (peritubal adhesion) ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อหรือการผ่าตัดบริเวณปีกมดลูก หรือโรคกลุ่มเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) ก็ได้ นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่มีท่อนำไข่อุดตันบางราย อาจพบลักษณะท่อนำไข่บวมน้ำ(hydrosalpinx) ร่วมด้วย
การตรวจหาความผิดปกติของท่อนำไข่นั้นสามารถตรวจได้หลายวิธี เช่น การเจาะท้องส่องกล้องร่วมกับการฉีดสีตรวจท่อนำไข่ (laparoscopic chromopertubation) การเอกซ์เรย์ร่วมกับการฉีดสารทึบรังสีเข้าโพรงมดลูก (hysterosalpingography: HSG) การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงร่วมกับการฉีดของเหลว (contrast media) เข้าสู่โพรงมดลูก (sonohysterosalpingography) การส่องกล้องตรวจภายในท่อนำไข่ (salpingoscopy) หรือการตรวจ Chlamydia cytology(5)
- การเอกซ์เรย์ร่วมกับการฉีดสารทึบรังสีเข้าโพรงมดลูก (hysterosalpingography: HSG): มักจะทำในวันที่ 7 และ 12 ของรอบเดือน เนื่องจากเป็นช่วงที่ผนังเยื่อบุโพรงมดลูกบาง แต่ควรหลีกเลี่ยงการตรวจในรายที่ท่อนำไข่บวม หรือยังมีการติดเชื้อหรือสงสัยว่ามีการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน
- การตรวจหาการติดเชื้อคลาไมเดีย (Chlamydia serology) มีความไวและความจำเพาะในการตรวจพอกับ hysterosalpingography: HSG แต่ไม่สามารถหาตำแหน่งของรอยโรคได้ และไม่สามารถใช้รักษาความผิดปกติในท่อนำไข่ได้ เมื่อตรวจแล้วให้ผลบวกในรายที่ท่อนำไข่ปกติ อาจจะต้องมีการตรวจเพิ่มเติมโดยการผ่าตัดส่องกล้องเพื่อเข้าไปดูพังผืดที่รัดบริเวณรอบๆท่อนำไข่ เพื่อหาสาเหตุของท่อนำไข่อุดตัน
- การเจาะท้องส่องกล้องร่วมกับการฉีดสีตรวจท่อนำไข่ (laparoscopic chromopertubation) เป็นหัตถการหลักที่ช่วยในการวินิจฉัยความผิดปกติของท่อนำไข่และโรคในผนังช่องท้อง โดยการส่องกล้องเข้าไปในช่องท้องเพื่อดูรอยโรคโดยตรงโดยใช้ร่วมกับการฉีดสีผ่านทางปากมดลูกไปยังท่อนำไข่เพื่อดูว่าท่อนำไข่ยังปกติดีหรือมีการอุดตันของท่อนำไข่หรือไม่ รวมไปถึงดูลักษณะของfimbria ร่วมด้วย แต่อย่างไรก็ตามวิธีนี้ก็ไม่ได้ใช้ในการวินิจฉัยโดยทั่วไปหากสงสัยท่อนำไข่ตีบ


รูปแสดง การทำ Hysterosalpingogram (HSG)
ที่มา: https://fertilityandgynaecologyclinic.com/hycosy-scan/
- ปัจจัยด้านมดลูก (Uterine factors) ความผิดปกติของตัวมดลูกและโพรงมดลูก พบได้ประมาณร้อยละ 16.2 ของสตรีที่มีภาวะมีบุตรยาก(8) ส่วนใหญ่เกิดจากติ่งเนื้อในโพรงมดลูก (endometrial polyps) ร้อยละ 13 เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก (submucous leiomyomas) ร้อยละ 2.8 และพังผืดในโพรงมดลูก (intrauterine adhesions) ร้อยละ 0.3 ผู้ป่วยที่มาด้วยอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดมีกตรวจพบความผิดปกติในโพรงมดลูกได้ถึงร้อยละ 39.6 ส่วนมากสามารถวินิจฉัยได้ง่ายจากการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงทางช่องคลอด(TVS) เพื่อประเมินโครงสร้างของมดลูก กล้ามเนื้อมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูก ส่วนการเอกซ์เรย์ร่วมกับการฉีดสารทึบรังสีเข้าโพรงมดลูก (hysterosalpingography: HSG) ช่วยให้เห็นลักษณะในโพรงมดลูก ขนาดของก้อนได้ดีขึ้น เช่น เนื้องอกของกล้ามเนื้อมดลูกชนิดที่ยื่นเข้าไปในโพรงมดลูก ติ่งเนื้อในโพรงมดลูก พังผืดในโพรงมดลูก