พญ นุชนาฏ กองสังข์
ผศ.นพ. สิทธิชา สิริอารีย์
บทนำ
Abnormal uterine bleeding (AUB) คือภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก ซึ่งความผิดปกติที่เกิดขึ้น อาจผิดปกติทั้งความถี่ของรอบประจำเดือน, ความสม่ำเสมอของรอบประจำเดือน, ระยะเวลาของรอบประจำเดือน หรือปริมาณประจำเดือนต่อรอบก็ได้ ซึ่งภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูกที่เกิดขึ้น แบ่งได้เป็นแบบเฉียบพลัน (Acute abnormal uterine bleeding) ซึ่งหมายถึงภาวะที่มีประจำเดือนผิดปกติจนกระทั่งต้องได้รับการรักษาเพื่อป้องกันภาวะเสียเลือดอย่างทันท่วงที หรืออาจเกิดขึ้นแบบเรื้อรัง (Chronic abnormal uterine bleeding) คือภาวะที่ประจำเดือนที่มีความผิดปกติของระยะเวลาปริมาณและหรือความถี่ในระยะเวลามากกว่า 6 เดือน ภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูกเกิดได้จากหลายสาเหตุ ในการประเมินผู้ป่วยที่มาด้วยภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก ควรเริ่มจากการซักประวัติ ประเมินอาการและสัญญาณชีพต่างๆ และตรวจร่างกาย ซึ่งหากมีภาวะฉุกเฉิน เลือดออกมากสัญญาณชีพไม่คงที่ ควรได้รับการรักษาที่เหมาะสมทันที และเมื่ออาการคงที่แล้ว ควรประเมินอาการอย่างต่อเนื่องและหาตำแหน่งที่มีเลือดออกให้แน่ชัด ว่ามาจากอวัยวะใด ไล่ตั้งแต่ ปากช่องคลอด,ช่องคลอด,ปากมดลูก, มดลูก, ท่อนำไข่ หรือเกิดจากรังไข่ โดยต้องแยกออกจากอวัยวะข้างเคียงคือ ท่อปัสสาวะ และทวารหนักด้วย สาเหตุของภาวะเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ที่พบมากที่สุด คือ ภาวะมีเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก ซึ่งแบ่งตามช่วงอายุได้อีกสามช่วงคือ ช่วงก่อนมีประจำเดือน (premenarche), ช่วงวัยเจริญพันธุ์ (reproductive-age) แบ่งย่อยออกเป็นสองกลุ่มกลุ่มตั้งครรภ์และกลุ่มไม่ตั้งครรภ์ และช่วงหลังหมดประจำเดือน (postmenopausal)
| คำจำกัดความ | ค่าปกติ (5th-95th percentiles) | |
| ความถี่ของรอบประจำเดือน (frequency) | ถี่ (frequent) | < 24 วัน |
| ปกติ (normal) | 24-38 วัน | |
| ห่าง (infrequent) | > 38 วัน | |
| ระยะเวลาของรอบประจำเดือน (Duration) | ปกติ | ≤ 8 วัน |
| นาน (prolonged) | > 8 วัน | |
| ความสม่ำเสมอของรอบประจำเดือน
ความแปรปรวนของแต่ละรอบในช่วง 12 เดือน |
ไม่มี (absent) | ไม่มีเลือดออก |
| สม่ำเสมอ (regular) | แปรปรวน ≤ 7-9 วัน | |
| ไม่สม่ำเสมอ (irregular) | แปรปรวน ≥ 10 วัน | |
| ปริมาณประจำเดือนต่อรอบ | มาก (heavy) | |
| ปกติ (normal) | ||
| น้อย (light) | ||
ตารางที่ 1 นิยามศัพท์เกี่ยวกับการมีเลือดออกจากโพรงมดลูกตาม FIGO system (Munro. Contemporary evaluation of women and girls with abnormal uterine bleeding: FIGO Systems 1 and 2 Obstet Gynecol 2023.
สาเหตุของภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก
สาเหตุของภาวะนี้มีได้หลายประการ แตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มอายุ อาจแบ่งออกเป็นกลุ่ม organic หรือ nonorganic ตามการตรวจพบรอยโรคหรือพยาธิสภาพภายในอุ้งเชิงกราน ปัจจุบันนี้การจำแนกภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูกตามสาเหตุที่นิยมใช้กันมากที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่ ระบบ PALM-COEIN system ซึ่งแนะนำโดย FIGO ในปี 2018 ซึ่งมีการแบ่งออกเป็น 9 กลุ่ม ตามตัวอักษร PALM-COEIN
PALM – Polyp, Adenomyosis, Leiomyoma, Malignancy and hyperplasia กลุ่มนี้สาเหตุส่วนใหญ่ สามารถตรวจหาสาเหตุได้ชัดเจน( structural abnormalities) จากการตรวจทางรูปภาพ ( imaging techniques ) หรือตรวจผลชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา (histopathology )
COEIN – Coagulopathy, Ovulatory Disorders, Endometrium, Iatrogenic, and Not Classified กลุ่มนี้สาเหตุส่วนใหญ่ ไม่สามารถตรวจได้ชัดเจน ( non-structural abnormalities) จากการตรวจทางรูปภาพ ( imaging techniques ) หรือตรวจผลชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา (histopathology )

การตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม
อาจมีการส่งตรวจการตั้งครรภ์เพิ่มเติมเพื่อแยกสาเหตุของภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพพรงมดลูกที่เกิดขึ้นว่าสัมพันธ์กับการตั้งครรภ์หรือไม่ หลังจากนั้นจะมีการสืบค้นตามกลุ่มอายุต่อไป และอาจมีการส่งตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น TVS , SIS , Hysteroscopy , การตรวจทางห้องปฏิบัติการต่างๆ เช่น การตรวจความเข้มข้นของเลือด, การตรวจฮอร์โมนการตั้งครรภ์หรือ Beta HCG เป็นต้น หรืออาจพิจารณาส่งตรวจ Endometrial sampling ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงดังต่อไปนี้
| การตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม | การส่งตรวจทางห้องปฎิบัติการ |
| การส่งตรวจเบื้องต้น | CBC |
| Blood type, Cross match | |
| Pregnancy test | |
| การตรวจหาภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ | PT, aPTT, Fibrinogen |
| การตรวจภาวะ vWD | vWD factor antigen |
| Factor VIII | |
| Ristocetin cofactor essay | |
| การตรวจวินิจฉัยอื่นๆ | TSH, Liver function tests, Iron study, Chlamydia |
ดัดแปลงจาก ACOG committee opinion no. 557: Management of acute abnormal uterine bleeding in nonpregnant reproductive-aged women
การประเมินและการรักษาผู้ป่วยเบื้องต้น
สำหรับแนวทางการสืบค้นหาสาเหตุของผู้ป่วยที่มีเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด เริ่มต้นจากการซักประวัติอย่างละเอียด ตรวจร่างกาย และการตรวจภายใน ซึ่งอาจยกเว้นการตรวจภายในได้ในผู้ป่วยที่อายุน้อยและยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน ต้องแยกตำแหน่งที่เลือดออกให้ชัดเจน ว่าเกิดจากอวัยวะใด และเลือดออกจากตำแหน่งใด หลังจากที่ตรวจพบว่าเป็นภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก ควรแยกให้ได้ว่าผู้ป่วยตั้งครรภ์หรือไม่ เมื่อแยกว่าเกิดจากภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก (Abnormal uterine bleeding) แล้วเราจะประเมินแยกออกเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มเฉียบพลัน (acute AUB) และกลุ่มเรื้อรัง (chronic AUB) โดยแยกกันโดยระยะเวลาที่ประจำเดือนมีความผิดปกติมากกว่า 6 เดือน
