Font Size

Profile

Menu Style

Cpanel

01August2021

You are here: Home Lecture/Topic Residents / Fellows Male Infertility

Male Infertility

ภาวะมีบุตรยากในฝ่ายชาย

(Male Infertility)

น.พ.โอภาส เศรษฐบุตร
 

           ความผิดปกติของคู่สมรสฝ่ายชายเป็นสิ่งที่มักจะถูกมองข้ามในการหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก แต่จากการศึกษาพบว่าความผิดปกติของฝ่ายชายพบได้ถึงร้อยละ 30-40 ของคู่สมรสที่มีบุตรยาก และมีถึงร้อยละ 20 ที่ความผิดปกติของฝ่ายชายเป็นปัญหาหลักเพียงปัญหาเดียว ความผิดปกติของฝ่ายชายนั้นมักจะหมายถึง การที่พบว่าผลการตรวจอสุจิมีความผิดปกติ แต่ก็พบว่ามีความผิดปกติอื่นที่นอกเหนือไปจากการตรวจอสุจิทีผิดปกติด้วย เช่น การผิดปกติของการปฏิสนธิ (fertilization failure) แม้ว่าผลการตรวจอสุจิจะปกติก็ตาม(1, 2) โดยเหตุผลในการตรวจหาความผิดปกติของฝ่ายชายก็เพื่อที่จะแยกสาเหตุต่อไปนี้ 1) สาเหตุที่สามารถแก้ไขได้ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาทางยา หรือการผ่าตัด ซึ่งเมื่อรักษาแล้วจะทำให้คู่สมรสมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ตามธรรมชาติได้เหมือนคู่สมรสปกติทั่วๆไป 2) ความผิดปกติที่ไม่สามารถรักษาได้ แต่สามารถช่วยให้เกิดการตั้งครรภ์ได้โดยใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น การทำ ICSI (intracytoplasmic sperm injection) 3) ความผิดปกติที่ไม่สามารถรักษาได้ และจำเป็นต้องอาศัยอสุจิบริจาคเพื่อทำให้เกิดการตั้งครรภ์ 4) โรคที่รุนแรงบางชนิดที่อาจมีอาการนำโดยเรื่องมีบุตรยาก และถ้าไม่ได้รับการรักษาโรคนั้นจะทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย เช่น มะเร็งของอัณฑะบางอย่างพบร่วมกับความผิดปกติในการสร้างอสุจิได้  และ 5) ความผิดปกติทางกรรมพันธุ์บางอย่างที่อาจถ่ายทอดไปยังทารกในครรภ์ที่เกิดจากการักษาภาวะมีบุตรยาก เช่น การถ่ายทอดยีนที่ทำให้เกิดโรค cystic fibrosis จากบิดาที่มี azoospermia ที่เกิดจากภาวะ congenital bilateral absence of the vas deferens (CBAVD) ไปยังทารกที่เกิดจากการทำ ICSI หรือ การถ่ายทอด Y chromosome ที่มี microdeletion ไปยังบุตรชายที่เกิดจากการทำ ICSI ซึ่งอาจมีผลทำให้บุตรมีความผิดปกติในการสร้างอสุจิในอนาคต(2)

 

กายวิภาคและการทำงานของอัณฑะ  

อัณฑะเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญต่อการเจริญพันธุ์ของผู้ชาย โดยจะมีหน้าที่สร้างทั้งฮอร์โมนเพศชาย และสร้างเซลล์สืบพันธุ์ซึ่งก็คือตัวอสุจิ การทำงานของอัณฑะอยู่ภายใต้การควบคุมของ hypothalamic-pituitary-gonad axis เช่นเดียวกับรังไข่ของฝ่ายหญิง ลักษณะทางกายวิภาคของอัณฑะประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วนคือ

  1. หลอดสร้างอสุจิ (seminiferous tubule) เป็นส่วนที่สำคัญในการสร้างอสุจิ และ
  2. Leydig cell ซึ่งอยู่ระหว่างหลอดสร้างอสุจิ มีหน้าที่สร้างฮอร์โมน testosterone

ทั้งสองส่วนถูกควบคุมการทำงานโดย pituitary gonadotropin โดยที่ LH จะเป็นตัวกระตุ้นให้ Leydig cell มีการสร้างและหลั่ง testosterone ในปริมาณ 5-10 มิลลิกรัมต่อวัน (โดยที่ FSH จะช่วยส่งเสริมการทำงานของ LH โดยทำให้เกิดมี LH receptor บน  Leydig cell) ส่วนการควบคุมการหลั่ง LH อาศัย negative feedback ที่ระดับ hypothalamus และต่อมใต้สมอง ที่เกิดจากทั้งตัว testosterone โดยตรง และผ่านการเปลี่ยนให้เป็น estrdiol ภายในสมองก่อน

ฮอร์โมน testosterone ที่ถูกสร้างออกมา ส่วนหนึ่งจะเข้าสู่กระแสเลือด อีกส่วนหนึ่งจะเข้าสู่ lumen ของ seminiferous tubule ซึ่ง testosterone ในระดับสูงมีความจำเป็นต่อกระบวนการสร้างอสุจิใน germinal epithelium และยังมีความสำคัญต่อกระบวนการพัฒนาขั้นสุดท้าย (maturation) ของอสุจิใน epididymis อีกด้วย การที่จะทำให้ระดับ testosterone ในอัณฑะสูงพอสำหรับกระบวนการดังกล่าว FSH จะกระตุ้นให้ Sertoli cell สร้าง androgen-binding protein (ABP) มาเพื่อจับกับ testosterone และทำให้ระดับของ testosterone ในอัณฑะสูงกว่าในเลือด 50 – 100 เท่า ส่วนการควบคุมการหลั่งของ FSH นั้นอาศัยการ feedback ของ inhibin-B ที่ถูกสร้างจาก Sertoli cell จากการกระตุ้นของ FSH(1)

 การทำงานของอัณฑะและรังไข่มีการทำงานในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน โดย sertoli cell จะคล้ายคลึงกับ granulose cell และ laydig cell จะคล้ายคลึงกับ theca cell เนื่องจากพัฒนามาจากเซลต้นกำเนิดเดียวกัน ส่วนที่ seminiferous tubule จะมีส่วนที่เป็น blood testis barrier ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมการผ่านเข้าออกของสารต่างๆ และเป็นตัวป้องกัน germ cell ไม่ให้สัมผัสกับ เชื้อโรค ตัวต้านทาน หรือสารพิษต่างๆจากสิ่งแวดล้อม