เป็นต้น รวมไปถึงความผิดปกติของโครงสร้างมดลูกจากการพัฒนาที่ผิดปกติ เช่น unicornuate, septate, bicornuate uterus ซึ่งโคงสร้างของมดลูกที่ผิดปกตินี้มีผลกับการฝังตัวของตัวอ่อน ดังเป็นสาเหตุให้มีบุตรยาก โดยที่อาจจะไม่เคยมีอาการผิดปกติมาก่อนเลยก็ได้(4) การส่องกล้องโพรงมดลูก (Hysteroscopy) เป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้ในการวินิจฉัยและรักษารอยโรคในโพรงมดลูก โดยสามารถส่องเข้าไปพร้อมกับการผ่าตัดเอาติ่งเนื้อหรือเลาะพังผืดในโพรงมดลูกออก ส่วนการทำ MRI ไม่แนะนำให้ใช้เป็นวิธีแรกเพื่อหาความผิดปกติของโพรงมดลูก
- ปัจจัยด้านปากมดลูก (Cervical factors)
ความผิดปกติของปากมดลูกพบได้ค่อนข้างน้อย และมักไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก บริเวณปากมดลูกจะสร้างมูกเพื่อให้เหมาะสมกับการว่ายของอสุจิไปผสมกับไข่ในช่วงกลางรอบเดือน โดยมีการกระตุ้นจากฮอร์โมนเอสโตรเจนทำให้มูกบริเวณปากมดลูกยืดเหนียวใส ทำให้อสุจิผ่านเข้าไปได้ง่ายขึ้น และเป็นตำแหน่งที่ให้อสุจิอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม (sperm reservoir) โดยจะค่อยๆให้อสุจิว่ายไปผสมกับไข่เป็นเวลา 24 -72 ชั่วโมง ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีความผิดปกติของปากมดลูกมักมีประวัติการผ่าตัดบริเวณปากมดลูก หรือมีการติดเชื้อบริเวณปากมดลูกมาก่อน พยาธิสภาพของปากมดลูกที่ส่งผลทำให้มีบุตรยาก ได้แก่ ปากมดลูกตีบ (cervical stenosis) มูกที่ปากมดลูกผิดปกติ เป็นต้น ส่งผลทำให้อสุจิเข้าไปในโพรงมดลูกได้ยาก ทำให้มีบุตรยากได้จากสาเหตุนี้
การตรวจความผิดปกติของปากมดลูก ได้แก่ การทำ post coital test เพื่อดูมูกที่ปากมดลูกและดูความสามารถของอสุจิที่จะว่ายผ่านขึ้นไปสู่โพรงมดลูก ส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่ค่อยมีการทำแล้ว เนื่องจากมีการตรวจรักษาเพื่อให้มีบุตรวิธีอื่นๆร่วมด้วย ผู้ป่วยรู้สึกไม่สะดวกในการตรวจ ไม่เปลี่ยนแปลงเรื่องการรักษา ระยะเวลาที่เหมาะสมในการตรวจได้แก่ 1-2 วันก่อนการตกไข่ โดยให้คู่สมรสมีเพศสัมพันธ์กันหลังจากที่งดเพศสัมพันธ์มาเป็นเวลา 2-3 วัน แล้วให้มารับการตรวจประมาณ 2-12 ชั่วโมง หลังมีเพศสัมพันธ์ หลังจากนั้นใช้ syringe เล็กๆ ดูดเอามูกบริเวณปากมดลูกด้านนอก (posterior fornix) มาป้ายบนแผ่นสไลด์ เพื่อดูว่ายังคงมีตัวอสุจิหรือไม่ และดูดจากช่องคอมดลูก เอามาวางบนแผ่นสไลด์และยืดดู หากเป็นช่วงของการตกไข่มูกจะใสและยืดได้ยาวก่อนที่จะขาดออกจากกัน (เป็นการประเมินเรื่องของการตกไข่ร่วมด้วย หากมูกสามารถยืดได้ยาวมากกว่าหรือเท่ากับ 10 ซม. และหากปล่อยให้แห้งจะตกผลึกเป็นรูปใบเฟิร์น จะแปลผลว่ามีการตกไข่) จากนั้นนำไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพื่อดูว่ามีตัวอสุจิที่มีการเคลื่อนไหวดีหรือไม่ หากพบอสุจิที่เคลื่อนไหวไปข้างหน้าเกิน 5 ตัว/HPF แสดงว่าอสุจิสามารถว่ายผ่านมูกขึ้นไปได้ และมูกที่ปากมดลูกยังทำหน้าที่เป็นแหล่งเก็บกักอสุจิและคอยส่งขึ้นไปในโพรงมดลูกด้วย แต่หากพบตัวอสุจิแต่ไม่มีการเคลื่อนไหวเลย อาจแสดงถึงการอักเสบของปากมดลูก โดยเฉพาะหากตรวจพบว่ามีเม็ดเลือดขาวร่วมด้วย หรือภาวะที่มูกปากมดลูกมีภูมิต้านทานต่อตัวอสุจิ

รูปแสดงโครงสร้างของมดลูก และช่องทางการผ่านของอสุจิในการไปผสมกับไข่
ที่มา: https://www.reproductivefacts.org/news-and-publications/fact-sheets-and-infographics/infertility-an-overview-booklet/