เนื่องจากภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูกแบบเฉียบพลัน (Acute abnormal uterine bleeding) เป็นภาวะที่มีเลือดออกผิดปกติปริมาณมาก ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันการสูญเสียเลือดต่อเนื่องซึ่งอาจนำไปสู่การเสียเลือดปริมาณมาก และเป็นผลทำให้เกิดภาวะช็อค (Hemorrhagic shock ) ตามมาได้ ซึ่งเมื่อมีการเสียเลือดในปริมาณมาก จะทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดออกซิเจนเกิดขึ้น ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นในการใช้แลกเปลี่ยนพลังงานในร่างกาย หากมีการขาดออกซิเจนเกิดขึ้นจะทำให้ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง จากการแลกเปลี่ยนพลังงานแบบใช้ออกซิเจน (Aerobic metabolism) ไปเป็นแบบไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic metabolism) แทน ซึ่งจะทำให้เซลล์ต่างๆ ของร่างกาย มีการสร้างสาร lactic acid, inorganic phosphates และสารอนุมูลอิสระ เกิดขึ้นเป็นจำนวณมากซึ่งเมื่อมีการสะสมกัน จะทำให้ cell เกิดความเสียหายและค่อยๆเกิดการตายของ cell ในที่สุด ในตอนแรกร่างกายจะมีการปรับตัว มีการหดตัวของเส้นเลือด หัวใจเต้นเร็วมากขึ้น ปัสสาวะออกลดลง เป็นการปรับตัวเพื่อเพิ่มปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงยังอวัยวะสำคัญ (Vital organs) ได้แก่ หัวใจ, ไต และสมองให้เพียงพอ แต่หากปล่อยให้ภาวะช็อคดำเนินไปจนร่างกายไม่สามารถตอบสนอง และปรับตัวเพื่อเพิ่มปริมาณเลือดได้อีกต่อไปก็จะเริ่มเกิดความผิดปกติ การทำงานของระบบต่างๆในร่างกายล้มเหลวตามมาได้ เช่น ไตวาย ระบบการหายใจล้มเหลว การทำงานของตับผิดปกติ และอาจมีการเปลี่ยนแปลงของระบบโลหิตจนทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดขนาดเล็กจากภาวะ Disseminated intravascular coagulation ได้อีกด้วย แต่ในที่สุดจะส่งผลให้เกิดภาวะล้มเหลวต่ออวัยวะต่างๆ และไม่สามารถทำงานได้ นำไปสู่การเสียชีวิตได้ในที่สุด หากรักษาไม่ทันท่วงที โดยการประเมินและรักษาผู้ป่วยที่มาด้วยอาการภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก จากคำแนะนำของ ACOG ได้แนะนำให้ประเมินหลักๆ 3 อย่าง ได้แก่ Hemodynamic, สาเหตุ, และการรักษา
Hemodynamic status and Resuscitation
ในการประเมินผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกทางช่องคลอดแบบเฉียบพลัน ควรทำการประเมินสัญญาณชีพ ภาวะ shock และการสูญเสียน้ำในร่างกายซึ่งมี 4 ระดับดังแสดงในตาราง

การให้สารน้ำในผู้ป่วยช็อค (Hemorrhagic shock)
ในผู้ป่วยช็อคการให้สารน้ำควรให้ในผู้ป่วยทุกราย แต่ในผู้ป่วยบางรายที่มีโรคหัวใจวายร่วมด้วย หรือมีภาวะน้ำเกินในร่างกาย การทำงานของหัวใจและไตไม่ดีอยู่เดิม ควรให้สารน้ำด้วยความระมัดระวัง และอาจต้องมีการประเมินปริมาณของสารน้ำในร่างกายอย่างใกล้ชิด โดยในผู้ป่วยที่มีแต่ภาวะ hypovolemic shock จากการขาดน้ำแต่เพียงอย่างเดียว ควรให้สารน้ำปริมาณสูงในช่วงแรกของการรักษาโดยอาจให้ได้เร็วถึง 3 ลิตรใน 30 นาทีได้ การให้สารน้ำสำหรับในประเทศไทยยังแนะนำว่าควรใช้เป็นชนิด crystalloid เช่น LRS, NSS แต่ในบางกรณีอาจเลือกใช้ colloid ได้เช่นในผู้ป่วย cirrhosis อาจต้องให้ Human albumin และ/หรือ Fresh frozen plasma เนื่องจากผู้ป่วยเหล่านี้อาจมีภาวะโปรตีนไข่ขาว ในร่างกายต่ำ (hypoalbuminemia) และอาจมีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ( coagulopathy) ร่วมด้วย