            ส่วนกระบวนการสร้างอสุจินั้น ในช่วงที่เป็นทารกในครรภ์ ในการพัฒนาของอัณฑะ พบว่ามีการเคลื่อนของเซลล์ตั้งต้นที่จะเจริญเป็นเซลล์สืบพันธุ์ (spermatogonia) เข้ามาข้างละประมาณ 300,000 เซลล์ และจะมีการแบ่งตัวแบบ mitosis เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นข้างละประมาณ 600 ล้ายเซลล์เมื่อเข้าวัยรุ่น และการเพิ่มจำนวนนี้จะเกิดต่อไปเรื่อยๆตลอดชั่วชีวิต โดยจะมีการสร้างอสุจิประมาณวันละ 100-200 ล้านตัว หรือประมาณ 1 ล้านล้านตัวในตลอดช่วงการเจริญพันธุ์

ในการสร้างอสุจิ จาก spermatogonia ที่มีความสามารถในการแบ่งตัวแบบ mitosis จะเปลี่ยนเป็น primary spermatocyte ซึ่งจะแบ่งตัวแบบ meiosis ได้เป็น secondary spermatocyte และ spermatid ซึ่งมีโครโมโซมเหลือเพียงครึ่งเดียว (1n) ตามลำดับ จากนั้น spermatid จะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง (spermiogenesis) จนเป็นตัวอสุจิหรือ spermatozoa ในการสร้างอสุจินั้นจาก primary spermatocyte 1 เซลล์จะได้ตัวอสุจิ 4 เซลล์ ซึ่งแตกต่างจากการสร้างไข่ เพราะ 1 primary oocyte จะได้ไข่เพียงใบเดียวเท่านั้น

 

แผนภูมิที่ 1: แสดงจำนวนโครโมโซมของเซลล์ในระยะต่างๆ

            กระบวนการสร้างอสุจินั้นถูกควบคุมโดยยีนหลายตัวบนโครโมโซม Y ระยะเวลาของการสร้างอสุจิใน seminiferous นั้นกินเวลาประมาณ 70 วัน หลังจากนั้นตัวอสุจิจะใช้เวลาอีกประมาณ 12 – 21 วันในการเคลื่อนที่ผ่านจาก epididymis ไปจนถึง ejaculatory duct ซึ่งในช่วงเวลานี้ตัวอสุจิจะมีการพัฒนาขั้นสุดท้าย ซึ่งจะทำให้มีความสามารถเคลื่อนไหวได้ปกติ การที่การสร้างและพัฒนาการของอสุจินั้นใช้เวลานานทำให้ความผิดปกติที่พบจากการตรวจอสุจินั้นอาจเป็นผลจากปัญหาทางสุขภาพในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนที่จะมารับการตรวจก็ได้(1)

 

สาเหตุภาวะมีบุตรยากในฝ่ายชาย 

ความผิดปกติทางฝ่ายชายแบ่งออกเป็นสาเหตุใหญ่ๆได้  3 กลุ่ม คือ(1)

1.  ความผิดปกติในการสร้างอสุจิ 

ความผิดปกติในการสร้างอสุจิอาจเกิดจากการหยุดทำงานของอัณฑะ (hypergonadotropic hypogonadism) ซึ่งอาจเกิดจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ เช่น Klinefelter syndrome หรือ การมี microdeletion ของโครโมโซม Y หรืออาจเกิดจากอันตรายต่ออัณฑะโดยตรงที่เกี่ยวข้องกับกายวิภาคที่ผิดปกติ (เช่น cryptorchidism หรือ varicocele) การอักเสบติดเชื้อ (การอักเสบของอัณฑะจากเชื้อไวรัสคางทูม) หรือจากสิ่งที่เป็นอันตรายต่ออัณฑะหรือ gonadotoxins (เช่น ความร้อน การสูบบุหรี่ กัมมันตภาพรังสี โลหะหนัก organic solvents หรือยาฆ่าแมลง)

นอกจากนี้การที่อัณฑะไม่ได้รับการกระตุ้นจาก gonadotropin ที่เหมาะสม เช่น การผิดปกติในการสร้าง gonadotropin จากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ความผิดปกติของ hupothalamus และต่อมใต้สมอง หรือจากการได้รับฮอร์โมนเพศชายจากภายนอกก็สามารถกดการหลั่ง gonadotropin จากต่อมใต้สมอง ก็มีผลกระทบต่อการสร้างอสุจิได้

2.  ความผิดปกติของ sperm function

ความผิดปกติของการทำงานของอสุจิ อาจเกิดจาก การที่มีภูมิต้านทานต่อตัวอสุจิ (antisperm antibody) การอักเสบของท่อระบบสืบพันธุ์ เช่น การอักเสบของต่อมลูกหมาก การที่มี varicocele หรือความผิดปกติของตัวอสุจิในการเกิด acrosome reaction, การจับกับ zona pellucida หรือการปฏิสนธิกับไข่

3.  การอุดตันของท่อนำอสุจิ 

การอุดตันนั้นอาจเป็นผลมาจากหลายสาเหตุ เช่น การผ่าตัดทำหมันชาย การอักเสบของท่อนำอสุจิ หรือ ความผิดปกติตั้งแต่เกิด เช่น ภาวะ CBAVD เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการพยายามตรวจหาสาเหตุต่างๆของความผิดปกติของฝ่ายชาย แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถบอกสาเหตุได้ (idiophathic) นอกจากนี้ยาบางชนิดก็อาจมีผลต่อการสร้างอสุจิได้ เช่น  cimetidine, spironolactone, nitrofurans, sulfasalazine, erythromycin, tetracycline และยาในกลุ่มเคมีบำบัดเกือบทุกชนิด(1)

 