- ปัจจัยจากเยื่อบุช่องท้อง (Peritoneal factors)
ความผิดปกติของเยื่อบุช่องท้อง เช่น โรคกลุ่มเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในกล้ามเนื้อมดลูก (endometriosis) อาจเป็นสาเหตุหลัก หรือส่งเสริมให้เกิดภาวะมีบุตรยากได้ ผ่านกลไกการอักเสบในช่องท้องและก่อให้เกิดพังผืดบริเวณปีกมดลูก (adnexal adhesions) ได้
-
- เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis): ในผู้ป่วยที่มีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด พบได้ถึงร้อยละ 25-50 โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีอาการรุนแรง (ระยะที่ 3-4) หรือมีประวัติการผ่าตัดโรคที่เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการมีปริมาณไข่ที่ลดลง และลดอัตราการตั้งครรภ์หรืออัตราการคลอดบุตรลงไปถึงร้อยละ 30-49
- พังผืดบริเวณอุ้งเชิงกรานหรือปีกมดลูก (pelvic or adnexal adhesions): สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการได้รับบาดเจ็บในช่องท้องมาก่อน เช่น การผ่าตัด การได้รับบาดเจ็บจากความร้อน การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน การได้รับรังสี การขาดเลือด การเกิดแผลหรือมีสิ่งแปลกปลอม เป็นต้น การรักษาโดยการผ่าตัดเลาะพังผืดออก ช่วยให้อัตราการตั้งครรภ์ในคนที่มีบุตรยากจากสาเหตุนี้ได้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 12 ที่ 1 ปี และร้อยละ 29 ที่ 2 ปี
การวินิจฉัยโดยใช้การอัลตราซาวน์ผ่านทางช่องคลอด (TVS) จะช่วยประเมินให้เห็นความผิดปกติในอุ้งเชิงกรานได้ดีขึ้น ส่วนการผ่าตัดส่องกล้องผ่านทางหน้าท้อง (laparoscopic exam) เป็นวิธีที่จะเห็นโครงสร้างและความผิดปกติของมดลูกได้โดยตรงและเป็นทางเลือกในการใช้ผ่าตัดแก้ไขรอยโรคนั้นๆด้วย แต่ไม่แนะนำให้ตรวจในทุกรายโดยเฉพาะในรายที่ไม่ได้สงสัยความผิดปกติของเยื่อบุช่องท้อง หรือในรายที่เป็นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ที่ต้องการการผ่าตัดอยู่แล้ว
ภาวะมีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน (Unexplained Infertility)
ภาวะมีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุสามารถพบได้ร้อยละ 5-10 ของคู่สมรสทั้งหมด ในกลุ่มคนที่มีภาวะมีบุตรยากพบว่าเป็นภาวะมีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุถึงร้อยละ 30-40 โดยภาวะมีลูกยากแบบไม่ทราบสาเหตุนี้คือการที่คู่สมรสได้รับการตรวจร่างกายหาเพื่อหาสาเหตุของการมีลูกยากทั้งหมดแล้ว เช่น ตรวจหาความผิดปกติบริเวณอุ้งเชิงกราน ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ตรวจวิเคราะห์คุณภาพของอสุจิ เป็นต้น แต่ไม่พบความผิดปกติใดๆ ส่วนมากภาวะมีบุตรยากแบบไม่ทราบสาเหตุมักจะพบในระหว่างการทำเด็กหลอดแก้วจากขั้นตอนการปฏิสนธิ ทั้งนี้เพื่อหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก คู่สมรสที่อยากมีลูกควรเข้าปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินหาสาเหตุและรับการรักษาอย่างถูกต้องทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย
การปฏิบัติตัวเพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์และมีบุตร
แพทย์ผู้ดูแลควรตรวจประเมินหาสาหตุของภาวะมีบุตรยาก และพิจารณาประเมินปัญหา