การให้เลือดและส่วนประกอบของเลือด
ในการรักษาผู้ป่วยที่มาด้วยอาการภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก ในบางครั้ง การเสียเลือดค่อนข้างมาก อาจทำให้เกิดภาวะซีด ซึ่งทำให้มีอาการอ่อนเพลีย เวียนศรีษะ เหนื่อยง่าย ใจสั่น วูบหรือหน้ามืดได้ ต้องได้รับการรักษาต่อด้วยการเติมเลือดและส่วนประกอบของเลือด เพื่อเป็นการรักษาเบื้องต้นและรักษาอาการที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที และในกรณีผู้ป่วยที่มีการเสียเลือดเป็นเวลานาน ควรได้รับการตรวจหาภาวะขากธาตุเหล็กเพิ่มเติมด้วย ซึ่งหากมีการขาดธาตุเหล็กนาน จะยิ่งทำให้การสร้างเม็ดเลือดมาทดแทนไม่เพียงพอ ทำให้อาการแย่ลงได้
Massive transfusion protocol
ในกรณีที่มีการเสียเลือดปริมาณมาก ผู้ป่วยเริ่มมีสัญญาณชีพไม่คงที่ เข้าสู่ภาวะช็อค (Hemorrhagic shock) ควรมีการเตรียมส่วนประกอบของเลือดไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อได้ใช้ในการรักษาเบื้องต้น ซึ่งอาจจะมีการเตรียม PRC 4 Unit, FFP 4 unit และ Platelets 1 unit (4:4:1) ไว้ก่อน หรืออาจจะเตรียมเป็น PRC 6 Unit, FFP 4 unit และ Platelets 1 unit (6:4:1) ก็ได้ ทั้งนี้ควรมีการประสานงานกับทางธนาคารเลือดก่อนเสมอ เพื่อนเตรียมความพร้อมในการรักษาและดูแลอย่างใกล้ชิดต่อไป
| ยา | ปริมาณยาที่แนะนำ | การบริหารยา | ข้อควรระวังการใช้ยาตาม FDA labeling |
| Conjugated equine estrogen | 25 มิลลิกรัม | ทางหลอดเลือดดําทุก 4-6 ชั่วโมงจนครบ 24 ชม. | ในผู้ป่วยที่มีประวัติมะเร็งเต้านม หลอดเลือดอุดตัน (DVT, Stroke) โรคตับ โรคหัวใจและหลอดเลือด ควรใช้ยาด้วยความระมัดระวัง |
| Combined oral contraceptives | ยาคุมกําเนิดชนิด monophasic ที่มีปริมาณ Ethinyl estradiol อย่างน้อย 35 ไมโครกรัม | 1 เม็ดวันละ 3 ครั้ง จนครบ 7 วัน | ในผู้ป่วยที่มีประวัติสูบบุหรี่ (อายุมากกว่า 35 ปี) หลอดเลือดอุดตัน (DVT, Stroke, Pulmonary embolism, CAD) ประวัติมะเร็งเต้านม โรคตับ ไมเกรนที่มีออร่า เบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือด โรคลิ้นหัวใจ |
| Medroxy-progesterone acetate | 20 มิลลิกรัม | 1 เม็ดวันละ3 ครั้ง จนครบ 7 วัน | ในผู้ป่วยที่มีประวัติหลอดเลือดอุดตัน (DVT, Pulmonary embolism, Stroke, CAD)ประวัติมะเร็งเต้านม โรคตับ |
| Tranexamic acid | กิน 1.3 กรัมหรือ 10มิลลิกรัม/กิโลกรัม ทางหลอดเลือดดํา (สูงสุดไม่เกิน 600 มิลลิกรัม/ครั้ง) | วันละ 3 ครั้ง จนครบ 5 วัน (ทุก 8 ชั่วโมง) | ในผู้ป่วยที่มีประวัติหลอดเลือดอุดตันและควรระมัดระวังในการใช้ร่วมกันกับยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรวม |
ตารางสรุปแนวทางการใช้ยารักษา AUB (ACOG : Committee Opinion No. 557 April 2013)
ดัดแปลงจาก ACOG committee opinion no. 557: Management of acute abnormal uterine bleeding in nonpregnant reproductive-aged women
Treatment