การประเมินภาวะมีบุตรยากในฝ่ายชาย

การประเมินหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยากในคู่สมรสฝ่ายชาย ควรจะทำเมื่อคู่สมรสนั้นเข้าข่ายของภาวะมีบุตรยาก คือพยายามมีบุตรมาเป็นเวลา 1 ปี หรือ 6 เดือนในกรณีที่คู่สมรสฝ่ายหญิงมีอายุมากกว่า 35 ปี(3,4) หรือก่อนหน้านั้นถ้าพบว่ามีภาวะที่อาจมีผลกระทบต่อโอกาสที่จะทำให้เกิดการตั้งครรภ์ เช่น มีปัญหาลูกอัณฑะทั้งสองข้างไม่เลื่อนลงสู่ถุงอัณฑะ (bilateral cryporchiditism) เป็นต้น หรือถ้าฝ่ายชายมีความกังวลและต้องการที่จะตรวจหาสาเหตุ(2)

การประเมินหาสาเหตุทางฝ่ายชายนั้นประกอบด้วยการซักประวัติ การตรวจร่างกาย และการส่งตรวจทาห้องปฏิบัติการ ในการซักประวัติจะต้องถามข้อมูลของ ระยะเวลาของภาวะมีบุตรยาก การที่เคยมีบุตรมาก่อนในอดีต ช่วงเวลาและความถี่ในการมีเพศสัมพันธ์ รวมถึงปัญหาในการมีเพศสัมพันธ์ เช่น การแข็งตัวของอวัยวะเพศ (erectile dysfunction) ความสามารถในการหลั่งอสุจิภายในช่องคลอด (มี premature ejaculation, hypospadias หรือไม่) การสวนล้างช่องคลอดหลังมีเพศสัมพันธ์ของฝ่ายหญิง การใช้สารหล่อลื่น เป็นต้น ประวัติโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ความเจ็บป่วยในอดีต รวมถึง โรคในวัยเด็ก เช่น การติดเชื้อคางทูมและมีอัณฑะอักเสบ โรคทางอายุรกรรม อุบัติเหตุและการผ่าตัด การใช้ยาต่างๆ รวมทั้งยาเคมีบำบัด นอกจากนี้ยังต้องถามถึงอาชีพและความเสี่ยงต่อการได้รับสิ่งที่อาจทำให้เกิดผลเสียต่ออัณฑะและการสร้างอสุจิ เช่น ความร้อน กัมมันตภาพรังสี ยาฆ่าแมลง โลหะหนัก เช่น ตะกั่ว เป็นต้น(2)

การตรวจร่างกาย ในการประเมินหาสาเหตุของความผิดปกติทางฝ่ายชายนั้นนอกจากการตรวจร่างกายทั่วไปแล้ว จะต้องให้ความสำคัญต่อการตรวจเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ เริ่มจากการประเมินพัฒนาการทางเพศขั้นที่สอง ซึ่งรวมทั้งรูปร่างของร่างกาย (body habitus) การกระจายของขน และการพัฒนาของเต้านม การตรวจความผิดปกติของอวัยวะเพศ ดำแหน่งของรูเปิดของท่อปัสสาวะ ขนาดและความแข็งของลูกอัณฑะ ลักษณะของ vas deference และ epididymis และตรวจหาภาวะ varicocele เป็นต้น(2) ความสำพันธ์ระหว่างลักษณะทางคลินิกที่ตรวจพบกับสาเหตุของความผิดปกติของฝ่ายชายแสดงในตารางที่ 1

 

ตารางที่ 1: ลักษณะทางคลินิกและสาเหตุที่อาจเป็นได้(5)

 

ลักษณะทางคลินิกที่พบ 

สาเหตุที่เป็นไปได้ 

จากประวัติ

  • มีเพศสัมพันธ์ไม่บ่อย หรือไม่สม่ำเสมอ
  • ใช้สารหล่อลื่นในการมีเพศสัมพันธ์
  • อวัยวะเพศแข็งตัวยากหรือไม่แข็งตัว
  • ความต้องการทางเพศลดลง
  • มีเลือดออกหรือมีการเจ็บปวดขณะหลั่งอสุจิ
  • ปริมาณของน้ำอสุจิน้อยหรือไม่มีเลย
  • ใช้ยาในกลุ่ม anabolic steroid
  • ลูกอัณฑะไม่เลื่อนลงถุงอัณฑะ
  • ประวัติการได้รับยาเคมีบำบัด
  • เคยผ่าตัดที่ถุงอัณฑะหรือขาหนีบ
  • ปวดหัว การมองเห็นผิดปกติ
  • ดมกลิ่นไม่ได้
  • มีการอักเสบของทางเดินหายใจบ่อยๆ
  • รู้สึกว่ามีก้อนผิดปกติที่ถุงอัณฑะ

 

  

ปัญหาจากการมีเพศสัมพันธ์

ปัญหาจากการมีเพศสัมพันธ์

Erectile dysfunction

Hypogonadism

มีการอักเสบของต่อมลูกหมาก

Retrograde ejaculation

Hypogonadism จากการกดต่อมใต้สมอง

การสร้างอสุจิผิดปกติหรืออัณฑะหยุดทำงาน

การสร้างอสุจิผิดปกติหรืออัณฑะหยุดทำงาน

การอุดตันของท่ออสุจิ

เนื้องอกต่อมใต้สมอง

Kallmann’s syndrome

Kartagener’s syndrome

เนื้องอกของอัณฑะ หรือ varicocele

จากการตรวจร่างกาย

  • ลักษณะทางเพศชายลดลง การกระจายขนผิดปกติ มี gynecomastia
  • คลำพบเส้นเลือดขอดใน spermatic cord
  • อัณฑะมีขนาดเล็ก
  • คลำไม่พบ vas deferens
  • ตรวจทางทวารหนักพบก้อนหรือ nodule ที่ต่อมลูกหมาก

 

Hypogonadism, primary หรือ secondary

 

Varicocele

Testicular failure

CBAVD

Prostate cancer หรือความผิดปกติของ ejaculatory duct

           

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ 

            การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาสาเหตุของคู่สมรสฝ่ายชายที่มีหลักฐานยืนยันว่ามีประโยชน์ต่อการดูแลรักษาผู้ป่วย คือ การตรวจวิเคราะห์น้ำอสุจิ ส่วนการตรวจอื่นๆ เช่น การตรวจทางระบบต่อมไร้ท่อ การตรวจทางด้านพันธุกรรม เป็นต้น การตรวจเหล่านี้จะเลือกทำในรายที่สงสัยว่าจะมีความผิดปกติที่จำเพาะต่อการตรวจนั้นๆ

 