เบื้องต้น แนะนำให้คู่สมรสตระหนักถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะมีบุตรยาก(3) และแนะนำวิธีปฏิบัติเพื่อเพิ่มโอกาสของการตั้งครรภ์ คือ
1. ปรับพฤติกรรมที่ส่งผลต่อการมีบุตรยาก (fertility-awareness methods) ได้แก่
การควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม (ดัชนีมวลกาย หรือ BMI เท่ากับ 18-23 กิโลกรัมต่อตารางเมตร)
งดสูบบุหรี่ เลิกดื่มแอลกอฮอล์ หรือเลิกใช้สารเสพติด พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด และ
รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ
2. ควรเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนตั้งครรภ์ ได้แก่ รับประทานโฟลิควันละ 0.4 มิลลิกรัม (ถ้าไม่เคยตั้งครรภ์ หรือมีบุตรเป็นภาวะหลอดประสาทไม่ปิด; neural tube defect) หรือวันละ 4 มิลลิกรัม (ถ้าเคยตั้งครรภ์หรือมีบุตรเป็นภาวะหลอดประสาทไม่ปิด; open neural tube defect) ก่อนตั้งครรภ์ 3 เดือน
3. ปรึกษาแพทย์ในกรณีที่มีโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์หรือโรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่ต้องรับประทานยาเป็นประจำ ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภูมิแพ้ เพื่อจะได้วางแผนการรักษาและปรับยาให้เหมาะสม
4. ไม่แนะนำให้รับประทานอาหารเสริม สมุนไพรและวิตามินอื่น ๆ เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลยืนยันถึงประโยชน์ในการเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ทั้งในฝ่ายชายและฝ่ายหญิง
5. แนะนำคู่สมรสให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ นานครั้งละ 30 นาที (รวม 150-300 นาทีต่อสัปดาห์) อย่างไรก็ตามการออกกำลังกายอย่างหนักที่มากกว่า 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ อาจทำให้ไข่ตกลดลงได้
6. รายที่มีความเสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยาก ควรเข้ารับการประเมินความเสี่ยงของภาวะมีบุตรยากเพื่อวางแผนการมีบุตร ได้แก่ มีประวัติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ปวดประจำเดือนรุนแรงหรือมีโรคทางนรีเวชอื่นๆ การเข้ารับการรักษาที่รวดเร็วและเหมาะสมจะเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการรักษาภาวะมีบุตรยากได้สูงขึ้น
สรุป
ปัจจุบันภาวะมีบุตรยากพบได้มากขึ้น สาเหตุของภาวะมีบุตรยากในผู้หญิงอาจเกิดได้จากความผิดปกติของการทำงานของรังไข่ ภาวะไข่ไม่ตก ความผิดปกติของมดลูก ท่อนำไข่ รวมไปถึงโรคของผนังหน้าท้อง การวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุมักอาศัยประวัติประจำเดือนเป็นสำคัญ ผู้หญิงที่มีภาวะไข่ไม่ตกมักมีประวัติ ประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ ประจำเดือนอาจมีรอบสั้นหรือยาวผิดปกติ บางรายอาจมีปัญหาขาดประจำเดือนเป็น เวลาหลายเดือน โดยสาเหตุของภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรังที่พบบ่อยคือกลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic ovary syndrome, PCOS) ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีรูปร่างอ้วน มีสิวมาก ผิวมัน และมีขนมากกว่าปกติ ส่วนสตรีที่มีปัญหาท่อนำไข่ตันมักไม่มีอาการ แต่อาจมีประวัติที่ช่วยบ่งชี้ว่ามีโอกาสมีบุตรยากจากท่อนำไข่ตีบหรือตันตัน เช่น เคยมีประวัติติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน เคยตั้งครรภ์นอกมดลูก