ในการรักษาผู้ป่วยที่มาด้วยอาการเลือดออกผิดปกติในโพรงมดลูกแบบเฉียบพลัน การรักษามีทั้งการใช้ยาและการผ่าตัด ทั้งนี้การเลือกใช้ยาอย่างเหมาะสมจะเป็นการรักษาเบื้องต้น ที่สามารถช่วยลดปริมาณเลือดที่ออกได้ โดยปัจจัยในการพิจารณาการเลือกใช้ยาหรือผ่าตัด ขึ้นกับอาการหรือความคงที่ของสัญญาณชีพ ปริมาณเลือดที่ออก โรคประจำตัวและข้อห้ามของการใช้ยา รวมถึงการตอบสนองต่อยาที่ใช้รักษา ซึ่งแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย ยาฮอร์โมนขนาดสูง มักจะเป็นตัวเลือกลำดับแรก ในการใช้หยุดภาวะเลือดออกผิดปกติ จากโพรงมดลูกแบบเฉียบพลัน ในผู้ป่วยซึ่งไม่ได้มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับเลือดออกผิดปกติอยู่เดิม เนื่องจากมีประสิทิภาพสูงในการหยุดเลือดได้ดี สามารถใช้ได้ทั้งฮอร์โมนเอสโตรเจนและ
ฮอร์โมนโปรเจสติน หรือ ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม โดยยาแต่ละตัวจะมีกลไลในการหยุดเลือด และวิธีบริหารยาแตกต่างกันไปดังนี้
ผลข้างเคียง : เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดการแข็งตัวของเลือด เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเส้นเลือดดำที่ขาอุดตัน (DVT), เส้นเลือดที่ปอดอุดตัน (pulmonary embolism) ซึ่งอาจมีอาการ ได้แก่ แน่นหน้าอก หายใจหอบเหนื่อย วูบ เป็นลม หน้ามืดได้ นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ในผู้ป่วยบางราย
ขนาดยาที่ใช้ในการรักษา: 25 มิลลิกรัม ทางหลอดเลือดดําทุก 4-6 ชั่วโมงจนครบ 24 ชม.
ข้อห้ามในการใช้ยา: ภาวะเลือดออกผิดปกติในโพรงมดลูกที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยที่แน่นอน, มีประวัติเป็นก้อนหรือมะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งชนิดที่ไวต่อฮอร์โมนเอสโตรเจน, มีประวัติหรือโรคประจำตัวเป็นภาวะเส้นเลือดดำที่ขาอุดตัน (DVT), เส้นเลือดที่ปอดอุดตัน (pulmonary embolism), โรคตับหรือมีภาวการณ์ทำงานของตับผิดปกติ, มีประวัติแพ้ยา, ตั้งครรภ์
2). Combined oral contraceptives ยาคุมกําเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสโตเจนรวมกันในเม็ดเดียว สามารถแบ่งได้เป็น monophasic คือ มีปริมาณฮอร์โมน estrogen + progestin ในปริมาณเท่ากันทุกเม็ดหรือมีระดับยาเป็นเป็นระดับเดียวกันในหนึ่งแผง และ multiphasic คือ ยาที่มีปริมาณฮอร์โมนแตกต่างกันเป็นหลายระดับในหนึ่งแผง เช่น 2 ,3 และ 4 ระดับ ใน biphasic, triphasicและ quadriphasic pills ตามลำดับ ในการใช้ COC เพื่อรักษาภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูกตามคำแนะนำ ACOG จะใช้เป็นmonophasic ที่มีปริมาณ Ethinyl estradiol อย่างน้อย 35 ไมโครกรัม ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมนี้จะไปยับยั้งการหลั่งของฮอร์โมน GnRH จากต่อมไฮโปทาลามัส ทำให้มีผลในการยับยั้งการตกไข่ ทำให้เกิดภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกฝ่อไปในที่สุด นอกจากนี้ยังทำให้มูกบริเวณปากมดลูกเหนียวและข้น ลดการเคลื่นที่ของท่อนำไข่ซึ่งมีผลในการคุมกำเนิดอีกด้วย ยานี้จะถูกเปลี่ยนไป metabolite ที่ตับและขับออกทางปัสสาวะ
ผลข้างเคียง : เลือดออกกระปริดกระปรอย, คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศรีษะ ปวดท้อง การเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ น้ำหนักเพิ่มขึ้น ความรู้สึกทางเพศลดลง
