Sexuality And Female Sexual Dysfunction
จัดทำโดย: พญ.อรุโณทัย ภูสินพิโรดม
อาจารย์ที่ปรึกษา: ผศ. พญ. ณัฐนิตา มัทวานนท์
ภาวะ Female Sexual Dysfunction คือสภาวะที่จิตใจมีความบกพร่องเรื่องความต้องการทางเพศ และไม่สามารถตอบสนองต่อการกระตุ้นทางเพศได้ตามปกติ ทำให้เกิดปัญหาในการร่วมเพศ หรือเกิดปัญหาในการถึงจุดสุดยอดทางเพศ (orgasm) เป็นผลให้เกิดความวิตกกังวล และความขัดแย้งในความสัมพันธ์
Sexuality
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาการทางเพศ (Psychosexual Factors)
- Biological Sex เพศกำเนิด
หรือ sex assigned at birth (เพศที่ถูกกำหนดให้เป็นแต่กำเนิด) คือเพศในรูปแบบการแสดงออกทางด้านร่างกาย ทั้งอวัยวะเพศภายนอก อวัยวะภายใน และฮอร์โมน ซึ่งมีผลมาจากโครโมโซมเพศ และฮอร์โมนเพศ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายช่วยวัยเจริญพันธุ์ (Secondary Sexual Characteristics) หากลักษณะทางเพศภายนอกมีความไม่ชัดเจน เช่นอวัยวะเพศกำกวม หรือลักษณะทางเพศ อวัยวะเพศ และโครโมโซมเพศไม่ตรงกัน จะถือว่ามีภาวะ disorder of sex development (DSD) เช่นภาวะ Congenital adrenal hyperplasia ที่มี ambiguous genitalia ร่วมด้วย หรือภาวะ, Androgen Insensitivity Syndrome เป็นต้น - Gender Identity (อัตลักษณ์ทางเพศ)
คือเพศในการรับรู้ของตนเอง ว่าตนเองว่าเป็นเพศใด โดย Gender Identity อาจสอดคล้องหรือไม่กับเพศกำเนิดก็ได้ โดยการรับรู้เพศจะเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่อายุประมาณ 3 ปี - Gender Expression or Gender Role (บทบาททางเพศ)
คือพฤติกรรมที่แต่ละบุคคลแสดงออก ซึ่งมักจะสัมพันธ์กับ Gender Identity - Sexual Orientation (รสนิยมทางเพศ)
คือการที่บุคคลมีความผูกพันทางใจ หรือมีความดึงดูดทางเพศกับเพศใด ได้แก่ Heterosexual หมายถึงมีความต้องการทางเพศกับเพศตรงข้าม, Homosexual หมายถึงมีความต้องการทางเพศกับเพศเดียวกัน, และ Asexual หมายถึงกลุ่มคนที่ไม่มีความต้องการทางเพศ หรือเป็นลักษณะ Pansexual/Polysexual ซึ่งคือมีความต้องการทางเพศกับเพศใดก็ได้
Sexual Response cycle(1)
เป็นกลไกการตอบสนองทางร่างกายที่สัมพันธ์กันระหว่างร่างกายและจิตใจ (Mind-Body interaction) โดยอาจมีความแตกต่างกันในแต่ละความสัมพันธ์ของแต่ละคู่ และอาจต้องอาศัยความรู้สึกผูกผันร่วมด้วย รูปแบบของวงจรการตอบสนองทางเพศมีหลายแบบ โดยแบบที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายคือทฤษฎี Master and Johnson’s model โดยแบ่งระยะของการตอบสนองทางเพศออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ Desire phase, Arousal phase, Orgasm phase และ Resolution phase