เคยผ่าตัดท่อนำไข่หรือผ่าตัดในอุ้งเชิงกราน การวินิจฉัยภาวะท่อนำไข่ตันมักได้จากการฉีดสีประเมินท่อนำไข่ ในขณะที่สตรีที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญ ผิดที่มักมีอาการปวดท้องขณะมีประเดือนที่มีความรุนแรงของอาการปวดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หรือมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง แต่ในบางรายอาจไม่มีอาการ การวินิจฉัยมักต้องอาศัยจากทั้งประวัติการตรวจภายใน การตรวจอัลตร้าซาวด์ การส่องกล้องเข้าไปดูรอยโรคในบริเวณโพรงมดลูก รวมถึงการผ่าตัดส่องกล้องในผู้ป่วยบางราย
หลักสำคัญในการดูแลรักษาผู้หญิงที่มีบุตรยากต้องประเมินหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยากในแต่ละคู่ และให้การรักษาที่เหมาะสมตามสาเหตุนั้นๆ อีกทั้งควรให้ความรู้และข้อมูลที่ถูกต้องแก่คู่สมรส เพื่อช่วยในการตัดสินใจรับการรักษาของคู่สมรส และนอกจากนี้ต้องให้การดูแลด้านจิตใจควบคู่ไปกับด้านร่างกายด้วยเสมอ
เอกสารอ้างอิง (Reference)
- แนวทางเวชปฏิบัติภาวะมีบุตรยาก (Guideline for infertility management). ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ปี 2566.
- Chiware TM, Vermeulen N, Blondeel K, Farquharson R, Kiarie J, Lundin K, et al. IVF and other ART in low- and middle-income countries: a systematic landscape analysis. Hum Reprod Update. 2021;27(2):213-28.
- Meng Q, Ren A, Zhang L, Liu J, Li Z, Yang Y, et al. Incidence of infertility and risk factors of impaired fecundity among newly married couples in a Chinese population. Reprod Biomed Online. 2015;30(1):92-100.
- Practice Committee of the American Society for Reproductive Medicine, the Practice Committee of the Society for Reproductive Medicine, Infertility. Electronic address aao. Optimizing natural fertility: a committee opinion. Fertil Steril. 2022;117(1):53-63.
- Speroff L, Fritz MA. Female infertility. Clinical gynecologic endocrinology and infertility. 9thed. Philadelphia: Lippincott Williams and Wilkins; 2020: 1013-67.
- American College of Obstetricians and Gynecologists’ Committee of Gynecologic Practice, American Society for Reproductive Medicine. Infertility workup for the women’s health specialist: ACOG Committee opinion, number 781. Obstet Gynecol. 2019 Jun;133(6):e377-e384.
- WHO Technical Report Series. Recent Advances in Medically Assisted Conception Number 820, 1992, pp 1-111.
- Practice Committee of the American Society for Reproductive Medicine, the Practice Committee of the Society for Reproductive Medicine, Infertility. Optimizing natural fertility: a committee opinion. Fertil Steril. 2022;117(1):53-63.
- Practice Committee of the American Society for Reproductive Medicine, the Practice Committee of the Society for Reproductive Medicine. Fertility evaluation of infertile women: a committee opinion. Fertil Steril. 2021;116(5):1255-65.
- ACOG Committee on Practice Bulletins – Gynecology. Practice bulletin: Female age-related fertility decline. Obstet Gynecol. 2014;116(1):223-236.