การตรวจวิเคราะห์น้ำอสุจิ 

การตรวจวิเคราะห์น้ำอสุจินั้นควรได้รับการตรวจอย่างน้อย 2 ครั้ง ห่างกัน 2-4 สัปดาห์ ในการเก็บอสุจิเพื่อนำมาตรวจนั้น จะต้องแนะนำผู้ป่วยดังนี้

  1. ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ 2-3 วันก่อนตรวจ ระยะเวลาที่ห่างจากการมีเพศสัมพันธ์ครั้งสุดท้ายสั้นเกินไปจะทำให้มีปริมาณน้ำอสุจิและจำนวนตัวอสุจิน้อยลง แต่ไม่มีผลต่อการเคลื่อนไหวและรูปร่างของตัวอสุจิ ส่วนระยะเวลาที่ห่างจากการมีเพศสัมพันธ์ครั้งสุดท้ายนานเกินไปจะทำให้ปริมาณน้ำอสุจิและความหนาแน่นของตัวอสุจิมากขึ้น แต่ก็จะมีสัดส่วนของตัวอสุจิที่ตายแล้วสูงขึ้นด้วย
  2. ควรเก็บด้วยวิธีช่วยตัวเอง (masturbation) โดยเก็บใส่ภาชนะที่สะอาดและไม่เป็นพิษต่อตัวอสุจิ และไม่ควรเก็บด้วยวิธีมีเพศสัมพันธ์แล้วถอนอวัยวะเพศออกมาหลั่งภายนอก เพราะจะไม่สามารถเก็บน้ำอสุจิส่วนที่หลั่งออกมาตอนแรกซึ่งมีความหนาแน่นของตัวอสุจิสูงได้ทัน ส่วนในรายที่ไม่สามารถเก็บด้วยวิธีช่วยตัวเอง อาจใช้การเก็บโดยใช้ถุงยาง แต่ต้องเป็นถุงยางชนิดพิเศษที่ไม่เป็นพิษต่อตัวอสุจิ เช่นผลิตจาก silastic และต้องไม่มีสารหล่อลื่นหรือยาฆ่าอสุจิ
  3. ควรนำน้ำอสุจิที่เก็บได้ส่งห้องปฏิบัติการเพื่อทำการตรวจ ภายใน 1 ชั่วโมง โดยนำส่งภายใต้อุณหภูมิปกติ ไม่ให้สูงหรือต่ำเกินไป

 

แนวทางการประเมินการตรวจวิเคราะห์น้ำอสุจิ  

ตามหลักเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) เกณฑ์ของการวิเคราะห์น้ำอสุจิที่ถือว่าปกติต้องผ่านเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (6, 7, 8)

  • ปริมาตร (volume): 1.5 - 5.0 มิลลิลิตร
  • ความเป็นกรด-ด่าง (pH): >7.2
  • ความหนาแน่นของตัวอสุจิ (sperm concentration): > 20 ล้านตัวต่อมิลลิลิตร
  • จำนวนตัวอสุจิทั้งหมด (total sperm concentration): > 40 ล้านตัว
  • การเคลื่อนไหวของตัวอสุจิ (sperm motility):     > ร้อยละ 50 มีการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า
  • รูปร่าง ลักษณะ (morphology): มีตัวอสุจิที่มีรูปร่างลักษณะปกติ
    • > ร้อยละ 50 (เกณฑ์ปี 1987)(6)
    • > ร้อยละ 30 (เกณฑ์ปี 1992)(7)
    • > ร้อยละ 14 เมื่อใช้ Kruger strict criteria (เกณฑ์ปี 1999)(8)
    • จำนวนเม็ดเลือดขาว (WBC): < 1 ล้านตัวต่อมิลลิลิตร
    • sperm agglutination: < 2 (คะแนน 0-3)
    • ความเหนียว: < 3  (คะแนน 0-4)

ในปัจจุบันนี้ได้มีการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์มาช่วยในการวิเคราะห์น้ำอสุจิ (computer-aided sperm analysis; CASA) ทั้งในด้านของจำนวนและลักษณะการเคลื่อนไหว (เช่น velocity และ head movement) แต่มีข้อเสียที่เครื่องมือนี้มีราคาแพงมาก และความแม่นยำยังขึ้นกับวิธีการเตรียมอสุจิ และความหนาแน่นของอสุจิตั้งต้น แต่อย่างไรก็ตามจนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มีผลการศึกษาที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ของลักษณะของการเคลื่อนไหวที่ตรวจได้จาก CASA กับการทำงานที่ปกติของตัวอสุจิหรือโอกาสที่จะทำให้เกิดการตั้งครรภ์ เพราะฉะนั้นจึงยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าการตรวจอสุจิด้วยวิธีนี้มีประโยชน์เหนือกว่าการตรวจด้วยวิธีปกติ(1)

ส่วนคำที่ใช้เรียกความผิดปกติของอสุจิด้านต่างๆมีดังนี้

  • Normozoospermia: อสุจิที่ปกติ
  • Oligozoospermia: มีจำนวนตัวอสุจิน้อยกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
  • Asthonozoospermia: มีจำนวนตัวอสุจิที่มีการเคลื่อนไหวปกติน้อยกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
  • Teratozoospermia: มีจำนวนตัวอสุจิที่มีรูปร่างลักษณะปกติน้อยกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
  • Azoospermia : ตรวจไม่พบตัวอสุจิในน้ำอสุจิ
  • Parvisemia : ปริมาณน้ำอสุจิน้อยกว่า 2 มิลลิลิตร
  • Aspermia : ไม่มีการหลั่งน้ำอสุจิเลย