- Desire phase เป็นระยะที่ส่งผลต่อความรู้สึกสนใจต่อพฤติกรรมทางเพศ เป็นระยะที่เริ่มมีความต้องการทางเพศเกิดขึ้น โดยเพศชายจะมีความต้องการมากกว่าเพศหญิง ระยะนี้ใช้เวลาตั้งแต่นาทีถึงหลายชั่วโมง และเป็นระยะที่เกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งมากระตุ้น ซึ่งได้แก่ ความรู้สึกหรืออารมณ์ในตอนนั้น ความเชื่อ ความคาดหวังต่อพฤติกรรมทางเพศ รสนิยมทางเพศ ประสบการณ์ทางเพศ สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมี sexual thought การทำงานของสารสื่อประสาท ฮอร์โมน รวมถึงความเหนื่อยล้าและกลุ่มโรคเรื้อรัง ที่อาจส่งผลให้ความต้องการทางเพศลดลงได้
- Arousal phase เป็นระยะที่มีการตื่นตัวทางเพศ โดยเป็นผลจากการทำงานของสมองส่วน cortex, limbic และ paralimbic area เมื่อได้รับการกระตุ้น สมองส่วนนี้จะมีการหลั่งสารสื่อประสาทที่ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นการตื่นตัวทางเพศ กระตุ้นให้มีเลือดไปเลี้ยงบริเวณอวัยวะเพศมากขึ้น ทำให้ลักษณะอวัยวะเพศบวมมากขึ้น มีการหลั่งสารคัดหลั่งเพิ่มขึ้น คัดตึงเต้านม หัวนมตั้งชัน ไวต่อการสัมผัสมากขึ้น มี sex flush (ภาวะที่มีการขยายของเส้นเลือดบริเวณลำคอและหน้าอก) มีการเคลื่อนสูงขึ้นของมดลูกและช่องคลอดยืดขยายมากขึ้น (ballooning)
- Orgasm phase เมื่อได้รับการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องจะทำให้เข้าสู่ระยะนี้ เป็นระยะที่มีการกระตุ้นสูงที่สุดของ sexual response cycle โดยใช้เวลาสั้นที่สุดคือไม่กี่วินาที เป็นระยะที่เกิดจุดสุดยอดของความรู้สึกทางเพศ อาจมีความรู้สึกตัวที่ลดลงได้ (cloudy of consciousness) เกิดขึ้นได้แม้ในขณะที่นอนหลับ โดยเกิดการบีบรัดตัวเป็นจังหวะ (rhythmic contraction) ของมดลูกและช่องคลอดส่วนล่าง พบว่ากระบวนการนี้อาจช่วยกักเก็บน้ำเชื้อของฝ่ายชายให้อยู่ในบริเวณ posterior fornix ได้นานขึ้น และช่วยเพิ่มโอกาสให้เกิดการปฏิสนธิ โดยในผู้หญิงจะมีจุดกระตุ้นที่ทำให้เกิด orgasm ได้ 3 ตำแหน่ง ได้แก่
- A-spot คือตำแหน่งบริเวณ anterior fornix ซึ่งถูกกระตุ้นได้ลำบาก
- G-spot คือตำแหน่งบริเวณ anterior vaginal wall ที่เป็นจุดกึ่งกลางระหว่าง symphysis และ cervix เป็นตำแหน่งที่กระตุ้นได้ง่าย แต่ต้องเป็นการกระตุ้นด้วย deep pressure เมื่อกระตุ้นจุดนี้นอกจากเกิด orgasm แล้ว ยังทำให้มีสารคัดหลั่งจาก Skene’s gland ออกมาด้วย
- Clitoris คือตำแหน่งกระตุ้นที่ไวต่อความรู้สึกที่สุด เกิด orgasm ได้ง่ายที่สุด โดย clitoral tissue ประกอบด้วย hood, head, shaft และ rami
ในความเป็นจริง ตำแหน่งอื่ยๆของร่างกายที่ไม่ใช่อวัยวะเพศ ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกทางเพศและถึงจุดสุดยอดได้เช่นกัน เช่น เต้านม หัวนม บริเวณแคม เป็นต้น โดยการกระตุ้นที่บริเวณช่องคลอดส่วนล่างนั้นสามารถกระตุ้นผ่านการสัมผัสได้ แต่ช่องคลอดส่วนบนจะต้องเป็นการกระตุ้นผ่านแรงกด โดย Halban’s fascia ซึ่งอยู่บริเวณ anterior to upper vagina จะเป็นตำแหน่งที่มีเส้นประสาทจำนวนมาก ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายตอนมีเพศสัมพันธ์
นอกจากนี้ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มจาก desire ถึง orgasm ของเพศชายและเพศหญิงต่างกัน โดยฝ่ายหญิงมักจะต้องเข้าสู่วงจรกระตุ้นเพื่อให้เกิดอารมณ์ทางเพศ (desire) ขึ้นก่อนจึงจะสามารถ ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายเข้าสู่ระยะ orgasm ได้ในเวลาใกล้เคียงกัน
นอกจากนี้สตรีบางรายอาจมีประวัติปัสสาวะเล็ดเมื่อ orgasm ได้ด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากของกล้ามเนื้อ detrusor มีการหดตัว ร่วมกับ กล้ามเนื้อหูรูดกระเพาะปัสสาวะมีการคลายตัว ดังนั้นการมีปัสสาวะเล็ดเมื่อถึงจุดสุดยอดจึงเป็นเรื่องปกติที่ไม่มีความจำเป็นต้องรักษา
- Resolution phase เป็นระยะที่การตอบสนองของร่างกายจะย้อนคืนสู่ภาวะปกติ โดยจะมีความแตกต่างกันของหญิงและชาย โดย Refractory period ของผู้ชาย จะเป็นช่วงระยะที่ไม่สามารถถูกกระตุ้นให้ถึง Arousal และ Orgasm phase ได้อีก แตกต่างจากผู้หญิงที่ไม่มี refractory phase จึงสามารถถูกกระตุ้นให้เกิด multiple orgasm ได้โดยไม่ต้องมีระยะพัก

รูปที่ 1 แสดง Sexual Response Cycle อ้างอิงจาก Master and Johnson’s model 1996(2)
ตารางที่ 1 ปัจจัยที่ส่งผลต่อ Sexual Response Cycle ซึ่ง แบ่งเป็น Biopsychological factors และ Sociocultural factors
| Biopsychological factors | Sociocultural factors |
| – Mental health: Depression, Chronic illness (Muliple sclerosis, DM, CKD, Rheumatic disease, CVS disease, Respiratory disease)
– Aging – Sex hormone: Estrogen, Testosterone – Personality factors: high self-esteem, anxiety, guilty, negative body image, somatization, orgasmic disorder, vaginismus – Relationship: free of conflict, abuse, divorce, change of partner – Sexual dysfunction in partner – Infertility – Medications: SSRI, Lithium, Anti-psychotic, Benzodiazepine, Spironolactone, GnRH agonist – Cancer, Chronic PID, Endometriosis, PCOS, Recurrent Herpes – Gynecologic Procedure: Mid-urethral sling, Radical hysterectomy, Conization, Partial resection of clitoris |
– Cultural values
– Family of origin – Religious Beliefs – Gender roles – Society Norms – Relationships ตัวอย่างเช่น ความสุขในการร่วมเพศเกิดขึ้นแค่กับฝ่ายชาย การไม่เกิดการฝ่ายหญิงเป็นเรื่องปกติ, ผู้หญิงที่มีความสนใจในเรื่องเพศ เป็นพฤติกรรมที่น่าอาย, หน้าที่ของผู้หญิงคือการดูแลลูกเป็นหลัก, ความสัมพันธ์ที่มีปัญหากันอยู่เดิม |
การประเมินปัญหาทางเพศ(3)
เริ่มต้นจากการถามด้วยความรู้สึกที่เป็นเรื่องปกติ แม้จะเป็นเนื้อหาที่มีความละเอียดอ่อน ถามด้วยคำถามตรงไปตรงมา และเป็นคำถามปลายเปิด อาจจะเริ่มจากการถามว่าเวลามีเพศสัมพันธ์รู้สึกเจ็บไหม ยังมีความต้องการหรือมีความสุขช่วงมีเพศสัมพันธ์ ถ้ามีปัญหาจำเป็นต้องประเมินเพิ่มเติม โดยใช้ Biopsychosocial assessment ประกอบด้วยการซักประวัติและการตรวจร่างกาย
ซักประวัติ
|
ตรวจร่างกาย
|