ขนาดยาที่ใช้ในการรักษา: ยาคุมกําเนิดชนิด monophasic ที่มีปริมาณ Ethinyl estradiol อย่างน้อย 35 ไมโครกรัม 1 เม็ดวันละ 3 ครั้ง จนครบ 7 วัน
ข้อห้ามในการใช้ยา: ในผู้ป่วยที่มีประวัติสูบบุหรี่ (อายุมากกว่า 35 ปี) หลอดเลือดอุดตัน (DVT, Stroke, Pulmonary embolism, CAD) ประวัติมะเร็งเต้านม โรคตับ ไมเกรนที่มีออร่า เบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือด โรคลิ้นหัวใจ ความดันโลหิตสูง
3). Medroxy-progesterone acetate เป็นยาคุมกำเนิดแบบฉีด ที่มีฮอร์โมน progesterone อย่างเดียว ออกฤทธิ์ในการยับยั้งการหลั่งของฮอร์โมน GnRH จากต่อมไฮโปทาลามัส ทำให้มีผลในการยับยั้งการตกไข่ ทำให้เกิดภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกฝ่อไปในที่สุด ยานี้จะถูกเปลี่ยนไป metabolite ที่ตับและขับออกทางปัสสาวะ
ผลข้างเคียง : เลือดออกกระปริดกระปรอย รอบเดือนไม่สม่ำเสมอ,น้ำหนักขึ้น คลื่นไส้ เวียนศรีษะ ปวดท้อง การเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ บวม
ขนาดยาที่ใช้ในการรักษา: 20 มิลลิกรัม 1 เม็ดวันละ3 ครั้ง จนครบ 7 วัน
ข้อห้ามในการใช้ยา: ในผู้ป่วยที่มีประวัติหลอดเลือดอุดตัน (DVT, Pulmonary embolism, Stroke, CAD)ประวัติมะเร็งเต้านม มะเร็งที่ไต โรคตับ, มีประวัติแพ้ยา,แนะนำให้ใช้อย่างระมัดระวังในผู้ป่วยโรคหอบหืด ผู้ป่วยโรคหัวใจวายหรือมีภาวะหัวใจล้มเหลว โรคไต, โรคตับ
4). Tranexamic acid เป็นอนุพันธ์ของกรดอมิโนไลซีน (lysine) สังเคราะห์ ออกฤทธิ์ยับยั้งการสลายตัวของลิ่มเลือด (Antifibrinolytic Agent) ทำให้พลาสมิโนเจน (plasminogen) ไม่ถูกเปลี่ยนไปเป็นพลาสมิน ซึ่งพลาสมินทำให้เกิดการสลายตัวของไฟบริน ทำให้เลือดไม่แข็งตัว จึงมีฤทธิ์ป้องกันภาวะเลือดออกผิดปกติได้ มีค่าครึ่งชีวิตประมาณ 2-11 ชั่วโมง และมีระยะเวลาในการออกฤทธิ์ประมาณ 3 ชั่วโมง
ผลข้างเคียง : คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เวียนศีรษะ ภาวะความดันโลหิตต่ำ ภาวะที่มีลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือด ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่มีเลือดออกในสมอง ควรระวังการใช้ในผู้ที่มีภาวะหลอดเลือดอุดตัน คนสูงอายุและควรลดขนาดยาลงในผู้ที่มีการทำงานของไตผิดปกติ
ขนาดยาที่ใช้ในการรักษา: กิน 1.3 กรัมหรือ 10มิลลิกรัม/กิโลกรัม ทางหลอดเลือดดํา (สูงสุดไม่เกิน 600 มิลลิกรัม/ครั้ง) วันละ 3 ครั้ง จนครบ 5 วัน (ทุก 8 ชั่วโมง)
ข้อห้ามในการใช้ยา: ในผู้ป่วยที่มีประวัติหลอดเลือดอุดตัน (DVT, Pulmonary embolism, Stroke, CAD) , ผู้ป่วยที่มีประวัติหลอดเลือดอุดตัน นอกจากนี้ควรระมัดระวังในการใช้ร่วมกันกับยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรวม
5). NSAIDS ยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-steroidal Anti-inflammatory drugs)
ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ cyclooxygenase หรือ COX) ซึ่งมีทั้ง COX-1 และ COX-2 โดยเอนไซม์ชนิด COX-2 ทำหน้าที่สร้างพรอสตาแกลนดิน (prostaglandins) ที่ทำให้เกิดอาการปวด อาการอักเสบและไข้ ในขณะที่เอนไซม์ชนิด COX-1 ทำหน้าที่สร้างพรอสตาแกลนดินที่ช่วยปกป้องผนังกระเพาะอาหารและทำให้เกล็ดเลือดเกาะกลุ่ม ดังนั้น NSAIDs (เอ็นเสด) ที่นำมาใช้ลดอาการปวดและอาการอักเสบจึงออกฤทธิ์ยับยั้ง COX-2 ได้ ส่วนฤทธิ์ยับยั้ง COX-1 จะเกี่ยวข้องกับผลข้างเคียงต่อทางเดินอาหารและการทำงานของเกล็ดเลือด NSAIDS ทำให้เกิด Vasoconstriction ส่งผลให้ลดภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูกได้ ที่นิยมใช้ในปัจจุบันได้แก่ Ibuprofen, Naproxen, Mefenamic acid