การตรวจทางระบบต่อมไร้ท่อ 

การตรวจทางระบบไร้ท่อในการหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยากทางฝ่ายชายนั้น จะเลือกตรวจเฉพาะในรายที่พบความผิดปกติของอสุจิที่รุนแรง (มีความหนาแน่นของตัวอสุจิน้อยกว่า 10 ล้านตัวต่อมิลลิลิตร) มีความผิดปกติในการทำงานของอวัยวะเพศ (sexual dysfunction) เช่น มีความต้องการทางเพศลดลงหรืออวัยวะเพศไม่แข็งตัว หรือมีอาการหรืออาการแสดงของของโรคทางระบบต่อมไร้ท่อ เช่น มีน้ำนมไหล เป็นต้น ในการตรวจทางระบบต่อมไร้ท่อนั้น จะทำการตรวจวัดระดับฮอร์โมน FSH และ testosterone ซึ่งสามารถตรวจพบสาเหตุทางระบบต่อมไร้ท่อที่ทำให้เกิดความผิดปกติทางฝ่ายชายเกือบทั้งหมด(1, 2) เมื่อพบความผิดปกติของผลการตรวจเบื้องต้นจึงจะทำการตรวจเพิ่มเติมโดยการตรวจวัดระดับ FSH และ testosterone ซ้ำอีกครั้ง รวมทั้งตรวจ LH, prolactin และ free testosterone ซึ่งการแปลผลการตรวจนั้น ในกรณีที่มีภาวะ hypogonadotropic hypogonadism ระดับของ FSH, LH และ testosterone จะต่ำทั้งหมด ส่วนในกรณีที่เป็นความผิดปกติของการสร้างอสุจิ (abnormal spermatogenesis) ระดับของ LH และ testosterone จะปกติในขณะที่ FSH จะสูงหรือปกติ ส่วนในรายที่มีปัญหา testicular failure จะมีระดับ testosterone ต่ำ ในขณะที่ FSH และ LH จะสูง ส่วนในรายที่มีเนื้องอกของต่อมใต้สมองที่สร้าง prolactin จะมีระดับของ FSH และ LH ที่ปกติหรือต่ำ ระดับ testosterone ต่ำและมี prolactin สูง ซึ่งควรได้รับการตรวจด้วยวิธี MRI  แต่อย่างไรก็ตามในฝ่ายชายที่มีภาวะ hypogonadotropic hypogonadism ถึงแม้ว่าระดับของ prolactin จะปกติ ก็ควรจะได้รับการตรวจหาก้อนเนื้องอกของต่อมใต้สมองและ hypothalamus ด้วยวิธี MRI เช่นกัน(1)

 

การตรวจทางด้านพันธุกรรม  

ความผิดปกติทางพันธุกรรมอาจเป็นสาเหตุให้เกิดความผิดปกติทางฝ่ายชายโดยอาจมีผลต่อการสร้างตัวอสุจิ หรืออาจรบกวนต่อการขนส่งตัวอสุจิจากอัณฑะออกมายังอวัยวะสืบพันธุ์ (sperm transportation) ความผิดปกติด้านพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของฝ่ายชายและมีผลต่อการรักษามีอยู่ 3 กลุ่ม ได้แก่(1, 2)

1.  ความผิดปกติของยีนโรค cystic fibrosis ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบบ่อยในชาวตะวันตกนั้นมักจะพบร่วมกับภาวะที่ไม่มีการพัฒนาของ vas deferens ตั้งแต่เกิด (CBAVD)  โดยพบว่าในผู้ชายที่มีอาการของ cystic fibrosis เกือบทั้งหมดจะมีภาวะ CBAVD และสองในสามของผู้ชายที่มี CBAVD โดยไม่มีอาการของ cystic fibrosis จะมีการกลายพันธุ์ (mutation) ของยีน CFTR (cystic fibrosis transmembrane conductance regulator) ซึ่งสามารถถ่ายทอดไปยังทารกได้ โรค cystic fibrosis นี้มีการถ่ายทอดแบบ autosomal recessive จึงควรตรวจหาความผิดปกติของยีน CFTR ก่อนที่จะนำอสุจิของฝ่ายชายที่มีภาวะ CBAVD ไปใช้รักษาให้เกิดการตั้งครรภ์โดยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์(2)

2.  ความผิดปกติของโครโมโซมบางอย่างทำให้เกิดความผิดปกติในการทำงานของอัณฑะได้ พบว่าร้อยละ 10 – 15 ของผู้ชายที่มีภาวะ azoospermia หรือประมาณร้อยละ 5 ของภาวะ oligozoospermia จะมีความผิดปกติของโครโมโซม ในขณะที่พบไม่ถึงร้อยละ 1 ในผู้ชายปกติ ความผิดปกติที่พบได้บ่อยที่สุดคือ Klinefelter syndrome ซึ่งมีโครโมโซมเป็น 47,XXY หรือ 46,XY/47,XXY โดยพบประมาณ 2 ใน 3 ของทั้งหมด ส่วนความผิดปกติอื่นๆก็มี ความผิดปกติในด้านรูปร่างของโครโมโซม (structural abnormalities) เช่น translocation หรื inversion ซึ่งความผิดปกติเหล่านี้นอกจากเป็นสาเหตุของภาวะมีบุตรยากแล้ว ยังอาจทำให้เกิดการแท้งบ่อย หรือความพิการแต่กำเนิดในทารกบางรายได้ เพราะฉะนั้นในคู่สมรสฝ่ายชายที่มีความหนาแน่นของตัวอสุจิน้อยกว่า 5 ล้านตัวต่อมิลลิลิตรควรจะได้รับการตรวจ karyotype ก่อนที่จะนำอสุจิไปใช้โดยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์(1)

3.  ความผิดปกติชนิด microdeletion ของโครโมโซม Y ซึ่งไม่สามารถตรวจพบได้จากการตรวจด้วยวิธี karyotyping ตามปกติ พบได้ประมาณร้อยละ 7 – 15 ของผู้ชายที่มีภาวะ azoospermia และ severe oligozoospermia ซึ่งการขาดหายไปของยีนนี้มักเกิดที่ตำแหน่งของยีน AZF (azoospermic factor) ซึ่งอยู่บนแขนยาวของโครโมโซม Y (Yq11) ซึ่งความผิดปกตินี้สามารถถ่ายทอดไปยังทารกเพศชายที่เกิดจากการตั้งครรภ์ด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์โดยใช้อสุจิจากผู้ที่มีความผิดปกตินี้ เพราะฉะนั้นผู้ชายที่มีภาวะ azoospermia หรือมีความหนาแน่นของอสุจิน้อยกว่า 5 ล้านตัวต่อมิลลิลิตรควรจะได้รับการตรวจหาภาวะ microdeletion ของโครโมโซม Y ก่อนที่จะไดรับการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์(1)

การตรวจอื่นๆ  

การตรวจหาสาเหตุของฝ่ายชายอื่นๆ เช่น การตรวจ sperm function test หรือการตรวจทางระบบปัสสาวะ (urologic evaluation) จะเลือกทำในรายที่มีข้อบ่งชี้เท่านั้น