Female Sexual Dysfunction(4)
แบ่งกลุ่มโรคได้ 3 กลุ่มตาม DSM-5 category
- Female Sexual Interest/Arousal Disorder (FSIAD) เป็นโรคที่เกิดได้ทั้งจาก Biological (ภาวะพร่องฮอร์โมน estrogen หรือ testosterone หรือการใช้ยากลุ่ม SSRIs) และ Psychological factors (ปัญหาในความสัมพันธ์ ความกดดันจากการทำงาน จากการดูแลลูก เป็นต้น)
Criteria ในการวินิจฉัย ต้องมีอย่างน้อย 3 ข้อจากอาการดังต่อไปนี้
- มีการลดลง/ไม่มี ความสนในใจกิจกรรมทางเพศ
- มีการลดลง/ไม่มี ความคิดหรือจินตนาการทางเพศ
- มีการลดลง/ไม่มี การเริ่มต้นกิจกรรมทางเพศ หรือการตอบสนองต่อการกระตุ้นจากคู่นอนเพื่อเริ่มต้นกิจกรรมทางเพศ
- มีการลดลง/ไม่มี ความตื่นเต้นหรือความพึงพอใจขณะมีกิจกรรมทางเพศ โดยเกิดขึ้นทุกครั้งหรืออย่างน้อย 75% ของกิจกรรมทางเพศ
- มีการลดลง/ไม่มี ความสนใจหรือความตื่นตัวหลังถูกกระตุ้นให้มีกิจกรรมทางเพศ
- มีการลดลง/ไม่มี ความรู้สึกจากการถูกกระตุ้นทั้งทางอวัยวะเพศหรือบริเวณอื่นลดลงขณะมีกิจกรรมทางเพศ โดยเกิดขึ้นทุกครั้งหรืออย่างน้อย 75% ของกิจกรรมทางเพศ
ร่วมกับมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ทำให้เกิดความเครียดต่อผู้ป่วย และภาวะบกพร่องทางเพศดังกล่าวต้องไม่เกี่ยวเนื่องมาจากภาวะทางจิตเวชอื่นๆ หรือจากโรคทางกาย หรือผลจากการใช้สารเสพติด
- Female Orgasmic Disorder (FOD)
Criteria ในการวินิจฉัย คือมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ โดยเกิดเกือบทุกครั้งหรือทุกครั้ง (ประมาณ 75%) ที่มีกิจกรรมทางเพศ
- ไม่มี orgasm หรือ orgasm ที่มาช้าหรือมีความถี่น้อยลงอย่างชัดเจน
- มีการลดลงอย่างชัดเจนของ intensity of orgasmic sensation
ร่วมกับมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ทำให้เกิดความเครียดต่อผู้ป่วย และภาวะบกพร่องทางเพศดังกล่าวต้องไม่เกี่ยวเนื่องมาจากภาวะทางจิตเวชอื่นๆ หรือจากโรคทางกาย หรือผลจากการใช้สารเสพติด
- Genito-pelvic pain/penetration disorder (GPPPD)
Criteria ในการวินิจฉัย คือมีความยากลำบากในการทำกิจกรรมทางเพศเป็นอาการต่อไปนี้อย่างน้อย 1 ข้อ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง หรือเกิดอย่างต่อเนื่อง
- รู้สึกยากลำบากในการสอดใส่ทางช่องคลอดขณะมีเพศสัมพันธ์
- มีอาการเจ็บปวดบริเวณช่องคลอดหรืออุ้งเชิงกรานอย่างมากขณะมีเพศสัมพันธ์หรือระหว่างพยายามสอดใส่ทางช่องคลอด
- มีความกังวลหรือกลัวเกี่ยวกับอาการเจ็บปวดบริเวณช่องคลอดหรืออุ้งเชิงกรานอย่างมาก ทั้งก่อนและขณะสอดใส่ทางช่องคลอด
- มีความรู้สึกแน่น อึดอัดอย่างมากของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานขณะพยายามสอดใส่ทางช่องคลอด
ร่วมกับมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ทำให้เกิดความเครียดต่อผู้ป่วย และภาวะบกพร่องทางเพศดังกล่าวต้องไม่เกี่ยวเนื่องมาจากภาวะทางจิตเวชอื่นๆ หรือจากโรคทางกาย หรือผลจากการใช้สารเสพติด