ผลข้างเคียง : ผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร แสบร้อนกลางอก คลื่นไส้ ปวดท้อง มีแผลหรือเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ได้
อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อตับ และมีผลข้างเคียงต่อไต
ขนาดยาที่ใช้ในการรักษา: Ibuprofen กิน 600 มิลลิกรัม 2-4 ครั้ง/วัน, Naproxen 500 มิลลิกรัมทันที ให้ซ้ำได้ใน 3-5 ชั่วโมงถัดมา จากนั้น 250-500 มิลลิกรัม 2 ครั้งต่อวัน, Mefenamic acid 500 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวัน หรือ 500 มิลลิกรัมทันทีตามด้วย 250 มิลลิกรัมทุก 6 ชั่วโมง
ข้อห้ามในการใช้ยา: แพ้ยา, แผลในกระเพราะอาหารหรือมีประวัติเลือดออกในทางเดินอาหาร, โรคไต, โรคตับ
6). ยาอื่นๆ
การรักษาโดยการทำหัตถการและการผ่าตัด
ความจำเป็นในการทำหัตถการและการผ่าตัดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ตั้งแต่สภาพผู้ป่วย การตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา ความต้องการมีบุตร โรคประจำตัว ความรุนแรงของภาวะเลือดออกผิดปกติ ข้อห้ามในการใช้ยา โดยหัตถการในการรักษามีหลายวิธีดังนี้
1. การขูดมดลูก เป็นหัตถการในการห้ามเลือดที่มีประสิทธิภาพ (เลือดหยุดเกินร้อยละ 70-85) กรณีเลือดออกมากให้ถือเป็นทางเลือกลำดับแรก และมีข้อดีคือสามารถนำชิ้นเนื้อที่ได้ส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อหาสาเหตุเพิ่มเติมได้อีกด้วย เหมาะสำหรับผู้มีอายุค่อนข้างมาก (เช่น เกิน 35 ปี) แต่สำหรับวัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์ให้ถือว่าการขูดมดลูกเป็นทางเลือกสุดท้ายในการห้ามเลือด ในการทำหัตถการควรระวังภาวะแทรกซ้อนที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ เช่น มดลูกทะลุ เป็นต้น
2. การตัดมดลูก อาจพิจารณาทำในรายที่มีพยาธิสภาพอื่นร่วมด้วยเช่น เนื้องอก,เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวชนิด adenomatous, ก้อนขนาดใหญ่ที่ทำให้เกิดอาการจากการกดเบียดอวัยวะข้างเคียง, ผู้ป่วยที่ไม่ต้องการมีบุตร, ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา เป็นต้น
3. การทำลายเยื่อบุโพรงมดลูก (endometrial ablation) อาจบ่งชี้ในรายรักษาด้วยยาไม่ได้ผล หรือไม่เหมาะกับการให้ยา โดยการใส่เครื่องมือผ่าน hysteroscope ไปทำลายเยื่อบุด้วยเลเซอร์ (Neodynieum Yag) หรือ resectoscope loop หรือ rollerball (ราคาถูกกว่าเลเซอร์) หรือวิธีวางอีเลคโทรดที่ผิวเยื่อบุโพรงมดลูก และใช้ radiofrequency สร้างความร้อนเข้าไปทำลาย เทคนิคใหม่ ๆ นี้อาจทำสะดวกขึ้นโดยไม่ต้องใช้ hysteroscope ใช้เวลาน้อย ใช้แค่ยาชาเฉพาะที่ โดยให้ผลการรักษาใกล้เคียงกัน คือผลลดการมีเลือดออกได้ชัดเจนร้อยละ 80-90 แต่ขาดระดูร้อยละ 20-50 อาการปวดระดูลดลงร้อยละ 70-80 จะให้ผลดีที่สุดเมื่อกดเยื่อบุโพรงมดลูกด้วยโปรเจสติน หรือ danazol หรือ GnRHa ก่อน 4-6 สัปดาห์ ควรระวังในระยะยาวอาจทำให้มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกแฝงได้โดยไม่มีอาการ
Reference