 

การรักษาภาวะมีบุตรยากที่มีสาเหตุจากคู่สมรสฝ่ายชาย 

            การรักษาคู่สมรสฝ่ายชายนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดความผิดปกติ ซึ่งบางสาเหตุเมื่อรักษาแล้วก็จะทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์ได้เหมือนคู่สมรสปกติ แต่ในบางรายก็ไม่สามารถรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้ ในกลุ่มนี้การรักษาก็จะพยายามทำให้อสุจิที่มีอยู่ได้มีโอกาสจะไปปฏิสนธิกับไข่ได้มากที่สุด หรือถ้าไม่พบตัวอสุจิเลยก็อาจจะต้องใช้วิธีการทางศัลยกรรมเพื่อที่จะเข้าไปหาตัวอสุจิจากลูกอัณฑะหรือ epididymis มาทำให้เกิดการปฏิสนธิและเกิดเป็นการตั้งครรภ์ให้ได้ ส่วนอีกแนวทางหนึ่งคือการผสมเทียมโดยการใช้อสุจิบริจาค

 

การรักษาสาเหตุเป็นอุปสรรคต่อการที่ตัวอสุจิจะเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ 

            โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้คู่สมรสมีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์มากกว่าการพยายามที่จะมีเพศสัมพันธ์เฉพาะช่วงที่มีการตกไข่โดยอาศัยการวัดและบันทึกอุณหภูมิร่างกาย (basal body temperature chart) หรือการตรวจหาการหลั่งของฮอร์โมน LH ในปัสสาวะ เพราะการตรวจเหล่านี้นอกจากจะไม่แม่นยำ และมีค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเป็นการสร้างความเครียดให้กับคู่สมรสอีกด้วย และจากหลักฐานทางการแพทย์ (evidence based medicine) ก็ไม่พบว่าการตรวจหาระยะเวลาตกไข่ไม่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์สูงกว่าการมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ ส่วนในรายที่ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ เช่น มีความผิดปกติในการแข็งตัวของอวัยวะเพศ หรือไม่สามารถหลั่งอสุจิได้ ก็ควรจะได้รับการตรวจหาของสาเหตุเหล่านี้ทั้งที่เกิดจากความผิดปกติของร่างกายและปํญหาทางจิตใจด้วย

ส่วนในความผิดปกติบางอย่าง เช่น การหลั่งอสุจิที่ย้อนกลับเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ (retrograde ejaculation) ซึ่งวินิจฉัยจากประวัติการมีเพศสัมพันธ์แล้วพบว่าเมื่อมี orgasm จะไม่มีการหลั่งอสุจิออกมา และตรวจปัสสาวะหลังการมี orgasm จะพบว่ามีอสุจิ หรือ fructose ในปัสสาวะ ซึ่งสาเหตุเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาท จากภาวะเบาหวานหรือการผ่าตัด หรือความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น bladder neck incompetence หรือภายหลังการผ่าตัดต่อมลูกหมาก การให้ยาในกลุ่ม sympathomimetic ร่วมกับ chlorpheniramine สามารถรักษาภาวะหลั่งอสุจิย้อนกลับนี้ได้ประมาณร้อยละ 79 ในรายที่ไม่ได้ผล สามารถนำปัสสาวะที่เก็บหลังการมี orgasm มาปั่นล้างเพื่อให้ได้ตัวอสุจิมาแล้วฉีดเข้าไปในโพรงมดลูก โดยให้โซเดียมไบคาร์บอเนต (NaHCO3) ก่อนเพื่อลดความเป็นกรดของปัสสาวะ การรักษาวิธีนี้มีโอกาสการตั้งครรภ์ประมาณร้อยละ 16 (9)

ส่วนในรายที่ไม่สามารถหลั่งอสุจิเองได้ ซึ่งเกิดได้จากปํญหาทางจิตใจ หรือเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาท เช่น การได้รับอุบัติเหตุและเกิดอันตรายต่อไขสันหลัง อาจใช้การกระตุ้นด้วยเครื่องสั่นสะเทือน (penile vibratory stimulation) ซึ่งมักจะได้ผลในรายที่ความผิดปกติของไขสันหลังอยู่เหนือกว่าระดับ T10 ที่ยังมีการทำงานของระบบ reflex ที่ดีอยู่ โดยมีรายงานการตั้งครรภ์ได้ถึงร้อยละ 25-61 ส่วนการใช้การกระตุ้นด้วยไฟฟ้า (rectal electroejaculation) เพื่อให้เกิดการหลั่งอสุจิ มักจะทำในรายที่ใช้วิธีแรกแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ และมีรายงานการตั้งครรภ์ได้ร้อยละ 25 ต่อเดือน ในรายที่ไม่สามารถเก็บอสุจิได้จากทั้ง 2 วิธี สามารถเก็บอสุจิได้จากลูกอัณฑะหรือท่อนำอสุจิ (SSR; surgical sperm recovery) ซึ่งอสุจิที่ได้จากวิธีนี้จะต้องนำไปปฏิสนธิด้วยวิธีการนำไปฉีดเข้าเซลล์ไข่โดยตรง (ICSI; intracytoplasmic sperm injection) เท่านั้น

การรักษาสาเหตุที่เกิดจากความผิดปกติของคุณภาพของน้ำอสุจิ(9) 

            ความผิดปกติของน้ำอสุจิ (semen abnormality) พบได้ร้อยละ 85 ในคู่สมรสมีบุตรยากที่มีสาเหตุจากฝ่ายชาย ความผิดปกติที่พบได้แก่  จำนวนตัวอสุจิน้อย (oligozoospermia) การเคลื่อนไหวผิดปกติ (asthenozoospermia) และรูปร่างผิดปกติ (teratozoospermia) ซึ่งสาเหตุ ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่อาจเกิดจาก ภาวะเส้นเลือดขอดในถุงอัณฑะ (varicocele),  ภาวะที่อัณฑะไม่เคลื่อนลงถุงอัณฑะ(undescended testis), อัณฑะอักเสบ, การติดเชื้อของระบบสืบพันธุ์, การดื่มสุรา, การสูบบุหรี่, การใช้ยาหรือสารเคมีบางประเภท หรืออัณฑะได้รับความร้อนนานๆ และยังพบว่าสัมพันธ์กับสารอนุมูลอิสระที่สูงขึ้นอีกด้วย