โดยอาการเจ็บปวดขณะมีการสอดใส่ เรียกว่า Dyspareunia แบ่งเป็น Introital Dyspareunia และ Deep Dyspareunia ซึ่งมีกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องต่างกัน และต่างจากคำว่า Vaginismus ที่หมายถึงความยากลำบากในการสอดใส่ ซึ่งอาจเกิดจากกความกังวล ความเจ็บ หรือการหดรัดตัวของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
ตารางที่ 2 การแยกโรคในกลุ่ม Dyspareunia
| Age group | Introital Dyspareunia | Deep Dyspareunia |
| Reproductive age |
|
|
| Postmenopausal |
|
Radical surgery |
ในคนที่มีภาวะบกพร่องทางเพศนั้นควรได้รับการดูแลแบบองค์รวมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ สำหรับหลักการในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้มีหลักการดังนี้
- ให้การประเมินและวินิจฉัยได้อย่างถูกต้อง
- ประเมินและตั้งเป้าหมายของการรักษาร่วมกัน เนื่องจากแต่ละรายมีเป้าหมายต่างกัน
- แนะนำและให้ความรู้ที่เหมาะสม เพื่อสร้างความเข้าใจในตัวโรค
- ให้ความรู้และความเข้าใจแก่คู่นอน
- รักษาปัญหาที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น ปัญหาทางกาย และปัญหาทางจิตใจ
- ใช้ทีมสหวิชาชีพในการดูแลรักษาและดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม
โดยควรใช้หลัก PLISSIT model(5) ในการดูแลและเข้าถึงปัญหาของผู้ป่วย
ตารางที่ 3 หลักการและแนวทางของ PLISSIT model
| Permission | การขอความอนุญาตในการพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาที่เป็นเรื่องส่วนตัวของผู้ป่วย หากผู้ป่วยเปิดใจและกล้าพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาของตนเอง ก็จะทำให้การประเมินปัญหานั้นแม่นยำ และตรงประเด็นมากขึ้น โดยผู้รักษาควรให้ความมั่นใจแก่ผู้ป่วยว่าความคิด พฤติกรรม และสิ่งที่วิตกกังวลนั้นเป็นเรื่องปกติและเข้าใจได้ |
| Limited Information | ให้ข้อมูลความถูกต้องเกี่ยวกับสรีรวิทยาของเรื่องเพศและพฤติกรรมทางเพศ โดยความรู้นั้นจะต้องกระชับ และตรงจุด ไม่ยาวเกินไป เพื่อให้คนไข้และคู่สามารถทำความเข้าใจได้อย่างถูกต้อง ขั้นตอนนี้จะช่วยลดความเข้าใจผิดและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการขาดความรู้ |
| Specific Suggestion | ให้แนวทางการแก้ไขปัญหาที่เฉพาะเจาะจงของผู้ป่วย โดยการปรับทัศนะคติ การฝึกปฏิบัติ การแนะนำวิธีการกระตุ้นทางเพศที่เหมาะสม และตรวจหาความผิดปกติทางด้านจิตใจของผู้ป่วยรวมถึงปัญหาระหว่างคู่ครอง
โดยขั้นตอนนี้อาจมีการให้การรักษาด้วยยาหรือฮอร์โมน |
| Intensive Therapy | ขั้นตอนนี้จะจำเป็นในบางกรณี เช่น ผู้ที่มีความจำเป็นต้องส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น ผู้ป่วยมีความผิดปกติทางจิตใจจากความรุนแรงในอดีตทำให้ไม่สามารถมีความสุขทางเพศได้ อาจต้องส่งพบนักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์ หรือในบุรุษที่มีความบกพร่องทางเพศซึ่งเกิดจากปัญหาทางกายที่ต้องส่งต่อเพื่อรับการรักษากับแพทย์เฉพาะทางระบบทางเดินปัสสาวะเป็นต้น |