พบว่าในคู่สมรสที่มีความผิดปกติของน้ำอสุจิยังมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ถ้าฝ่ายหญิงไม่ได้มีความผิดปกติอื่นๆร่วมด้วย แต่โอกาสที่จะตั้งครรภ์นั้นไม่สูง คือมีโอกาสเพียงร้อยละ 1-2 เท่านั้น การใช้ฮอร์โมนเพื่อรักษามักจะไม่ได้ผลเพราะสาเหตุไม่ได้เกิดจากการขาดฮอร์โมน ส่วนแนวทางการรักษาในกลุ่มนี้มีดังนี้

  • แนะนำการปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิต เช่น การหลีกเลี่ยงภาวะที่มีผลเสียต่อการสร้างอสุจิ เช่น ความร้อน สารเคมี อาจช่วยเพิ่มคุณภาพของอสุจิได้
  • ควรให้ยาปฏิชีวนะในรายที่พบว่ามีการอักเสบติดเชื้อ
  • การใช้สาร antioxidant เช่น วิตามิน E, วิตามิน C, Zn และ Se มีผลทำให้ sperm function ดีขึ้น
  • การฉีดอสุจิที่ปั่นล้างเข้าไปในโพรงมดลูก (IUI; intrauterine insemination) สามารถใช้รักษาในรายที่มีความรุนแรงไม่มาก เช่น มีความหนาแน่นของอสุจิตั้งต้นเกิน 10 ล้านตัวต่อมิลลิลิตร หากมีจำนวนอสุจิหลังผ่านการปั่นล้างแล้วมากกว่า 2-5 ล้านตัว จะมีโอกาสการตั้งครรภ์ประมาณร้อยละ 10
  • การใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (ART; assisted reproductive technology) เป็นการรักษาที่ได้ผลชัดเจนในกลุ่มนี้ ซึ่งการเลือกวิธีของ ART ที่จะใช้ ขึ้นกับความรุนแรงของความผิดปกติของอสุจิ ถ้าอสุจิหลังปั่นล้างมีมากกว่า 1 ล้านตัว สามารถทำการรักษาด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF; in vitro fertilization) ซึ่งมีอัตราการตั้งครรภ์ประมาณร้อยละ 30 หากอสุจิที่ได้น้อยกว่านั้นควรแนะนำให้ให้ใช้วิธีการฉีดตัวอสุจิเข้าเซลล์ไข่โดยตรง (ICSI; intracytoplasmic sperm injection) จะได้โอกาสตั้งครรภ์ที่สูงกว่าวิธีอื่น ส่วนการเตรียมอสุจิสำหรับการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ด้วยการปั่นล้างช่วยเลือกตัวอสุจิที่มีคุณภาพและลดอนุมูลอิสระอีกด้วย
  • ส่วนในรายที่มีตัวอสุจิที่มีรูปร่างผิดปกติสูง เช่น ในกรณีที่ตรวจด้วยวิธี Krugers’ strict criteria แล้วได้ค่าตัวปกติน้อยกว่าร้อยละ 4 หรือความผิดปกติบางอย่าง เช่น Globozoospermia ซึ่งอสุจิเกือบทั้งหมดจะมีลักษณะเป็นหัวกลม (round headed หรือ marble headed) จากการที่ไม่มี acrosome ในความผิดปกติเหล่านี้ควรได้รับการรักษาด้วยวิธี ICSI

 

การรักษาสาเหตุที่เกิดจากภาวะที่ไม่มีตัวอสุจิในน้ำอสุจิ (azoospermia)(9)

สาเหตุของการที่ไม่มีตัวอสุจิในน้ำอสุจินั้นแบ่งได้เป็นสามกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรกคือ hypogonadotropic hypogonadism เป็นกลุ่มที่ปัญหาอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัณฑะ ซึ่งก็คือต่อมใต้สมองและ hypothalamus ทำให้ไม่สามารถส่งสัญญาณมาควบคุมให้อัณฑะทำงานได้ตามปกติ อาจเกิดจากความผิดปกติหลายๆอย่าง เช่น Kallman syndrome ซึ่งผู้ป่วยจะสูญเสียความสามารถในการดมกลิ่นร่วมด้วย ภาวะเนื้องอกของต่อมใต้สมองหรือ hypothalamus หรือภาวะที่ทำให้เกิด pituitary failure และมีหลายรายที่ไม่ทราบสาเหตุของความผิดปกตินี้ ในความผิดปกติกลุ่มนี้จะพบว่ามีระดับฮอร์โมนเพศชายต่ำ และอาจพบว่ามีพัฒนาการทางเพศช้าได้ และมีระดับฮอร์โมน gonadotropin ปกติหรือต่ำ ดังแสดงในตารางที่ 2 การรักษาในกลุ่มนี้นอกจากจะต้องรักษาภาวะที่เป็นสาเหตุแล้ว การให้ gonadotropin จะช่วยให้กลับมีการสร้างอสุจิได้ และมักจะได้ผลดีในรายที่ไม่มีปัญหา undescended testis ในการรักษาควรหยุดการให้ testosterone supplementation เพราะจะกดการหลั่ง gonadotropin จากต่อมใต้สมอง  และให้  hCG (human chorionic gonadotropin) ซึ่งออกฤทธิ์กระตุ้นผ่าน LH receptor ที่ Leydig cell ทำให้มีการหลั่ง testosterone ซึ่งระดับจะเพิ่มสูงขึ้นใน 4-6 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะให้ฉีด FSH (หรือ hMG; human menopausal gonadotropins ซึ่งมีทั้ง FSH และ LH) ซึ่งจะกระตุ้น sertoli cell ให้เริ่มกระบวนการสร้างตัวอสุจิ และจะตรวจพบอสุจิในน้ำอสุจิภายใน 3 – 12 เดือน ส่วนในรายที่ไม่สามารถตรวจพบตัวอสุจิหลังจากได้รับการรักษาอาจพิจารณาเก็บอสุจิจากอัณฑะซึ่งจะต้องใช้วิธี ICSI เพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์

กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่มีความผิดปกติของการทำงานของอัณฑะ (testicular failure) หรือเรียกว่าเป็น non-obstructive azoospermia ซึ่งนอกเหนือจากจะตรวจไม่พบตัวอสุจิแล้วยังมีระดับของฮอร์โมนเพศชายต่ำ ร่วมกับมีระดับ gonadotropin ที่สูงกว่าปกติด้วย สาเหตุอาจเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น Klinefelter syndrome ภาวะ microdeletion ของโครโมโซม Y หรือการได้รับการฉายรังสี ยาเคมีบำบัด สารที่เป็นพิษต่ออัณฑะ การอักเสบของอัณฑะจากเชื้อไวรัสคางทูม หรือเป็นมะเร็งของอัณฑะ ในกลุ่มนี้การรักษาโดยการให้ฮอร์โมนจะไม่ได้ผล การรักษาที่ทำได้คือการพยายามเก็บอสุจิจากอัณฑะ(SSR; surgical sperm recovery) เพื่อเอามาทำ ICSI แต่ถ้าไม่สามารถเก็บอสุจิได้อาจต้องใช้การผสมเทียมโดยใช้อสุจิบริจาค (TDI; therapeutic donor insemination)

กลุ่มที่สาม คือกลุ่มที่มีการอุดตันของท่อนำอสุจิ (obstructive azoospermia) ซึ่งอาจเป็นความผิดปกติตั้งแต่เกิด เช่น ภาวะ CBAVD (congenital  bilateral absence of vas deferens) ซึ่งสัมพันธ์กับการกลายพันธุ์ (mutation) ของยีน CFTR (cystic fibrosis transmembrane conductance regulator) ซึ่งอาจทำให้เกิดโรค cystic fibrosis ในทารกได้ หรือการอุดตันของทางเดินอสุจิอาจเกิดจากการอักเสบติดเชื้อของท่อทางเดินอสุจิ หรือจากการทำหมันชาย (vasectomy) การรักษาในกลุ่มนี้คือการเก็บอสุจิจาก epididymis หรือจากอัณฑะเพื่อเอามาทำ ICSI ส่วนในรายที่ได้รับการทำหมันชายมาไม่นาน (ไม่เกิน 3 ปี) อาจพิจารณาผ่าตัดต่อหมันได้ ส่วนในรายที่ได้รับการทำหมันมานานการผ่าตัดต่อหมันจะมีความสำเร็จต่ำ ส่วนการผสมเทียมโดยใช้อสุจิบริจาค (TDI) อาจมีประโยชน์ในรายที่ไม่สามารถรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ได้

ตารางที่ 2: ลักษณะทางคลินิกของ ภาวะที่ไม่มีตัวอสุจิในน้ำอสุจิ (azoospermia

ชนิด

ขนาดอัณฑะ

Testosterone

FSH

LH

Hypogonadotropic hypogonadism

เล็ก

ต่ำ

ลดลง

ลดลง

Non obstructive azoospermia

เล็ก

ต่ำ

เพิ่มขึ้น

เพิ่มขึ้น

Obstructive azoospermia

ปกติ

ปกติ

ปกติ

ปกติ

 

บทสรุป

ภาวะมีบุตรยากที่เกิดจากสาเหตุทางฝ่ายชาย เป็นภาวะที่พบได้บ่อยคือประมาณ 1 ใน 3 ของคู่สมรสที่มีปัญหามีบุตรยาก ซึ่งสาเหตุมีทั้งที่เกิดจากความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์โดยตรงและเป็นผลมาจากโรคทางกายอื่นๆ คู่สมรสฝ่ายชายจึงควรได้รับการตรวจเพื่อหาสาเหตุที่เหมาะสม รวมทั้งควรได้รับการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุเพื่อลดปัญหาที่อาจเกิดตามมาภายหลัง ส่วนแนวทางในการดูแลภาวะมีบุตรยากที่เกิดจากฝ่ายชายนั้น ความผิดปกติบางอย่างสามารถแก้ไขและทำให้โอกาสที่จะมีบุตรกลับมาเหมือนคู่สมรสปกติได้ แต่บางรายอาจจำเป็นต้องใช้การรักษาทางการแพทย์เพื่อที่จำทำให้อสุจิเท่าที่มีอยู่มีโอกาสที่จะทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ เช่น การฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก หรือโดยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ แต่ในบางรายก็อาจไม่สามารถที่จะมีโอกาสตั้งครรภ์ด้วยอสุจิของตนเองได้ การรักษาโดยวิธีการผสมเทียมโดยใช้อสุจิบริจาคก็จะมีบทบาทในการที่จะช่วยคู่สมรสกลุ่มนี้มีโอกาสที่จะมีบุตรได้

 

เอกสารอ้างอิง

  1. Speroff L, Fritz MA. Male infertility. In: Clinical gynecologic endocrinology and infertility. 7th ed. Philadelphia: Lippincott Willoams & Wilkins, 2005: 1135-73.
  2. Sharlip ID, Jarow JP, Belker AM, Lipshultz LI, Sigman M, Thomas AJ, Schlegel PN, Howards SS, Nehra A, Damewood MD, Overstreet JW, Sadovsky R. Best practice policies for male infertility. Fertil Steril. 2002 May; 77(5): 873-82.
  3. Practice Committee of the American Society for Reproductive Medicine. Definition of "infertility". Fertil Steril. 2006 Nov; 86(5 Suppl 1): S228.
  4. American Society for Reproductive Medicine. Definitions of infertility and recurrent pregnancy loss. Fertil Steril 2008; 89: 1603.
  5. Kolettis PN. Evaluation of the subfertile man. Am Fam Physician. 2003 May 15; 67(10): 2165-72.
  6. World Health Organization, Laboratory manual for the examination of human semen and sperm-cervical mucus interaction, 2nd, Cambridge University Press, 1987.
  7. World Health Organization, Laboratory manual for the examination of human semen and sperm-cervical mucus interaction, 3rd, Cambridge University Press, 1992.
  8. World Health Organization, Laboratory manual for the examination of human semen and sperm-cervical mucus interaction, 4th, Cambridge University Press, 1999.
  9. Hirsh AV. The management of infertile men presenting in the assisted conception unit. In: Brinsden PR, editor. Textbook of in vitro fertilization and assisted reproduction, the bourn Hall guide to clinical and laboratory practice, 3rd ed. London: Taylor & Francis, 2005: 35-60.

 

 

 

 

 

Login Form