สำหรับแนวทางการรักษาแบ่งตามการวินิจฉัย ได้แสดงในตารางที่ 4
ตารางที่ 4 การรักษาที่จำเพาะต่อแต่ละกลุ่มโรค
| Female Sexual Interest/Arousal Disorder | 1. Cognitive Behavioral Therapy ใช้หลักการ systematic desensitization คือให้ผู้ป่วยเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องกังวล และให้ผู้ป่วยเรียนรู้การที่จะทำให้ตัวเองสงบผ่าน relaxation technique ต่างๆ
2. Medical treatment
|
| Female Orgasmic Disorder |
|
| Genito-pelvic pain/penetration disorder (GPPPD) |
|
โดยสรุปหลักการรักษากลุ่มโรค Female Sexual Dysfunction เน้นการรักษาทางด้านจิตใจเป็นการรักษาหลัก ซึ่งจะทำให้ความเจ็บปวดและความเครียดลดลง ทำให้ผู้ป่วยสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้เมื่อได้รับการกระตุ้นอารมณ์ แพทย์ที่ทำการดูแลต้องมีความเข้าใจ มีความสามารถในการสื่อสารต่อผู้ป่วยและคู่นอนอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพเพื่อค้นหาสาเหตุทั้งสาเหตุทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และต้องให้การรักษาแบบองค์รวมด้วยทีมสหสาขาวิชาชีพที่มีความเข้าใจเรื่องเพศเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย
References
- Berek JS BD, eds. Berek & Novak’s Gynecology. Sixteenth edition. Wolters Kluwer; 2020.
- https://www.researchgate.net/figure/Masters-and-Johnsons-female-sexual-response-cycle-that-can-be-correlated-to-the-sexual_fig3_320036543 [accessed 7 Aug 2024] IAiPsC-SFoRAf.
- doi:10.1007/978-3-319-52539-6 IWTToCSMS.
- Allahdadi KJ TR, Webb RC. Female sexual dysfunction: therapeutic options and experimental challenges. Cardiovasc Hematol Agents Med Chem. 2009 Oct;7(4):260-9. doi: 10.2174/187152509789541882. PMID: 19538161; PMCID: PMC3008577.
- Ussher JH, Alexandra & Perz, Janette. (2020). Provision of Sexual Health Support. 10.1093/med/9780190934033.003.0002. .
- American College of Obstetricians and Gynecologists’ Committee on Practice Bulletins—Gynecology. Female Sexual Dysfunction: ACOG Practice Bulletin Clinical Management Guidelines for Obstetrician-Gynecologists NOGJ.
- Winther RG. Intelligence FO, and Future Discovery. In: <i>Our Genes: A Philosophical Perspective on Human Evolutionary Genomics</i>. Cambridge University Press; 2022:226-261. <div></div>.
- Kershaw V, Jha S. Female sexual dysfunction. The Obstetrician & Gynaecologist. 2022;24(1):12-23.
- Prabhu SS HS, Sareen S. Female sexual dysfunction: A potential minefield. Indian J Sex Transm Dis AIDS. 2022 Jul-Dec;43(2):128-134. doi: 10.4103/ijstd.IJSTD_82_20. Epub 2022 Nov 17. PMID: 36743096; PMCID: PMC9890990.


